วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เผยโฉมหน้า 4 แกนนำ อาจโจมตีหาดใหญ่

เผยโฉมหน้า 4 แกนนำ อาจโจมตีหาดใหญ่
เผยโฉมหน้า 4 แกนนำ อาจโจมตีหาดใหญ่


เผยโฉมหน้า 4 แกนนำ กลุ่มก่อความไม่สงบ อาจลักลอบก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่หาดใหญ่ ช่วงเทศกาลปีใหม่

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เผย ภาพ 4 แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่อาจจะลักลอบเข้ามาก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประกอบด้วย นายวันฆอยรี สะรายอราเซ๊ะ อายุ 25 ปี นายอับดุลฮาเล็มเจ๊ะคู อายุ 25 ปี นายพามิง เจ๊ะแค อายุ 30 ปี และ นายมูหาหมัด มูดอลาแซ อายุ 27 ปี โดยทั้ง 4 คน มีภูมิลำเนา อยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ซึ่งหน่วยงานด้านการข่าว ได้ประสานและแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และออกตรวจค้นติดตามจับกุมตามเป้าหมายที่อาจจะเข้ามากบดานทั้งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ 4 อำเภอชายแดนสงขลา 

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และ อส. สนธิกำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดบนเส้นทางเข้าเมืองหาดใหญ่ ทั้ง 4 มุมเมืองตามแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อป้องกันปัญหาด้านความมั่นคง อาชญากรรม และลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่
http://narater2010.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ไฟใต้จักมอดดับได้ด้วยประชาชน

ไฟใต้จักมอดดับได้ด้วยประชาชน

    สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้ปะทุขึ้นอีกครั้งในต้นปี 2547  โดยทวีความรุนแรง จากเหตุการณ์การบุกโจมตีที่ตั้งหน่วยกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงได้เข้าปล้นอาวุธปืนสงครามไปจำนวนมาก พร้อมสังหารเจ้าหน้าที่อย่างโหดเหี้ยม 4 ศพ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานเกือบ 9 ปี
    ในช่วงแรกของสถานการณ์นั้นเป้าหมายในการลอบทำร้ายคือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ  โดยเฉพาะทหารและ ตำรวจ ด้วยข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงว่า  ต้องการตอบโต้รัฐไทยที่ไม่ให้ความยุติธรรมต่อประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเป็นคนมลายูและที่สำคัญ คือ การแบ่งแยกดินแดนตอนใต้ของไทยใน 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่ออิสระในการปกครองตนเอง  พร้อมๆ กับการปลุกระดมสร้างความหวาดกลัว และหวาดระแวงให้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนไทยต่างศาสนามาเป็นเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง
   โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้ใช้ประเด็นที่มีความอ่อนไหวในเรื่องความแตกต่างทางศาสนา  วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และขยายแนวร่วม จากกลุ่มมุสลิมในพื้นที่โดยการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเรื่องชาติพันธุ์การเป็นคนมลายูปัตตานี  และบีบบังคับให้คนต่างศาสนาออกนอกพื้นที่โดยวิธีการข่มขู่ต่างๆนานา เข่น ก่อเหตุรุนแรงใช้อาวุธสงครามฆ่าคนไทยพุทธอย่างโหดเหี้ยม และระเบิดในสถานที่ขุมชนสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคนไทยพุทธในพื้นที่จนต้องตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นออกนอกพื้นที่  โดยเฉพาะการบิดเบือนคำสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามว่าการทำร้ายคนต่างศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ผิด   จึงกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญให้สถานการณ์ภาคใต้ของไทยกลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้นและขยายขีดความรุนแรงขึ้นตามลำดับ
   ถึงวันนี้รูปแบบของสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงได้มีการพัฒนาความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในลักษณะการบ่อนทำลาย การก่อวินาศกรรมด้วยการลอบวางระเบิดขนาดใหญ่เพื่อสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในเขตชุมชนเมือง  การลอบสังหาร และลอบวางเพลิง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนทั่วไปทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและมุสลิมจนถึงปัจจุบันมีจำนวนตัวเลขพุ่งสูงขึ้นตามลำดับ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมจิตวิทยา  ระบบเศรษฐกิจทั้งในพื้นที่และของประเทศโดยรวมอย่างมาก
  และแน่นอนว่าสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยกำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่ายทั้งภายในและนอกประเทศว่าบทสรุปของความรุนแรงนี้จะจบลงได้หรือไม่  เมื่อไหร่และอย่างไร
          สำหรับคำถามนี้เชื่อว่าผู้ที่อยากรู้คำตอบมากที่สุดคงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธที่ต้องทนอยู่กับการก่อเหตุรุนแรงสารพัดชนิด  เห็นภาพของความสูญเสียอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ซ้ำร้ายหลายคนต้องประสบพบเจอกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก  ในขณะที่ไม่สามารถหนีออกจากพื้นที่ได้เพราะที่นี่เป็นเสมือนบ้านที่อยู่มาตั้งแต่ปู่ยาตายาย  การอพยพออกนอกพื้นที่จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่ไม่สมควรกระทำในขณะที่สามารถทำให้ปัญหาความรุนแรงนี้ลดน้อยลงหรือหมดไปได้ด้วยวิถีทางอื่น
          จากความยืดเยื้อยาวนานของปัญหาความรุนแรง  ความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน  การอยู่ร่วมกันแบบหวาดระแวงทำให้กระแสความเบื่อหน่ายและไม่สนับสนุนการก่อเหตุเริ่มปรากฏทุกหย่อมหญ้าไม่เว้นแม้แต่พี่น้องมุสลิมที่ผู้ก่อเหตุรุนแรงอ้างกับเขาเหล่านั้นว่าทำเพื่อปกป้องศาสนา  แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายที่ต้องถูกเข่นฆ่าไปด้วยเมื่อไม่ให้ความร่วมมือ  เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงได้สร้างผลกระทบด้านลบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นส่วนรวมในทุกด้าน
      และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสื่อมวลชนต่างออกมานำเสนอข่าวสารความเป็นไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสร้างสรรค์เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ ด้วยการสะท้อนภาพที่แท้จริงถึงความพยายามในการแก้ปัญหาของทุกภาคส่วน  รวมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหาหนทางช่วยกันทำให้เหตุการณ์ยุติลงโดยเร็วซึ่งดูจะเป็นเค้าลางที่ดีหากได้รับความร่วมมือในลักษณะนี้ต่อไปในฐานะสื่อที่เปี่ยมล้นด้วยจรรยาบรรณ 
          ในฐานะเป็นคนในพื้นที่ที่รู้เห็นปัญหานี้มาโดยตลอดจึงอยากใช้เวทีนี้ขอบคุณไปยังท่านสื่อมวลชนเหล่านั้นด้วยความจริงใจ
          เพราะการปล่อยให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นฝ่ายแก้ปัญหาอยู่ฝ่ายเดียวไม่สามารถทำให้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้จบลงได้  เพราะปัญหาที่เป็นรากเหง้าฝังลึกนั้นมิได้มีเพียงกลุ่มขบวนการเท่านั้น  หากยังมีตัวแปรส่งเสริมอื่นๆ อีกที่เป็นปัจจัยสนับสนุน
        การยุติความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ยังดำเนินไปอย่างไม่มีทีท่าว่าสิ้นสุดลงนี้  ได้ปรากฏเสียงเรียกร้องต้องการความสงบสุขจากพี่น้องประชาชนมาโดยต่อเนื่อง  ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ด้วยการลุกขึ้นร่วมกันต่อต้านโดยไม่แบ่งแยก  ปฏิเสธและไม่สนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงอย่างสิ้นเชิง ด้วยความสามัคคีร่วมกันสอดส่องดูแลและแสดงพลังของประชาชนออกมา  ภายใต้การใช้บทบาทนำของผู้นำท้องถิ่นเท่านั้นที่จะช่วยให้ฝันร้ายนี้จบสิ้นลง    เพราะวันนี้ในต่างประเทศยังเข้าใจสถานการณ์และความเป็นไปของภาคใต้ของไทย หลายฝ่ายทั้งองค์กรระดับชาติรวมถึงสื่อมวลชนในต่างประเทศยังพร้อมใจกันประณามการก่อเหตุด้วยข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นของผู้ก่อเหตุรุนแรงว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
         ลองนึกดูว่าหากไฟกำลังไหม้บ้านเรา  แล้วพวกเราซึ่งเป็นคนอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันไม่ช่วยกันตักน้ำมาดับไฟแล้วจะรอให้ใครมาช่วย  เราคงไม่อยากให้บ้านของเรามอดไหม้ไปกับตาทั้งๆ ที่ยังสามารถช่วยกันได้มิใช่หรือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องร่วมมือกัน   ตอบได้เลยตอนนี้ว่าพลังของพวกเราประชาชนในพื้นที่เท่านั้นที่จะยุติไฟที่กำลังเผาไหม้บ้านของเราลงได้  คำถามต่อไปคือ  เราจะรออะไรอยู่
ซอเก๊าะ   นิรนาม
http://narater2010.blogspot.com/

สมุนโอลันล้า ถล่มร้านน้ำชา มุสลิมตายอีกตามเคย

สมุนโอลันล้า ถล่มร้านน้ำชา ผู้หญิง เด็กมุสลิมตายอีกตามเคย
        เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 11 ธ.ค. เกิดเหตุคนร้ายยิงถล่มร้านน้ำชา เลขที่ 60/2 บ้านดามาบูเวาะ หมู่ 1 ต.ตันหยงลิมอ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ที่เกิดเหตุพบรอยเลือดเปรอะกระจายไปทั่ว ข้าวของ โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วยชามและแก้วน้ำ แตกเกลื่อน โดยที่พื้นถนนหน้าร้านพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม.16 อาก้าและเอสเค.33 ตกจำนวนมาก เก็บได้ทั้งหมดร่วม 40 ปลอก ส่วนผู้บาดเจ็บมีชาวบ้านในละแวกช่วยกันนำส่ง รพ.ระแงะ ทราบชื่อ
  1. นายกาบารี เหาะ อายุ 37 ปี
  2. ด.ญ.อีฟาณี สาเมาะ วัยเพียง 11 เดือน หลานเจ้าของร้าน
  3. นายอามีซี เจ๊ะโด อายุ 23 ปี
  4. นายปะเงาะ ริแม อายุ 74 ปี
  5. ด.ช.มูฮำหมัดดัรริสฮากีมี แยนา อายุ 10 เดือน
ซึ่งทั้ง 5 ต่างถูกคมกระสุนเจาะเข้าตามศีรษะและลำตัว อาการสาหัสและเสียชีวิตลงท่ามกลางความเศร้าโศกของผู้อยู่ในเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย ซึ่งต่างถูกยิงเข้าตามลำตัวและแขนขา ประกอบด้วย
  • นางซีตี รอฮีมะ มามะ อายุ 70 ปี มารดาของภรรยาเจ้าของร้าน
  • นายต่วนมา ตีงี อายุ 61 ปี
  • น.ส.มิสบะห์ มูซอ อายุ 25 ปี  
ซึ่งทั้งหมดแพทย์ต้องส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
       ก่อนเกิดเหตุนายปิยะวัฒน์ โมง เจ้าของร้านและเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านดามาบูเวาะ หมู่ 1 ต.ตันหยงลิมอ ตนนั่งอยู่ภายในตัวบ้าน โดยมีนางกามีระ มามะ อายุ 47 ปี ภรรยา ยืนขายอาหารและน้ำชาให้ลูกค้าที่นั่งดื่มและยืนซื้ออยู่ ระหว่างนั้นมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับรถกระบะ มาจอดหน้าร้าน จากนั้นชายฉกรรจ์ 3 คนที่อยู่บริเวณกระบะท้ายได้ลุกขึ้นยืนกราดยิงใส่เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง จนคนในร้านล้มระเนระนาด ก่อนที่ทั้งหมดจะเร่งเครื่องหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล 






           เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 11 ธ.ค.เกิดเหตุคนร้ายยิงใส่รถกระบะบริเวณบ้านปุลามอง หมู่ 5 ต.เกะรอ อ.รามัน ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน บธ 1205 สงขลา ชนอัดกับโค่นต้นหมากริมถนน มีรอยถูกยิงที่กระจกหน้าจนแตกพรุน เบาะที่นั่งมีรอยเลือดเปรอะ ส่วนผู้บาดเจ็บส่ง รพ.กะพ้อ ทราบชื่อ นายวิรัตน์ หะแว อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 5 ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี เป็นอาสาสมัครของ อ.กะพ้อ มีแผลถูกยิงที่ข้อมือซ้ายกระดูกแตก อาการปลอดภัย ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนอาก้า และ เอ็ม.16 กว่า 10 ปลอก ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะผู้บาดเจ็บขับรถคันดังกล่าวกลับจากบ้านเพื่อน แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุกลับถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธสงครามยิงถล่ม ใส่ไม่หยั่ง 











http://narater2010.blogspot.com/

ยิงผอ.หญิง - ครูผู้ช่วยในโรงเรียนบ้านบาโงเสียชีวิต

ยิงผอ.หญิง - ครูผู้ช่วยในโรงเรียนบ้านบาโงเสียชีวิต
       เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่11 ธ.ค.เกิดเหตุคนร้ายยิงครูขณะกินข้าวเที่ยงมีผู้เสียชีวิตภายในโรงเรียนบ้าน บาโง ม.1 ต.ปาหนัน ที่เกิดเหตุอยู่ภายในโรงอาหารของโรงเรียน พบผู้เสียชีวิตนอนตายจมกองเลือดอย่างน่าอนาถ ทราบชื่อ 
  • นางตติยรัตน์ ช่วยแก้ว อายุ 51 ปี เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบาโง อยู่บ้านเลขที่ 233 ม.4 ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา และ 
  • นายสมศักดิ์ ขวัญมา อายุ 38 ปี เป็นครูผู้ช่วย อยู่บ้านเลขที่ 64/8 ซอยอินทรชิต 4 ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา 
 
        สภาพศพทั้ง 2 คนถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 เข้าศีรษะจนกะโหลกเปิด ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 ปลอก ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ขณะที่ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 กำลังนั่งกินข้าว พร้อมกับครูอีก 5 คน ภายในโรงอาหาร โดยที่นักเรียนกำลังพักเที่ยงเล่นอยู่ภายในบริเวณโรงเรียน ปรากฏว่า ได้มีคนร้าย 5 คน 2 ในนั้นสวมใส่ชุดคล้ายทหาร มีอาวุธปืนเอ็ม 16 ใช้รถจักรยานยนต์ จำนวน 3 คันขับมาจอดไว้หน้าโรงเรียน จากนั้น คนร้าย 2 คนที่ใส่ชุดทหารเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร ก่อนจะประกาศว่าให้ทุกคนก้มหัวลงกับโต๊ะ จากนั้น 2 คนร้ายจึงปฏิบัติการโหดจ่อยิงหัวของผู้อำนวยการ และครูผู้ช่วย ยิงใส่คนละ 1 นัดจนล้มกองกับพื้นเสียชีวิตทันที ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของครู และนักเรียน และดึงกุญแจรถยนต์ที่เอวของนายสมศักดิ์แล้วขโมยรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่น BT50 ทะเบียน บฉ 218 ยะลา ก่อนหลบหนีไปโดยภายในรถมีอาวุธปืน ขนาด 9 มม.ด้วย 1 กระบอก ครูที่เสียชีวิตเป็นรายที่ 156 และ 157 
 
 
 
 
 

  

 
 
 

  


 




http://narater2010.blogspot.com/

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โจรใต้อำมหิตยิงถล่มสองแถวประเดิมเปิดเรียน

มุสลิมห้ามเรียน เพราะถ้าพวกเรียนแล้วจะฉลาดรู้ทัน พวกกู
         วันที่ 17 ธ.ค. เมื่อเวลา 17.20 น. เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่รถยนต์โดยสารสองแถวที่ข้าราชการ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส จ้างเหมารับส่งเป็นประจำทุกวัน ทำให้ข้าราชการเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดริมถนนจารุเสถียร สายนราธิวาส-สุไหงโก-ลก หมู่ 7 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง ที่เกิดเหตุพบรถยนต์โดยสารสองแถว สีเขียว ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 10-0934 นราธิวาส ซึ่งวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากนราธิวาส-สุไหงโก-ลก ถูกกระสุนปืนของคนร้ายได้รับความเสียหายที่บริเวณกระจกหน้าและหลัง รวมทั้งฝากระโปรงหน้า โดยเฉพาะล้อหลังด้านขวาถูกกระสุนปืนของคนร้ายจนยางแตก จอดเสียหลักอยู่ริมถนนข้างโรงเรียนบ้านบูเก๊ะตาโมง ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตได้นำตัวส่งรักษา รพ.เจาะไอร้อง ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ตกอยู่บนถนนจำนวนกว่า 30 ปลอก พร้อมแม็กกาซีนกระสุนปืนเอ็ม 16 ของคนร้ายตกอยู่ 1 ซอง ผู้ได้รับบาดเจ็บที่ รพ.เจาะไอร้อง มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ
  • 1.นางปาตีเม๊าะ สาและ อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตร อ.สุไหงปาดี
  • 2.น.ส.นวรัตน์ ลีนิน อายุ 29 ปี เป็น นักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตร อ.สุไหงปาดี 
 
 
 
 
ซึ่งทั้ง 2 รายถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณหลังทะลุหน้าอก ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย ทราบชื่อ
  • 1.นางวีรัจฉรา หะยะมิน อายุ 30 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ อบต.สุไหงปาดี
  • 2.น.ส.ฉวีวรรณ อ่อนหวาน อายุ 33 ปี ครู คศ.2 โรงเรียนบ้านจือแร ต.สากอ อ.สุไหงปาดี
  • 3.นายวลัญช์ หมวกดำ อายุ 39 ปี เป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลปะลุรู อ.สุไหงปาดี
  • 4.นางจิตรา มะดาอิง อายุ 53 ปี เป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลปะลุรู อ.สุไหงปาดี
  • 5.นางเสาวนีย์ ลิมศิริวนนท์ อายุ 50 ปี เป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลปะลุรู อ.สุไหงปาดี  
     โดยทั้งหมดถูกกระสุนปืนและเศษกระจกตามลำตัวได้รับบาดเจ็บ 
       ก่อนเกิดเหตุทราบว่า นายทรงธรรม บินอีซอ อายุ 28 ปี ขับรถยนต์สองแถวไปรับข้าราชการในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี ได้จ้างเหมาให้รับส่งจากบ้านพักที่ อ.เมืองนราธิวาส ส่งทำงานที่ อ.สุไหงปาดี เป็นประจำทุกวัน และขณะที่นำข้าราชการทั้งหมดรวม 15 คน นั่งรถยนต์เพื่อเดินทางกลับบ้านพักนั้น ถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นป่าสวนยางรกทึบสองข้างทาง ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนที่แฝงตัวอยู่ข้างทางใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มใส่รถของตนที่ขับมา ทำให้ข้าราชการที่นั่งโดยสารอยู่ด้านหลังถูกกระสุนปืนของคนร้ายเสียชีวิตและ ได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เหลือปลอดภัย เมื่อตนตั้งสติได้จึงได้ขับรถยนต์ไปขอความช่วยเหลือชาวบ้าน นำผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 

 

 
http://narater2010.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยูนิเซฟเรียกร้องให้ยุติการกระทำรุนแรงต่อเด็กในสามจังหวัดชายแดนใต้


ยูนิเซฟเรียกร้องให้ยุติการกระทำรุนแรงต่อเด็กในสามจังหวัดชายแดนใต้

กรุงเทพมหานคร – 12 ธันวาคม 2555 

     วันนี้เจ้าหน้าที่องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(ยูนิเซฟ)เรียกร้องให้ยุติการกระทำรุนแรงต่อเด็กในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศ ไทยในทันที หลังทารกหญิงวัย 11 เดือนเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตห้ารายจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ ร้านขายน้ำชาแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

   พิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย ประนามการสังหารครั้งนี้ว่าเป็น “การกระทำที่น่าเศร้าสลดใจ ไร้เหตุผล และไม่สามารถยอมรับได้” ทั้งยังเรียกร้องให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย “ร่วมกันทำทุกวิถีทางที่จะหยุดยั้งการกระทำรุนแรงและทำให้แน่ใจว่าเด็กทุกคน ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรงทั้งหลายเหล่านั้น”

    ทารกเพศหญิง อินฟานี สาเมาะ ถูกสังหารขณะกลุ่มชายใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงเข้าใส่ร้านน้ำชาในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาสเมื่อตอนสายของวันอังคารที่ผ่านมา เด็กกว่า 50 คนถูกสังหาร และกว่า 340 คนได้รับบาดเจ็บนับตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ของประเทศไทยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงรวมทั้งหมดแล้วกว่า 5,000 คน

    เมื่อปลายเดือนตุลาคมของปีนี้ เด็กชายวัย 11 ขวบคนหนึ่งถูกสังหารพร้อมพ่อในรถกระบะระหว่างถูกลอบทำร้ายโดยกลุ่มชายติด อาวุธที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา  

   “ทุกครั้งที่มีเด็กถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บ ทุกครั้งที่เด็กสูญเสียพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง และทุกครั้งที่โรงเรียนและครูของพวกเขาถูกโจมตี เด็กๆในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น” ราชภัณฑารีกล่าว “การยุติความรุนแรงทั้งหมดเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าสิทธิของเด็ก ทุกคนที่อยู่ในภาคใต้ได้รับความคุ้มครองและเอาใจใส่อย่างสมบูรณ์เต็มที่
http://narater2010.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โจรใต้วางระเบิดทหารพรานที่เจาะไอร้อง


โจรใต้วางระเบิดทหารพรานที่เจาะไอร้อง


       วันที่ 14 ธ.ค. เกิดเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนเส้นทาง สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4808 กรมทหารพรานที่ 48บนถนนเขตรอยต่อบ้านไอปาแย-บ้านเจาะไอร้อง ม.1 ต.จวบ ที่เกิดเหตุพบรถยนต์หุ้มเกราะวีว่า หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 23836 ล้อหน้าทั้ง 2 ข้างตกอยู่ในหลุมระเบิดลึก 2 เมตร กว้าง 3 เมตร โดยเฉพาะที่บริเวณปากหลุมระเบิด พบสายไฟฟ้าสีเขียวลากยาวเข้าไปในป่าสวนยางพาราข้างทาง150 เมตร และพร้อมกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ตกอยู่เกลื่อนบนถนนจำนวนกว่า100 ปลอก ผู้ได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่เข้าสนับสนุนได้นำตัวส่งรักษา ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้องไปก่อนหน้าแล้วทราบชื่อ คือ
  • 1.ส.อ.อับดุลรอฮิม ยามา หัวหน้าชุด
  • 2.อส.ทพ.ตังพงษ์ ภาพันธ์
  • 3.อส.ทพ.อมรศักดิ์ ขันเรือน
  • 4.อส.ทพ.ศรชัย จันทร์แดง
  • 5.อส.ทพ.ชูวิทย์จันทร์ทิพย์
  • 6.อส.ทพ.สมชาย วาตวงศ์พันธ์

















 
         ซึ่งทั้ง 6 นายถูกแรงอัดของระเบิดที่ได้กระแทกกับตัวรถ จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศรีษะแขนและขา อาการไม่สาหัสมากนักหลังจากแพทย์โรงพยาบาลเจาะไอร้องปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ได้ส่งตัวทหารทั้ง6 นาย ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ก่อนเกิดเหตุทราบว่าได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ รวม 6 นายนั่งรถยนต์หุ้มเกราะวีว่าร์ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทางตามปกติเมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่าสวนยางพาราริมทางและได้ใช้แบตเตอรี่จุดชนวนระเบิด แสวงเครื่องที่ประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้มต้มหนัก 50 ก.ก. ที่นำไปฝังไว้ใต้ผิวถนนและเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์หุ้มเกราะวีว่า ร์ผ่าน จนทำให้ล้อหลังทั้ง2 ข้างตกลงไปในหลุมระเบิดหลังจากนั้นตนได้สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคลานออกนอก รถและหาที่กำบังก่อนเปิดฉากยิงใส่ต่อสู้ใส่กลุ่มคนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในป่าจน ทั้ง 2 ฝ่ายได้ยิงปะทะกันเป็นละลอกๆนาน 15 นาทีตนจึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เจาะไอร้อง เข้าสนับสนุน 


****************************************

         วันนี้  (14 ธ.ค.)  พ.ต.ท.สุชาติ สอิด สารวัตรสอบสวน สภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนเส้น ทางสังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4808 กรมทหารพรานที่ 48บนถนนเขตรอยต่อบ้านไอปาแย-บ้านเจาะไอร้อง ม.1 ต.จวบ จึงพร้อมด้วยพ.ต.อ.มนัส ศิกษมัต รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.ท.เนติธร วัตตธรรม นวท.สบ.3กลุ่มงานสถานีตรวจที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ร.ต.อ.ประจวบ นิ่มเรือง สว.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส ร.ต.ต.พลวัฒน์ เทพษร หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์หุ้มเกราะวีว่า หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 23836 ล้อหน้าทั้ง 2 ข้างตกอยู่ในหลุมระเบิดลึก 2 เมตร กว้าง 3 เมตร โดยเฉพาะที่บริเวณปากหลุมระเบิดเจ้าหน้าที่พบสายไฟฟ้าสีเขียวลากยาวเข้าไปใน ป่าสวนยางพาราข้างทาง150 เมตร และพร้อมกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ตกอยู่เกลื่อนบนถนนจำนวนกว่า100 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

        ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่เข้าสนับสนุนได้นำตัวส่ง รักษาที่โรงพยาบาลเจาะไอร้องไปก่อนหน้าแล้วทราบชื่อ คือ 1.ส.อ.อับดุลรอฮิม ยามา หัวหน้าชุด 2.อส.ทพ.ตังพงษ์ ภาพันธ์3. อส.ทพ.อมรศักดิ์ ขันเรือน 4. อส.ทพ.ศรชัย จันทร์แดง 5. อส.ทพ.ชูวิทย์จันทร์ทิพย์ และ 6. อส.ทพ.สมชาย วาตวงศ์พันธ์ ซึ่งทั้ง 6 นายถูกแรงอัดของระเบิดที่ได้กระแทกกับตัวรถ จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศรีษะแขนและขา อาการไม่สาหัสมากนักหลังจากแพทย์โรงพยาบาลเจาะไอร้องปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ได้ส่งตัวทหารทั้ง6 นาย ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

         จากการสอบสวน ส.อ.อับดุลรอฮิม หัวหน้าชุดทราบว่าก่อนเกิดเหตุได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ รวม 6 นายนั่งรถยนต์หุ้มเกราะวีว่าร์ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทางตามปกติเมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในป่าสวนยางพาราริมทางและได้ใช้แบตเตอรี่จุดชนวนระเบิด แสวงเครื่องที่ประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้มต้มหนัก 50 ก.ก. ที่นำไปฝังไว้ใต้ผิวถนนและเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์หุ้มเกราะวีว่า ร์ผ่าน จนทำให้ล้อหลังทั้ง2 ข้างตกลงไปในหลุมระเบิดหลังจากนั้นตนได้สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคลานออกนอก รถและหาที่กำบังก่อนเปิดฉากยิงใส่ต่อสู้ใส่กลุ่มคนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในป่าจน ทั้ง 2 ฝ่ายได้ยิงปะทะกันเป็นละลอกๆนาน 15 นาทีตนจึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เจาะไอร้อง เข้าสนับสนุน เพื่อต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายแต่กลุ่มคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่เข้าเสริมจึงได้ อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปและเจ้าหน้าที่จึงได้ช่วยเหลือตนและผู้ใต้ บังคับบัญชาส่งโรงพยาบาลดังกล่าว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ ไม่หวังดีเพื่อลอบดักสังหารเจ้าหน้าที่รายวัน..
http://narater2010.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นี่คือคือ อัตลักษณ์ แห่งมาลายู


นี่คือคือ อัตลักษณ์ แห่งมาลายู
นี่หรือ คือขบวนการกู้ชาติ มาลายู ที่แ้ท้ก็น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด 
สมคบนักการเมืองในพื้นที่ กับธุรกิจเถื่อน มอมเมาเยาวชน
โดยอ้างพระเจ้า อ้างคัมภีร์ กดขี่ประชาชนมุสลิมด้วยกันเอง
ไม่ให้ลืมตาอ้าปาก 
http://narater2010.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผู้ทำร้ายครู เขาเหล่านั้นหาใช่อิสลามไม่

ผู้ทำร้ายครู เขาเหล่านั้นหาใช่อิสลามไม่

         

          การเสียชีวิตของนางสาวฉัตรสุดา นิลสุวรรณ ครูโรงเรียนบ้านยาโงะ  อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส  นับเป็นเหตุคร่าชีวิตครูผู้หญิงรายที่ 2 ในรอบ 12 วัน เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ ผ่านมา เพิ่งจะเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสังหาร นางนันทนา แก้วจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่ากำชำ    อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เสียชีวิตขณะขับรถยนต์ออกจากโรงเรียนเพื่อเดินทางกลับบ้าน จนทำให้สมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องประกาศปิดการเรียนการสอน โรงเรียนกว่า 300 แห่งใน จ.ปัตตานี อย่างไม่มีกำหนด เพื่อกดดันให้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงปรับแผนรักษาความปลอดภัยครูให้รัดกุม กว่าที่เป็นอยู่  จนเมื่อมีการประชุมหารือกับฝ่ายความมั่นคงจนเป็นที่พอใจจึงได้ประกาศเปิดการ เรียนการสอนอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา  แต่แล้วผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่งเป็นฝ่ายจ้องกระทำก็ก่อเหตุยิงครูซ้ำขึ้นอีก ครั้ง
 
การก่อเหตุซ้ำซ้อนในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยังตั้งตัวไม่ติด อีกครั้งนี้  แน่นอนว่าย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงบรรดาครูน้อยใหญ่ผู้ที่ยังมุ่งมั่น ที่จะสั่งสอนให้เด็กนักเรียนที่นี่ให้มีความรู้ต่อไป  

จากการก่อเหตุร้ายที่ไม่สามารถคาดเดาจิตใจที่ไร้มนุษยธรรม ของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ได้ว่า พวกเขาคิดทำเรื่องเลวทรามนี้ได้อย่างไร  ได้สร้างความสลดใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้ข่าวทั้งในและต่างประเทศ จนหลายฝ่ายต่างออกมาประณามการกระทำที่มิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมโดยรวม นี้โดยถ้วนหน้า   เพราะไม่มีสนามรบใดเลยในโลกนี้ที่ฝ่ายผู้ต่อต้านรัฐฯ จะกระทำต่อครูผู้ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ซึ่งเป็นนัก บวช  


นอกจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่กล้าเรียกตัวเองว่านักรบ   ที่สร้างความเดือนร้อนอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทยในเวลานี้....เท่านั้น  

และเช่นเคยเสมอ มาที่ยังไม่มีองค์กรภาคประชาสังคมใดออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ครูที่ เสียชีวิตไปเลย  แม้แต่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่มักออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกระบวนการมุ่งสู่ สันติภาพของฝ่ายความมั่นคงและ ศอ.บต. ในทุกกรณีก็ยังคงวางตัวนิ่งเฉย  ซึ่งกรณีนี้อยากฝากไว้ให้คิดว่าเหตุผลที่นิ่งเงียบคืออะไร

ด้านฝ่ายผู้นำศาสนา ท่านฮัญยีแวดือราแม  มะมิงจิ  ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานียังได้ออกมากล่าวถึงการกระทำของผู้ก่อ เหตุรุนแรงเหล่านี้ว่าเป็นพวกที่บิดเบือนศาสนาและไม่ใช่ผู้ที่เรียกตัวเอง ว่าเป็นอิสลาม โดยเฉพาะการบิดเบือนคำสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามว่าการทำร้ายคนต่างศาสนา เป็นสิ่งที่ไม่ผิดนั้นยิ่งเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

เพราะความสำคัญของครูในทัศนะอิสลามจากท่านอะบีอุมาอะมะฮ์  ท่านนบีกล่าวว่า “แท้ จริงอัลลอฮฺ บรรดามะลาอิกะฮฺของพระองค์และชาวฟ้าและแผ่นดิน  จนแม้กระทั่งมดในรูของมันและแม้กระทั่งปลา  ต่างก็ปราสาทพรแก่ครูผู้ที่สอนมนุษย์ทั้งหลายให้ประสบความดี”  และเพราะ ครูคือผู้ให้  ครูคือผู้เติมเต็ม  ครูคือผู้มีเมตตา  ดังนั้นอาชีพครูจึงเป็นอาชีพที่มีเกียรติ  ท่านนบี (ซ.ล.) นั้นให้เกียรติผู้ที่ทำหน้าที่ครู  แม้ว่าจะเป็นคนต่างศาสนานิกหรือศัตรู  ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ  ท่านได้ไถ่ตัวเชลยศึกในสงครามบะดัร 
 
ซึ่งเป็นมุชริกีนชาวมักกะฮฺ  โดยให้เป็นครูสอนเด็กมุสลิมชาวนครมะดีนะฮฺจำนวนสิบคน  แบบอย่างของท่านนบีฯ (ซ.ล.) นี้เป็นแบบอย่างที่งดงามที่มุสลิมทุกคนควรตระหนัก  หากมุสลิมได้ตระหนักแล้ว  กรณีการฆ่าครูหรือทำร้ายครูในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

แต่แม้ว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับครูนับตั้งแต่เกิด สถานการณ์ในปี 47 เป็นต้นมาจะทำให้ครูต้องสังเวยชีวิตไปเป็นรายที่ 155 แล้วก็ตาม  ยังไม่ปรากฏว่าครูในพื้นที่จะมีการขอย้ายออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามครูกับยังคงอดทนทำหน้าที่อย่างเสียสละ  ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอุดมการณ์ที่แน่วแน่ในฐานะแม่พิมพ์ของชาติ  และส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ  ครูก็คือผู้ที่เกิดและเติบโตมาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้  พื้นที่ที่เหล่านักรบขี้ขลาดที่ทำร้ายได้แม้คนไม่มีทางสู้เรียกว่า  “แผ่นดินมลายู”  เพราะครูก็คือลูกหลานคนไทยเชื้อสายมลายูที่เกิดและโตในแผ่นดินนี้ที่ต่างกัน เพียงความเชื่อถือศรัทธาเท่านั้น

คำถามคือสิ่ง ที่ผู้ก่อเหตุรุนแรงทำกับครู ซึ่งก็คือลูกหลานมลายูนั้นมันถูกต้องและยุติธรรมแล้วหรือ  พี่น้องมลายูเห็นด้วยหรืออย่างไรว่า  การกระทำที่ชั่วช้าของผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่งขัดต่อคำสอนอันดีงามของท่านนบีฯ (ซ.ล.) นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร  ในฐานะที่ได้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนมาโดยตลอดขอเป็นกำลังใจให้ครูใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกท่านได้รักษาความเสียสละ  มุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติและเป็นข้าราชการที่ ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  และของแผ่นดินไทยไว้ให้ได้อย่างมั่นคง  ซึ่งนั้นคงเป็นความต้องการของพ่อแม่ผู้ปกครองและความใฝ่ฝันของเด็กนักเรียน ในพื้นที่นี้ทุกคนด้วย

เพราะในส่วนของผู้ก่อเหตุรุนแรงแล้ว  จากการกระทำที่ขัดกับหลักศาสนาราวฟ้ากับเหวโดยไม่สนใจคุณธรรมความถูกต้องของ เขาเหล่านั้น  ตามหลักศาสนาแล้วพี่น้องมุสลิมทุกคนทราบดีว่าพวกเขาคือผู้ที่ “ตกศาสนา” ไปแล้ว  และพวกเขาเหล่านั้นหาใช่อิสลามไม่
---------------------------------------------
 
ซอเก๊าะ   นิรนาม
http://narater2010.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เจาะลึกเส้นทาง RKK


เจาะลึกเส้นทาง RKK
http://narater2010.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สมุนโอลันล้าวางเพลิงเผาโรงเรียนบางมะรวด ที่ปัตตานี

สมุนโอลันล้าวางเพลิงเผาโรงเรียนบางมะรวด ที่ปัตตานี

        วันที่ 29 พ.ย.เกิดเหตุคนร้ายลอบเผาโรงเรียนบางมะรวด หมู่ 1 บ้านบางมะรวด ต.บางมะรวด อ.ปะนาเระ เพลิงไหม้ อาคารเรียน ซึ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งคอนกรีต เสียหายทั้งหลัง พบว่า อาคารเรียนที่ถูกเพลิงไหม้รวม 11 ห้อง ชั้นบน 5 ห้อง เป็นชั้น ป.3-ป.4 และห้องคอมพิวเตอร์ ส่วนชั้นล่าง 6 ห้อง เป็นห้องเรียนประถมปีที่ 2 รวม 2 ห้อง ห้องผู้อำนวยการโรงเรียน ห้องพักครู ห้องคอมพิวเตอร์ และห้องประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะห้องคอมพิวเตอร์ มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 20 เครื่อง โน้ตบุ๊ก 10 เครื่อง และแลปท๊อป 50 เครื่อง ที่เพิ่งได้รับมา ถูกเพลิงไหม้เป็นเถ้าถ่าน รวมทั้ง โต๊ะเก้าอี้ อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ และเอกสารต่างๆเสียหายหมดเช่นกัน 

        ก่อนเกิดเหตุทราบว่า โรงเรียนดังกล่าวมีอาคารเรียนจำนวน 5 อาคาร ที่ถูกเพลิงไหม้เป็นอาคาร 2 มีนักเรียน 520 คน ครู 30 คน เปิดตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นนักเรียนมุสลิมทั้งหมด ก่อนเกิดเหตุ มีครู และ นักเรียน รวมประมาณ 10 กว่าคน ร่วมเข้าค่ายและพักภายในโรงเรียน ขณะที่กำลังอยู่อาคารตรงข้าม ได้เห็นเปลวเพลิงเกิดขึ้นที่อาคารชั้นบนห้องคอมพิวเตอร์ก่อน จากนั้นลามไปหมดทั้งอาคาร เจ้าหน้าที่พยายามเข้ามาดับเพลิง แต่ฝาผนังบางส่วนเป็นไม้ทำให้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี 


  

 


http://narater2010.blogspot.com/

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ครู 3 จังหวัดภาคใต้อย่าทอดทิ้งนักเรียน

ครู 3 จังหวัดภาคใต้อย่าทอดทิ้งนักเรียน

 
           ย้อนหลังกลับไป 8 ปี ตั้งแต่ปี 2547 เหตุการณ์ 3 จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ สงขลาบางส่วน การจากไปด้วยการถูกยิงของครูนันทนา  แก้วจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่ากำชำ ปัตตานี เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 คือรายที่ 154 ชีวิตของครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สูญเสียไป เป็นเครื่องมือที่กลุ่มผู้ไม่หวังดี หรือที่เราเรียกทั่วไปว่าผู้ก่อเหตุรุนแรง ใช้ได้ผลในระดับยุทธศาสตร์ ที่ใช้ต่อสู้กับรัฐ นับตั้งแต่การสูญเสียครูจูหลิน  ปงกันมูล ครูช่วยสอนบ้านกูจิงรือปะ เมื่อปี 2549 ทุกฝ่ายเริ่มตื่นตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลชีวิตครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเสียงเรียกร้องออกมามากมาย ทั้งฝ่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรครู และนักการเมือง ซึ่งรัฐบาลทุกยุค ทุกสมัย ก็ต้องรีบเร่งสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงเข้าปฏิบัติทันที นั่นเองที่ฝ่ายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงรู้จุดกระทบของฝ่ายรัฐว่า “ครูคือยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐ” และ “ครูคือเหยื่อที่ดีที่สุด” ด้วยเพราะสังคมไทยผูกพันกับครูอย่างใกล้ชิดตั้งแต่อดีต ฉะนั้นเองเมื่อมีการสูญเสียครูไม่ว่าเหตุใด จะนำมาซึ่งความเสียใจกับคนไทยที่ใกล้ชิดครู ซึ่ง 3 จังหวัดภาคใต้ก็เช่นกัน

         การปรับเปลี่ยนกลยุทธ ตั้งแต่ฝ่ายทหารเข้าไปดูแลในโรงเรียน และครู โดยใช้โรงเรียนบางแห่งที่เป็นพื้นที่สีแดงเป็นฐานที่ตั้ง ก็ถูกฝ่ายสิทธิมนุษยชนมองว่าเกิดความเสี่ยงต่อครูและนักเรียน ในการถูกโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ฝ่ายทหารจึงจำเป็นต้องย้ายฐานออกห่างโรงเรียนโดยไม่มีองค์กรครู หรือครูคนไหนออกมาคัดค้านสักคนเดียว ทุกครั้งที่มีครูเสียชีวิตจำเลยคนแรกคือฝ่ายความมั่นคง และ ทหาร แม้จะเพิ่มหรือมีวิธีการใดเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ครู แต่ฝ่ายความมั่นคงรู้ว่านั่นคือการตั้งรับไม่ใช่การรุก ซึ่งผู้ตั้งรับย่อมมีวันเสียเปรียบไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทุกครั้งที่มีครูสูญเสีย สิ่งแรกที่เกิดขึ้น คือ “ปิดโรงเรียน” เป็นวิธีบั่นทอนอำนาจรัฐที่ใช้มาโดยตลอดของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งภาพข่าว และสถานการณ์ ภาครัฐทุกฝ่ายต่างมีความเห็นใจครู และตั้งใจจริงที่จะร่วมปกป้องครู แต่ทุกครั้งเมื่อครูถูกกระทำจากฝ่ายที่ไม่เคยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และศาสนา ครูจะสั่งปิดโรงเรียนทุกพื้นที่ทันที และการกระทำเช่นนี้ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือนักเรียน ลูกหลานของพวกเรา และยิ่งสร้างความไม่เข้าใจให้กับผู้ปกครอง และนักเรียน ต่อเจ้าหน้าที่ และโรงเรียนที่ปิด เสริมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายผู้ก่อเหตุต้องการอยู่แล้วก็เท่ากับว่า เมื่อปิดโรงเรียนทุกครั้งที่ครูถูกกระทำ ก็เท่ากับว่า “ขุนหลุมไว้ฝังศพตัวเองหรือไม่”

         คงไม่มีฝ่ายไหนกล้าบอกให้ครูลุกขึ้นมาสู้กับโจร เพราะครูนั้นมีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้คนเป็นคนดี แต่ก็ยังมีครูใจเด็ดจังหวัดปัตตานีที่กล้าขับรถชนผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มาลอบ ยิง โจรต้องหลบหนีทิ้งรถมอเตอร์ไซต์เมื่อ 9 พฤศจิกายน  2555 ที่ผ่านมา แต่ถ้าวันนี้เมื่อครูถูกคนร้ายกระทำแล้วปิดโรงเรียน ต้องถามว่านี่คือหนทางที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเปิดเรียนอีกใช่ไหม เพื่ออะไร หากต้องการให้กำลังฝ่ายความมั่นคงเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ เพื่อเพิ่มส่วนตั้งรับในการดูแลครู แต่เมื่อองค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรนักศึกษาบางองค์กรออกมาต่อต้านการเพิ่มเติมกำลังทหารในพื้นที่ การเพิ่มเติมกำลังทหารพรานในพื้นที่ ทำไมไม่เห็นครูสักคนเดียวมาคัดค้านหรือให้กำลังใจทหารแม้แต่คนเดียวหรือแม้แต่แสดงการสนับสนุนให้เพิ่มเติมกำลังทหารพรานในพื้นที่ก็ยังไม่เคยมีสักครั้งเดียว ทุก ครั้งที่ฝ่ายความมั่นคงเป็นฝ่ายรุกไล่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจนไม่สามารถ เคลื่อนไหวก่อเหตุได้ เช่น วางระเบิด เผาโรงเรียน ตรวจยึดอุปกรณ์เตรียมก่อเหตุระเบิดได้ จับกุมผู้ก่อเหตุได้หลายราย  สิ่งที่ฝ่ายขบวนการจะแก้ยุทธศาสตร์จากการตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุก นั่นก็คือ ยิงครูไทย พุทธ 1 คน ซึ่งก่อนจะยิงครู 1 คน ต้องยิงอุซตาส หรือ โต๊ะอิหม่าม ก่อน 1 คน เพื่อเป็นข้ออ้างในการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความชอบธรรมในการแก้แค้นให้ฟาฎอนี ด้วยการยิงครูไทยพุทธ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง แล้วเมื่อครูหยุดโรงเรียน ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องกลับมาเป็นฝ่ายเพิ่มมาตรการทุกครั้ง นี่เองจึงเป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ใช้ได้ผลดีทุกครั้ง  

“เมื่อครูปิดโรงเรียน ครู จึงเป็นเหยื่อที่มุ่งหมายที่สุด ในสงครามนี้” และไม่เคยเห็นองค์กรสิทธิมนุษยชนประเทศไทย องค์กรนักศึกษาทุกระดับออกมาประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่กระทำต่อครูแม้แต่สักครั้งเดียว แต่จะโจมตีว่าฝ่ายความมั่นคงมีกำลังทหารตั้งมาก แต่คุ้มครองครูไม่ได้ ใช่ไหม?? 

         สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมีครูรายที่ 155 หรืออีกกี่รายต่อไป ผลที่ปิดโรงเรียน และส่งผลกระทบโดยตรงที่สุด คือ เด็กนักเรียน เยาวชน ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งด้อยในเรื่องการศึกษาที่สุดขณะนี้ในประเทศไทย เพราะไม่มีครูไทยพุทธคนไหนจะต้องการอยู่ในพื้นที่ แล้วจะหาความตั้งใจในการสอนมาจากไหน ความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียนจะเกิดได้อย่างไร ครูไทยพุทธจำนวนลดน้อยลง ครูที่เก่งไม่ต้องการมาสอนในพื้นที่ล้วนเป็นเหตุเป็นผลที่องค์กรทางการศึกษา และครูทุกคนต้องลองไปตรึกตรองดู ล้วนเป็นสิ่งที่ฝ่ายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องการใช่หรือไม่ แล้วเราต้องยอมไปตามทางที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกำหนดเช่นนั้นหรือ ฉะนั้นจึงต้องขอวิงวอนครูโปรดอย่าหยุดโรงเรียน เด็กนักเรียน เยาวชน ลูกหลานของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างรอคอยคุณครู ผู้ที่นำทางสันติสุขให้กับพวกเขาทุกคน นักเรียนเปรียบเสมือนลูก หลานของครูที่เฝ้ารอคอย ศึกษาหาวิชาความรู้จากครู ผู้เปรียบประดุจแม่คนที่สองของเด็กนักเรียนทุกคน ความใกล้ชิดระหว่างครูกับนักเรียนดั่งครอบครัวเดียวกัน ฉะนั้นครูคือความหวังของเด็กนักเรียนชาวใต้ทุกคนที่กำลังรอคอย และร่วมสู้ฝ่าฟันไปด้วยกัน 

         ขอวิงวอนกรุณาอย่าปิดโรงเรียน ที่ใดมีโรงเรียน ที่นั้นย่อมมีนักเรียน และมีครู หากโรงเรียนปราศจากครู ก็ ย่อมขาดชีวิต จิตวิญญาณของโรงเรียน ประดุจต้นไม้ที่ขาดแสงสว่างเพื่อเจริญเติบโต และในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อไม่มีครูอยู่กับโรงเรียน ย่อมแสดงถึงการสูญเสียจิตวิญญาณที่จะหล่อเลี้ยง กำลังสำคัญในการสร้างสันติสุขในอนาคต และความว่างเปล่าของโรงเรียนที่ไร้ครู จะเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างโอกาสในการก่อเหตุ ปลุกระดม ทำลาย เผาผลาญ ทั้งตัวโรงเรียน และจิตวิญญาณความรู้สึกของโรงเรียนให้สูญหายไปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครูทุกคนยอมได้หรือ พวกเราทุกคนคงยอมไม่ได้ที่จะให้โรงเรียนไร้ซึ่งบุคลากรครู โรงเรียนถูกทำลาย เผาผลาญไปสิ้น หากวันนี้โรงเรียนปิด นักเรียนจะไปพึ่งพาใคร สุดท้ายโรงเรียนก็ต้องกลับมาเปิดเพื่อลูกหลานของเราทุกคน แต่หากเกิดกลุ่มผู้ไม่หวังดีได้กระทำการอันชั่วร้ายต่อครูอีก โรงเรียนก็ต้องปิดอีกอย่างนั้นหรือ นั่นเองเท่ากับทุกคนเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้ครูเป็นเครื่องมือ เพื่อให้โรงเรียนหยุดตามที่ฝ่ายขบวนการต้องการคือ “ก่อเหตุต่อครูแล้วจะมีการปิดโรงเรียน” วันนี้ทุกคนต้องไม่ยอมให้โรงเรียนปิด 

          ขอส่งพลังใจให้ครูทุกคนต้องมาร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์ร่วมกันเพื่อลูกหลาน เพื่อจิตวิญญาณของแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ ที่ช่วยพายเรือส่งเด็กเยาวชนชายแดนใต้ไปให้ถึงฝั่ง เราต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือตามที่ฝ่ายผู้ไม่หวังดีต้องการ หากเมื่อไหร่ที่ครูถูกทำร้าย แล้วโรงเรียนต้องปิดการศึกษา นั่นเองที่เป็นส่วนที่ทำให้ผู้ก่อเหตุลงมือกระทำต่อครูผู้บริสุทธิ์อีกไม่มี วันจบสิ้น เท่ากับว่าเข้าทางกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพราะเขารู้ว่าถ้ายิงครูเมื่อไหร่ โรงเรียนปิดเมื่อนั้น รัฐเองก็ถูกครูร้องเรียน รัฐก็เอากำลังมาป้องกันครู พวกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ก็เคลื่อนไหววางระเบิดได้สบาย และเหตุนี้ใช่ไหมที่ครูถึงเป็นเหยื่อของสงครามแย่งชิงมวลชน และเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว 
 
 “ครูกรุณาอย่าทอดทิ้งนักเรียน”
 
http://narater2010.blogspot.com/

เมื่อกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง BRN – Co - Ordinate โกหกชาวฟาฎอนี


เมื่อกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง BRN – Co - Ordinate โกหกชาวฟาฎอนี
              เหตุการณ์ที่สาธารณชนทั่วโลกติดตามข่าวสารผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ มีข่าวที่น่าสนใจอยู่มากมาย    ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แต่ละคนสนใจ เหตุการณ์ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นที่สนใจของบุคคลทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังเจริญเติบโตที่เปิดเป็นประชาคมอาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศโดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกไม่ น้อย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว และเหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ พื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลาบางส่วน คือ อำเภอจะนะ, อำเภอนาทวี, อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเทพา ที่ทั่วโลกก็ติดตามข่าวสารถึงความเป็นไปในปัจจุบัน และจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

         สถานการณ์ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2547 (ค.ศ.2004) เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จนเป็นเหตุให้มีผลกระทบต่อสวัสดิภาพด้านชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ส่วนราชการ และภาครัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามที่มี 80% ในจำนวน 2 ล้านคนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งปัญหาความไม่สงบดัง กล่าวมีพื้นฐานมาจากปัญหาเดิมซับซ้อนหลายมิติตั้งแต่ สังคมจิตวิทยา ศาสนา และอุดมการณ์ความเชื่อที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960) ที่ทางรัฐบาลได้พยายามแก้ไขด้วยแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด จนเมื่อขบวนการที่มีกลุ่มบุคคลพยายามสร้างสถานการณ์การต่อสู้ด้วยการใช้ความ รุนแรง และการก่อการร้ายตามวิถีทางของพวกสุดโต่งที่นิยมการก่อการร้าย และการปกครองแบบเผด็จการมุสลิมใช้ชื่อว่ากลุ่มขบวนการ BRN – Co – Ordinate ซึ่ง เริ่มใช้ยุทธศาสตร์ครองมวลชนในหมู่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 (ค.ศ.2004) อาศัยการบ่มเพาะในสถานศึกษา, สถานที่ปฏิบัติกิจทางศาสนา (มัสยิด) จัดตั้งสมาชิก และผลิตกำลังรบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อเป้าหมายการจัดตั้งรัฐปัตตานีดารุสลาม โดยมีกองกำลัง ทหาร หรือฝ่ายปฏิบัติการเรียกว่า RKK  ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ที่รุนแรง บั่นทอนอำนาจรัฐรวมทั้งป้องกันมวลชนด้วยความหวาดกลัว แบบลัทธิเผด็จการสุดโต่ง ของจักรวรรดินิยมอิสลามอีกทั้งเผยแพร่คำสอนที่บิดเบือน ปลุกระดมให้มุสลิมที่หลงผิดไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำบาป จึงสามารถก่อเหตุลงมือสังหารพวกพ้องมุสลิมด้วยกันเอง ด้วยการหลงเชื่อคำสอนที่ผิดจากกลุ่มขบวนการ และเป็นการป้องกันไม่ให้กำลังมวลชนของขบวนการมีใจออกห่างหรือออกจากกลุ่ม เพราะหลงเชื่อคำกล่าวอ้างทางศาสนาที่บิดเบือนจากกลุ่มขบวนการนั่นเอง

         รัฐบาลไทยได้ทุ่มเทความพยายามทั้งกำลังทรัพย์ กำลังบุคลากร และเทคโนโลยีเข้าดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มขีดความสามารถตลอดเวลา 8 ปี ในทุกสมัยของรัฐบาล ซึ่งแน่วแน่ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม โดยกำหนดยุทธศาสตร์กระบวนการ และวิธีการแก้ปัญหาที่ให้สอดคล้อง และไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ไม่ฝืนอัตลักษณ์ ใช้สันติวิธีรวมถึงการเปิดโอกาส และให้อภัยกับกองกำลังทหารของกลุ่มก่อความไม่สงบหรือ RKK ได้ เข้ามาร่วมแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน อีกทั้งยังพร้อมรับฟังผู้ที่เห็นต่าง และมีความคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรมได้ออกมาพูดคุยจนเป็นที่ประจักษ์แก่ สายตาประชาคมโลกในที่สุดว่ายุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยได้ผล และนำมาซึ่งสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา 

         ในที่สุดด้วยการดำเนินการด้านการเมืองโดยใช้สันติวิธีนี้เอง ทำให้กลุ่มขบวนการที่ก่อเหตุด้วยความโหดร้าย เข่นฆ่าพี่น้อง ประชาชนมุสลิมอย่างไม่ปราณี และใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งล้วนแต่ใส่ร้ายป้ายสี จนประชาชนมุสลิม พี่น้องชาวมลายูปัตตานีในประเทศไทย ไม่อาจทนต่อการบิดเบือน และหลอกลวงของกลุ่มขบวนการ BRN – Co- Ordinate อีกต่อไป จึงได้ออกมาต่อต้าน และขับไล่กลุ่มก่อความรุนแรงที่เรียกว่า RKK ที่ หลบซ่อนตัวแฝงตัวในหมู่บ้านออกจากสังคมโดยไม่เกรงกลัวอีกต่อไป พี่น้องประชาชนมลายูมุสลิมปัตตานี และพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกศาสนาต่างออกมาร่วมต่อต้านกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยการแสดงออกทางกิจกรรมต่างๆ ในสังคมอย่างกว้างขวาง ในที่สุดกลุ่ม RKK หรือผู้ที่หลงผิด และผู้ที่เคยร่วมขบวนการก่อเหตุต่างทยอยออกมาแสดงตน พร้อมร่วมพูดคุยเพื่อสันติกับทางรัฐบาลอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายทำให้ขบวนการ ไม่เห็นหนทางที่จะชนะรัฐบาลไทยอีกต่อไป หากยังใช้วิธีการที่สุดโต่ง และรุนแรงจนประชาชนมุสลิมต้องตายด้วยน้ำมือของตนเองมากขึ้น แม้แต่การบิดเบือนศาสนาก็จะไม่มีมุสลิมผู้ใดหลงเชื่ออีกต่อไป  
          3 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ยุทธวิธีหนึ่งที่กลุ่มขบวนการนิยมความรุนแรงจักรวรรดิมุสลิมที่มีความสุด โต่ง พยายามบิดเบือนศาสนาและกล่าวร้ายต่อรัฐบาลไทยประการหนึ่ง คือ ใช้ระบบเครือข่าย Social Network ที่ยั่วยุส่งเสริมให้มุสลิมหลงเชื่อศาสนาที่ผิดหลักที่อัลลอฮ์ประทานมาแก่มนุษยชาติ อีกทั้งพยายามใส่ร้ายป้ายสีโจมตีรัฐบาลไทยบิดเบือนประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ ศาสนา เช่น สื่อ Ambranews.com จากประเทศเพื่อน บ้านของไทย ที่นิ่งเฉยต่อการกระทำที่แทรกแซงประเทศไทยของสื่อดังกล่าว และล่าสุดเว็บไซต์ต่างประเทศโดยกลุ่มขบวนการที่ใช้นามผู้โพสต์โดย Khattabjadid 1 จากประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยเช่นเคย ที่นำเสนอบทความอ้างอิงศาสนาโดยเชื่อได้ว่าเป็นกลุ่มคนของกลุ่มขบวนการ BRN – Co – Ordinate  ที่เพิ่มแนวต่อสู้ในโลกออนไลน์ เพื่อหวังจูงใจไม่ให้คนในกระบวนการของตน, กลุ่ม RKK และ มวลชนเอาใจออกห่าง และ ตีตนออกจากขบวนการ ที่ทนไม่ได้กับการที่ขบวนการสั่งสังหาร พี่น้องมุสลิมรายวัน ซึ่งเนื้อหาในบทความได้กล่าวถึง

         1. ประชาชนชาวไทยที่กล่าวว่าชาติสยามได้รุกรานดินแดนปัตตานี ซึ่งเป็นดินแดนมุสลิมมลายู แท้จริงแล้วแถบภูมิภาคแหลมมลายูโดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศไทยมีประวัติศาสตร์มายาวนานมามากกว่า 1,000 ปีจน มาถึงปัจจุบัน ต่างมีการค้าขาย ทำศึกสงครามตามยุคที่ผ่านเปลี่ยนตามประวัติศาสตร์จนอยู่ร่วมกันได้ทุกเชื้อ ชาติ ศาสนา ทั้งพุทธ อิสลาม ฮินดู คริสต์ ในพื้นที่แถบแหลมมาลายูทั้งในประเทศไทย และมาเลเซีย   ที่ผู้คนล้วนอยู่อาศัยพึ่งพากันอย่างสันติ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ให้เสรีกับประชาชนมุสลิมได้ปฏิบัติศาสนกิจได้ศึกษาวิชาการทางศาสนาจนได้ชื่อว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเมกกะห์แหล่งที่ 2 ของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก แล้วผู้บิดเบือนที่มีความคิดสุดโต่งอ้างคัมภีร์อัลกุร – อ่าน ซูเราะฮ์ อัต – เตาบะฮ์ (Al-Touba) โองการที่ 13 – 14 ที่ไม่ได้กล่าวไว้เลยว่าสยาม (ประเทศไทย) เป็นศัตรู
 
         2. ประเทศไทยตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ทุกยุคสมัยปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแลอุปถัมภ์ทุกศาสนามิได้ขาดตั้งแต่อดีต ประชาชนชาวไทย (สยาม) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นผู้มีจิตใจอ่อนน้อม ยินยอม เอื้อเฟื้อ ต่อบุคคลทุกชาติ ทุกภาษาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั่วโลก ประเทศไทยไม่เคยกีดกันในด้านศาสนา พร้อมยินดีปรีดากับทุกศาสนาได้อย่างกลมกลืนแม้นศาสนาอิสลามเองก็มีประมุขของ ศาสนาอิสลามในประเทศไทยคือจุฬาราชมนตรีที่ดูแลพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศอย่าง ทั่วถึง, รัฐบาลยังสนับสนุนศาสนสถานของพี่น้องมุสลิม (มัสยิด), ให้งบประมาณอุดหนุนต่อคณะกรรมการอิสลามในทุกๆเดือน, สนับสนุนกิจการฮาลานใน 3 จังหวัดภาคใต้, รวมถึงสนับสนุนการศึกษาสำหรับเด็กเยาวชนที่โรงเรียนสอนศาสนาถึงคนละ 7,920บาท ต่อคนต่อปี รวมถึงส่งเสริมธนาคารสำหรับประชาชนมุสลิมโดยไม่หวังผลกำลังเพื่อประชาชน มุสลิม (ISLAMIC BANK OF THAIL AND) หรือ  (I - BANK) ดังนั้นหากขบวนการ BRN – CO – Ordinate หรือ กลุ่มมุสลิมสุดโต่งอ้างว่าประเทศไทย (สยาม) เป็นมุชริกีน (ผู้ตั้งภาคีต่อองค์อัลลอฮ์) ตามอ้างอิงในซูเราะห์ อัต – เตาบะฮ์ โองการที่ 28 – 29 ที่อัลลอฮ์   อนุญาติให้มุสลิมต่อสู้ และลงโทษนั้น เป็นการบิดเบือนที่ไม่อาจยอมรับได้จากพี่น้องมุสลิมทั่วโลก

         3. ขบวนการ BRN – Co – Ordinate และ ผู้ที่สนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงที่เป็นมุสลิมสุดโต่งนิยมการก่อการร้ายล้วน เป็นพวก   มุชริกเสียเองที่เชื่อถือไม่ได้ ประพฤติตนของกลุ่มประดุจพวกไร้ศาสนา บิดเบือนได้แม้กระทั่งคำบัญชาของเอกองค์อัลลอฮ์ในคัมภีร์ อัล – กรุอาน ประหนึ่งไม่เกรงกลัว และเชื่อในวันอาคีร์เลาะฮ์ที่จะเข้าสู่ปรโลก โดยไม่ได้รับการอภัย สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยที่ขบวนการ BRN – Co – Ordinate สั่งการให้ก่อเหตุร้ายโดยไม่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนมุสลิมมลายูอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น

         - การเผาโรงเรียนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนสอนศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการบริจาคดูแลจากพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ที่บางครั้งผู้ก่อเหตุหลายคนทนไม่ได้กับการกระทำอย่างนี้ ที่ทำร้ายจิตใจลูกหลานมลายูของพวกเขาเอง จนไม่อาจมีความก้าวหน้าทางการศึกษานี่เองเป็นเหตุผลที่ประชาชนมุสลิมออกมา ต่อต้านการกระทำกลุ่มมุสลิมสุดโต่งอย่างกว้างขวาง    

         - การใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร้เหตุผล เช่น อ้างว่าทหารพรานเป็นทหารรับจ้างแท้จริงแล้ว ทหารพรานทั้งหญิง และชาย ล้วนเป็นประชาชนในท้องถิ่น เป็นลูกหลานของพี่น้องมลายูมุสลิมที่อาสามาทำงานเพื่อดูแลปกป้องท้องถิ่น แต่กลับกลายเป็นเป้าหมายของขบวนการ

         - การสังหารครู และอุสตาซที่สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมจากการกระทำของกลุ่มขบวน การ  ที่สุดโต่งหวังเพียงใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น คือ นักเรียนเด็กๆที่ต้องขาดโอกาสทางการศึกษา และกรณีเมื่อ 30 ตุลาคม 2012 ผู้ก่อเหตุของขบวนการ BRN – Co – Ordinate ลอบ ยิง นายมาหะมะ  มะแอ  ครูโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา หวังปลุกกระแสความเกลียดชังของประชาชนแต่พี่น้องมุสลิมต่างรับไม่ได้กับการ กระทำดังกล่าวของกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง

         - การลอบวางระเบิดในเขตเมืองยะลา เมื่อ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 มีเด็กมุสลิมอายุ 4 ขวบ และเยาวชนบาดเจ็บถึง 2 คน โดยเฉพาะการลอบวางระเบิดรางรถไฟสายยะลา – สุไหงโก – ลก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส อย่างไม่คำนึงถึงชีวิตพี่น้องชาวมุสลิมผู้บริสุทธิ์มีเยาวชนมุสลิมบาดเจ็บ ถึง 3 คน

    - การก่อเหตุร้ายตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 (ค.ศ.2004) มีประชาชนพี่น้องทั้งมุสลิม และประชาชนชาวไทยพุทธ เสียชีวิตกว่า 4,000 ราย ล้วนเป็นการกระทำของมุสลิมสุดโต่งกลุ่มขบวนการ BRN – Co – Ordinate การก่อเหตุร้ายราย วันโดยหลอกลวงเยาวชนกลุ่มวัยรุ่นโดยใช้ยาเสพติด และการบิดเบือนศาสนาให้ก่อเหตุรายวัน      ทำร้ายผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความแตกแยกของประชาชนในพื้นที่ และใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐโดยแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่รวมถึงการปล่อยข่าวลือ ล้วนเป็นการกระทำที่ขบวนการ BRN – Co – Ordinate กลุ่ม มุสลิมสุดโต่ง  ที่หน้าไหว้หลังหลอก เป็นกลุ่มมุสลิมที่เชื่อถือไม่ได้ประพฤติตนเยี่ยงมุชริกที่ตั้งภาคีต่อองค์ อัลลอฮ์เสียเองที่ทุกฝ่ายที่เป็นมุสลิมต้องออกห่าง และผลักใสออกจากสังคมมุสลิมผู้รักสันติทั้งมวล

         4. ภาพเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยที่กลุ่มขบวนการมุสลิมสุดโต่งนิยมการก่อเหตุร้าย BRN – Co – Ordinate ที่มักนำเสนอให้สังคมมุสลิมทั่วโลก โดยมีขบวนการ PULO คอย เสริมเติมแต่งเพื่ออ้างสิทธิของความเป็นผู้นำมลายูปัตตานีทั้งที่ไม่มีอำนาจ บริหารแม้แต่น้อย แต่หวังเพียงเงินบริจาค เช่นกัน ซึ่งความจริงองค์กรอิสระ และองค์กรอิสลามบางกลุ่มที่หลงเข้าใจผิดที่ให้เงินบริจาคสนับสนุนกลุ่มเหล่า นี้ต้องทบทวน และพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้

         - ภาพเหตุการณ์ตากใบที่กลุ่มขบวนการมุสลิมสุดโต่ง และองค์กรสิทธิมนุษยชนมักหยิบยกมาอ้างเสมอว่าเป็นการสังหารหมู่ซึ่งแท้จริง แล้วเหตุการณ์ตากใบ กลุ่มขบวนการเป็นผู้เริ่มวางแผนให้มีการจับกุมแนวร่วมของขบวนการตั้งแต่ เริ่มแรกจำนวน 6 คน เพื่อเป็นเงื่อนไขในการระดมมวลชนเข้าสู่เขตการประท้วงชุมนุม และหลอกลวงมวลชนโดยกักมวลชนไม่ให้ออกจากเขตการชุมนุม พยายามยั่วยุเจ้าหน้าที่โดยให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลัง การหลอกลวงของขบวนการต่อประชาชนครั้งนั้นขบวนการรู้แล้วว่าเป็นช่วงที่ถือ ศีลอดแต่ก็ยังพยายามสร้างเหตุการณ์ให้บานปลายร้ายแรง จากความผิดพลาดของการแก้ปัญหาเหตุการณ์ตากใบที่รัฐบาลในยุคสมัยของ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์  ได้ก้มหัวน้อมขอโทษผู้สูญเสีย และชาวไทยมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งน้ำตาด้วยความจริงใจ และรัฐบาลทุกสมัยได้ทุ่มเทเยียวยาจิตใจ และสวัสดิภาพของชีวิตผู้สูญเสียครอบครัวในเหตุการณ์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตรัฐบาลไทยเยียวยาเป็นจำนวนเงิน 7,500,000 บาท  ผู้ พิการทุพลภาพรัฐบาลไทยเยียวยา จำนวน 4,500,000 บาท ทั้งให้สิทธิ์เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ที่เมกกะฮ์ ได้ครอบครัวละ 2 คน ทุกปี ปัจจุบันประชาชนมุสลิมที่ได้รับการสูญเสียในเหตุการณ์ตากใบทุกคนไม่ต้องการ ให้ใครมารื้อฟื้นเหตุการณ์อีกต่อไป

         - มัสยิดกรือเซะในจังหวัดปัตตานีเป็นสถานที่สำคัญของประชาชนชาวไทยทุกคนทุกเชื้อชาติในประเทศไทยควบ คู่กับศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยวเป็นสัญลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย แต่มักถูกขบวนการก่อเหตุรุนแรง และองค์กรสิทธิ์มนุษยชนบางกลุ่มที่หวังผลประโยชน์บิดเบือนเหตุการณ์ การเข้าควบคุมเหตุรุนแรงในมัสยิดกรือเซะ เมื่ออดีต 28 เมษายน พ.ศ.2547 (ค.ศ.2004) สร้างความเข้าใจผิดกับองค์กรมุสลิมมาโดยตลอดทั้งที่เหตุการณ์วันดังกล่าว กลุ่มขบวนการได้ใช้ยาเสพติดควบคู่กับการปลุกระดมตามหลักศาสนาหลอกให้เยาวชน ถือมีด และอาวุธเข้าโจมตีหวังสังหารเจ้าหน้าที่มากกว่า 80 แห่ง ในวันดังกล่าว และจุดหนึ่งที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ถืออาวุธมากกว่า 20 คน เข้าโจมตีคือจุดตรวจใกล้มัสยิดกรือเซะจนทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ จำนวน 2 นาย และต่อสู้จนกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวหลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ และไม่ยอมมอบตัวทั้งข่มขู่ไม่ให้มุสลิมผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ด้านในออกมาจาก มัสยิด จนที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องใช้วิธีตามหลักสากลเข้าจับกุม จนทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 คน และกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีอาวุธครบมือเสียชีวิต แต่ต่อมารัฐบาลก็เยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งหมดในจำนวนเดียวกัน กับเหตุการณ์ตากใบ และเจ้าหน้าที่ซึ่งควบคุมการปฏิบัติการครั้งนั้นถูกดำเนินคดี โดยขณะนี้คดีอยู่ในการพิจารณาของศาล และครอบครัวมุสลิม ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ต่างให้อภัยกับเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมทั้งไม่ต้องการให้ฝ่ายใดมาใช้มัสยิดกรือเซะที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มใดอีกต่อไป

         - ข้อเท็จจริงสำหรับเหตุการณ์มัสยิดอัล – ฟุรกอน พ.ศ.2552 (ค.ศ.2009) ประชาชนมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ต่างรู้ดีว่าพื้นที่ตั้งของมัสยิด อัล – ฟูรกอน บ้านไอร์ปาแย หมู่ที่ 8 ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว พี่น้องประชาชนชาวไทยพุทธ และประชาชนมุสลิมอยู่เคียงข้างกัน 2 หมู่บ้านอย่างกลมกลืน แต่ขบวนการ BRN – Co – Ordinate กลับสั่งการให้กลุ่ม RKK เข้า ไปสังหารประชาชนในมัสยิดเพื่อป้ายสีว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่มุสลิมยอมรับไม่ได้กลับพวกมุสลิมสุดโต่ง ที่หลอกลวงชาวบ้าน ซึ่งปัจจุบันประชาชนในหมู่บ้านต่างเข้าใจ และกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานประจำหมู่บ้านคอยดูแล ด้วยความอบอุ่น 

         5. จากความพยายามของรัฐบาลไทยตลอดระยะเวลา 8 ปี จนถึงปัจจุบันด้วยความจริงใจ และศึกษาเข้าใจปัญหาอย่างรอบด้านทั้งทางสังคมวิทยา ศาสนา เชื้อชาติ รวมถึงการปฏิบัติตามหลักกฎหมาย การดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน ดูแลพัฒนาอย่างรอบด้านต่อประชาชนชาวไทย และชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูอย่างรอบด้าน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจ และออกห่างจากขบวนการที่สร้างแต่ความทุกข์ และทำลาย อีกทั้ง RKK ผู้ปฏิบัติการทางทหารของขบวนการเริ่มถอนตัว และออกมาพูดคุยกับรัฐบาลมากขึ้น ขบวนการ BRN – Co – Ordinate จึง พยายามใช้ศาสนาเผยแพร่โดยบิดเบือน ซูเราะห์ อัต – เตาบะฮ์ โองการที่ 14 – 15 และไม่ให้ยอมรับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลไทย ทั้งที่ขบวนการที่อ้างว่าทำเพื่อคนมลายูปัตตานีแต่กลับฆ่าพี่น้องมุสลิม มลายูรายวัน สร้างแต่ความทุกข์ร้อน แต่ขบวนการเองรับเงินบริจาคจากองค์กร ที่เข้าใจเหตุการณ์ภาคใต้ผิด และองค์กรที่สนับสนุนการก่อการร้ายปีละมากกว่า  500 ล้านบาท 
 
         ในปี พ.ศ.2558 (ค.ศ.2015) ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ความต้องการของพี่น้องประชาชนมลายูมุสลิมที่ต้องการสันติภาพ และติดต่อค้าขายกับประชาคมมุสลิมสันติทั่วโลก ไม่มีมุสลิมคนใดกลุ่มใดต้องการสงครามการเข่นฆ่า และคัมภีร์ อัล – กุรอ่าน ก็มิได้สั่งสอนให้มนุษยชาติเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน  

       แต่แท้จริงแล้วองค์ อัลลอฮ์ทรงพระประสงค์ให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติทุกชาติพันธุ์ เหล่ากอ ทุกศาสนา โดย ยึดหลักสันติแห่งอิสลามที่ได้กำหนดให้มุสลิมทุกคนปฏิบัติ  ไม่ได้ให้ทำสงครามเข่นฆ่าโดยมุสลิมหัวรุนแรงที่บิดเบือนศาสนาด้วยความสุด โต่ง หวังอำนาจจากการเข่นฆ่า ทำให้มุสลิมทั่วโลกถูกเกลียดชัง และหลอกลวงมุสลิมด้วยกัน ด้วยคำว่าญิฮาดที่ผิดไปจากคัมภีร์ อัล – กรุอ่าน
http://narater2010.blogspot.com/

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้