วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

นี่คือเขตอิทธิพลของใคร ?


อัตลักษณ์ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
        
 เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 28 ก.ย. เกิดเหตุระเบิดที่เพิงขายของทางขึ้นสะพานลอย ข้างจุดตรวจต้นไทร เขตเทศบาลต้นไทร ซึ่งห่างจากจุดตรวจประมาณ 50 เมตร ที่เกิดเหตุพบเพิงขายของ ถูกอนุภาพของระเบิดได้รับความเสียหายทั้งหลัง และมีรถจยย.ซูซูกิ รุ่นบีท สีบรอนซ์ ทะเบียน กยษ-628 นราธิวาส ล้มตะแคงอยู่บนถนนพร้อมด้วยกองเลือดจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้บริเวณทางขึ้นสะพานลอยมีรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 80-2660 นราธิวาส ซึ่งบรรทุกยางมะตอยเต็มคันรถ ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายที่บริเวณกระจังหน้า กระจกหน้า และเครื่องยนต์ และบริเวณฟุตบาธหน้ารถพบหลุมลึก 2 ฟุต กว้าง 2 ฟุต และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในท่อแป๊ป เหล็กทรงกลมยาว 1 ฟุต น้ำหนัก 10 ก.ก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย คือ 

1.นายซอบี สาและ อายุ 28 ปี
2.นางไซกี รอแง อายุ 27 ปี
3.ด.ช.อัสกัสตัน สาและ อายุ 4 ปี ทั้งสามคนเป็นพ่อแม่ลูก
4.นายอามัดฮาซัน มิง อายุ 30 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณลำตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่ง รพ.บาเจาะ
 

ก่อน เกิดเหตุทราบว่า ร.ต.อ.นิพนธ์ เตียวตระกูล สวป.สภ.ปะลุกาสาเมาะ ซึ่งเป็นหัวหน้าจุดตรวจได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 10 นาย นั่งรถยนต์และรถจยย. 2 คัน ออกลาดตระเวนตรวจสอบความเรียบร้อยพื้นที่ โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บขี่รถ จยย.ตามหลังมา จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุคนร้ายที่แฝงตัวอยู่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวน ระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ในเพิงขายของจนเกิดระเบิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านทั้ง 4 ราย ที่ขี่รถ จยย. 2 คัน ผ่านมาได้รับบาดเจ็บ


 


เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 27ก.ย. เกิดเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดที่บริเวณคอสะพานในหมู่บ้านบูเก๊ะปาลัส หมู่ 4 ต.ยี่งอ ทำให้นักเรียนโรงเรียนร่มเกล้าได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ที่เกิดเหตุพบรถบัส 6 ล้อ อีซูซุสีเหลืองชมพู ทะเบียน ม 0655 นราธิวาส เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนร่มเกล้า จอดเสียห่างคอสะพาน 10 เมตร สภาพล้อหน้าซ้ายถูกสะเก็ดระเบิดยางแตก และตัวถังมีรูพรุน ภายในรถมีกองเลือดจำนวนหนึ่งบริเวณประตูหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลยี่งอบริเวณคอสะพานพบเศษซากชิ้น ส่วนของระเบิดแสวงเครื่องแบบเคโมที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในกล่องเหล็ก หนัก 10 ก.ก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน โดยเฉพาะที่บริเวณราวสะพานคนร้ายได้เขียนข้อความลงในกองทราย มีใจความว่า “กูนึกแล้วว่ามึงต้องตาย” ผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อคือ 


1.ด.ญ.สีตีนูรียะ บากา อายุ 14 ปี 
   นักเรียนชั้น ม.3/2 โรงเรียนร่มเกล้า 
   มีบาดแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณใต้รักแร้ขวา
2.น.ส.นาเดีย เจ๊ะฮามะ อายุ 17 ปี 
   นักเรียนชั้น ม.5/2 โรงเรียนร่มเกล้า 
   มีบาดแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณแขนซ้าย ใต้รักแร้  

       ก่อนเกิดเหตุ ทราบว่า รถบัสออกจากโรงเรียนเพื่อตระเวนรับนักเรียนจำนวน 70 คน มาส่งโรงเรียนตามปกติประจำวัน โดยมีรถกระบะของเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยปืนเล็กที่ 4 ฉก.นราธิวาส 32 ขับนำหน้าขบวน เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวอยู่ในละแวกจุดเกิดเหตุได้ใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวนระเบิดที่นำไปวางไว้บริเวณคอสะพาน เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารแต่ระเบิดพลาดเป้าได้ทำงานในขณะที่รถบัสรับส่งนักเรียนวิ่งผ่านทำให้เด็กนักเรียน 2 คน ที่นั่งข้างประตูทางลงด้านหน้าถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บดังกล่าว



 




         เวลา 14.41 น. วันที่ 29 กย. ที่บ้านอาเสน หมู่ที่ 6 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา เกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงกันอีก ที่เกิดเหตุ พบศพ นายเกลื่อม สุขการ อายุ 74 ปี ถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่หลัง 3 นัด เสียชีวิตทับรถ จยย.ของตนเองอยู่ในพงหญ้า ที่เกิดเหตุคนร้ายวางกระดาษไว้หนึ่งแผ่น เขียนด้วยปากกาสีน้ำเงินว่า “กูล้างแค้นให้สองตายาย นางสะมา โซ๊ะซู นายมูดอ มะลี ที่บ้านบาลอ อ.รามัน” ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ผู้ตายเป็นชาวสวน กำลังจะนำหมากแห้งไปขายที่ตลาด ขับมาถึงที่เกิดเหตุมีคนร้ายขับรถยนต์ไล่ตามมาที่ด้านหลัง ก่อนจะอาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายจนรถเสียหลักตกข้างทาง 





เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 29 ก.ย. เกิดเหตุใช้อาวุธปืน มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ บนถนนสายยะลา – บ้านเนียง บ้านกำปั่น หมู่ 6 ต.ท่าสาป ที่เกิดเหตุพบรถจยย.ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงินเข้ม ล้มตะแคงอยู่ในป่าข้างทาง ส่วนคนเจ็บคือ นายปริญญา สิทธิพันธ์ อายุ 23 ปี ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลถลอกตามร่างกายจากรถล้ม และ นางเสาวลักษณ์ อินทรสูตร อายุ 22 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้ากลางหลัง 1 นัด อาการสาหัส ถูกนำส่งรพ.ศูนย์ยะลา แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นสามีภรรยากัน กำลังขี่รถจยย.เพื่อไปทำธุระในตัวเมืองยะลา มาถึงที่เกิดเหตุ ถูกคนร้าย 2 คนขี่รถจยย.ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่น และหมายเลขทะเบียน สะกดรอยตามมาด้านหลัง ก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่ ผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้าย 1 นัด จนได้รับบาดเจ็บตกจากรถ ก่อนที่รถจะเสียหลักพุ่งลงข้างทาง 





เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 ก.ย. เกิดเหตุยิงกันหน้าตลาดนัดเทศบาลเมืองปัตตานี ริมถนนยะรัง ต.จะบังติกอ พบผู้เสียชีวิตนอนตายจมกองเลือด ทราบชื่อคือ นายอาหามะ อาแว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/5 ม.5 ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าศีรษะ 2 นัด และในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน 1 ปลอก ก่อนเกิดเหตุทราบว่า ผู้ตายเป็นอาสาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรม รหัสเหยี่ยวเวหา และเป็นพ่อค้า ขับรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน กค 6379 ปัตตานี โดยมีภรรยานั่งมาด้วยมาจอดริมถนนที่เกิดเหตุ เพื่อจำหน่ายยาพื้นบ้าน ขณะที่ผู้ตายยืนแนะนำยาให้แก่ลูกค้า คนร้าย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า มาจอดหน้าร้านแล้วชักอาวุธปืนยิงทันทีต่อหน้าภรรยา และลูกค้าจนเสียชีวิตคาที่ 






เมื่อเวลาประมาณ08.10 วันที่ 30 กย.เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านขณะขับจยย.บนถนนสาย 410 ยะลา - กรงปินัง ที่เกิดเหตุหน่วยกู้ภัยเขตอำเภอกรงปินัง จ.ยะลา ได้ช่วยกันนำร่างสองแม่ลูก ที่ถูกคนร้ายยิงจนได้รับบาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาลยะลา เหตุเกิดบนถนน ม.3 บ้านกูแปอิเต๊ะ ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา ทราบชื่อผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คน คือ น.ส.พัชยา สุขาเขิน อายุ 25 ปี และ นางเยาวมาร สุขาเขิน อายุ 52 ปี สองแม่ลูก อยู่บ้านเลขที่ 22/6 ม.4 ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา ถูกคนร้ายตามประกบยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้ง 2 คน ขณะทั้งคู่ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกันเพื่อกลับบ้าน ที่ ต.หน้าถ้ำ ระหว่างทาง ได้ถูกคนร้ายจำนวน 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้น ไม่ทราบขนาดและชนิด 





















เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ใช้อาวุธปืนสงคราม กราดยิงรถยนต์กระบะของ นายสุนทร นักทอง ขณะ กำลังขับรถยนต์กระบะออกไปตลาดรือเสาะเพื่อซื้อของ เมื่อขับมาถึงบริเวณบ้านบาโงปะแต หมู่ 1 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ ได้มีคนร้ายยิงใส่ทันที ทำให้ นางจิตติมา นักทอง ภรรยาเสียชีวิต ส่วน นายสุนทร ได้รับบาดเจ็บสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาลรือเสาะ ที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนจำนวนมากตกอยู่ 




 


http://narater2010.blogspot.com/

เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่


ไทยนี้่รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด  เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่

        ข่าวโจรใต้ขู่หยุดวันศุกร์ ใบปลิวขู่ห้ามขายของวันศุกร์ ปิดร้านวันศุกร์ ห้ามขายของวันศุกร์ หวาดคำขู่ห้ามขายของวันศุกร์ ชาว3จังหวัดชายแดนใต้ ยอมปิดร้าน
Pic_294433

บรรยากาศที่ตลาดยะลาเงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้ามุสลิมหยุดขายของ มีเพียงพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนไทยพุทธเท่านั้น หลังหวั่นโดนลอบวางระเบิดในวันศุกร์...

          เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ก.ย.55 ที่บริเวณตลาดสดรถไฟยะลา เขตเทศบาลนครยะลา พ.อ.นพพร เรือนจันทร์ รอง ผบ.ฉก.ยะลา พร้อมด้วย พ.อ.รุ่งโรจน์ ถุงเป้า รอง ผบ.ฉก.ยะลา และเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลา กว่า 50 นาย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่ยังเปิดร้านจำหน่ายสิ่งของอยู่ภายในตลาดสด หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีกระแสข่าวลือว่า หากใครเปิดร้านขายของในวันศุกร์ ก็จะถูกทำร้ายและตัดใบหู และก็บังเอิญว่าเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ก็ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดย่านไทยพุทธในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ในวันศุกร์ที่ 28 ก.ย.55 มีบรรยากาศที่เงียบเหงา เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นมุสลิมต่างหยุดขายของ มีเพียงพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนไทยพุทธเท่านั้น ที่ยังคงเปิดร้านขายของอยู่ แต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนไทยพุทธที่เกรงกลัวได้หยุดขายของไปด้วย



        พ.อ.รุ่งโรจน์ ถุงเป้า รอง ผบ.ฉก.ยะลา กล่าวว่า ในการเดินทางมาตลาดสดรถไฟยะลา ก็เพื่อมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ที่ออกมาขายสิ่งของ เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้มีกระแสข่าวลือให้ พ่อค้าแม่ค้าหยุดขายของในวันศุกร์ หากไม่เชื่อก็จะไม่รับรองความปลอดภัย ซึ่งเชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าว ก็เป็นเพียงการข่มขู่เท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ก็ได้วางมาตรการเข้มในการดูแลความปลอดภัยให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ ออกมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ได้ปิดกิจการในวันศุกร์อยู่จำนวนหลายราย เพราะยังไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่นอกเมืองในพื้นที่ ตามตำบล หรืออำเภอต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ได้ปิดทำการ เช่น ร้านสะดวกซื้อหรือ ร้านเซเว่นฯ ในพื้นที่อำเภอรามัน ก็ได้ปิดหยุดขายของในวันนี้ด้วยเช่นกัน

         ด้านนายพิพัฒน์ หวั่นดิน พ่อค้าขายโรตีตลาดสดรถไฟยะลา กล่าวว่า ตนเองไม่ได้สนใจหรือเชื่อข่าวลือมากนัก เพราะเป็นการพูดคุยกันในร้านน้ำชาเท่านั้น และก็ยังมีแม่ค้าบางคนที่ได้มาบอกตนว่า มีหญิงมุสลิมแต่งกายแบบฮิญาบ ออกมาบอกกับผู้ที่ขายของในวันศุกร์ว่า ไม่กลัวหรือขายของวันศุกร์ หากไม่เชื่อก็จะไม่รับรองความปลอดภัย หลังจากนั้นก็เดินหายไป แต่ตนเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อเพราะที่ร้านของตนเองยังไม่มีใครมาบอกหรือข่มขู่ แต่ตนเองก็คิดว่าจากวิกฤติทำให้เป็นโอกาส เพราะปรากฏว่าวันนี้ตนเองขายดีเป็นพิเศษ เพราะคนอื่นเขาหยุดขายแต่ตนเองเปิดขาย ทำให้ขายดีมาก จนโรตีที่ทำไว้ขายหมดเร็วขึ้น


        พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงการที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ร่อนใบปลิว และปล่อยข่าวข่มขู่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าห้ามเปิดร้านขายของในวันศุกร์ ว่าเป็นการสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนในพื้นที่ ที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพโดยสุจริต แต่ต้องมาปฏิบัติตามความต้องการของกลุ่มคนที่ไม่ทำประโยชน์ให้แก่สังคม จึงขอให้ประชาชนอย่าหวดหวั่น และหลงกลต่อแผนการของผู้ไม่หวังดี โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะปกป้องดูแลความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่

ขณะที่ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ไปตรวจเยี่ยมร้านค้าในตลาดเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังเปิดเผยว่า ข่าวการข่มขู่ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงข่าวโคมลอย ยังหาที่มาไม่ได้ ประชาชนอย่าหวั่นวิตก นอกจากนี้ยังให้ผู้ว่าราชการทั้ง 3 จังหวัด ขอความร่วมมือกับผู้นำศาสนา เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้กลับมาค้าขายตามปกติ

จากการตรวจสอบตลาด ร้านค้า และร้านอาหาร กว่าร้อยละ 70 ในย่านชุมชน และเขตเมืองของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ต่างปิดร้านไม่ขายของจากที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คน กลับไม่มีพ่อค้าแม่ค้าเปิดร้านเลย ทำให้บรรยากาศเงียบเหงาไปถนัดตา ยิ่งในอำเภอรอบนอกร้านค้าปิดกันเกือบหมด เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยกับคำขู่ดังกล่าว หลังจากได้เกิดเหตุยิงร้านทองและระเบิดคาร์บอมบ์ ในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เมื่อสัปดาห์ก่อน



ร้านค้าชายแดนใต้ปิดเงียบ หวาดคำขู่ห้ามขายของวันศุกร์    

นราธิวาส-ยะลา-สงขลา 28 ก.ย.- ร้านค้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ปิดเงียบจนแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง หลังถูกขู่จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

หลังมีกระแสข่าวแพร่สะพัดในพื้นที่ว่า กองกำลังติดอาวุธอาร์เคเค ได้ประกาศข่มขู่เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการทุกชนิด ให้หยุดกิจการทุกวันศุกร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่งผลให้เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส และอำเภอรอบนอกเงียบเหงาไปถนัดตา เนื่องจากร้านค้า  ปั๊มน้ำมัน  และตลาดสด เกิดความหวาดกลัวต้องหยุดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่ารถตู้โดยสารกว่า 150 คัน ได้หยุดวิ่งให้บริการเกือบทั้งหมด

เช่นเดียวกับที่จังหวัดยะลา รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจสอบร้านค้าในตลาดสดพิมลชัยพบว่า กว่าร้อยละ 90 ต่างปิดร้านหยุดจำหน่ายสินค้า ทำให้บรรยากาศเงียบเหงากว่าทุกวัน อย่างไรก็ตาม ทางทหารได้ประสานแผนงานกับฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครอง เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น และหลังจากมีข่าวได้ออกลาดตระเวนตามที่จอดรถ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ส่วนที่จังหวัดสงขลา ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ และเจ้าหน้าที่เดินเท้าลาดตระเวนบริเวณย่านการค้ากลางเมืองหาดใหญ่ เพื่อป้องกันเหตุร้ายตามคำข่มขู่ เน้นการตรวจติดตามภาพจากกล้องวงจรปิด และตรวจสอบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ต้องส่งสัย

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า การออกใบปลิวข่มขู่เป็นการกระทำที่กลุ่มก่อความไม่สงบเคยใช้สร้างสถานการณ์และก่อให้เกิดความหวาดกลัว ดังนั้น ประชาชนไม่ควรให้การสนับสนุนความเชื่อที่ไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนา พร้อมสั่งการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชน

ยังคงเกิดสถานการณ์เหตุร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเกิดเหตุยิงกันในสวนยางพาราอำเภอรามัน จังหวัดยะลา มีผู้เสียชีวิต 2 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรียบวุธไปยังที่เกิดเหตุ พบ 2 สามี-ภรรยา ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ในขนำ คือนายมูดอ มะลี อายุ 61 ปี และนางสะมะ โต๊ะชู อายุ 61 ปีมีอาชีพรับจ้างกรีดยาง จากการสอบสวนทราบว่า คนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวน ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงจนเสียชีวิต และกำลังตรวจสอบว่าเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบ หรือเรื่องส่วนตัว เนื่องจากผู้ตายเป็นครูสอนศาสนาภายในหมู่บ้าน

สำหรับความคืบหน้าคนร้ายวางระเบิดพลาดเป้า ถูกรถรับส่งนักเรียนของโรงเรียนร่มเกล้า อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พบว่าโรงเรียนยังปิดการเรียนการสอน และจะเปิดอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม ส่วนอาการบาดเจ็บของนักเรียนทั้งสองคนอาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องอยู่ในความดูแลของแทพย์อย่างใกล้ชิด.-สำนักข่าวไทย
 http://narater2010.blogspot.com/

ชลิต โผล่อีกแล้ว หลังจากหนีลงรูไำปนาน


นายชลิต ยังคง โกหกต่อเนื่องอยู่
       
      หลังจากที่ นาย ชลิต ได้โกหกมุสลิมทั้งโลกเพื่อสร้างภาพอันยิ่งใหญ่ของตนเอง และได้ถูกเปิดโปงมาแล้วว่า เขาโกหก  ตัวนายชลิตเองได้หายหน้าไปจากสังคมมุสลิม นานพอสมควร  แต่ล่าสุด ก็โผล่ออกมาทาง Face Book อีกแล้ว โดยอ้างแบบเดิม ๆ ว่า ตัวเองเคยเป็นพระในพุทธศาสนา
ท่านที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องเดิม ไปดูได้ที่นี้

http://narater2010.blogspot.com/2011/06/httpnewweb.html

ส่วนเรื่องปัจจุบัน ที่นายชลิตโผล่ออกมาอีกรอบอยู่ที่นี้่ 

http://www.facebook.com/muslimthai/posts/212148205474399

และจำอ้างว่า ไม่รู้ไม่ได้หรอกครับ เพราะเรื่องนี้ เจ้าของ Face Book คือคนที่เรียกตัวเองว่า  muslimthai



http://narater2010.blogspot.com/

มุสลิมอย่าปล่อยให้ใครหลอก


คนที่หลงเขื่อพวกชอบอ้าง ศาสดา สนองตัณหาตัวเองให้เป็นใหญ่จงฟัง

        มุสลิมทั้งหลาย เคยคิดไหมว่า ความแตกต่างในข้อปลีกย่อยของมุสลิมแต่ละกลุ่มเกิดขึ้นได้อย่างไรในประชาชาติอิสลาม ในโลกปัจจุบันนี้

       ก็ถ้าในเมื่อมีพระองค์อัลลอฮ์เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน 
       ก็ถ้าในเมือมีคัมภีร์อัลกุรอานเล่มเดียวกัน 
       ก็ในเมื่อมีศาสดาท่านสุดท้ายคือ มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮ์คนเดียวกัน 
       ก็ในเมื่อมุสลิมผินหน้าในช่วงนมาซไปยังนครมักกะฮ์เหมือนกันทุกกลุ่ม 

        พี่น้องมุสลิมเคยคิดบ้างไหมว่า แล้วมันเกิดอะไรขึ้น 
มันเกิดอะไรในโลกมุสลิม ที่ทำให้เกิดความแตกต่างในหมู่ประชาชาติมุสลิม ณ วันนี้????


        แท้ที่จริงแล้ว มีมุสลิมบางคน หรือมุสลิมบางกลุ่ม ได้ทำการบิดเบือนหลักการอิสลามที่แท้จริงในยุคแรกเริ่มภายหลังจากท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ.) บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้จากโลกนี้ไป แม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีกลุ่มโจร มากมายหลายกลุ่้ม ที่ทำความเลวระยำบนโลกใบนี้  โดยอ้างว่าเป็นหลักการของอิสลาม

       เพราะแน่นอนในยุคที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ยังมีชีวิตอยู่นั้น การปฏิบัติ การสั่งสอนของท่านคงเป็นไปในระบอบเดียวเท่านั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่ในวันหนึ่งท่านจะนมาซกอดอก 

     แต่อีกวันท่านจะนมาซปล่อยมือ หรือในวันหนึ่งท่านได้ไปซิยารัตกุโบร์ แต่อีกวันท่านสอนสั่งว่าการซิยารัตกุโบร์ นั้นเป็นการกระทำชิริก (ตั้งภาคีกับพระองค์) ฯลฯ

       พระองค์อัลลอฮ์ทรง รู้ว่า หากมุฮัมมัดศาสดาของพระองค์หวนกลับคืนสู่พระองค์เมื่อใด ประชาชาติของมุฮัมมัดจะแตกแยกกันออกเป็นกลุ่มๆ พระองค์จึงทรงมีบัญชาว่า "สูเจ้าจงอย่าแตกแยกกัน"

       จากข้อสงสัยข้างต้นที่ ว่า ความแตกต่างในข้อปลีกย่อยของประชาชาติมุสลิมในยุคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? 

       จากข้อสันนิษฐานที่อยู่บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ที่ได้ถูกบันทึกไว้ก็คือ บรรดาศัตรูของอิสลามซึ่งมีมาตั้งแต่วันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ประกาศศาสนาอิสลามให้เป็นศาสนาของมนุษยชาติ ได้เริ่มแผนการทำลายอิสลามทันทีเมื่อท่านศาสดาจากไป 

       บรรดาโจรกบฏแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ บรรดาอิหม่ามที่เป็นสมุนโจรใต้ พวกที่ต้องการอำนาจ พวกที่ต้องการประโยชน์ส่วนตน คนเหล่านี้อ้างว่า ตนเองคือมุสลิม แต่คนเหล่านี้ คือมะเร็งร้ายของอิสลาม  ก็เนื่องมากจากคนพวกนี้แหละ ที่ปลุกระดมประชาชน และสร้างหลักการ กฏเกณฑ์ต่าง ๆ โดยอ้างว่าเป็นหลักการของอิสลาม เช่นอ้างว่า ห้ามขายของในวันศุกร์ มิฉนั้น จะไม่รับรองความปลอดภัย แถมขู่อีกว่า เป็นเรื่องที่ระบุไว้ในคัมภีร์ หรืออีกหลาย ๆ ข้ออ้างที่คนกลุ่มนี้ สร้างขึ้น เพื่อทำให้เห็นความแปลกแยก แตกต่าง จากคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินเดียวกันคือประเทศไทยนี้  โดยที่ประชาชนทั่ว ๆ ไป ไม่รู้อัลกุลอาน ถูกหลอกลวงว่าเป็นหลักการของอิสลาม โดยเนื้อแท้คือการทำให้ประชาชนตกอยู่ในอำนาจครอบงำ ของบรรดาโจร และ อิหม่ามสมุนโจร



        เป้าหมายของพวกมันก็คือ จะต้องทำให้ประชาชาติมุสลิมแตกแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อง่ายต่อการบิดเบือนและทำลายล้างอิสลาม  แต่ปากของพวกมันก็พล่ามแต่ว่า มุสลิมทุกคนเป็นพี่นี้องกัน   แต่ถ้าพวกเองไม่ทำตามที่กูสั่ง โดยอ้างศาสดา กูก็จะยิงเอ็งทิ้งซะ 

        ทำไมจริงเป็นเช่นนั้น  ความจริงก็คือ เพราะในวันนี้พวกมันสรุปได้ว่า หากประชาชาติมุสลิมมีความเป็นปึกแผ่นอยู่ภายใต้คำสอนเดียวกันที่มีแบบอย่าง จากมุฮัมมัด (ศ.) ในไม่ช้ามุสลิมก็จะครองโลก

       ดังนั้นรายงานปลอม แบบอย่างที่ผิดเพี้ยนในนามของสุนนะฮ์รอซูลุลลอฮ์ (ศ.) จึงถูกอุปโลกขึ้นในยุคนั้น และประทับตราว่าคือรายงาน และเป็นแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และแม้ในปัจจุบัน ก็มีคำสอนปลอม ๆ ที่ออกจากปากของบรรดาอิหม่ามสมุนโจรเหล่านั้น บรรดาโรงเรียนที่อ้างว่าสอนศาสนา แต่แท้จริงคือ ใส่ยาพิษลงในหัวสมองของลูกหลานมาลายู เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องของพวกมัน

       เราจึงเห็นได้ว่าวันนี้ในหมู่ประชาชาติมุสลิม กำลังปฏิบัติในสิ่งที่ตัวเองต่างก็แอบอ้างว่าเป็นสุนนะฮ์จากท่านศาสดามุฮัม มัด (ศ.) ทั้งสิ้น  



       ไม่ว่ากลุ่มใด นิกายใด ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจอีกต่อไปว่า ด้วยเหตุใดวันนี้ความแตกต่างในข้อปลีกย่อยในหมู่ประชาชาติอิสลามจึงมีอยู่ อย่างมากมาย พึงรู้ไว้โอ้ประชาชาติอิสลาม พวกท่านกำลังตกเป็นเหยื่อของศัตรูอิสลามเสียแล้ว

 

       ในมุสลิม ไม่มีนักบวช เพราะมุสลิมทุกคือนักบวช  แล้วเหตุใดเล่า ประชาชนมุสลิม จึงต้องเชื่อฟังคำสอนปลอม ๆ ของอิหม่ามปลอม ๆ สมุนโจรใต้ อ้างว่าเป็นคำสอนของศาสดามุฮัม มัด (ศ.)

         เมื่อมุสลิมทุกคนคือนักบวช พวกท่านจงศึกษา อัลกุลอาน ด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้ใครมาแอบอ้างว่าเป็นคำสอน แล้วปฏิบัติตามคำสั่งบรรดาโจรที่ปากคาบคัมภีร์อีกต่อไป
http://narater2010.blogspot.com/

มะเร็งร้ายของอิสลาม


มะเร็งร้ายของอิสลาม

         A ban on wearing the all covering burka in France would stem the spread of what French minister Fadela Amara called the "cancer" of radical Islam, a report quoted her as saying Saturday.

         The Muslim minister for urban regeneration told the Financial Times newspaper that the head-to-toe body covering and veil represented the "oppression of women, their enslavement, their humiliation."
Amara, who is of Algerian descent, said France was a beacon for an enlightened Islam at ease with modernity, so it was necessary to fight the "gangrene, the cancer of radical Islam which completely distorts the message of Islam."


ฟาดิลา อะมารา รัฐมนตรีมุสลิมหญิงของฝรั่งเศส 

         ลอนดอน – มีรายงานอ้างเมื่อวันเสาร์ ถึงคำพูดของ ฟา ดิลา อะมารา รัฐมนตรีมุสลิมหญิงของฝรั่งเศส ซึ่งเรียกการคลุมศีรษะ และการสวมชุดแบบคลุม burka ของสตรีมุสลิมบางคน ว่าเป็นมะเร็งร้ายของอิสลามแบบตกขอบ



การคลุมผ้าแบบ burka ที่รัฐมนตรีอ้างถึง

        โดยเธอได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า การแต่งกายดังกล่าวเป็นตัวแทนของการกดขี่ผู้หญิง การแสดงความเป็นทาส และความอัปยศอดสู

        อะ มาร่า ซึ่งมีเชื้อสายอัลจีเรีย กล่าวว่า ฝรั่งเศสยอมรับอิสลามที่มีแนวคิดทันสมัย ซึ่งสามารถดำเนินคู่ไปกับชีวิตแบบชาวฝรั่งเศสได้ง่ายดาย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องต่อสู้ เพื่อกำจัดเนื้อร้ายของอิสลามแบบสุดขีด ซึ่งบิดเบือนอุดมการณ์อิสลามที่แท้จริง


         เธอ ยังกล่าวว่า มุสลิมทั่วไปก็ไม่เห็นด้วยกับการสวมชุดคลุมมิดชิดเช่นนี้ และกล่าวถึงกลุ่มสิทธิสตรีที่ต่อสู้อยู่ในประเทศมุสลิม โดยเฉพาะในอัลจีเรีย ว่ามีเบื้องหลังเกี่ยวพันกับการเมืองและต้องการยึดเสรีภาพพื้นฐานจากประชาชน

 สำนักข่าวมุสลิมไทย
http://narater2010.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ต้นกำเนิดมุสลิมในประเทศไทย


ต้นกำเนิดมุสลิมในประเทศไทย

ชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู
ชนชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู
ประเทศไทยหรือสยามประเทศสมัยก่อน มีการค้าขายติดต่อประเทศโลกอิสลามมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อาจจะก่อนสมัยสุโขทัยด้วยซ้ำแต่ในช่วงนั้นยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อสมัยสุโขทัย หลักฐานได้บันทึกว่ามีชนชาติที่เก่งกาจทางด้านการเดินเรือเข้ามาบรรทุก สินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศตนและในขณะนั้นก็ไม่ได้มีรายงานว่าเป็นชาว ยุโรป เพราะฉะนั้นเราจึงได้คาดกันว่าเป็นชาวมุสลิม
ซึ่งเป็นพ่อค้าจากเปอร์เซียนี่ เองที่เข้ามาติดต่อซื้อขาย
ในสมัยกรุงสุโขทัย สยามก็ได้แผ่ขยายอิทธิพลไปจนถึงใต้แหลมมลายู มีรายงานว่าผู้คนในสมัยนั้นมีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่แล้ว? ทั้งผู้เป็นใหญ่และขุนนางในกรุงสุโขทัยก็ไม่ถือเป็นข้อแตกต่าง และได้อยู่รวมกันอย่างสันติสุขเป็นเวลาหลายร้อยปี ไม่เคยมีข้อบาดหมางระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามเลย เป็นความร่วมมือร่วมใจซึ่งกันและกันระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมในการบริหาร บ้านเมือง ต่อต้านอริราชศัตรูมาด้วยกัน ก็นับเป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่งภายใต้พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยทุก พระองค์ ทุกราชวงศ์ที่ได้ทรงอุปถัมภ์ ค้ำชูแก่ศาสนาอิสลามมาโดยตลอด
ส่วนทางตอนใต้ของประเทศไทยคาดกันว่า มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ส่วนเมืองปัตตานีก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสยามประเทศ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมืองเอกทางตอนใต้ของสยามคือ นครศรีธรรมราชโดยเขตปกครองของนครศรีธรรมราชก็กินพื้นที่ไปจนสุดปลายแหลม มลายู สิงคโปร์ มะละกา เป็นเมืองประเทศราชของไทยทั้งหมด วีธีการปกครองในสมัยนั้น ส่วนมากก็ไม่ได้ส่งคนเข้าไปปกครองมีแต่ให้เมืองประเทศราชเหล่านี้ส่งดอกไม้ เงินดอกไม้ทอง 3 ปีต่อครั้งเป็นการสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยานั่นเอง
ด้วยเหตุนี้จึงนับว่าเมืองปัตตานีขึ้นอยู่กับประเทศไทย อยู่ในความดูแลของนครศรีธรรมราช ในฐานะเมืองประเทศราชต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเหมือนประเทศอื่นๆ เช่น เขมร เป็นต้น

มุสลิมในประเทศไทยมี6กลุ่ม

  1. ป็นมุสลิมกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีบรรพบุรุษมาจากชาวมลายูในหนังสือกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยมุสลิมของ อาจารย์เสาวนีย์ จิตต์หมวด ได้กล่าวว่า เนื่องจากชนพื้นเมืองทางตอนใต้ในสมัยก่อนนับถือศาสนาอิสลามอยู่แล้ว ในสมัยสุโขทัย เมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 ก็เกิดการแข็งเมือง ไม่ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ฉะนั้นรัชกาลที่ 1 จึงทรงโปรดให้กรมพระราชวังยกทัพไปปราบพม่า ทางตอนใต้ และเลยไปตีเมืองปัตตานี ทำให้ชาวมุสลิมบางส่วนถูกกวาดต้อนเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ถ้าหากเป็นเชื้อพระวงศ์ของทางปัตตานีก็จะมาอยู่ที่สี่แยกบ้านแขก ส่วนชาวเมืองทั่วไปก็จะอยู่ตามแถบถนนตก บ้านอูฐ ประตูน้ำ สามแยกท่าไข่ หรือถ้ามาไม่ถึงกรุงเทพก็จะไปอยู่แถบจังหวัดเพชรบุรี นครนายก ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ปัจจุบันได้ขยายตัวออกไปอยู่แถบจังหวัดชลบุรีบ้าง ส่วนที่มาเป็นเชลยก็แยกไปอยู่หลายแห่งส่วนใหญ่จะเป็นแถวชานกรุง เช่น ธนบุรี ทุ่งครุ พระประแดง บางคอแหลม มหานาค พระโขนง คลองตัน มีนบุรี หนองจอก และจะมีอยู่แถบอำเภอท่าอิฐ จังหวัดนนทบุรีอีกด้วยวัตถุประสงค์ในการเอาเชลยปัตตานีขึ้นมาด้วยก็เพื่อต้องการเพิ่มพลังพลเมือง? เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การก่อสร้างกรุงเทพยังไม่มีความมั่นคงนัก พลเมืองมีไม่มากพอต่อความต้องการของบ้านเมืองและต้องประสบปัญหาภัยสงคราม อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในสมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น มีการอพยพเชลยชาวปัตตานีถึง 2 ครั้งในปี 2329 และปี 2334 เพื่อต้องการให้กำลังพลเพิ่มขึ้นในเมืองหลวงและให้ปัตตานีนั้นมีกำลังน้อยลง เพื่อไม่ให้ทำสงครามก่อกบฏต่อไทยอีกสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เกิดความไม่สงบอีก ทำให้มุสลิมจากไทรบุรี ปัตตานีถูกกวาดต้อนขึ้นมาบริเวณนครศรีธรรมราช? กรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียงอีกครั้ง ส่วนมุสลิมในคลอง 22 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายกนั้นเป็นมุสลิมจากไทรบุรี เปอร์ลิส กลันตัน ปีนัง และเกดะห์ ตอนแรกมาอยู่กันที่คลองแสนแสบ และแถบมีนบุรีด้วย แต่เมื่อคนที่มาจากเมืองดังกล่าวเสียชีวิตกันหมด เหลือแต่ลูกหลานและไม่คิดที่จะย้อนกลับไปอีก จึงชวนกันไปตั้งหลักแหล่งกันใหม่ ทำให้มุสลิมส่วนหนึ่งจากถนนตกทรายกองดิน มาอยู่ที่คลอง 22 แทน ส่วนหนึ่งก็ไปอยู่ที่คลอง 17 คลอง 20 และคลอง 21 บางส่วนก็ถูกชักชวนไปอยู่ที่อำเภอท่าอิฐบ้าง? ทำให้มุสลิมกระจัดกระจายอยู่บริเวณภาคกลางก็เพราะผลเนื่องมาจากสงครามและการ สู้รบตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั่นเอง
  2. มุสลิมที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวอาหรับเปอร์เซียดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าคนอาหรับเปอร์เซียส่วนมากเดินเรือ ทำมาค้าขาย จนมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทยในกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ ทางตอนใต้ ก็มีการไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่นด้วย เพราะฉะนั้นชาวมุสลิมในทางภาคใต้จึงมีบรรพบุรุษที่มาจากอาหรับเปอร์เซีย ที่มีทั้งนิกายสุหนี่และนิกายชีอะห์ สำหรับนิกายชีอะห์นั้นส่วนหนึ่งเผยแพร่สู่ประเทศไทยโดยชาวอิหร่านที่มาทำการ ค้าขายปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์อยู่จำนวนหนึ่ง ที่มีอยู่มากคือในแถบเจริญพาศน์ กรุงเทพฯ และอิทธิพลอย่างหนึ่งของบรรดาชาวเปอร์เซียที่มาอยู่คือ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ในศิลาจารึกมีบอกว่า มีตลาดประสาน หมายถึงตลาดขายของแห้งนักวิชาการหลายท่านก็เชื่อกันว่ามาจาก “บาซา” หรือตลาดบาซานั่นเอง? เมื่อสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ. 2163 มีเชคอะหมัด ได้เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพาณิชย์ ช่วยปรับปรุงงานราชการด้านกรมท่าขวาและได้เป็นจุฬาราชมนตรี มีหน้าที่เก็บภาษีสินค้าเข้าออก ดูแลเรือและการระหว่างประเทศ ดูแลกิจการงานศาสนาอิสลามในประเทศไทย นับตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรมมาตลอดจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและ รัตนโกสินทร์ เราจะพบว่ามีผู้คนเข้ารับราชการในสมัยนั้นเป็นมุสลิมสายเปอร์เซียทั้งหมด ในสมัยกรุงศรีอยุธยาดังที่กล่าวมาแล้วว่าที่เรียกว่า “แขกเทศ” หรือ “แขกแพ” เพราะพวกเขาชอบสร้างแพตามริมฝั่งแม่น้ำเพื่อทำการค้าขาย เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากแขกแพเป็นนักเดินเรือ ลูกหลานสุลต่านสุไลมาน จึงมีชาติตระกูลดี เพราะได้รับโปรดเกล้าให้รับราชการกันหลายสกุล เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียให้กับชาวพม่า ชาวมุสลิมที่เข้ามาในกรุงเทพฯ ก็ยังใช้แพเป็นที่ค้าขายและใช้มัสยิดบางกอกใหญ่หรือมัสยิดต้นสนเป็นที่ ประกอบศาสนกิจ ปัจจุบันชาวมุสลิมเปอร์เซียกลุ่มนี้ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่แถวมัสยิดผดุงธรรม ซอยกุฎีจีน และเจริญพาศน์แถวฝั่งธนบุรี
  3. คนไทยที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่มาทางนักบุญหรือผู้เผยแพร่ศาสนา และการเข้ามาของบรรดาพ่อค้า ซึ่งเป็นการเผยแพร่ศาสนาอย่างหนึ่ง ส่วนในประเทศไทยนี้พบหลักฐานว่าคนไทยได้ติดต่อสัมผัสกับชาวมุสลิมตั้งแต่ยุคสุโขทัย และช่วงกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา โดยชาวมุสลิมบางคนเป็นถึงขุนนางในราชสำนัก
  4. มุสลิมที่สืบเชื้อสายมาจากจาม หรือเขมร ในอดีตจามมีประเทศเป็นของตัวเอง ปัจจุบันเป็นเผ่าพันธุ์ ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ เมื่อขาดแคลนทหารก็ได้มีทหารอาสามาแทนทหารไทย มาจากจาม กัมพูชาที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกกันว่า “แขกครัว” เพราะอพยพกันมาเป็นครอบครัว สาเหตุที่เข้ามาก็เนื่องจาก ถูกเวียดนามรุกราน เมื่ออาณาจักรจามปาพ่ายแพ้ให้กับเวียดนาม ชาวจามส่วนหนึ่ง ก็หลบออกมาจากประเทศและเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ชาวจามบางคนก็ถูกจับเป็นเชลยด้วย บางคนก็เข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่คลองแสนแสบ ที่เรียกว่า เจริญผล
  5. กลุ่มมุสลิมที่มีเชื้อสายมาจากเอเชียใต้ มีหลักฐานกล่าวว่า สมัยอยุธยามีชาวอินเดียที่เข้ามาค้าขายแล้วเกิดความมั่งคั่ง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการทำสนธิสัญญากับมหาอำนาจต่างๆ มีมุสลิมจากอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน มาตั้งถิ่นฐานในไทยมากขึ้น โดยยึดถืออาชีพค้าขาย เมื่อมาอยู่ในเมืองไทยก็ขอเป็นคนในบังคับต่างชาติ เพื่อจะได้ประกอบอาชีพสะดวกขึ้นเพราะมหาอำนาจได้ทำสนธิสัญญาไว้กับไทย ทำให้คนเหล่านี้ได้ไปตั้งถิ่นฐานในแหล่งสำคัญ อาทิ บางรัก ราชวงศ์ เยาวราช วรจักร สีลม พวกมุสลิมที่มาจากเอเชียใต้เหล่านี้ มักชอบสร้างเรือนในแถบที่มีมุสลิมตั้งบ้านเรือนอยู่แล้ว ที่มีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง อาทิ ในแถบสัมพันธวงศ์ วัดตึก ฝั่งธนบุรี เป็นต้น และบางท่านก็ได้แต่งงานกับหญิงพื้นเมืองด้วย
  6. กลุ่มสุดท้าย เป็นมุสลิมที่มาจากเชื้อสายจีน ชาวจีนได้เข้ามาประเทศไทยทางภาคเหนือที่ติดกับไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชียงราย ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน และที่อื่นๆ และมักจะเรียกมุสลิมเหล่านี้ว่า “มุสลิมจีนฮ่อ” ซึ่งอพยพมาจากจีนทางตอนใต้หรือยูนนาน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง นายพลเจียง ไค เชค ต้องอพยพรัฐบาลของตนไปอยู่เกาะไต้หวันและเมื่อจีนถูกยึดครองโดย เหมาเจ๋อตุง กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปและไม่อนุญาตให้นับถือศาสนาใดเลย มีกองพลที่ 93 ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้เป็นทหารของจีนก๊กมินตั๋ง เป็นมุสลิม ไม่อาจอยู่ในประเทศจีนได้อีกต่อไป จึงย้ายมาตั้งหลักแหล่งอยู่แถวอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทหารจีนจากกองพล 93 ส่วนมากเป็นมุสลิมเช่นเดียวกับจีนฮ่อที่อยู่เมืองไทยมาช้านานแล้ว ก็ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบภาคเหนือ เช่น มุสลิมที่ปาย? แม่ฮ่องสอน มีสถาปัตยกรรมมัสยิดที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ทางภาคใต้ของประเทศไทยเคยค้าขายกับนักเดินเรือช่าวจีน(เจิ้งเหอ)ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ก็มีจำนวนไม่น้อย จะเห็นได้ว่า ชาวไทยมุสลิมชาติพันธุ์ต่างๆในแผ่นดินไทย มีมิติที่กว้างขวางทั้งด้านชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ สังคม อารยธรรม ศิลปวัฒนธรรมและภาษา ชาวมุสลิมก็คือคนไทยส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกับสังคมไทยมาช้านาน มีบูรณาการร่วมกัน ที่เรียกว่า ความเป็นไทยอย่างกลมกลืนจนกระทั่งไม่สามารถแยกความเป็นมุสลิมออกไปได้ในสังคมไทย
http://narater2010.blogspot.com/

อัตลักษณ์มาลายู ไม่ใช่อัตลักษณ์อิสลาม


อัตลักษณ์มาลายู ไม่ใช่อัตลักษณ์อิสลาม


          มีผู้จุดประกายเริ่มต้นจากนักวิชาการของตะวันตก อย่าง แซมมวล ฮันติงตัน ซึ่งเป็นผู้พยากรณ์อนาคต ความขัดแย้งรอบใหม่ของมนุษยชาติในทศวรรษนี้ว่า มันจะเป็นการขัดแย้งหรือปะทะกันของอารยธรรม และเป็นอารยธรรมตะวันตกกับอิสลามหรือขงจื้อ

         ในบรรดาเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ก่อเกิดคำเรียกขาน อิสลาม หรือมุสลิมแบบแยกแยะเป็นประเภทได้อีกหลายคำหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็น มุสลิมหัวรุนแรง มุสลิมสายกลาง หรือมุสลิมสุดโต่ง และที่ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามจะอธิบาย การเคร่งครัดในศาสนาของมุสลิม กลายเป็นความเคร่งตึงทางศาสนา และพลอยจะทำให้ชนต่างศาสนิกรู้สึกอึดอัดที่จะคบหาสมาคมด้วย ทั้งนี้ เป็นเพราะอิสลามในยุคปัจจุบัน ถูกอธิบายด้วยสองคุณลักษณะ

 ประการหนึ่ง คือความพยายามรื้อฟื้นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของประชาชาติอิสลามในอดีต ในฐานะของมหาอำนาจที่เคยครอบครองดินแดนเกือบครึ่งโลกใบนี้


 ประการที่สอง คือความพยายามอธิบายอิสลามในฐานะของลัทธิความเชื่อที่สมบูรณ์ และเหมาะสมสำหรับมนุษยชาติ

          ในประการแรกนั้น เมื่อมุสลิมมองตนเองในฐานะเคยเป็นเสมือนหนึ่งมหาอำนาจ จึงเกิดคำถามต่อคนรุ่นใหม่ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตกต่ำ ซึ่งการอธิบายประเด็นเหล่านี้ก็มีทัศนะหลัก ๆ อยู่ 2 ทัศนะ คือ เกิดจากการทำลายของโลกตะวันตก หรือมหาอำนาจในยุคปัจจุบัน นับเนื่องกันตั้งแต่สงครามครูเสดก็ว่าได้

         ส่วนอีกทัศนะนั้น มองเห็นว่าเป็นเพราะความอ่อนแอของมวลมุสลิมเอง และในความอ่อนแอตรงนี้ก็คือ ความหย่อนยานในทางศาสนานั่นเอง และในความอ่อนแอนี้ ยังถูกอธิบายให้เชื่อมโยงกับความแปลกปลอมของความคิดอิสลามหรือศาสนา คือมีการบิดเบือน มีการปลอมปนของทัศนะอื่นๆ ที่ไม่ใช่อิสลามเข้ามาในหมู่ประชาชาติอิสลามอีกด้วย


          ทัศนะเช่นนี้ยังถูกอธิบายให้มองเห็นภาพ ของขบวนการมุสลิม อีกแนวที่มักเรียกว่า กลุ่มที่ต้องการนำอิสลามไปสู่คุณค่าดั้งเดิมที่บริสุทธิ์เหมือนเช่นสมัยศาสดา ที่มักได้ยินว่า 'อิสลามบริสุทธิ์'

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าจะจำกัดทัศนะเช่นนี้ได้เพียงสองประการ ยังมี กลุ่มที่สาม ที่เชื่อว่า ความตกต่ำของมุสลิมนั้น มีสาเหตุมาจากเหตุผลทั้งสองประการนั้นแหละ คือมีสาเหตุหลักจากทั้งตนเองและศัตรู 


        และเมื่อเป็นเช่นนี้ การขับเคลื่อนสังคมเพื่อการฟื้นฟู จึงมีลักษณะที่แตกต่างกันด้วย ฝ่ายที่เห็นตัวเองเป็นปัญหาหลัก ก็เริ่มจากการแก้ไขตนเอง พยายามแสวงหาคุณค่าของตนเองเพื่อที่จะยืนเทียบเคียงกับผู้อื่นได้

         ส่วนฝ่ายที่มองว่าปัญหาหลักมาจากผู้อื่นหรือศัตรู ก็พยายามแสวงหาแนวทางการต่อสู้ต่อกรกับผู้อื่นหรือศัตรูเป็นหลัก แต่ในเมื่อรู้สึกว่าศัตรู ใหญ่กว่า เข้มแข็งกว่า ก็ต้องอาศัยวิธีการสร้างความเสียหายต่อศัตรูด้วยการไม่เผชิญหน้า ที่เรียกว่า การก่อการร้ายนั่นเอง


        นี่เป็นบทนำที่จะสะท้อนทัศนะการต่อสู้หรือมุมมองในมุมหนึ่งของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น 


        หมายถึงว่า การก่อเกิดขบวนการต่อสู้ ไม่ว่าจะเรียกว่าแบ่งแยกดินแดนหรือเรียกร้องความยุติธรรม หรือจะรวมถึงเรียกร้องสิทธิทวงคืนดินแดนที่เป็นของตนแต่เดิมโดยไม่ได้ขอแบ่งจากใคร และไม่ว่าสาเหตุมันจะมาจากอะไรเป็นหลักเป็นรอง  


        แต่ความสำคัญในวันนี้ คือกระบวนการต่อสู้ต่างหาก กระบวนการที่จะให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ต้องการ หรือที่เรียกว่า 'ธงนำในการต่อสู้' และที่สำคัญที่สุดที่ควรจะพูดถึง คือ 'วิธีการต่อสู้' เพราะการอธิบายเหตุผลทุกอย่างของปัญหา ควรที่จะต้องถูกกำกับด้วยวิธีการด้วยเช่นกัน

       หากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว อิสลามให้ความสำคัญใน 'วิธีการมากกว่าเป้าหมาย' และนอกเหนือจากนี้สังคมไทยหรือฝ่ายความมั่นคง ควรที่จะให้ความสำคัญในการเข้าใจบริบทของสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างน้อยก็มี 2 ประเด็นหลัก คือ

        ประเด็นแรก การเมืองการปกครองในอดีตของสามจังหวัดเป็นอย่างไร

        ประเด็นที่สอง โลกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ประชากรสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูำกอะไรกดทับไว้ มิให้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก แต่ยังคงยึดโยงกับภาพในอดีต และเรียกร้องหาภาพในอดีตให้หวลคืนกลับมา


        ประวัติศาสตร์ ปัตตานี ถูกเลือกหยิบยกมาเฉพาะในช่วงที่ปัตตานีเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเครื่องมือ
 มีความพยายามอธิบายประวัติศาสตร์ ในยุคสมัยนั้น การเกิดขบวนการของเจ้าเมืองปาตานีกับสยาม แต่ไม่เกิดกับรัฐมลายูอื่นกับอังกฤษ และในการบูรณาการดินแดน แต่ไม่บูรณาการชาติ ที่ว่านี้ ยังทำให้เกิดข้อเรียกร้องของฮัจยีสุหลง ซึ่งโดยเนื้อหาที่แท้จริงก็คือ การเรียกร้องการปกครองที่ตนเอง การแยกเป็นรัฐอิสระ หรือการแบ่งแยกดินแดน หรือการตั้งประเทศใหม่ ก็สุดแล้วแต่มุมมอง

         ขบวนการต่อสู้ต่างๆ ก็เริ่มพรั่งพรูออกมา ประชาชนจับกลุ่มคุยกัน เสร็จสรรพจบลงจัดตั้งกันเป็นขบวนการ ถ้าหากลงลึกไปในประวัติศาสตร์ความจริงของสามจังหวัด ไม่ใช่มีเพียง 3 - 4 กลุ่มเท่านั้นที่ประกาศตัว แต่มีมากกว่า 20 กลุ่ม แต่ก็เป็นไปตามสภาพของผู้บริหารองค์กรที่จะนำพาไปได้ไกลแค่ไหน ? จนสุดท้ายหลงเหลือเป็นกลุ่มใหญ่ที่พอมีชื่อเสียงคุ้นหูเพียงไม่กี่กลุ่ม

      ส่วนพัฒนาการของขบวนการต่อสู้ในสามจังหวัดนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว  มันมีประเด็นกระบวนการฟื้นฟูอิสลาม เข้ามาแทรกเป็นกระแสหลักในยุคต่อมา และแทบกล่าวได้ว่า เป็นธงนำสำคัญในการต่อสู้ของวันนี้ก็ว่าได้

        ถ้าประเด็นนี้เองสังคมไทยหรือฝ่ายความมั่นคงไทยยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ หรือยังไม่ประกอบชุดความรู้ในประเด็นนี้เพื่อนำมาศึกษาอย่างแท้จริง ก็พูดได้เลยว่า การแก้ปัญหาในสามจังหวัด ก็ยังอีกห่างไกลที่จะสงบสันติจริงๆ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทั่วไป หรือจะเรียกว่า หลักนิยมก็ได้ที่ว่า สงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด ในเมื่อไม่อยากให้มีการหลั่งเลือด นั่นคือวิธีทางการเมืองจะต้องเป็นธงนำในการแก้ปัญหา

        การเมืองจริงๆ การเมืองการปกครองจริง ๆ คือการให้ข้อเสนอเพื่อหาข้อยุติในทางการเมือง เพื่อค้นคว้าหาคำตอบว่า 



  • "ที่ทำกันมาทั้งหลาย สุดท้ายต้องการอะไร?" 
  •  ใครต้องการ  พวกเองต้องการ  หรือว่าประชาชนต้องการ
  •  แม้ฟังดูแล้วจะตรงๆ ซื่อ ๆ แต่นัยสำคัญที่ฝ่ายรัฐเองจะได้ตระหนักซะทีว่า "ที่ผ่านๆ มาบอกว่าแก้ปัญหานั้นน่ะ แก้ปัญหาของใคร? 
  • เพราะถ้ายังไม่รู้ว่า 'เขา' ต้องการอะไร?"
  • แล้วทีนี้ที่ไปแก้ๆ กัน มันแก้อะไร? 
  • และถ้าจะตอบว่า 'เขา' ต้องการเอกราช ซึ่งให้ไม่ได้ 
  • แล้วเคยบอกหรือเปล่าว่า แล้วให้อะไรได้บ้างล่ะ?


          การเมืองในความหมายทีนี้ คือ การรวมความเข้าใจว่าด้วยการเมืองการปกครองในอดีตปาตานี กับการเข้าใจว่า มีสังคมหนึ่งที่พยายามอ้างการกลับคืนสู่ภาพในอดีต โดยไม่ยอมรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังคงมองอยู่ในมุมของตนเอง  เพราะเข้าได้ถูกปลูกฝังความเข้าใจว่านี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการจัดการปัญหาสังคมของตนเอง ซึ่งบางทีอาจจะไม่อาจเป็นจริงดังที่คิดก็ได้ 


         แต่ในเมื่อยังไม่เคยพบเจอความใฝ่ฝัน 

        ไหนเลยจะหยุดฝันได้ 
        หากไม่นั่งจับเข่าเปิดอกคุยกันไหนเลย 
         จะรู้ว่าลูกเราฝันเห็นอะไรบ้าง? 
         และอยากทำตามความฝันนั้นเพียงใด?

         แต่ถ้าหากนำวิถีมลายูเป็นแนวทาง ย่อมแตกต่างจากวิถีอิสลาม คุณค่าของมลายู แยกออกต่างหากจากอิสลาม และ มลายูอาจก่ออาชญากรรม (ฆ่าผู้บริสุทธ์) ได้ แต่อิสลามไม่อาจกระทำได้

         
ดังนั้น อิสลามจึงควรหันมาพิจารณาวิธีการ หรือเป้าหมาย และต้องตัดสินใจว่า จะยึดถือแนวไหนกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ


อัตลักษณ์มลายู ไม่ใช่อัตลักษณ์อิสลาม


อย่ามั่วครับ ไม่งั้นก็งุมมะงาหรากันไม่จบ 
http://narater2010.blogspot.com/

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้