วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

มารู้จักกับ "ยาอัลปราโซแลม" ระบาดหนักในหมู่โจรฟาตอนี และเยาวชนใต้


                  ยาตัวนี้ มาระบาดใน ภาคใต้ ประมาน 10-11 ก่อน แต่จะเล่นในเพฉาะ ทหารเกณฑ์ไทยพุทธและ มุสลิม ที่ไปเกณฑ์ต่างบ้าน ต่างจังหวัด แล้วกับบ้านมา แล้วได้นำมาขยาย เขาสู่เยาวชน ในช่วงนั้น ไม่มีการ ควรคุม ยาชนิดนี้ และได้มีการเอาออกมา จำหน่ายอย่างเป้นจิงเป็นจัง เพราะราคา ถูก ขายได้กำไร แถมเห็นผล โดยยาชนิดนี้ ในภาคใต้ ระบาดใน นักเรียน มัธยม เร็วมาก ตอนนี้ก็ ยังมีการขาย อยู่ ในทุกกลุ่ม ทุกวัย
           ปัจจุบันมีการใช้ยาอัลปราโซแลม ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไปในทางที่ผิด เช่น นำไปใช้เป็นยานอนหลับอย่างแรงเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ หรือนำไปผสมในสารเสพติด

           ยาอัลปราโซแลม มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ เช่น “ซาแน็กซ์โซแลม” ในทางการแพทย์เราใช้ยาอัลปราโซแลม เพื่อบรรเทาหรือรักษาอาการวิตกกังวลและอาการตื่นตระหนก หรือใช้เป็นยานอนหลับในกรณีที่จำเป็น ที่มีประสิทธิภาพดีในทางรักษา


           สำหรับยาอัลปราโซแลมที่แพทย์ใช้มีอยู่ 3 ขนาด คือ 0.25 มิลลิกรัม 0.5 มิลิกรัม และขนาด 1 มิลลิกรัม โดยมีรูปร่างเม็ดรี สีที่เฉพาะตามขนาด คือสีขาว สีชมพู และสีม่วง ตามลำดับ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกขนาดยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ยานี้ออกฤทธิ์เร็วหลังจากรับประทานไปประมาณ 20 นาที ดาบย่อมมีสองคมเช่นเดียวกันกับยาอัลปราโซแลม พบว่าผู้ที่ใช้ยาอาจมีอาการหลงลืม โดยจะจำเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้หลังจากที่รับประทานยาไป ทำให้เป็นที่มาในการใช้ยานี้เพื่อล่วงละเมิดทางเพศ เพราะเหยื่อจะจำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ฤทธิ์ของยาจะคงอยู่ไม่เกิน 1 วัน และถ้าดื่มน้ำมากๆ ยาก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะจนหมด นอกจากนี้ การใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการติดยาได้ทั้งร่างกายและจิตใจ และหากหยุดยากระทันหันจะเกิดอาการขาดยา มีอาการคลื่นไส้ นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย ซึมเศร้า เป็นโรคจิต หรืออาจถึงกับชักได้

            ปัจจุบัน มีการควบคุมการใช้ยาอัลปราโซแลมอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ยาในทางที่ผิด ซึ่งหากอยู่ในมือของแพทย์ก็จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชีวิตมนุษย์ แต่หากอยู่ในมือของผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากผู้อื่นในทางมิชอบ ก็จะกลายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เช่นกัน เนื่องจากยาอัลปราโซแลม เป็นสารประกอบที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ถ้านำไปผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ผู้ที่ดื่มมีอาการง่วงซึม มึนงง สูญเสียการทรงตัวและสูญเสียความทรงจำ ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มต้องระมัดระวังกันมากขึ้น

ข้อมูลจาก : ผศ.นพ.สุวิทย์ เจริญศักดิ์
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์

ไอเอสทำลายโบราณวัตถุในอิรัก




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่ากลุ่มไอเอสในอิรักเผยแพร่วีดีโอคลิปเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงการทำลายโบราณวัตถุหลายชิ้นภายในพิพิธภัณฑ์เมืองโมซูล ทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มนักรบยังทำลายอนุสาวรีย์โบราณตั้งอยู่บริเวณประตูเนอร์กาล ซึ่งเป็นศิลปะตั้งแต่สมัยอัสซีเรีย และมีอายุเก่าแก่ราวศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช หนึ่งในกลุ่มนักรบกล่าวต่อหน้ากล้องด้วยว่า ต้องทำลายสิ่งของเหล่านี้ ซึ่งเป็น "สิ่งจอมปลอม" ไม่ใช่วัตถุที่สมควรได้รับการสักการะตามหลักศรัทธาทางศาสนา


เพียงไม่นานหลังคลิปดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ออกไป องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มไอเอสอย่างหนัก และยื่นญัตติให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) บรรจุเข้าเป็นวาระเร่งด่วนในที่ประชุมแล้ว เนื่องจากโบราณวัตถุที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมดเป็นของจริงตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย

กลุ่มไอเอสยึดครองเมืองโมซูล เมืองสำคัญทางตอนเหนือของอิรักตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว รายงานบางกระแสระบุด้วยว่า เมืองโมซูลและเมืองอีกหลายแห่งที่อยู่ใกล้เคียง เป็นสถานที่ตั้งของโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์เกือบ 1,800 แห่ง จากทั้งหมดราว 12,000 แห่งในอิรัก และคลิปการทำลายโบราณวัตถุในครั้งนี้ได้รับการเผยแพร่ออกมาไม่นาน หลังกลุ่มไอเอสเผาทำลายหอสมุดในเมืองโมซูล สถานที่เก็บรักษาพระคัมภีร์โบราณกว่า 8,000 เล่ม

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คืนสยองโจรใต้ ฝันร้ายตลอดกาล กับกลุ่มขบวนการตกทรัพย์หลอกใช้ให้ไปตาย...




นับตั้งแต่กลุ่มโจรใต้ก่อตัวมาหลายทศวรรษ ไม่มีคืนใดเลยที่โจรใต้ฝันร้ายมากที่สุดเท่ากับการพากันไปตายหมู่ในฐานนาวิกโยธิน โดยมีจอมโจรมะรอโซ จันทรวดี ผู้ก่อคดีฆ่าเผาทำลายหลายที่หลายศพ ผลที่ตามมาคือ ตายเรียบ 16 ศพ และหนีกระเจิงอย่างทุลักทุเลบาดเจ็บอีกจำนวนไม่น้อย....

ครั้งนั้นเชื่อได้ว่าฟาตอนีขวัญหนีดีฝ่อกันไม่น้อย แต่ด้วยมีขบวนการหนึ่งที่คอยยุยงให้เกิดความหึกเหิมตลอดเวลา คอยให้กำลังใจเมื่อโจรใต้เพลี่ยงพล้ำขึ้นมาใหม่ คอยปั้นเรื่องว่า "การตายของฟาตอนี" คือ การตายของนักรบอันน่ายกย่อง อันเป็นเหตุให้กลุ่มกองโจรฟาตอนีมีกำลังใจขึ้นมา โดยเจ้าฟาตอนีระดับปฏิบัติการนั้นไม่เคยเอะใจเลยแม้แต่น้อยว่า

"กูกำลังถูกหลอก"

เพราะคนตายและถูกจับคือพวกโจรฟาตอนีระดับปฏิบัติการ ส่วนพวกแนวร่วมที่คอยยุแหย่ให้ก่อเหตุ คือพวกหลอกตกทรัพย์จากการตายของพวก "ฟาตอนี"....

คราวนี้มาดูความในใจของนาวิกโยธินในคืนนั้นดู

.....ตอนสามทุ่มยี่สิบ พวกมันคลานศอกเข้ามาข้างหลังฐาน มาส่องดูพวกเราก่อน เพื่อตรวจสอบว่า พวกผมรู้ตัวหรือเปล่า แต่พวกผมใจเย็น เพราะส่องกล้องดู มันมาแค่ 8 คน ก็ปล่อย พวกผมรออย่างใจเย็น แต่ในใจก็คิดว่า เดี๋ยวมันมาแน่ แล้วราวๆตีหนึ่ง นิดๆ เสียงรถปิคอัพ มอเตอร์ไซค์ มา มันย่ามใจมาก กะจะปิดประตูตีแมวเลย เข้ามาทั้งด้านหน้าด้านหลัง

....ผมยอมรับว่า ผมไม่เคยเจอพวกมันแบบนี้ ตอนที่เห็นมันกระโดดลงจากรถ เชื่อมั้ย ในใจผมบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย พวกมันมาจริงๆ พวกมันมีตัวตนจริงๆ มันเป็นคนไทย แต่มันคิดแค้นแบบนี้ แนวคิดแบบนี้ มันจริงโว้ย ขนผมลุกซู่เลย ไม่ใช่กลัว แต่พวกผม พร้อมมานานหลายวัน พร้อมมาก ขนลุกเพราะเศร้าใจว่า ไอ้เงาดำๆที่มันถือปืนกำลังจะวิ่งเข้ามานั่น มันคนไทย แต่กลายเป็นโจรใต้ไปแล้ว ไม่มีใครอยากทำหรอกครับ แต่มันจำเป็น

....เมื่อมันเปิดฉากเข้าโจมตี ยิงเข้าใส่ทุกทาง พวกผมทั้ง นย.และนสร.ก็เต็มที่ครับ เพราะตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่า พวกเราจะต้องเจ็บตาย จะพลาดหรือเปล่า เวลานั้น ไม่ว่าฝ่ายมัน หรือฝ่ายเรา มีหนึ่งชีวิต เท่ากันครับ มีสิทธิ์เจ็บตาย เท่ากัน มีสิทธิ์ที่จะถูกมันจับ มัดมือมันเท้า แบบที่มันเตรียม เชือก ลวดมา พร้อมที่จะถูกมันยิงซ้ำ เมื่อเจ็บ พร้อมที่จะถูกมันเผาทั้งเป็นคาฐาน เพราะมันเตรียมอุปกรณ์วางเพลิงมา ถังแก๊ส กะย่างสดพวกเราทั้งเป็น แต่เพราะพวกผมวางแผน เตรียมตัวรับมาดี มั่นใจว่าเราดูแลฐานและอาวุธปืน ได้ มั่นใจว่า เราจะทำให้ชาวบ้านมั่นใจในทหารมากขึ้น เพราะในเมื่อเขาอุตส่าห์เสี่ยงตาย กระซิบข่าวพวกเราก่อน จนเตรียมตัวได้ เราก็ต้องดูแลพวกเขา แม้ว่าจากนี้ การแก้แค้น จะรออยู่เบื้องหน้าก็ตาม

.....เมื่ออยู่ที่นี่แล้ว พวกผม นย.ก็พร้อมครับ ชีวิตแลกชีวิต หากชีวิตพวกผมจะทำให้ ชายแดนใต้สงบ คนไทยุทธ มุสลิม ผู้บริสุทธิ์ ปลอดภัย พวกผมพร้อม เพราะพวกผมเป็นนาวิกโยธิน พวกผมเป็นทหารเรือ ที่สำคัญ พวกผมเป็นทหารไทย ที่จะไม่ให้ใครมาดูหมิ่นเกียรติศักดิ์ศรี และต้องรักษาฐาน รักษาแผ่นดินไทย ไม่ใช่ปล่อยให้พวกมันทำอะไรก็ได้ ทำให้ชาวบ้านอยู่ในความกลัว ผมเสียใจที่ต้องทำ เสียใจที่พวกนั้นต้องตาย แต่ให้นึกถึงเวลาที่พวกมันทำกับทหารเรา ไม่ว่าจะทบ.หรือ นย.ที่ตายไป สิบคนแล้ว เมื่อเร็วๆนี้

...นี่มันเข้ามาโจมตีฐานเราเอง ท้งเครื่องแบบ ทั้งอาวุธครบมือ พวกผมไม่มีทางเลือกอื่นครับ

... ขอให้เข้าใจพวกผม เถิดครับ ขอแค่ความเข้าใจและกำลังใจ เท่านั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้น ศพที่นอนตายหลังปะทะอาจเป็นพวกผม หรือวันใดวันหนึ่ง ก็อาจเป็นพวกผมอีก"....นาวิกโยธิน 32

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

"อาณาจักรแห่งความกลัว" (The Kingdom of Terror)


             นักวิชาการเพื่อสันติวิธีเคยเล่าให้ฟังว่า ...."จากอดีตถึงปัจจุบัน "อาณาจักรแห่งความกลัว" (The Kingdom of Terror) ถูกสร้างขึ้นยุค "รัฐนิยม" แต่ปัจจุบัน ฉายานี้ได้หายไปแล้ว กลับมีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่คือ การต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบางกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่ภายใต้ กลไกรัฐ บุคคลบางกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ในสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ ฉายาใหม่สำหรับพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ "ดินแดน แห่งผลประโยชน์ และดินแดน แห่งความขัดแย้ง" (The Land of Interest and the Land of Conflict) 

          ความกลัวและความคิดแบ่งแยกดินแดนเริ่มจางหายไปเรื่อย ๆ เพราะเหตุผลทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว  ประชาธิปไตยในบ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น ประตูทางการเมืองได้เปิดกว้าง นักการเมืองมุสลิมได้รับการยอมรับเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ในระดับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง การเปลี่ยนแปลงนี้ เริ่มตั้งแต่ ทศวรรษที่ 90 (พ.ศ.2533) เป็นต้นมา นับตั้งแต่ปี 2533 สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ คือ การต่อสู้นอกระบบ (Underground) ได้ลดลง

           แต่การต่อสู้ภายในระบบ (In-system) เริ่มได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวไทยมุสลิม รวมทั้ง นักการเมืองมุสลิม เพราะระบบรัฐสภาไทยได้เปิดกว้างขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บรรดาขบวนการใต้ดินทั้งหลายจำเป็นจะต้องปรับตัวเอง กับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในเมื่อตัวแทนของพวกเขาสามารถเข้าไปอยู่ในรัฐสภา และสามารถนำปัญหาของพวกเขา ไปสู่เวทีทางการเมืองอย่างเปิดเผย การต่อสู้นอกระบบการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดน ไม่ได้รับตอบสนองจากประชาชนอีกต่อไป บรรดาขบวนการใต้ดินที่หลงเหลืออยู่นั้นเป็นเพียงขบวนการก่อการร้ายธรรมดา ๆ เท่านั้น"

          สิ่งที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐควรกระทำคือ ลดเงื่อนไขและข้ออ้างของคนบางกลุ่ม ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ มักจะยกเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อต่อต้านรัฐว่า  "ดินแดนนี้ เป็นของคน เชื้อชาติไทย เท่านั้น เราคนมลายู ไม่ใช่เจ้าของ แผ่นดินนี้ ฉะนั้น เราต้องต่อสู้ เพื่อได้มาซึ่งรัฐปัตตานี เป็นของเรา" 

นี่คือข้ออ้าง ที่ใช้อยู่ในกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติเสมอมา

เล่นดนตรีมันบาป ฆ่าคนดีกว่า(ได้บุญ)




http://on.fb.me/17VqFpm

             กลุ่มไอเอสเผยแพร่ภาพการเผาทำลายเครื่องดนตรีจำนวนหนึ่งที่ยึดได้ในลิเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งต้องห้ามตามที่ไอเอสระบุไว้ เช่นเดียวกับศิลปะ และวรรณกรรม

            เว็บไซต์ข่าว อินเตอร์เนชันแนล บิสเนส ไทม์ส ประเทศอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ว่า เว็บไซต์เครือข่ายของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส เผยแพร่ภาพปฏิบัติการของกลุ่มในเมืองเดอร์นา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลิเบีย เป็นภาพของชายชุดดำปกคลุมใบหน้ายืนเรียงหน้ากระดาน เบื้องหน้ามีกลองชุด เครื่องเป่าทองเหลือง และเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าลมไม้ที่ยึดมาได้ กำลังลุกไหม้อยู่ในกองเพลิง ซึ่งเป็นไปตามข้อห้ามในกฎเกณฑ์ที่กลุ่มตั้งขึ้น โดยเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กลุ่มไอเอสประกาศบังคับใช้หลักสูตรการศึกษาใหม่ในเมืองโมซูล ทางตอนเหนือของอิรัก โดยกำหนดให้องค์ความรู้ในด้านต่างๆ เป็นสิ่งต้องห้าม ในจำนวนนั้นประกอบไปด้วย ดนตรี ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่น

            ทั้งนี้ ลิเบียตกอยู่ในห้วงของการสู้รบนับตั้งแต่การสิ้นอำนาจของอดีตผู้นำเผด็จการ โมอัมมาร์ กัดดาฟี ในปี 2555 ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นของกลุ่มหัวรุนแรงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล กลุ่มแนวคิดสุดโต่ง กลุ่มสายกลาง รวมถึงกลุ่มเครือข่ายของไอเอสที่เริ่มแทรกซึมเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งในหลายเมืองด้วย โดยการขยายอำนาจของไอเอสในแถบเมดิเตอร์เรเนียนนี้ ได้สร้างความกังวลอย่างมากให้แก่ประเทศโดยรอบ

           นายโมฮัมเหม็ด ไดรี รมว.กระทรวงการต่างประเทศของลิเบีย ได้ยื่นขอเปิดการประชุมวาระฉุกเฉินต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพื่อขอให้มีการยกเลิกข้อห้ามด้านอาวุธ และอนุญาตให้ลิเบียสามารถโจมตีโต้ตอบกลุ่มไอเอสได้ เช่นเดียวกับที่อียิปต์เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศเมื่อไม่นานมานี้ หลังมีการเผยแพร่คลิปฆ่าตัดคอตัวประกันชาวอียิปต์ 21 คน.

ที่มา: http://bit.ly/1wa4mCp

อันกูละเบื่อ เมื่อไหร่มึงไม่เชือกู มึงต้องตาย


ศาลซาอุฯ ตัดสิน “ประหารชีวิต” พลเมืองฐานเลิกนับถืออิสลาม
          ศาลอิสลามในซาอุดีอาระเบียตัดสินประหารชีวิตชายคนหนึ่งฐานละทิ้งความเชื่อในศาสนาอิสลามของตน หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ ซาอุดี กาเซตต์ รายงาน (24 ก.พ.) ชายคนดังกล่าวซึ่งอยู่ในช่วงวัย 20 ปีได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะฉีกทำลายคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม และตีหนังสือเล่มดังกล่าวด้วยรองเท้าข้างหนึ่ง หนังสือพิมพ์เจ้านี้รายงาน

           ซาอุดีอาระเบีย พันธมิตรแถบอาหรับรายสำคัญของสหรัฐฯ และเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาอิสลาม เจริญรอยตามแนวทางของศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่สายวะฮะบีอันเคร่งครัดและให้เหล่านักวิชาการศาสนาเป็นผู้ควบคุมระบบยุติธรรม ภายใต้การตีความกฎหมายชารีอะห์แบบวะฮะบี ผู้เลิกศรัทธาจะมีโทษประหารชีวิต เช่นเดียวกับการกระทำความผิดทางศาสนาอย่างอื่นอย่างการใช้เวทมนตร์คาถา ขณะที่การดูหมิ่นและวิพากษ์วิจารณ์นักวิชาการศาสนาอิสลามอาวุโสมีโทษจำคุกและลงโทษทางร่างกาย

การประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียมักเป็นการตัดคอในที่สาธารณะ
บรรดากลุ่มสิทธินานาชาติระบุว่า ระบบยุติธรรมของซาอุดีอาระเบียขาดความโปร่งใสและกระบวนการที่เหมาะสม โดยจำเลยมักไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานต่างๆ อย่างเช่นตัวแทนทางกฎหมาย และการตัดสินคดีอาจเป็นไปโดยมีกฎเกณฑ์

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ใช้มาตรการต่างๆเพื่อปฏิรูประบบกฎหมายของตน แต่ในขณะเดียวกันก็ปกป้องมันด้วย

เมื่อปีที่แล้ว ศาลในเมืองเจดดาห์ตัดสินให้ ราอิฟ บาดาวี นักเสรีนิยมชาวซาอุรับโทษโบย 1,000 ทีและจำคุก 10 ปีฐานเผยแพร่คำวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองทางศาสนาและการเมืองของราชอาณาจักรแห่งนี้ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในศาสนาอิสลาม

การโบย 50 ทีแรกมีขึ้นในเดือนมกราคม แต่การโบยที่เหลือไม่ได้เกิดขึ้น บรรดาเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคดีนี้อย่างเปิดเผย แต่คนวงในระบุว่าการโบยที่เหลือดูเหมือนว่าจะถูกยกเลิกไปแล้วอย่างเงียบๆ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Permas BRN ไร้อนาคต สิ้นเชิง


 ุ          กระดมมวลชนโดยสร้างจุดเด่นให้แก่กลุ่มโดยเรียกร้องความต้อการเพื่อกำหนดใจตนเองโดยอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.รวมถึงนักศึกษา นักวิชาการ ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมภายใต้ชื่อกลุ่ม Permas หมายถึงกลุ่มสมาพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาและเยาวชนปัตตานี คนทั่วไปต่างรู้ดีว่าเป็นปีกข้างหนึ่งของ BRN ในการเคลื่อนไหวงานการเมืองและมวลชน ทำหน้าที่ปลุกระดมนักเรียนนิสิตนักศึกษาและเยาวชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ปัญหาของภาครัฐโดยใช้วิธี ไบคาร่า ปัตตานี ในการขับเคลื่อนตามเป้าหมายที่วางไว้

          โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษาปัตตานีทั้งในประเทศและต่างประเทศมีนโยบายสำคัญคือ ซาตูปาตานี หรือ 1ปาตานี นัยยะหมายถึงปาตานีเป็นหนึ่งเดียว โดยที่องค์กรฐานของ Permas มี 42 องค์กร ทั้งองค์กรที่เป็นอิสระ และองค์กรที่เป็นสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องเป็นมุสลิมปาตานีเท่านั้น 

         กลุ่มนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน และพูดอยู่เสมอว่าเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สุดท้ายแล้วหนีไม่พ้นการแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรมูลนิธิจากต่างประเทศเพื่อพวกพ้องและกลุ่มครอบครัวตนเอง ด้วยการสร้างผลงานในการทำกิจกรรมกับเวทีเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์แต่ไม่ได้มีอุดมการณ์เพื่อชาวปาตอนี อย่างแท้จริง 

'Permas
สถานการณ์ใน 3 จชต. เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 10ปีที่ผ่านมา เป็รการก่อการร้ายของ BRN โดยใช้ระเบิดขนาดใหญ่และเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่เลือกทั้งไทยพุทธ-มุสลิม ซึ่งเกิดจากอุดมการณ์ของผู้เห็นต่างจากรัฐ พยายามสร้างกระแสในการแบ่งแยกดินแดน ทั้งนี้เพื่อสร้างอำนาจแห่งความหวาดกลัวให้ประชาชนตกอยู่ภายใต้อำนาจเพื่อเป็นข้อต่อรองแห่งรัฐนอกจากนั้นยังมีกลุ่มที่แอบแฝงผลประโยชน์ที่พยายามยกระดับองค์กรขึ้นมาเพื่อใช้ต่อสู้ในเวทีการเมืองเพื่อปลุกระดมมวลชนโดยสร้างจุดเด่นให้แก่กลุ่มโดยเรียกร้องความต้อการเพื่อกำหนดใจตนเองโดยอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.รวมถึงนักศึกษา นักวิชาการ ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมในหน้าที่กลุ่ม Permas หมายถึงกลุ่มสมาพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาและเยาวชนปัตตานี คนทั่วไปต่างรู้ดีว่าเป็นปีกข้างหนึ่งของ BRN ในการเคลื่อนไหวงานการเมืองและมวลชน ทำหน้าที่ปลุกระดมนักเรียนนิสิตนักศึกษาและเยาวชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ปัญหาของภาครัฐโดยใช้วิธี ไบคาร่า ปัตตานี ในการขับเคลื่อนตามเป้าหมายที่วางไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษาปัตตานีทั้งในประเทศและต่างประเทศมีนโยบายสำคัญคือ ซาตูปาตานี หรือ 1ปาตานี นัยยะหมายถึงปาตานีเป็นหนึ่งเดียว องค์กรฐานของ Permas มี 42 องค์กรทั้งองค์กรที่เป็นอิสระและองค์กรที่เป็นสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยจะต้องเป็นมุสลิมปาตานีเท่านั้น กลุ่มนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน และพูดอยู่เสมอว่าเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สุดท้ายแล้วหนีไม่พ้นการแอบแฝงด้วยผลประโยชน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรมูลนิธิจากต่างประเทศเพื่อพวกพ้องและกลุ่มครอบครัวตนเอง ด้วยการสร้างผลงานในการทำกิจกรรมกับเวทีเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์แต่ไม่ได้มีอุดมการณ์เพื่อชาวปาตอนี อย่างแท้จริง กลุ่ม Permas ปัจจุบันมีนาย นายสุไฮมี ดูละสะ เป็นประธานซึ่งรับช่วงต่อจาก นาย อาเต็ฟ โซะโก ที่ถูกเปิดเผยพฤติกรรมชั่วที่แอบแฝงแอบกอบโกยผลประโยชน์โดยใช้องค์กรนักศึกษาบังหน้าทำนองเดียวกันนี้ จนกระทั้งอยู่ไม่ได้ต้องลาออกไปอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังมี นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปัตตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ Lampar นาย แวหะมะ แวกือจิ ผอ.วิทยุ มีเดียสลาตัน นาย อิสมาแอล ฮายีแวจิ ผู้อำการสำนักสื่อ Wartani ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและทำกิจกรรมคู่ขนานสนับสนุนให้กับ Permas ให้เป็นทิศทางเดียวกันและเป็นผู้บรรยายในเวที ไบคาล่า ปาตานี และเงินทุนสนับสนุน Permas จะได้รับการสนับสนุนในรูปแบบการยื่นจัดโครงการต่างๆผ่าน องค์กรมูลนิธิต่างประเทศ เงินก้อนโตที่ได้มานั้นกลุ่มนักศึกษาหรือสมาชิกของกลุ่ม Permas ไม่เคยรู้เลยว่าเอาไปทำไรบ้าง ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้นำเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตหรูหราเดินทางไปประเทศต่างๆ มีบ้านใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์ มีรถยนต์ทันสมัย มีเงินใช้อย่างฟุ่มเฟือย ในขณะที่แนวร่วมอุดมการณ์รากหญ้ามีชีวิตที่แล้นแค้น แถมต้องปันรายได้ส่วนหนึ่งให้กับองค์กรซึ่งมองไม่เห็นอนาคตของตนเองเลย'


         กลุ่ม Permas ปัจจุบันมีนาย นายสุไฮมี ดูละสะ เป็นประธานซึ่งรับช่วงต่อจาก นาย อาเต็ฟ โซะโก ที่ถูกเปิดเผยพฤติกรรมชั่วที่แอบแฝงแอบกอบโกยผลประโยชน์โดยใช้องค์กรนักศึกษาบังหน้าทำนองเดียวกันนี้ จนกระทั้งอยู่ไม่ได้ต้องลาออกไปอยู่เบื้องหลัง 


         นอกจากนี้ยังมี นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปัตตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ Lampar นาย แวหะมะ แวกือจิ ผอ.วิทยุ มีเดียสลาตัน นาย อิสมาแอล ฮายีแวจิ ผู้อำการสำนักสื่อ Wartani ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและทำกิจกรรมคู่ขนานสนับสนุนให้กับ Permas ให้เป็นทิศทางเดียวกันและเป็นผู้บรรยายในเวที ไบคาล่า ปาตานี และเงินทุนสนับสนุน Permas จะได้รับการสนับสนุนในรูปแบบการยื่นจัดโครงการต่างๆผ่าน องค์กรมูลนิธิต่างประเทศ 

          เงินก้อนโตที่ได้มานั้นกลุ่มนักศึกษาหรือสมาชิกของกลุ่ม Permas ไม่เคยรู้เลยว่าเอาไปทำไรบ้าง ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้นำเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตหรูหราเดินทางไปประเทศต่างๆ มีบ้านใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์ มีรถยนต์ทันสมัย มีเงินใช้อย่างฟุ่มเฟือย ในขณะที่แนวร่วมอุดมการณ์รากหญ้ามีชีวิตที่แล้นแค้น แถมต้องปันรายได้ส่วนหนึ่งให้กับองค์กรซึ่งมองไม่เห็นอนาคตของตนเองเลย

เรื่องที่แอบแฝงเฝ้าคอยทำลายโอกาสสร้างสันติสุข...



             เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมตรวจค้นสถาบันศึกษาปอเนานัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ หมู่ที่ 5 บ้านอาโห ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 19 ก.พ.58 เจ้าหน้าที่ ฉก.ทพ.22 ได้นำบาบอไปส่งต่อศูนย์ซักถามของ ฉก.ทพ.41 ค่ายวังพญา อ.รามัน จ.ยะลา ขณะมาถึงบ้านจาเราะบองอ ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง เวลา 20.20 นาฬิกา ได้มีเด็กชาย อิรฟาน ดอเลาะ อายุ 4 ปี วิ่งผ่านตัดหน้ารถในระยะ 2 เมตร เพื่อข้ามถนนไปหามารดา ทำให้เกิดอุบัติเหตุชนเด็กอาการสาหัส และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลทุ่งยางแดงในเวลาต่อมา และได้มีการบิดเบือนข่าวสารขึ้นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เรามาชมความจริงที่จะต้องเปิดเผยกันครับ

ลอบฆ่า ‘ครอบครัวมะมัน’ มหากาพย์ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธ



โดย ‘อิมรอน’
http://pulony.blogspot.com/2015/02/blog-post_89.html?spref=fb

            เหตุการณ์คนร้ายบุกเข้ายิงนายเจ๊ะมุ มะมัน พร้อมครอบครัวขณะกลับจากมัสยิดทำให้ลูกชายเสียชีวิต 3 คน คือ ด.ช.อิลยาส มะมัน อายุ 6 ปี, ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.มูยาเฮด มะมัน อายุ 11 ปี ต้องสังเวยชีวิตให้กับคมกระสุน เมื่อค่ำคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 ทำให้เกิดการประณามที่พุ่งเป้าความสงสัยมายังเจ้าหน้าที่พร้อมเรียกร้องให้นำคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว

           ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ครบรอบหนึ่งเดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 2 ราย คือ อส.ทพ.มะมิง บินมามะ อายุ22 ปี และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ อายุ 25 ปี บุคคลทั้งสองสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 โดยเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มี.ค.57 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทำไปเพื่อเป็นการล้างแค้นจากเรื่องส่วนตัว (เนื่องจากปักใจเชื่อว่านายเจ๊ะมุฯ เป็นผู้ลงมือฆ่าพี่ชายของตนเองเสียชีวิต และพี่สะใภ้ขณะกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน) และยังให้การต่อไปอีกว่าการกระทำในครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐที่ตนเองสังกัดเป็นทหารพรานอยู่

           ภายหลังถูกจับกุมทหารพรานทั้งสองถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็น“อดีตทหารพราน”และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาสตลอดมา จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.58 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุมศาลจึงมีคำพิพากษา“ยกฟ้อง”

          เหตุผลที่ศาลยกฟ้อง คือ “ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ แมยู ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้”

         นั่นคือกระบวนการยุติธรรมในการนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษ แต่เป็นเพราะมูลเหตุศาลมีอันต้องยกฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองสืบเนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานถึงแม้ผู้ต้องหาจะให้คำรับสารภาพก็ตามที และด้วยเหตุนี้เองได้ส่งแรงกระเพื่อมขึ้นระลอกใหม่ของกลุ่มองค์กรแนวร่วม โดยมีกลุ่มนักศึกษา PerMAS เป็นตัวตั้งตัวตีมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันเชิงสัญลักษณ์ “วันมนุษยธรรมปาตานี”

อดีตสองทหารพรานฆ่า 3 ศพ ‘ครอบครัวมะมัน’ มหากาพย์ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธในเวลาต่อมา

            กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวแอบอ้างสร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสั่งสมาชิกแนวร่วมฆ่าแล้วจุดไฟเผาชาวไทยพุทธ ยิงพระและประชาชนที่มารอตักบาตรในยามเช้า แล้วมีการวางใบปลิวเป็นการแก้แค้นให้กับครอบครัวเจ๊ะมุฯ รวม 6 ชีวิตต้องสังเวยกับความชั่วร้ายของโจรใต้ฟาตอนีในครั้งนั้น ผู้เขียนขอรื้อฟื้นความทรงจำให้กับผู้อ่านถึงแม้จะหดหู่ใจต่อการกระทำดังกล่าวแต่เพื่อเป็นข้อมูลย้ำเตือนช่วยกันตัดสินว่าการที่กลุ่ม PerMASออกมาประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น ‘วันมนุษยธรรมปาตานี’ มันสมควรแล้วหรือ?
            ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.57 ถัดจากวันเกิดเหตุกับครอบครัวมะมันได้หกวัน นางเบญจพร เกื้อทุ่ง ซึ่งมีสามีเป็นตำรวจถูกคนร้ายลอบยิงและจุดไฟเผากลางตลาดนัด เหตุเกิดในพื้นที่ ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี คนร้ายทิ้งข้อความไว้ว่า “นี่คือรางวัลของ 3 พี่น้องที่พวกมึงฆ่าและพวกกูจะฆ่าพวกมึงต่อไป ตราบใดที่พวกมึงยังอยู่ในแผ่นดินกู”

          อีกวันวันต่อมา นางสาวศยามล แซ่ลิ้ม พนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขาปัตตานี ถูกดักยิงบนถนนสายหลักในอำเภอเดียวกัน ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อกลับบ้าน ร่างของเธอถูกเผาพร้อมกับมีใบปลิวทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า “ถึง ผบ.ทบ.นี่ไม่ใช่ศพสุดท้ายสำหรับ 3 พี่น้อง”


        และที่หนักที่สุดคือเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้กราดยิงชาวไทยพุทธขณะกำลังตักบาตร ส่งผลให้พระสงฆ์มรณภาพทันที และมีประชาชนเสียชีวิตรวม 4 รายด้วยกัน และได้รับบาดเจ็บจำนวน 8 ราย เหตุเกิดในพื้นที่สามแยกบ้านใหม่ ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี จากเหตุดังกล่าวได้สร้างความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ - มุสลิม และระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่อีกทั้งยังมีการปล่อยใบปลิวพร้อมข่าวลือที่เตือนให้คนมุสลิมระวังเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมจะทำร้ายคนมุสลิมกระจายไปทั่ว ทำให้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความหวาดระแวงปกคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนั้น

         การกราดยิงพระและพุทธศาสนิกชนที่มาตักบาตรจนกระทั่งมีการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหลายรายลักษณะการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกับสองเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีหลักฐานชี้ชัดว่าได้มีการราดน้ำมันเตรียมจุดไฟเผาพระสงฆ์และชาวบ้านที่เสียชีวิตเช่นกัน แต่ถูกยิงตอบโต้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงต้องถอยหนีไปก่อน การฆาตกรรมในลักษณะนี้จึงมิได้เป็นเพียงการหมายเอาชีวิต แต่ต้องการสร้างให้เกิดความสะพรึงกลัวอีกด้วย

        การปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อเหตุในการสร้างความแตกแยกและโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ น่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่นำมาใช้ได้ผลแทบทุกครั้ง เช่นเดียวกับเหตุการณ์ยิงครอบครัวนายเจ๊ะมุฯ ซึ่งขบวนการแนวร่วมได้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป้าหมายเป็นคนมุสลิม และคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธสงครามอีกทั้งการก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมราวกับต้องการฆ่าล้างครอบครัวซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก

          ย้อนรอยอดีตเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเห็นว่ามีหลายๆ ครั้งด้วยกันที่การก่อเหตุมีลักษณะโหดเหี้ยมเช่นนี้ โดยในระยะเริ่มแรกจะพบเห็นบ่อยมากที่สุด คือการฆ่าเชือดคอ หรือฆ่าแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา และที่น่าสลดใจมากที่สุดคือเหตุการณ์ที่วัดพรหมประสิทธิ์ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้มีพระมรณภาพ 1 รูป พร้อมเด็กวัด 2 คนเสียชีวิต และอีกหลายๆ หลายเหตุการณ์ ซึ่งล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มก่อเหตุรุนแรงอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย เพราะคนร้ายทิ้งใบปลิวระบุการกระทำเกือบทุกครั้ง ซึ่งต่อมาได้รับการเปิดเผยจากผู้ที่อยู่ในขบวนและออกมารายงานตัวต่อทางการว่า “ความโหดเหี้ยมคือแผนการที่ต้องการสร้างให้เกิดความหวาดกลัว และกดดันให้ประชาชนอยู่ภายใต้อำนาจ และต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน จึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกเป้าหมายไม่ว่าไทยพุทธและมุสลิม” นอกจากนี้ผู้ลงมือปฏิบัติเองก็ไม่อาจละเว้นเมื่อเป็นคำสั่งเพราะคนเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้กฎของการซุมเปาะห์ ในการเข้าร่วมกับขบวนการ

          นอกจากกฎของการซุมเปาะห์แล้ว ผู้ที่ออกมารายงานตัวยังได้เปิดเผยอีกว่า ผู้ก่อเหตุหรือที่ว่า  “นักรบญิฮาด” ยังได้รับการบ่มเพาะอุดมการณ์ปลูกฝังความรู้ที่ผิดๆ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และ นำเรื่องการ “ญิฮาด” มาแปลความหมายว่าเป็นการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหมายรวมถึงการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งข้าราชการทั้งไทยพุทธและมุสลิมที่เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ทรยศ เรื่องนี้สอดคล้องกับเอกสารการปลุกระดม “เบอร์ญิฮาดดิปัตตานี” หรือการ “การต่อสู้ในทางศาสนาที่ปัตตานี” ที่ค้นพบจากตัวผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิตในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะเมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นเอกสารการปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ โดยนำหลักศาสนามาบิดเบือน แก้ไข เพิ่มเติมข้อความเพื่อให้เกิดการก่อเหตุที่รุนแรง โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม แม้กระทั่งบิดามารดา เอกสารฉบับนี้ยังระบุว่าสามารถฆ่าได้ ดังข้อความที่ปรากฏในวรรคหนึ่งมีใจความสรุปได้ว่า “อย่าได้เอาบิดามารดามาเป็นผู้นำ ถ้าเขาหันเหออกจากความศรัทธา เพราะการเป็นบิดามารดาเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น แต่ในนามธรรมนั้นผู้ที่หันเหและทรยศนั้นไม่ได้เป็นคนของกลุ่มเราอีกต่อไป ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของผู้ศรัทธาคือผู้ทรยศ และจงฆ่าพวกเขาเสีย

         นี่คือคำตอบว่าทำไมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงได้กระทำการอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ นับเป็นการบิดเบือนที่อันตรายต่อสังคม และเป็นการทำลายศาสนาอย่างไม่น่าให้อภัย แม้ว่าสำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จในเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่กลุ่มก่อเหตุยังคงนำมาใช้ ซึ่งก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดร้าย อย่างไม่คาดคิดเช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่ตกเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ ถูกเจ้าหน้าที่กดดันจากการติดตามจับกุมอย่างหนัก อย่างเช่นการยึดเทือกเขาบูโด ซึ่งทำให้กลุ่มก่อเหตุไม่สามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนต่อไปได้อีก และกรณีการขยายผลปิดล้อมเทือกเขาตะเว ค้นพบค่ายพักและที่ซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากทำให้กลุ่มก่อเหตุต้องเสียฐานที่มั่นแหล่งสำคัญๆ เกือบจนหมดสิ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนที่หลบซ่อนตัวเข้ามาอยู่ปะปนกับประชาชนในหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง

          สิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวอีกประการหนึ่งคือ ใบปลิวที่มีข้อความเตือนคนมุสลิมให้ระวังจากเจ้าหน้าที่ ที่มีพฤติกรรมจะทำร้ายมุสลิม ซึ่งระบุในตอนท้ายว่าพร้อมที่ช่วยเหลือปกป้องคนมุสลิมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อที่กลุ่มก่อเหตุที่สูญเสียฐานที่มั่นจากเทือกเขา จะได้กลับเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านเป็นที่หลบซ่อนตัว โดยประชาชนที่หลงเชื่อข่าวลือคอยอำนวยความสะดวกและให้ที่หลบซ่อน และยังสอดคล้องกับความพยายามในการก่อเหตุที่รุนแรงเพื่อโหมไฟแห่งความแตกแยก ความหวาดระแวง อันเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อกลุ่มขบวนการในการใช้โล่ประชาชนเป็นที่กำบังในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

       …นี่คือจุดยืนของ “นักรบฟาตอนี” ที่กลุ่มขบวนการยกย่องนักหนาแต่เอาเข้าจริงๆ“เป็นแค่นักรบขี้ขลาดตาขาว ใช้ยาเสพติดในการย้อมใจตนเองในการก่อเหตุ คอยแว้งกัดทีเผลอต่อเจ้าหน้าที่ ไม่กล้าสู้ซึ่งๆ หน้า.....”

-------------------------------

ภาพที่เกิดขึ้นจริง! ประชาชนมีสิทธิ์รับรู้หรือไม่..!??

ฟหกดฟหกดฟหดหกด

ภาพที่เกิดขึ้นจริง! ประชาชนมีสิทธิ์รับรู้หรือไม่..!??

คำตอบนั้นก็คงมีอยู่ในใจของแต่ละท่านอยู่แล้ว...นาๆ จิตตัง...

แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมเวลาโจรตายพวก NGOs ก็ดิ้นพร่านเรียกร้องจัดสัมนาโน่นนี่ให้...แย่ไปกว่านั้นคือโจรใต้ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษอย่างง่ายดาย และทำไมเราถึงปล่อยให้พวก NGOs(โจร) พวกนี้เรียกร้อง และสร้างเงื่อนไขในการต่อรองกับรัฐได้...


ทำไมเวลาประชาชนผู้บริสุทธิ์ลูกเด็กเล็กแดงตกเป็นเหยื่อโจรใต้พวกคุณ (NGOs) หดหัวอยู่ไหน...

The truth เชื่อว่าหากประชาชนเห็นถึงความโหดร้ายของโจรใต้ เหตุการณ์ที่โจรใต้กลายเป็นวีรบุรุษนั้นคงยากที่จะเกิดขึ้น...

และสิ่งที่อยากถามกลุ่มนักวิชาการ นักการเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง คือ...

....ท่านมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสียชีวิตแล้วชีวิตเล่ามากน้อยแค่ไหน
...ท่านเคยสัมผัสความกลัวของประชาชนที่ทุกครั้งต้องออกไปทำกิจธุระหรือไม่
...ท่านเคยตั้งอยู่ความระแวงระหว่างพี่น้องต่างศาสน์หรือเปล่า
...ท่านเคยตื่นมาพร้อมกับความกังวลใจว่าเหตุการณ์วันนี้ใครจะเป็นเหยื่อ หรืออาจจะเป็นตนหรือไม่?...
ท่านเคยทราบถึงความรู้สึกเหล่านี้ของประชาชนในพื้นที่หรือเปล่า..??

           ท่านผู้ใหญ่โปรดอย่ามองเห็นปัญหาเป็นเรื่องเล็ก เพราะหากท่านเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กประชาชนจะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่... และเมื่อไหร่ที่ประชาชนทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาเรื่องเล็กอาจทำให้ท่านกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้...

พลังนักศึกษากลุ่ม Permas ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์


            กรณี เพจเฟสบุ๊ค Patani Peace สันติภาพปาตานี ได้ลงบทความ เรื่อง 9 คำถามต่อ"เปอร์มัส" กับคำตอบเรื่องเอกราช - ปกครองตนเอง บทความนี้จะเห็นได้ว่า กลุ่มPermas พยายามที่จะออกสื่อให้ทุกคนรับรู้ว่ากลุ่มตัวเองเป็นตัวแทนปากเสียงของชาวบ้าน ทำเพื่อประชาชนปาตานี 
แต่จริงๆ แล้วเป็นเทคนิคการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่งในการแย่งชิงมวลชนของกลุ่มฯ ในดินแดนปลายด้ามขวาน!

         ประชาชนในพื้นที่ทราบดีว่า Permas "เปอร์มัส" เป็นองค์กรนักศึกษาที่ทางขบวนการบีอาร์เอ็น ใช้เป็นปีกการเมือง เพื่อให้ออกมาเคลื่อนไหว รณรงค์ ปลุกกระแสความรักชาติปาตานี ชี้นำให้มีการลงประชามติเพื่อกำหนดใจตนเอง แยกตัวเป็นอิสระนำไปสู่เอกราช ถือว่าเบื้องหลังของ Permas ทั้งกลุ่มที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนล้วนเป็นพี่เลี้ยงที่อยู่ในขบวนการฯ โดยมีทีมวิชาการปฏิวัติชี้นำอยู่ เรียกว่า กลุ่ม PRC (Pattani Revolotion Research Center) เห็นได้จากการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่จะดึงมวลชนมลายูเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะกิจกรรมเปิดเวที "บีชารา ปาตานี" (Bicara Patani) ขึ้นหลังจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเปิดตัวพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น


        "เวทีบีจารอ" เป็นเวทีสร้างกระแส ปลุกระดม ยุยง ให้ชาวบ้านพูดถึงทางออกของปาตานี (โดยนัยหมายถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)ได้ทุกมิติ แม้กระทั่งการแยกตัวเป็นเอกราช เขตปกครองตนเอง เขตปกครองพิเศษ หรือการลงประชามติเพื่อกำหนดใจตนเอง

          ที่ผ่านมาทางกลุ่ม Permas มีความพยายามบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาล ทั้งๆ ที่รัฐบาลมาดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ไม่ได้มากดขี่ข่มเหง ไม่ได้มาทำลายสิทธิของความเป็นอัตลักษณ์มลายูมุสลิม ไม่เคยคิดจะทำสงครามกับใคร แต่กลุ่มเหล่านี้ได้กล่าวหาใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งเปิดเผยและที่ลับอย่างต่อเนื่อง โดยการแฉประวัติด้านลบและพฤติกรรม ผ่านทางเพจเฟซบุ๊คไม่ระบุตัวตน หรือที่เรียกว่า "เพจผี" ซึ่งการกล่าวหา ใส่ร้าย เป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม

อัลลอฮฺตรัสไว้ ความว่า "ความหายนะจงประสบแด่ผู้นินทาและผู้ใส่ร้ายผู้อื่นทุกๆคน"
{อัลฮุมะซะฮฺ : 1} อัลฮะดีษ รายงานจากท่านมู่อาวิยะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า : แท้จริงหากท่านเสาะหาข้อบกพร่องของผู้คน ดังนั้นก็เท่ากับท่านได้ทำลายพวกเขาแล้ว หรือท่านเกือบทำลายพวกเขา{บันทึกโดย อบูดาวูด}

อธิบายฮะดีษ : การเสาะหาข้อบกพร่องของผู้คน ก่อให้เกิดความเกลียดชัง การเป็นศัตรูกันและกัน และความไม่ดีต่าง ๆ มากมาย เป็นไปได้ว่าการเสาะหาข้อบกพร่องของผู้คนและการเผยแพร่สิ่งนั้นมันจะทำให้เกิดความกล้าในการทำบาปต่างๆ แก่คนเหล่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่จะเพิ่มความเสียหายขึ้นไปอีก {บัซลุ้ลมัจฮูด}

         จากอัลกุรอานและฮะดีษนี้แล้ว ทำให้ทุกคนได้กระจ่างและตาสว่าง เพราะได้รู้ถึงพฤติกรรมอันชั่วร้ายของกลุ่มนักศึกษา Permas ซี่งไม่ใช่พลังบริสุทธิ์แต่อย่างใด แต่เป็นพลังที่ถูกครอบงำ กดทับ ไม่เสรีทางความคิด  การดำเนินกิจกรรมออกนอกกรอบของหลักการอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะมีการพยายามใส่ร้าย ปลุกปั่น ยุยง ก่อให้เกิดความเกลียดชังให้มนุษย์เป็นศัตรูกัน ฉะนั้นขอให้ประชาชนชาวมลายูอย่าได้ให้ความร่วมมือกับกลุ่มเหล่านี้ เพราะจะนำพาให้เราสร้างบาปไปตลอดชีวิต (ขอให้อัลลอฮฺห่างไกลด้วยเถิด)

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สงครามความรู้สึก แนวรบนี้ต้องเท่าทันโจรใต้...


             เกิดมานานจนเกิดการสะสมทับถมของปัญหาที่ซับซ้อน เป็นความเกี่ยวโยงกันจนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะแก้ปัญหา คือเรื่องของคน ผมเชื่อมั่นว่าบางครั้งเราอาจชนะได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ถ้าเข้าใจงานปฏิบัติการข่าวสารอย่างลึกซึ้ง แท้จริง“ ...นี่เป็นบางส่วนจากคำนิยม ที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ระบุไว้ในหนังสือ “IOs หลากทรรศนะ 10 เรื่องเด่น การปฏิบัติการ

          ข่าวสาร” จัดพิมพ์โดยโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ซึ่งชี้ความสำคัญ “ปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation : IO)” ยึดโยงกับ ปัญหาไฟใต้

            หนังสือเล่มนี้รวบรวมทรรศนะ สะท้อนข้อคิดเห็น ของบุคคลหลายอาชีพ ที่มีต่องานปฏิบัติการข่าวสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการพัฒนาองค์ความรู้การก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบ สำหรับผู้บริหาร หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “เครือข่าย พรส.” โดยมี พ.อ.บุญรอด ศรีสมบัติ อาจารย์อำนวยการส่วนวิชาการปฏิบัติการพิเศษ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เป็นบรรณาธิการหนังสือ ซึ่ง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็ได้เคยคัดย่อบางส่วนจากบทความ “สงครามชิงมวลชนบนความโรแมนติก” ที่เขียนโดย ดร.พิสิฐ เหตระกูล มานำเสนอไปแล้ว  ยิ่งมองสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งน่าพิจารณา

             ในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ เป็นเนื้อหาเชิงวิชาการด้านปฏิบัติการข่าวสาร เกี่ยวกับสถานการณ์ไฟใต้ และอาจสะท้อนถึงสถานการณ์อื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ ในบทความ “IO สมรภูมิสงครามความรู้สึก” โดย พ.อ.บุญรอด ก็ได้สะท้อนถึงความสำคัญของปฏิบัติการข่าวสาร กับสมรภูมิรบรูปแบบใหม่ ในชื่อ ’สงครามความรู้สึก“ โดยยกเหตุการณ์ 9/11 หรือกรณีเหตุระเบิดในการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ฉายภาพส่วนขยายสงครามความรู้สึก

        ’ไม่มีใครปฏิเสธว่า สงครามการก่อการร้าย และสงครามก่อความไม่สงบทั่วโลก ในปัจจุบัน เป็นสงครามที่สร้างกระแสความรู้สึกได้อย่างชัดเจน“ ...เป็นภาพสะท้อนที่ พ.อ.บุญรอด ระบุไว้

         ทำไมต้องเป็นสงครามความรู้สึก? .

         พ.อ.บุญรอด ระบุว่า ทุกสงครามย่อมมีวิวัฒนาการในตัวของตัวเอง หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น สงครามรูปแบบใหม่ได้ก่อตัวขึ้น เรียกว่าสงครามก่อการร้าย ซึ่งยึดเกาะกับความคิดความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะการบิดเบือนหลักศาสนามาใช้กล่าวอ้าง เปลี่ยนย้ายแนวคิดการทำสงครามจากลัทธิการเมืองมาเป็นความเชื่อความศรัทธา และนำ “ความรู้สึก” มา “ใช้เป็นพลังขับเคลื่อน”

           ยิ่งเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญ คนในสังคมจึงมีปฏิสัมพันธ์ที่รวดเร็ว กว้างขวาง และลงลึกในโลกสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นฝ่ายต่อต้านรัฐจึงใช้ช่องทางนี้แสวงหาแนวร่วม ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึก แรงจูงใจ ความคับแค้นใจ ผ่านช่องทางนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการ ’สร้างความรู้สึกร่วม“ โดยที่มีโซเชียลมีเดีย เป็นตัวเร่งสำคัญ เพื่อเปิดแนวรบ

        “สงครามความรู้สึก” บนโลกสังคมออนไลน์ “เพราะท้ายที่สุดเมื่อฝ่ายใดสามารถปฏิบัติการจนสามารถครอบครองพื้นที่ความรู้สึกได้มากกว่า ย่อมชนะบนแนวรบนี้” ...เป็นบทวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความ “IO สมรภูมิสงครามความรู้สึก”

         ทั้งนี้ ปฏิบัติการข่าวสารหากทำได้ถูกต้องย่อม มีอำนาจไม่ต่างจากอาวุธ!! ซึ่งถามว่า งานปฏิบัติการข่าวสารคืออะไร? ...ในบทความอธิบายไว้ว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO มีองค์ประกอบ 5 กิจกรรมหลัก 5 กิจกรรมสนับสนุน และ 2 กิจกรรมเสริม กล่าวคือ... กิจกรรมหลัก รักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติการลวงทางทหาร ปฏิบัติการจิตวิทยา สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิบัติการเครือข่ายคอมพิวเตอร์, กิจกรรมสนับสนุน ทำลายทางกายภาพ ต่อต้านข่าวกรอง ต่อต้านการลวง ต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อ รักษาความปลอดภัย และ กิจกรรมเสริม ประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติกิจการพลเรือน ซึ่ง ทุกกิจกรรมล้วนแต่ส่งผลต่อความรู้สึกทั้งสิ้น!!

          และยกตัวอย่าง กรณีการโจมตีฐานนาวิกโยธิน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ที่ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 16 ศพ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่มีการสูญเสียเลย กรณีนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินกิจกรรมรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติการ มีการลวงทางทหารโดยเคลื่อนย้ายชุดรบพิเศษทำลายใต้น้ำเข้าเสริมกำลังในเวลากลางคืน รวมถึงทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ลวงด้วยการรักษาระดับการติดต่อสื่อสารไว้ในสภาพปกติ ไม่ให้ผิดสังเกต จนสามารถปฏิบัติการได้ 100% ไม่มีความสูญเสียในฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ ทว่าก็กลับมีจุดอ่อนด้านการปฏิบัติการข่าวสาร เพราะกลุ่มก่อเหตุนำเหตุการณ์ไปพลิกสถานการณ์ ด้วยการขยายผลจากการให้สัมภาษณ์ของแม่ผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิต เผยแพร่พิธีฝังศพผ่านสังคมออนไลน์อย่างยูทูบ ใช้เสียงเพลงปลุกใจประกอบ สร้างความฮึกเหิม จนมีการเผยแพร่ไปทั่วโลก

           “สมรภูมิความรู้สึก เป็นอีกแนวรบสำคัญ ที่นักปฏิบัติการทางทหารพลาดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นชัยชนะระดับยุทธวิธีจะสูญเปล่า ซึ่งชัยชนะการรบครั้งสุดท้าย ไม่อาจยืนยันว่าจะหมายถึงชัยชนะในสงครามครั้งต่อไป ซึ่งกลไกที่สำคัญคือต้องมีปฏิบัติการข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน และมีประสิทธิภาพ” ...เป็นบทสรุปในบทความ

ไขปริศนา! PLAโยงป่วนใต้...ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?



ไขปริศนาภาพ'นักรบนิรนาม'ว่อนไลน์ กองกำลังPLAโยงป่วนใต้...ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?

          ช่วงไม่นานานี้ มีภาพ "นักรบจากชายแดนใต้" ว่อนอยู่ในโซเชียลมีเดีย ทั้งระบบไลน์และเว็บไซต์เฟซบุ๊ก นักรบที่ว่านี้ไม่ใช่ทหารหรือทหารพราน แต่เป็นกลุ่มคนที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็น "กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง" หรือ ผกร. ซึ่งดูจากภาพแล้วคล้ายคลึงกับกลุ่มก่อการร้ายในต่างประเทศอย่างมาก

            ภาพดังกล่าวมีหลายภาพ อาจเรียกได้ว่า เป็น “ภาพชุด” ถูกเผยแพร่ในระบบสื่อสารทางแอพพลิเคชั่น “ไลน์” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ได้จากโทรศัพท์มือถือของกลุ่มติดอาวุธที่ถูกวิสามัญฆาตกรรม 3 ศพ ในเหตุการณ์ปะทะกับทหารและตำรวจที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

           ภาพชุดนี้มีภาพที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ 2 ภาพ คือ 
  • 1.ภาพชายฉกรรจ์ 5 คนสวมชุดทะมัดทะแมง โพกผ้าปิดบังใบหน้า กำลังนั่งคล้ายประชุมหารือกันอยู่บนโขดหิน กับ 
  • 2.ภาพชายฉกรรจ์แต่งกายชุดลำลองหลายคน แต่มีอาวุธครบมือ กำลังนั่งคล้ายฟังบรรยายจากผู้บรรยาย โดยด้านหลังมีการแขวนป้ายคล้ายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม พร้อมข้อความบางอย่าง ฉากหลังเป็นป่าโปร่งคล้ายในภาคใต้ของประเทศไทย
          คนที่นำภาพมาปล่อยในกรุ๊ปไลน์ เขียนข้อความคล้ายการแจ้งเตือนของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เอาไว้ด้วย โดยระบุทำนองว่า กลุ่มก่อความไม่สงบกำลังประชุมกันเพื่อเตรียมก่อเหตุใหญ่วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีการอ้างว่าเป็นวันสถาปนาขบวนการบีอาร์เอ็น

1 ใน 2 ภาพส่อโยง “พีแอลเอ”
          เมื่อภาพชุดดังกล่าวถูกเผยแพร่ ก็มีการแชร์ต่อจากกรุ๊ปไลน์หนึ่งไปยังอีกกรุ๊ปไลน์หนึ่ง และกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องตรวจสอบภาพ และสรุปเป็นรายงานผลการวิเคราะห์ออกมาดังนี้

  • ภาพที่ 1 ภาพชายฉกรรจ์ 5 คนกำลังนั่งประชุมกันอยู่บนโขดหิน พบว่าชายฉกรรจ์บางคนสวมเสื้อที่มีเครื่องหมายคล้ายกองกำลัง "พีแอลเอ" ซึ่งเป็นกองกำลังฝ่ายทหารของขบวนการพูโลที่เพิ่งตั้งขึ้นไม่นานมานี้ โดย "พีแอลเอ" (PLA) ย่อมาจาก Patani Liberation Army เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ภาพนี้น่าจะถ่ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นภาพเก่าเคยเผยแพร่มาก่อนแล้ว และล่าสุดมีการนำมาเผยแพร่ซ้ำ

  • ภาพที่ 2 ภาพชายฉกรรจ์แต่งกายด้วยชุดลำลอง กำลังนั่งฟังบรรยาย น่าจะเป็นภาพของเครือข่ายกลุ่มอัล-ไกดา หรือกลุ่มเจไอ (เจมาห์อิสลามิยาห์) ที่มีอุดมการณ์ตั้งรัฐอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แพนอิสลาม) ครอบคลุมดินแดนภาคใต้ของฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และภาคใต้ตอนล่างของไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ภาพนี้เป็นภาพเก่าเช่นกัน เคยเผยแพร่มาแล้วเมื่อปี 56

           อนึ่ง “กลุ่มแพนอิสลาม” นำโดยขบวนการเจไอนี้ เป็นแนวคิดดั้งเดิมในการตั้งรัฐอิสลามบริสุทธิ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และถูกระดมกวาดล้างมาหลายปี แต่ล่าสุดมีข่าวครึกโครมจากสื่อมาเลเซียว่ามีกลุ่มขบวนการชื่อใหม่ แต่มีแนวคิดเดิม คือ ตั้งรัฐอิสลามบริสุทธิ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคลื่อนไหวอยู่ในมาเลเซียและประเทศใกล้เคียง

รู้จักกองกำลังพูโลใหม่

           สำหรับ “กองกำลังพีแอลเอ” ที่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับภาพถ่าย 1 ใน 2 ภาพนี้ เนื่องจากมีสัญลักษณ์ปรากฏบนเสื้อยืดของชายฉกรรจ์บางคนในภาพนั้น แหล่งข่าวจากฝ่ายทหาร ระบุว่า กองกำลังพีแอลเอเป็นฝ่ายทหารของกลุ่มพูโลใหม่ ซึ่งแตกตัวออกจาก "องค์การพูโล" หรือพูโลเก่า โดยกลุ่มที่แตกตัวออกมามี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของ นายกัสตูรี มาห์โกตา และกลุ่มของ นายซำซูดิง คาน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเปิดโต๊ะพูดคุยกับแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น สายของนายฮัสซัน ตอยิบ

          แหล่งข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่กลุ่มพูโลใหม่ตกขบวนเจรจา จึงพยายามก่อเหตุรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา และรวมตัวกันฝึก "กองกำลังรุ่นใหม่" ตระเวนก่อเหตุรุนแรงเพื่อสร้างอำนาจต่อรองเข้าสู่โต๊ะเจรจา

           กองกำลังรุ่นใหม่เหล่านี้บางรายถูกจับกุมได้และยอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่มพูโลใหม่ และเรียกตัวเองว่า “พีแอลเอ”

คาดว่าเป็นการปล่อยภาพออกมา เพื่อปลุกใจนักรบ

            อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ของฝ่ายความมั่นคง ไม่ฟันธงว่าภาพที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้น ถูกดึงมาจากมือถือของผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ อ.รือเสาะ หรือไม่ แต่ระบุว่าการนำภาพมาเผยแพร่น่าจะมีจุดประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในหมู่ผู้ก่อเหตุรุนแรงเอง เพราะระยะหลังมีสมาชิกระดับนำถูกจับและเสียชีวิตจากการปะทะหลายราย ขณะเดียวกันก็อาจต้องการทำให้เข้าใจว่ามีกองกำลังจากประเทศอื่นเข้ามาร่วมสนับสนุน ซึ่งน่าจะทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความฮึกเหิมมากขึ้น

           เป็นที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการนำคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นคำแถลงของ "ฝ่ายทหารบีอาร์เอ็น" ที่มีการประกาศไม่เจรจากับรัฐไทย มาเผยแพร่สั้นๆ ทางเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่วิเคราะห์แล้วสรุปว่าเป็นคลิปเก่าที่เคยแพร่เมื่อปี 56 เช่นกัน จึงน่าเชื่อว่าเป็นความพยายามสร้างกระแส แต่มุ่งไปที่การคัดค้านเจรจาในขณะที่ทางการไทยกำลังสถาปนาช่องทางพูดคุยขึ้นใหม่

ภาพ"กลุ่มนิรนาม"อาจไม่ใช่แก๊งป่วนใต้

         กระนั้นก็ตาม มีรายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วยให้ข้อมูลไปอีกทางหนึ่งว่า ภาพปริศนาทั้ง 2 ภาพอาจไม่ได้ถ่ายในประเทศไทย

         ข้อสังเกตประการแรก คือ กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทย เวลาฝึก ประชุม หรือบรรยาย มักไม่มีผ้าโพกศีรษะเพื่อปิดบังใบหน้าตลอดเวลา หากจะพรางใบหน้าก็จะพรางเฉพาะครูฝึก หรือผู้บรรยายปลุกระดมเท่านั้น ส่วนฝ่ายปฏิบัติการโดยมากก็ไม่มีการปิดบังใบหน้า

         ประการที่สอง ภาพที่มีการเผยแพร่ 1 ใน 2 ภาพ มีป้ายผ้าหรือผ้าใบผูกติดไว้กับต้นไม้ เหมือนเป็นสัญลักษณ์บอกฝ่ายหรือบอกกลุ่ม ซึ่งสัญลักษณ์และข้อความบนป้ายดังกล่าวไม่ใช่ขบวนการที่เคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบีอาร์เอ็น พูโล หรือบีเอ็นพีพี และภาษาที่ใช้ก็ไม่ใช่ภาษามลายู

          ประการที่ 3 ข้อความที่ส่งมาพร้อมภาพ เป็นข้อความแจ้งเตือนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เนื้อหาและถ้อยคำที่ใช้ไม่ใช่ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ และโดยปกติการแจ้งเตือนจะกระทำผ่านทางวิทยุสื่อสารมากกว่าระบบไลน์

         ส่วนที่มีข่าวบางกระแสระบุว่า ภาพที่เผยแพร่นี้มาจากมือถือของผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับทหารที่ อ.รือเสาะ นั้น แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงหน่วยเดียวกัน ระบุว่า ไม่มีข้อมูลดังกล่าว แต่หากเป็นภาพจากโทรศัพท์มือถือของผู้ตายจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นภาพของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทย หรือเป็นภาพการฝึก บรรยาย หรือประชุมในประเทศไทย เพราะอาจไปโหลดภาพของขบวนการอื่นในภูมิภาคนี้มาก็ได้

“ภาพ-ข่าวลือ-บทวิเคราะห์”ว่อนโซเชียลฯ

         เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอด 1-2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา มีข่าวที่เผยแพร่จากการสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่มต่างๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลุดออกมาเป็นข่าวนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลักโดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องหลายข่าว เช่น ข่าวนายมะแซ อุเซ็ง แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบที่ถูกออกหมายจับในคดีปล้นปืนกว่า 400 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ได้ประชุมแกนนำกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน และสั่งให้เครือข่ายผู้ก่อความไม่สงบเร่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเดือนสิงหาคม

          นอกจากนั้นยังมีข่าวผู้ต้องสงสัย 3 คน ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมที่ อ.รือเสาะ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม สวมนาฬิกาชนิดเดียวกัน จึงเชื่อว่าเป็น “สัญลักษณ์บอกฝ่าย” ของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ผ่านการฝึกมาจากแหล่งเดียวกัน รวมทั้งการปล่อยภาพที่อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังประชุมวางแผนและรับฟังบรรยายในพื้นที่ป่าเขาด้วย

โรงเรียนสอนศาสนา หรือ คนที่ถูกเสี้ยม ให้คนเราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้



            ติ่ง...รัฐอิสลาม ปวดร้าว! หลังแนวร่วมสาววัยเพียง 14 ถูกจับคาสนามบินขณะพยายามเดินทางไปอียิปต์ ส่วนโรงเรียนสอนศาสนาปฏิเสธรู้เห็นในการเผยแพร่แนวความคิดรัฐอิสลาม....


         สะเทือนถึง ติ่ง...กลุ่มรัฐอิสลามในพื้นที่ จชต. เมื่อปรากฏข่าวเด็กหญิงวัย 14 ถูกจับกุมคาสนามบินในประเทศมาเลย์เซีย โดยผู้ใช้เฟสบุ๊ค Sofee Abdullah ถึงขั้นด่าทอประเทศมาเลย์เซียที่ต่อต้านกลุ่มรัฐอิสลาม

            ข้อความใน Facebook  "เมื่อวานนี้มีเพื่อนญาติอยู่ รร ตะห์ฟิต แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในประเทศมาเลย์ โดนจับ ข้อหา สมาชิก ISSI อีกแล้ว มาเลย์เเเเเเเเเเเเเเเเเเเเเเริ่มเหี้ยแล้วววววววววววววววว"

          สอดคล้องกับเว็บไซต์ข่าว เดอะ สตาร์ รายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่า เจ้าหน้าที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของมาเลเซีย บุกจับกุมนักเรียนหญิงวัย 14 ปี คนหนึ่ง ที่ท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเวลา 19.30 น. วันอังคารที่ผ่านมา ตามกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงฉบับปี 2555 หลังสืบทราบว่า เธอกำลังจะเดินทางไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายไอเอส โดยจากการสืบสวนพบว่า เธอมีแผนจะเดินทางไปหาแฟนหนุ่มชาวมาเลเซียวัย 22 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร ในกรุงไคโรของอียิปต์ ทั้งคู่ตั้งใจจะแต่งงานกัน จากนั้นก็จะเดินทางข้ามไปยังซีเรีย

          ด้าน พล.ต.อ. ตันสรี คาลิด อาบู บาการ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย กล่าวว่า ทางการจะไม่ยอมให้กลุ่มก่อการร้ายใช้มาเลเซียเป็นฐาน ในการฝึกและที่หลบซ่อนสำหรับนักรบหัวรุนแรง ใครก็ตามที่ให้การสนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกจับกุม และว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม เพื่อหาตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมของเด็กสาวรายนี้ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า เธอได้ติดต่อกับนักรบหัวรุนแรงชาวมาเลเซีย 2 คน ที่อยู่ในซีเรีย ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ค

          เจ้าหน้าที่เผยว่า เด็กสาวผู้ต้องหามาจากเมืองมูอาร์ในรัฐยะโฮร์ ปัจจุบันกำลังศึกษาในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองชาห์ อาลาม รัฐสลังงอร์ ซึ่งลุงวัย 52 ปี ผู้ปกครองของเธอ เผยว่า เธอร้องขอเชิงบังคับให้ครอบครัวอนุญาตการเดินทางไปอียิปต์ โดยอ้างว่าจะไปศึกษาต่อทางด้านศาสนา ซึ่งเธอเคยข่มขู่ถึงขั้นจะฆ่าตัวตายหากเขาไม่ยอมให้ไป ส่วนเพื่อนที่โรงเรียนกล่าวว่า เป็นเรื่องคาดไม่ถึงเมื่อทราบข่าวว่าเธอถูกจับกุมด้วยข้อหาดังกล่าว เนื่องจากเธอไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่ส่อเค้าไปในทางนั้นมาก่อน อีกทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัวและกับเพื่อนที่โรงเรียนก็เป็นไปด้วยดี

           การจับกุมที่เชื่อมโยงถึงการก่อการร้ายครั้งนี้เป็นรายที่ 68 ของมาเลเซีย นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2556 โดยที่ผ่านมา ผู้ที่ถูกจับกุมมีบุคคลจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนาวิกโยธิน ทหารอากาศ ข้าราชการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานด้วย ซึ่งแม้จะมีการปราบปรามที่เข้มงวด แต่การเดินทางไปเข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายของชาวมาเลเซียยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว พบว่ามีสามาภรรยาคู่หนึ่ง พาลูกชายที่ยังเป็นทารกอยู่ หลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เดินทางผ่านประเทศไทยไปยังตุรกีก่อนจะข้ามไปยังซีเรีย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบหาตัวนักรบหัวรุนแรง 5 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอสและกลุ่มอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ ขณะที่ทางการได้เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่.

ขอบคุณสำนักข่าวเดอะสตาร์: http://bit.ly/1EGYSUF
ที่มา: http://bit.ly/1zyumZI

เรื่องเร้นลับ...ชายแดนใต้



           ตลอดเวลา 11 ปี ที่ประชาชนคน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา ต้องทนทุกข์กับความเดือดร้อน ต้องเสี่ยงกับความเป็น ความตายเกือบจะตลอด เวลา บางครอบครัวต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ซึ่งบางคนยังไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดจากอะไร หรือบางคนพอทราบบ้างจากการรับฟังข่าว หรือจากคำบอกเล่าต่อๆกันมา ต่างคนต่างเด่า โทษนู้น โทษนี้ แต่สุดแล้วความจริงก็คือความจริง เรื่องราวต่อไปนี้คือชนวนเหตุผลเล็กๆน้อยๆที่จะเล่าสู่กันฟัง ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรามาจากอะไร


         ประการที่หนึ่ง การบิดเบือนศาสนา สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมพี่น้องไทยพุทธกับพี่น้องไทยมุสลิม สิ่งที่แอบแฝงอยู่ภายในเรื่องนี้คือ โจรที่เรียกตัวเองว่านักรบฟาตอนี นอกจากใช้อาวุธเข้าข่มขู่ เข่นฆ่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าศาสนาใดที่เข้ามาขัดขวางการกระทำอันหยาบช้าของกลุ่มตน แล้วโยนความผิดโดยสร้างเรื่องว่าเป็นการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่ เราทั้งหลายจึงโดนหรอกเข้าใจไปคนล่ะอย่าง โจรกลุ่มนี้ได้ใจอาศัยช่องว่างจุดนี้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง

          ประการที่สอง ภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำด้วยจิตอาสาหรือเพื่อสิ่งใด จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น องค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจ รวมทั้งกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงกลุ่มต่างๆ ได้รวมตัวเคลื่อนไหวหาทางเป็นตัวกลางระหว่างรัฐและประชาชน แต่ความเร้นลับก็แอบแฝงอยู่ในเรื่องนี้กล่าวคือมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยเห็นได้ชัดคือ องค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรพยายามสร้างผลงานด้วยการสร้างภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยอ้างว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ นำเสนอผ่านการรายงานแบบให้ข่าวสารด้านเดียว หือเรียกง่ายๆว่า บิดเบือน ไปยังแหล่งเงินทุนเพื่อให้ได้รับเงินบริจาคหรือสนับสนุนจากต่างประเทศ นี้คือเรื่องง่ายๆที่เข้าใจไม่ยาก

            ประการสุดท้าย ที่จะเล่าให้ฟัง แต่ยังมีอีกมากมายที่ผู้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ภายใต้ผลประโยชน์เหนือแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้ พฤติกรรมต้องสงสัยของสมาพันธ์นักศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พยายามนำเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นผลงานการกระทำของขบวนการ บีอาร์เอ็น.นำมาบิดเบือนว่าเป็นการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ เผยแพร่ในเว็บไซต์สังคมออนไลน์เพื่อเผยแพร่ต่อนานาชาติ เรียกร้องให้นานาชาติได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วกลุ่มตนจะได้รับผลประโยชน์ทั้งเงิน อิทธิพล เหนือประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

           นี่คือเหตุผลแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้การสร้างความสันติสุขของภาครัฐเป็นไปแบบล่าช้า ทั้งๆที่ภาครัฐได้พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อสร้างสันติสุขกลับคืนสู่ประชาชน ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ผู้ไม่หวังดีต่อแผ่นดิน หวังแค่ผลประโยชน์เข้ากลุ่มตนเองได้ก่อขึ้นมา เล่าให้ฟังแค่นี้เพื่อได้ร่วมกันต่อต้านการกระทำของขบวนการหรือกลุ่มหวังผลประโยชน์ที่มิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คาร์บอมบ์นราฯ คนร้ายลงมือพร้อมกัน 3 จุด เผยข่าวกรองเตือนล่วงหน้าแต่ยังพลาดท่าโจรใต้



             หน่วยงานความมั่นคงเผยเหตุคาร์บอมบ์กลางเมืองนราธิวาส ข่าวกรองแจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่คนร้ายฉวยจังหวะเจ้าหน้าที่เผลอตอนพักกลางวัน แอบเข้ามาก่อเหตุหลายจุด ทั้งขว้างระเบิดร้านอาหาร และวางจักรยานยนต์บอมบ์ แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ และกู้ได้ก่อน

           จากกรณีที่เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (20 ก.พ.) ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหน้าร้านคาราโอเกะ ชื่อโดโด้ เลขที่ 236 ถนน ณ นคร ต.บางนาค มีทรัพย์สิน และผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 13 ราย ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น




            จากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง พบว่า คนร้ายประกอบระเบิดมากับรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิซิ สีบรอนส์ ทะเบียน ผต 4098 สงขลา ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า ต่อมาในเวลา 13.50 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งพบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยจอดไว้ริมถนนแยกทางเข้าศาลเจ้าแม่กวนอิม ห่างจากจุดแรกประมาณ 300 เมตร เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และพบว่า คนร้ายได้ประกอบระเบิดแสวงเครื่องซุกไว้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดจึงได้ใช้เครื่องแรงน้ำพลังสูงในการยิงทำลาย ซึ่งจุดดังกล่าวเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายจะจุดชนวนเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นจุดที่คนร้ายคาดเดาว่าเจ้าหน้าที่ต้องมากันรถยนต์ของชาวบ้านที่ไม่ให้ผ่านไปยังจุดเกิดเหตุแรก

            และต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ร่วมเดินทางไปยังจุดที่ 3 ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายอาหารป่า ชื่อร้านต้นมะขาม ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายเก่า เลี่ยงอำเภอเมืองไปยัง อ.ยี่งอ โดยอยู่ในพื้นที่ ต.ลำภู คนร้ายได้ขว้างระเบิดไม่ทราบชนิดเข้าไปบริเวณหน้าร้าน แต่ระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการเก็บกู้และนำไปยิงทำลาย



            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองได้มีการแจ้งเตือนไว้ล่วงหน้า แต่คนร้ายอาศัยจังหวะช่วงคาบเกี่ยวกับช่วงพักเที่ยง ลอบก่อเหตุด้วยการแอบนำรถยนต์ และรถจักรยานยนต์มาวางระเบิดคาร์บอมบ์ พร้อมทั้งได้ขว้างระเบิดใส่ร้านต้นมะขาม เพื่อสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบรถยนต์กระบะที่คนร้ายวางระเบิดคาร์บอมบ์ในครั้งนี้ เป็นรถยนต์กระบะที่คนร้ายปล้นมาจากรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่ จ.สงขลา แล้วนำมาใช้ก่อเหตุยิงถล่มใส่ อบต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ก่อนที่จะนำมาประกอบเป็นระเบิดคาร์บอมบ์ดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

น่าจะเชิญมันมาสอนโรงเรียนปอเน๊าะบ้านเรานะ


ครูสอนศาสนาซาอุฯ อธิบายซะชัด ทำไมไม่เชื่อว่าโลกหมุน

        ครูสอนศาสนาซาอุฯ อธิบายซะมึน ปฏิเสธทฤษฎีโลกหมุน ชี้หากโลกหมุนจริงแล้วเครื่องบินบินไปในทิศที่โลกหมุน คงจะเดินทางไม่ถึงจุดหมายแล้ว

         เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 เว็บไซต์อัลจาซีรา รายงานว่า ครูสอนศาสนาชาวซาอุดีอาระเบียท่านหนึ่ง ตอบคำถามนักศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการโคจรของโลก เผยจริง ๆ แล้วโลกไม่ได้หมุน ไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน ถ้าหมุนจริง เครื่องบินคงจะบินไม่ถึงจุดหมายไปแล้ว



         โดยในการตอบคำถามนักศึกษา นายชีค บันดาร์ อัล-ไคบารี ครูสอนศาสนาชาวซาอุดีอาระเบีย ได้โต้แย้งทฤษฎีอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลกที่ว่า โลกหมุนและโคจรรอบดวงอาทิตย์ เขาเปิดเผยว่าโลกไม่ได้หมุนหรือเคลื่อนที่แต่อย่างใด มันหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมต่างหาก โดยอัล-ไคบารี ได้อธิบายพร้อมนำกระป๋องกลม ๆ ใบหนึ่งขึ้นมาสมมติเป็นโลก แล้วบอกว่า สมมติถ้าหากเราจะเดินทางจากสนามบินชาร์ยะห์ ไปยังประเทศจีน โดยเดินทางไปในทิศทางเดียวกับที่โลกหมุนไป เราก็จะไม่มีทางถึงจุดหมาย เพราะโลกหมุนไปพร้อม ๆ กับเครื่องบิน เราก็จะอยู่ที่เดิม ดังนั้น โลกจึงไม่ได้หมุนไปไหน !!!!



      อย่างไรก็ดี แม้เขาจะพูดอย่างมีเหตุผลของเขา แต่การปฏิเสธทฤษฎีโลกหมุนดังกล่าวได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก โดยหลายคนบอกว่านี่เป็นเรื่องตลกจริง ๆ



ปอเนาะฉาวอีกแล้ว.....



เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 15.30 น. หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่านายอับดุลเลาะ สาแม ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา เข้ามาหลบซ่อนพักพิง ภายในสถาบันศึกษาปอเนาะนัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ (ปอเนาะประตูช้าง) ตั้งอยู่ พื้นที่ บ้านอาโห หมู่ 5 ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

ต่อมาผู้บังคับการกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม เข้าปิดล้อมตรวจค้นโรงเรียนปอเนาะนะห์ฎอตุลอิสลามฮียะห์ ตำบลสะดาวา อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึด ได้ดังนี้
  • 1. ศูนย์ปรับระยะแบบพับได้ติดปืนยาว จำนวน ๑ ชุด
  • 2. กล้องช่วยเล็งติดปืน จำนวน 1 ชุด
  • 3. หมวกแก๊ป จนท.EOD
  • 4. สายไฟ 1 ม้วน ยาวประมาณ 800 เมตร 
  • 5. ดีเลย์สวิต ( คล้ายอุปกกรณ์ใช้กดระเบิดแสวงเครื่อง 2 ตัว ) 
  • 6. ปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 0.5 กิโลกรัม 
  • 7. อาวุธปืน AK 102 ได้ จำนวน 2 กระบอก

สำหรับที่มาของหมวกแก๊ป เจ้าหน้าที่ EOD ดังกล่าวซึ่งมีรหัสประจำหมวกพบว่าเป็นของ จ่าสิบตำรวจ ณรงค์ศักดิ์ เกตุแดง ซึ่งสูญหายจากเหตุ นางเบญจพร เกื้อตุ้ง ภรรยาถูกลอบยิงและเผาเสียชีวิต โดยได้แย่งชิงรถยนต์ของผู้ตายไปด้วย (หมวกแก๊ปฯอยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว) เหตุเกิดสี่แยกบ้านพัง หมู่ 3 ตำบลราตาปันยัง อำเภอ ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 57 ซึ่งต่อมาเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 57 ได้ตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าว

และที่มาของอาวุธปืนกระบอกที่ 1 : หมายเลขปืน 101162573 แย่งชิงมาจากเหตุลอบยิง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครอำเภอยะหริ่ง เสียชีวิต 3 นาย ขณะขับขี่รถยนต์กระบะกลับจากประชุม ณ ที่ว่าการ อำเภอยะหริ่ง เหตุเกิดพื้นที่ หมู่ 2 ตำบล ราตาปันยัง อำเภอ ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 8 ตุลาคม 55

กระบอกที่ 2 : หมายเลขปืน 101162401 แย่งชิงจากเหตุลอบยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ อาสาสมัครอำเภอเมืองปัตตานี เสียชีวิต ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อไป รักษาความปลอดภัย โรงเรียนเทศบาล 1 เหตุเกิด บนถนนสาย 42 หมู่ 5 ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 28 เมษายน 55

ตอกย้ำกันอีกครั้ง กับ ปอเนาะ สีเทา



ยึดอาวุธปืน AK-102 ในปอเนาะ 2 กระบอกพร้อมอุปกรณ์ผลิตระเบิด
           เมื่อ 18 ก.พ.58 เวลา 16.15 น. ฉก.ทพ.22 ร่วมกับ ฉก.ทพ.41 ได้เข้าตรวจสอบสถาบันปอเนาะ นัฮฎอตุลอุลูมิดดีนิยะฮ์ ม.5 บ.อาโห ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ตรวจยึดปืน AK-102 จำนวน 2 กระบอก พร้อมอุปกรณ์อื่นๆ อีกหลายรายการ

            สืบเนื่องมาจาก เมื่อ 18 ก.พ.58 เวลา 15.50 น. ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่านายอับดุลเลาะ สาแม บุคคลเป้าหมาย ป.วิอาญา เข้ามาหลบซ่อนพักพิงภายในสถาบันศึกษาปอเนาะ นัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ (ปอเนาะประตูช้าง) ตั้งอยู่ในพื้นที่ บ.อาโห ม.5 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังร่วมกับ นปพ.ร่วม (ชร.) เข้าติดตามจับกุม ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดอาวุธปืน และสิ่งอุปกรณ์ที่คาดว่าใช้ในการประกอบระเบิด ดังนี้

  • 1.อาวุธปืน AK-102 จำนวน 2 กระบอก หมายเลข 101162410 และหมายเลข 101162573 พร้อมซองกระสุนจำนวน 3 ซอง พร้อมลูกกระสุน
  • 2. กล้องช่วยเล็งติดปืน จำนวน 1 ชุด
  • 3. ศูนย์ปรับระยะแบบพับได้ สำหรับติดปืนยาว จำนวน 1 ชุด
  • 4. สายไฟ 1 ม้วน ยาวประมาณ 800 เมตร/ดีเลย์สวิตกดระเบิด 2 ตัว
  • 5. ปุ๋ยยูเลียประมาณครึ่งกิโลกรัม
  • 6. หมวกแก๊ป ของจนท.อีโอดี AA
         ผลการตรวจสอบที่มาของสิ่งและอาวุธปืนที่ตรวจยึดพบว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงและความมั่นคง ดังนี้

  • 1. หมวกแก๊ป จนท.EOD ซึ่งมีรหัสประจำหมวก พบ ว่าเป็นของ หมวกของ จ.ส.ต.ณรงค์ศักดิ์ เกตุแดง ซึ่งสูญหาย จากเหตุนางเบญจพร เกื้อตุ้ง ภรรยา ถูกลอบยิงและเผาเสียชีวิต และ ได้แย่งชิงรถยนต์ไปด้วย (หมวกแก๊ปฯอยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว) เหตุเกิด สี่แยกบ้านพัง ม.3 ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จว.ป.น.เมื่อ 9 ก.พ.57 ซึ่งต่อมาเมื่อ 10 ก.พ.57 ได้ตรวจพบรถยนต์พื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • 2. ปลย.AK-102 ที่ตรวจยึดได้ จำนวน 2 กระบอก ผลการตรวจสอบที่มา ดังนี้.- 
            2.1 กระบอกที่ 1 : หมายเลขปืน 101162410 แย่งชิงมาจากเหตุลอบยิงเจ้าหน้าที่ อส.อำเภอยะหริ่ง เสียชีวิต 3 นาย ขณะขับขี่รถยนต์กระบะกลับจากประชุม ณ ที่ว่าการ อ.ยะหริ่ง เหตุเกิด พื้นที่ ม.2 ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เมื่อ 8 ต.ค.55
           2.2  กระบอกที่ 2 หมายเลขปืน 1011622573 แย่งชิงจากเหตุลอบยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ อส.อำเภอเมืองปัตตานี เสียชีวิต ขณะขับขี่รถ จยย.เพื่อไป รปภ.ร.ร.เทศบาล 1 เหตุเกิด บนถนนสาย 42 ม.5 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อ 28 เม.ย.55 (เคยก่อเหตุมาแล้ว 3 เหตุ)

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สุดยอดหญิงชรา! เผชิญหน้าตะโกนประณามกลุ่มก่อการร้ายไอซิส



https://www.youtube.com/watch?v=Xewg17QMlyw

      บรรดานักท่องโลกออนไลน์ มีการแพร่คลิปวิดีโอ กรณีที่หญิงชรากล้าหาญในการเผชิญหน้าและตอบโต้คำพูดกับกลุ่มก่อการร้ายไอซิสในซีเรีย

       หญิงชราคนหนึ่ง ได้เข้าประชิดรถคนหนึ่งของกลุ่มก่อการร้ายไอซิส พร้อมกับตะโกนประณามไอซิสคือ มารปีศาจ ที่สร้างความด่างพร้อยและเสื่อมเสียภาพลักษณ์ต่ออิสลามและมวลมุสลิม

         หญิงชราดังกล่าว ได้อ่านโองการอัลกุรอาน พร้อมกับเรียกร้องให้กลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวกลับเนื้อกลับตัวและขอภัยโทษยังพระองค์
         นางยังได้ตำหนิกลุ่มก่อการร้ายไอซิสอย่างรุนแรง โดยบางครั้งในคำพูดของนาง เปรียบกลุ่มไอซิสเหมือน “ลา”   

         คลิปวิดีโอดังกล่าว มีผู้คนเข้าชมจำนวนมาก เนื่องจากความกล้าหาญของหญิงชราดังกล่าว ที่กล้าตอบโต้และเผชิญหน้ากับกลุ่มก่อการร้ายไอซิสอย่างซึ่ง ๆ หน้า

เยอรมนียกเลิกพาเหรดบราวน์ชไวก์เพราะถูกมุสลิมขู่ก่อการร้าย



          ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่าได้ยกเลิกการเดินพาเหรดในเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองบราวน์ชไวก์ ทางเหนือของเยอรมนี หลังได้รับคำขู่ว่าจะมีการโจมตี คำสั่งยกเลิกมีขึ้นเพียง 90 นาที ก่อนงานเริ่ม

         แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุในแถลงการณ์ว่าได้รับคำขู่ว่าจะเกิดการโจมตีโดยกลุ่มอิสลาม ตำรวจได้ขอให้ประชาชนที่วางแผนจะไปร่วมงานให้อยู่ในบ้าน

          โฆษกตำรวจบอกว่าคนจำนวนมากที่แต่งกายเตรียมร่วมขบวนพาเหรดและเดินทางมาถึงสถานีรถไฟในเมืองแล้วต่างผิดหวังเมื่อรู้ว่าพาเหรดถูกยกเลิก อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงใด ๆ ทั้งสิ้น  ขบวนพาเหรดในเทศกาลคาร์นิวัลที่เมืองบราวน์ชไวก์ ดึงดูดผู้เข้าร่วมงานราว 250,000 คน ในแต่ละปี

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ฟาตอนีเจ้าเล่ห์ขึ้นป้ายบอกว่าตัวเองโดนข่มเหง

        
วันนี้ฟาตอนีเจ้าเล่ห์ขึ้นป้ายบอกว่าตัวเองโดนข่มเหง และถูกละเมิดสิทธิ์ชั่งน่าไม่อายเสียจริง...
  •  ยายวัย 70 แกไปนั่งขายของในตลาดพวกฟาตอนีขี้ขลาดก็ไปกราดยิงแก
  • นักศึกษาพยาบาล 2 คนไปเดินตลาด พวกฟาตอนีขี้ขลาดก็ไปลอบยิง
  • พระบิณฑบาตร และชาวบ้านกำลังใส่บาตร ฟาตอนีขี้ขลาดก็กราดยิงเสียชีวิตมากมาย
  • พระออกบิณฑบาตรพวกฟาตอนีขี้ขลาดก็ดักยิงดักฆ่า
  • พนักงานธนาคารสาวกลับบ้านพวกเองก็ดักฆ่า ดักเผา
  • ตาวัย 80-90 พวกเอ็งก็ฆ่าไม่เลือก
  • นักเรียน ม.ต้น ม.ปลาย พวกเอ็งก็ฆ่า
แล้วยังมากล้าบอกว่าถูกข่มเหง และถูกละเมิดสิทธิ์....ถุ๋ยยยย....

          The cunning Fatoni claims that they were persecuted and suffered by Thai people. Indeed I have not much word to say about it but I will let the video tells you the truth and the real things are happing in Southernmost Thailand.

Honestly, most people all around the world know their identities, I mean all the radical muslims.

โจรใต้ดราม่าจัด! เผาเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ วางระเบิด แขวนป้ายผ้าอ้างถูกละเมิดสิทธิ์....



           เมื่อเวลา 06.30 น. วันนี้ (14 ก.พ. 58) ชป.ทลร.อโณทัย (สุไหงโก-ลก) พร้อมด้วย ร.1903 และสุนัข ทหาร ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ บริเวณ เสารับส่งสัญญาณโทรศัพท์ (ทรูมูฟ) ถนน 4057 (ตากใบ-สุไหงโกลก) บ้านปูโปะ ม.4 ต.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยดังนี้

  • จุดที่ 1 ท่อเหล็กมีเทปดำพันรอบ ไม่พบวัตถุระเบิด
  • จุดที่ 2 เผาเสาโทรศัพท์ ไม่พบวัตถุระเบิด
  • จุดที่ 3 ป้ายผ้า ไม่พบวัตถุระเบิด
  • จุดที่ 4 เสาไฟฟ้าแรงสูง พบร่องลอยการระเบิด มีเคส ถังแก๊ส บริเวณที่เกิดเหตุ ไม่พบระบบจุด
  • จุดที่ 5 กระเป๋าสะพายหลังสีดำ ไม่พบวัตถุระเบิด
  • จุดที่ 6 พบสวิทช์แบบกด โผล่จากพื้นดินมีสายไฟ ตรวจสอบพบถังดับเพลิงน้ำหนักประมาณ 20 - 25 กก.มีสวิทช์กันยกอยู่ใต้ถังดับเพลิง ดินระเบิดหลัก ANFO สะเก็ดเหล็กเส้นตัดหนา 2 หุน ยาวประมาณ 1 นิ้ว เชื้อปะทุ แสวงเครื่อง ดินขยายการระเบิดในหลอดโลหะยาวประมาณ 4 – 5 นิ้ว

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อ้าว ไหนว่า มุสลิมทั่วโลกทุกคนเป็นพี่น้องกัน



          กลุ่มก่อการร้าย มุสลิมตาลีบันนิกายสุหนี่ บุกกราดยิง ระเบิด มัสยิดมุสลิมนิกายชีอะห์ในปากีฯ ตายเกลื่อน 19 ศพ  กลุ่มตาลีบันในปากีสถานสุดโหด ส่งลูกสมุน บุกขว้างระเบิดมือ ตามด้วยกราดยิงใส่ผู้คน ที่มัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองเปชาวาร์ ของปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอนาถแล้วอย่างน้อย 19 ศพ เจ็บระนาวหลายสิบคน

           เมื่อ 13ก.พ. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กลุ่มตาลีบันในปากีสถาน ส่งลูกสมุนบุกโจมตีมัสยิด อิมาเมีย ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ แห่งหนึ่ง ในเมืองเปชาวาร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน เมื่อวันที่ 13 ก.พ. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอนาถอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

          ตำรวจในเมืองเปชาวาร์ เปิดเผยว่า กลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ มากันประมาณ 4-5 คน โดยเริ่มจากบุกขว้างระเบิดมือหลายลูกเข้าไปในมัสยิดแห่งนี้ จนเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่คนร้ายจะเปิดฉากเข้าไปกราดยิงใส่ผู้คนในมัสยิดอย่างเหี้ยมโหด ขณะที่มีชาวมุสลิมจำนวนมากกำลังทำละหมาดประจำวันศุกร์ จนทำให้ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีออกจากมัสยิดกันอย่างอลหม่าน

          เบื้องต้น เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มมุสลิมนิกายสุหนี่หัวรุนแรง ที่มักก่อเหตุโจมตีชาวชีอะห์ ในเมืองเปชาวาร์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ กลุ่มตาลีบันปากีสถาน ได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุรุนแรงในครั้งนี้

         สื่อท้องถิ่นใน(อินเดีย-ฮินดู) รายงานด้วยว่า เหตุการณ์โจมตีมัสยิดของชาวชีอะห์ในเมืองเปชาวาร์ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพิ่งเกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่มัสยิดของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ แห่งหนึ่ง ในเมืองทางภาคใต้ของปากีสถาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 61 ศพ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในปากีสถาน ในรอบเกือบ 2 ปีเลยทีเดียว

โจรป่าเผยแพร่ อุดมการณ์รัฐปัตตานี...


         ในปี 2500 ยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นยุคที่การเลือกตั้งที่ภาคใต้ไม่เรียบร้อยสาเหตุเกิดมาจากพวกนักการเมืองที่สมัคร ส.ส. ได้ประกาศนโยบายออกมาตรงกันหมด ด้วยการประกาศว่าถ้าชนะการเลือกตั้ง จะแยกดินแดนออกมาเป็นประเทศ จะยกปัตตานีเป็นเมืองหลวง และยังได้ยกเอาศาสนาขึ้นมาเป็นเครื่องมือหาเสียง สร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความต้องการที่จะเป็นอิสระจากประเทศไทย
โจรก่อการร้ายได้ขยายอุดมการณ์จากป่าเข้าสู่เมืองพุ่งตรงไปที่รัฐสภา โจรวางแผนเข้าไปปลุกระดม บุกถึงรัฐสภา

ในปีพ.ศ. 2500 นั้น มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่น่ารู้มากมาย
  • 26 กุมภาพันธ์ 2500 การเลือกตั้งทั่วไปเต็มไปด้วยการทุจริตหลายรูปแบบ พรรคเสรีมนังคศิลาชนะท่วมท้น
  • 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ยึดอำนาจ ทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนีภัยหลบออกนอกประเทศ ต่อมาได้ถึงแก่กรรมที่ประเทศญี่ปุ่น
  • 15 ธันวาคม 2500 มีการเลือกตั้งทั่วประเทศใหม่ นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้เอง โจรได้ขยายฐานจากป่าเข้าสู่รัฐสภา จะพูดจะจาอะไรก็ตรงไปตรงมา พวกเขาบอกว่า เขาเป็น ส.ส. ของรัฐปัตตานี มีหน้าที่ต่อสู้เพื่อการปลดปล่อย และให้การคุ้มครองประชาชน ไม่ให้ถูกรังแก ส.ส. ในรัฐสภาพากันรู้และเห็นทุกอย่างแต่ไม่มีการใครจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ แต่ยังโชคดีอยู่ที่สภาอยู่ได้ไม่นาน ส.ส. ทั้งหลายต่างพากันแยกย้ายกลับบ้าน การเผยแพร่อุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนในรัฐสภา จึงหยุดไปด้วย 
         ทว่า...ณ หมู่บ้านต่าง ๆ ใน 3 จังหวัดชายแดน กลับเต็มไปด้วยความเข้มข้น มีการปลุกระดมตลอดทั้งปี  มีการจัดตั้งกลุ่มยุวอิสลาม ยุวแนวหน้า และมวลชนอิสลามกู้ชาติ ตลอดทั้งกลุ่มแนวร่วมรวมแล้วมากกว่า 25 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีธงหรือสัญลักษณ์เป็นของตนเอง โดยมีธงปัตตานีเป็นแกนหลักให้ทุกกลุ่มยึดถือเป็นโองการเดียวกัน

          โจรได้สอดแทรกศาสนาอิสลามเอาเข้ามาใช้เป็นแก่นทฤษฏีทำให้นักการเมืองทุกคน กลายเป็นนักการเมืองของนักรบ โดยมีเจตน์จำนงรบเพี่อชนเผ่าตนเอง ถ้านักการเมืองคนไหนแสดงออกไม่ตรงตามอุดมการณ์ จะมีการปล่อยข่าวประณาม ให้รู้กันไปในหมู่ประชาชน รวมทั้งถ้า "อิสลาม" คนไหนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม ถ้าไม่ช่วยรบก็จะต้องไม่รังแกพวกเดียวกัน...

          กระบวนการ "พูโล" ได้ปลูกฝังความเชื่อและความแน่วแน่ยากที่จะอธิบายนี้คือ เรื่องราวส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องจริง นับแต่ยุคของ "อับดุลกาเดร์" ผ่านไป มาจนถึงนักการเมืองนักการค้านักการเคลื่อนไหวต่างๆ ตลอดทั้งหัวหน้าองค์กรคนใหม่ ได้เข้ามาทำงานบัญชาการรบ แทนหัวหน้าคนเก่าที่ล้มหายตายจาก ทำให้เราได้เห็นปูมหลังที่เด่นชัดขึ้น

         ฉากความวุ่นวายได้เกาะเกี่ยวเป็นลูกโซ่ร้อยกันเป็นพวงต่อเนื่องกัน อย่างไม่ขาดสาย โดยมีตัวละครที่สืบทราบได้ ไม่ได้มีความลี้ลับอะไรเลย แต่ที่มันลี้ลับก็เพราะ ประเทศไทยติดอยู่กับทางตันแก้ไม่ตก จะขยับไปข้างหน้าก็เจอเข้ากับการก่อวินาศกรรม การเข่นฆ่ารายวัน จะถอยหลังก็จะถูกเขาเฉือนดินแดน และยังถูกไส้ศึกแอบเล่นงานอยู่ข้างใน

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นโยบายบิดเบือนความจริงของขบวนการ BRN


‘อิมรอน’

หากใครเล่นเฟสบุ๊ค และได้ติดตามเรื่องราวข่าวสารในพื้นที่ จชต. ในระยะนี้จะพบว่ามีการเคลื่อนไหวของ “เพจผี” ซึ่งเป็นสื่อแนวร่วมโจรใต้ฟาตอนีไม่เว้นแต่ละวัน ล่าสุดเว็บเพจ Patani Jurnal ได้เผยแพร่ข้อความการเสียชีวิตของคนไทยพุทธที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อ 6 ก.พ.58 อ้างว่า “ทหารไทยไม่สามารถปกป้องประชาชนของตนเองได้ นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบ” มีประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเสียชีวิตและบาดเจ็บ สมควรหรือไม่ที่จะให้ทหารอยู่ในพื้นที่ต่อไป ปัญหาความรุนแรงในปาตานีจะไม่ยุติจนกว่าจะได้รัฐปาตานีคืนมา และการที่คนไทยมุสลิมยอมเป็นอาสาสมัครให้กับรัฐไทย อาสาสมัครดังกล่าวก็จะตกเป็นเหยื่อเหตุรุนแรง ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐไทย ที่ต้องการให้คนมุสลิมฆ่ากันเอง นี่เป็นวิธีการของรัฐไทย”

ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่แนวร่วมโจรใต้ฟาตอนียังคงเดินหน้านโยบาย “รัฐสยามเฟลเสต็ด (fale state)” โดยบิดเบือนข้อเท็จจริง โจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่ออำนาจรัฐ และโจมตีนโยบายในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จชต. พร้อมกับชี้นำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

Propaganda หรือ “โฆษณาชวนเชื่อ” ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของการชิงความได้เปรียบในสงคราม เวลามีการสู้รบปรบมือกับใคร แทนที่จะสู้กันซึ่งๆ หน้าเพียงอย่างเดียว ก็ต้องมีการต่อสู้กันในเชิงข้อมูลข่าวสารเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ตีแผ่ความดีและความสำเร็จของฝ่ายตน ในขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความเลวร้ายหรือความไม่ถูกต้องของฝ่ายตรงข้ามไปด้วย

การโฆษณาชวนเชื่อ ในยุคหลังๆ พัฒนาไปตามเครื่องมือสื่อสารและเทคโนโลยี ในยุคปัจจุบันอินเทอร์เน็ตและสื่อ Social Media ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ “เฟซบุ๊ค” เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลฝ่ายตน ซึ่งขยายเขตงานเข้าไปในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากระยะหลัง มีการบิดเบือนข้อมูล

ด้วยการโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐถี่ขึ้น และการปฏิบัติการเริ่มออกสู่สาธารณะ ทั้งนี้เพื่อสนองนโยบายขบวนการ BRN ในการบิดเบือนความจริงตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมาอย่างชัดเจน
ขอบอกว่า...การโฆษณาชวนเชื่อไม่ใช่วิธีการแย่งชิงมวลชนที่แท้จริง แต่ในการต่อสู้ด้วยความดี ความจริง (ใจ) และความถูกต้อง เคารพกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างหาก ที่จะครองใจประชาชนอย่างยั่งยืน!

สงครามมวลชน ( ปือรังมาซา ) ของขบวนการฯ กำลังจะเสื่อมถอย

คนนอกพื้นที่ต่างมองคนมลายูปาตานีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าสุดโต่ง ส่งผลให้ความเชื่อมั่น ในคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมหมดสิ้นไปด้วยฝีมือของโจรใต้เอง กลายเป็นปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในสังคมมลายูปาตานี ซึ่งมิใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นปัญหาทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ สังคมมลายูปาตานีกลายเป็นสังคมที่ขาดความสงบสุขไปในที่สุด

กระแสความเสื่อมทางศาสนา, เศรษฐกิจ และสังคมด่ำดิ่งลึกลงสู่ก้นเหว มีผลกระทบต่อผู้คนในระดับรากหญ้า เป็นความล่มสลายที่เกิดขึ้นจากระบบผลประโยชน์ของขบวนการฯ อันเป็นสาเหตุให้ประชาชนมลายูปาตานีมีฐานะที่จนลง และอ่อนแอจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

ปัจจุบันโครงสร้างองค์กรของขบวนการฯ ที่ทำการต่อสู้ในปาตานีได้เริ่มเสื่อมลง เพราะขาดมวลชนสนับสนุนไปเป็นจำนวนมาก ประชาชนมลายูปาตานีส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง จึงเริ่มมีความเสื่อมศรัทธาต่อนักรบ โดยเฉพาะโครงสร้างฝ่ายมวลชน, ฝ่ายการเมือง, ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายสตรี และหมู่บ้านจัดตั้งก็ไม่มีใครให้ความสำคัญ ยกเว้นฝ่ายทหารที่คงยังมีกำลังอยู่ แต่ก็ไม่ได้วิเศษวิโสและไม่ได้มีพลังตามที่เราเข้าใจกัน เพราะเจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด บ้างก็ถูกวิสามัญ และมีบางส่วนได้หลบหนีออกนอกประเทศไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน และในปัจจุบันมีผู้หลงผิดจำนวนมากที่ได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดีในการเข้ามารายงานตัวแสดงตนต่อทางการเพื่อเข้ามาช่วยเหลือสังคม ช่วยกันพัฒนาถิ่นเกิด

ฉะนั้นแนวร่วมที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ก็ขอให้กลับตัวกลับใจหันหน้ามาทำประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพราะตอนนี้มวลชนมลายูปาตานีเองไม่มีใครที่จะให้ความร่วมมือต่อขบวนการฯ ร่วมมือไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นเลย นอกจากได้รับความเดือดร้อนในการทำมาหากิน แต่ประชาชนมลายูปาตานีต้องการให้ผู้ที่อยู่ในขบวนการฯ สำนึกผิดกลับตัวกลับใจเป็นคนดีสู่สังคม และรอเวลานั้น ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วิกฤติอันตรายกลายสภาพเป็น...นักรบฟาตอนีเป็นผู้ก่อการร้ายสากล (ไม่ใช่วีรบุรุษตามที่เราเข้าใจ)
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเว็บเพจ Patani Darussalam News อ้างเหตุยิงคนไทยมุสลิมในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อ 10ก.พ.58 เป็นการกระทำของทหารที่ต้องการคงงบประมาณในพื้นที่ จชต. ปาตานีจะไม่เกิดสันติสุขหากทหารยังสามารถดำเนินการใดๆ ได้ตามอำเภอใจ
ส่วนเว็บเพจ Patani jurnal ระบุคนมุสลิมปาตานีที่ถูกยิงเป็นเหยื่อการเมืองในการสร้างสันติสุขของรัฐบาลไทย

ไม่แปลกใจหรอก!! ที่สื่อโจรใต้ฟาตอนีเหล่านี้ได้ออกมาแก้ตัวอย่างหน้าด้านๆ เมื่อโจรใต้ RKK ได้ปฏิบัติการก่อเหตุในพื้นที่ด้วยการลอบทำร้ายต่อเป้าหมายอ่อนแอ รวมทั้งการลอบยิงชาวไทยมุสลิมด้วยกันเองในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อ 10 ก.พ.58 ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพื่อสร้างความหวาดกลัว ความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องชาวไทยพุทธ-ไทยมุสลิม และต้องการให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

ที่กล่าวมาคือเป้าหมายแรกที่ขบวนการเหล่านี้ต้องการจะสื่อ ประการต่อมาเป็นการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่เพื่อต้องการคงงบประมาณดับไฟใต้ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการเสียชีวิตของประชาชนเป็นเหยื่อทางการเมืองในกระบวนการสร้างสันติสุข

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบุคคลเหล่านี้ถึงได้กลัวนักหนากับการเดินหน้าสร้างสันติสุขของรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้คิดต่างจากรัฐ แน่นอนหากสันติสุขเกิดขึ้นการวางแผนที่ได้มีการตั้งธงไว้แล้วล่วงหน้าในการต่อสู้ของระดับแกนนำเป็นอันต้องพังพาบลง ก่อนหน้านั้นได้มีการใช้ปีกการเมืองอย่าง PerMAS ในการรณรงค์ ปลุกกระแสความรักชาติปาตานี ชี้นำให้มีการลงประชามติเพื่อกำหนดใจตนเอง แยกตัวเป็นอิสระนำไปสู่เอกราชจะต้องเป็นหมัน

นี่คือพฤติกรรมความชั่วร้ายของกลุ่มขบวนการ และองค์กรแนวร่วมที่ได้มีการบูรณาการในการแยกกันเดิน รุมกันตี..เพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล มุ่งไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน คือ “เอกราช” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น….โดยยังคงนโยบายในการบิดเบือนความจริง แหกตาประชาชนมลายูปาตานีต่อไป...ตราบใดที่พื้นที่แห่งนี้ยังไม่เกิดสันติสุขอย่างแท้จริง...

-------------------------

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้