วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

อยากได้หน้ากันจิงเลย ต่างคนก้ต่างอยากได้หน้า


         กรม ทพ.46 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งมอบอาคารเรียนตาดีกา บ.ไอร์กือซา ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

         อาคารเรียนตาดีกา บ้านไอร์กือซา เป็นอีกความร่วมมือหนึ่งซึ่งได้เกิดจากความร่วมมือจากหลายหลายภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนงบประมาณ อีกทั้งได้รับการบริจาคในการจัดสร้างตัวอาคารเรียนจนแล้วเสร็จ และได้มีการส่งมอบตัวอาคารเรียนดังกล่าว


          เป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชน ผู้ปกครองที่ได้รับมอบอาคารเรียนหลังใหม่ให้กับบุตรหลานได้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน ซึ่งผู้ใหญ่ใจดีร่วมกันทำความฝันให้เป็นจริง

         แต่ยังมีเหลือบฝูงใหญ่ที่อาศัยสถานการณ์ในการทำมาหากิน เดินหน้าลดความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพียงแค่ต้องการปิดหูปิดตาประชาชนสร้างกระแสความเกลียดชังให้มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงมุ่งเป้าในการยุยงไม่ให้ประชาชนให้ความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่น ไม่ต้องการความเจริญ เพราะกลัวเสียมวลชนในการสนับสนุนกลุ่มขบวนการในการก่อเหตุ

          ล่าสุดกลุ่ม PerMAS ได้ออกมาโจมตีเจ้าหน้าที่ว่าพยายามสร้างภาพหลอกลวงประชาชน ทั้งที่อาคารเรียนดังกล่าว เป็นการริเริ่มโดยกลุ่มนักศึกษา PNYS มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในโครงงานค่ายอาสาพัฒนาชนบท แต่เจ้าหน้าที่มาส่งมอบให้ชาวบ้าน พร้อมเรียกร้องให้นักศึกษาและรุ่นพี่ PNYS ที่เคยไปเยี่ยมค่ายดังกล่าว ออกมายืนยันเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น

          ขณะที่ นายอาเต็ฟ โซ๊ะโก หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศกลุ่ม LEMPAR และอดีตสมาชิก PNYS อ้างว่างบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนมาจากการขอรับบริจาคของกลุ่มนักศึกษา รวมทั้งแรงงานในการก่อสร้างร้อยละ 99 ก็มาจากนักศึกษาเช่นกัน

           ประชาชนในพื้นที่ต่างรับรู้...ใครดี...ใครชั่ว...

           ในยามเดือดร้อนใครยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือ ยามทุกข์ ยามสุขคนเหล่านั้นคอยซับน้ำตา และให้ความจริงใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 

          กลุ่มขบวนการ ผกร., กลุ่ม PerMAS, LEMPAR หรือกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่ได้แต่จ้องจับผิดการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่รัฐ...ได้ทำอะไรให้กับประชาชนหรือยัง!!!!

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

แท้จริงแล้ว มุสลิมปักษ์ใต้ก็โดนหลอก มันเป็นเช่นนี้ นี่เอง ฮา โหล๋ ฟัก ยู


           เมื่อยี่สิบปีก่อน ภาคใต้ไม่เป็นแบบนี้ คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันในสังคมโดยต่างฝ่ายต่างให้เกียรติในศาสน าของกันและกัน ลูกๆหลานๆ ของทุกคนก็เล่นกันตามประสาเด็กโดยไม่เห็นมีเด็กคนไหนลากศาสนามาแบ่งแยกกัน
  • แล้วมันเปลี่ยนไปได้อย่างไร? 
  • เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? 

           ผู้นำศาสนามุสลิมสุหนี่เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูกชีอะห์เข้ามาแผ่อิทธิพล ทำให้มีการส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนต่อในประเทศตะวันออกกลาง


           หวังว่าจะกลับมาเป็นหัวหอกในการต่อต้านชีอะห์ แต่ผลที่ตามมากลับเป็นการชักนำสุหนี่หัวรุนแรงเข้ามาในไทย โดยไม่รู้ตัว สุหนี่พวกนี้เป็นศัตรูคู่แค้นกับชีอะห์ เป็นพวกแนวทางยึดตามคัมภีร์แบบสุดโต่ง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ยืนยันแต่เพียงว่าชีวิตของมุสลิมต้องมีเพียงคำสอนของศาสดาเท่านั้น เมื่อมุสลิมรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลต่างชาติ กลับเข้ามาในไทย พวกนี้ก็เริ่มทำลายแนวทางมุสลิมในภาคใต้ยึดถือกันมานาน โดยอ้างว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ผิด มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงคลุมผ้า ล้มล้างประเพณีที่เคยทำกันมา และที่สำคัญที่สุดคือ การก่อตั้งปอเนาะแนวทางที่ตนต้องการ นี่แหละคือจุดเริ่มของความรุนแรงทั้งหลาย เด็กที่จบจากปอเนาะไม่มีทางเลือกในอาชีพอื่นเลย นอกจากต้องไปศึกษาต่อในประเทศมุสลิม เพราะ


          ไม่มีบริษัทไหนรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากคัมภีร์ทางศาสนา เด็กเหล่านี้ต้องไปศึกษาต่อ และเมื่อกลับมาก็ไม่มีงานทำเช่นเดิม จะทำงานใช้แรงก็ไม่ได้ เพราะกลายเป็นผู้รู้ทางศาสนาเสียแล้ว ทางเลือกมีทางเดียวก็คือต้องหาทางสอนศาสนา และต้องหาเงินมาเพื่อจัดตั้งโรงเรียนปอเนาะของตนเอง แต่จะหาเงินที่ไหน? คำตอบก็คือ ต้องหาจากประเทศมุสลิม แต่จะหวังเพียงเงินบริจาคก็ไม่เพียงพอ เงื่อนไขเดียวที่จะได้เงินจำนวนมาก ก็คือ ต้องใช้เงินเพื่อต่อสู้ศัตรูของศาสนาอิสลาม ต้องเป็นนักรบเพื่อศาสนาเหมือนชาวปาเลสไตน์ จะไปหาศัตรูที่ไหน

          ในเมื่อรอบตัวมีแต่ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาที่ไม่ต่อต้านศาสนาอื่น ศาสนาที่เน้นการปฏิบัติส่วนบุคคล ไม่รุกราน ไม่รังแก 

          ดังนั้นจึงต้องหาทางให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้ได้ก ่อน โดยเริ่มจากการปลุกแนวความคิด มุสลิมเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน ขึ้นมา เมื่อมีเหตุการณ์มุสลิมขัดแย้งกับชาวไทยพุทธ เมื่อมีเหตุการณ์คนของรัฐบาลรังแกประชาชน 

          เหตุการณ์ต่าง ๆ จะถูกขยายให้เกิดเป็นกระแสมุสลิมถูกคนพุทธรังแกทันที ทั้งๆ ที่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน แต่ไม่มีใครเห็นนอกเหนือไปจากเป็นการขัดแย้งของบุคคล หรือข้าราชการเลวๆๆ คนหนึ่งรังแกประชาชนทั้งชาวบ้านมุสลิมเองและพุทธเหมือนกัน ในขณะที่พวกนี้จะฉวยมาเป็นเงื่อนไขเพื่อสร้างความรู้สึกให้มุสลิมเห็นว่ากำล ังถูกรังแกและต้องต่อสู้ นอกจากนี้ยังสอน

           ให้เยาวชนเห็นว่าชาวพุทธเป็นคนนอกศาสนา ลูกหลานมุสลิมไม่ควรเข้าไปเป็นเพื่อน โรงเรียนของชาวพุทธจึงเป็นสิ่งที่ต้องห้าม สถานที่ศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเยาวชนมุสลิมคือปอเนาะเท่านั้น นอกจากการปั่นกระแสความเกลียดชังแล้ว ยังพยายามหาข้ออ้างทางประวัติศาสตร์มาใช้อ้างเป็นความชอบธรรมว่ามุสลิมเคยเป ็นประเทศมีเอกราชแต่ถูกสยามรุกราน มีการก่อตั้งกองกำลังเพื่อยึดประเทศคืน และหาทางกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ตอบโต้ เมื่อมีการเสียชีวิต ก็ใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อไปยังประเทศมุสลิมว่ากำลังต่อสู้เพื่อศาสนา มีนักรบของศาสนากำลังเสียชีวิต เท่านี้เองเงินทองก็ไหลมาเทมา ยิ่งเกิดความรุนแรงขึ้นเท่าไหร่ เงินทองก็ยิ่งเข้ามามากขึ้นเท่านั้น คนกลุ่มนี้แหละที่อยู่เบื้องหลัง ที่บงการ ที่พยายามล้างสมองให้เยาวชนออกไปตายเพื่อศาสนา เป็นอีแอบอยู่หลังฉาก ไม่เคยเปิดเผยตัว แต่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่คอยแจกจ่ายเศษเงินแก่ผู้ที่เป็นแขนขา บางคนมีฐานะร่ำรวย ก็เข้าแบ่งประโยชน์กับเจ้าพ่อในพื้นที่ และนักการเมืองท้องถิ่น เพราะยิ่งสถานการณ์รุนแรงเท่าไหร่ ผลประโยชน์จะยิ่งไหลมาเทมา รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะทำอะไรรุนแรงกับมุสลิม ซ้ำยังให้สิทธิพิเศษทางศาสนาต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือ ให้ค่าตอบแทนครูสอนศาสนา เพื่อที่จะให้มุสลิมไม่ก่อปัญหาขึ้น ทั้งๆ

         ที่ชาวไทยพุทธในพื้นที่ก็มี แต่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือแบบนี้จากรัฐบาล ตอนนี้สถานการณ์กำลังรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัฐบาลปราบปรามอย่างเด็ดขาดไม่ได้ เพราะตัวผู้บงการจริงๆ ยังแอบซ่อนตัวอยู่ แถมต้องพะวักพะวนกับข้ออ้างทางสิทธิมนุษยชนที่พวก NGO พยายามใช้เพื่อสร้างผลงาน NGO พวกนี้ก็ไม่ต่างกับพวกอีแอบที่อยู่ข้างหลังมุสลิมชั่ว ๆ บางกลุ่มที่เอาศาสนามาอ้างเท่าไหร่หรอก เพราะหวังเงินจากต่างประเทศเหมือนกัน ยิ่งมีความรุนแรง ยิ่งมีความสูญเสีย NGO ยิ่งชอบใจ เพราะจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีรัฐบาล ใช้เป็นข้ออ้างจัดกิจกรรม และเงินก้อนโตก็จะถูกส่งมาแบ่งกัน อยากถามรัฐบาลว่า วันนี้ท่านทำอะไรให้ชาวไทยพุทธที่ต้องเป็นเหยื่อของมุสลิมบ้าง อยากถาม NGO ว่า สิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวไทยพุทธอยู่ที่ไหน

           อยากถาม องค์การมุสลิมที่ออกมาเรียกร้องว่า คนที่ประท้วง คนที่ก่อความวุ่นวาย คนที่พยายามฆ่าผู้ไม่เกี่ยวข้อง พวกนี้ยึดถือหลักการสิทธิมนุษยชนและยอมรับความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไหม

        ถ้าไม่เคยมีหลักการ พวกนี้เอาข้ออ้างอะไรมาเรียกร้องให้รัฐบบาลไทยต้องยึดถือหลักการ สิ่งที่พวกนี้ทำก็คือมือหนึ่งชูสิทธิมนุษยชนนำหน้า แต่อีกมือหนึ่งถือปืนยิงใส่คนรอบข้าง แต่เมื่อถูกยิงตอบโต้กลับกลายเป็นว่าผู้ยิงตอบเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องขอโทษคนที่ยังคงถือปืนยิงใส่ผู้บริสุทธิ์ตลอดเวลา ทราบมาว่า ต่อไป กลันตัน ตรังกานู เคดาห์ และ อื่น ๆ อีกมาก ก็อยู่ในข่ายการปฏิบัติการเยี่ยงนี้เช่นเดียวกัน

BRN - PerMAS คือเนื้อเดียวกันของความรุนแรง


กรณีการควบคุมตัวนายนุมาร ยะลาแป พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์สำหรับประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ในพื้นที่ ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อ 22 มี.ค.58 พบว่า นายอาร์ฟาน วัฒนะ รองประธานกลุ่ม PerMAS โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว เชิญชวนให้เพื่อน ๆ ร่วมกันสวดขอพรให้กับนายนุมาร เพื่อปราศจากการใส่ร้ายหรือกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่


กลุ่ม PerMAS คือปีกการเมืองของขบวนการ BRN แต่ในอีกมิติหนึ่งยังมีสมาชิกกลุ่ม PerMAS นอกจากทำหน้าที่ในงานการเมืองแล้วยังเป็นสมาชิก RKK ทำการก่อเหตุอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาจากผลการจับกุมได้มีการยอมรับ และมีบางส่วนที่เกิดการปะทะได้เสียชีวิตเมื่อมีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังกลับพบว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม PerMAS อีกด้วย

การที่ นายอาร์ฟาน วัฒนะ รองประธานกลุ่ม PerMAS โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว เชิญชวนให้เพื่อน ๆ ร่วมกันสวดขอพรให้กับนายนุมาร ยะลาแป ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมพร้อมอุปกรณ์ประกอบระเบิด รถจักรยานยนต์ เพื่อเตรียมทำการก่อเหตุนั้น ธาตุแท้ของกลุ่ม PerMAS ที่เกื้อกูลกันและกันกับขบวนการโจรก็เปิดเผยให้เห็น

อย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการปกป้องคนกระทำความผิด อย่างสร้างความแตกแยกของผู้คนในสังคมอีกเลย อย่าเรียกร้องเอาแต่ผลประโยชน์เพื่อกลุ่มของตนเองเพียงไม่กี่สิบคน...อย่าแอบอ้างเสียงของผู้คนส่วนใหญ่เพื่อต่อรองอำนาจรัฐ สุดท้ายหยุดการปลุกระดมเพื่อการลงประชามติในการกำหนดใจตนเองเพื่อไปสู่เอกราช...ที่นี่ผืนแผ่นดินไทยทุกคนต้องการสันติสุข ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรมอย่างเช่นที่เป็นมาเหมือนอย่างในอดีต....

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

มหาวิทยาลัยร้อนรน ดิ้นทุรนทุราย

        ติดตามข่าวเรื่องนี้ ยังไม่เห็นว่า สื่อสารมวลชลแขนงไหน รายงานข่าวไปพาดพิงถึงมหาวิทยาลัยฟาตอนี ตรงไหนเลย  ทำไมวิทยาลัยนี้ต้องออกมาดิ้นทุรนทุรายขนาดนี้

ที่สำคัญ เอ็งเป็นใคร จะมาข่มขู่ ขอเป็นผู้สอบสวนเรืองนี้ ฝันไปเถอะมึง ไอ้มหาโจร


วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

หยุดสนับสนุน โจรกษฏ ฟาตอนี หยุดใช้สถาศึกษาเป็นเครื่องมือ


หยุดสนับสนุน โจรกษฏ ฟาตอนี หยุดใช้สถาศึกษาเป็นเครื่องมือ

            ปอเนาะนัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ หรือ“ปอเนาะประตูช้าง” มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่? ยังคงเป็นปัญหาคาใจหลังจากเจ้าหน้าที่ทหารบุกค้นถึงสองวันเต็มได้ของกลางเพียบ

         นอกจาก “อาเยาะ”ที่กลุ่มขบวนการได้ใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะแล้ว หน่วยงานความมั่นคงยังประเมินและตกผลึกว่า กลุ่มขบวนการยังมีการใช้ “สถาบันปอเนาะ”และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเป็นแหล่งบ่มเพาะทางความคิดให้กับเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนต่อต้านอำนาจรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยังคงมี “นักรบรุ่นใหม่”ถูกผลิตออกมาทำการเคลื่อนไหวก่อเหตุเย้ยกฎหมายรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา

        จาก...ข่าวครึกโครมโด่งดังครั้งแล้วครั้งเล่าที่มีการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อาศัยสถาบันปอเนาะเข้าไปหลบซ่อนตัว ซึ่งในบางครั้งได้เกิดการปะทะกันขึ้นนำไปสู่การสูญเสีย  และล่าสุดเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น สถาบันปอเนาะนัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 5 บ้านอาโห ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 18, 19 กุมภาพันธ์ 2558

         ซึ่งการปิดล้อมปอเนาะ สืบเนื่องมาจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า นายอับดุลเลาะ สาแม บุคคลเป้าหมาย ป.วิอาญา ได้เข้ามาหลบซ่อนพักพิงภายในสถาบันปอเนาะ นัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ (ปอเนาะประตูช้าง) หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ช่วยส่วนรวม และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 จึงได้เข้าติดตามจับกุมและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งบุคคลเป้าหมายอาจจะไหวตัวทันได้ทำการหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการติดตามจับกุม

         ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มโจรใต้ฟาตอนีใช้สถาบันปอเนาะเป็นแหล่งซ่องสุมกำลัง ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ พอเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาถูกกระชากหน้ากากที่แท้จริงให้สังคมรับรู้ กลับมาตีโพยตีพายโดนกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ

        การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการเข้าติดตามจับกุมโจรใต้ฟาตอนีในสถาบันปอเนาะประตูช้างไม่ได้สูญเปล่าจากการที่บุคคลเป้าหมายได้ไหวตัวหลบหนีไปเสียก่อน แต่เมื่อมีการขยายผลพิสูจน์ทราบกลับพบอาวุธปืนสงคราม และอุปกรณ์ประกอบระเบิด รวมทั้งสิ่งของต้องสงสัยจำนวนทั้งสิ้น 95 รายการด้วยกัน

        เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 8 คน หลังดำเนินการซักถามหาข้อเท็จจริงได้ปล่อยตัวไป 5 คน และได้ออกหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 3 คน เพื่อทำการขยายผลซักถามหาข้อมูลความเชื่อมโยง

        มาฟังกันชัด ๆ จากปากของผู้ต้องสงสัยที่ยอมปริปากยืนยันว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ใช้สถาบันปอเนาะประตูช้างเป็นแหล่งหลบซ่อนตัว ขอให้ประชาชนร่วมเป็นผู้ตัดสินว่าปอเนาะนัฮอตุลอุลูมิดียะฮ์ หรือปอเนาะประตูช้างของท่านบาบอมะรอบีมีส่วนเกี่ยวข้องขบวนการหรือไม่!!!

        นายอับดุลเล๊าะ สตาปอ ได้ให้การว่า นายซอบือรี เจะหะ ผู้ก่อเหตุรุนแรงหัวหน้าชุดปฏิบัติการ RKK ได้มาหลบซ่อนตัวภายในห้องพักของนายมะ (ไม่ทราบชื่อ/สกุลจริง) ภายในปอเนาะประตูช้าง  

        นายอับดุลเล๊าะฯ และนายมะรอยี เจะสะมาแอ ได้ยืนยันตรงกันว่าเคยพบเห็นนายอับดุลเลาะ สาแม เดินป้วนเปี้ยนในสถาบันปอเนาะประตูช้าง พร้อมทั้งมาซื้อของใช้ส่วนตัวในร้านสหกรณ์ และได้พักอาศัยภายในปอเนาะ

       ส่วน นายสับรี บาเหะ ยอมรับสารภาพว่ากล้องเล็งปืนที่ตรวจค้นเจอในห้องพักเป็นของตนจริง แต่ได้ถูกขโมยไป มีการออกตัวว่าสิ่งของที่ค้นเจอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันปอเนาะแต่อย่างใด




         บาบอมะรอบี โต๊ะครูสถาบันปอเนาะนัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ได้ให้สัมภาษณ์ นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ภาคใต้ ASTV เนื้อหามีการกล่าวถึงการปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งสื่อมวลชนได้นำมาเขียนข่าวทำการขยายผล และที่สำคัญสำนักข่าวอิศรา ที่ได้มีการเขียนข่าวเอนเอียงสนับสนุนกลุ่มขบวนการมาโดยตลอดได้มีการเขียนบทความในลักษณะกระแหนะกระแหน พร้อมได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงสะท้อนความสำเร็จของฝ่ายความมั่นคง โดยเป็นเพียงข้อมูลด้านเดียวซึ่งเจ้าหน้าที่เป็นผู้เปิดเผย และอยากฟังความข้างโต๊ะครู

        ขอให้ประชาชนคิดอย่างมีสติ และจงเข้าใจ

         .....กรณีการตรวจค้นสถาบันปอเนาะของเจ้าหน้าที่ในวันนั้น หากไม่มีข้อมูลไม่มีใครกล้าเสี่ยงหรอกครับ และพยานหลักฐานที่ทำการตรวจยึดได้ก็ชัดเจน อีกทั้งคำสารภาพของผู้ต้องสงสัยที่ได้มีการเชิญตัวมาซักถามก็ ยืนยันว่าปอเนาะประตูช้างเป็นแหล่งพักพิงหลบซ่อนตัวของโจรใต้ฟาตอนีจริง



         “บาบอมะรอบี”ในฐานะเจ้าของปอเนาะปัดความรับผิดชอบไม่ได้หรอกครับ แต่หากดูท่าทีของท่านบาบอแล้วกลับไม่พอใจกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เหมือนต้องการจะบอกกับประชาชนว่า...เจ้าหน้าที่ได้พยายามกล่าวหา และยัดเยียดตนและสถาบันปอเนาะ

        โจรใต้ฟาตอนีที่มีหมายจับ ป.วิอาญา มีอิสระเข้าออกตามอำเภอใจในสถาบันปอเนาะของท่าน แล้วจะให้สังคมคิดอย่างไร ซึ่งกับการออกมากล่าวว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย...เหตุผลฟังไม่ขึ้น 

         วัตถุพยานหลักฐาน และคำสารภาพของผู้ต้องสงสัยคือสิ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าสถาบันปอเนาะ (ของท่าน) ยังคงเป็นแหล่งบ่มเพาะของกลุ่มขบวนการ และมีความพยายามจากบุคคลบางกลุ่มได้เคลื่อนไหวไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปเตะต้องสถาบันปอเนาะ มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกเพราะเกี่ยวข้องกับศาสนา 

         เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้าทำการตรวจสอบกลุ่มขบวนการจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว ซุกซ่อนอาวุธได้ตามอำเภอใจ ในเมื่อ..รู้อย่างนี้แล้วคิดว่าสถาบันปอเนาะนัฮฎอตุลอุลูมิดีนียะฮ์หรือสถาบันอื่นๆ อีกหลายโรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฯ หรือไม่ 

ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านน่าจะมีคำตอบอยู่แล้วอยู่ในใจกันแล้วนะครับ

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปอเนาะ สีเทา สีดำ สีแดง หรือสีใด เป็นเพราะใครทำ


        กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงกรณีการเข้าตรวจค้นในสถานศึกษาปอเนาะ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 

       เมื่อ 23 มีนาคม 2558 พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์/โฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่าตามที่เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้สนธิกำลังเข้าติดตามจับกุม นายอับดุลเลาะ สาแม บุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ที่ใช้สถาบันศึกษาปอเนาะนัฮฏอตุลอุลูมิดีนียะฮ์ เป็นแหล่งหลบซ่อนตัว สามารถตรวจยึดอาวุธปืนสงคราม เครื่องกระสุน อุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดและอื่นๆ รวม 95 รายการ เหตุเกิดเมื่อ 18 - 19 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งต่อมาภายหลัง นายมะรอนี นิเซ็ง โต๊ะครู/เจ้าของสถานศึกษาปอเนาะดังกล่าวออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา 

        โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำลายชื่อเสียงและเกียรติภูมิในขณะที่เข้าทำการ ตรวจค้น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น จากกรณีดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้.- 
  • การจัดกำลังเข้าติดตามจับกุมและตรวจค้นในครั้งนั้น หน่วยได้ปฏิบัติตามนโยบายของแม่ทัพภาค ที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่ได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังมิให้ส่งผลกระทบและเกิดเป็นเงื่อนไขขึ้นในพื้นที่ สำหรับกรณีดังกล่าวเป็นการเข้าติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่ง หลบซ่อนอยู่ในสถานศึกษาปอเนาะ 
             ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบหลักฐานทั้งภายในและภายนอกปอเนาะ หลายรายการ อาทิหมวกแก๊ปสีดำซึ่ง ยึดได้จากห้องพักภายในปอเนาะ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สูญหายจากเหตุยิงและเผา แล้วชิงรถยนต์นางเบญจพร (ภรรยา) เสียชีวิตเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2557 และอาวุธปืนสงคราม 3 กระบอก ซุกซ่อนห่างจากปอเนาะประมาณ 20 - 100 เมตร และอยู่ในลักษณะที่พร้อมใช้งาน โดยจากการตรวจสอบพบว่าได้ปล้นแย่งชิงมาจากเจ้าหน้าที่และนำไปก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง
  • ในขณะที่ทำการตรวจค้น ได้ให้ นายมะรอนี นิเซ็ง ในฐานะเจ้าของสถานที่เป็นผู้นำตรวจ มิใช่ผู้ครอบครองอาวุธ และไม่เคยกล่าวหาว่าพบอาวุธภายในปอเนาะ 
         ทั้งนี้หน่วยได้มีการชี้แจงสร้างความเข้าใจและ ไม่มีการใช้คำพูดที่ไม่สุภาพเพื่อทำลายเกียรติเนื่องจากทุกคนต่างเข้าใจและตระหนักถึงเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้น 


         จึงเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมุ่งเน้น การบังคับใช้กฎหมายโดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงที่ต้องการทำลายเกียรติของความเป็นโต๊ะครู และทำลายชื่อเสียงสถาบันปอเนาะแต่อย่างใด 

      แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าในห้วงที่ผ่าน ๆ มา กลุ่มขบวนการ  ที่แอบแฝง ใช้สถาบันปอเนาะบางแห่งหลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธ ดังเช่นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้สถานศึกษาปอเนาะ ซึ่งมีคุณูปการต่อพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ต้องมีมลทิน จึงถือได้ว่า เป็นผู้ที่ทำลายเกียรติยศและชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาปอเนาะอย่างแท้จริง 
  • ผลการตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ (DNA) จากวัตถุพยานที่ยึดได้ สามารถยืนยันได้ว่า มีบุคคลตามหมายจับ 3 คน พร้อมอาวุธปืน 2 กระบอก เข้ามาพักหลบซ่อนในสถานศึกษาปอเนาะดังกล่าวจริง ซึ่งโต๊ะครู/เจ้าของปอเนาะ ในฐานะเจ้าของสถานที่คงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ 

          สำหรับจะมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่นั้นจะต้องสืบสวน สอบสวนต่อไป ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะดำเนินการตามพยานหลักฐานและผลการสอบสวน เพื่อนำ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

         พร้อมทั้งขอให้สื่อมวลชนบางสำนัก ใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในสถานการณ์ที่ล่อแหลมและเปราะบางที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายความเชื่อมั่นในระบบอำนาจรัฐและสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคมดังเช่นครั้งนี้และหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมา

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

จงรีบเข้ารับอิสลามกันเถิด เพราะอิสลามกำลังฆ่ากันเองแล้ว




ศึกสายเลือด! กลุ่มรัฐอิสลามระเบิดพลีชีพในมัสยิด "มุสลิมชีอะห์" ขณะทำศาสนกิจ 2 แห่งตายกว่า 130 เจ็บกว่า 300....

สำนักข่าวบีบีซีของประเทศอังกฤษ รายงานว่า เมื่อเวลา 20 มี.ค. เกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่มัสยิด 2 แห่งในย่านซานา กลางเมืองหลวงของเยเมน ระหว่างที่ชาวมุสสิมชีอะกำลังทำละหมาดในตอนเที่ยง ล่าสุดเสียชีวิตถึง 130 ราย บาดเจ็บ 300 คน

ในขณะที่ สถานีโทรทัศน์อัลจาซีร่ารายงานว่า หลังเกิดเหตุระเบิด ชิ้นส่วนร่างกายผู้เสียชีวิตกระจัดกระจายทั่วพื้นมัสยิด ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ถูกกระจกหน้าต่างของมัสยิดบาด โรงพยาบาลขอรับบริจาคเลือดอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และยังไม่แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามล่าสุดระบุว่า 1 ในผู้เสียชีวิตคือ อิหม่าม

เริ่มแล้ว ยุทธศาสตร์ ดาวะห์ ประเทศไทย






วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

“รัฐกลันตัน” ประกาศใช้โทษ “ตัดมือ-ปาหิน” ตามกฎหมายอิสลาม


19 มีนาคม 2558 16:25 น.

            เอเอฟพี – ฝ่ายบริหารรัฐกลันตันซึ่งกุมอำนาจโดยพรรคฝ่ายค้านอิสลามมาเลเซีย (PAS) ประกาศนำบทลงโทษตามกฎหมายอิสลามมาใช้กับผู้ก่อคดีอาชญากรรมภายในรัฐวันนี้ (19 มี.ค.) ซึ่งคาดว่าจะทำให้พันธมิตรฝ่ายค้านมาเลเซียเกิดการแตกแยกครั้งใหญ่

สภาแห่งรัฐกลันตันมีมติเอกฉันท์ให้นำบทลงโทษตามหลักชารีอะห์มาบังคับใช้ เช่น การตัดมือผู้ที่เป็นขโมย และปาหินใส่บุคคลที่คบชู้จนตาย เป็นต้น

บทลงโทษในอิสลาม หรือ อัล-หุดูด (Al-hudud) ไม่ได้ถูกนำมาใช้ทั่วไปในมาเลเซียเนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญแห่งชาติ แต่ ส.ส.อนุรักษ์นิยมของพรรค PAS มีแผนเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา เพื่อให้แก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือไม่

การนำบทลงโทษทางศาสนามาใช้ในรัฐกลันตันส่งผลให้การจับขั้วระหว่างพรรค PAS กับอีก 2 พรรคฝ่ายค้านที่ยึดแนวทางสายกลางเสี่ยงที่จะพังทลายลง เพราะละเมิดกรอบนโยบายที่เคยตกลงร่วมกันไว้

พรรคเดโมเครติก แอคชัน (DAP) ซึ่งเป็นตัวแทนชนกลุ่มน้อยชาวจีน คัดค้านการบังคับใช้กฎหมายศาสนาอย่างรุนแรง และเตรียมที่จะเรียกประชุมพรรคในสัปดาห์หน้าเพื่อทบทวนจุดยืนของพรรคในการเป็นพันธมิตรกับ PAS

“พรรค PAS แสดงออกชัดเจนแล้วว่า พวกเขาเชื่อถือไม่ได้... ดังนั้น จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่เราจะรักษาความสัมพันธ์ไว้ต่อไป” โคภินท์ สิงห์ ดีโอ ส.ส.พรรค DAP ออกมาแถลงวันนี้ (19)

พันธมิตรปากาตันรักยัต (People’s Pact) ซึ่งประกอบด้วยพรรค PAS, DAP และพรรคพีเพิลส์ จัสติส ภายใต้การนำของ อันวาร์ อิบรอฮีม ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อฝ่ายรัฐบาล บาริซัน เนชันแนล (บีเอ็น) ด้วยการชนะป๊อบปูลาร์โหวตร้อยละ 52 ในศึกเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2013 แต่ก็ไม่สามารถครองที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาได้ เนื่องจากกลวิธีแบ่งเขตเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายรัฐบาลบีเอ็น (gerrymandering)

แม้กลุ่มปากาตันรักยัตจะมีพลังท้าทายรัฐบาลได้มากพอสมควร แต่ทั้ง 3 พรรคก็ยังมีอุดมการณ์ลึกๆ ที่แตกต่างกันจนไม่อาจรวมตัวเหนียวแน่น โดยเฉพาะพรรค PAS ที่พยายามนำกฎหมายชารีอะห์มาใช้ในรัฐที่เป็นฐานเสียงของตน ในขณะที่อีก 2 พรรคแนวร่วมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้

นักวิเคราะห์ชี้ว่า กลุ่มปากาตันรักยัตอาจคงความเข้มแข็งต่อไปได้ ตราบใดที่บทลงโทษของอิสลามยังถูกห้ามโดยกฎหมายรัฐบาลกลาง

มาเลเซียมีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลามราว 2 ใน 3 หรือประมาณ 30 ล้านคน ซึ่งพรรค PAS ก็ยืนยันว่า “อัล-หุดุด” จะบังคับใช้กับชาวมุสลิมเท่านั้น




3 RKK มายอ-ทุ่งยางแดงจนมุมเชื่อมโยงก่อเหตุคดีสำคัญ



             ในระยะนี้ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะเบาบางลง แต่การปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ได้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในการติดตามจับกุมบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ด้วยกัน เพื่อนำตัวบุคคลที่กระทำความผิดเหล่านั้นมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง

          การประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน กรณีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปดำเนินกรรมวิธีซักถามสืบหาความเชื่อมโยงแหล่งซุกซ่อนตัวผู้ก่อเหตุกระทำความผิด และอาวุธปืนอุปกรณ์ประกอบระเบิด เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมจำกัดเสรีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ให้ลงมือกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

            ห้วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวในพื้นที่สำคัญอย่างเช่น ในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ได้ตัวบุคคลเป้าหมายจำนวนหลายราย โดยเฉพาะ RKK ที่มีประวัติในการก่อเหตุคดีสำคัญ อีกทั้งยังได้จับกุมตัวแนวร่วมที่มีหน้าที่ในการส่งกำลังบำรุงให้แก่ผู้ก่อเหตุรุนแรง หรือ Logistik และแทบทุกครั้งในการติดตามจับกุมเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ประกอบระเบิดได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

            ผลการดำเนินกรรมวิธีซักถามผู้ต้องสงสัยดังกล่าวส่วนใหญ่จะให้การยอมรับสารภาพโดยไม่มีการบีบบังคับและซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่มีการวิเคราะห์ และพัฒนาเป้าหมายก่อนการเข้าติดตามจับกุม ได้มีการกระทำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ไม่ผิดพลาด “ถูกต้องและแม่นยำ”

         หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบงานด้านการข่าวได้มีรวบรวมวิเคราะห์และนำไปสู่การจัดทำโครงสร้าง การจัดกำลังฝ่ายทหารของ Compi ของอำเภอยะรัง ซึ่งรับผิดชอบเคลื่อนไหวทำการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดงอีกด้วย

          ซึ่งจากข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งได้จากการซักถามผู้ถูกจับกุมได้มีการพัฒนาสู่เป้าหมายเครือข่าย Logistik ในพื้นที่อำเภอมายอ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 พบว่ามีความเคลื่อนไหวของสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงLogistik ได้เข้ามาพักพิงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ตำบลกระเสาะ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี

          จากนั้นวันที่ 17 มีนาคม 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยที่เกี่ยวข้องได้สนธิกำลังเพื่อเข้าทำการพิสูจน์ทราบและติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมายในพื้นที่ ตำบลกระเสาะ และตำบลเกาะจัน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานีทันที ซึ่งมีการติดตามจับกุมพร้อมๆ กันในพื้นที่จำนวน 3 เป้าหมายด้วยกัน

          ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลเป้าหมายได้จำนวน 3 ราย คือ นายอับดุลมานะห์ ดือราซอ (มะ/เปาะลี), นายซุลกีฟลี กาซอ (ลัง/ไหล/บาเรน) และนายมะสักรี มะยิ จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ นำตัวส่งให้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถามต่อไป



         เมื่อมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงผู้ก่อเหตุรุนแรงพบว่า นายอับดุลมานะห์ ดือราซอ เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมพร้อมพวก รวม 16 คน เมื่อ 22 ตุลาคม 2548 ณ ปอเนาะระดูวอ อำเภอปานาเระจังหวัดปัตตานี เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วม ก่อเหตุฆ่าพระ และเผาวัดพรหมประสิทธิ์ ผลการซักถามนายอับดุลมานะห์ฯ ได้ให้การปฏิเสธจึงได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

         ย้อนกลับไปช่วงกลางดึกย่างเข้าสู่วันที่ 16 ตุลาคม 2548 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลายคนคงยังจำเหตุการณ์สะเทือนใจต่อความรู้สึกของชาวพุทธทั่วทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี เมื่อมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกเข้าไปในวัดพรหมประสิทธิ์ หมู่ 2 บ้านเกาะ ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยคนร้ายได้ลงมือ ฆ่าเผาพระ-เด็กวัด ก่อนจุดไฟเผากุฏิทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

         โดยเหยื่อความรุนแรงในครั้งนั้น คือ พระแก้ว โกสโร อายุ 78 ปี ซึ่งถูกคนร้ายใช้ไม้ตี และใช้มีดพร้าฟันจนมรณภาพพร้อมจุดไฟเผา, นายหาญณรงค์ คำอ่อง อายุ 17 ปี และนายสถาพร สุวรรณรัตน์ อายุ 15 ปี ซึ่งทั้งคู่เป็นเด็กวัด ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ใช้มีดพร้าฟัน รวมถึงใช้ไม้ตีจนเสียชีวิต จากนั้นนำศพไปไว้บนกุฏิ แล้วใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟเผาทำลายกุฏิ และกลุ่มคนร้ายยังใช้ท่อนไม้ ก้อนหิน มีดพร้า และอาวุธปืน ทำลายข้าวของภายในโบสถ์ รวมถึงรูปหล่อหลวงพ่อพรหมที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์จนได้รับความเสียหาย

          หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าผู้ที่ถูกจับกุมพร้อมกับนายอับดุลมานะห์ฯ ทั้ง 16 คน และในเวลาต่อมาศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าพระและเผาวัดพรหมประสิทธิ์ 9 คน และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตัดสิน “ประหารชีวิต” จำนวน 5 คน และศาลพิพากษายกฟ้อง 4 คน ซึ่งคาดว่าผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดรวมถึง นายอับดุลมานะห์ฯ มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมในการก่อเหตุในครั้งนั้น แต่ไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันมัดตัวเอาผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้


        จากผลการซักถามผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อำเภอมายอ 2 คน ซึ่งปัจจุบันฝากขังเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี ได้ให้การซัดทอดว่า นายอับดุลมานะห์ และนายซุลกีฟลี กาซอ ผู้ที่ถูกจับกุมครั้งนี้ อยู่ในเครือข่าย Logistik อำเภอมายอซึ่งเครือข่ายนี้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมไปแล้ว 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนให้การสนับสนุน จากผลการซัดทอดมี 2 เหตุการณ์ที่สำคัญ คือ

         เหตุการณ์ที่ 1 เหตุการณ์คนร้ายขว้างระเบิดใส่ร้านขายอาหารมีผู้บาดเจ็บ จำนวน 5 ราย และได้ทำการลอบวางระเบิดโดยทำการติดตั้งในรถจักรยานยนต์ (เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ไว้ได้) เหตุเกิดบริเวณตลาดมายอ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อ 5 สิงหาคม 2556 

        ผู้ที่ให้การซัดทอดคือ นายอัสมัน เจ๊ะนิ และนายมาหามะ เจะและ ซึ่งทั้งสองคนให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้แต่งกายชุดฮียาฟเลียนแบบผู้หญิงมุสลิม ตามภาพวงจรปิดที่บันทึกไว้ได้ โดยนายมาหามะฯ ทำหน้าที่ขว้างระเบิด และนายอัสมันฯ ทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกอบระเบิดไปจอดในที่เกิดเหตุ
และหลังจากก่อเหตุตนได้นำชุดฮียาฟที่สวมใส่ ,อาวุธปืน และรถจักรยานยนต์ ส่งคืนให้กับนายอับดุลมานะห์ ฯ และนายซุลกีฟลีฯ เพื่อจัดเก็บบริเวณริมคลองในพื้นที่บ้านถนนตก ตำบลถนน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี


       เหตุการณ์ที่ 2 เหตุลอบวางเพลิงโรงเรียนบ้านกระเสาะ ตำบลกระเสาะ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อ 12 ตุลาคม 2558 จากผลการซัดทอดสรุปมีผู้ร่วมก่อเหตุลอบวางเพลิงจำนวน 14 คน ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแล้ว 7 คน ยังคงหลบหนีการจับกุม 7 คน
ซึ่งทั้งสองคนถูกซัดทอดว่าเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คนละคัน ทำหน้าที่รับผู้ก่อเหตุจากที่รวมพลขั้นต้นไปส่งใกล้ที่หมาย และต่อจากนั้นผู้ก่อเหตุจึงได้เดินเข้าไปลอบวางเพลิงโรงเรียนกระเสาะ

        สำหรับผู้ที่ถูกจับกุมคนที่สาม คือนายมะสักรี มะยิ จากแหล่งข่าวได้เปิดเผยว่ามีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเครือข่ายอำเภอมายอ, อำเภอยะหริ่ง และอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

          ในปัจจุบันจากความเจริญของเทคโนโลยี ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การยืนยันตัวบุคคลด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรม หรือที่เราเรียกว่า “นิติวิทยาศาสตร์” ได้มีบทบาทในการมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก อีกทั้งกล้องวงจรปิดตามสถานที่สำคัญต่างๆ จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการมัดตัวส่งฟ้องศาล หากผู้หลงผิดยังคงก่อเหตุไม่ยอมหันหลังให้กับขบวนการไม่วันใดก็วันหนึ่ง “ประตูเรือนจำ” พร้อมเปิดอ้าต้อนรับคนชั่วได้เข้าไปชดใช้เวรกรรม

         การดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงของเจ้าหน้าที่ได้มีการปฏิบัติเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐได้เปิดช่องทางและเปิดโอกาสให้กับผู้หลงผิดในการเข้าร่วม “โครงการกลับบ้าน” หันหลังให้กับขบวนการกลับมารายงานตัวแสดงตนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขไม่ต้องหลบซ่อนตัวหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ...

----------------------------

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

ช่วยด้วย มุสลิมโดนรังแกอีกแล้ว


โจรใต้ลอบบึม ช่วงพระบิณฑบาต ตำรวจ-ชาวบ้านเจ็บ6...

เมื่อเวลา 06.20 น. วันนี้ (14 มี.ค. 58) เกิดเหตุระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดลาดตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยพระวัดเนินผาโลการาม (วัดเลียบ) ขณะออกบิณฑบาต โดยคนร้ายได้ซุกซ่อนระเบิดไว้ในถังขยะ บริเวณที่เกิดเหตุในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ตชด.ชุด 4210 ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ประกอบด้วย
  • 1) ร.ต.ท.สำเนา พิมพ์พัฒน์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณท้องด้านซ้าย 2 แผล ขนาดประมาน3-5cm x-ray และ อัลตร้าเซาว ไม่พบสะเก็ดฝั่งใน และบริเวณบริเวณขาซ้าย ด้านนอก 2 แผล x-ray พบสะเก็ดฝั่งใน เริ่มรู้สึกขาซ้ายชาๆ แพทย์ทำแผลพันผ้ายืด ห้ามเลือดไว้ ไม่มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก ได้รับน้ำเกลือ 2 สาย ชีพจรล่าสุดก่อนส่งต่อ รพ.ปัตตานี BP =120/80 mmHg P = 92/min
  • 2) ร.ต.ท.วิรัตน์ วาสุข หูอื้อ แน่นหน้าอก รอฟังผล x-ray admit รพ.สายบุรี
  • 3) ร.ต.ต.วันชนะ คำเสน หูอื้อ แน่นหน้าอก รอฟังผล x-ray admit รพ.สายบุรี
  • 4) ด.ต.วิเชียร พรมทิพย์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง โดนสะเก็ดระเบิดที่ต้นคอซ้ายเป็นรอยถลอก บวมช้ำ หูอื้อ แน่นหน้าอก ได้ O2 canula 3 LPM รอผล x-ray รอส่งต่อ รพ.ปัตตานี
        พบว่ามีราษฎรได้รับบาดเจ็บด้วย ในเบื้องต้นมี นายเอี่ยม อนุปราโมทย์ และนายยูโซะ อาแว นำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

ซุมเป๊าะฮุ์ ที่ไร้ผล


การสาบาน เรียกตามศัพท์เฉพาะในศาสนาอิสลามว่า อัลยะมีนหรืออัลฮัลฟฺ (เรียก ตามภาษายาวี ว่า ซุมเปาะฮฺ) คำว่า ยะมีน (يمين) หมายถึง มือขวาที่ตรงกันข้ามกับมือซ้าย เหตุที่เรียก การสาบานว่า ยะมีน เพราะผู้สาบานจะจับมือขวาของผู้ร่วมสาบาน บ้างก็กล่าวว่า เพราะการสาบานจะรักษาสิ่งนั้นๆ เยี่ยงที่มือขวาจะรักษาสิ่งนั้น (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ, ซัยยิด ซาบิก 2/66)
ตามหลักนิติศาสตร์ คำว่า ยะมีน หมายถึง การกระทำให้เรื่องนั้นๆ เป็นจริง หรือการ เน้นย้ำสิ่งนั้นๆ ด้วยการกล่าวพระนามของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) หรือคุณลักษณะ (ซีฟัต) หนึ่งจากบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ หรือหมายถึง การทำข้อตกลงที่ผู้สาบานจะมีความมุ่งมั่น (อัซมฺ) อย่างจริงจังด้วยการสาบานนั้นต่อการกระทำหรือการละทิ้ง คำว่า ยะมีน, ฮัลฟฺ, อีลาอฺ และ ก่อซั่ม มีความหมายเดียวกัน (อ้างแล้ว หน้าเดียวกัน)

 มีเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สาบานดังนี้
        (1) บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะ
        (2) สมัครใจในการสาบาน ไม่ถูกบังคับ
        (3) มีเจตนาในการสาบานและการสาบานนั้นจำต้องมีสำนวนหรือถ้อยคำที่ใช้ในการสาบานตามข้อกำหนดดังในคำนิยามข้างต้น

ประเภทของการสาบาน
        การสาบาน (ยะมีน) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1) ยะมีน อัลฆ่อมูซ (يمين الغموس) คือ การที่บุคคลสาบานเท็จโดยเจตนา อาทิเช่น การที่ผู้สาบานกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ (วัลลอฮิ) ฉันจะกระทำสิ่งนี้แน่นอน” โดยที่เขา ไม่กระทำสิ่งนั้น เหตุที่เรียกการสาบานประเภทนี้ว่า “ฆ่อมูซ” ซึ่งแปลว่า จุ่ม เพราะการสาบานดังกล่าวจะจุ่มผู้สาบานลงในความบาป (มินฮาญุ้ลมุสลิม หน้า 570) บางทีก็เรียกการสาบานประเภทนี้ว่า อัซซอบิเราะฮฺ (الصابرة) ซึ่งหมายถึงการสาบานเท็จที่มุ่งทำลายบรรดาสิทธิหรือ มีเจตนากระทำสิ่งที่ขัดต่อหลักการและบิดพลิ้วด้วยการสาบานนั้น (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ 2/72)
        ข้อชี้ขาด การสาบานประเภทนี้ ถือเป็นบาปใหญ่ และการเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) สำหรับการสาบานประเภทนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเตาบะฮฺและขอลุแก่โทษ (มินฮาญุล มุสลิม หน้า 570) และจำต้องส่งคืนสิทธิไปยังเจ้าของ เมื่อการสาบานมีผลทำให้เจ้าของสิทธิสูญเสียสิทธิ (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ 2/72,73)

        2) ยะมีน อัลลัฆวี่ย์ (يمين اللغو) หมายถึง การสาบานโดยไม่มีเจตนาสาบาน แต่เป็น การพูดติดปาก อาทิเช่น การกล่าวว่า ไม่! ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เป็นต้น
        ข้อชี้ขาด การสาบานประเภทนี้ ผู้สาบานไม่มีบาปแต่อย่างใดในการสาบาน และ ไม่จำเป็นต้องเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) แต่อย่างใด (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ 2/72, มินฮาญุลมุสลิม หน้า 571)

        3) ยะมีน มุนอะกิดะฮฺ (يمين منعقدة) หมายถึง การสาบานซึ่งผู้สาบานมีเจตนาและมุ่งมั่นต่อการสาบานนั้น บ้างกล่าวว่า : หมายถึง การที่บุคคลสาบานว่าจะกระทำเรื่องหนึ่งที่เป็นอนาคตหรือไม่กระทำเรื่องนั้น (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ 2/72)
        ข้อชี้ขาด ผู้ใดสาบานแล้วผิดสาบานในประเภทนี้ถือว่ามีบาปและจำเป็นที่ผู้นั้นต้อง เสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) และเมื่อผู้นั้นเสียค่าปรับนั้นแล้ว บาปอันเนื่องจากการผิดสาบาน ก็ตกไป (มินฮาญุ้ลมุสลิม หน้า 571)

แนวทางในการแก้คำสาบาน (Sumpah)
        1. กรณีการสาบาน (Sumpah) มีองค์ประกอบครบตามเงื่อนไขที่ระบุข้างต้น หากผู้สาบานประสงค์ถอนคำสาบานจำต้องเสียค่าปรับ (Kaffaraah,Expiatory giff) ภายหลังการถอน คำสาบาน (The violation of an oath) ดังนี้

        ก. เลี้ยงอาหารคนยากจนจำนวน 10 คน ด้วยอาหารในระดับปานกลางที่ครอบครัวของ ผู้สาบานรับประทาน หรือมอบธัญญาหาร (อาทิเช่น ข้าวสาร) แก่คนยากจนจำนวน 10 คนๆ ละ 1 ทะนาน (อิอานะตุตตอลิบีน, อัซซัยยิด อัลบักรี่ย์, เล่มที่ ๔/๓๖๖ สำนักพิมพ์ดารุ้ลฟิกร์, (เบรุต เลบานอน), ค.ศ.1993)

        ข. มอบเครื่องนุ่งห่ม อาทิเช่น เสื้อ, ผ้านุ่ง เป็นต้น แก่คนยากจนจำนวน 10 คน (โดย แต่ละคนได้รับเครื่องนุ่งห่มดังกล่าวคนละ 1 ชิ้น)

        ค. ปล่อยทาส (ในปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีทาส การเสีค่าปรับในข้อนี้จึงถือว่าตกไป) (อัลฟิกฮุ้ลอิสลามีย์ฯ, ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซซุฮัยลี่ย์, เล่มที่ ๓/๔๙๗ สำนักพิมพ์ดารุ้ลฟิกร์ (เบรุต), (พิมพ์ครั้งที่ 2) ค.ศ.1984)

        ทั้งนี้ผู้ถอนคำสาบานสามารถเลือกการเสียค่าปรับข้อหนึ่งข้อใดจาก 3 ข้อนี้ได้ ตามสถานภาพหรือฐานานุรูปของตน หากไม่สามารถเสียค่าปรับตามที่กล่าวมา ผู้ถอนคำสาบานจำต้องถือศีลอดเป็นเวลา 3 วัน (ตามเงื่อนไขของการถือศีลอด โดยตั้งเจตนาว่าตนถือศีลอด กัฟฟาเราะฮฺ และการตั้งเจตนานี้จำต้องกระทำในช่วงเวลากลางคืนเหมือนการถือศีลอดที่จำเป็น) โดยการถือศีลอด 3 วันติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม (อิอานะตุตตอลีบีน อัซซัยยิด อัลบักรีย์, เล่มที่ ๔/๓๖๗ , สำนักพิมพ์ดารุ้ลฟิกร์ , ค.ศ.1993)
        อนึ่งการเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) เนื่องจากการถอนคำสาบานนั้น ผู้ถอนคำสาบานสามารถกระทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยผู้รู้ทางศาสนามาประกอบพิธีแต่อย่างใด

        กรณีการสาบาน (Sumpah) ขาดองค์ประกอบหลักตามเงื่อนไขที่ระบุข้างต้น ถือว่า การสาบานนั้นเป็นโมฆะ (Invalid) และไม่มีผลอันใดติดตามมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการให้ปากคำ ของผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในขบวนการก่อความไม่สงบทางภาคใต้ในชั้นต้น โดยพิจารณาดังนี้

        ก. หากผู้สาบานให้การสารภาพในชั้นต้นว่า ตนถูกบังคับให้สาบานโดยขาดความสมัครใจ การสาบานนั้นย่อมเป็นโมฆะ จึงไม่มีผลอันใดติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นการผิดคำสาบานหรือการเสียค่าปรับ เพราะการสาบานของผู้ถูกบังคับนั้นไม่เป็นผลในเบื้องต้นอยู่แล้วตามหลักการศาสนา (อัลบัยญูรีย์ เล่มที่ ๒/๕๘๕ สำนักพิมพ์ดารุ้ลกุตุ้บ อัลอิลมียะฮฺ (เบรุต) ค.ศ.1999/ มัตละอุ้ลบัดรอยนฺฯ, มุฮำมัด อิบนุ อิสมาอีล ดาวุด อัลฟาตอนีย์, หน้า ๒๑๑, สำนักพิมพ์มุฮำมัด อันนะฮฺดีย์ ม.ป.ป.)

        ข. หากสอบปากคำผู้ต้องสงสัยแล้วได้ความว่า สำนวนในการสาบานมีรูปประโยคว่า “ข้าพเจ้าขอสาบานว่าจะไม่เปิดเผยความลับกับคนที่มิได้ร่วมขบวนการ หากข้าพเจ้าเปิดเผยความลับแล้ว ถือว่าข้าพเจ้าเป็นบุคคลนอกศาสนา (ตกศาสนา)” เป็นต้น การสาบานด้วยสำนวนทำนองนี้ไม่ถือเป็นการสาบานตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ จึงไม่มีการเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) ในการผิดคำสาบานแต่อย่างใด ทั้งนี้การใช้สำนวนตามรูปประโยคข้างต้นถือเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) จึงสมควรกล่าวคำปฏิญาณตน (อัชชะฮาดะฮฺ) “ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮฺ มุฮำมัด ร่อซูลุ้ลลอฮฺ” และขอลุแก่โทษ (อิสติฆฟ๊าร) ต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) (กิฟายะตุ้ลอัคย๊ารฯ , อัลฮุซอนีย์ หน้า ๕๔๒ สำนักพิมพ์ดารุ้ลคอยฺร์ (เบรุต) ค.ศ.1991)

        ค. กรณีการก่อความไม่สงบด้วยการประทุษร้าย , การละเมิดในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น การทำลายสาธารณูปโภคและการประกอบอาชญากรรมทุกรูปแบบถือเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ตามหลักการของศาสนา ดังนั้นการสาบานเพื่อกระทำการดังกล่าว ศาสนาถือว่าผู้สาบานเช่นนั้นได้ฝ่าฝืนหลักนิติธรรมและเป็นผู้ประพฤติชั่ว (ฟาซิก) ผู้สาบานนั้นจำต้องผิดคำสาบาน (กล่าวคือ จะกระทำการตามคำสาบานนั้นมิได้โดยเด็ดขาด) และจำต้องเสียค่าปรับเพื่อไถ่ถอนความผิด (อัลบัยญูรีย์ อะลาชัรฮิ้ลอัลลามะฮฺ อัลกอซิม อัลฆอซซีย์, เล่มที่ ๒/๕๘๖, ฟัตฮุ้ลวะฮฺฮาบ บิชัรฮิ มินฮะญิตตุ้ลล๊าบ, ชัยคุ้ลอิสสลาม อบียะฮฺยา ซะกะรียา อัลอัน ซอรีย์ เล่มที่ ๒/๒๔๔, สำนักพิมพ์ดารุ้ลฟิกร์ (ไคโร) ค.ศ.1994)
        และการให้ความร่วมมือในการสืบสวนคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญเพื่อหาผู้กระทำผิดตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสร้างความสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินถือเป็นภารกิจจำเป็น (วาญิบ) ตามหลักการของศาสนา ดังนั้นการสาบานว่าจะไม่กระทำสิ่งที่เป็นภารกิจจำเป็น (วาญิบ) หรือเข้าข่ายละทิ้งหน้าที่ จึงถือว่าผู้สาบานได้ฝ่าฝืนหลักคำสอนของศาสนาและถือเป็นผู้ประพฤติชั่ว (อัลอาซีย) ด้วยคำสาบานเช่นนั้น และจำต้องผิดคำสาบาน (กล่าวคือ จะละทิ้งหน้าที่อันเป็นภารกิจทางศาสนามิได้) และจำต้องเสียค่าปรับเพื่อไถ่ถอนความผิดนั้นด้วย (มุฆนีย์อัลมุฮฺต๊าจฺญ์, อัลค่อตีบ อัชชัรบีนีย์ , เล่มที่ ๖/๑๘๙ สำนักพิมพ์ ดารุ้ลกุตุบอัลอิลมียะฮฺ (เบรุต) ค.ศ.1994/อัลอิกนาอฺ ฟี ฮัลลี่ อัลฟ๊าซฺ อบีชุญาอฺ, อัลค่อตีบ อัชชัรบีนีย์ เล่มที่ ๒/๕๘๙, สำนักพิมพ์ ดารุ้ลกุตุบอัลอิลมียะฮฺ (เบรุต) ค.ศ.1994)

        ง. หากพิจารณาไตร่ตรองดูแล้วว่าการผิดคำสาบานเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มากกว่า การรักษาคำสาบาน ถือว่าการผิดสาบานนั้นเป็นเรื่องที่อนุญาตให้กระทำได้ทั้งนี้เพราะเป็นการ ไม่สมควรที่จะนำเอาการสาบานมาเป็นสิ่งกีดกั้นมิให้กระทำความดีและการประนีประนอม (สมานฉันท์) (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ, ซัยยิดซาบิก เล่มที่ ๒/๙๗ สำนักพิมพ์ดารุ้ลฟัตฮฺ (ไคโร) ค.ศ.1996)

เขียนโดย อ.อาลี เสือสมิง

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

ขดดะรี บินเซ็น กับภารกิจปกป้องโรงเรียนสอนศาสนา


‘อิมรอน’
http://pulony.blogspot.com/2015/03/blog-post_12.html

การจัดการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีสถานศึกษาอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ โรงเรียนตาดีกา หรือศูนย์อบรมจริยธรรมในมัสยิด มีจำนวน 2,230 แห่ง ดูแลเด็กช่วงอายุ 4-12 ปี, สถาบันปอเนาะ จำนวน 427 แห่ง จะมุ่งเน้นการเรียนการสอนด้านศาสนา เพื่อให้จบมาเป็นบุคลากรทางศาสนาในพื้นที่ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จำนวน 360 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยกระดับมาจากสถาบันปอเนาะ สอนสายสามัญเหมือนโรงเรียนปกติของรัฐ แต่จะมีการสอนศาสนาควบคู่กันไปด้วย

นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ทีมข่าวอิศรา" จวกรัฐบาลว่ามองโรงเรียนสอนศาสนาในแง่ลบมาตลอด ทำไมเมื่อเกิดเหตุความไม่สงบทีไรมักจะโยนผิดให้กับโรงเรียนเหล่านี้ทุกที แต่เวลามีนักการเมืองคอรัปชั่น ทำไม? ไม่โทษสถาบันที่พวกเขาเคยเรียนบ้าง

นายขดดะรีฯ ยังชี้ต่ออีกว่าเหตุการณ์แต่ละเหตุที่เกิดขึ้นมีประเด็นคำถามซ้อนกันอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งเป็นเงื่อนแง่ย้อนแย้งกัน และต่างฝ่ายต่างนำมาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารตอบโต้ซึ่งกันและกัน คือ
1.ทำไมฝ่ายรัฐจึงต้องเข้าไปกระทำความรุนแรงในสถานบันปอเนาะ หรือสถาบันการศึกษาที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีอิสลามและวิธีคนมลายูมุสลิม
2.เหตุใดสถาบันการศึกษาเหล่านี้บางแห่งจึงยังถูกใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธ หรือแม้แต่บ่มเพาะแนวคิดต่อต้านรัฐโดยใช้ความรุนแรง

ทั้งสองประเด็นเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ และจะต้องหาทางออกร่วมกันของทุกฝ่าย ซึ่งการที่นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องถือได้ว่ามีความกล้าเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านี้ในฐานะประธานสมาพันธ์ฯ จะต้องมีมาตรการในการควบคุมดูแลโรงเรียนสมาชิกในสังกัดไม่ให้โรงเรียนเหล่านั้นใช้สถาบันที่เด็กเคารพบูชาเป็นแหล่งบ่มเพาะของกลุ่มขบวนการ เพื่อให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย ที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐพร้อมให้ความร่วมมือ แต่ก่อนที่จะให้คนอื่นยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ถามตัวเองก่อนว่ากล้าพอเปิดประตูโรงเรียนเผยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ปิดบังซ่อนเร้นเป็นแดนลึกลับสนธยาเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมาหรือไม่?

“โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งมีสมาชิกมากถึง 300 กว่าโรง มีสถานศึกษาบางแห่งในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือเป็นแหล่งพักพิงบ่มเพาะกลุ่มก่อความไม่สงบจริง แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น” นี่คำกล่าวที่ “นายขดดะรี บินเซ็น” ยอมรับว่ามีอยู่จริง

และการยอมรับดังกล่าวข้างต้นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันให้เสียเวลาต่อไปอีกแล้ว ในเมื่อประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้การันตียืนยันว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการจริง

นายขดดะรี บินเซ็น ได้กล่าวถึง "เรื่องผู้ก่อการร้าย อย่าพูดลอยๆ ว่าอยู่กับโรงเรียนเอกชน ขอให้นำข้อมูลมาให้พวกผม แล้วผมจะไปเอาตัวมาส่งให้ ไม่ต้องเอากำลังมาปิดล้อม หรือบุกเข้ามา จนทำให้เด็กๆ ตกใจ บางคนแค้นใจ เพราะไปบุกรุกสถานที่ที่เขาเคารพบูชา"

เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างรอยด่างให้กับสถาบันสอนศาสนาของท่านหรอกครับ ถามจริงๆ เถอะว่าการที่กลุ่มขบวนการใช้สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะ ใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวซุกซ่อนอาวุธ อีกทั้งบางแห่งใช้เป็นแหล่งในการผลิตวัตถุระเบิดท่านไม่มีข้อมูลรายละเอียดเลยหรือ!!



ตัวอย่างสถาบันปอเนาะที่ถูกสั่งปิดเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถาบันการศึกษาเอกชนสอนศาสนา เนื่องจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์ผลิตวัตถุระเบิด และใช้สถาบันปอเนาะเป็นที่พักพิง มีการซ่องสุมกำลังของผู้ก่อเหตุรุนแรง จำนวน 2 โรงด้วยกัน คือ โรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และปอเนาะสะปอม หรือโรงเรียนอิสลามบูรพาอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

ในเวลาต่อมา ปปง. มีมติให้ยึดทรัพย์โรงเรียนอิสลามบูรพาชั่วคราว เนื่องจากมีการใช้สถานที่ของโรงเรียนเป็นสถานที่สนับสนุนการก่อการร้าย อีกทั้งอายัดทรัพย์สินที่ดินโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 14 ไร่ มูลค่ากว่า 600,000 บาท ภายหลังตรวจสอบพบว่ามีการใช้สถานที่แห่งนี้สนับสนุนการก่อความไม่สงบของกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยใช้เป็นสถานที่ปลูกฝังแนวคิด ฝึกวิชาทหารและอาวุธ เพื่อเป็นกองกำลังของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542


9 มกราคม 2558 เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง บริเวณโรงเรียนยุวอิสลาม บ้านน้ำใส ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่พยายามใช้ความนุ่มนวลเลี่ยงการใช้ความรุนแรง มีการเกลี้ยกล่อมโดยเจ้าหน้าที่เอง ผู้นำศาสนาในพื้นที่ และบาบอเจ้าของโรงเรียน เวลาผ่านไป 9 ชั่วโมง มีผู้ออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 3 คน แต่ที่เหลือภายในบ้านกลับประกาศกร้าวจะต่อสู้ไม่ยอมมอบตัว พร้อมได้ขว้างลูกระเบิดและยิงใส่เจ้าหน้าที่ ในวินาทีต่อมาจึงเกิดการปะทะกันขึ้นทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ไม่อยากจะทำ หลังสิ้นเสียงปืนเมื่อเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิตจำนวน 3 ราย คือนายมะรูดิน ตาเฮ ผกร. ระดับหัวหน้า Kompi มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 5 หมาย, นายปาตะ ลาเต๊ะ ผกร.ระดับปฏิบัติการมีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย และนายมาหะมะซาบรี ดอเล๊าะ ผกร. ระดับปฏิบัติการ เพื่อนของนายบัดรุดีน แจ๊ะแว ลูกชายของบาบอโรงเรียนปอเนาะยุวอิสลามวิทยามูลนิธิ แต่ยังมีผู้ก่อเหตุรุนแรงอีก 2 ราย ได้อาศัยความชุลมุนตอนเกิดเหตุปะทะสามารถหลบหนีไปได้




18 กุมภาพันธ์ 2558 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้หวังดีในพื้นที่ว่านายอับดุลเลาะ สาแม ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการในพื้นที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ได้เข้ามาหลบซ่อนพักพิงภายในสถาบันศึกษาปอเนาะนัฮฏอตุลอุลูมิดดีนียะฮ์ (ปอเนาะประตูช้าง) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านอาโห หมู่ 5 ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

ผลการเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตรวจยึดอาวุธปืน AK-102 ได้ จำนวน 2 กระบอก และอุปกรณ์อื่นๆ อีกหลายรายการ ได้แก่ ศูนย์ปรับระยะแบบพับได้ติดปืนยาว จำนวน 1 ชุด, กล้องช่วยเล็งติดปืน จำนวน 1 ชุด, หมวกแก๊ป เจ้าหน้าที่ EOD, สายไฟ 1 ม้วน ยาวประมาณ 800 เมตร, ดีเลย์สวิต ( คล้ายอุปกรณ์ใช้กดระเบิดแสวงเครื่อง 2 ตัว ) และปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 0.5 กิโลกรัม

การปลูกฝังแนวความคิดบิดเบือนประวัติศาสตร์ การปลุกกระแสความรักชาติปาตานี ในลักษณะบิดเบือนภายในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา เพื่อให้เยาวชนมุสลิมมีความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และชาวไทยพุทธยังคงดำเนินต่อไป อย่างเช่นสถาบันศึกษาปอเนาะมะหัดดารุล มูฮายีรีน บ้านสวนซิก ม.4 (บ้านย่อยบ้านบละแต) ตำบลบาโงสะโต อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส มีการขีดเขียนข้อความด้วยปากกาที่โต๊ะภายในห้องเรียน,ห้องละหมาด ข้อความว่า “กูเป็นนักรบฟาตอนี, กูฟาตอนี, RKK, กูรักฟาตอนีไปอยู่ฟาตอนีไลปีๆ”

นอกจากนี้ยังมีบอร์ดหน้าห้องฝ่ายวิชาภาษาอังกฤษโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีแผ่นป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐติดอยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมจึงมีการติดแผ่นป้ายดังกล่าว อาจจะเป็นไปได้ว่าฝ่ายวิชาภาษาอังกฤษจะต้องรับรู้เรื่องการติดแผ่นป้ายข้อความ หรืออาจจะไม่กล้ายุ่งกับแผ่นป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากผู้บริหารของโรงเรียนรู้เห็นเป็นใจ

รัฐบาลไทยไม่เคยมองสถาบันการศึกษาด้านศาสนาในแง่ลบทั้งหมด ซึ่งโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปก็มีให้เห็น ไม่ได้เหมารวมตามที่นายขดดะรี บินเซ็น กล่าวอ้าง สถาบันการศึกษาสอนศาสนามีคุณูปการมากมายต่อพี่น้องมลายูปาตานี ในแง่ของความคิด ความเชื่อ แต่กลับกลายเป็นว่ามีการยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนในพื้นที่มองว่ารัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมทั้งชี้นำให้เห็นว่ามีการลบหลู่ในสิ่งที่พี่น้องมุสลิมเคารพศรัทธา

ทั้งหมดทั้งสิ้นที่นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ทีมข่าวอิศรา"(สื่อที่เอนเอียงเสนอข่าวสารสนับสนุนกลุ่มขบวนการ) ได้บ่งชี้จุดยืนของเขาผู้นี้อย่างชัดเจนในการออกมาปกป้องโรงเรียนในสังกัดสมาพันธ์ “โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาข้าใครอย่าเตะ!!!”แล้วบ้านนี้เมืองนี้จะเดินหน้าแก้ปัญหาไฟใต้กันอย่างไร นี่คือวิสัยทัศน์ของประธานสมาพันธ์ ที่คิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้คิดช่วยแก้ปัญหาองค์รวมให้กับโรงเรียนสอนศาสนาส่วนใหญ่ที่เป็นโรงเรียนที่ดี....อย่างนี้ปลาตายตัวเดียวเหม็นทั้งเข่งครับ...พ่อแม่พี่น้องผู้ปกครองที่ฝากอนาคตบุตรหลานไว้กับสถาบันปอเนาะอื้อฉาว ลองคิดแยกแยะวิเคราะห์กันเอาเอง...ว่าบุตรหลานท่านมีความสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายในการบ่มเพาะในสถาบันสอนศาสนา..ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือไม่?.....

-----------------------------

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำลายป่าต้นน้ำ...ไม่ต่างกับทำลายชีวิตผู้คนปลายน้ำ


         เมื่อ 8 มีนาคม 2558 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม (ชร.) ร่วมกับ กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ , หน่วยป้องกันและรักษาป่าไม้ฯ และ หน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ถูกลักลอบตัดทำลาย ท้องที่ บ้านคลองอู๊ด หมู่ 6 ตำบลบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา

          ผลการปฏิบัติตรวจพบพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย จำนวน 1 แปลง เนื้อที่เสียหายประมาณ 20 ไร่ จับกุมผู้กระทำผิด จำนวน 3 คน คือ
  • 1.นายมือลี เจ๊ะเต๊ะ
  • 2.นายมะรอพี สหนิ
  • 3.นายมาหะมะฮาเซ็ง กะดะแซ
           เมื่อ 9 มีนาคม 2558 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม จังหวัดยะลายะลา ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน มาดำเนินกรรมวิธีซักถามขั้นต้น ณ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 ผลการซักถามเบื้องต้น ยังไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลต่างๆ หน่วยจึงอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกควบคุมตัวบุคคลทั้ง 3 นำตัวส่งให้หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 เพื่อซักถามขยายผลต่อไป

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

9 คำถาม “PerMAS”


อิมรอน
http://pulony.blogspot.com/2015/03/9-permas_9.html

       สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกลุ่มนิสิตนักศึกษา นักเรียน ในพื้นที่กลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหวกิจกรรมสนับสนุนงานการเมืองของขบวนการ BRN ภายใต้ชื่อกลุ่ม “PerMAS” ซึ่งย่อมาจาก Persekutuan Mahasiswa Anak muda dan Siswa Patani (สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี) 

        มีการจัดเวทีเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ปลุกระดม กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในเวทีภายในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจนเรียกร้องความเป็นธรรมต่างๆ ให้กับสมาชิกแนวร่วมกลุ่มขบวนการ ซึ่งกลุ่ม “PerMAS” ถือได้ว่าเป็น “คู่กรณี” โดยตรงกับรัฐและฝ่ายความมั่นคง โดยมีสงครามแย่งชิงมวลชนชายแดนใต้เป็นฉากหลัง!!!

        ที่ผ่านมามีนักศึกษาที่เป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ BRN แต่ในอีกบทบาทหนึ่งมีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในร่มเงาของ “PerMAS” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความสัมพันธ์กันในทุกมิติของการเคลื่อนไหว จากกรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบุกเข้าโจมตีฐานนาวิกโยธินกองทัพเรือในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส คือตัวอย่างชัดเจน และผลในวันนั้นปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 16 ราย เนื่องจากถูกตอบโต้จากเจ้าหน้าที่ แต่ที่ฮือฮามากกว่านั้นคือการเสียชีวิตของ นายมะรอโซ จันทรวดี อดีตกลุ่มนักศึกษา PNYS อีกมิติหนึ่งเป็นแกนนำสมาชิก BRN และในจำนวนผู้ที่เสียชีวิตอีกรายที่น่าสนใจเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดยะลา อีกทั้งเป็นสมาชิก “PerMAS” รวมอยู่ด้วย

        เป็นที่ทราบกันดีว่า “PerMAS” เป็นองค์กรนักศึกษาที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดาเลย ทั้งกลุ่มที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนล้วนเป็นผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย หมิ่นเหม่ต่อปัญหาความมั่นคงของชาติแทบทั้งสิ้น อีกทั้งบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ ที่สำคัญกิจกรรมที่กลุ่ม “PerMAS” ได้จัดขึ้นมีความท้าทายต่ออำนาจรัฐ และเปราะบางต่อภัยความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกิจกรรมเวที Bicara Patani ที่มุ่งปลุกระดมให้พี่น้องประชาชนปาตานีลุกขึ้นมาเรียกร้องในการกำหนดชะตากรรมของตนเองด้วยการลงประชามติ (The Principle of Rights to Self-Determination)



       บุคคลที่เคลื่อนไหวทั้งเป็น “ตัวเปิด” และ “หลังฉาก”(อีแอบ) ของกลุ่ม “PerMAS” เป็นการขับเคลื่อนใน “ปีกการเมือง” เพื่อเป้าหมาย “ปลดปล่อยปาตานี” โดยสอดรับประสานกับอีกปีกหนึ่ง คือ “ปีกการทหาร” ของขบวนการ BRN ที่เคลื่อนไหวก่อเหตุเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ 

        ที่ผ่านมากลุ่ม “PerMAS” และภาคีเครือข่ายได้ออกมาตอบโต้กล่าวหาว่าฝ่ายความมั่นคงมีความพยายามบ่อนทำลายองค์กรและแกนนำ ด้วยการแฉประวัติด้านลบและพฤติกรรมของแกนนำบางคนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพจเฟซบุ๊คไม่ระบุตัวตน หรือที่เรียกว่า “เพจผี” ซึ่งหากไม่มีมูลหรือพฤติกรรมที่ส่อไปในทางประพฤติมิชอบในการแสวงหาประโยชน์ด้วยการกระทำผิดกฎหมาย ไม่มีประวัติที่ด่างพร้อย ด้วยการนำเงินเหล่านั้นมาทำการเคลื่อนไหวก็คงจะไม่มีใครออกมาแฉอย่างแน่นอน!!!!

        สำนักข่าวอิศรา ได้มีการนำเสนอบทความและชี้ให้เห็นว่า “PerMAS” มีพื้นที่ในสื่อกระแสหลักค่อนข้างน้อย และคนนอกพื้นที่ไม่ค่อยรู้จักพวกเขา ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา จึงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ “PerMAS” และถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์ 9 คำถามกับประธาน “PerMAS” คนปัจจุบัน คือ นายสุไฮมี ดูละสะ ให้เป็นที่รู้จักเพื่อจุดประสงค์อะไร? ทั้งๆ ที่องค์กรนี้มีการเคลื่อนไหวในการแบ่งแยกดินแดนให้เป็นอิสระจากรัฐไทย

         ถือได้ว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศราได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ซึ่งก่อนหน้านี้ ปกรณ์ พึ่งเนตร ได้เขียนในคอลัมน์ คุยกับบรรณาธิการ เรื่อง “ไอโอล้ำเส้น ที่ชายแดนใต้” เป็นผู้ตั้งวาทะเด็ด “เพจผี” และกล่าวหาว่าเป็นเพจของฝ่ายความมั่นคงโดยไม่มีการกล่าวถึง “เพจโจรใต้ฟาตอนี” ของแนวร่วมขบวนการที่ได้มีการปลุกระดม บิดเบือน สร้างความขัดแย้งใด ๆ เลย

          การออกมากล่าวหาฝ่ายความมั่นคงน่าจะมีนัยอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นหรือไม่!! ยากที่จะคาดเดา แต่ที่แน่ๆ ได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์เชิงลึกอย่างแนบแน่นของสำนักข่าวอิศรากับกลุ่ม “PerMAS” เป็นแค่เหตุบังเอิญ หรือแค่ต้องการขายข่าว
  • 1. “PerMAS” คือใคร?
  • PerMAS (Persekutuan Mahasiswa Anak muda dan Siswa Patani) หมายถึง สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี ที่มีการแอบอ้างเสียงนักศึกษาส่วนใหญ่ในการดำเนินจัดกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน และมุ่งสนับสนุนกลุ่มขบวนการ BRN ในงานการเมือง
  • 2.พันธกิจของ PerMAS
  • กลุ่ม PerMAS มีพันธกิจ 2 ประการ คือ Peace destroying กับStruggle for BRN หมายถึงเป็นผู้ทำลายสันติภาพ และต่อสู้เพื่อ BRNเมื่อแปรสู่การปฏิบัติก็คือ 
  •          1) เป็นกระบอกเสียงและปีกการเมืองให้กับขบวนการ BRN 
  •          2) เป็นองค์กรกลางหนุนการสร้างความรุนแรง 
  •          3) เป็นแกนนำทางการเมืองของนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี ในการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชจากรัฐบาลไทย
  • 3.การทำงานของ“PerMAS”
  • วิสัยทัศน์ของกลุ่ม PerMAS เพื่อเรียกร้องความเสมอภาคให้กับโจรใต้ฟาตอนี และความยุติธรรม มีเป้าหมายหลักเพื่อเอกราช รองลงมาก็เพื่อจัดขบวนและเพิ่มศักยภาพบทบาทนักศึกษา นักเรียน เยาวชนปาตานี มียุทธศาสตร์ในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อการกำหนดชะตากรรมตนเอง
  • 4.จุดยืนของ“PerMAS”
  • จุดยืนที่แท้จริงของกลุ่ม เมื่อ “PerMAS” มีความพึงพอใจต่อสันติภาพอย่างไร ประชาชนก็มีความพึงพอใจต่อสันติภาพอย่างนั้น สรุปคือ “PerMAS” เป็นใหญ่ทางความคิดสามารถชี้นิ้วสั่งประชาชนขวาหันซ้ายหันได้ตามที่ใบสั่งของขบวนการ BRN 
  • 5.พัฒนาการของ“PerMAS”
  • สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานและยืดเยื้อและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งไทยพุทธและมลายูปาตานีมุสลิม กลุ่มPerMAS จึงได้อาศัยสถานการณ์สร้างภาวะความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนโดยใช้ศาสนา เชื้อชาติเป็นเครื่องมือ เพื่อผลนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขบวนการ BRNอยากให้เกิดขึ้น
  • 6. “PerMAS” ในปัจจุบันมีโครงสร้างอย่างไร
  • “PerMAS” รุ่นที่ 3 มีแผนงานและความรับผิดชอบของคณะกรรมการแต่ละฝ่ายก็จริงแต่ในความเป็นจริงตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นเป็นแค่ตุ๊กตาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในองค์กรอย่างแท้จริงอย่างเช่น 
  •              นายสุไฮมี ดูละสะ ประธาน “PerMAS” คนปัจจุบัน ไม่ได้มีอำนาจใดๆ เลย ผู้ที่มีอำนาจและมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังในการเคลื่อนไหว คือนายอาเต็ฟ โซ๊ะโก อีกทั้งนายอาเต๊ฟฯ ยังเป็นผู้หาแหล่งเงินทุนที่ได้จากการค้ายาเสพติดมาสนับสนุนในการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมของ “PerMAS” มาโดยตลอด เนื่องจากมีพ่อตา ญาติพี่น้องอยู่ในแวดวงนักค้ายาเสพติดตัวยง ส่วนตำแหน่งอื่นๆ แค่เป็นโครงสร้างที่ตั้งขึ้นมาจอมปลอมในเมื่อประธานไม่ใช่ตัวจริงแล้วอย่าไปหวังให้ยากกับระดับรองๆ ลงมา ทุกครั้งที่สมาชิกแนวร่วมขบวนการเสียชีวิตผู้ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลจะมีการเดินหมากทางการเมืองแย่งชิงมวลชนด้วยการสั่งให้สมาชิกลงพื้นที่หาข้อมูลในพื้นที่เกิดเหตุแล้วกลับมาบิดเบือนข่าวสารกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ 
  • 7. มุมมอง“PerMAS” ต่อรัฐไทย
  • สำหรับมุมมองของ “PerMAS” ที่มีต่อรัฐบาลไทย ไม่เคยมีอะไรเป็นบวกในสายตาของคนกลุ่มนี้ รัฐไทยคือผู้รุกรานดินแดนปาตานี รังแกพี่น้องมลายูปาตานี ละเมิดสิทธิเสรีภาพของของโจรใต้ฟาตอนี
  • 8.ทำไม“PerMAS” มองรัฐในแง่ลบ
  • เนื่องจากการปลูกฝังอุดมการณ์ การบ่มเพาะทางความคิดที่ผิดๆ ในสถาบันการศึกษาปอเนาะ ตาดีกา จากผู้นำศาสนา ผู้นำทางความคิด และระดับแกนนำขบวนการ ให้นักเรียนเยาวชนเหล่านั้นเกลียดชังคนต่างศาสนา รวมถึงเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลไทย ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยมีความจริงใจในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสันติสุขก็ตามที ก็จะถูกขัดขวางทุกรูปแบบ
  • 9.เป้าหมายสุดท้ายของกระบวนการสันติภาพและ “PerMAS”ต้องการเอกราช ปกครองพิเศษ หรือประชามติกำหนดใจตนเอง
  •       “PerMAS” ได้ตั้งเป้าหมายสุดท้ายของกระบวนการสันติภาพ จะต้องจบลงด้วย “เอกราช” หรือ “ออโตโนมี” (ปกครองตนเอง) เท่านั้น เป็นแผน “แยกกันเดินร่วมกันตี” กับขบวนการ BRN
  •       “PerMAS” จึงไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขชายแดนใต้ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงได้มีการเดินหน้าเคลื่อนไหวคัดค้านและทำลายแนวทางสันติวิธีทุกรูปแบบ และกลับสนับสนุนแนวทางความรุนแรงของกลุ่มขบวนการ BRN เพื่อยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเข้าดำเนินการปราบปราม ซึ่งเป็นแนวทางที่กลุ่ม“PerMAS” ต้องการเพื่อสื่อไปยังต่างประเทศว่ารัฐบาลไทยมีการใช้กำลัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง สุดท้ายนำไปสู่การลงประชามติ (right to self determination) เพื่อกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชต่อไป
        นี่คือ 9 คำถาม “PerMAS” 

       กับคำตอบที่คาใจประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่เป็นเจ้าของพื้นที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด หรือกลุ่ม“PerMAS”? เป็นผู้ชักนำ

        ....แต่ผู้เขียนขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า หาก “PerMAS” พึงพอใจต่อสันติภาพอย่างไร ประชาชนก็พอใจต่อสันติภาพอย่างนั้น....เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาได้บอกกล่าวถึงสันดานขององค์กรกลุ่มนี้อย่างชัดเจน...จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทุกรูปแบบ แทบทุกครั้งที่มีการจัดเวทีพูดคุยสันติภาพที่ผ่านมา และการเดินหน้าพูดคุยสันติสุขในปัจจุบัน....

-----------------------------

หน่วยความมั่นคงเตือน เฝ้าระวังรถต้องสงสัยอีก 11 คัน หวั่นป่วนใต้


            หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สรุปรถยนต์ที่ถูกโจรกรรม และเฝ้าระวังในการนำไปใช้ประกอบระเบิดอีก 11 คัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ ที่ถูกคนร้ายโจรกรรมไปจากเจ้าของ โดยพบว่าในช่วง ที่ผ่านมา รถยนต์เป้าหมายเฝ้าระวังหลายคันได้ถูกกลุ่มคนร้ายนำไปประกอบระเบิด และนำกลับเข้ามาใช้ก่อเหตุคาร์บอมบ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงขอให้ทุกหน่วยเข้มงวดในการตรวจค้น ตรวจสอบรถยนต์ที่มีลักษณะใกล้เคียงรถเป้าหมาย หรือรถต้องสงสัยโดยละเอียด เพื่อป้องกันคนร้ายนำมาก่อเหตุ

            ส่วนเหตุคนร้ายวางระเบิดทหารพราน กรมทหารพรานที่ 11 หน้าสถานีรถไฟรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวานนี้ เป็นเหตุให้ทหารพราน 3 นา และชาวบ้านอีก 6 คนได้รับบาดเจ็บ ล่าสุด สิบเอกทวีวัฒน์ อ่อนขวัญเพชร ได้เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากอาการสาหัส สะเก็ดระเบิดถูกตามร่างกายหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ระบุว่า คนร้ายที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดิมๆ ที่เคลื่อนไหวและเคยก่อเหตุไม่สงบในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายมุ่งลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ และก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสถานการณ์ ให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามหาเบาะแสคนร้าย จากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ 

สงครามข่าวสาร แย่งชิงมวลชนชายแดนใต้


           ในยุคปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์เราไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ความทันสมัยได้ย่อโลกให้เล็กลงสามารถทำการติดต่อสื่อสารกันได้ภายในแค่กระพริบตา เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกสามารถส่งผ่านและแชร์ต่อกันในทุกช่องทางสื่อเหล่านี้แค่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเกิดเหตุ

          ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด เพราะนับเป็นช่องทางสื่อที่สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

           ยิ่งเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสังคมข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญ คนในสังคมจึงมีปฏิสัมพันธ์ที่รวดเร็ว กว้างขวาง และลงลึกในโลกสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นฝ่ายที่คิดต่างจากรัฐจึงใช้ช่องทางนี้แสวงหาแนวร่วม ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึก แรงจูงใจ การปลุกระดมผ่านช่องทางนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการ “สร้างความรู้สึกร่วม” โดยที่มีสื่อ Social Media เป็นตัวเร่งสำคัญเพื่อเปิดฉากแนวรบ
“สงครามข่าวสาร” บนโลกสังคมออนไลน์ นำมาใช้เพื่อชิงความได้เปรียบในสงคราม เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลความดีและความสำเร็จของฝ่ายตนเอง แต่กลับตอกย้ำความเลวร้ายหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องของฝ่ายตรงข้าม “เพราะท้ายที่สุดแล้วเมื่อฝ่ายใดสามารถปฏิบัติการจนสามารถครอบครองพื้นที่ความรู้สึกได้มากกว่า ย่อมชนะบนแนวรบนี้”

          ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กับการนำเสนอข่าวสารในเชิงบวก โดยความร่วมมือของสื่อในการนำเสนอสิ่งดีๆ ที่มีอยู่มากมายในดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ เพื่อทำการสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ รวมทั้งต่างประเทศได้เกิดการรับรู้ว่าพื้นที่ จชต. ไม่ได้มีเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากการกระทำของ ผกร. เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างพหุสังคมของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันถึงแม้จะมีความต่างด้านเชื้อชาติและศาสนาก็ตามที มีศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่น สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอีกมากมาย การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

            ที่ผ่านมาสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นสื่อหลัก หรือสื่อทางเลือก ไม่ค่อยจะมีการนำเสนอเรื่องราวในเชิงบวกที่มีอยู่ในพื้นที่กันสักเท่าไหร่ ดั่งคำที่มีการกล่าวถึงสื่อในลักษณะที่ว่า“ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีจ่ายตังค์”ในส่วนของการออกมาแฉเปิดเผยความชั่วร้ายของกลุ่มขบวนการที่มีการก่อเหตุกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็เช่นเดียวกัน อย่าไปคาดหวังให้ยาก จากสื่อมวลชนที่ผ่านๆ มา

           ต้องยอมรับความจริงกันว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคของการต่อสู้ทางความคิด หลายฝ่ายได้หันมาใช้เครื่องมือในการสร้างการรับรู้หลากหลายรูปแบบขึ้นจากยุคสมัยก่อนๆ มีการแย่งชิงไหวชิงพริบชิงความได้เปรียบเพื่อดึงมวลชนให้หันมาสนับสนุนเป็นแนวร่วมของฝ่ายตนเอง

          กลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเดินเกมงานการเมืองได้เปิดหน้าชกกับภาครัฐอย่างเปิดเผย ด้วยการจัดเวทีเสวนาปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (The Principle of Rights to Self-Determination) โดยแสวงหาแนวร่วมจากเครือข่ายภาคประชาสังคม NGOs ที่เคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำการขยายผลให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ มีการบิดเบือนความจริงว่าเหตุที่ยังคงเกิดขึ้นรายวันนั้น มาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

            ในส่วนเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่สนับสนุนปีกการเมืองของกลุ่มขบวนการ ได้ทำการเคลื่อนไหวคู่ขนานกับการจัดเวทีเสวนาในการปลุกระดมในพื้นที่ ด้วยกันปลุกระดม กล่าวหาโจมตีนโยบายในการแก้ปัญหาไฟใต้ของรัฐบาลไทย มุ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงโยนผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ทำการก่อเหตุ คอยหาโอกาสนำข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มาตีแผ่ ทำการขยายผลสร้างการรับรู้ต่อมวลสมาชิกแนวร่วม เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้ทำการเคลื่อนไหวเป็นสมาชิกภาคีภายใต้ “เพจโจรใต้ฟาตอนี”

        “เพจโจรใต้ฟาตอนี” ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะยั่วยุ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องไทยพุทธ – มุสลิม เกิดความหวาดระแวงต่อกัน เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ขอให้ท่านผู้อ่านและประชาชนตั้งข้อสังเกตดูกันให้ดีครับ และได้ใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลข่าวสาร ฟังความรอบด้านก่อนที่จะเชื่อข้อมูลที่ได้มีการเผยแพร่กันจากปากต่อปาก ในสื่อสังคมออนไลน์ และการส่งต่อข้อมูลกันในโปรแกรม Line

         การทำ “สงครามข่าวสาร” เป็นการหว่านพืชหวังผลของกลุ่มขบวนการ โดยการปลุกกระแสมวลชนให้ลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อยึดครองอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. แต่มีมานานแล้วในพื้นที่แห่งนี้!!!...แต่หน่วยงานรัฐเพิ่งมาตื่นตัวหลังจากกลุ่มขบวนการได้หยั่งรากฝังลึกในหมู่บ้าน

          ยุคนี้เป็นยุคของการแย่งชิงสงครามข่าวสาร ทั้งฝ่ายรัฐ และกลุ่มขบวนการ ต่างฝ่ายต่างปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการปิดหูปิดตาประชาชนในยุคปัจจุบันไม่สามารถกระทำได้ รวมไปถึงการปกปิดข้อมูลซ่อนเร้นไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป เพราะความรวดเร็วทันสมัยของเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่สามารถปิดกั้นข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ได้ แต่ขอบอกว่า...สงครามข่าวสารไม่ใช่วิธีการแย่งชิงมวลชนที่แท้จริง แต่การต่อสู้ด้วยความดี ความจริง (ใจ) ความถูกต้อง การเคารพกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างหาก ที่จะครองใจประชาชนอย่างยั่งยืน!!! ลองเปรียบเทียบกันดูครับว่าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กับกลุ่มขบวนการฝ่ายไหนที่มีความจริงใจและอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเป็นที่พึ่งได้ไม่ว่าในยามทุกข์ยามสุข

.....คนเหล่านั้นพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ....

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

'โบโกฮาราม'เผยแพร่คลิปเสียง ประกาศสวามิภักดิ์กลุ่ม'ไอเอส'


http://static.naewna.com/uploads/news/headline/148100.jpg

สะท้อนการเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันของกลุ่มก่อการร้ายทางศาสนาทั่วโลก

           สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มหัวรุนแรงโบโกฮาราม ในไนจีเรีย ประกาศให้การสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส โดยมีการบันทึกเสียงคำประกาศ แล้วนำมาเผยแพร่ในเครือข่ายทวิตเตอร์ โดยเจ้าของบัญชีที่เชื่อว่าเป็น นายอาบูบาคาร์ ชีเกา ผู้นำกลุ่มโบโกฮาราม แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเสียงของนายชีเกาจริงหรือไม่

          ทั้งนี้ หากเป็นความจริงก็นับเป็นกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มล่าสุด ที่ประกาศเป็นเครือข่ายกับกลุ่มไอเอส ซึ่งกำลังขยายกำลังพลและเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีกลุ่มหัวรุนแรงหลายกลุ่มประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอเอส

          นอกจากนี้ ในเสียงบันทึก ผู้นำกลุ่มโบโกฮาราม ยังเรียกร้องให้ชาวมุสลิมสวามิภักดิ์ต่อผู้นำกลุ่มไอเอส ซึ่งมีชื่อเรียกว่า คาลิบ อิบราฮิม หรือนายอาบู บัคร์ อัล-แบกห์ดาดี

           เดิมกลุ่มโบโกฮาราม มีการเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของไนจีเรีย ตั้งแต่ปี 52 และมีการขยายปฏิบัติการไปในประเทศเพื่อนบ้านในเวลาต่อมา โดยเชื่อว่ากลุ่มยังเคยมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์

มาเลเซียแบน ลัทธิวะฮาบี ประธานสภาฟัตวาชี้ไม่เหมาะกับมาเลเซีย


           มันขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐในการที่จะจำกัดขอบเขตของขบวนการนี้ประธานสภาฟัตวากล่าว หลังจากมีประกาศห้ามโดยรัฐเนกรีเซมบีลัน

            กัวลาลัมเปอร์ : สภาฟัตวาแห่งชาติระบุว่า แนวคิดแบบวะฮาบี “ไม่เหมาะสม” ในมาเลเซีย หนึ่งสัปดาห์หลังจากผู้มีอำนาจหน้าที่ด้านศาสนาในเนกรีเซมบีลัน ห้ามไม่ให้ถือปฏิบัติตามนิกายของอิสลามสายเคร่งครัดที่มาจากซาอุดิอารเบีย

           ดร.อับดุล ชุโกรฺ ฮูซิน ประธานสภาฟัตวาแห่งชาติกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติตามแนวทางวะฮาบีชอบประกาศว่ามุสลิมจากแนวทางอื่น ๆ เป็นผู้ปฏิเสธศาสนา เพียงเพราะพวกเขาไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนในแนวทางวะฮาบี

          ศาสนาอิสลามในมาเลเซีย ปฏิบัติตามนิกายซุนนีจากสำนักคิดชาฟิอี และเป็นแนวทางเดียวของศาสนาอิสลามที่ได้รับการประกาศว่าถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ชีอะฮ์ ซึ่งเป็นนิกายใหญ่อันดับสองของอิสลามที่มีผู้ปฏิบัติตามจำนวนมากในอิหร่านและอิรัก ก็ถูกประกาศว่าเป็นแนวทางนอกรีต
          สัปดาห์ที่แล้ว มุฟตีในเนกรีเซมบีลันได้ประกาศว่าขบวนการนี้ (ลัทธิวะฮาบี) เป็นที่ต้องห้าม(ฮะราม) เนื่องจากขัดกับหลักคำสอนของซุนนี ลัทธิวะฮาบี ซึ่งเป็นแนวทางอิสลามที่สำคัญในซาอุดิอารเบีย ถูกกล่าวโทษว่า....ทำให้เกิดกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงขึ้นหลายกลุ่มทั่วโลก

        ดร.อับดุล ชุโกรฺ กล่าวว่า วะฮาบี “ถือว่าการกระทำที่ท่านศาสดามุฮัมมัดไม่เคยปฏิบัติเป็นสิ่งบิดอะห์ ออกนอกศาสนาอิสลาม ไม่ถูกต้องตามซุนนะห์”

         เขากล่าวว่า มันขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐในการที่จะจำกัดขอบเขตหลักคำสอนของแนวทางวะฮาบี โดยผ่านการประกาศ หรือฟัตวา

           คำตัดสินของรัฐเนกรีเซมบีลัน ถูกวิจารณ์จาก ดร.ฮัมดัน มุฮัมมัด ประธานถาวรฝ่ายอุลามาของ PAS ซึ่งกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐขาดการไตร่ตรองในการออกคำประกาศนี้

           “เราเป็นนักเทศนาธรรม ไม่ใช่ผู้พิพากษา ที่จะได้บอกว่าสิ่งนี้เป็นที่อนุญาต สิ่งนั้นไม่เป็นที่อนุญาต เราต้องมีความระมัดระวังในการตัดสิน เพราะมันเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์” เขากล่าว

         ผู้ปฏิบัติตามแนวทางวะฮาบี หรือเรียกอีกอย่างว่า ซาลาฟี ได้เผยแพร่หลักคำสอนของแนวทางนี้ไปทั่วโลกตั้งแต่ยุค 1970s โดยซาอุดิอารเบียให้การสนับสนุนเงินทุนในการเผยแพร่ผ่านทางหนังสือ ทุนการศึกษา และการสร้างสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม

source http://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2015/03/01/wahhabism-out-of-place-in-malaysia-says-fatwa-council-chief/

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

ชี้ตัว 2 หนุ่มมาเลย์ เป็นนักรบอยู่ในคลิปไอซิสฆ่าตัดคอ



ทางการมาเลเซียระบุตัวชาวมาเลเซีย 2 คนที่อยู่ในคลิปวิดีโอการฆ่าตัดคอของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม ซึ่งคาดว่าถ่ายทำขึ้นในประเทศซีเรีย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ดาโต๊ะ อายุบ ข่าน รองหัวหน้ากรมตำรวจแผนกหน่วยพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายของมาเลเซีย เผยว่า พบชายชาวมาเลเซีย 2 คนชื่อว่า มอห์ด ฟาริส อันวา อายุ 20 ปี และ มูฮาหมัด วอนน์ดี มูฮัมหมัด เจดี อายุ 26 ปี มีส่วนร่วมในคลิปวิดีโอของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามที่แสดงการฆ่าตัดคอชาวซีเรียคนหนึ่ง ซึ่งเผยแพร่บนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 ก.พ.

นายอายุบ ข่าน ระบุด้วยว่า นายวอนน์ดีเดินทางไปยังประเทศซีเรียพร้อมกับ นางมาห์มูดาห์ อาหมัด ภรรยา เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ขณะที่นายฟาริสเดินทางไปซีเรียตั้งแต่เมื่อเดือน ก.ย. ปีก่อนแล้ว โดยในคลิปวิดีโอดังกล่าวซึ่งมีความยาวเพียง 30 วินาที นายฟาริสคือผู้ที่ชี้นิ้วใส่กล้อง ขณะที่เชื่อว่านายวอนน์ดี เป็นผู้ที่บันทึกวิดีโอนี้ โดยอ้างอิงจากเสียงที่ได้ยินในคลิป

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า นายฟาริสและนายวอนน์ดี เป็นสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธ 'มาจมูอาห์ อัล อาร์คอบิลิตี' ซึ่งมีสมาชิกเป็นทั้งชาวมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ มาเลเซียยกระดับการป้องกันไม่ให้พลเมืองเดินทางไปเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีชาวมาเลเซียอย่างน้อย 39 คนอยู่ในอิรักหรือในซีเรียแล้ว ขณะที่จับกุมพลเมืองที่ต้องสงสัยว่าสมคบคิดกับกลุ่มไอซิสไปแล้ว 40 คน

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ชาวจังหวัดน่าน ยื่นคำขาดห้ามสร้างมัสยิด




            น่าน - ชาวพุทธเมืองน่านมาตามนัด รวมตัววัดพระธาตุแช่แห้งนับพัน ก่อนเดินขบวนถือป้ายต่อต้านการก่อสร้างมัสยิด ยื่นคำขาดผู้ว่าฯ สั่งหยุดก่อสร้าง หวั่นกระทบพุทธศาสนาเอกลักษณ์เมืองน่าน ขู่ไม่ฟังมีประท้วงหนักขึ้นอีกแน่ สะพัดคนมีสีเอี่ยว แถมมีกลุ่มการเมืองจ้องปั่นกระแสต้านทหารต่อ

          สายวันนี้ (1 มี.ค.) นายไกรศักดิ์ กันทะ นายประดิษฐ์ เพชรแสนอนันต์ และพระมหาณรงค์ศักดิ์ หรือพระมหาอ็อต วัดพญาวัด ต.ดู่ใต้ อ.เมือง จ.น่าน พร้อมชาวบ้านจาก อ.ภูเพียง และ อ.เมือง ประมาณ 1,000 คน รวมตัวกันที่วัดพระธาตุแช่แห้ง ก่อนเดินถือป้ายเขียนข้อความต่อต้านการสร้างมัสยิดของชาวมุสลิมใน ต.น้ำแก่น อ.ภูเพียง ไปตามถนน ข้ามสะพานแม่น้ำน่าน เข้าสู่ข่วงกลางเมืองหน้าวัดภูมินทร์ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกมารับทราบปัญหา และรับหนังสือข้อเรียกร้องให้หยุดการอนุญาตสร้างมัสยิดดังกล่าว

          โดยระบุว่า จุดที่จะมีการก่อสร้างมัสยิด อยู่ห่างจากวัดพระธาตุแช่แห้งเพียง 2 กม. และอยู่ใกล้ชุมชนชาวพุทธ อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ถ้ามีการเปิดใช้มัสยิด จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระงับการก่อสร้างสถานเดียว

         กลุ่มผู้คัดค้านย้ำด้วยว่า การคัดค้านก่อสร้างมัสยิดไม่ได้เกิดจากการกีดกันทางศาสนา แต่การก่อสร้างมัสยิดครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่เปิดเผย ไม่มีการประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความกังวลในหลายประเด็น

          หลังจากการเรียกร้องผ่านไป 30 นาที นายชัยรัตน์ ธาราสันติสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายคณาธิป แสนแย้ง นายอำเภอภูเพียง ได้เดินทางข่วงกลางเมือง เพื่อรับหนังสือร้องเรียนจากชาว อ.ภูเพียง และผู้ที่ต่อต้านการสร้างมัสยิด โดยมีพระมหาณรงค์ศักดิ์ เป็นตัวแทนชาวบ้านยื่นหนังสือให้ระงับการสร้างโดยเด็ดขาด

          นายไกรศักดิ์ กันทะ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน กล่าวว่า ชาวน่านไม่ได้ขัดแย้งต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่การออกมาประท้วงครั้งนี้เป็นเรื่องของศรัทธาชาวพุทธที่ไม่พอใจทางราชการอนุญาตให้สร้างมัสยิดในบริเวณที่มีชาวพุทธอยู่ และห่างจากวัดพระธาตุแช่แห้ง เพียง 2 กม.เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วควรมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะสร้าง เพราะมัสยิดดังกล่าวจะสร้างผลกระทบให้แก่ชุมชนชาวพุทธอย่างแน่นอน

“ถ้าจังหวัดยังดึงดันทำต่อไป ชาวน่านจะรวมตัวกันมากขึ้น เพื่อต่อต้านกันอีกรอบ”
          นายชัยรัตน์ กล่าวว่า จะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดทันที ซึ่งจะต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

         ขณะที่ นายคณาธิป กล่าวว่า การขออนุญาตสร้างมัสยิดไม่ใช่อำนาจของทางจังหวัด แต่อยู่ที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ส่วนการประท้วงของชาวน่านครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นเหตุผลหนึ่งในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มก็คงไม่มีการอนุญาตใดๆ เนื่องจากชุมชนเดิมไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม จะนำข้อเรียกร้องเสนอไปยังกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยเร็ว ถ้าได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วเช่นกัน

                ข่าวแจ้งว่า หลังยื่นหนังสือแล้วมวลชนทั้งหมดได้แยกย้ายกันกลับในเวลา 12.00 น.  ทั้งนี้ มีรายงานว่าการชุมนุมเป็นเจตนาบริสุทธิ์ของประชาชน ซึ่งมีการต่อต้านการก่อสร้างมัสยิดมาอย่างต่อเนื่อง แต่กระแสข่าวที่บานปลายออกไปเกิดจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฉวยโอกาสสร้างกระแส จนเสี่ยงที่จะกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนา ทั้งนี้ ยังมีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการทำให้เกิดการสร้างมัสยิด และมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้การชุมนุมดังกล่าวปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลทหารด้วย

           ส่วนชุมชนมุสลิมใน จ.น่าน เป็นประชาชนที่เข้ามาทำงานแล้วรวมตัวกันราว 60 คน เพราะต้องการแก้ปัญหาการประกอบศาสนากิจที่จำเป็นต้องมีมัสยิดไว้ ซึ่งปัจจุบันต้องเดินทางไปที่มัสยิดใน อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไกลจากที่พักไปกว่า 130 กม.









หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้