วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังร่วม เข้าปิดล้อมพื้นที่ตำบลบาโร๊ะ รวบ 5 ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง



          วันที่ 28 ธ.ค. 59 เวลา 18.00 น. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.ยะลา ผบ.นปพ. ร่วมประจำจังหวัดยะลา ร่วมกับกองข่าวภัยแทรกซ้อน กอ.รมน.ภาค 4 สน. พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.ฉก.ทพ.41 ผบ.นปพ.ร่วม ชร. ร.ต.อ.สุรวุฒิ เกษมสุข สารวัตรสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ จาก ร้อย.ทพ.4703 และ สภ.ยะหา ได้จัดกำลังร่วมติดตามบังคับใช้กฏหมายบุคคล ในพื้นที่ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา หลังสืบทราบมาว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่


         โดยผลการปฏิบัติหลังจากเข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมาย เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลตามหมาย ป.วิอาญา จำนวน 5 ราย คือ

  • 1.นายมูฮำหมัด สาแมฮาดี (1-9505-00099-73-1) อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 98/2 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2557 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 2.นายมูฮัมหมัด มะแตฮะ (1-9505-00157-21-9) อายุ 19 ปี บ้านเลขที่ 172 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 3.นายอาบีดีน เจ๊ะลง (3-9499-00198-50-2) อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 89 ม.2 ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 4.นาย เกษม สตาปอ (1-9505-00076-72-3) อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 102/1 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 5.นาย อิสมาแอ เจะหะ(3-9404-00305-31-0)อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 72/2 ม.4 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดยะลาที่ 275/2559 ฐานความผิด ร่วมกันเป็นอังยี่ ซ่องโจร ร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานฯโดยไตรตรองไว้ก่อน

        นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย คือ นายเกษม สะตาปอ ที่อยู่ 102/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นน้องชายของ นายสะอูดี สะตาปอ แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่ถูกวิสามัญ ในเขตกาบังเมื่อปีที่ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหลายเหตุการณ์ในพื้นที่แต่ยังไม่มี่หมายจับ โดยทั้งหมดจะส่งควบคุมตัวที่ศูนย์ซักถาม ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลพิสูจน์อาวุธปืน 3 กระบอกยึดจากผู้ต้องสงสัยปัตตานีพบเชื่อมโยงเหตุฆาตกรรมอีหม่าม ยะโก๊บ หร่ายมณี





ปัตตานี-จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 เวลา 05.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ หมู่ที่ 6 บ้านปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี



ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการตรวจค้นบริเวณสวนได้ทำการควบคุมตัว นายอีลียัส โต๊ะอีเล พร้อมทำการตรวจยึดของกลางเพื่อส่งพิสูจน์หลักฐาน จำนวน 9 รายการ เป็นอาวุธปืนพก จำนวน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขประจำปืน BHS 7869, ปืนพกรีวอลเวอร์ (TAURUS) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขประจำปืน UL922866 จำนวน 1 กระบอก และปืนพกออโตเมติก (BERETTA) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ หมายเลขประจำปืน H278932 พร้อมซองกระสุน 1 อัน จำนวน 1 กระบอก

ส่วนรายการอื่นๆ ประกอบด้วย ซองกระสุนปืนเล็กกล (M16) ขนาด .227 (5.56 มม.) ชนิดบรรจุ 30 นัด จำนวน 1 ซอง, กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .357 MAGNUM จำนวน 42 นัด, กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL จำนวน 54 นัด, กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 27 นัด, กระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 325 นัด และกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เสียสภาพ จำนวน 2 นัด


ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่าอาวุธปืนพก จำนวน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขประจำปืน BHS7869 เคยใช้ก่อเหตุซึ่งมีคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) จำนวน 12 คดีด้วยกัน ส่วนปืนพกออโตเมติก (BERETTA) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ หมายเลขประจำปืน H278932 เคยใช้ก่อเหตุยิงในคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) จำนวน 2 คดี และปืนพกรีวอลเวอร์ (TAURUS) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขประจำปืน UL922866 ยังไม่มีประวัติในสารบบ


ส่วนคดีสำคัญของอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM ที่มีความเชื่อมโยงในการก่อเหตุ 12 คดี พบว่าคนร้ายเคยใช้ก่อเหตุมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ถึงปี 2556 เป็นที่น่าสังเกตว่าคนร้ายทำการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีทั้งหมด มีผู้เสียชีวิต 10 ราย ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยคดีสำคัญได้แก่ก่อเหตุยิงและเผานายไพโรจน์ พรหมจันทร์ รปภ.องค์กรทหารผ่านศึก บริเวณถนนสาย 42 ตรงข้ามตลาดนัดบานา ยิงนายสุเนตร ทับทิมทอง ช่างไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เสียชีวิต บริเวณตำบลตะลุโบะ ยิง ร.ต.ต.พิสูตร เงินพจน์ ข้าราชการบำนาญเสียชีวิต บนถนนโรงเหล้า ต.สะบารัง ยิงนายมาโนช ชฎารัตน์ ข้าราชการครูเสียชีวิต บนถนนสายหน้าวัง ต.จะบีงติกอ และทำการก่อเหตุ

ทำการก่อเหตุยิง นายยะโก๊ป หร่ายมณี โต๊ะอีหม่ามประจำมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีเสียชีวิต บริเวณถนนยะรัง ซอย 6 ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี การกระทำของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนปลิดชีพ “นายยะโก๊บ หร่ายมณี” อิหม่ามมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นห้วงแห่งการถือศีลอด และอยู่ในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ในขณะที่ “อิหม่ามยะโก๊บ” เดินจับจ่ายตลาดเพื่อเลือกซื้ออาหารเตรียมตัวออกปอซอ

ในส่วนของความคืบหน้าคดี ศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกหมายจับ ป.วิอาญา 2 หมาย คือ นายมาฮูเซ็น แมฮะ หมายเลขบัตรประชาชน 3-9401-00073-68-4 อยู่บ้านเลขที่ 72/1 ม.2 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และนายอาดือนัน สิเดะ หมายเลขบัตรประชาชน 3-9410-00070-94-4 อยู่บ้านเลขที่ 39/2 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลตรวจปลอกกระสุนเหตุคนร้ายลอบยิงปลัดมายอเชื่อมโยงคดีสำคัญ 17 คดี มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 20 ราย

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%87

            จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.59 เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีคนร้ายยิง นายสันติภพ นิลภูศรี ปลัดอำเภอมายอ เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน ม.2 ต.เกาะจัน อ.มายอ จ.ปัตตานี


         ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ นายสันติภพ นิลภูศรี ปลัด อ.มายอ จ.ปัตตานี พร้อมเจ้าหน้าที่ อ.ส. รวม 5 นาย ร่วมออกตรวจสอบเด็กจมน้ำที่บ้านเกาะจัน ด้วยรถหุ้มเกราะ เมื่อมาถึงถนนภายในหมูบ้าน อส.มูฮัมหมัด ซือมิงดอเราะ ได้สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์วิ่งสวนมา โดยมีนายซอบือรี เจะหะ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งมีหมายจับ จำนวนหลายหมาย จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมแต่นายซอบือรีฯกับพวกไม่ยอมหยุด และได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม คนร้ายได้ทิ้งรถไว้แล้ววิ่งหลบหนี อาศัยความชำนาญพื้นที่ หลบหนีไปได้

         หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และฝ่ายปกครอง ได้เข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบของกลางปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 4 ปลอก

        ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นปลอกกระสุนปืนของกลางทั้ง 4 ปลอก ใช้ยิงมาจากอาวุธปืน M16 กระบอกเดียวกัน และตรวจพบใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติอยู่ในสารบบ รวม 17 คดี เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 20 ราย


แฟ้มภาพเหตุคนร้ายยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ เสียชีวิต อ.เมือง จ.ปัตตานี


  • คดีสำคัญเช่นเมื่อ 23 เม.ย.55 ลอบยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ เสียชีวิต บนถนนสาย 412 ม.5 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี, 15 พ.ย.55 ยิงนายสำลี สิทธิจันทร์ ได้รับบาดเจ็บ และนางถนอม แท่นสุวรรณ ภรรยา เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านน้ำดำ ม.3 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, 5 ก.ค.56 ยิง อส.ทพ. สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4401 เสียชีวิต 2 นาย , บนถนนสายปุลากง-กาเสาะ ม.1 ต.ปุลากง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี, 3 พ.ย.56 และ ยิง ร.ต.อ.สันติ อาแวบือซา เสียชีวิต บนถนนเทศบาล 2 ม.2 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี



แฟ้มภาพคนร้ายยิง ร.ต.อ.สันติ อาแวบือซา เสียชีวิต อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี


แฟ้มภาพเหตุคนร้ายยิง 2 สามีภรรยา บาดเจ็บ ภรรยาเสียชีวิต ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

          ผลจากระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า อาวุธปืนใช้ก่อเหตุในพื้นที่ อ.มายอ 1 ครั้ง, อ.หนองจิก 3 ครั้ง, อ.ยะหริ่ง 4 ครั้ง, อ.ยะรัง 2 ครั้ง, อ.เมืองปัตตานี 4 ครั้ง ซึ่งคนร้ายกลุ่มนี้ได้ทำการก่อเหตุมาตั้งแต่ ปี 54-59

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำผิดหลักญิฮาด แต่ทำไมมุสลิมบางคนในพื้นที่ปิดหูปิดตา แถมยังสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน น่าคิด!!





           “โลกของอิสลามมีวิธีการต่อสู้หลากหลายวิธี ส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ส่วนการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นวิธีการสุดท้ายในอิสลาม”

          “นอกจากนั้น เวลาเกิดศึก อิสลามมีกฎในการทำศึกว่าจะฆ่าสตรี เด็ก หรือคนชราไม่ได้ แม้แต่สิ่งแวดล้อมเองก็ไม่สามารถทำลายได้ เพราะฉะนั้นในศาสนาอิสลามมีกฎการทำศึกที่ค่อนข้างเข้มงวดในแง่ที่ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน คือทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดความสูญเสียให้น้อยที่สุด”


         “สำหรับเหตุการณ์ยิงผู้หญิงท้อง ตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าใครเป็นคนก่อเหตุ แต่ผู้ที่กระทำต้องถือเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง ผิดหลักทั้งกฎหมายสากลและกฎหมายอิสลาม เหมือนอย่างที่พูดว่าการทำศึกในอิสลามนั้นทำได้ แต่ต้องเป็นเครื่องมือสุดท้ายหลังจากเครื่องมืออื่นๆไม่สามารถทำงานได้แล้ว และการทำศึกในศาสนาอิสลามมีกฎเข้มงวดมาก ในลักษณะของการห้ามไปเข่นฆ่าหรือทำลายผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี คนชรา เด็ก รวมถึงสิ่งแวดล้อม”

      
        “วิธีการที่ใช้ในการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างเปลี่ยนรูปแบบไปมาก เพราะถ้าหากเรามองย้อนกลับไป เราจะเห็นได้ว่ากองกำลังผู้ก่อความไม่สงบจะพุ่งเป้าไปที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าในปัจจุบันเราจะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงพุ่งเป้าไปที่พลเรือน เป็นลักษณะของการก่อความรุนแรงในแง่ของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นไปทั่ว การใช้วิธีรุนแรงต่อเป้าหมายพลเรือนนี้ จะทำให้ฝ่ายผู้กระทำการเสียความชอบธรรมทางการเมือง”

         “เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ลอบยิงลอบฆ่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก หรือแม้แต่พระ เรื่องแบบนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยมุสลิมและคนไทยพุทธในพื้นที่ 

         จริงๆ แล้วปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าหากว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนไม่ดี ไม่ว่าจะระหว่างศาสนา หรือระหว่างนิกายอะไรต่างๆ มันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น” 




         ดร.ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลใด ถือเป็นความรุนแรงที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันประณาม เพราะเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนแอ ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้เป็นผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ด้วย ศาสนาอิสลามไม่ยอมรับ และถ้ามองกันในเชิงของมนุษยธรรมก็เชื่อว่าขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง

ที่มา : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หิ้วตัว 3 ผู้ต้องหา! เตรียมระเบิดป่วนกรุง ชี้จุดวางแผน-ซุกชิ้นส่วนประกอบระเบิด!!




โดย : "Ibrahim"



            ตอกหน้าองค์กรภาคประชาสังคมตามๆ กัน เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มและองค์กรต่างๆ ได้ดาหน้าออกมาเคลื่อนไหวกรณีเจ้าหน้าที่ปูพรหมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายสิบราย ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเลือกปฏิบัติกับผู้ที่มาจากพื้นเพจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มาศึกษา มาทำมาหากินในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล พร้อมเรียกร้องให้ทำการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข



  • สุดท้ายเป็นอย่างไร? 
        หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวกรอง ต้องระดมสรรพกำลังรวบตัวผู้ต้องสงสัยได้อย่างทันท่วงที หากบ้าจี้ตามคำเรียกร้องของกลุ่มและองค์กรงี่เง่า ลองนึกภาพดูกับความสูญเสียที่เกิดจากน้ำมือในการก่อเหตุลอบวางระเบิดของคนกลุ่มนี้ จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติแค่ไหน? อีกทั้งในขณะที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศยังอยู่ในอาการเศร้าโศกจากการสวรรคตของในหลวง แต่คนเนรคุณแผ่นดินเกิดกลุ่มนี้พยายามสร้างความปั่นป่วนมุ่งทำร้ายจิตใจคนไทยซ้ำสอง

         ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ พร้อมกำลังตำรวจคอมมานโด ตำรวจ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ตำรวจน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกันควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาเตรียมลอบบึ๊มป่วนกรุงและเขตปริมณฑลชี้จุดวางแผน และแหล่งซุกซ่อนชิ้นส่วนประกอบระเบิด



           ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย นาย ตาลมีซี โต๊ะตาหยง นาย อับดุลาซิร สือกะจิ และ นาย มูบารีห์ กะนะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ จ.2326-2328/2559 ในข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ใช้ในครอบครอง, อั้งยี่, ซ่องโจร มาชี้จุดที่เตรียมวางระเบิด และค้นหาชิ้นส่วนประกอบระเบิด บริเวณด้านหลังตลาดสดเคหะบางพลี หมู่ 16 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

         ในการนี้ได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษทางน้ำ และเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด ทำการงมค้นหาเหล็กเส้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง จากนั้นควบคุมตัวทั้งหมดไปชี้จุดยังห้องพัก หมายเลข 207 ภายในหอพักไม่มีชื่อ ซอยเทศบาลบางเสาธง 35 ซอย ฝ. 7 และซอย ฝ.9 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งผู้ต้องหานำชิ้นส่วนประกอบระเบิดมาซุกซ่อนไว้ใต้ฝ้าเพดานห้องน้ำชั้น 2 และจุดอื่นๆรวม 4 จุด ก่อนควบคุมตัวกลับไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองปราบปรามทันที เพื่อขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการต่อไป



         อย่าขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้กระชากหน้ากากไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังของความชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิด 7 จุด ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ก่อนหน้านี้ ว่ามีความโยงใยเชื่อมโยงไปถึงใครบ้างไม่ต้องไว้หน้า แต่น่าแปลกใจการจับกุมผู้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา 
  • เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่? 
  • ใคร? คือผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้สั่งการ...

          ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลของหน่วยความมั่นคง พอจะทราบว่าใคร? อยู่เบื้องหลัง แต่ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ในทัศนะผู้เขียนหากให้คาดเดาคงหนีไม่พ้นนักการเมืองบางกลุ่ม ผู้ที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี มีเดิมพันในเรื่องแหล่งพลังงานงานในทะเลที่ประเทศมหาอำนาจต้องการ เพื่อให้กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวแลกกับเอกราชในดินแดนแห่งนี้ โดยมีประเทศเพื่อนบ้านชักใยอยู่เบื้องหลัง.

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตโจรใต้ ลอบระเบิด อบต.มะกรูด เมื่อปี 57


789


Posted on 30/11/2016 by admin


คืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิงชาวบ้าน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เสียชีวิต 4 ราย รวม ปลัด อบต. มะกรูด เจ็บอีก 9 ราย ก่อนวางระเบิดขณะหลบหนี ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย

กรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 ก.ย.57 คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามยิงชาวบ้านเสียชีวิต ก่อนวางระเบิดขณะหลบหนี เหตุเกิดบริเวณหน้า อบต.มะกรูด ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่เกิดเหตุพบ ผู้เสียชีวิต 4 ราย ทราบชื่อ นายประสิทธิ์ สินธุอุทัย ปลัดเทศบาล ต.มะกรูด นายจำนงค์ โนสิทธิ์ หน.ส่วนโยธา นายจิรวัฒน์ ศิริพันธ์บุญ เจ้าหน้าที่พัสดุ นายสนอง คงเหมือนเพชร ชาวบ้าน ทั้งหมดถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม นอกจากนี้พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ประกอบด้วย นายอิสมาแอ มะลีเละ นายสุชาติ ไชยอ่อนแก้ว นายธาริน ชุมพงศ์ นางจริยา สาคร น.ส.วิมลศรี จันทร์เพชร เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ใกล้กันในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนอาวุธสงครามตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ความคีบหน้าของคดีล่าสุดเมื่อ 29 พ.ย.59 มีรายงานข่าวว่า ที่ ศาลจังหวัดปัตตานี ได้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงและลอบวางระเบิด ที่ อบต.มะกรูด ตามคดีหมายเลขที่ อ 839/2559 เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี




นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม จากเหตุปะทะที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อ 4 ธ.ค.57 ต้องสงสัยร่วมยิง และวางระเบิด สนง.เทศบาล ต.มะกรูดฯ 11 ก.ย.57 โดย ร่วมปล้นรถ จาก อ.จะนะฯ มาก่อเหตุ ต่อมาตรวจยึด รถยนต์กระบะ ที่ใช้ก่อเหตุ (นำทาง) พื้นที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งเป็นบ้าน ภรรยานายมูฮัมหมัดฟังดีฯ

ผลการซักถาม นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ ให้การยอมรับว่าได้ร่วมก่อเหตุยิง และวางระเบิด สนง.เทศบาล ต.มะกรูดฯ จริง โดยทำหน้าที่ขับรถยนต์กระบะ (ของตนเอง) นำรถที่ปล้นมาทำการก่อเหตุ อีกทั้งยังยอมรับว่า ปืนพกที่เจ้าหน้าที่ยึดมาได้จากเหตุปะทะ เป็นของนายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ ซึ่งเป็น ผกร.ระดับหัวหน้า Platong ซึ่งได้หลบหนีจากเหตุปะทะ

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่กระทำผิดด้วยความยุติธรรม ตามขั้นตอนของกฎหมาย มีการซักถามนำไปสู่การยอมรับว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยไม่มีการบังคับขู่เข็นแต่ประการใด กระทำด้วยความสมัคใจจนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนฟ้องร้องต่อศาล จนกระทั้งในที่สุดศาลจังหวัดปัตตานี ได้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ





————————–

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความในใจ จากไทยพุทธ 3 + 1 จชต.



ความในใจ จากไทยพุทธ 3 + 1 จชต. เหมือนตกอยู่ใต้อุ้งมือของ ผกร.ต่างเชื้อชาติและศาสนา (ที่มีใบอนุญาตให้ไล่ล่า ยิง ระเบิด เผา ล้างเผ่าพันธุ์ไทยพุทธได้โดยไม่ต้องรับโทษตามกฏหมายไทย )

พี่น้องไทยพุทธทุกๆท่าน

  • เราไม่ได้มาขอความช่วยเหลือ เพราะทุกวันนี้ ยังมองไม่เห็นเลยว่ามีใครช่วยเราได้ 
  • เราก็ไม่สามารถป้องกันชีวิตของเราและครอบครัวอันเป็นที่รัก รวมทั้งทรัพย์สินได้ เช่นกัน...เพราะผู้กระทำต่อเรา มีทั้งอาวุธ และ กฏหมายคุ้มครอง ซึ่งต่างจากเรา ที่ไม่สามารถจะมีแม้แต่ อาวุธป้องกันตัวเอง ก็ผิดกฏหมาย โดนเจ้าหน้าที่จับกุมกันเป็นระนาว หัวหน้าครอบครัวเข้าคุก พ่อ แม่ ภรรยา ลูกเล็ก ๆ ไม่มีใครดูแล หาเลี้ยง กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง

           เราเพียงต้องการความเข้าใจ และกำลังใจจากพี่น้องคนไทยพุทธ ... พร้อมตอบคำถามที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ทำไม่เราต้องปล่อยให้มันไล่ล่าอยู่ได้

อ้างอิง
  • เมื่อ 1 ต.ค.59 มทภ.4 ประกาศเชิญชวนผกร.กลับบ้านโดยจะเดินทางไปรับด้วยตนเอง ในทุกสถานที่
  • เมื่อ 15 พ.ย.59 นายทหาร เดินทางไปรับมอบตัว ผกร.ระดับสั่งการ กองกำลัง ผกร. ที่ก่อเหตุนับสิบคดี กันอย่างเริงร่า ท่ามกลางความเจ็บปวดของเหยื่อผู้ถูกกระทำ 
  • และในวันที่ 15 พ.ย. 59 เดียวกันนี้ ผกร.คนสำคัญอีกคนหนึ่งก็ถูกปล่อยตัว หลังเข้ารับการอบรม 6 เดือน พร้อมใบอนุญาตให้... อย่างถูกกฏหมาย


         ที่น่าเจ็บปวดไปยิ่งกว่านั้น เมื่อใดที่ไทยพุทธแค่พยายามจะรวมตัวตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเอง บรรดาแนวร่วมที่เป็นพุทธแต่ชื่อ ก็จะเรียงหน้ากันออกมาปราม ห้ามพี่น้องไทยพุทธเคลื่อนไหวโดยอ้างจะเป็นการสร้างความแตกแยก พร้อมยกสารพัดหลักศาสนาขึ้นมาอ้าง....


         ขณะที่ด้าน ผกร.นั้น แค่มารับศพผกร.จาก รพ. ก็มีทั้งขบวนรถแห่แหนกันมา ถึง รพ. ก็จัดขบวนส่งเสียงเชียร์กันเป็นที่เอิกเกริก แล้วพลาดไม่ได้ก็คือ ..... "เยี่ยวยาๆๆ มาด่วนๆๆๆ (?)"


           ขบวนแห่รับศพของ ผกร.ที่เคารพ (ซึ่งปะทะกับ จนท.และเสียชีวิตเมื่อ 25 พ.ย.59) 

            เมื่อวันก่อน เพื่อบอกเล่าให้พี่ๆน้องๆไทยพุทธได้เห็นภาพกันจะจะ ว่าทำไมเรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไทยพุทธใน 3+1 จชต. ไปแล้วหรือไร ทำไมเราขยับตัวทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอ ๆ ๆ ว่าจะถึงคิวตัวเองเมื่อไร เท่านั้นหรือ ?

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ถึงคราเพจ: Suara Patani จะต้องดราม่า...



โดย : "Ibrahim"


          ไม่น่าเชื่อว่า เพจ: Suara Patani เพจโจรใต้ฟาตอนีจอมบิดเบือน จอมใส่ร้ายคนอื่น จะออกจดหมายข่าว
ถึง : แอดมินเพจเสียงจากแผ่นดินแม่ 
เรื่อง :ดราม่า บิดเบือนว่าญาติผู้เสียชีวิตต้องการเงินเยียวยา
  • เพจ: Suara Patani จุดยืนคืออะไร? 
  • วัตถุประสงค์สร้างเพจขึ้นมาเพื่อใคร? 
       ไม่ใช่ใช้ในการปลุกระดมทางความคิด บิดเบือนความจริง แก้ต่างให้ผู้กระทำความผิดหรอกหรือ? 
       ที่สำคัญ มุ่งสนับสนุนการกระทำที่รุนแรงไม่เคยสนับสนุน “แนวทางสันติวิธีหา” ทางออกในการแก้ปัญหาปัญหาไฟใต้ มีแต่ “เติมเชื้อไฟใต้"

        การโฆษณาชวนเชื่อ เพจ: Suara Patani ได้กระทำมาตลอด ด้วยการชี้นำสังคม ตอกย้ำแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย กล่าวหาเจ้าหน้ารัฐเป็นผู้ยิงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์มือเปล่าเสียชีวิต เจ้าหน้ารัฐจะใช้วิธีจบด้วยการจ่ายเงินเยียวยา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ทฤษฏี "ยิง ตาย จ่าย จบ"
        เนื้อหารายละเอียดไม่ขอลงลึก ไฮไลท์ที่สำคัญคือการข่มขู่ “คุณบี”หรือ นายสมภพ สุภนรานนท์แอดมินเพจ: เสียงจากแผ่นดินแม่ โดยการจะเก็บเงินชาวบ้านบาทสองบาทแล้วมารวบรวมกัน แล้วให้ใครก็ได้ไปยิงทิ้งคุณบี ยิงให้ตาย เหตุเพราะคุณบีทำให้เกิดความเสียหาย สร้างความเจ็บแค้นให้แก่ผู้อื่น ทำให้สังคมโดยรวมปั่นป่วน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล ชาติ และศาสน์ (สร้างความเสื่อมเสียให้กับกลุ่มขบวนการโจรใต้มากกว่า)

       สุดท้ายมีการท้าทาย “คุณบี” ให้ไปขอโทษชาวบ้าน หรือญาติผู้เสียชีวิตในวันนั้น รวมถึงแถลงข่าวขอโทษญาติผู้ที่เคยได้รับค่าเยียวยา และถ้าหาก “คุณบี” ทำตามที่แอดมินเพจ Suara Patani ต้องการได้ พร้อมที่จะแสดงตัวตนเพื่อยุติและปิดเพจ Suara Patani ทันที จากใจและด้วยความเคารพรักสันติ..

        หาก แอดมินเพจ Suara Patani พูดจากใจที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงน่าจะเป็นสิ่งที่สมควรยกย่อง ส่วนคำว่า “เคารพรักสันติ” มีจริงอยู่หรือ? สำหรับเพจๆ นี้ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาได้บ่งบอกตัวตนของแอดมิน เป็นจำพวกก้าวร้าว ฝักใฝ่ความรุนแรง ต้องการสร้างความแตกแยกในสังคมตัวจริง ยิ่งกว่า เพจเสียงจากแผ่นดินแม่เสียอีก



       การพูดความจริงเป็นสิ่งที่พวกนี้รับไม่ได้ กลับเฉไฉไปในเส้นทางเดิมๆ นั้นคือการชี้นำว่ามีการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล ชาติและศาสนา และมักจะได้ผลแทบทุกครั้งในการสื่อถึง เพราะเบื้องลึกมีการปลุกระดม“ความเป็นพวก”ที่นำ เรื่อง “ชาติพันธุ์” เรื่อง “ศาสนา” และ “อัตลักษณ์” เข้ามาข้องเกี่ยว
     หากคนกลุ่มนี้ “เคารพรักสันติ” จริงๆ ก็คงไม่มีการปลุกระดมทางความคิด ชี้นำสังคมให้เข้าใจผิด สร้างความแตกแยกมาจนถึงทุกวันนี้หรอก!! 
  • เป้าหมายในการเคลื่อนไหวรู้อยู่แก่ใจเพื่ออะไร? 
  • และที่สำคัญบุคคลกลุ่มนี้สำคัญตัวเองมาตลอดว่า “ว่าตัวเองไม่ใช่คนไทย” รึไม่จริง!!

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความคืบหน้า คดีคนร้ายยิงตำรวจ สภ.ลำใหม่ เสียชีวิต





          จากกรณี เมื่อ 15 พ.ย. เวลา 20.45 เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตทราบชื่อคือ ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซ๊ะบิง อายุ 56 ปี เป็น รอง สวป.สภ.ลำใหม่ ถูกยิงกับอาวุธปืนเอ็ม.16 ตามร่างกายหลายแห่ง เสียชีวิตคารถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีน้ำเงิน กมท 828 ยะลา ล้มตะแคงอยู่ในป่าละเมาะริมถนน


           จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซ๊ะบิง ได้ขับขี่ จยย.เดินทางไปละหมาด ที่มัสยิดภายในหมู่บ้าน ขณะขับขี่ จยย.เดินทางกลับบ้านพักที่บ้านกาปาฮอฮอ หมุ่ 6 ต.ลำใหม่ มาถึงทีเกิดเหตุ คนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มอยู่ในป่าละเมาะริมถนน ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่ม เป็นเหตุทำให้ ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซ๊ะบิง ถูกกระสุนปืน จยย.เสียหลักพุ่งลงไปล้มข้างทางจนเสียชีวิต หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน จำนวน 16 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน


          ล่าสุดผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจาก ศพฐ. 10 สามารถแยกรายการของกลางปลอกกระสุน 16 ปลอก ที่ใช้ในการกอเหตุ พบว่าใช้ยิงมาจากปืน จำนวน 4 กระบอก แยกได้ดังนี้ คือ ปืนเล็กกล M16 ขนาด .223(5.56 มม.) จำนวน 8 ปลอก ,ปืนเล็กกล AK102 จำนวน 3 ปลอก,ปืนเล็กกล HK33 จำนวน 3 ปลอก และปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ปลอก อีกทั้งยังพบว่าอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุในครั้งนี้เชื่อมโยงการก่อเหตุมาแล้ว 23 คดี ดังนี้.-

      1. ปลอกกระสุนปืน จำนวน 8 ปลอก ใช้ยิงมาจากปืนเล็กกล M16 และตรวจพบประวัติในสารบบ ของ ศพฐ.10 จำนวนรวม 3 คดี
  • 1) คดียิง นายอิบรอเหม มะแซ พร้อมพวก จนท.อส. เมื่อ 19 พ.ย.2558
  • ขณะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่บริเวณป้อมหน้าโรงเรียน ได้มีคนร้ายจำนวน 3-4 คน แต่งกายคล้ายชุดดาวะห์ ใช้รถยนต์กระบะสี่ประตู สีขาว ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน เป็นพาหนะ ขับมาจอดที่บริเวณป้อม และทำทีสอบถามเส้นทาง จากนั้นก็ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่ จำนวนหลายนัด โดยกระสุนปืนถูกนายอิบรอเหม มะแซ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ อส.อ.ยะหา จ.ยะลา ที่บริเวณลำตัวทะลุด้านหลัง ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่ อส.จะใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้คนร้าย แต่ปืนขัดลำกล้อง แล้ววิ่งหนีเข้าไปในโรงเรียน จากนั้นคนร้ายได้ขโมยเอาอาวุธปืน M16 หลบหนีไป
  • 2) คดียิงคนร้าย นาย ธงชัย เข็มเพชร พร้อมพวกรวม 3 คน เมื่อ 26 ก.ค. 2559 ขณะขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ มาสด้า เพื่อกลับบ้านพัก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ คนร้ายแต่งกายคล้ายตำรวจ จำนวน 6 คนได้ตั้งด่านตรวจลอยบนถนน เลียนแบบเจ้าหน้าที่ พร้อมกับขอตรวจ ผู้บาดเจ็บเห็นต้องสงสัย จึงพยายามจะหลบหนี คนร้ายได้ใช้ปืน เอ็ม 16 ยิงใส่ ทำให้คนขับและเพื่อนรวม 3 คน ได้กระโดดทิ้งรถหลบหนีคนละทิศคนละทาง ซึ่งผู้เสียหาย จำนวน 2 คน วิ่งหลบหนี อีก 1 คน คนร้ายลากตัวขึ้นรถของผู้เสียหายพาหลบหนีไป เหตุเกิด บนถนนเส้นทางสายใหม่-บ้านสีคง ม. 2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จว.ยะลา ต่อมาวันที่ 27 ก.ค. 2559 ได้รับแจ้ง พบศพนายอดิศร สุขาเขิน นอนเสียชีวิต อยู่บริเวณทุ่งนา ม.2 ต.พร่อน อ.เมือง จว.ยะลา
  • 3) คดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซะบิง เมื่อ 15 พ.ย. 59 ที่ผ่านมา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะขับขี่รถ จยย. กลับจากการละหมาด คนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มอยู่ในป่าละเมาะริมถนน ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่ม เป็นเหตุให้ ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซ๊ะบิง ถูกกระสุนปืน จยย.เสียหลักพุ่งลงไปล้มข้างทางจนเสียชีวิตบริเวณถนนในพื้นที่ ม.6 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา หลังก่อเหตุคนร้ายหลบหนีไป
2. ปลอกกระสุนปืน จำนวน 3 ปลอก ใช้ยิงมาจากปืนเล็กกล AK102 และตรวจพบประวัติในสาระบบของ ศพฐ.10 จำนวนรวม 14 คดี ดังนี้.-
  • 1) คดีคนร้ายยิงชาวบ้านรับซื้อน้ำยาง เสียชีวิต 3 คน เมื่อ 22 ก.พ.2557 เกิดเหตุคนร้ายยิงชาวบ้านรับซื้อน้ำยาง เสียชีวิต จำนวน 3 ราย ที่ริมนถนนสายบันนังดามา-ลบาโหย บ้านคลองเตะ หมู่ที่ 6 ต.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา ขณะที่ชาวบ้านทั้ง 3 ราย กำลังนั่งอยู่ภายในร้านรับซื้อน้ำยาง ได้มีคนร้ายจำนวน 3 คน ขับรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน มาจอดที่หน้าร้านรับซื้อน้ำยาง จากนั้น คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงใส่ จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านทั้ง 3 ราย เสียชีวิต ทราบชื่อ คือ นายเอกพงศ์ แสนโรจน์ ,น.ส.ทิพย์วดี ทองสองแก้ว และ น.ส.ดวงเดือน ร่มบัว
  • 2) คดียิงเจ้าหน้าที่ และวางระเบิด สำนักงานเทศบาลตำบลมะกรูด เมื่อ 11 ก.ย.2557 คนร้ายไม่ทราบจำนวนขับรถกระบะตอนเดียว และรถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียน เข้ามาจอดบริเวณด้านหน้า ก่อนใช้อาวุธสงครามยิงถล่มตัวอาคาร และลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ภายในสำนักงาน 1 ลูก และรั้วหน้าสำนักงานอีก 1 ลูก จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ทำให้นายจำนงค์ โนสิทธิ์ หัวหน้าส่วนโยธา นายประสิทธิ์ สินธุอุทัย ปลัดเทศบาล นายจิระวัฒน์ สิริพันธ์บุญ เจ้าหน้าที่พัสดุ และนายสนอง คงเหมือนเพ็ชร ชาวบ้านที่มาติดต่อราชการ เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน
  • 3) คดียิงนายวิโรจน์ ผลผดุง เสียชีวิต และนายปกร สุวรรณ (ได้รับบาดเจ็บ) (ป.1669/2557) เมื่อ 3 ธ.ค.2557 เหตุเกิดบริเวณถนนสายลำใหม่ – ลำพะยา ม.5 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ขณะที่นายวิโรจน์ ผลผดุง พร้อมด้วย นายปกร สุวรรณ ซึ่งเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ขี่รถ จยย. หมายเลขทะเบียน กพต 723 ยะลา ออกจากจุดตรวจลำพะยา หลังจากออกเวรรักษาความปลอดภัย เพื่อเดินทางกลับบ้าน เมื่อขี่ จยย. มาถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายไม่ทราบจำนวน ซุ่มอยู่ในพุ่มหญ้าริมถนน ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่นายวิโรจน์ทันที กระสุนโดนเข้าที่บริเวณศีรษะจำนวน 2 นัด เสียชีวิตคาที่ ส่วนนายปกร สุวรรณ กระโดดลงจากรถ ได้รับบาดเจ็บจากการหกล้ม ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป
  • 4) คดียิงนายแวดาโอ๊ะ ดอเล๊าะ (เสียชีวิต) ผู้ใหญ่บ้านกูแบรอยา เมื่อ 14 ก.ค.2558 เหตุเกิดม.4 ต.ละแอ ม.4 ต.ละแอ อ.ยะหา จ.ยะลา ก่อนเกิดเหตุ นายแวดาโอ๊ะ ดอเลาะ ผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์ เดินทางไปมัสยิดเพื่อทำละหมาด โดยพกพาอาวุธปืนพกสั้น ที่ได้รับรางวัลกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ไปด้วย มาถึงที่เกิดเหตุซี่งเป็นทางเปลี่ยว มีคนร้าย 2 คน แต่งกายชุดดำทั้งคู่ ขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียน ซ้อนท้ายแล่นตามหลัง นายแวดาโอ๊ะ จังหวะขี่ประกบคนร้ายที่ซ้อนท้ายได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่ม เป็นเหตุให้นายแวดาโอ๊ะ ถูกกระสุนปืนจนตกจากรถจักรยานยนต์ ที่เสียหลักพุ่งไปคากับต้นไม้ คนร้ายจอดรถจักรยานยนต์แล้วลงไปยิงซ้ำที่ศีรษะให้แน่ใจว่า ไม่รอด หลังจากนั้น จึงได้คว้าเอาอาวุธปืนพกสั้นกับเอ็ม 16 ขึ้นรถจักรยานยนต์ขี่หลบหนีไป

  • 5) คดียิงนายวิจินต์ บุญทิก และ นายอนันต์ บุญทริก (ได้รับบาดเจ็บ) เมื่อ 26 ธ.ค.2558 เหตุเกิด บนถนนสายลำใหม่-บ้านสีคง ม.2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จว.ยะลา ก่อนเกิดเหตุ นายวิจินต์ บุญทริก พร้อมด้วยนายอนันต์ น้องชาย ขับรถคันดังกล่าว เดินทางไปติดต่อธุรกิจรับซื้อไม้ยางพารา ขณะเดินทางกลับมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางเปลี่ยว คนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มอยู่สองข้างทางริมถนน ใช้อาวุธปืนสงครามระดมยิงใส่ เป็นเหตุให้กระสุนถูกบุคคลทั้งสองได้รับบาดเจ็บ แต่ นายวิจินต์ คนขับ แข็งใจเร่งเครื่องรถหนีคนร้ายไปได้ราว 200 เมตร เจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านได้ยินเสียงอาวุธปืน จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยรุดเข้าให้การช่วยเหลือ นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลยะลา
  • 6) คดียิงแฟลต 1 และ 2 ที่พักข้าราชการตำรวจของ เมื่อ 13 มี.ค.2559 เหตุเกิด สภ.ลำใหม่ อ.เมือง จว.ยะลา คนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน กระหน่ำยิงเข้ามาทางด้านหลังของ สภ.ลำใหม่ ซึ่งขณะนั้น ผกก.โรงพักและทางตำรวจเตรียมพร้อมอยู่ จึงมีการยิงตอบโต้เป็นระยะๆ แต่คนร้ายอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป
  • 7) คดียิงนายขนบ คำจันทร์ และ นายสมชาย ไชยรัตน์ทอง (ได้รับบาดเจ็บ) เมื่อ 7 เม.ย.2559 เหตุเกิดหน้าบ้านเลขที่ 47/5 ม.2 ต.พร่อน อ.เมืองยะลา จว.ยะลา ก่อนเกิดเหตุขณะที่นายขนบ และนายสมชาย ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่บริเวณหน้าบ้าน จู่ๆ มีคนร้ายเป็นชาย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนผ่านมา จู่ๆ คนซ้อนท้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงถล่มเข้าไป กระสุนถูกบุคคลทั้ง 2 จนล้มลงได้รับบาดเจ็บ หลังก่อเหตุคนร้ายได้เร่งเครื่องรถหลบหนีไปทางท้ายหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุคาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบ เนื่องจากครอบครัวนายขนบ เป็นครอบครัวไทยพุทธที่เหลืออยู่เพียงหลังเดียวในหมู่บ้าน
  • 8) คดียิงนายอาลาวี อีแต และ นายดอเลาะ อีแต เสียชีวิตทั้ง 2 คน เมื่อ 28 มิ.ย.2559 เหตุเกิดบ้านเลขที่ 44/3 ม.5 ต.ลิดล อ.เมืองยะลา จว.ยะลา ขณะที่ นายอาลาวี อีแต กำลังนั่งเก็บลูกมะพร้าวอยู่ข้างบ้าน คนร้ายที่ซุ่มอยู่ ก็ใช้อาวุธปืนยิงใส่ทันทีจนเสียชีวิต โดยนายดอเลาะ อีแต ซึ่งเป็นบิดา ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น จึงได้วิ่งออกมาหน้าบ้าน และถูกคนร้ายยิงใส่เสียชีวิตเช่นกัน ส่วนนายรอมือลี เจ๊ะเล๊าะ ที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนปืนที่แขนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
    3. ปลอกกระสุนปืน จำนวน 3 ปลอก ใช้ยิงมาจากปืนเล็กกล HK33 และตรวจพบประวัติในสารบบของ ศพฐ.10 จำนวนรวม 6 คดี ดังนี้
  • 1) คนร้ายยิงปืนเข้าไปในวัดพรุทุ่งคอก ทำให้ อุโบสถฐาน พระองค์ปฐม และกุฏิวัด ทำให้ได้รับความเสียหาย เมื่อ 6 ก.ค. 2559 เหตุเกิดวัดพรุทุ่งคอก ม.5 ต.ตาแซะ อ.เมือง จว.ยะลา
  • 2) คดียิง จนท.ทหารพราน กองร้อยที่ 4303 ขณะตั้งด่านตรวจหน้าที่ตั้ง ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เมื่อ 19 ก.ค.2559 เหตุเกิดบริเวณถนนสาย เพชรเกษมสาย 409 หน้ากองร้อยทหารพราน 4303 ม.4 ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี
  • 3) คดีคนร้ายยิงนายวิทย์ นิลวิเชียร เสียชีวิต เมื่อ 17 ก.ย.2559 บริเวณบ้านเลขที่ 20 ม.7 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จว.สงขลา คนร้ายจำนวน 4 คน ขับรถจักรยานยนต์ 2 คัน ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงชาวบ้านในพื้นที่หมู่7 บ้านพรุชิง ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เสียชีวิตคาบ้านพัก 1 คน คือ นายวิทย์ นิลวิเชียร อายุ 71 ปี เหตุเกิดที่บ้านพักเลขที่ 20 หมู่7 ขณะนั่งคุยกับลูกชายที่หน้าบ้านพัก พร้อมทิ้งใบปลิวข่มขู่
  • 4) คดีคนร้ายยิง น.ส.มลทิวา เพชรรัตน์ ได้รับบาดเจ็บ เมื่อ 17 ก.ย.2559 เหตุเกิด หน้าบ้านเลขที่ 106 ม.11 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี คนร้ายจำนวน 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบชนิด ใช้อาวุธสงคราม ก่อเหตุกราดยิงบ้านเรือนราษฎรบ้านพรุชิงเทพา ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา จากนั้นคนร้ายหลบหนีไปทางบ้านคลองเรือ ม.11 ตำบลโคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างสงขลากับปัตตานี ได้ใช้อาวุธปืนเดียวกัน กราดยิงใส่ราษฎร ทำให้ น.ส.มนทิรา เพ็ชรรัตน์ อายุ 39 ปี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงคราม เข้าที่ศีรษะ และแก้มขวา อาการสาหัสนำส่งโรงพยาบาลปัตตานี เมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์ได้เข้าห้องฉุกเฉิน และส่งเข้าห้องผ่าตัด
  • 5) คดีคนร้ายยิงเข้าไปภายในร้านส้มตำ เมื่อ 24 ก.ย.2559 คนร้าย 3 คน ขี่รถจยย.มาด้วยกัน 2 คน จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่บ้านเรือนประชาชน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือ ส.ท. พีระพงศ์ จากผา และนายส้อแหละ อินทรมาศ และระหว่างหลบหนีได้ยิงบ้านพัก ของนายนภดล พุฒสกุล ได้รับความเสียหาย , ร้านขายส้มตำริมถนนสายนาประดู่ – นาเกตุ บ้านเลขที่ 24/3 และบ้านเลขที่ 16 ม.6 ต.นาเกตุ ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี
  • 6) ล่าสุดคดีคนร้าย ใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซะบิง เสียชีวิต เมื่อ 15 พ.ย. 59 ที่ผ่านมา ขณะขับขี่รถ จยย. บริเวณถนนในพื้นที่ ม.6 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา
     4.  ผลการตรวจปลอกกระสุนปืนลูกซองปรากฎว่า ใช้ยิงมาจากปืนลูกซองกระบอกเดียวกัน พบประวัติ ฯ ในสารบบของ ศพฐ.10 ดังนี้
  • 1) คดียิงฐานปฏิบัติการ อส.ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชคต.) ยุโป เมื่อ 13 มี.ค. 59 (ไม่มีผู้ไดรับบาดเจ็บ) ม.1 ต.ยุโป อ.เมืองยะลา จว.ยะลา
  • 2) คดียิงฐานปฏิบัติการของ ชป.ทุ่งยามู ม.4 ฉก.16 ยะลา ต.ยุโป อ.เมือง จว.ยะลา เมื่อ 12 เม.ย. 59 เป็นเหตุให้บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
  • 3) คดีคนร้ายยิงใส่ป้อมเครื่องกั้นถนนรถไฟนาประดู่ หมู่ 6 ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี เมื่อ 16 เม.ย. 59
  • 4) คดียิงนายอาลาวี อีแต และ นายดอเลาะ อีแต เสียชีวิตทั้ง 2 คน เมื่อ 28 มิ.ย. 59 เหตุเกิด บ้านเลขที่ 44/3 ม.5 ต.ลิดล อ.เมืองยะลา จว.ยะลา
  • 5) คดียิง จนท.ทหารพราน กองร้อยที่ 4303 ขณะตั้งด่านตรวจหน้าที่ตั้ง ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เมื่อ 19 ก.ค. 59 เหตุเกิดบริเวณถนนสาย เพชรเกษมสาย 409 หน้ากองร้อยทหารพราน 4303 ม.4 ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี
  • 6) คดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ท.มะลาเซ็ง เซะบิง เสียชีวิต เมื่อ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ขณะขับขี่รถ จยย. บริเวณถนนในพื้นที่ ม.6 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา หลังก่อเหตุคนร้ายหลบหนีไป

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เลิกใช้เครื่องหมายฮาลาล







ด่วน "เลิกใช้เครื่องหมายฮาลาล"...????

         ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย และสภาความมั่นคงแห่งชาติได้วินิจฉัย แล้ว ฮาลาลยังไม่มีกฎหมายรองรับ และ ทุกมาตรฐานฮาลาลที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่อย่างใดเป็นการแอบอ้างอิงอำนาจรัฐผู้ประกอบการ ที่ได้รับความเสียหายจากเครื่องหมาย"ฮาลาล " สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายดำเนินคดี ได้ทั้งทางแพ่งและอาญาได้ ต่อ....


สำนักจุฬาราชมนตรีและองค์กรอิสลามกลางแห่งประเทศไทย..!!!!!?

ที่ 027/2559

กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน 
63/47 ม. 7 ถ. บรมราชชนนี
แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา
กรุงเทพฯ 10700 โทร 087 673 4999

                      วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559

เรื่อง ขอให้ระงับตราเครื่องหมายฮาลาลในสินค้าทั่วประเทศ

เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อ้างถึงหนัง ซื้อด่วนที่สุดสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่สภ. 19/8 37 ลงวันที่ 5 กันยายน 2559 
                    และสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ดร 0803/7317 ลงวันที่ 20 กันยายน 2559

             ตามที่ในปัจจุบันนี้ ได้มีสินค้าจำนวนมากติดเครื่องหมายฮาลาลไว้คู่กับเครื่องหมาย อย. ของกระทรวงสาธารณสุข เสมือนว่าเป็นเครื่องหมายที่รับรองโดยรัฐบาล และมีกฎหมายบังคับให้สินค้าจำเป็นต้องติดสัญลักษณ์ฮาลาลดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขบางคน และบางหน่วยงานก็แนะนำผู้ที่มาขอเครื่องหมาย อย. ให้ทำการติดเครื่องหมายฮาลาลนั้นไปพร้อม ๆ กันด้วย

            เครื่องหมายฮาลาลนั้น ได้รับรองการวินิจฉัยจากผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ และ องค์กรมาตรฐานฮาลาลที่ดำเนินการเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ได้วินิจฉัยในเรื่องเดียวกันนี้มาแล้วว่า หน่วยงานที่ดำเนินการเรื่อง ฮาลาล นี้นั้น คือ คณะกรรมการกลาง อิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายเรื่องนี้สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ทั้งการปกครองและทางแพ่งได้ด้วย จึงสรุปได้ว่า ทั้งผู้ดำเนินการเรื่องฮาลาลเครื่องหมายฮาลาลเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย

             เนื่องจากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการขอเครื่องหมาย อย. ให้กับผู้ที่มาขอเครื่องหมายมาตรฐานอาหารและยานั้นมีหลายหน่วยงาน ทั้งส่วนที่เป็นเรื่องอาหาร เรื่องเวชภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง นอกจากนี้ ยังมีส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอันเป็นการยากที่จะทำการร้องเรียนไปยังทุกหน่วยงานให้ครบถ้วนได้

จึงเรียนมายังรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ออกคำสั่งกระทรวงลงไปยังหน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบเรื่องนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานยุติการสนับสนุนและยุติการแนะนำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มาของเครื่องหมาย อย. กับเจ้าหน้าที่รัฐให้ติดเครื่องหมายฮาลาลไปพร้อมกันด้วย มิเช่นนั้นแล้วก็จะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการผิดกฎหมายเสียเองและร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำเนินการเรื่องฮาลาลด้วยจึง ร้องเรียนมาเพื่อดำเนินการตามที่ร้องเรียนให้ถูกต้องและยุติธรรมสนับสนุนต่อไปขอแสดงความนับถือ

ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์

ผู้แทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน

=================================

" ฮาลาล " อันตรายต่อประเทศชาติ

           สัญลักษณ์ “ฮาลาล” ที่ติดอยู่ตามสินค้าเกือบทุกยี่ห้อในเวลานี้ คนไทยกว่า90 % มองเป็นเรื่องธรรมดา แต่อยากจะบอกว่ามันซ่อนอันตรายมหาศาลไว้ใต้สัญลักษณ์นี้ถึงกับอาจสิ้นชาติเลยทีเดียว
ก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้ก่อนว่า ฮาลาล เป็นคำของศาสนาอิสลาม แปลว่า สิ่งที่พระเจ้าอนุญาตให้ใช้ หรือให้รับประทานได้ เช่น (1) ทรัพย์ที่ไปฆ่าคนไม่นับถือพระเจ้าได้มาก็ถือว่าเป็นฮาลาล อนุญาตให้ใช้ได้ และ(2) อาหารที่อนุญาตให้รับประทานได้ โดยเว้น เนื้อสุกร, สุนัข, สัตว์ที่ตายเอง, เลือด, และสัตว์ที่ฆ่าโดยไม่ออกนามของอัลเลาะห์ (ซูเราะห์ที่ 2 ข้อ 173 )นอกนั้นถือว่าเป็นฮาลาลทั้งหมด แต่ยังมีข้อยกเว้นว่า กรณีที่ไม่สามารถหาอาหารอื่นรับประทานได้ ก็อนุญาตให้รับประทานได้เป็นบางครั้งคราว


            ด้วยอาศัยหลักการข้อนี้ คณะกรรมการอิสลามบางกลุ่ม ได้ออกตราสัญลักษณ์ฮาลาลนี้ขึ้นมา แล้วนำไปจดลิขสิทธิ์ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2539 ซึ่งตามกฎหมายนั้นจดเพื่อระบุสินค้าตัวเอง เป็นยี่ห้อของตัวเอง ห้ามคนอื่นเลียนแบบเท่านั้น แต่คณะบุคคลดังกล่าวกลับไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง แต่ได้นำสัญลักษณ์ฮาลาลนี้ไปแอบอ้างกับบริษัทต่าง ๆ ว่า ฮาลาลมีกฎหมายรองรับทุกบริษัทต้องติด แล้วเรียกเก็บค่าฮาลาลทั้งเป็นรายปี และรายเดือน รวมแล้วนับแสนบาทต่อบริษัท


              ยกตัวอย่าง การขอฮาลาลใหม่และต่ออายุ 10,000 - 20,000 บ./ปี ค่ารับรอง 10,000-20,000 บ,/ปี ค่าที่ปรึกษา 2,000 บ./ด (12 x ปี = 24,000) ค่าตรวจ 2,500บ./ด. (12 x ปี = 27,500) ค่าที่พักในการไปตรวจ 800บ./ด. (12x ปี = 9,600) ค่าหนังสืออื่นๆ 5,500บ./ปี ค่าสินค้ารายการละ 500บาท (สมมติว่าบริษัทนั้นมีสินค้า 100รายการ x 500 = 50,000บ./ปี สรุปแล้วเกินแสนบาทต่อปี นอกจากนี้ เวลาต่อใหม่ (ซึ่งก็เท่ากับขอใหม่ทุกปี) ต้องต่อก่อนสิ้นปี 60 วันหรือ 2 เดือน เท่ากับว่าโกงบริษัทต่างๆ ไปปีละ 2 เดือนแล้ว
เงินที่ได้จากค่าเรียกเก็บเหล่านี้ คาดว่าน่าจะเป็นหลักหลายหมื่นล้านบาทต่อปี หรือเป็นแสนล้าน แต่ที่สำคัญเงินเหล่านี้ไม่เสียภาษี และไม่นำเข้าเป็นรายได้รัฐหรือกระทรวงการคลังเลย ในขณะเดียวกันกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังได้เสนอร่างพรบ.ฮาลาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เพื่อใช้เป็นกฎหมายบังคับ โดยในมาตรา 70 กำหนดว่า ไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากระทรวงการคลัง
นอกจากนี้ ในมาตรา ๕๔ ยังระบุรายได้ของสำนักงานฮาลาลต่อไป ดังนี้
(๑) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม

  • (๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
  • (๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
  • (๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน ร่วมทุน หรือการใช้ทรัพย์สินของสำนักงาน
  • (๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศหรือบริจาคให้
            ในวรรคท้ายยังระบุซ้ำอีกว่า รายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

           เนื่องจากฮาลาลเป็นที่มาของรายได้มหาศาล คณะบุคคลดังกล่าวจึงได้ขยายความหมายของฮาลาลออกไปให้ครอบคลุมทั้งอาหาร, เวชภัณฑ์ยา, เครื่องสำอาง, และเครื่องใช้ทุกชนิด จนกระทั่งเครื่องบินฮาลาล ท่าเรือฮาลาล ซึ่งจะทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย 

            ฮาลาลมีการทำเป็นขบวนการหนักขึ้นไปอีก โดยส่งกลุ่มบุคคลตะเวนออกไปบังคับกับพ่อค้าแม่ค้าตามท้องตลาดต่างๆ ว่า ถ้าไม่มีเครื่องหมายฮาลาลห้ามจำหน่าย เป็นเหตุนำความเดือดมาให้กับประชาชนจำนวนมาก ยกตัวอย่างที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีชาวบ้านนำสมุนไพรใส่ถุงพลาสติกมาว่างขายในงานวัด คนเหล่านี้ไปถามว่ามีฮาลาลไหม ถ้าไม่มีจับนะ ห้ามขาย ทำให้ชาวบ้านต้องรีบเก็บของหนี
จากเรื่องฮาลาลนี้ ทำให้เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องการเร่งสร้างมัสยิดให้ครบทุกจังหวัดด้วย เพราะในพรบ.บริหารกิจการศาสนาอิสลาม 2540 กำหนดว่า ถ้าจังหวัดใดมีมัสยิด 3 แห่งขึ้นไป ให้มีคณะกรรมการประจำจังหวัดนั้น ๆ โดยมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 9 -30 คน และมีหน้าที่เก็บเงินฮาลาลในจังหวัดนั้นๆ ถ้ายังไม่มีให้ส่วนกลางเป็นผู้เก็บ ต่อจากนั้น มัสยิดจะนำปัญหาหลายอย่างตามมาแก่ชุมชมอีกด้วย เช่น ส่งเสียงรบกวนวันละ 5 ครั้ง และอาจเป็นที่ซ่องสุมของผู้ก่อการร้าย หรือพวกลักรอบเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ได้


           ขณะนี้ในภาคอีสาน ได้มีกลุ่มบุคคลนำเงินไปปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรภาคอีสานกว่าครอบครัวละล้านบาท โดยอ้างว่าเงินต่างชาติให้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเงินจากฮาลาลน่าจะมีส่วนในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น เงินจากฮาลาลจึงอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศและประชาชนทุกคน

           อีกอย่างหนึ่ง การบังคับให้สินค้าทุกอย่างต้องติดเครื่องหมายฮาลาลนั้น เป็นการละเมิดสิทธิของคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธ คริสต์ พราหมณ์ฮินดู เต๋า ซิก และอื่นๆ แบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และต้องจำยอมใช้สินค้านั้นๆ แม้จะไม่เต็มใจใช้ก็ตาม ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 


         ถ้าหากพรบ.ฮาลาลผ่านสภาได้ อันตรายจากฮาลาลอาจถึงกาลสิ้นชาติเลยทีเดียว โดยพอสรุปได้ดังนี้
          อันตรายต่อคนไทยทุกคน ต่อไปสินค้าทุกอย่างต้องติดฮาลาล เป็นการเรียกเก็บเงินจากคนไทยทุกคน เท่ากับมีรัฐซ้อนอยู่กับประเทศไทยอีกรัฐหนึ่ง ที่สำคัญเงินที่เก็บได้ทั้งหมดเข้าองค์กรอิสลามอย่างเดียว รัฐไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย แถมยังต้องเสียเงินอุดหนุนให้เขาเป็นรายปีอีกต่างหาก 

           อันตรายต่อคนมุสลิมระดับล่าง คือ กรรมการฮาลาลนี้เป็นหน่วยงานรัฐหนึ่งที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรืออื่นๆ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานใดๆ เลย ซึ่งคนงานมุสลิมที่ทำงานในโรงงานฮาลาลจะไม่มีสิทธิ์รับสวัสดิการใดๆ และจะฟ้องร้องใดๆ ไม่ได้ด้วย

            อันตรายต่อประเทศ คือ เงินรายได้มหาศาลมากกว่าปีละแสนล้านบาท อาจนำมาซื้อประเทศไทยทั้งหมดเลยก็ได้ หรือ นำมาเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างไร้ขอบเขต ข้อนี้แหละจะเป็นอันตรายถึงกับสิ้นชาติกันเลยทีเดียว 

           เพราะเห็นอันตรายเช่นนี้ ได้มีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ออกมาร้องเรียนหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ 16 มิถุนายน 2559 เป็นต้นมา และได้รับการวินิจฉับจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผผ 19/ 837 วันที่ 5 ก.ย.59 ว่า กองทุนพัฒนามาตรฐานฮาลาลที่ดำเนินการเรื่องฮาลาลนี้ทั้งหมด ยังมิได้มีสถานะเป็นกฎหมาย จึงมิได้มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ถือว่าเป็นแอบอ้างกฎหมายดำเนินการแบบผิดกฎหมายนั่นเอง และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ได้วินิจฉัยเรื่องเดียวกันนี้มา ที่นร0803/7317วันที่ 20 ก.ย.59 โดยระบุว่า คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ควรที่ผู้เสียหายจะได้ใช้ช่องทางตามกฎหมายที่มีทั้งทางปกครองและทางแพ่ง รวมถึงแจ้งให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงรับไปพิจารณาตามอำนาจหน้าที่

            จาก 2 หน่วยงานของรัฐที่วินิจฉัยมาแล้วนี้ ก็ถือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฮาลาลนี้ ได้ดำเนินการผิดกฎหมายและอาจเป็นอันตรายต่อประเทศชาติแน่นอน นอกจากนี้ยังเหลือหน่วยงานของรัฐที่ร้องเรียนไป คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการกระทำของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ปปง. ปปช. สตง. อย. และกรมสรรพากร เป็นต้น ซึ่งขณะนี้รอแต่ละหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่

           จากเหตุผลทั้งหมดที่แสดงมา ทำให้ทราบได้ว่า สัญลักษณ์ฮาลาลที่ข้างผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคนั้น มันซ่อนอันตรายที่คนทั่วไปมองไม่เห็นเอาไว้ ควรที่หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยจะร่วมกันตรวจสอบและหาทางป้องกัน ก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยต่อไป และก่อนที่จะสายเกินแก้ เพื่อความเจริญมั่นคง และเพื่อความสงบสุขของคนในชาติต่อไป

28 ตุลาคม 2559

<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>

Big c ยกเลิกฮาลาลแล้ว ไม่ต่อสัญญา เพราะรู้เท่านั้น ฮาลาล..??? 
อ่านเลยตามนี้แล้วท่านจะหายสงสัย..???

หมวด ๖

สำนักงานมาตรฐานฮาลาลแห่งชาติ

_______________________________


มาตรา ๕๑ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น
กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๕๒ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงาน

มาตรา ๕๓ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๔๙ สำนักงานอาจกระทำการดังต่อไปนี้ได้ด้วย
  • (๑) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพยสิทธิต่างๆ
  • (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือกระทำนิติกรรมใดๆทั้งในและนอกราชอาณาจักร
  • (๓) ลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงานโดยไม่ขัดต่อบัญญัติศาสนาอิสลาม
  • (๔) จัดให้มีกองทุนเพื่อการศึกษา การค้นคว้า และการวิจัยเพื่อพัฒนา ตลอดจนการฝึกอบรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ฮาลาลและมาตรฐานฮาลาล
  • (๕) กระทำการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

มาตรา ๕๔ รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้
  • (๑) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
  • (๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
  • (๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
  • (๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน ร่วมทุน หรือการใช้ทรัพย์สินของสำนักงาน
  • (๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศหรือบริจาคให้
  • รายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๕๕ ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับสำนักงานในเรื่องทรัพย์สินของสำนักงานมิได้

มาตรา ๕๖ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการและคณะทำงานได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๕๗ ให้สำนักงานจัดทำงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และทำรายงานแสดงผลการดำเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการ พร้อมทั้งให้ส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วให้กระทรวงการคลังทราบด้วย
ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงานแล้วรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อรัฐมนตรี
            ให้สำนักงานโฆษณารายงานประจำปีที่สิ้นไป โดยแสดงงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องแล้ว

หมวด ๘
กองทุนพัฒนามาตรฐานฮาลาล
_______________________________

มาตรา ๖๗ ให้มีกองทุนพัฒนามาตรฐานฮาลาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายในการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน การส่งเสริมการส่งออกและการจัดการตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาองค์กร ระบบงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจการฮาลาลตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๖๘ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินดังต่อไปนี้
  • (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม
  • (๒) เงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการเป็นคณะที่ปรึกษาระบบงานฮาลาล ผู้ตรวจรับรองฮาลาล ที่ปรึกษาฮาลาลประจำโรงงานหรือสถานประกอบการ ผู้ตรวจการฮาลาล และผู้เชือดสัตว์
  • (๓) เงินสมทบตามมาตรา ๖๙ 
  • (๔) ค่าปรับทางปกครองหรือเงินเพิ่มที่จัดเก็บตามพระราชบัญญัตินี้
  • (๕) เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับอันเนื่องมาจากการลงทุนหรือการประกอบกิจการตามที่รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ทั้งนี้โดยต้องไม่ขัดต่อบัญญัติศาสนาอิสลาม
  • (๖) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ 
  • (๗) เงินส่วนแบ่งจากกำไรที่ผู้ประกอบการได้รับจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด 
มาตรา ๖๙ ให้คณะที่ปรึกษาระบบงานฮาลาล ผู้ตรวจรับรองฮาลาลและผู้ตรวจการฮาลาล มีหน้าที่นำเงินสมทบส่งเข้ากองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
บุคคลตามวรรคหนึ่งผู้ใดไม่จ่ายเงินสมทบภายในเวลาที่กำหนดหรือจ่ายไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นค่าปรับในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือของเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ

มาตรา ๗๐ รายได้ของกองทุนให้นำส่งเข้ากองทุนเพื่อใช้ในกิจการตามที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๗๑ เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้
  • (๑) จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดตามสัดส่วนที่คณะกรรมการกำหนด
  • (๒) เป็นเงินช่วยเหลือและอุดหนุนกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบงานหรือมาตรฐานฮาลาลตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุน
  • (๓) เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน

มาตรา ๗๒ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนมีจำนวนไม่เกินห้าเจ็ดคนเพื่อทำหน้าที่บริหารและจัดการกองทุนเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ มาใช้บังคับกับการดำเนินการของกองทุนโดยอนุโลม

มาตรา ๗๓ ในกรณีที่มีการยุบเลิกกองทุนให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีและเสนอรายงานการชำระบัญชีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรับรองแล้วต่อคณะรัฐมนตรี หากมีเงินหรือทรัพย์สินคงเหลือให้โอนแก่กองทุนที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียง ทั้งนี้ โดยต้องทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

อัตราค่าธรรมเนียม
______________

  • (๑) ใบรับรองฮาลาล ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท
  • (๒) ค่ารับรองผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ละ ๕๐๐ บาท
  • (๓) ใบอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท
  • (๔) ใบรับรองฮาลาล และใบอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย
  • รับรองฮาลาล ฉบับภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ฉบับละ ๕๐๐ บาท
  • (๕) ใบแทนใบรับรองฮาลาลและใบอนุญาตให้ใช้
  • เครื่องหมายรับรองฮาลาล ฉบับละ ๑๐๐ บาท
  • (๖) การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแต่ละประเภท

           ในแต่ละปี ให้คิดคำนวณจำนวนค่าธรรมเนียมแต่ละรายการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคของปีที่ล่วงมาตามที่กระทรวงพาณิชย์คำนวณเพื่อใช้ในราชการ โดยหากมีเศษสตางค์ให้ปัดทิ้ง

บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ
ประกอบร่างพระราชบัญญัติบริหารกิจการฮาลาล (ฉบับที่ ..)
พ.ศ. ....
_____________________________

(ร่างพระราชบัญญัติบริหารกิจการฮาลาล - สภาผู ...)
======================================
เตือนพี่น้องมุสลิม!! ซื้อไก่ใน Big C ดูตราฮาลาลให้ดี อาจมีไก่ฮารอมปลอมปน

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์


            หลังที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้มีเอกสารยกเลิกการหนังสือสำคัญให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล ฉบับที่ 9/2558 ให้แก่บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (มหาชน) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อวัว แบบบรรจุ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ประสงค์ที่จะขอต่อายุฮาลาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พี่น้องมุสลิมที่ไปใช้บริการ บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ หรือบิ๊กซี มินิ ควรตรวจสอบให้ดีว่าผลิตภัณฑ์จำพวกเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือเนื้อเป็ดในห้างหรือร้านสะดวกซื้อดังกล่าวมีตราฮาลาลหรือไม่ และให้หลีกเลี่ยงที่จะซื้อสินค้าจำพวกเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือเนื้อเป็ดของบิ๊กซี เพราะทางห้างหรือผู้ผลิตดังกล่าวจะไม่เข้าสู่กระบวนหรือขั้นตอนที่ฮาลาลแล้ว จึงเรียนแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จับกุมโจรฟาตอนี แต่งตัวเป็นผู้หญิง คลุมฮิญาบ ก่อความระยำ




          จับกุมคนร้ายตามหมายจับ แต่งกายคล้ายหญิงเหตุกราดยิง จนท.ตำรวจ รปภ.สถานีรถไฟ เหตุการณ์วันเดียวกับบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง



          เมื่อ 16 พ.ย.59 เวลา 04.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินทหารเรือ 33 (ฉก.นย.ทร.33) สนธิกำลังกับ นปข.ฉก.นย.ภต. ตามนโยบาย กฎหมายนำ การทหารตาม การเมืองขยาย ของพล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เข้าทำการตรวจสอบเป้าหมายในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เพื่อบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส

            ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอาดือนันต์ บือราเฮง ตามหมายจับ ป.วิอาญา 189/59 ลง 6 เม.ย.59 ที่อยู่ 18/1 ม.3 ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ กรณีเหตุการณ์คนร้ายป่วนนราธิวาส 3 จุด ทำการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ชป.รปภ.สถานีรถไฟ อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 13 มี.ค.59 ซึ่งเป็นคราวเดียวกันที่คนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องจับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แล้วทำการกราดยิงฐานปฏิบัติการร้อย ทพ.4816 กรมทหารพรานที่ 48 ที่อยู่ กับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง


การก่อเหตุของคนร้ายในครั้งนั้น ได้มีคนร้ายจำนวน 4 คน ทำการขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ซึ่งเป็นชุด รปภ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุก็อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป







พฤติกรรมของ นายอาดือนันต์ บือราเฮง ที่ทำการก่อเหตุในครั้งนั้นได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่สองใช้อาวุธปืนสงครามทำการกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ จากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้นายอาดือนันต์ บือราเฮง ได้แต่งกายเลียนแบบผู้หญิง มีผ้าคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางซ่อนเร้นกาย เพื่อทำการหลบหลีกการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่หลังทำการก่อเหตุ




เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอาดือนันต์ บือราเฮง ไปทำการซักถามขยายผล และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จับโจรใต้อีกราย!! แต่งกายคล้ายหญิงยิงถล่ม นปพ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง



"Ibrahim"



         จับกุมคนร้ายตามหมายจับ แต่งกายคล้ายหญิงเหตุกราดยิง จนท.ตำรวจ รปภ.สถานีรถไฟ เหตุการณ์วันเดียวกับบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย


          จากเหตุการณ์คนร้ายป่วนนราธิวาส 3 จุด ทำการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ชป.รปภ.สถานีรถไฟ อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 13 มี.ค.59 ซึ่งเป็นคราวเดียวกันที่คนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องจับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แล้วทำการกราดยิงฐานปฏิบัติการร้อย ทพ.4816 กรมทหารพรานที่ 48 ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุใส่ไว้ในถังแก็สปิคนิคหนัก 20 ก.ก.ที่นำไปวางไว้เสาคอสะพานบ้านยานิง


         เมื่อ 16 พ.ย.59 เวลา 04.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินทหารเรือ 33 (ฉก.นย.ทร.33) สนธิกำลังกับ นปข.ฉก.นย.ภต. เข้าทำการตรวจสอบเป้าหมายในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เพื่อบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส



        ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอาดือนันต์ บือราเฮง ตามหมายจับ ป.วิอาญา 189/59 ลง 6 เม.ย.59 ที่อยู่ 18/1 ม.3 ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส


        นายอาดือนันต์ บือราเฮง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยมีคนร้ายจำนวน 4 คน ทำการขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ซึ่งเป็นชุด รปภ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุก็อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป




           ภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้ นายอาดือนันต์ บือราเฮง และสมาชิก ผกร.อีก 3 คน ได้แต่งกายคล้ายหญิง มีผ้าคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางซ่อนเร้นกาย ลงมือทำการก่อเหตุ โดย นายอาดือนันต์ฯ ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่สองใช้อาวุธปืนสงครามทำการกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่
จะเห็นได้ว่ากลุ่ม ผกร.มักแต่งกายคล้ายผู้หญิง หรือแม้กระทั่งแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตบตาให้รอดพ้นจากการตรวจตราตามด่านตรวจ และจุดสกัดต่างๆ การกระทำเช่นนี้มิใช่การหลงผิด แต่เป็นความตั้งใจที่จะลงมือก่อเหตุโดยมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี


         การบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมาย บ่อยครั้งที่การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและมีบรรทัดฐานเดียวกัน ปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ยังมิวายที่ถูกโจมตีจากองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กร บางกลุ่มที่ทำการเคลื่อนไหวสนับสนุนเพื่อทำการช่วยเหลือคนร้าย ช่วยเหลือขบวนการให้พ้นผิด พ้นมลทินจากสังคม
ความจริงคือความจริงมิได้มีการสาดโคลนโยนผิดให้กับผู้ต้องหาตามหมายจับเหล่านี้ ว่าไปตามหลักฐานวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ไม่เหมือนกับสื่อบางสำนัก องค์กรภาคประชาสังคมเถื่อนถ่อยบางองค์กรที่มักชอบบิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งนำเสนอข่าวเชิงลบที่สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม




          ผู้ที่กระทำความผิดไม่ช้าหรือเร็วจะต้องโดนจับดำเนินคดีตามกฎหมาย จะต้องรับสภาพกับผลกรรมที่ตัวเองได้ก่อ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งจากลุ่มขบวนการไร้ซึ่งการเหลียวแล ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อดมื้อกินมื้อ คนที่ฉลาดเท่านั้นที่คิดได้ว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่ออะไร?

          แต่สำหรับคนโง่แล้วจะต้องตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดอยู่ร่ำไปหากยังคิดไม่ได้จงรับกรรมต่อไป...แต่ผลกรรมนั้นไม่ได้ตกอยู่ที่คนๆ เดียว ครอบครัวจะต้องพลอยตกระกำลำบากไปกับผลการกระทำของเราด้วย..อามีน
-------------------------

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เหตุผลที่โจรใต้มอบตัว...คืออะไร?




โดย ‘แบดิง โกตาบารู’


         อุทาหรณ์สอนใจผู้หลงผิดไว้เป็นบทเรียน เมื่อมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้เข้าสู่วังวนความชั่วร้าย กลับถูกหลอกใช้โดยแกนนำกลุ่มขบวนการให้ทำการก่อเหตุเพื่อสร้างความปั่นป่วน ความวุ่นวาย ลอบทำร้ายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องมีบาปติดตัว อีกทั้งจะต้องซ่อนตัว หลบหนีความผิดกลัวถูกเจ้าหน้าที่จับกุมอย่างหัวซุกหัวซุน ต้องอดอยากปากแห้งอยู่อย่างน่าเวทนาอดมื้อกินมื้อ ไม่ต้องพูดถึงคราวเจ็บป่วยไม่สบายหรือบาดเจ็บจากการปะทะไม่กล้าเข้าโรงพยาบาล..แม้กระทั่งหยูกยายังไม่มีจะรักษาตัว


         จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจยะลา รับมอบตัว นายสาการียา แวกาจิ แกนนำระดับสั่งการกลุ่มอาร์เคเค ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย เผาสถานที่ราชการ เผย ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าต้องหนีออกนอกพื้นที่ โอดใช้ชีวิตลำบาก อดมื้อกินมื้อ จนครอบครัววอนให้เข้ามอบตัว...


        เมื่อวันที่ 15 พ.ย.59 พ.ต.อ.กฤษฎา แก้วจันดี รรท.ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผกก.สภ.กาบัง นายวีรยุทธ เหล็มเล๊าะ ปลัดอาวุโสอำเภอกาบัง รรท.นายอำเภอกาบัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันรับมอบตัว นายสาการียา แวกาจิ อายุ 33 ปี ชาวบ้านคลองปุด ต.บาละ อ.กาบัง ซึ่งเป็นแกนนำอาร์เคเค ระดับสั่งการ มีหมายจับ ป.วิอาญา ที่ จส.381/2550 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550 และหมายจับที่ จส. 122/2552 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2552 ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย วางเพลิงสถานที่ราชการ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ทางราชการไม่สามารถออกใบอนุญาต โดยมี นายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ พร้อมพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นผู้นำตัวมามอบ



           นายสาการียา แวกาจิ ได้เปิดเผยว่า หลังจากตนได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ถูกเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกไล่ล่าติดตามจับกุมตัว แต่ตนเองได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนๆ ต้องทนทุกข์ต่อความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา อยู่แบบอดมื้อกินมื้อ เพราะต้องคอยหลบซ่อน หลบหนีการปิดล้อมจับกุมมาโดยตลอดประกอบกับทางครอบครัว ตลอดจนญาติพี่น้องได้อ้อนวอนขอให้เข้ามอบตัว จึงได้ติดต่อนายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ให้ช่วยประสานนำตัวเดินทางมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่


        นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของผู้ที่กระทำความผิดแล้วต้องหลบหนีไป ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเยี่ยงคนทั่วไป ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับครอบครัวอยู่พร้อมหน้า พ่อแม่ลูก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายติดตามตัวมาลงโทษดำเนินคดี มิเช่นนั้นหากปล่อยปละละเลยก็เท่ากับว่ากฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป


       ที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งคือผู้หลงผิดเหล่านี้ถูกทอดทิ้งต้องเผชิญชีวิตความทุกข์ยากตามยถากรรม ไม่ได้รับการดูแลจากแกนนำสั่งการ ซึ่งตัวเองกลับเสวยสุขอยู่เมืองนอก อยู่อย่างสบายอย่างพระราชา แต่นักรบอาร์เคเคเหล่านี้ล่ะ ต้องอยู่อย่างลำบากอดมื้อกินมื้อน่าอนาถใจ


          แล้วอย่างนี้ยังจะเป็นทาสรับใช้กลุ่มขบวนการอยู่อีกหรือ?
         ..บ้านต้องแตกสาแหรกขาด ชีวิตไร้สุขมีแต่ความทุกข์ประดังเข้ามาในชีวิต ต้องตายหรือไม่ก็ติดคุกขาดอิสรภาพลูกเมียใคร? จะดูแล

------------------

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอด มูฮัมหมัด วางระเบิด


“มูฮัมหมัด มูฮิ” รับสารภาพร่วมกับพวกวางบึ้มภูเก็ตและโรงแรมเซาท์เทิร์นวิวปัตตานี

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บินด่วนเดินทางไปยังทัณฑสถานวัยหนุ่มนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ควบคุมตัวนายมูฮัมหมัด มูฮิ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และถูกฝากขังไว้ที่นี่ โดยมีพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเป็นระยะ

สำหรับนายมูฮัมหมัด นั้นร่วมกับนายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ อายุ 30 ปี ก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 โดยนายมูฮัมหมัด ถูกจับกุมและได้ถูกตั้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ร่วมกันวางระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ขณะที่นายยูโซ๊ะ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าขอหมายศาลทหารเพื่อติดตามตัวแล้ว


มีรายงานว่า นายมูฮัมหมัด ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวก 4 คนก่อเหตุวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากปฏิเสธในตอนแรก ทั้งนี้ขณะนี้พนักงานสอบสวน ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดแล้ว 11 ราย จับกุมแล้ว 2 รายคือนายมูฮัมหมัด มูฮิ และนายฮากีม ดอเลาะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาระเบิดคาร์บอมบ์ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา


จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวมายังห้องสอบปากคำ นายมูฮัมหมัดสวมชุดผู้ต้องขัง สวมหมวก และใส่แว่นตาดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ หนึ่งคณะพนักงานสอบสวน จะชี้แจงรายละเอียดคำรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจดูเอกสารสำนวนที่นายมูฮัมหมัดเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายมูฮัมหมัดเริ่มมีภาวะเครียด พยักหน้าให้การสับสน พร้อมเอามือลูบใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา และให้การกับเจ้าหน้าที่ต่อ จากนั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที นายมูฮัมหมัด จึงให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุระเบิด 3 จุดจริง แต่ตนเองลงมือเพียงจุดเดียว คือบริเวณตลาดพาราไดซ์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นายมูฮัมหมัด มูฮิ ให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นคนลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ตจริง โดยร่วมกับพวก ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากทางกรมราชทัณฑ์จึงเข้าไปทำการสอบปากคำนายมูฮัมหมัดเพิ่มเติม ซึ่งหากพาดพิงถึงใครก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดกันต่อไป โดยนายมูฮัมหมัดได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนจะนำตัวนายมูฮัมหมัดมาชี้จุดตามคำให้การหรือใหม่จะต้องรอการพิจารณาจากศาลอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้

โอ้ว บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอด มูฮัมหมัด วางระเบิด




“มูฮัมหมัด มูฮิ” รับสารภาพร่วมกับพวกวางบึ้มภูเก็ตและโรงแรมเซาท์เทิร์นวิวปัตตานี


เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บินด่วนเดินทางไปยังทัณฑสถานวัยหนุ่มนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ควบคุมตัวนายมูฮัมหมัด มูฮิ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และถูกฝากขังไว้ที่นี่ โดยมีพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเป็นระยะ

สำหรับนายมูฮัมหมัด นั้นร่วมกับนายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ อายุ 30 ปี ก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 โดยนายมูฮัมหมัด ถูกจับกุมและได้ถูกตั้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ร่วมกันวางระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ขณะที่นายยูโซ๊ะ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าขอหมายศาลทหารเพื่อติดตามตัวแล้ว


มีรายงานว่า นายมูฮัมหมัด ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวก 4 คนก่อเหตุวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากปฏิเสธในตอนแรก ทั้งนี้ขณะนี้พนักงานสอบสวน ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดแล้ว 11 ราย จับกุมแล้ว 2 รายคือนายมูฮัมหมัด มูฮิ และนายฮากีม ดอเลาะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาระเบิดคาร์บอมบ์ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา


จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวมายังห้องสอบปากคำ นายมูฮัมหมัดสวมชุดผู้ต้องขัง สวมหมวก และใส่แว่นตาดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ หนึ่งคณะพนักงานสอบสวน จะชี้แจงรายละเอียดคำรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจดูเอกสารสำนวนที่นายมูฮัมหมัดเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายมูฮัมหมัดเริ่มมีภาวะเครียด พยักหน้าให้การสับสน พร้อมเอามือลูบใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา และให้การกับเจ้าหน้าที่ต่อ จากนั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที นายมูฮัมหมัด จึงให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุระเบิด 3 จุดจริง แต่ตนเองลงมือเพียงจุดเดียว คือบริเวณตลาดพาราไดซ์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นายมูฮัมหมัด มูฮิ ให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นคนลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ตจริง โดยร่วมกับพวก ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากทางกรมราชทัณฑ์จึงเข้าไปทำการสอบปากคำนายมูฮัมหมัดเพิ่มเติม ซึ่งหากพาดพิงถึงใครก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดกันต่อไป โดยนายมูฮัมหมัดได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนจะนำตัวนายมูฮัมหมัดมาชี้จุดตามคำให้การหรือใหม่จะต้องรอการพิจารณาจากศาลอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้