วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

เจ้าหน้าที่ปิดล้อม ผกร.พื้นที่ตากใบไหวตัวทันหลบหนีไปได้ทิ้งปืนพก 4 กระบอกไว้ดูต่างหน้า



นราธิวาส-วันนี้ (30 ม.ค.) เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศพส.จ.ยะลา ได้ประสานการปฏิบัติกับหน่วย ฉก.นราธิวาส 31, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นติดตามเป้าหมายสมาชิก ผกร.


โดยเป้าหมายในการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ คือ นายบูฆอรี สะมะแอ ซึ่งเป็นสมาชิก ผกร. ในพื้นที่ บ.โคกกาเปาะ ม.5 ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ผลสืบเนื่องมาจากการขยายผลงานด้านการข่าวหลังรู้แหล่งกบดานจึงได้เข้าทำการปิดล้อมดังกล่าว



แต่จากผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ นายบูฆอรี สะมะแอ ได้ไหวตัวทันและอาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ แต่จากการตรวจค้นในบ้านพัก เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธปืนพก จำนวน 4 กระบอก ซึ่งจะนำอาวุธปืนทั้งหมดส่งตรวจพิสูจน์หลักฐานหาความเชื่อมโยงของคดี ส่วนนายบูฆอรีฯ เจ้าหน้าที่เร่งติดตามจับกุมตัวมาลงโทษเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โจรใต้ ที่มุดหัวอยู่ในมาเลเซีย ก่อเหตุระเบิดในไทย



       ประธาน กลุ่มก่อการร้ายมุสลิม PULO ได้รับการดูแล และพักพิงอาศัยในมาเลเซีย ออกมายอมรับจรวดแสวงเครื่องเป็นของตน พร้อมเตือนประชาชนห่างไกลค่ายทหาร

       "ในวันที่ 22 / ม.ค / 2016, คือครบรอบ 48 ปีขององค์การปลดปล่อยสหปัตตานี pulo เราที่ pulo ฉลองกับการเปิดตัวของมิสไซล์ที่กำหนดเป้าหมายไปที่ค่ายทหารในปัตตานี"

       กัสตูรี มะห์โกตา ประธานขบวนการ พูโล โพสต์สเตตัสในเฟสบุ๊ก ส่วนตัว ที่มีชื่อว่า Kasturi Mahkota โดยใช้ภาษามลายู อักษรรูมี (โรมัน) และภาษาอังกฤษ โดยมีใจความว่า ยอมรับ เหตุพบ "จรวดแสวงเครื่อง" (จรวดมิสไซล์) ระเบิดไอซ์บอม ในวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา เป็นการก่อเหตุเนื่องจากครบรอบ 48 ปี ของการก่อตั้งองค์กร พูโล แต่ระเบิดดังกล่าวถูกพบโดยเจ้าหน้าที่ก่อน จึงไม่มีเหตุร้ายใด ๆ

       นอกจากนี้ กัสตูรี มะห์โกตา ได้เตือนไปถึงประชาชนไม่ว่า จะเป็นชาวมลายูหรือพุทธ ให้ห่างไกลจากค่ายทหาร ตั้งแต่บัดนี้ หากมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ในระหว่างนี้ POLO จะไม่ขอรับผิดชอบ

       ทั้งนี้รายงานข่าวในพื้นที่ เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา พลตำรวจตรี ทนงศักดิ์ วังสุภา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองจิก จังหวัดปัตตานี และชุดทำลายวัตถุระเบิด หรืออีโอดี ของหน่วยเฉพาะกิจอโณทัย ได้เข้าตรวจสอบบริเวณคูน้ำกลางถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 43 หาดใหญ่-ปัตตานี ท้องที่หมู่ 6 ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก หลังรับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด

       จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบวัตถุต้องสงสัย 2 ชิ้น เป็นท่อเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร ปลายแหลมมน ลักษณะคล้ายหัวจรวด วางอยู่บนกระเบื้องหลังคาที่พาดเอียงกับแนวลาดของคูน้ำกลางถนน ตรวจสอบแล้วเป็นวัตถุระเบิดที่สามารถระเบิดได้ มีระบบจุดระเบิดด้วยวิทยุสื่อสาร เจ้าหน้าที่จึงเก็บกู้เอาไว้ได้อย่างปลอดภัย

อูรังลาโว้ย (Orang Laut)


         อูรังลาโว้ย (Orang Laut) เป็นชาวเลกลุ่มใหญ่ที่มีถิ่นฐานบนเกาะสิเหร่ และที่หาดราไวย์ บ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต จนถึงทางใต้ของเกาะพีพีดอน เกาะจำ เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่, เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะราวี จังหวัดสตูล และบางส่วนอยู่ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง นอกจากนี้ยังอาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศมาเลเซีย

         ชาวเลกลุ่มอูรังลาโว้ยมีภาษาที่แตกต่างกับกลุ่มมอแกนและมอแกลน แม้จัดอยู่ในตระกูลออสโตรนีเชียน เช่นเดียวกัน พิธีกรรมสำคัญของอูรังลาโว้ยคือ การลอยเรือ "ปลาจั๊ก" เพื่อกำจัดเคราะห์ร้ายออกไปจากชุมชน

      ในปัจจุบัน ชาวเลกลุ่มอูรังลาโว้ยตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร หันมาประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง รับจ้างทำสวน และอาชีพอื่น ๆ ซึมซับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น และเรียกขานตัวเองว่า ไทยใหม่

       อุรังลาโว้ย มีความหมายว่า "คนทะเล" มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตชาวอุรังลาโว้ยอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาฆูนุงฌึไร ในแถบชายฝั่งทะเลในรัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) จากนั้นก็เร่ร่อนเข้ามาสู่ในน่านน้ำไทย แถบทะเลอันดามัน ในช่วงแรกยังมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน โดยอาศัยเรือไม้ระกำเป็นที่อยู่และพาหนะ พวกเขาใช้กายัก หรือแฝกสำหรับมุงหลังคาเป็นเพิงอาศัยบนเรือ หรือเพิงพักชั่วคราวตามชายหาดในฤดูมรสุม

      ชาวอุรักลาโว้ยยังชีพด้วยการท่องเรือตามหมู่เกาะ กลุ่มละ 5-6 ลำ บางครั้งพวกเขาก็จะขึ้นเกาะมาเพื่อหาของป่า แต่ส่วนใหญ่จะล่าสัตว์ทะเลด้วยเครื่องมือง่ายๆอย่าง ฉมวก สามง่าม เบ็ดพวกเขามีความสามารถในการดำน้ำทะเลลึกเพื่อแทงปลาหรือจับกุ้งมังกรด้วยมือเปล่าและดำน้ำเก็บหอยจากก้นทะเล

      ตามตำนานเล่าว่าชาวอุรังลาโว้ยเคยมีบรรพบุรุษเดียวกับชาวมอแกนและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เร่ร่อนในทะเลมานาน พวกเขาใช้ภาษาอูรังลาโว้ย เป็นภาษาพูด พวกเขาเชื่อกันว่าเกาะลันตาเป็นสถาที่แรกที่ชาวอุรังลาโว้ยตั้งถิ่นฐาน เปรียบเสมือนเมืองหลวงของพวกเขาเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ยังอพยพเร่ร่อนอยู่เรื่อยๆ โดยโยกย้ายไปตามหมู่เกาะต่างๆ และตั้งถิ่นฐานที่เกาะนั้นๆ และกลับมาที่เดิม แต่ทุกกลุ่มยังคงมีความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ถือว่าเป็นสังคมเครือญาติใหญ่

       ปัจจุบันพวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเกาะสิเหร่ หาดราไวย์ แหลมหลาเหนือ และบ้านสะปำ ในจังหวัดภูเก็ต เกาะพีพี เกาะจำ เกาะปู เกาะไหว และเกาะลันตาใหญ่ ในจังหวัดกระบี่ ไปจนถึงเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะบุโหลน และเกาะราวี จังหวัดสตูล

       ชาวอุรังลาโว้ยใช้ชีวิตครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายชายจะเข้าอยู่กับครัวเรือนฝ่ายหญิงชั่วคราว ก่อนแยกเป็นครอบครัวเดี่ยวเมื่อถึงเวลาสมควร ชาวอุรักลาโว้ยนั้นนับถือผีบรรพบุรุษ และสิ่งเหนือธรรมชาติว่ามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต "โต๊ะหมอ" จะเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่างๆ เช่นพิธีลอยเรือ พิธีแก้บน เป็นต้น

      ทุกครึ่งปีในเดือนหกและเดือนสิบเอ็ด ไม่ว่าชาวอุรังลาโว้ย จะกระจัดกระจายอยู่ที่ใด พวกเขาก็จะกลับมายังถิ่นฐานเดิมเพือ่เข้าร่วมในพิธีลอยเรือ หรือ "เปอลาจั๊ก" ในวันนั้นที่ชายหาดจะมีการบรรเลงรำมะนา เสียงเพลง การร้องรำ การเล่นรองเง็ง ตลอดจนการดื่มฉลองพิธีการในวาระอันสำคัญของชาวอุรังลาโว้ย

ตำนานเกี่ยวกับฆูนุงฌึรัย : ที่มาของชาวเลอูรักลาโว้ย

       มีตำนานเรื่องหนึ่งซึ่ง David Hogan (1972) บันทึกจากคำบอกเล่าของชาวเลวัย 60-70 ปี ที่อาศัยอยู่บนเกาะอาดังว่า พระเจ้าได้ส่ง นะบีโน๊ะ มาชักชวนให้บรรพบุรุษของเขานับถือพระเจ้า แต่ถูกปฏิเสธจึงสาปแช่งไว้ จนพวกเขาต้องเคลื่อนย้ายลงมายังชายฝั่งเชิงเขา “ฆูนุงฌึรัย” บ้างก็เข้าป่าเป็นคนป่า บ้างก็กลายเป็นลิง บ้างก็เป็นกระรอก บ้างก็เป็นอูรักลาโว้ย คนของทะเล หรือชาวเลไป ผู้ให้ข้อมูลคนเดียวกันเล่าว่า ชาวเลกลุ่มแรกที่อาศัยเรือ “jukok” หรือ “เรือเป็ด” ไหลลอยขึ้นมา บ้างก็ตั้งถิ่นฐานในป่าเคดาห์ บ้างก็ตั้งถิ่นฐานที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ทั้งนี้ Hogan ได้เน้นย้ำว่า อูรังลาโว้ยผู้สูงอายุส่วนใหญ่กล่าวกันว่า เกาะลันตาเป็นดินแดนแห่งแรกในประเทศไทยที่ชาวเลอูรังลาโว้ยเปลี่ยนวิถีชีวิตขึ้นไปตั้งถิ่นฐาน

       ทว่า David Hogan และผู้วิจัยคนอื่น ๆ ไม่ได้เข้าใจว่า อันที่จริงเรื่องเล่าของชาวเลคนนั้นเป็นเรื่องเล่าจากคัมภีร์อัลกุรอาน และคัมภีร์ไบเบิล คำว่า นะบีป็นคำในภาษาอาหรับแปลว่า ศาสดาพยากรณ์ ส่วน โน๊ะ ก็คือ นูฮฺ หรือ โนอาห์ ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ เมื่อพระเจ้าบันดาลให้เกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ นะบีนูฮฺ ก็พาบรรดาศรัทธาชนลงเรือหนีน้ำที่ท่วมโลก ในที่สุดเรือนั้นก็จอดบนเขา อัลญูดี ส่วนผู้เฒ่าที่เล่าเรื่อง หรือชาวเลอูรังลาโว้ย คิดว่าเป็น ฆูนุงฌึรัย (แปลว่า ภูผาต้นไทร)

      อย่างไรก็ตาม จากความเชื่ออันนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ชาวเลอูรังลาโว้ย ในอดีตเคยได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับชนชาติในตระกูลมาลายิกทั้งหลาย นอกจากนี้ภาษาอูรังลาโว้ยยังใกล้เคียงกับภาษามาเลย์อีกด้วย

       สภาพทั่วไปของพื้นที่ ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ ๒ ตำบลราไวย์ ประมาณ ๓๒๑ หลังคาเรือน ประชากรประมาณ ๑,๓๕๗ คน กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้อาศัยอยู่ในที่ดินเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินเอกชน ซึ่งมีทะเบียนบ้านจำนวน ๒๒๖ หลัง โดยเป็นทะเบียนบ้านถาวรทั้งหมด ๑๑๗ หลัง ไม่มีระบบประปา ใช้น้ำจากการซื้อจากรถบริการและบ่อซึ่งขุดขึ้นใช้เอง(อยู่ในที่ดินเอกสารสิทธิ์เอกชน) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญเพราะเจ้าของที่ดินต้องการพัฒนาพื้นที่ ระบบไฟฟ้าใช้การต่อพ่วง ใช้น้ำและไฟชั่วคราวของเอกชน ไฟฟ้าพ่วง เหมาจ่ายหลังละ ๕๐๐ – ๑,๐๐๐ บาท น้ำยูนิตละ ๒๐ บาท สภาพการอยู่อาศัยมีสภาพบ้านทรุดโทรม แออัด แต่รักษาความสะอาดดี ยกเว้นห้องส้วม ไม่มีระบบถนนภายในชุมชน ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหาปลาหาหอย และรับจ้างทั่วไป และอาชีพอิสระ เช่น งมเหล็กในทะเลไปขาย

     เล เป็นคำในภาษาปักษ์ใต้ที่ใช้เรียกกลุ่มชน “ชาวไทยใหม่” ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งใน ๓๕ กลุ่มชาตุพันธ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบเป็นสังคมไทย และถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามเกาะและชายฝั่งทะเลอันดามัน ทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อก่อนถือเป็นชนเผ่าเร่ร่อนทางทะเล และทำมาหากินตามทะเลและตามเกาะต่าง ๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เกาะสุวาเวสี ทางตะวันตกของประเทศอินโดนีเซีย เกาะซูลในประเทศฟิลิปปินส์ ริมฝั่งเมืองมะริด ประเทศพม่า และถือเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมในแหลมมาลายู

    ชาวเล ในประเทศไทยมีอยู่ ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มมอแกน กลุ่มมอแกลน กลุ่มอุลักลาโว้ย ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ต มีกลุ่มชาวเลอาศัยอยู่ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มมอแกลน อาศัยอยู่บริเวณบ้านหินลูกเดียว บ้านแหลมหลา ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และกลุ่มอุลักลาโว้ย อาศัยอยู่บริเวณเกาะสิเหร่ ตำบลรัษฎา หาดราไวย์ ตำบลราไวย์ บ้านสะปำ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

      ภาษา ชาวเลทั้ง ๓ กลุ่ม จะใช้ภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนเหมือนกัน ซึ่งเป็นภาษาพูดไม่มีภาษาเขียนหรือตัวหนังสือ แต่ทว่าภาษาของแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกัน ชาวเลกลุ่มมอแกลนและมอแกนจะสามารถสื่อสารกันได้ พูดรู้เรื่อง เพระมีรากศัพท์และคำที่คล้ายกันเป็นจำนวนมาก ชาวมอแกนและชาวมอแกลนจะใช้ภาษาไทยปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก สำหรับกลุ่มอุลักลาโว้ยนั้นมีความคล้ายคลึงกับภาษามาลายูมาก ทำให้ชาวเลกลุ่มอุลักลาโว้ยสามารถสื่อสารกับชาวมาลายูและอินโดนีเซียได้ แต่กลุ่มมอแกนและกลุ่มมอแกลนไม่สามารถสื่อสารกับชาวอุลักลาโว้ยได้เลย เพราะมีความแตกต่างกันของภาษา

     อาชีพ  ชาวเลทั้ง ๓ กลุ่มในอดีตมีอาชีพเป็นพรานทะเลนักเก็บหาในท้องทะเลและในป่าเหมือนกัน แต่ปัจจุบันความเจริญได้เข้าไปในชุมชน ทำให้ชาวเลมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลมีจำกัด และบางพื้นที่มีเจ้าของจับจอง ครอบครอง ชาวเลไม่สามารถเก็บหาทรัพยากรทางทะเลได้ดังแต่ก่อน มีการปรับเปลี่ยนอาชีพบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพอยู่กับทะเล เช่น การเก็บหากุ้ง หอย ปู ปลา ดำปลิงทะเล จับกุ้งมังกร วางลอบ วางไซ และมีบางส่วนทำสวน รับจ้างทั่วไป และรับจ้างและบริการนำเที่ยวบ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ศาลสั่งจำคุกมือระเบิดถนน ณ นคร นราธิวาส คนละ 27 ปี

558000002172309

นราธิวาส-เมื่อวันที่ 27 ม.ค.59 ความคืบหน้าคดีระเบิดถนน ณ นคร อ.เมือง จ.นราธิวาส ล่าสุดศาลจังหวัดนราธิวาส ได้มีคำพิพากษา นายรีดวน สุหลง กับพวกรวมสามคนเป็นจำเลย ในคดีก่อการร้าย ฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อั้งยี่ ซ่องโจร พ.ร.บ.อาวุธปืน และวัตถุระเบิดฯ โดยศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานทั้งโจทก์ และจำเลยแล้ว จึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 27 ปี และปรับคนละ 300 บาท พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ได้รับบาดเจ็บ และความเสียหายต่อทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้องทั้ง 4 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 57,500 บาท


เหตุการณ์ลอบวางระเบิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในพื้นที่ ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส บริเวณถนน ณ นคร จำนวน 3 จุด ซึ่งจากการลอบวางระเบิดดังกล่าวของผู้ต้องหา ได้สร้างความเดือดร้อน ความเสียหายเป็นวงกว้างอีกทั้งได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก

จากเหตุระเบิด 3 จุด ซึ่งจุดที่ 1 กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้ลูกระเบิดชนิดขว้าง ได้ขว้างเข้าไปในร้านต้นท้อน แต่โชคดีระเบิดไม่ทำงาน จุดที่ 2 ได้ทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก มิตซูบิชิ สตราดา บริเวณหน้าร้านโดโด้คาราโอเกะ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 15 คน จุดที่ 3 คนร้ายได้ทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ เอส 125 สีเทา-ดำ บริเวณหน้าร้านติ๊กหมูกระทะ เจ้าหน้าที่ EOD สามารถเก็บกู้ไว้ได้

ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 11 คน เป็นนักศึกษา 4 คน และเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 2 คน รวมทั้งสิ้นที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 13 คน โดยอาศัยกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ส่งตัวบุคคลต้องสงสัยทั้งหมดไปทำการควบคุมตัวเพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถามขยายผล และได้ปล่อยตัวผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์



ผลการซักถาม นายอัมรีย์ วรรณมาตร ได้ให้การรับสารภาพว่าตนเองถูกชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการเมื่อประมาณกลางเดือน มกราคม 2558 และให้การต่อไปอีกว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง บริเวณถนน ณ นคร ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส


ส่วน นายรีดวน สุหลง ให้การยอมรับว่าเคยผ่านพิธีสาบานตน (ซูมเปาะ) ได้ผ่านการฝึกขั้นพื้นฐาน แต่ไม่ผ่านขั้นวาตอน ยอมรับมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาสเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 และนายอัมรีย์ วรรณมาตร ทำหน้าที่นำชุดระเบิดเข้าพื้นที่ก่อเหตุ โดยเป็นคนนำทางพารถยนต์-รถจักรยานยนต์ที่ประกอบระเบิดแสวงเครื่อง รอรับคำสั่งจากนายรีดวน สุหลง ว่าเส้นทางและพื้นที่พร้อมแล้ว ให้ดำเนินการนำทางจากจุดนัดพบไปยังสถานที่ก่อเหตุ


นายอิสมาแอ เจ๊ะโซะ ทำหน้าที่เป็นคนนำชุดระเบิดชนิดขว้างไปคอยอยู่ใกล้กับสถานที่ก่อเหตุ โดยจะรอคำสั่งจากนายรีดวน สุหลง ว่าระเบิดทั้ง 2 จุด เปิดสวิสซ์ตั้งเวลาเรียบร้อยแล้วห่างกันประมาณ 10 นาที ให้ดำเนินการได้เลย หลังจากนั้น นายอิสมาแอ เจ๊ะโซะ ได้นำชุดปฏิบัติการจากจังหวัดปัตตานีใช้ระเบิดชนิดขว้างไปยังบริเวณสถานที่ที่กำหนดไว้ หลังจากปฏิบัติการเสร็จสิ้นแล้วได้แยกย้ายออกนอกพื้นที่ และทำการปิดโทรศัพท์มือถือ

และ 27 ม.ค.59 ศาลจังหวัดนราธิวาส ได้มีคำพิพากษา นายรีดวน สุหลง กับพวกรวม 3คน คนละ 27 ปี และปรับคนละ 300 บาท พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ได้รับบาดเจ็บ และความเสียหายต่อทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้องทั้ง 4 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 57,500 บาท

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

พวกที่ชีกศึกเข้าบ้าน คือ นักวิชาการ และ NGOs


        บ้านเราพวกที่ชีกศึกเข้าบ้าน คือ นักวิชาการ และ NGOs ไม่ต่างจากฝรั่งเคสเลยคนพวกนี้พวกโลกสวย แต่ก็ถูกขับไล่ไปในที่สุด เอาเหี้ยเข้าบ้านตัวเอง เป็นยังไงล่ะ


         ฝรั่งเศส: ความตึงเครียดลุกเป็นไฟ ในท้องถิ่นที่อยู่ในกาเลส์ ชาวบ้าน คว้าปืน จ่อผู้ชุมนุมที่สนับสนุนผู้ลี้ภัย

        ความตึงเครียดระหว่างชาวบ้านกลุ่มเล็ก ๆ ในท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนผู้ลี้ภัย ในช่วงการชุมนุมในกาเลส์วันเสาร์ ทั้งสองกลุ่มขว้างของใส่กันและตะโกนด่ากันก่อนที่หนึ่งในชาวบ้านท้องถิ่นที่อยู่นอกบ้านคว้ากปืน ชายคนนั้นส่องปืนที่กลุ่มผู้อพยพลี้ภัยและนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนผู้ลี้ภัยก่อนที่จะเก็บอาวุธกลับเข้าบ้านของเขา
......................
France: Tensions flare as Calais resident points gun at pro-refugee rally

         Tensions flared between a small group of local residents and pro-refugee activists during a rally in Calais, Saturday. Both groups threw missiles and shouted insults at each other before one local resident appeared outside his house carrying a gun. The man briefly pointed the gun at the demonstration, which was made up of refugees, migrants and pro-refugee activists, before taking the weapon back into his home.

ฝรั่งเศสรายงานปฏิบัติการพันธมิตรต่อต้าน IS ปลิดชีพนักรบแล้วกว่าสองหมื่น


ฝรั่งเศสรายงานปฏิบัติการพันธมิตรต่อต้าน IS ปลิดชีพนักรบแล้วกว่าสองหมื่น


        ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ถล่มฐานที่มั่นของไอเอสในเมืองรามาดี เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

         เอเอฟพี – การโจมตีทางอากาศของพันธมิตรนานาชาติต่อต้านรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่นำโดยสหรัฐฯ สามารถ ปลิดชีพนักรบญิฮัดราว 22,000 ราย นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 จากการกล่าวอ้างของรัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศสเมื่อวันพฤหัสบดี (21 ม.ค.)

         “ตัวเลขที่ได้รับแจ้งจากพันธมิตรคือราวๆ 22,000 ราย นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการในอิรักและซีเรีย” นายฌอง-อีฟส์ เลอ ดริออง รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศส บอกกับสถานีโทรทัศน์ฟรองซ์ 24 พร้อมระบุว่ามันเป็นเพียงตัวเลขโดยประมาณเท่านั้น

         นอกจากนี้แล้วเขายังมองในแง่ดีเกี่ยวกับความสำเร็จในปฏิบัติการทางทหารกำราบไอเอสในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “เราไม่เห็นการรุกคืบครั้งใหญ่ของพวกไอเอสมาระยะหนึ่งแล้ว พวกไอเอสอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่ง แต่เรายังคงต้องระมัดระวังอย่างที่สุด” เขากล่าว

         ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสของพันธมิตรเริ่มมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2014 และมีการยกระดับโจมตีหนักหน่วงขึ้นตามหลังเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสในเดือนพฤศจิกายนปีก่อน โดยการโจมตีพุ่งเป้าไปที่แหล่งผลิตน้ำมันของไอเอส ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของนักรบกลุ่มนี้

         ไอเอสเพิ่งสูญเสียเมืองรามาดีของอิรักคืนแก่กองกำลังท้องถิ่นที่สนับสนุนโดยสหรัฐฯ เมื่อเดือนก่อน นับเป็นความปราชัยครั้งสำคัญของพวกเขา

ปาไข่ใส่ ‘อ.ชาฟีอี นภากร’ ขณะกล่าวคุตบะห์วันศุกร์ ที่ศูนย์กลางอิสลามฯ




ปาไข่ใส่ ชาฟีอี นภากร  ขณะกล่าวคุตบะห์วันศุกร์ ที่ศูนย์กลางอิสลามฯ

         น่าสังเวช! สังคมมุสลิมไทยเสื่อมหนัก มนุษย์ลุงถูกบ่มเพาะความเกลียดชัง ปาไข่ใส่ อ.ชาฟีอี นภากร ขณะคุตบะห์ละหมาดวันศุกร์ บนมัสยิดศูนย์กลางอิสลามฯ

        วันนี้ (22 ม.ค.59) เวลาประมาณ 13.00 น. ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย บริเวณอาคารมัสยิดชั้น 2 มีมุสลิมจำนวนมากมาร่วมกันละหมาดวันศุกร์ โดยวันนี้มี อ.ชาฟีอี นภากร อีหม่ามมัสยิดฯ เป็นผู้กล่าวคุตบะห์

         ทว่า ขณะที่อ.ชาฟีอี กำลังกล่าวคุ ตบะห์และมุสลิมจำนวนมากกว่า1,000คน กำลังสนใจฟังคำเทศนาธรรมอยู่นั่น ได้เกิดเหตุการณ์ที่ช๊อคความรู้สึกมุสลิมซึ่งอยู่ในที่นั้น เมื่อ นายอับดุลเลาะห์ วงษ์เสงี่ยม ได้ลุกขึ้นมานำไข่ซึ่งเตรียมมา ปาไปยังทิศทางมิมบัร (แท่นเทศนา) ซึ่งคาดว่าอาจจะมีเจตนาให้โดน อ.ชาฟีอี หรือไม่นั้น แต่โชคดีที่ไข่โดนแค่มิมบัรซึ่งทำให้เลอะและเปรอะเปื้อนมัสยิดเท่านั้น



       แหล่งข่าวผู้อยู่ในเหตุการณ์เผยสืบ ทราบภายหลังว่าชายคนดังกล่าวนั้น คือ นาย อับดุลเลาะห์ วงษ์เสงี่ยม  ต้องมีเจตนาปาไข่ใส่ อ.ชาฟีอี ด้วยเหตุจากความเกลียดชังที่ อ.ชาฟีอี พยายามสร้างเอกภาพในสังคมโดยเฉพาะกับกลุ่มนิกายชีอะห์ ซึ่งมุสลิมบางส่วนมองว่า “ชีอะห์ไม่ใช่อิสลาม”


        จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่มุสลิมกันอย่าง กว้างขวาง โดยเฉพาะในสังคมโซเชียล ที่มองว่าเหตุการ์นี้เกิดขึ้นก็เพื่อต้องการทำลายชื่อเสียงของ อ.ชาฟีอี รวมทั้งสร้างความเสื่อมเสียให้กับมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่ง ประเทศไทย



          หลายคนระบุว่านี่อาจเป็นครั้งแรกของสังคมมุสลิมไทย ที่อีหม่ามถูกปาไข่ในมัสยิดขณะกำลังทำการคุตบะห์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสังเวชและไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากเหตุผลเพียงแค่ถูกปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ผู้นำทางศาสนา

       บางคนตั้งคำถามว่า จะยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ทำอะไรสักอย่างเลยหรือ? หรือต้องรอให้อนาคตเวลาจะไปละหมาดต้องมีการตั้งด่านตรวจค้นเสียก่อน (เพราะหากสิ่งที่ปาไม่ใช่ไข่) อีกทั้งยังประณามผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นาย อับดุลเลาะห์ วงษ์เสงี่ยม จักต้องเตรียมการอย่างดี เพราะโดยปกติ ไม่มีผู้ชายคนใดนำไข่ ขึ้นไปละหมาดอย่างแน่นอน







       แหล่งข่าวอีกท่านเผย เดิมที่สังคมมุสลิมอยู่กันอย่างมีความสุข คบค้าสมาคมตามเหตุสมควร แต่ระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา. มีการด่าทอให้ร้ายทั้งพี่น้องมุสลิมซุนนี่และชีอะห์ จนเกิดความแตกแยกรุนแรงขึ้น ซึ่งอยากให้ทุกคนเคารพในสิทธิเสรีภาพ และปล่อยให้การตัดสินถูก,ผิด มาจากพระองค์อัลเลาะห์ เพราะปัจจุบันนี้ คนอื่นเขามองมุสลิมทะเลาะห์กันเอง แตกแยกกันเอง ไม่ใช้ยิว หรืออเมริกาที่ทำร้ายอิสลาม แต่กลับเป็นมุสลิมที่กำลังเอามีดแทงตัวเองทั้งสิ้น

ทั้งนี้มีรายงานล่าสุดว่า เบื้องต้นได้มีการไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

รู้หรือยังว่าทำไมไอซิส ถึงได้ลุกลามง่าย ๆ


/div>


         ลัทธินี้มันสอนสาวกว่า สตรีที่ทำจีฮัดเมื่อขึ้นสวรรค์จะได้รางวัลเป็น ชายหนึ่งคนที่มี “อวัยวะเพศที่ไม่รู้ล้ม” (ขณะที่ผู้ชายที่ทำจีฮัดจะได้หญิงสาว 72 คน)

         อาจารย์สอนอิสลามชาวจอร์แดน-ปาเลสไตน์ ท่านนี้ชื่อ ชี้ค มาชฮู บิน ฮาซัน อัล-ซัลแมน (Sheikh Mashoor bin Hasan Al-Salman) บอกว่า ศาสดากล่าวว่า สตรีที่ทำจีฮัดเมื่อขึ้นสวรรค์จะได้รางวัลเป็น ชายหนึ่งคนที่มี “อวัยวะเพศที่ไม่รู้ล้ม” (ขณะที่ผู้ชายที่ทำจีฮัดจะได้หญิงสาว 72 คน)
      ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสอนอีกว่า ผู้หญิงไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับชายที่เป็นทาสของตนได้ หากต้องการจริงๆ เธอจะต้องแต่งงานกับทาสคนนั้น และให้ทาสคนนั้นเป็นนายของเธอเสียก่อน


Muslim Cleric: Terrorist Women In Heaven “Will Have A Man With A Penis That Never Bends”
Written by Marry Ann Michaelson August 10th 2015




Aside from the lurid details about Sheikh Mashoor bin Hasan Al-Salman’s bordello Paradise and his view of marriage as a master/slave relationship, he also seems to take slavery for granted. He never questions the idea that a woman might own a slave. Slavery is taken for granted in the Qur’an and Islamic law, and even though it has been abolished in Muslim countries, it persists in the shadows: many people in those countries do not accept the idea that Islamic law could be superseded by the law of the land.


Sheikh Mashoor bin Hasan Al-Salman, who is a Palestinian-Jordanian cleric, was asked during a fatwa show he posted on the Internet recently whether a woman can have sex with her slave. He answered in the negative, adding that a woman may marry her slave, but then he becomes a free man and her master.


“Is a woman allowed to have sex with her slave? Dear God…A woman cannot have sex with her slave,” the sheikh responded. “A woman, by nature…Even in the Hereafter, it is not in her nature to be had by one man after the other. When men take turns with a woman, it is humiliating and degrading for her. A man gets 70 virgins (in Paradise), but what does a woman get? One young man.”


Al-Salman continued: “The Prophet Muhammad said: ‘The dwellers of Paradise have clothing that never wears out, youth that never wanes, and a penis that never bends.’ So, she can have sex with this strong man, but she cannot have multiple men taking turns with her. So, a woman is not allowed to have sex with her slave, but she can marry him. If she has no husband and wants to marry her slave, she can. As soon as they are married, he becomes a free man and her master.”

PerMAS รับเงินสนับสนุนจากใคร ?


PerMAS รับเงินสนับสนุนจากใคร ?

โดย : ‘แบดิง โกตาบารู’


           เคยมีใครสงสัยหรือไม่? ว่ากลุ่มและองค์กรภาคประชาสังคมเถื่อนที่ตะเบ็งเหยงๆ เห่าหอนอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายฝูง เอาเงินทุนจากไหนมาทำการเคลื่อนไหว? 
รวมไปถึงการทำกิจกรรม ลงพื้นที่ นับวันยิ่งได้ใจเพราะไม่มีใครตรวจสอบ และกล้าทำอะไรได้ วันดีคืนดีองค์ภาคประชาสังคมเหล่านี้สร้างความขมขื่นหยิบยื่นให้กับสังคมไทยด้วยการแสร้งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไปยื่นหนังสือให้กับสถานทูตต่างชาติ หรือยื่นหนังสือไปยังองค์กร UN


           นักเคลื่อนไหวบางคนเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ซึ่งคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ถือว่าไม่มีโอกาสบ่อยเช่นนั้น ยิ่งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ากินค่าที่พักยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีกไม่ใช่น้อยๆ แล้วเอาเงินมาจากไหน? ใคร? สนับสนุนให้....ทั้งที่บางคนเป็นนักศึกษา กำลังศึกษาเล่าเรียนยังไม่มีรายได้ ทุกเช้าจะต้องแบมือขอเงินจากพ่อจากแม่ใช้อยู่เลย..?


           คำถาม?..ข้างต้นผู้เขียนคิดว่าหลายท่านอาจจะมีคำตอบอยู่แล้วในใจ อาจจะมีคำตอบที่หลากหลายกันออกไป หลายคนคิดว่าองค์เหล่านี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ บ้างก็ตอบโดยไม่ต้องยั้งคิดว่ารัฐบาลนั่นแหละตัวดีสนับสนุนเงินทุนให้


          แต่มีบางคนแบบว่าเป็นจำพวกเนียนๆ คิดวิเคราะห์เจาะลึกถึงรากเหง้าของปัญหา กลับมองว่า "ขบวนการค้ายาเสพติด ค้าน้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี"นั่นแหละคือผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มขบวนการ และองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่ม


        เอ๊ะ!!..แล้วใครผิดใครถูกล่ะที่กล่าวมา...เป็นอันว่าถูกต้องทั้งหมดครับ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมากถึง 420 องค์กร ในความเป็นจริง มีทั้งองค์กร ที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป แต่ที่น่ากลัวและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างสันติสุขในพื้นที่คือองค์กรที่มีกลุ่มขบวนการแอบแฝงชักใยอยู่เบื้องหลัง และที่สำคัญมีกลุ่มค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษีอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนเงินทุนในการเคลื่อนไหว

         ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องราวการบริจาคเงินวันละ 1 บาท เพื่อสนับสนุนให้กับกลุ่มขบวนการ ซึ่งครั้งแรกที่ได้รับรู้เฉยๆ ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร? และคิดว่าอาจเป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปากที่หามูลความจริงแทบไม่ได้!!


         ยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่ผู้เขียนสงสัยและไม่รู้!! กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่มีเพียงสมาชิกผู้ชายเพียงอย่างเดียวหรือ!! หรือว่าจะมีกลุ่มผู้หญิงด้วยที่ทำการเคลื่อนไหวเป็นสมาชิกแนวร่วม....


        และแล้วเรื่องราวสงสัยคาใจ!! ทั้งหมด ได้รับความกระจ่างเมื่อผู้เขียนได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวท่านหนึ่ง เปิดเผยว่าเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี และได้เชิญตัวเจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้หญิง เนื่องจากสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวได้เกี่ยวข้องกับการค้าของผิดกฎหมาย และหลบเลี่ยงหนีภาษี โดยนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่


           หลังจากการซักถาม ผู้ถูกควบคุมตัวได้ยอมรับว่าตนเองนั้นได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เมื่อประมาณปี 2537 เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ฝ่ายสตรี และสมาชิกแต่ละคนจะต้องบริจาคเงินสนับสนุน (ซากาด) รายเดือนๆ ละ 100 – 200 บาท ให้กลุ่มเพื่อเป็นทุนให้กับครอบครัวสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อยู่ในระหว่างหลบหนี หรือเสียชีวิต



         ที่น่าสนใจคือกลุ่มดังกล่าว มีหน้าที่สนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านรัฐ และเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีการระดมสมาชิกภายในกลุ่มไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักศึกษา PerMAS เพื่อร่วมรับฟังการบรรยายในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และกฎหมายพิเศษที่มีการประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง



         การอ้างว่า“ซากาด”แต่ข้อเท็จจริง คือ“การข่มขู่”หรือขอร้องแกมบังคับให้บริจาค จะเป็นการบริจาคได้อย่างไร? ในเมื่อมีการกำหนดว่าสมาชิกจะต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 100 บาท เมื่อมีการกำหนด“ขั้นต่ำ”จึงมิใช่การบริจาคโดยความสมัครใจ แต่จะเข้าข่ายเป็นการล่อลวงบังคับประชาชนใช่หรือไม่? หรือเป็นลักษณะการข่มขู่กรรโชคทรัพย์ประชาชน

            กลุ่มนักศึกษา PerMAS เอาเงินที่ได้จากการขู่เข็ญชาวบ้านมาจัดโครงการอบรมเยาวชนเพื่อปลูกฝังความคิดความเชื่อที่ผิดๆ ในเรื่องประวัติศาสตร์ปัตตานี จัดเวทีปลุกกระแสเรียกร้องในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination)

         การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ซึ่งมีประธานเป็นผู้ขับเคลื่อนงานการเมือง นายสุไฮมิง ดูละสะ อดีตประธานที่เพิ่งพ้นวาระ หรือแม้กระทั่งประธานคนปัจจุบันอย่าง นายอารีฟีน โสะ ไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจตัวจริงในการตัดสินใจ เป็นแค่หุ่นเชิดบังหน้าให้กับ นายอาเต็ป โซ๊ะโก ซึ่งการบริหารจัดการทุกอย่างภายในองค์กร และการขอทุนในการทำโครงการของ PerMAS ได้กลายเป็นธุรกิจในครอบครัวของ นายอาเต็ป โซ๊ะโก ไปแล้ว

         การจัดทำโครงการของกลุ่มนักศึกษา PerMAS มีการเขียนวัตถุประสงค์ที่หมิ่นเหม่ต่อการแบ่งแยกดินแดน เพื่อสร้าง “หมู่บ้านปกครองตนเองตัวอย่าง”

          การสร้าง “หมู่บ้านปกครองตนเองตัวอย่าง” ของกลุ่มนักศึกษาPerMAS มีวัตถุประสงค์อะไร? ในทางการเมือง...

         ที่กล่าวมาเป็นแค่ชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ที่ได้มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรี ที่มีการรวมกลุ่มขึ้นมา เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานการเมืองของนักศึกษา PerMAS

      ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มี 33 อำเภอ บวกรวม 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา รวมทั้งสิ้น 37 อำเภอ ในอำเภอหนึ่งมีกี่ชุมชน กี่หมู่บ้าน ลองคิดเล่นๆ กันดูนะครับ และจะมีอีกกี่กลุ่มที่รวมตัวขึ้นมาโดยอาศัยการเปิดสหกรณ์บังหน้า เพื่อระดมทุนในการสนับการก่อเหตุในพื้นที่ให้ย้อนกลับมาทำร้ายลูกหลานของพ่อแม่พี่น้องปาตานีด้วยกันเอง

          นั่นคือความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการในการต่อต้านรัฐ คอยติดตามว่าหน่วยงานความมั่นคงจะเอาจริงเอาจริงแค่ไหน? ที่สำคัญจะต้องไม่ทิ้งการสลายโครงสร้างแหล่งบ่มเพาะ และทำการตรวจสอบแหล่งเงินทุนสนับสนุนกลุ่มขบวนการที่จัดตั้งขึ้นมาในรูปแบบการรวมกลุ่มให้สิ้นซากเสียก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงแผลเก่าให้เจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุด...และหากยังปล่อยให้มีการดำเนินการดังเช่นที่ผ่านมา อย่าหวังว่าจะเกิดสันติสุขอย่างแท้จริงในพื้นที่แห่งนี้....

------------------------------

มทภ.4 สั่งสอบข่าวจับ “ไอเอส” ในสุไหงโก-ลก พบเป็นเพียงแค่การปล่อยข่าวจากโซเชียล


แม่ทัพภาค 4 สั่งตรวจสอบข่าวจับกลุ่ม “ไอเอส” ได้ใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พบเป็นเพียงแค่การปล่อยข่าวจากกลุ่มโซเชียล จากประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่

        วันนี้ (23 ม.ค.) จากการที่มีข่าวกลุ่ม ไอเอส หรือไอซิส ที่เป็นนักรบที่ทำสงครามกับรัฐบาลซีเรีย ถูกจับกุมที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาสนั้น หลังจากเกิดข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดในโลกของ โซเชียลมีเดีย พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งการให้ตรวจสอบข่าวดังกล่าวเป็นการด่วน ซึ่งจากการตรวจสอบกับหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่ รวมทั้งตำรวจสันติบาล ยังไม่พบว่า มีกลุ่มไอเอส ทั้งที่เป็นคนในพื้นที่ และคนต่างประเทศถูกจับกุมแต่อย่างใด

        ในขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผบก.ภ.จว.นราธิวาส เปิดเผยว่า หลังจากที่ทางการมาเลเซีย สามารถจับกุมสมาชิกไอเอส ที่เป็นชาวมาเลเซียได้ ก็มีการปล่อยข่าวถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกไอเอส ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก มาโดยตลอด แต่จากการตรวจสอบ ยังไม่พบสมาชิกไอเอส ในพื้นที่ จ.นราธิวาสแต่อย่างใด มีเพียงการปล่อยข่าว โดยเฉพาะในสื่อภาคประชาสังคมที่มีการแชร์ต่อๆกัน

        ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผย จากหน่วยข่าวความมั่นคงว่า สาเหตุของการสร้างข่าวไอเอส ใน อ.สุไหงโก-ลก เกิดจากในพื้นที่ ต.มูโนะ อ.สุโก-ลก ชายแดนไทย-มาเลเซีย เกิดความขัดแย้งในการ เลือกผู้นำศาสนาในท้องถิ่น โดยมีผู้นำท้องถิ่น ที่เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนเด็กเล็กในพื้นที่ ผลักดัน “คอเต็บ” ของมัสยิดในพื้นที่ให้เป็น อิหม่าม

        ในขณะที่ ผู้นำท้องถิ่น มีการผลักดันคนของตนเอง ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย และเป็นญาติของ อดีตหัวหน้ากลุ่มขบวนการพูโล เพื่อให้เป็น อิหม่าม มีการโจมตีกันและกัน และมีการ ปล่อยข่าวว่า เจ้าของโรงเรียนดังกล่าว เป็นสมาชิกไอเอส มีสมาชิกไอเอส เคยเข้ามาที่โรงเรียน และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน และยังมีการอ้างอีกด้วยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา มีแกนนำไอเอส ที่เป็นชาวอินโดนีเซีย ไปประชุมที่โรงเรียนดังกล่าว ด้านหน่วยข่าวความมั่นคงตรวจสอบพบว่า สาเหตุของการปล่อยข่าวไอเอสเข้ามาใน จ.นราธิวาส และจับไอเอสได้ 3 คน มาจากการสร้างสถานการณ์ ที่มาจากความขัดแย้งในเรื่องการเลือกตั้งผู้นำศาสนาในพื้นที่

      โดยหน่วยข่าวความมั่นคงยอมรับว่า คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนหนึ่ง นิยมชมชอบในแนวทางของไอเอส โดยเฉพาะกลุ่มสุดโต่ง ที่นิยมความรุนแรงในพื้นที่ แต่จากการติดตาม ตรวจสอบ ยังไม่พบว่า คนเหล่านี้ได้สมัครเข้าไปเป็นสมาชิกไอเอส เหมือนอย่างชาวมาเลเซีย ที่เชื่อว่ามีผู้ที่นิยมชมชอบแนวทาง และให้การสนับสนุนการต่อสู้ของ ไอเอส ในอิรักและซีเรีย ถึง 50,000 คน


ความพยายามของกลุ่มขบวนการในการยกระดับปัญหาชายแดนใต้ไปสู่สากล....


ความพยายามของกลุ่มขบวนการในการยกระดับปัญหาชายแดนใต้ไปสู่สากล....

นายกัสตูรี มะห์โกตา แกนนำกลุ่ม PULO MKP เผยแพร่ข่าวสารในวันครบรอบ ๔๘ ปี การก่อตั้งกลุ่ม PULO ว่า ในปี ๒๕๕๙ การขับเคลื่อนของกลุ่ม ภายใต้การนำของตน และร่วมเป็นสมาชิก MARA PATANI ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองของกลุ่ม ผกร. ถือเป็นการเปิดโอกาส และสนับสนุนทางความคิดให้กับกลุ่ม เพื่อนำไปสู่ในระดับนานาชาติมากขึ้น

ส่วนกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมชายแดนใต้ (Kawan-Kawan) จัดกิจกรรม The Amirah ณ ม.อ.หาดใหญ่ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงปัญหาและบทบาทของผู้หญิงทั่วโลกและเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิงได้แสดงศักยภาพมากขึ้น

ขณะที่เครือข่ายนักศึกษาสตรีจังหวัดยะลา จัดกิจกรรมโครงการ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง”ตอน Public Forum for Muslimah ในหัวข้อ “บทบาทมุสลีมะห์ในฐานะนักศึกษากับการรับใช้สังคม”

เป็นที่น่าสังเกตว่าระดับแกนนำกลุ่มขบวนการไม่ว่าจะเป็น นายกัสตูรี มะห์โกตา ยังคงออกมาชี้นำการต่อสู้ของกลุ่มให้บรรลุผลสำเร็จ ด้วยการยกระดับไปสู่นานาชาติ ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมให้สตรีเข้ามามีบทบาท และส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จชต.

การเปิดโอกาสในการพูดคุยกับกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐของรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายคือสันติสุข โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้น กระทำด้วยความจริงใจมาโดยตลอด กลับตรงกันข้ามกีบกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่มีการชิงไหวชิงพริบ ชิงความได้เปรียบเพื่อยกระดับของปัญหาไปสู่สากล ซึ่งจากพฤติกรรมที่ผ่านมาย่อมแสดงให้เห็นถึงธารแท้ความปริ้นปร้อนหลอกลวงและตัวตนที่แท้จริงของแกนนำขบวนการโจรใต้

เพราะฉะนั้นทุกอย่างก้าวจากนี้เป็นต้นไป รัฐบาลไทยจะต้องระมัดระวังก้าวเดิน ตราบใดที่ก้าวพลาดนั่นหมายถึงสันติภาพที่ประชาชนเรียกหา จะกลับกลายเป็นเอกราชที่บุคคลบางกลุ่มเรียกร้องและเห่าหอนต้องการสนองตัณหาเพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดแยแสต่อความต้องการของประชาชนปาตานีแม้แต่น้อยนิด

สิงคโปร์จับกุม มุสลิมบังกลาเทศ 27 คน เชื่อมโยงการก่อการร้ายไอซิส


ทางการสิงคโปร์จับกุมชาวบังกลาเทศ 27 คน ฐานมีส่วนเชื่อมโยงกับการก่อการร้าย โดยเกือบทั้งหมดถูกเนรเทศกลับมาตุภูมิไปแล้ว...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. กระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาได้ดำเนินการจับกุมตัวชายชาวบังกลาเทศ 27 คน ตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน หลังพบว่าพวกเขาวางแผนจะก่อการร้ายในหลายประเทศ แต่ไม่มีการวางแผนก่อเหตุในสิงคโปร์แต่อย่างใด
ผู้ต้องหาทั้ง 27 คน ซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในสิงคโปร์ ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายในประเทศ (ISA) ระหว่างวันที่ 16 พ.ย. ถึง 1 ธ.ค. ปี 2015 ส่วนใหญ่ทำงานในสิงคโปร์มานาน 2-7 ปี และไม่ได้ทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ผู้ต้องหา 26 คนในจำนวนนี้ถูกเนรเทศกลับบังกลาเทศไปแล้ว โดยพวกเขาอยู่ในกลุ่มศึกษาศาสนาซึ่งสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มก่อการร้ายเช่นอัลเคดาและรัฐอิสลาม (ไอซิส) นอกจากนี้ยังสนับสนุนครูสอนศาสนาหัวรุนแรงและลัทธิสุดโต่งเช่นนาย อันวาร์ อัล-ออว์ลากี ผู้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลเคดา และถูกสังหารในเยเมนเมื่อปี 2011
"สมาชิกกลุ่มนี้ใช้มาตรการต่างๆ เมื่อหลีกเลี่ยงการค้นหาของเจ้าหน้าที่ พวกเขาแบ่งปันสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มญิฮาดในกลุ่มของพวกเขาเอง และนัดพบปะรายสัปดาห์เพื่อหารือเรื่องนักรบติดอาวุธและเหตุความขัดแย้งที่มีชาวมุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้อง พวกเขายังรับสมัครพรรคพวกชาวบังกลาเทศอย่างระมัดระวังเพื่อขยายขนาดของกลุ่มด้วย" กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์เปิดเผยในการแถลงข่าว และเสริมด้วยว่า คนกลุ่มนี้เริ่มนัดพบกันที่มัสยิดหลายแห่งตั้งแต่ปี 2013
ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 1 คนไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มศึกษาศาสนานี้ แต่เจ้าหน้าที่พบว่าเขากำลังอยู่ในกระบวนการล้างสมองให้กลายเป็นพวกหัวรุนแรง และสนับสนุนครูสอนศาสนาหัวรุนแรงหลายคน และมีสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มญิฮาดเหมือนสมาชิกในกลุ่มนี้ด้วย.

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

โจรฟาตอนีโดนรวบไปอีก 1 ราย





          เจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 46 สนธิกำลัง 3 ฝ่าย ตำรวจ ทหารและ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ปฏิบัติหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้น จากการขยายผลจับกุม นาย ซาฮาบูดิน บือเซาะ อายุ 32 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 76/1 หมู่ 4 ตำบลผดุงมาตร อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งจากการสอบสวน ให้การรับสารภาพว่า เป็นคนกดระเบิดรถเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสุคิริน ขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุ กลุ่มคนร้ายบุกยิง นาย บุญเลิศ จินดาธนะนันท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทร เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 29 ธ.ค.58 ที่ผ่านมา


         นอกจากนั้น นาย ซาฮาบูดิน มือกดระเบิด ยังได้ให้การซัดทอด ถึงสมาชิกแนวร่วมขบวนการที่ร่วมก่อเหตุเพิ่มอีกหลายคน หลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยซักถาม กรมทหารพราน 46 ตามคำซัดทอด ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย  5 แห่ง ในพื้นที่ ตำบลผดุงมาตร อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ผลการปฏิบัติ ควบคุมผู้ต้องสงสัยตามคำซัดทอด ได้ 3 ราย พร้อมของกลางอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 มม. พร้อมเครื่องกระสุน เจ้าหน่้าที่ได้นำตัวส่งไปดำเนินกรรมวิธีที่หน่วยซักถาม กรมทหารพรานที่ 46

      ส่วนผู้ถูกซัดทอดอีก 1 ราย ชื่อ นาย อารียะห์ แกแซแอ อายุ 35 ปี ผู้ต้องสงสัย ที่ถูกซัดทอด ไหวตัวทันหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานญาติให้พาเข้ามอบตัว แล้ว โดยนาย นาย อารียะห์ แกแซแอ ถูกซัดทอดว่า 
  • เป็นแกนนำ เรียกประชุมกลุ่มสมาชิกแนวร่วมบ้านเมาะตาโก๊ะ ในการวางแผนก่อเหตุ ยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 11 ชุด รักษาความปลอดภัยครู เสียชีวิต 2 นาย
  • ประชุมวางแผนยิงปลัด สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทรเสียชีวิต
  • ประชุมวางแผนแขวนป้ายผ้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ แขวนธงชาติมาเลย์และพ่นสีหัวสะพาน 

ใคร ? คือตัวการที่ต้องการแบ่งแยก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

10382

แฉ ! มาเลเซียตัวการใหญ่ นำรูปแบบ “มินดาเนาโมเดล” จัดตั้ง “กลุ่มมาราปาตานี” แบ่งแยกดินแดน
ภาณุมาศ ทักษณา
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559 ผมเขียนบทความเรื่อง โชคดีที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหาร ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดยได้แสดงความขอบคุณ ที่ท่านนายกฯลุงตู่ ไม่ให้ราคาคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “มาราปาตานี” ด้วยการบอกปัดขอเสนอที่จะเปิดการเจราด้วย
และเป็นการเจรจาที่แสดงความฮึกเหิมถึงขั้นต้องการให้มีการเจรจาต่อหน้า องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ โอไอซี โดยให้ประเทศมาเลเซีย เป็นคนกลาง
ตอนเขียนบทความนั้น ผมไม่ทราบที่มาที่ไปของกลุ่มมาราปาตานี ที่อ้างว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยผมได้เขียนไปว่า ผมไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือพี่น้องในชายแดนใต้
ในที่สุด กลุ่มมาราปาตานี ก็ถูกเปิดเผยโดย พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิก สนช.ที่เคยทำหน้าที่ หัวหน้าส่วนประสานงานด้านมาเลเซีย ศปก.ทบ.
พล.อ.อกนิษฐ ให้สัมภาษณ์ วรพล กิตติรัตวรางกูร ในแทบลอยด์ ของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2559 ในส่วนนี้เอาไว้ดังนี้
“…ประเด็นปัญหามันเกิดขึ้น ก็เพราะรัฐบาลชุดที่แล้ว (รัฐบาลพรรคเพื่อไทย) ไปเปิดเวทีไว้โดยดึงมาเลเซียมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่คนกลาง
แต่มาเลเซียกำลังเล่นบทบาททั้งเป็นคนกลาง โปรโมเตอร์ แม้กระทั่งกลุ่มที่จัดมาพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาล เขาก็เป็นคนจัดตั้งมา…
สมัยที่พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธานการพูดคุยก็จัดให้ ฮัสซัน ตอยิบ อดีตแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นมาพูดคุย
151117-TH-MY-MARA-1000
ตอนนี้ก็นำกลุ่ม กลุ่มมาราปัตตานีมา ทั้งหมดเป็นกลุ่มที่มาเลเซียจัดตั้งมาทั้งนั้น มาเลเซียกำลังทำงานโดยอาศัยตัวแบบที่เคยทำกันที่มิดาเนาที่ผมเรียกว่า มินดาเนาโมเดล
ซึ่งเป็นการยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธของกลุ่มขบวนการโมโรกับรัฐบาลฟิลิปินส์ มาเลเซียนอนนั้นเข้าไปเป็นคนกลางแล้วประสบความสำเร็จ
ดังนั้น พอเราไปเชิญเขามาเพื่อให้มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก แต่เขาพยายามทำตัวเป็นคนกลางแล้วพยายามใช้ มิดดาเนาโมเดลมาทำให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ตรงนี้มันเป็นการยกระดับของปัญหา คือเราบอกมาตลอดว่าปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายในของประเทศไทย จะไม่ให้ประเทศอื่นเข้ามา
แต่พอนำมาเลเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวก มันก็มีการยกระดับปัญหาทันที …มีความพยายามจะผลักดันเอาองค์กรความร่วมมืออิสลามหรือโอไอซี.เข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางคณะผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียพาผู้แทนกลุ่มมาราปัตตานีไป OIC เพื่อขอเข้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมใหญ่”
พล.อ.อกษิฐ ตบท้ายการให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ว่า “การพากลุ่มมาราปัตตานีไปยื่นขอเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ หาก OIC ให้เข้าก็เท่ากับยกฐานะของขบวนการมาราปัตตานีให้เท่ากับรัฐบาลทันที”
…ก็เป็นอันชัดเจนนะครับว่า ใคร ? คือตัวการที่ต้องการแบ่งแยก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่น้องชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ใครกันแน่ ?
(หมายเหตุ ชื่อ กลุ่มมาราปาตานี ในบทความที่ผมเขียนถึง กับ กลุ่มมาราปัตตานี ในบทสัมภาษณ์ น่าจะเป็นกลุ่มคนเดียวกัน เพียงแต่นักข่าวไทยโพสต์อาจไม่คุ้นกับชื่อ มาราปาตานี จึงเขียนเป็น มาราปัตตานี)

ล่า'มือพ่น'ข้อความต้อนรับ "อาร์เคเค"พื้นที่สุราษฎร์ฯ







      พวกมันกำลังคืบคลานหากเราไม่ร่วมพลังเราจะไม่มีแผ่นดินให้ลูกหลานเราอยู่ ต้องช่วยกันขับไล่โจรชั่วฟาตานี

ล่า'มือพ่น'ข้อความต้อนรับ "อาร์เคเค"พื้นที่สุราษฎร์ฯ

        เจ้าหน้าที่ข่าวกรองเร่งตรวจสอบข้อมูลเคลื่อนไหวกลุ่มก่อการร้าย หลังมือมืดพ่นข้อความต้อนรับแนวร่วม "อาร์เคเค" บนพื้นถนน 5 จุดพื้นที่สุราษฎร์ธานี คาดฝีมือกลุ่มแรงงานต่างด้าวกดดันขบวนการยุติธรรมไทย

        เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ร.ต.ท.วิชญ์พล ทิพย์ชิต พนักงานสอบสวน สภ.เสวียด อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งมีตัวอักษรลักษณะคล้ายภาษายาวี และภาษาพม่า ถูกพ่นด้วยสีแดง บนพื้นผิวถนนภายในหมู่บ้าน หมู่ 6 ต.เสวียดหลายจุด ไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ภรศักดิ์ นวลหนู รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่การข่าว ฆณฑลทหารบกที่ 45

          ที่เกิดเหตุเป็นถนนลาดยาง ใช้เป็นเส้นทางสัญจร ระหว่างหมู่บ้านห่างจากแยกควนรา ถนนสาย 41 ต.เสวียด ประมาณ 1กิโลเมตร พบตัวอักษรถูกฉีดพ่นด้วยสีแดง เป็นอักษรลักษณะแปลกตา คล้ายภาษายาวี หรืออาหรับ โดยมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ " RKK"อยู่ด้วย

        ชาวบ้านที่พักอาศัยในละแวกใกล้เคียงต่าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพิ่งเห็นข้อความดังกล่าว เมื่อคืนที่ผ่านมา จุดที่ 2 เจ้าหน้าที่ต้องขับรถไปตามถนนหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนยางมีบ้านอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ตรงจุดที่ไม่มีบ้านคนพบอักษรสีแดง ซึ่งอักขระและไวยากรณ์ ไม่ค่อยถูกต้องแต่พอจะแปลได้ความว่า "ที่ขายยาบ้า" จุดที่ 3 ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร พบภาษาที่ฉีดพ่นด้วยสเปรย์สีแดง ลักษณะคล้ายจุดที่ 2 แปลได้ว่า"ทางตายระวังให้ดี"

        โดยทั้ง 2 จุดชาวบ้านยืนยันว่าพบเห็นมาเป็นสัปดาห์แล้ว อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านภาษายาวี ซึ่งเดินทางลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบระบุว่า อักษรดังกล่าวเป็นภาษาอาหรับแปลว่า “ยินดีต้อนรับการมาเยือนของนักรบ RKK แต่เขียนผิดหลักไวยากรณ์เล็กน้อย คาดว่าผู้เขียนอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญพอ เบื้องต้น พล.ต.ต.อภิชาต บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้ประสานกองพิสูจน์หลักฐาน 8 เข้าตรวจสอบเก็บตัวอย่างสี และกำชับเจ้าหน้าที่ในสังกัดร่วมหาหลักฐาน

        และพยานเพิ่มเติมและรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ด้าน พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 เปิดเผยว่า ล่าสุด ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ซึ่งประสานกับหน่วยงานข่าวความมั่นคงระบุว่า ยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่มีเพียงกลุ่มแรงงานชาวพม่าที่เข้าไปรับจ้างกรีดยาง อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มแรงงานชาวพม่าที่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาอาหรับ เนื่องจากในขณะนี้หน่วยงานการข่าวความมั่นคงได้รายงานสถานการณ์การสร้างกระแสต่อต้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ

         และกระบวนการยุติธรรมไทยเกี่ยวกับการจับกุมแรงงานชาวพม่า 4 คน ที่ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง น.ส.อรวี สำเภาทอง นักเรียนวัย 18 ปี ที่ จ.ระนอง ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นศาล และชาวพม่าพยายาม ส่งต่อข้อความในโลกโซเซียลฯ ของชาวพม่าให้ร่วมกันสร้างความปั่นป่วนให้ทางการไทยหลังจากที่เคยพยายามสร้างสถานการณ์จับแพะในคดีฆ่านักท่องเที่ยวบนเกาะเต่าแต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตามได้ประสานกับหน่วยข่าวความมั่นคง มณฑลทหารบกที่ 45 และหน่วยข่าวกรองในการประสานข้อมูล เพื่อตรวจสอบความแน่ชัดของข้อมูล และเร่งรัดชุดสืบสวนภ.จว.สุราษฎร์ธานี เร่งสืบหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.“

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

เป็นมุสลิมมันดีอย่างนี้นี่เอง สามารถขืมขืนคนศาสนาอื่นได้



ISLAMIC PROFESSOR: MUSLIMS CAN RAPE NON-MUSLIM WOMEN TO HUMILIATE THEM

The degradation of non-Muslims is the essence of Islamic religious practice


Here's an important thing to understand; this woman is a moderate. And I'm not saying that sarcastically. In Islamic terms, her position is a moderate one. She's specifically staking out a position against concubinage and slavery within Muslim society. The exception is when Muslims attack non-Muslims and take female prisoners. The fact that this is a moderate position says all you need to know about Islam.
The video was translated by Memri. The professor is from Al-Azhar, which is as mainstream establishment as Islam gets in Egypt. She limits this to what she describes as "legitimate wars", suggests that Jewish women in Israel should be a target, but then appears to sarcastically backtrack, this may be a backhanded attack on Egypt's government.
But here's how she describes the practice of Islamic sanctioned rape itself. "The female prisoners of wars are 'those whom you own.' In order to humiliate them, they become the property of the army commander, or of a Muslim, and he can have sex with them just like he has sex with his wives."
If you still think Islam has anything in common with normative religion, think again. There's no religious gloss over this. After having moderately isolated contexts in which rape is acceptable, the reason for it is bluntly nasty. Better Islamic apologists will claim that it was some favor to the women. But she is honest about that at least. The purpose of this Koranic rape, like all rape, is degradation.

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

‪‎เนื่องในโอกาศวันครู โจรใต้เลยขู่ฆ่าครู



          ปัจจุบัน ร.ร.บ้านกูวา มีครูประจำการอยู่ทั้งหมด 20 คน เป็นครูชาวไทยมุสลิม 18 คน และไทยพุทธ 2 คน  ผอ.ร.ร.บ้านกูวา อ.กรงปินัง จ.ยะลา สั่งปิดเรียนโดยไม่มีกำหนด หลังกลุ่มก่อความไม่สงบขู่เอาชีวิตครู ในระหว่างวันที่ 12–17 ม.ค. ด้าน ทหาร ฉก.13 ยะลา เฝ้า รปภ. เข้ม สพป. ยะลาเขต 1 ให้ครูไทยพุทธออกจากพื้นที่ชั่วคราว...

        จากกรณีมีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานความมั่นคงว่า กลุ่มก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ได้ขู่เอาชีวิตครู ในระหว่างวันที่ 12 – 17 ม.ค. นี้ นางอาภรณ์ สมพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกูวา หมู่ 1 ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา จึงได้รายงานให้ นายอาดุลย์ พรมแสง ผอ.สพป.ยะลา เขต 1 ขออนุมัติสั่งปิดโรงเรียนโดยไม่มีกำหนด เพื่อความปลอดภัยของครูและบุคลากร ทั้งนี้ นายอาดุลย์ พรมแสง ได้ให้ นางอาภรณ์ สมพงษ์ วิเคราะห์สถานการณ์ ตัดสินใจแล้วใช้อำนาจดำเนินการปิดการเรียน เบื้องต้น ทางโรงเรียนได้กำหนดหยุดเรียนไปก่อน 2 วัน และให้เฝ้าระวัง หากครูยังมีความหวาดผวาอยู่ จะนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณากันอีกครั้ง


        ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2559 นายอาดุลย์ พรมแสง ผอ.สพป.ยะลาเขต 1 กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ยะลา 13 ซึ่งรับผิดชอบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ อ.กรงปินัง ได้มาแจ้งกับ ผอ.โรงเรียนว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเตรียมที่จะก่อเหตุร้ายกับครู จึงขอให้หยุดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว ซึ่งตนเองได้สั่งการไปให้ นางอาภรณ์ สมพงษ์ ผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตัดสินใจในการหยุดการเรียน โดยใช้อำนาจของผู้บริหาร โดยทางสำนักงานเขตพื้นที่ยะลาเขต 1 ได้สั่งให้ ครูบุตรธิกรณ์ จุลพล ครูของโรงเรียน ซึ่งเป็นครูไทยพุทธ เพียงคนเดียว มาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่ เป็นการชั่วคราวก่อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี
         ผอ.สพป.ยะลาเขต 1 กล่าวด้วยว่า ส่วน ผอ.โรงเรียนนั้น หากไม่มั่นใจในความปลอดภัย ก็ให้มาทำงานที่สำนักงานเขตด้วยเช่นกัน ส่วนในบริเวณโรงเรียนนั้น ได้ประสานการปฏิบัติกับหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 13 และอำเภอกรงปินัง จัดกำลังทหารและฝ่ายปกครอง เข้าไปรักษาความปลอดภัยสถานที่อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับ ร.ร.บ้านกูวา มีครูประจำการอยู่ทั้งหมด 20 คน ในจำนวนนี้เป็นไทยพุทธ 2 คน คือ ครูผู้สอน 1 คน และผอ.นอกนั้นเป็นครูไทยมุสลิม 18 คน ส่วนนางอาภรณ์ สมพงษ์ ผอ.เพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่ง เมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้การประสานงานกับมวลชนในพื้นที่ ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการถูกข่มขู่ก็เป็นได้ ทางหน่วยเฉพาะกิจยะลา จะต้องสืบสวนและสอบสวนแหล่งข่าว ที่แจ้งข่าวนี้มา ว่า เป็นข่าวจริงหรือไม่อย่างไรกันต่อไป.
Cr : ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/562704
Cr : http://www.dailynews.co.th/regional/373072

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

ลามมาภูมิภาคเอเซียแล้ว ไอซิสประกาศจัดตั้งรัฐใหม่ในฟิลิปปินส์แล้ว

تشکیل ایالت داعش در فیلیپین

กลุ่มก่อการร้ายสี่กลุ่มในฟิลิปปินส์ ได้เปิดเผย การจัดตั้งรัฐใหม่ ที่ขึ้นกับกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ในเกาะ Mindanao ทางภาคใต้ของประเทศ

กลุ่มก่อการร้ายสี่กลุ่มในฟิลิปปินส์ ออกมาเผยกรณีที่ได้ประกาศสวามิภักดิ์กับกลุ่มก่อการร้ายไอซิส และเผยถึง การจัดตั้งรัฐใหม่ของไอซิส ในเกาะแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศ

Rusiya Al-Yaum รายงานจาก หนังสือพิมพ์ Astralyan ว่า Asnlvn Hbylvn เป็นผู้ปกครองแคว้นดังกล่าวซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มก่อการร้ายอบูซายาฟ

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ นั้น บ่งชี้ถึงสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของไอซิส เนื่องจากความขัดแย้งที่ยากลำบากและยืดเยื้อในซีเรียและอิรัก ทำให้กลุ่มไอซิสต้องหาดินแดนใหม่สำหรับตนแทนดินแดนอาหรับเป็นทางเลือกสำหรับการดำเนินการก่อการร้าย

การจัดตั้งรัฐใหม่ของไอซิสในฟิลิปปินส์ถือเป็นภัยอันตรายกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นไปได้สำหรับประเทศเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้ อาจมีการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่มาจาก “รัฐ” ใหม่แห่งนี้

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ Astralyan ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ 4 กลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว

ทหารพรานปะทะกลุ่มติดอาวุธเทือกเขาตะเว ทลายเพิงพักพบอาวุธปืน อุปกรณ์อื่นๆ อีกหลายรายการ



             นราธิวาส-เมื่อ 12 ม.ค.59 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารพราน ชุดปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.4804 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ได้ทำการลาดตระเวนในพื้นที่ป่าเขา บนเทือกเขาตะเว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขณะทำการลาดตระเวนได้เกิดปะทะกับกลุ่มคนร้ายติดอาวุธประมาณ 6 คน หลังการปะทะกลุ่มคนร้ายได้ล่าถอย และอาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้

              หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลัง 3 ฝ่าย นำกำลังกว่า 50 นาย เข้าทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุเหตุบนเทือกเขาตะเว พบเพิงที่พักปลูกสร้าง พร้อมอาวุธปืน และอุปกรณ์อื่นๆ จำนวนหลายรายการ ดังนี้




  • เพิงที่พัก 1 หลัง
  • ห้องน้ำ-ห้องส้วม
  • ร่องน้ำใช้อุปโภค/บริโภค
  • ปลย.m.16 a.1 ซึ่งปล้นมาจาก พัน.พัฒนา 4 ร้อย.3
  • อุปกรณ์ประกอบระเบิดหลายรายการ
  • สิ่งอุปกรณ์อื่นอีกหลายรายการ เช่น รองเท้าแตะ 4 คู่ เครื่องครัว ข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้า

            จากการปฏิบัติการลาดตระเวนในพื้นที่ป่าเขาของเจ้าหน้าที่ เพื่อทำการกดดัน จำกัดการเคลื่อนไหวในการก่อเหตุ ส่วนของกลางที่ได้จาการยึดในเพิงพัก จะทำการตรวจหา DNA และลายนิ้วมือแฝงของกลุ่มคนร้ายต่อไป
126048

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

จับโจรฟาตอนี ขี้ยา

204999_Fotor


จับกุมวัยรุ่นมั่วสุมเสพยา”โก-ลก”เจอยาเสพติด และอาวุธปืนกระสุนเพียบ

          นราธิวาส-เมื่อ 10 ม.ค.59 เวลา 14.30 น.เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.สุไหงโก-ลก ได้ออกติดตามจับกุมและปฏิบัติการตามกฎหมายเข้าทำการตรวจค้นเพิงพักข้างบ้านเลขที่ 127/3 ม.1 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เนื่องจากสืบทราบว่าเป็นแหล่งมั่วสุมใช้เป็นสถานที่เสพยาเสพติด

         ผลการตรวจค้นพบมีกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติด (น้ำกระท่อม) อยู่ด้วยกัน 7 คน และยังตรวจพบอาวุธปืน เครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง และยาเสพติด ดังนี้



  • 1.อาวุธปืนยาว AK 102 ขนาด 5.56 มม. จำนวน 1 กระบอก ห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว และพันด้วยเทปกาวสีดำอีกชั้นหนึ่ง
  • 2.แม็กกาซีน ขนาด 5.56 มม. จำนวน 1 อัน พร้อมเครื่องกระสุนปืนบรรจุอยู่ภายใน จำนวน 5 นัด
  • 3.อาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ สแตนเลส ขนาด .45 มม. จำนวน 1 กระบอก บรรจุอยู่ในซองพกหนังสีดำ
  • 4.แม็กกาซีน ขนาด .45 มม. จำนวน 1 อัน พร้อมเครื่องกระสุนปืนบรรจุอยู่ภายใน จำนวน 6 นัด
  • 5.เครื่องกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. จำนวน 40 นัด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้า
  • 6.เครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาดเบอร์ 12 สีแดง จำนวน 19 นัด และสีเขียว จำนวน 1 นัด รวม 20 นัด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงลายดาว
  • 7.เครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาดเบอร์ 12 สีแดง จำนวน 12 นัด สีเขียว จำนวน 1 นัด รวม 13 นัด และเครื่องกระสุนปืน ขนาด .45 มม. ชนิดซ้อม จำนวน 41 นัด ทั้งหมดบรรจุอยู่ในกระเป๋า (แบบถือ) สีส้ม
  • 8.เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 มม. ชนิดหัวระเบิด จำนวน 37 นัด บรรจุอยู่ในถุงสีม่วง
  • 9.เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 มม. ชนิดหัวทองแดง จำนวน 10 นัด และเครื่องกระสุนปืน ขนาด .380 มม. จำนวน 2 นัด บรรจุอยู่ในกล่องบุหรี่กล่องที่ 1
  • 10.เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 มม. ชนิดหัวระเบิด จำนวน 4 นัด เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 มม. ชนิดปลอกสีขาว จำนวน 3 นัด เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 มม. ชนิดหัวทองเหลือง จำนวน 2 นัด เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 Super จำนวน 4 นัด บรรจุอยู่ในกล่องบุหรี่กล่องที่ 2
  • 11.ไม้ที่ใช้ในการทำด้ามปืน จำนวน 4 ชิ้น บรรจุอยู่ในถุงผ้า สีชมพู
  • 12.อุปกรณ์เครื่องใช้ จำนวนหนึ่ง
  • 13.โครงปืน ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 ชิ้น
  • 14.ปืนอัดลม ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก พร้อมแม็กกาซีน บรรจุอยู่ในกล่องสีดำ
  • 15.อุปกรณ์ในการใช้เสพกัญชา ชนิดไม้ไผ่ จำนวน 3 ชิ้น
  • 16.ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) จำนวนหนึ่ง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกชนิดปากกดปิด
  • 17.ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) จำนวนหนึ่ง ห่อด้วยฟอยสีเงิน และบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสชนิดหูหิ้วอีกชั้นหนึ่ง
  • 18.อาวุธปืนลูกซอง ไม่ทราบขนาด จำนวน ๑ กระบอก พร้อมส่วนควบอาวุธปืน
  • 19.เครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาดเบอร์ 12 สีแดง จำนวน 2 นัด สีเขียว จำนวน 1 นัด



             ของกลางลำดับที่ 1 – 12 บรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทาง แบบผ้า สีดำ ของกลางลำดับที่ 18 – 19 ห่อด้วยผ้าเช็ดตัว และห่อด้วยพลาสติกสีเหลือง รัดด้วยหนังยาง และบรรจุอยู่ในท่อ PVC สีฟ้า ขนาด 4 นิ้ว ยาวประมาณ 80 ซม.

          เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

ปิดล้อมกลางดึก จับกุมแนวร่วมโจรฟาตอนี

12517193_1188373344528939_1066027455_o_Fotor_Fotor
          ปัตตานี-เมื่อ 8 ม.ค.59 เวลา 00.10 น. เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโสร่ง ได้สนธิกำลัง ร่วมกันเพื่อเข้าทำการพิสูจน์ทราบบ้านเลขที่ 110 ม.5 ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เนื่องจากมีการสืบทราบว่ามีสมาชิก ผกร.ระดับปฏิบัติ ได้เข้ามาหลบซ่อนตัวพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าว

          จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ น.ส.มัธมียะห์ กาซอ แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน และได้พบตัว นายมะรอโซ มะดิเย๊าะ ได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านของภรรยา





          นายมะรอโซ มะดิเย๊าะ  มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่123/4 ม.1 ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมาย จากการสืบทราบว่าเป็นสมาชิก ผกร. ระดับปฏิบัติการ มีหน้าที่ในการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ (Logistik) ให้กับ RKK ในพื้นที่

         เจ้าหน้าที่นำตัว นายมะรอโซ มะดิเย๊าะ ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโสร่ง เพื่อทำการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานและได้ส่งตัวต่อไปยัง หน่วยซักถาม ขกท.สน.จชต. เพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถามหาความเชื่อมโยงกับสมาชิกกลุ่มขบวนการรายอื่นๆ ต่อไป

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้