วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

เจ้าหน้าที่เปิดศูนย์ซักถามให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องสงสัย


30467


รอยยิ้มญาติและครอบครัวเมื่อเจ้าหน้าที่เปิดศูนย์ซักถามให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องสงสัย


โดย : ‘ซอเลาะห์ บินคอลีฟ’

             นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดการสร้างกระแสข่าวลือ ผนวกกับการปล่อยกระแสในสื่อสังคมออนไลน์บิดเบือนข่าวสารของบุคคลบางกลุ่มกล่าวหารัฐจัดฉากเพื่อเรียกงบ บ้างมีการเปรียบเทียบผ้าพันคอของคนร้ายกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน บ้างตั้งข้อสังเกตปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ที่เกิดเหตุจำนวนมาก รวมทั้งอาวุธปืนเอ็ม 60 ว่าคนร้ายจะมีศักยภาพเอามาจากไหน พร้อมฟันธงว่าไม่น่าจะเป็นของกลุ่ม ผกร. อีกทั้งชี้นำยืนยันไม่เคยมีข่าวว่าถูกปล้นจากกองทัพ



          หลังเกิดเหตุหน่วยงานความมั่นสั่งระดมพล ปิดเทือกเขาตะเวไล่ล่าหาตัวกลุ่มคนร้ายมาลงโทษดำเนินคดี ควบคู่กับการตรวจพิสูจน์หลักฐานปลอกกระสุน และตรวจ DNA รอยเลือดคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุของ ศพฐ.10

         คณะทำงานเฉพาะกิจติดตามเป้าหมายบุคคล ได้เร่งทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อทำการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมกันแจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์ต่อรัฐ ในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถกำหนดตัวบุคคลว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ และได้บังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และยิงเจ้าหน้าที่ทหารพรานในวันดังกล่าว อาศัยอำนาจกฎอัยการศึกเชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาทำซักถามจำนวนหลายรายตามข่าวสารที่ได้มีการนำเสนอของสื่อไปแล้วนั้น

          ส่วนความคืบหน้าในการออกหมายจับของศาล ล่าสุดสามารถออกหมายจับ 2 หมาย โดยเมื่อ 20 มีนาคม 2559 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อนุมัติหมายจับ ป.วิอาญาฯ นายอับดุลการี หะแว จากผลการตรวจเลือดของ ศพฐ.10 ที่พบรอยเลือดของคนร้ายตกอยู่ในที่เกิดเหตุพบว่าตรงกับ DNA นายอับดุลการี

          ส่วนเมื่อ 26 มีนาคม 2559 พนักงานได้ขออนุมัติศาลจังหวัดนราธิวาส ออกหมายจับ ป.วิอาญาฯ ชายไม่ทราบชื่อตามภาพวงจรปิด จำนวน 1 หมาย

         นั่นคือความคืบหน้าล่าสุดในการติดตามไล่ล่าหาตัวกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดี และเป็นการตอบข้อสงสัยของสังคมที่มีการกล่าวหาจากผู้ไม่หวังดีไปก่อนหน้านี้แล้วว่ารัฐจัดฉาก



        ในส่วนของผู้ต้องสงสัยที่ได้มีการควบคุมตัวใน 3 หน่วยซักถาม กับอีกหนึ่งศูนย์ ได้แก่หน่วยซักถามกรมทหารพรานที่ 46 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส, หน่วยซักถามหน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี, หน่วยปฏิบัติการด้านการข่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ จ.นราธิวาส และศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา ได้เปิดให้ญาติและครอบครัวเข้าเยี่ยม

      โดยหน่วยซักถามทั้ง 4 หน่วย ได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวและญาติของผู้ถูกควบคุมตัวสามารถเข้าเยี่ยมได้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินกรรมวิธีซักถาม เป็นไปตามหลักสากล ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด เพื่อบีบบังคับให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ อีกทั้งต้องการให้ญาติคลายความวิตกกังวลต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในระหว่างอยู่ในหน่วยซักถาม ต้องการให้เห็นความเป็นอยู่ขั้นตอนวิธีการต่างๆ การเปิดโอกาสให้ญาติและครอบครัวเข้าเยี่ยมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้คอยอำนวยความสะดวกให้กับเครือญาติอีกทั้งได้จัดเครื่องดื่มและอาหารว่าง เพื่อบริการให้ครอบครัวและญาติได้รับประทานระหว่างรอการเข้าเยี่ยมอีกด้วย

 


          จากการสังเกตท่าทีของญาติและครอบครัวที่มาเยี่ยมผู้ที่ถูกควบคุมตัว ต่างมีสีหน้าแววตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสแสดงออกถึงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวที่ได้พบหน้ากัน บางครอบครัวได้หอบลูกเล็กเด็กแดงเพื่อมาเยี่ยมคุณพ่อ การอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกพูดคุยหยอกล้อชั่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก

         เจ้าหน้าที่รัฐยังได้ฝากข่าวไปยังญาติและครอบครัว รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ อย่ากังวลหรือหวาดวิตกต่อกระบวนการซักถามผู้ต้องสงสัยในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ในปัจจุบันนี้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เชิญสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคมเข้าเยี่ยมชมศูนย์ซักถาม ให้เห็นขั้นตอนวิธีการที่ไม่มีการทำร้ายผู้ต้องสงสัย ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการซ้อมทรมานแต่ประการใด ส่วนผู้ต้องสงสัยเมื่อผ่านขั้นตอนวิธีการแล้วพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จะทำการปล่อยตัวเพื่อกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวโดยเร็วที่สุด ส่วนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องมีการส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายว่ากันไปตามกระบวนการขั้นตอน ผิดว่าไปตามผิดต้องรับโทษทัณฑ์กับสิ่งที่ตัวเองได้ก่อขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นหน่วยงานภาครัฐยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่กำลังหลบหนีอยู่ สามารถเข้ารายงานตัวแสดงตนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ภูมิลำเนาของท่าน หรือผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อ้างประวัติศาสตร์ฟาตอนีกันหนักหนา ถ้าไม่ลืมตาดูโลก ก็จะไม่รู้ว่า โจรมันบิดเบือนประวัติศาสตร์



อาณาจักรลังกาสุกะ 

(พุทธศตวรรษที่ 7–23) อาณาจักรลังกาสุกะแห่งนี้ได้ตั้งขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 7 แล้วเจริญรุ่งเรืองในพุทธศตวรรษที่ 11 ขณะที่อาณาจักรฟูนันเริ่มเสื่อมอำนาจลง อาณาจักรลังกาสุกะตั้งอยู่ทางใต้ของอาณาจักรตามพรลิงก์ในคาบสมุทรมลายู บริเวณมัสยิดแห่งกรือเซะ ในบริเวณที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างอำเภอเมืองปัตตานีกับอำเภอยะหริ่ง และบริเวณอำเภอยะรัง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปัตตานี พวกชวาเรียก “นครกีรติกามา” มีอาณาเขตครอบคลุมถึงทางเหนือตะกั่วป่าและตรัง ทางใต้ตลอดแหลมมลายู ลังกาสุกะมีการติดต่อกับจีนใน พ.ศ. 1052 ตามจดหมายเหตุจีนระบุว่า “เป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ กษัตริย์ประทับอยู่บนกูบช้างมีหลังคาทำด้วยผ้าสีขาว แวดล้อมด้วยองครักษ์ที่มีท่าทางดุร้าย และทหารตีกลองถือธงสีต่าง ๆ ประชาชนทั้งชายหญิงไว้ผมปล่อยยาว ใส่เสื้อไม่มีแขน” อาณาจักรลังกาสุกะนี้ ถูกอาณาจักรฟูนันโจมตีในพุทธศตวรรษที่ 11 แล้วกลายเป็นเมืองขึ้นต่อมา

ลังกาสุกะเป็นนครรัฐตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 รุ่งเรืองยาวนานถึง 1,400 ปี จึงเสื่อมสลายไป[1] ไม่ใช่เพราะถูกอำนาจใดเข้าตี หากแต่ทะเลถอยห่างตัวเมืองออกไปทุกที จนผู้คนพากันทิ้งเมือง ซั้าโดนน้ำท่วมโคลนถมทับตัวเมืองแทบหมด เพิ่งขุดเจอซากไม่นานมานี่เอง เชื่อกันว่าคนในหมู่บ้านกาแลจิน อ.เมืองปัตตานีปัจจุบันคือผู้สืบเชื้อสายชาวเมืองลังกาสุกะ ที่เป็นลูกครึ่งชาวจีนกับคนพื้นเมืองที่ต้องทิ้งเมืองเก่ามาอยู่ในปัตตานีเมื่อ 1,000 กว่าปีที่แล้ว


อาณาจักรโบราณยิ่งใหญ่ที่เชื่อว่ามีพื้นที่คลุมไปถึงตอนเหนือมาเลเซีย เพราะพบสิ่ง ก่อสร้างโบราณ แบบเดียวกับที่พบในปัตตานีแถวริมฝั่งแม่น้ำบูจังและปาดังลาวาส (ปากแม่น้ำลาวาส) ในรัฐเคดาห์ หนังสือเหล่านั้นเรียกอย่างจืดชืดไม่ดึงดูดใจสักนิดว่า "เมืองโบราณยะรัง" เพราะซากเมืองเก่าพบที่ อ.ยะรัง ทั้งที่มีความเก่าแก่รุ่งเรืองมาก่อน อาณาจักรศรีวิชัยและอาณาจักรทวาราวดีตั้ง 500 ปี ศรีวิชัยและทวาราวดีตั้งในพุทธศตวรรษที่ 12 ลังกาสุกะเป็นนครรัฐที่โลกตะวันตกตะวันออก รู้จักกันแล้ว ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 เมืองโบราณยะรังจึงไม่ใช่เมืองเก่าธรรมดา หากแต่เป็นเมืองท่านครรัฐยิ่งใหญ่ สมัยโบราณเก๋ากึ๊กในภูมิภาคนี้โดยแท้


เมืองโบราณที่ กรมศิลปากร กำลังขุดแต่งอยู่ที่ อำเภอยะรัง ในขณะนี้คือ ศูนย์การปกครอง อาณาจักรลังกาสุกะ ในเมื่อบันทึก ชาวอินเดียและ ชาวอาหรับ ที่เรียกเมืองนี้ว่า "ลังกาสุกะ" กับบันทึก ของชาวจีนที่เรียก "หลาง หย่า ซุ่ย" ล้วนระบุทิศทางและ ที่ตั้งตรงกันหมด น.ส.พรทิพย์ พันธุโกวิท หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โบราณคดี ผู้ควบคุมการขุดแต่งและ บูรณะมาตั้งแต่แรกถึง 16 ปี อธิบายว่า ปัตตานีวันนี้คือ ดินแดนเกิดใหม่ เมื่อทะเลถอย ห่างฝั่งออกไปทุกที ลังกาสุกะเลยกลายเป็น เมืองภายในแผ่นดิน อยู่ห่างชายฝั่งทะเล ในวันนี้เกือบ 25 กม. ชายฝั่งบริเวณท่าเรือใหญ่ครั้งโน้น ปัจจุบันนี้คือ คลองปาเละหมู่บ้านกาแลบูซา (ท่าเรือใหญ่) หมู่บ้านเทียระยา (หมู่บ้านเสากระโดงเรือ) ต.ตันหยงลูโละ อ.เมือง ปัตตานี


ร่องรอยทางโบราณคดี ชี้ให้เห็นว่ามีลักษณะเป็นเมืองเรียงกันถึง 3 เมืองด้วยกัน ได้แก่ เมืองที่กำลังขุดอยู่ที่บ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านปราแว (พระราชวัง) อำเภอยะรัง บ้านปราแวอยู่ริมทะเล มีลักษณะ ค่ายคูประตูหอรบตามมุมเมือง คาดว่าน่าจะเป็นประชาคม 3 แห่ง ที่อยู่ร่วมกันมากกว่าเมือง โดยรวมแล้วพื้นที่ดังกล่าวนี้ พบร่องรอยทางโบราณคดีถึงกว่า 40 แห่ง ลงมือขุดไปเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ชิ้นใหญ่ ๆ ที่กำลังขุดอยู่เป็นศาสนสถานใน ศาสนาพราหมณ์และ พุทธศาสนา ทั้งพบคำจารึกภาษาปัลลวะอินเดียโบราณและภาษาสันสกฤตด้วย บ่งบอกอย่างเด่นชัด แรกเริ่มนั้นชาวลังกาสุกะนับถือศาสนาพราหมณ์ เปลี่ยนมาถือพุทธ แล้วเปลี่ยนมาเป็นอิสลามตามลำดับ


ลังกาสุกะเฟื่องเนื่องมาจากที่ตั้งเป็นกึ่งกลางเส้นทางค้าขายโลกตะวันตกและตะวันออก เป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและศูนย์ค้าเครื่องเทศสินค้าสำคัญของภูมิภาคนี้ ที่ดังที่สุด ได้แก่ไม้หอม และกำยาน ซึ่งอินเดีย อาหรับยันยุโรปต่างต้องการอย่างมาก น่าเชื่อว่ากำยานชั้นดีที่สุดเป็นกำยานลังกาสุกะ เพราะเครื่องหอมทำจากกำยานที่โลกอาหรับ และชาติมุสลิมใช้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นเครื่องหอม ที่ไม่มีแอลกอฮอล์เจือปนไม่ผิด หลักทางศาสนาที่ชื่อว่า "ไซมีส เบนโซอีน" ที่ยังใช้กันมาจนทุกวันนี้ ลังกาสุกะเป็นท่าเรือ ส่งออกที่ใหญ่มาก


ลังกาสุกะอาจเป็นอาณาจักรเดียวในโลกที่ล่มสลายไปไม่ใช่เพราะการสงครามหรือโรคระบาด หากเกิดจากทะเลถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ เมื่อไม่สามารถทำมาหากินได้เหมือนเดิม ผู้คนก็อพยพทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปอยู่ที่อื่นกันหมด พร้อม ๆ กับอาณาจักรอื่นใกล้เคียงเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่
ศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ


อาณาจักรลังกาสุกะเป็นอาณาจักรโบราณ มีศูนย์กลางตั้งอยู่บริเวณ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี[2] มีอาณาเขตปกครองกว้างขวางครอบคลุมคาบสมุทรมลายูตอนล่างทั้งหมดโดยพัฒนามาจากเมืองท่าเล็กๆ ของชาวพื้นเมืองจนเติบโตเป็นรัฐและมีฐานะเป็นอาณาจักรมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 เป็นศูนย์กลางการค้าและศาสนา จนได้ล่มสลายไปในต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันปรากฏร่องรอยศาสนสถานประเภทสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ จำนวน 33 แห่ง ในพื้นที่ประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร


จากตำนาน ไทรบุรี ปัตตานี กล่าวถึงเมืองลังกาสุกะ ของพระเจ้ามะโรงมหาวงศ์หรือราชามารงมหาวังสา ต่อมาคำว่าลังกาสุกะค่อย ๆ เลือนหายไป กลายเป็นคำว่าปัตตานีดารุสสาลามเข้ามาแทนที


จดหมายเหตุราชวงศ์เหลียง (พ.ศ. 1045-1099) บันทึกไว้ว่าอาณาจักรลังกาสุกะ สถาปนาขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 7 มีอำนาจปกครองระหว่างสองฝั่งทะเล คือด้านตะวันตกจรดไทรบุรี และด้านตะวันออกที่ปัตตานีข้อความในจดหมายเหตุนี้สอดคล้องกับตำนานไทรบุรี ปัตตานี


ปอล วิดลีย์ (Paul Wheatly) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแหลมมาลายู มีความเห็นว่าตำนานไทรบุรี ฯมีลักษณะเหมือนเทพนิยาย แต่งขึ้นเมื่อชาวอินเดียเดินทางมาถึงหัวเมืองมาลายูราวพุทธศตวรรษที่ 6 และเขาแสดงความคิดเห็นไว้ว่า ลังกาสุกะ ไม่ควรไปซ้ำซ้อนกับไทรบุรีน่าจะอยู่ทางปัตตานีทั้งหมด


ดี.จี.อี. ฮอลล์ (D.G.E. Hall) ได้กล่าวถึงรัฐเก่าแก่สามรัฐในแหลมมาลายู คือรัฐหลังสยิว (ลังกาสุกะ) ตันหม่าหลิง (ตามพรลิงก์ หรือนครศรีธรรมราช) ตักโกลา (ตะกั่วป่า) ต่อมารัฐทั้งสามนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรฟูนันซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีกองเรือยิ่งใหญ่ อยู่ในทะเลจีนตอนใต้ เมื่อตกอยู่ใต้อำนาจแล้วก็รับเอาวัฒนธรรมต่างๆ มาจากอินเดีย


ต่อมาพุทธศตวรรษที่ 11 อาณาจักรฟูนันเสื่อมสลายลง รัฐต่าง ๆ ที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลก็แยกตัวเป็นอิสระ ลังกาสุกะภายใต้การนำของพระเจ้าภคทัตก็ฟื้นฟูอำนาจของตนเองได้อย่างรวดเร็ว


พุทธศตวรรษที่ 14-15 ลังกาสุกะกลับตกอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรศรีวิชัย พระเจ้าราเชนทร์โจระที่ 1 แห่งอินเดีย ยกทัพเรือข้ามมายึดรัฐต่าง ๆของศรีวิชัย ลังกาสุกะก็พลอยถูกยึดไปด้วย ต่อมาอีกอาณาจักรมัชปาหิตแห่งชวากลับเข้ามามีอำนาจ และชื่อลังกาสุกะค่อยเลือนจางหายไปแสดงว่าอาณาจักรลังกาสุกะนั้นอยู่ที่ปัตตานีนี่เอง และต้องนับถือพุทธศาสนาด้วยเพราะเมื่อเกิดการขุดค้นขึ้นพบทั้งศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา เช่น สถูปสำคัญในพระพุทธศาสนาที่อำเภอยะรัง ที่ได้บูรณะตกแต่งแล้วก็แสดงถึงดินแดนในพระพุทธศาสนา และลังกาสุกะต้องมีอายุประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว นับว่าเก่าแก่มาก แต่พึ่งรู้จักกันจริงไม่กี่ปีมานี้

ศาสนาอิสลาม เข้าสู่ปัตตานี

ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 10 (ประมาณ พ.ศ. 1500 เศษ) ศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้าสู่ปัตตานีและปาหัง ก่อนที่จะเข้าสู่มาละกา ในช่วงนั้นกษัตริย์หรือสุลต่านเมืองปัตตานีล้มป่วย ไม่มีหมอในปัตตานีรักษาได้ เกิดการตีฆ้องร้องป่าวหาผู้รักษามีแขกปาซายจากสุมาตราชื่อเช็กสะอิ หรือ เช็กซาฟียิดดิน ได้ขันอาสามารักษาสุลต่านแต่ขอคำมั่นสัญญาว่าถ้ารักษาหายแล้ว พระองค์จะต้องเข้ารีดนับถือศาสนาอิสลาม เมื่อได้รักษาจนหายแต่เมื่อหายแล้วสุลต่านไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาเลยป่วยหนักอีก กลับมารักษากันใหม่ขอคำสัญญากันอีกกลับไปกลับมาเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง สุลต่านเลยต้องยอมเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาอิสลามหมอผู้รักษาได้รับการแต่งตั้งเป็น ดาโต๊ะ สะรี ยารา ฟาเก้าฮ์ (ผู้รู้ทางศาสนายอดเยี่ยม)เมื่อเจ้าเมืองเปลี่ยนศาสนาใหม่ โอรส ธิดา ขุนนาง และชาวเมืองก็เริ่มเปลี่ยนศาสนาตามเป็นศาสนาอิสลามต่อจากนั้นก็เริ่มมีการทำลาย พระพุทธรูป พุทธสถาน เทวรูป และเทวาลัย อาณาจักรที่เคยนับถือพระพุทธศาสนาอยู่หลายปีจึงมีโบราณวัตถุทางพุทธศาสนาน้อยเต็มที หรือแทบจะไม่มีเลย ก็มีพบบ้างกันที่ยะรังเมืองโบราณ

แต่นั่นก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่า การที่โจร RKK โจรฟาตอนี นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ จอมปลอม หยิบยกเอามาหลอกลวงประช่น อ้างประวัติศาสตร์ อ้างศาสนา อ้างเชื้อชาติเผ่าพันํ์ เป็นข้ออ้างในการก่อเหตุรุนแรง การเรียกร้องทวงคืนแผ่นดินฟาตอนี ที่ตนเองอุปโหลกขึ้นมา เป็นแค่เพียงกลุ่มคนกะล่อน ปลิ้นปล้อน โกหก หลอกลวง เท่านั้นเอง

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ระเบิดพลีชีพที่สนามบอล “อิรัก” ดับ 32 คน! “เอเอฟซี” จวกฝีมือพวกขี้ขลาด

ระเบิดพลีชีพที่สนามบอล “อิรัก” ดับ 32 คน! “เอเอฟซี” จวกฝีมือพวกขี้ขลาด

        เกิดเหตุสะเทือนขวัญที่ประเทศอิรัก เมื่อมีผู้ก่อการร้ายกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส (IS) บุกเข้าไประเบิดพลีชีพ บริเวณสนามฟุตบอลในเกมระดับท้องถิ่น จนส่งให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 32 ราย ด้าน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) จวกเป็นการกระทำของพวกขี้ขลาด
     
       ทัพนักเตะทีมชาติอิรัก เพิ่งเสมอ ทีมชาติไทย 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่ม เอฟ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยเกมดังกล่าวแม้ อิรัก จะเป็นเจ้าบ้าน แต่ไม่สามารถลงแข่งที่ประเทศตัวเองได้ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย จึงต้องย้ายไปฟาดแข้งกันที่สนามกลางแทน คือ ปาซ กาห์วามิน สเตเดียม ในประเทศอิหร่าน
     
       ล่าสุด มีรายงานว่า ถัดจากนั้นเพียงวันเดียว ได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้น เมื่อมีผู้ก่อการร้ายลอบเข้าไประเบิดพลีชีพ ฆ่าตัวตายท่ามกลางฝูงชน ระหว่างพิธีมอบรางวัล หลังจบเกมฟุตบอลระดับท้องถิ่น ที่หมู่บ้านอัล-อาซาริยา ใกล้กับเมืองอิสกันดาริยาห์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวง กรุงแบกแดด เพียง 40 กิโลเมตร
     
       ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วล่าสุด 32 คน รวมถึงมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย โดยเป็นกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส (IS) ที่ออกมาอ้างว่าการก่อการร้ายดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มตน
     
       ด้าน ชีกห์ ซัลแมน บิน เอลบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) ชาวบาห์เรน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการที่เกิดขึ้น “ในนามของสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียและครอบครัวฟุตบอลเอเชีย ผมอยากจะแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวของพวกเขาเช่นเดียวกับสมาคมฟุตบอลอิรัก”
     
       “ฟุตบอลคือแรงขับเคลื่อนสำหรับสิ่งที่ดี เกมของเรามีประวัติศาสตร์มายาวนานในการนำผู้คนเข้าหากันในช่วงที่มีความขัดแย้งทั่วโลก การใช้สนามฟุตบอลเป็นสถานที่กระทำความรุนแรงเช่นนี้เป็นสิ่งขี้ขลาด ครอบครัวฟุตบอลเอเชียจะพร้อมใจกันยืนเคียงข้างและอธิษฐานให้กับพวกของเราที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”
     
       สำหรับ แข้งทีมชาติอิรัก มีโปรแกรมเป็นเจ้าบ้านลงเล่นศึกคัดฟุตบอลโลก นัดสุดท้ายกลุ่ม เอฟ พบ ทีมชาติเวียดนาม วันที่ 29 มีนาคม นี้ ที่ ปีเตอร์ กรีน สเตเดียม ในประเทศออสเตรเลีย


วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

เอ้าเร้ว...สื่อโจรใต้ NGO ออกมาเห่าหน่อยเร้ว



        ปลัดกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ลงพื้นที่จ.สงขลา พร้อมประณามเหตุยึด รพ.เจาะไอร้อง ขอรัฐบาลแก้ความไม่สงบสุข


       ที่ห้องประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ ดร.ซาราห์ ชูวัล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีภารกิจเดินทางมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้บรรยายในหัวข้อเรื่อง ขบวนการสร้างสันติภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้นักศึกษาและคณาจารย์ฟัง โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังประมาณ 50 คน หลังจากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ ซึ่ง ดร.ซาราห์ ได้กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมากว่า ทศวรรษ ที่รัฐบาลไทยต้องหาวิธีการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา เพราะวันนี้เด็กไม่ได้เรียนหนังสือเนื่องจากโรงเรียนถูกเผา มีการเสียชีวิตจากการวิสามัญ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังล้มตายเป็นจำนวนมาก มีเด็กกำพร้า และหญิงหม้ายเป็นจำนวนไม่น้อย ความรุนแรงยังเกิดขึ้น โดยเฉพาะการยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องของ คนร้าย เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังตกอยู่ในความรุนแรง ซึ่งสหรัฐอเมริกาขอประณามกลุ่มคนร้ายที่ยึดโรงพยาบาลในครั้งนี้ โดยนางซาราห์ ได้เน้นย้ำว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนคือกุญแจสำคัญในความสำเร็จของการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

         นอกจากนี้ ดร.ซาราห์ ยังได้กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลไทยเร่งคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศโดยเร็ว เพื่อแก้ปัญหา ทั้งในเรื่องประธิปไตยและเรื่องของสิทธิมนุษย์ชน

ชาวบ้านต้องการให้ทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เหตุเพราะไอ้ลูกหมาฟาตอนี ยังคงก่อกวนชาวบ้านไม่ให้สงบสุขสันติภาพ


            ชาวบ้านประมาณ 200 ครอบครัว ภายใน ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลาไม่กล้าออกไปกรีดยาง หลังพบชาวบ้านถูกลอบยิงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาช่วยรับรองความปลอดภัย จนทำให้เกิดอาการหวาดกลัวทำรายได้หดหาย วอนขอเจ้าหน้าที่ลงช่วยเหลือดูแลรักษาความปลอดภัยให้ภายในชุมชน

          วันนี้ (26 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านใน 3 หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา หลังจากที่ได้เกิดเหตุชาวบ้านเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้ชาวบ้านประมาณ 200 ครอบครัว ไม่กล้าออกไปกรีดยาง สร้างผลกระทบต่อรายได้ให้กับชาวบ้านดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากชาวบ้านมีอาชีพกรีดยางเป็นส่วนใหญ่ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ให้โดยเร็ว ก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะบานปลาย ส่วนหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุกรณี ดังกล่าว ได้แก่ หมู่ 3 บ้านสะปอง บ้านกือซง และบ้านทำนบ ภายใน ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา

      จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ ระบุว่า ชาวบ้านที่นี่ไม่กล้าออกไปกรีดยางตามปกติ หลังจากในพื้นที่ เกิดเหตุยิงชาวบ้านที่กรีดยางเสียชีวิตมาแล้ว 5 ศพ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2559 ประกอบด้วย

  • เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 คนร้ายลอบยิง นายดอรอแม อาบูบากา อายุ 50 ปี กับนางอามีเนาะ อาบูบากา อายุ 49 ปี สองสามีภรรยาเสียชีวิต ขณะนั่งรถยนต์เดินทางไปที่สวนยาง เหตุเกิดบริเวณหมู่ที่ 3 บ้านทำนบ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา 
  • เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 คนร้ายลอบยิง นายอับราชิ มูจุ อายุ 48 ปีเสียชีวิต ขณะเดินไปทำละหมาดที่มัสยิดในหมู่บ้าน เหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 78/1 หมู่ที่ 3 บ้านสะปอง ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา 
  • เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2559 คนร้ายยิง นายอิบบอรอเฮ็ง ราแดง อายุ 36 ปีเสียชีวิต ขณะกรีดยาง ภายในสวนยางพารา บ้านสะปอง หมู่ 3 บ้านบาซาลาแป บ้านย้อน บ้านทำนพ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา 
  • เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559 คนร้ายยิงและเผา นายฉัตรชัย แซ่ทอง อายุ 55 ปี เสียชีวิต ขณะขับขี่รถจักรยายนต์ไปกรีดยาง เหตุเกิดบริเวณ หมู่ที่ 5 ต.บาโระ อ.ยะหา จ.ยะลา 

           จนกระทั่งล่าสุด ชาวบ้านกว่า 50 คน รวมตัวกัน บริเวณมัสยิดบ้านทำนพ หมู่ 3 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว หลังจากได้เสนอปัญหาให้กับหน่วยงานภาครัฐ และได้ร้องขอกำลังทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่ นานกว่า 1 เดือนที่แล้ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้า


          นอกจากนั้น ยังได้มีตัวแทนชาวบ้าน บ้านทำนพวัย 50 ปี รายหนึ่ง กล่าวว่า วันนี้ทราบว่ามีนักข่าวเข้ามาจึงรวมตัวกัน เพื่อพูดคุยหาแนวทางแก้ปัญหาหลังจากร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ 1 เดือนมาแล้ว ไม่มีความคืบหน้าเลย ชาวบ้านต้องการให้ทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ชาวบ้าน แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ จากฝ่ายรัฐ นายอำเภอ ทหาร ตำรวจ เงียบทุกฝ่าย แถมกลับมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา กว่า 1,200 คน ไม่ใช่ปัญหา นี้คือปัญหาใหญ่สำหรับพวกเรา
         "เราแค่ขอให้ทหารมาอยู่ในพื้นที่ เพราะช่วงที่เกิดเหตุ ปี 2548 ถึงปี 2553 ที่เหตุการณ์เกิดอย่างรุนแรง ทหารก็เข้ามาอยู่ทุกอย่างก็สงบดีเป็นปกติ ชาวบ้านมีความสุขมาก สามารถทำงานเลี้ยงครอบครัว พอทหารออกไป 2 ปีได้ ที่นี่ก็เกิดเหตุยิงชาวบ้านไปกรีดยาง ที่เราไม่กล้าไปกรีดเพราะเรากลัวว่าจะถูกยิงอีก"
   
         นายมามะซารี คอลอราแม อายุ 57 ปี อีหม่ามประจำมัสยิดบานทำนพ หมู่ที่ 3 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านร่วมกันจัดเวรยามกัน คืนหนึ่งจะมีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 2 คน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 คน กรรมการผู้นำศาสนา 2 คน และชาวบ้าน 4 คน มีการวางกำลัง 2 จุด ที่มัสยิดทำนพ 1 จุด และที่มัสยิดบ้านสะปอง 1 จุด เหตุผลที่ตั้งเวรยามที่นี่ เพราะที่นี้เป็นสามแยกและอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านย่อยๆ อีกหลายหมู่บ้าน

          "ผมเป็นอีหม่าม ผมก็ต้องถือปืน ทั้งที่อีหม่ามเขาทำแต่เรื่องศาสนา แต่เมื่อบ้านของเราไม่มีความสงบ เราจำเป็นต้องถือปืนเพื่อป้องกันคนแปลกหน้าเข้ามา แต่ถ้าคนร้ายเข้ามาก็ต้องหนีเพราะยิงไม่เป็นเหมือนคนอื่นเขา"

            เหตุผลที่ชาวบ้านต้องการให้ทหารเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับชาวบ้าน เมื่ออยู่ในพื้นที่ ความเข้าใจ ความรู้จักมีมากขึ้น แต่ถ้าอยู่ข้างนอก ใครเป็นใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้ ไม่เข้าใจกัน เขาไม่รู้เรา เราก็ไม่รู้เขา ที่สำคัญคนไม่ดีก็ไม่กล้าเข้ามา ถ้าทหารอยู่ที่นี่ เวลาชาวบ้านมีอะไรก็สามารถช่วยเหลือได้ทันที ไม่ต้องรอเป็นชั่วโมงเช่นทุกวันนี้

         อย่างตอนนี้ ทหารที่ใกล้สุดคือ ฐานทหารที่บ้านคอลอราแม ห่างจากบ้านทำนพ ประมาณ 2 กิโลเมตร แต่พอมีเหตุการณ์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าทหารจะมาถึง นี่คือเหตุผลที่ชาวบ้านต้องการให้ทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่

          นางมารีเยาะ เปาะโอ๊ะ อายุ 53 ปี ชาวบ้านบาซาลาแป บ้านย้อย บ้านทำนพ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรีดยางอยู่กับลูกสาวคนโต 2 คน เพราะสามีไม่กล้ามากรีดยาง เขาเลี้ยงวัวอยู่ที่ จ.ปัตตานี ตนกับลูกสาวจึงต้องมากรีดยาง ตอนนี้ต้องทิ้งสวนยาง 30 ไร่ของตัวเองมารับจ้างกรีดยาง ที่บ้านด้านล่างในหมู่บ้าน พอมีเงินมาซื้อข้าวปลากินได้บ้างกับลูกสาว จะรอจนกว่าที่นี่สงบ

         "ไม่ใช่กะห์คนเดียวนะที่ไม่กล้ากรีดยางข้างภูเขาบาซาลาแป แต่มีชาวบ้านอีก 200 ครอบครัว ต้องทิ้งบ้านกลับไปอยู่ที่ จ.ปัตตานี ส่วนกะห์ก็มาอยู่ในหมู่บ้านด้านล่างเขา"

         ทุกวันนี้ มีชาวบ้านบางคนทนไม่ไหว กลัวก็กลัว แต่ลูกไม่มีข้าวกินต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มขึ้นไปกรีดยางบ้างช่วงกลางวัน บางคนไปแล้วได้ยินเสียงกิ่งไม้ ก็วิ่งลงมาอย่างไม่คิดชีวิต ชาวบ้านกลัวมาก แต่ไม่รู้จะทำยังไง เคยร้องขอกำลังเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการประจำอำเภอยะหา แต่ก็ยังเงียบ นายอำเภอมาในพื้นที่ ทุกคนก็อุ่นใจ พอนายอำเภอออกไป ความหวาดกลัวก็เกิดขึ้น ไม่ทันมืดทุกคนต้องปิดบ้าน

        "มาที่นี่ช่วงกลางวันก็จะเห็นว่าไม่มีอะไร แต่พอตกเย็น ชาวบ้านจะปิดประตูหน้าต่าง และบางคน มีรูที่เป็นช่องลมของบ้าน ก็จะเอาก้อนหินหรือไม้ปิดหมด เพราะกลัวคนที่อยู่ข้างนอกจะเห็น ผู้หญิงจะอยู่ที่บ้าน ส่วนผู้ชายจะไปนอนกันที่มัสยิด เพราะกลัวไม่กล้าอยู่บ้าน"

        บางคนก็ย้ายลูกออกจากโรงเรียนกลับไปเรียนที่ จ.ปัตตานี เพราะไม่รู้ว่าที่นี่ จะมีความไม่สงบอีกนานแค่ไหน รัฐจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างที่พวกเราร้องขอหรือไม่ ก็ยังไม่เห็นทางออก

        เหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นไม่นานเจ้าหน้าที่สามารถหาตัวคนร้ายได้ เช่น เหตุการณ์บุกโรงพยาบาลก็จับคนร้ายได้เลย รู้ว่าคนร้ายกลุ่มไหน แต่ที่มายิงชาวบ้านเจ้าหน้าที่กลับไม่มีข้อเท็จจริงมาอธิบายได้ว่าเกิดเพราะอะไร ใครทำ แล้วทำไปทำไม ซึ่งถ้ารู้สาเหตุ ก็จะทำให้ความกลัวลดลงบ้าง แต่เมื่อไม่รู้ ก็ทำให้หวาดกลัว ระแวงไปหมด

        แปลกใจอยู่เรื่องหนึ่ง ชาวบ้านมีเป็น 100 ครอบครัว ไม่กล้าขึ้นไปที่บ้านบาซาลาแป แต่ก็มีพรานล่าสัตว์กล้าขึ้นไป บางครั้งลงมาจะค่ำแล้ว ก็แปลกใจ ถามเจ้าหน้าที่เขาก็บอกไม่รู้

          นายสมศักดิ์ ศรีสมบัติ นายกเทศมนตรีตำบลปะแต จ.ยะลา กล่าวว่า ใช่ยอมรับว่าปัญหาชาวบ้านไม่กล้าไปกรีดยางในพื้นที่มีจริง แต่ก็เป็นหมู่เดียวคือ หมู่ 3 บ้านทำนพ บ้านสะปอง บ้านกือซง ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา พื้นที่หมู่ 3 มีประชากร 1,000 คน เป็นคนในพื้นที่ มีทะเบียนราษฎรอยู่ที่นี่ 800 คน เป็นคนจากนอกพื้นที่ทั้งจาก จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส 200 คน

        ชาวบ้านที่นี้ส่วนใหญ่จะขึ้นกรีดยาง ทำสวนผลไม้ที่บ้านบาซาลาแป เป็นหมู่บ้านย่อยๆ ของบ้านทำนพ ที่นี่จะอยู่ห่างจากบ้านทำนพ 6 กิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นป่า สลับด้วยสวนยางและสวนผลไม้ของชาวบ้าน เป็นภูเขามีพื้นที่ 1,000 กว่าไร่ เมื่อที่นี่เกิดปัญหา ชาวบ้านจากบ้านทำนพ บ้านสะปอง และบ้านกือซง ก็ต้องเดือดร้อน ไม่สามารถกรีดยางได้มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

          "ที่ผ่านมา พยายามเข้าไปสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน สร้างความเชื่อมั่น แต่ก็ยังไม่ใช่แนวทางที่แก้ปัญหาจากที่เขาต้องการและทำให้เขาอุ่นใจได้เพียงไม่นาน อย่างวันนี้ ในพื้นที่มีงานรับบัณฑิตน้อย ก็พยายามจัดงานให้ยิ่งใหญ่เพื่อต้องการสร้างความสุขให้กับชาวบ้านอย่างเต็มที่ เขาจะได้ลืมเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นบ้าง"


เมื่อเป็นโจร ก็ต้องอุ้มโจร ถ้าไม่อุ้มโจร ก็ต้องโดน โจรอุ้ม ชะนี้แล




เจาะลึกกับการหายตัวของ นายฟาเดล เสาะหมาน


‘ลมใต้ สายบุรี’
การหายตัวไปของนายฟาเดล เสาะหมาน ได้กลายเป็นข่าวเด่นประเด็นร้อนแรงรับต้นปี 2559 เมื่อองค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กรได้ออกแถลงการณ์ และมีความพยายามยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อประเด็นการหายตัว และชี้ให้เห็นถึงความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องความปลอดภัย
ทีมข่าว “STR NEWSจะมาวิเคราะห์ เจาะลึกถึงสาเหตุการถูกอุ้มและหายตัวไปของนายฟาเดล เสาะหมาน ไล่เรียงข้อมูลเชื่อมโยงว่าเป็นฝีมือของใคร? เจ้าหน้าที่รัฐหรือกลุ่มขบวนการที่ได้กระทำต่อกรณีดังกล่าว
ก่อนอื่นมาดูความเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมสำนักงานประจำจังหวัดปัตตานีได้ออกใบแจ้งข่าว กรณีการถูกอุ้มตัวและบังคับให้สูญหายของนายฟาเดล เสาะหมาน
โดยรายละเอียดของเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559 เวลาประมาณ 11.00 น. ขณะนายฟาเดล ได้ออกจากบ้านพร้อมรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ทะเบียน ก 670 ปัตตานี โดยขณะที่เข้าไปทำภารกิจในโรงเรียนมูฮำมาดียะห์ หมู่ที่ 8  ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ได้มีคนร้ายขับรถยนต์เก๋งสีดำเข้าในโรงเรียน แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในสนามฟุตบอลไปจอดข้างประตูฟุตบอล ทันใดนั้น ได้มีชายฉกรรจ์ 3 คน ลงจากรถและวิ่งไปทางอาคารห้องพักครูซึ่งห่างจากรถที่จอดอยู่ประมาณไม่เกิน 5 เมตร จากนั้นชายฉกรรจ์ 2 คน ได้เข้าล็อกแขนนายฟาเดลคนละข้าง ลากตัวมาที่รถยนต์ซึ่งกำลังจอดอยู่ ขณะที่ชายอีกคนวิ่งมาเปิดประตูรอไว้ก่อนแล้ว โดยมีบุคคลที่อยู่ในโรงเรียนเห็นเหตุการณ์ และเห็นนายฟาเดล ขณะที่ถูกลากตัวได้ขัดขืนโดยการเอามือดันไว้ที่ขอบประตูบนของรถ แต่ได้มีชายอีกคนฝั่งขวามือพยายามยกขาของนายฟาเดล และยัดขาเข้าไปในรถจนรองเท้าตกลงพื้น คนขับรถจึงได้รีบขับรถออกไปจากบริเวณโรงเรียน
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2559 ครอบครัวและญาตินายฟาเดล ได้เข้าร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และญาตินายฟาเดล เดินทางมาร้องเรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเพื่อให้ช่วยติดตามตัว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ออกแถลงการณ์ในสื่อ Wartani 12 ปี ทนายสมชาย ประเทศไทยยังมีคนถูกบังคับให้สูญหายโดยไร้การสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน การบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งการควบคุมตัวลับอย่างต่อเนื่อง โดยได้กล่าวถึงกรณีชายฉกรรจ์ 3 คนจับตัวนายฟาเดล เสาะหมาน เวลาได้ผ่านไป 2 เดือนกว่าแล้วที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องร้องเรียนคนหาย แต่การสืบสวนสอบสวนยังไม่เป็นผล ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม หากแต่สถานการณ์การบุกอุ้มตัวนายฟาเดลที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจในเวลากลางวันในโรงเรียนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องความปลอดภัย
นายฟาเดล เสาะหมาน เป็นใคร? และมีความสำคัญอย่างไรจึงถูกอุ้มตัวหายไป
หากเจาะลึกลงไปยังครอบครัวของ นายฟาเดล เสาะหมาน ซึ่งได้รับคำยืนยันมาจากคนในพื้นที่ได้กล่าวว่าครอบครัวนี้มีความเกี่ยวพันกับกลุ่มขบวนการและเป็นครอบครัว ผกร.โดยกำเนิด บิดาซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร. ทำหน้าที่เคลื่อนไหวในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ อีกทั้งพี่น้องท้องเดียวกันในครอบครัวได้สืบทอดอุดมการณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มขบวนการตามบิดา
นายฟาเดล เสาะหมาน ชื่อเล่น หรือชื่อจัดตั้ง “ฟาดี” ซึ่งในปีนี้อายุครบ 28 ปี เป็นสมาชิก ผกร.เคยถูกฟ้องดำเนินคดีมาก่อนเมื่อปี 2553 ที่ศาลจังหวัดปัตตานี คดีดำที่ 1580/2553 ฐานความผิด ร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครอง ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลคดีศาลพิพากษายกฟ้องในปี 2556 ผลคดีถึงที่สุด
นายฟาเดล เป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็น ผกร.ที่ทำการก่อเหตุในพื้นที่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมและสอดส่องเนื่องจากในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง คาดว่านายฟาเดล คือผู้หนึ่งที่ได้ทำการก่อเหตุ
นายฟาเดล เสาะหมาน ติดต่อเจ้าหน้าที่เข้าร่วม“โครงการพาคนกลับบ้าน”
จุดเปลี่ยนชีวิตของนายฟาเดล เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 พี่สาวและบิดาบุญธรรมได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 21 เพื่อนำ นายฟาเดล เข้ามารายงานตัวแสดงความบริสุทธิ์ เพื่อเข้าร่วม“โครงการพาคนกลับบ้าน”
เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัว นายฟาเดล ตามกฎอัยการศึกฯ และส่งตัวเพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถาม ยังหน่วย ขกท.สน.จชต. ในระหว่างควบคุมตัวอยู่นั้น นายฟาเดล ได้ยอมรับว่าเป็นสมาชิก ผกร. โดยได้ทำการฝึก RKK เมื่อปี 48 ตำแหน่งในกลุ่ม ผกร. ตั้งแต่ปี 48-53 เป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการ ปี 54-ปัจจุบัน เป็นมือประกอบระเบิดที่มีความชำนาญโดยมีการสาธิตการประกอบระเบิดให้เจ้าหน้าที่ดูด้วยความสมัครใจ
ในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัว นายฟาเดลฯ กลับไปใช้ชีวิตยังภูมิลำเนา จนกระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2559 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 21 ได้รับแจ้งจากทางครอบครัว นายฟาเดล เสาะหมาน ว่ามีกลุ่มบุคคลได้เข้ามาจับตัว นายฟาเดลฯ และมีกลุ่มองค์กร ภาคประชาสังคมบางกลุ่มได้นำประเด็นดังกล่าวไปขยายผลว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
วิเคราะห์สาเหตุนายฟาเดล หายตัวไป
 1.การกระทำดังกล่าวเชื่อกันว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่ ในเมื่อนายฟาเดล มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอดและเป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลจำเป็นใดเลยในการอุ้ม นายฟาเดล หายไป
2.การจับตัว นายฟาเดล อาจจะมาจากความเคียดแค้นของกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ เนื่องจาก นายฟาเดล ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากกลุ่มขบวนการกลัว นายฟาเดลแฉข้อมูลสมาชิก ผกร.รายอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่
3.นายฟาเดล มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มขบวนการอยู่ อาจจะถูกบังคับนำตัวไปให้เข้าสู่ฝ่ายขบวนการอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก นายฟาเดลมีความชำนาญในการประกอบระเบิด
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ทั้ง 3 ข้ออาจจะไม่ถูกต้อง อาจจะไม่ตรงใจกับใครหลายคน แต่ในทัศนะผู้เขียนเห็นว่ามีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ก่อให้เกิดประเด็นให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสรุปผลการสืบสวน/สอบสวนเพื่อคลายปมปริศนาของคดีนี้ต่อไป.
————————-

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

เตรียมออกหมายจับ 3 คนร้ายบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง



เตรียมออกหมายจับ 3 คนร้ายบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ตำรวจ-ทหารยังเดินหน้าไล่ล่าตรวจค้นต่อเนื่อง


           ความคืบหน้า เหตุคนร้ายประมาณ 50 คนพร้อมอาวุธปืนครบมือ บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ใช้เป็นที่มั่นโจมตีฐานทหารพราน 4816 เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับ นายอับดุลการี หะแว หรือโต๊ะแว หรือแบตา ซึ่งเป็นราษฎรมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 59 ที่ผ่านมา

          พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผบก.ภ.จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ในจากการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนขยายผล ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรู้ตัวกลุ่มคนร้ายเพิ่มเติม และคาดว่าใน 1 ถึง 2 วันนี้ เจ้าหน้าที่จะรวบรวมหลังฐาน เพื่อขออนุมัติศาล จ.นราธิวาส ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 3 คน แต่ยังไม่สามารถที่จะเปิดเผยรายชื่อได้ในขณะนี้



         ส่วนการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายนั้น เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจชุดสืบสวนจากศูนย์ปฏิบัติการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงใช้กฎอัยการศึกในการจู่โจมตรวจค้นบ้านต้องสงสัยในพื้นที่ ต.บองอ อ.ระแงะ ที่ปลูกสร้างอยู่แนวเชิงเขาของเทือกเขาตะเว ที่เชื่อว่ากลุ่มคนร้ายจะแฝงตัวเคลื่อนไหวไปมาระหว่างเทือกเขากับบ้านของสมาชิกแนวร่วม เพื่อมารับเสบียงอาหาร และเจาะข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่

         ในส่วนของโรงพยาบาลเจาะไอร้อง โดยเฉพาะอาคารกลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการด้านปฐมภูมิ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 อาคาร ซึ่งคนร้ายได้ยึดเป็นที่มั่นที่ได้รับความเสียหาย จากการทุบทำลาย ขณะนี้ยังไม่มีการซ่อมแซม เพียงแต่มีการเก็บกวาด เพื่อเปิดให้บริการประชาชนได้ตามปกติ

วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

Earth Hour Black Out จำเป็นต้องยกเลิก เพราะรสนิยมเด็ก ตามแบบ นะ บี



           ตั้งแต่ 2008 ประเทศสวีเดน ได้มีการดับไฟหนึ่งชั่วโมง [Earth Hour Black Out] เพื่อประหยัดพลังงาน 100% ในชั่วโมงนั้น

        แต่เหตุการณ์ข่มขืนเด็กอายุแค่ 10 ขวบมีถึง 14 รายในเมืองเล็กๆแค่เมืองเดียว ทางตำรวจสุดจะแก้ไขจึงได้ขอความร่วมมือ มิให้เด็กและสตรีออกนอกสถานที่ในเวลามืด และการดับไฟหนึ่งชั่วโมงก็ได้ยกเลิกไปด้วยเพราะปัญหาการข่มขืนเด็ก ของพวกมุสลิมอพยบ


        ทั้งประเทศสวีเดนอยู่ในความทุกข์ ในความก้าวร้าว และความถ่อยของมุสลิมยพยบเหล่านี้

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปิดล้อมพื้นที่ภูเขาในเขตรอยต่อ 4 อำเภอ





       ทหารยังคงปิดล้อมพื้นที่ภูเขาในเขตรอยต่อ 4 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง

            วันนี้ (20 มี.ค.2559) ทหารพรานนำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เทือกเขาตะเวใน เขตรอยต่อ 4 อำเภอของ จ.นราธิวาส คือ อ.เจาะไอร้อง, อ.ระแงะ, อ.จะแนะ และ อ.สุคิริน อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ปูพรมตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยหลายจุด เบื้องต้นสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน ผู้ต้องสงสัยยอมรับว่า เคยถูกชักชวนเข้าร่วมรับฟังการบิดเบือนประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี แต่ได้ปฏิเสธการเข้าร่วมก่อเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมดไปสอบสวนขยายผล ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่่เกิดขึ้นหรือไม่


         ขณะที่การตรวจสอบปลอกกระสุนปืนกว่า 1,800 ปลอก ซึ่งเก็บได้ภายในโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ของเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จ.ยะลา พบว่า ปลอกกระสุนที่ผู้ก่อเหตุใช้ยิงเข้าใส่ฐานทหารพรานนั้น มาจากอาวุธปืนสงครามชนิดต่างๆถึง 8 ชนิด ทั้ง M16 และอาก้า และจากการตรวจสอบความเชื่อมโยงการใช้อาวุธปืนพบว่า เคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.นราธิวาส มาแล้วถึง 25 คดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมาแล้วหลายราย



        หนึ่งในคดีสำคัญคือเหตุการณ์บุกยิงนายบุญเลิศ จินดาธนะนันท์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทร เสียชีวิต ภายในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทร อ.สุคิริน เมื่อเดือนธ.8.ปีที่ผ่านมา (2558)

         ส่วนที่ จ.ปัตตานี นายสนนึก พรหมเขียว นายอำเภอเมือง เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อระดมความคิดเห็นในการรักษาความปลอดภัย พื้นที่ตัวเมืองปัตตานี หลังได้รับรายงานฝ่ายตรงข้ามได้นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ประกอบระเบิดแล้ว เตรียมเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ซึ่งฝ่ายความมั่นคงได้ปรับแผน โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาช่วยเสริม ดูแลความปลอดภัยร่วมกับทหาร โดยให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มและเน้นการตรวจเส้นทางในหมู่บ้าน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ก่อเหตุมักใช้ถนนในหมู่บ้านเป็นเส้นทางเข้ามาก่อเหตุในตัวเมือง

พอโดนจับ รู้ว่าถูกหลอก ทุกรายหรับโจรขุดรูฟาตอนี



         ชายหนุ่มที่หลงผิดรายนี้ หลังก่อเหตุและถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมไว้ เปิดเผยกับทีมข่าว 7 สีว่า ถูกชักชวนให้เข้าเป็นแนวร่วมอาร์เคเค โดยผ่านการฝึกอาวุธและยุทธวิธี โดยใช้เทือกเขาตะเว จังหวัดนราธิวาส เป็นสถานที่ฝึกนาน 3 เดือน ก่อนเริ่มก่อเหตุในพื้นที่ แต่เมื่อถูกจับกุม ครอบครัวกลับไม่ได้รับการดูแลจากกลุ่มอาร์เคเค ตามที่รับปากไว้ จึงรู้ว่า ถูกหลอก

         ขณะที่กำลังทหารพรานยังคงปิดล้อมตรวจค้นบ้านกลุ่มแนวร่วม และผู้ต้องสงสัย บริเวณเชิงเขาตะเว ในอำเภอระแงะ โดยพบบ้านหลังหนึ่งของแนวร่วม พบพื้นบ้านยกพื้น และสามารถเปิดลงไปยังห้องใต้พื้น มีช่องมอง ไว้สำหรับเฝ้าระวัง และป้องกันตัวหากถูกปิดล้อม

       ขณะที่ภรรยาของแนวร่วมคนหนึ่ง เรียกร้องให้สามีกลับบ้าน โดยเชื่อมั่นว่า ทางการจะให้การดูแลสามีที่กลับใจ

      ทางด้านชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้รวมตัวกันแสดงพลัง นำโดยผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ เพื่อแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านความรุนแรง พร้อมกับสวดดูอา ขอให้ความสงบสุขกลับคืนมาโดยเร็ว

เพจโจรใต้ดิ้นพลาด ๆ เมื่อความจริงปรากฏ



เปิดโปงความจริงกรณี คนร้ายบุก รพ.เจาะไอร้อง เป็นกลุ่ม ผกร. ที่ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม
Posted on มีนาคม 21, 2016 by admin


‘ซอเลาะห์ บินคอลีฟ’

          กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้แถลงข่าวเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา กรณีกลุ่มคนร้ายบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง แล้วใช้อาคารกับบ้านพักเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเป็นจุดสูงข่มและที่กำบังเพื่อระดมยิงถล่มฐานปฏิบัติการของกองร้อยทหารพรานที่ 4816 ข้างๆ โรงพยาบาล

        จากเหตุการณ์ดังกล่าวหน่วยงานความมั่นคงได้เปิดยุทธการเขาตะเว เพื่อติดตามไล่ล่ากลุ่มผู้ก่อเหตุ โดยมีการสนธิกำลังทหาร, ตำรวจ และฝ่ายพลเรือน ในการบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกัน อีกทั้งเปิดช่องทางการแจ้งเบาะแสข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ และหลักฐานสำคัญภาพจากกล้องวงจรปิดของกลุ่มคนร้ายที่ลงมือปฏิบัติการคล้ายๆ ไม่สนใจว่าจะถูกบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด ก็เพื่อต้องการให้มีการเผยแพร่ภาพออกไป หวังสร้างความหวาดกลัวในหมู่คนพื้น รวมถึงผลการตรวจ DNA จากเลือดในที่เกิดเหตุ จนกระทั่งในที่สุดสามารถยืนยันสืบทราบถึงตัวผู้ก่อเหตุ นำมาซึ่งในการออกหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส


        จากผลจากการตรวจพิสูจน์ DNA รอยเลือดในที่เกิดเหตุบริเวณโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) ผลการตรวจสามารถระบุตัวบุคคลซึ่งตรงกับ DNA ของนายอับดุลการี หะแว หรือโต๊ะแว หรือแบตา ซึ่งเป็นราษฎร ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติศาลจังหวัดนราธิวาส ออกหมายจับในข้อหา ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามหมายจับที่ 161/2559 ลง 20 มีนาคม 2559

        จากพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าว ร่วมก่อเหตุและเป็นผู้ที่มีหมายจับในคดีอื่นๆ อีกหลายคดี รวมทั้งเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ


          ส่วนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้มีบุคคลบางกลุ่มได้บิดเบือนความจริงมีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับอาวุธปืนกล M 60 ที่ใช้ก่อเหตุกล่าวหาว่า“รัฐสร้างสถานการณ์เอง” “รัฐเลี้ยงไข้” เนื่องจากต้องการงบประมาณ และมีการตั้งคำถามเหตุใดกลุ่มคนร้ายถึง (โง่) ไปยึดโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่จะต้องถูกโจมตีจากหลายฝ่าย เพราะโรงพยาบาลสมควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย

        จากการพิสูจน์หลักฐานของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ได้นำเอาปลอกกระสุน จำนวน 1,825 ปลอกที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุมาตรวจสอบพบว่า ถูกยิงออกมาจากอาวุธปืน 8 ชนิด จำนวน 52 กระบอก และยังพบว่ามีความเชื่อมโยงคดีสำคัญ จำนวน 25 คดี

  • 1.ปลอกกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 1,575 ปลอก ยิงมาจากอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 38 กระบอก มี 6 กระบอกเคยก่อคดีอื่นมา, ยิงจากอาวุธปืน เอชเค 33 จำนวน 4 กระบอก มี 1 กระบอกที่มีประวัติเชื่อมโยงคดีเก่า, ปืนกล มินิมิ 2 กระบอก และปืนอาก้าอีก 1 กระบอก ทั้งหมดเป็นปืนที่เคยก่อคดีอื่นมาก่อน
  • 2.ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. RUSSIAN จำนวน 31 ปลอก ยิงมาจากปืนอาก้า 3 กระบอก มี 1 กระบอกที่เคยก่อคดีอื่นมาก่อน
  • 3.ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. NATO จำนวน 200 ปลอก ยิงมาจากอาวุธปืนเอ็ม 60 จำนวน 1 กระบอก มีประวัติเคยก่อคดีอื่นมาก่อน
  • 4.ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 17 ปลอก ยิงมาจากอาวุธปืนกลมืออูซี่ จำนวน 2 กระบอก มีประวัติเคยก่อเหตุรุนแรง 1 กระบอก
  • 5.ปลอกกระสุนระเบิดขนาด 40 มม. จำนวน 2 ปลอก ยิงมาจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. หรือเอ็ม 79 จำนวน 1 กระบอก มีประวัติเคยก่อเหตุรุนแรงเช่นกัน 
และที่สำคัญคืออาวุธปืนกล M 60 ที่มีการตั้งแง่จากกลุ่มบุคคลปลุกระดมในเครือข่ายสังคมออนไลน์ จากผลการตรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่าได้ใช้ก่อเหตุมาแล้ว จำนวน 7 เหตุการณ์
  • คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 19 เม.ย.54 ยิงจุดตรวจไพรวัน ม.6 ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 12 เม.ย.56 ยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ทพ.ที่ 4516 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.56 คนร้ายซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จ.นราธิวาส ขณะขับขี่รถยนต์จำนวน 4 คัน กลับจากตรวจสอบเหตุระเบิด ต. รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส บริเวณ เขาน้ำพรุเสด็จ บ้านบลูกาสนอ ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส และเกิดการปะทะ เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
  • คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 ยิงกระสุนระเบิดขนาด 40 มม. ใส่ฐานปฏิบัติการ ฐานปฏิบัติการลาลู ม.8 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ และซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณ แยกบ้านบาโงบือราแง ม.7 ตำบล ตันหยงลิมอ และบนถนนบ้านตาโละ-ป่าไผ่ ม.2 ต. ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.57 เหตุซุ่มโจมตี จนท.ร้อย.ทพ.4816 ขณะออก ลว.ด้วยการเดินเท้า พื้นที่บ้านเจาะเกาะ ม.1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนท.ทพ.ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย
  • คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 9 ต.ค.58 คนร้ายไม่ทราบจานวน ยิงฐานปฏิบัติการ ทพ.4606 บ้านน้ำหอม ม.7 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 7 เมื่อ 13 มี.ค.59 เหตุคนร้าย ยิงฐานปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ หน้าสถานีรถไฟเจาะไอร้อง, โจมตีฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4816 จำนวน 200 ปลอก


         จากผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานของ ศพฐ.10 ดังกล่าวข้างต้น สามารถตอบโจทย์และยืนยันต่อสังคมได้ว่าการบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้องแล้วทำการก่อเหตุนั้น ไม่ใช่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่เพื่อการเรียกงบ ตามที่มีการเคลื่อนไหวบิดเบือนข้อมูลของบุคคลบางกลุ่ม และสื่อบางสำนักที่ชี้นำทางความคิดบิดเบือน สร้างข้อสงสัยให้กับประชาชน

       จากผลหลักฐานดังกล่าวชี้ชัด เป็นการกระทำของ ผกร. และ นายกามาลุดดีน ฮานาฟี แกนนำกลุ่ม BIPP ในฐานะสมาชิก MARA PATANI ถึงกับออกมากล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้โรงพยาบาลเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่ โดยยอมรับว่า “การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม” และไม่เพียงผิดหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ยังผิดหลักการสู้รบของศาสนาอิสลามด้วย


          ในขณะเดียวกัน นายกามาลุดดีน ฮานาฟี ยังกล่าวว่าถึงแม้เรามีความพยายามอย่างยิ่งเพื่อได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ยิ่งห่างไกลการสนับสนุนดังกล่าว ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่นักต่อสู้ปาตานีทุกกลุ่มต้องหันมาทบทวนการต่อสู้ของตัวเอง

         นั่นคือความจริงจังหวัดชายแดนใต้ ณ วันนี้หน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องจัดฉากเพื่อดึงงบประมาณลงพื้นที่ ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงยืนยันว่า กอ.รมน.ไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ และตลอดมาทุกปี ตัวเลขงบประมาณดับไฟใต้ก็สูงขึ้นมาโดยตลอด ประกอบกับรัฐบาลที่มีอำนาจในวันนี้คือ “รัฐบาลทหาร” จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์เพื่อรอรับงบประมาณ เพราะสามารถจัดงบประมาณในภารกิจ “ฟื้นฟูและพัฒนา” ได้อยู่แล้ว ท่ามกลางกระแสที่ทุกฝ่ายต้องการสันติสุข และสนับสนุนการพูดคุยแทนการใช้ความรุนแรง.

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

ผลตรวจปลอกกระสุนปืนกลุ่มคนร้ายบุก รพ.เจาะไอร้องกราดยิงทหารพรานพบความเชื่อมโยงคดีสำคัญหลายคดี





         จากการตรวจปลอกกระสุนของ ศพฐ.10 จำนวน 1,825 ปลอก ที่คนร้ายใช้ยิงทหารพรานในโรงพยาบาลเจาะไอร้อง พบใช้ยิงมาจากอาวุธปืน 8 ชนิดด้วยกัน พบความเชื่อมโยงคดีสำคัญตั้งแต่ปี 54 ถึงปัจจุบัน 25 คดี หนึ่งในคดีสำคัญเหตุคนร้ายบุกยิงนายบุญเลิศ จินดาธนะนันท์ ซึ่งเป็นปลัด อบต.ร่มไทร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุภายในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทร วัตถุพยานในสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นปลอกกระสุน 1,825 ปลอก กระสุนปืน 35 นัด และสายส่งกระสุนปืน 212 อัน นำส่งพิสูจน์หลักฐานหาความเชื่อมโยงของคดี




ล่าสุดผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืน ปรากฏออกมาว่ากลุ่มคนร้ายได้ทำการยิงมาจากอาวุธปืน 8 ชนิดด้วยกันคือ ยิงมาจากอาวุธปืน M.16, HK.33, MINIMI, AK.102, AK.47, M.60, UZI (9 มม.) และอาวุธปืนขนาด 40 มม. และตรวจตรวจพบความเชื่อมโยงคดีที่คนร้ายเคยก่อเหตุในพื้นที่ จ.นราธิวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ถึงปัจจุบัน จำนวน 25 คดี ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหลายราย โดยแยกแยะการก่อเหตุตามรายปีดังนี้

ปี 2554 คนร้ายก่อคดี จำนวน 6 คดี

  • คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 31 ก.ค.54 ยิงจุดตรวจมะนังตายอ ม.1 ต.มะนังตายอ อ.เมือง จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 24 ก.ค.54 ยิง ศาลาที่พักริมทางและที่พัก ชรบ.ประจาหมู่บ้าน (บาดเจ็บ 3 คน) บนถนนสายบ้านเจาะไอร้อง – บ้านป่าไผ่ ม.1 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 31 ก.ค.54 ยิงจุดตรวจมะนังตายอ ม.1 ต.มะนังตายอ อ.เมือง จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 19 เม.ย.54 ยิงจุดตรวจไพรวัน ม.6 ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 27 ส.ค.54 ยิง เจ้าของร้านหนึ่งเดียวคาราโอเกะพร้อมพวก ([บาดเจ็บ 5คน), ร้านหนึ่งเดียวคาราโอเกะ ถ. สายสุคิริน– แว้ง ม.6 ต.มาโมง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.54 ยิงฐานปฏิบัติทหาร หมวดปืนเล็กกลที่ 3 ร้อย ร.1231 ฉก.นราธิวาส 35 (ฐานบ้านน้าใส) (เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 1 นาย) , ถนนสายสุคิริน-ดุซงญอม.3 ต.เกียร์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส

ปี 2555 คนร้ายก่อคดี จำนวน 2 คดี

  • คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 28 ส.ค.55 ยิงขบวนรถไฟสายสุราษฏร์ธานี-สุไหงโก-ลก เป็นให้ จนท.อส.เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย เส้นทางรถไฟระหว่างสถานีรถไฟบูกิต-สถานีรถไฟไอสะเตียม.3 ,ม.4 ต.บูกิตอ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ต.ค.55 ยิง อส.ทพ.ชนากร กันซ๋อง และ อส.ทพ.ปิยราช ร่มพฤษ์(สังกัด ร้อย ทพ.4504 และ ร้อย ทพ.4511 – เสียชีวิตทั้ง 2 นาย) , บนถนนสายบ้านมะแกง – ไอปาเซ ม.1 ต.บองอ อ.ระแงะ จว.นราธิวาส

ปี 2556 คนร้ายก่อคดี จำนวน 6 คดี

  • คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 31 ม.ค.56 คดีคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ทหารชุด รปภ. ครู บาดเจ็บ 4 นาย บริเวณเส้นทางถนนสาย อ.ศรีสาคร –อ.บันนังสตาม.1ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มี.ค.56 ยิงจุดตรวจเฉลิมชัย (บาดเจ็บ 1 นาย) ม.1 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 12 เม.ย.56 ยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ทพ.ที่ 4516 ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.56 คนร้ายซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด(EOD) EOD) EOD) EOD) จ.นราธิวาส ขณะขับขี่รถยนต์จานวน 4 คัน กลับจากตรวจสอบเหตุระเบิด ต. รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส บริเวณเขาน้าพรุเสด็จ บ้านบลูกาสนอต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส และเกิดการประทะ เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
  • คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 ยิงกระสุนระเบิดขนาด 40 มม. ใส่ฐานปฏิบัติการ ฐานปฏิบัติการลาลูม.8 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ และซุ่มโจมตี เจ้าหน้าที่ทหารบริเวณ แยกบ้านบาโงบือราแง ม.7 ตาบล ตันหยงลิมอ และบนถนนบ้านตาโละ-ป่าไผ่ ม.2 ต. ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 22 ต.ค.56 คนร้าย 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์จานวน 2 คัน ยิงนายมะพูซี แมหะ (เสียชีวิต) และนายอับดุลเล๊ะกือเด็ง,นายอารี หะยีอารี (บาดเจ็บ) บ้านเลขที่203/3 ม.2 ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ปี 2557 คนร้ายก่อคดี จำนวน 2 คดี

  • คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.57 เหตุซุ่มโจมตี จนท.ร้อย ทพ.4816 ขณะออก ลว.ด้วยการเดินเท้า พื้นที่ บ้านเจาะเกาะ ม.1 ต.บูกิตอ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนท.ทพ.ได้รับบาดเจ็บ จานวน 2 นาย
  • คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.57 ยิง จนท.ทหารพราน ร้อย ร.4903(เสียชีวิต 2นาย บาดเจ็บ 5นาย) บนถนนสายศรีสาคร-กาหลง ม.5 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

ปี 2558 คนร้ายก่อคดี จำนวน 8 คดี


  • คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.58 เหตุคนร้ายยิงนายบุญเลิศ จินดาธนะนันท์(ปลัด อบต.ร่มไทร) เสียชีวิต ที่ทาการองค์การบริหาร ส่วนตำบลร่มไทร ม.4 ต.ร่มไทร อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ขณะ พ.ต.อ.สมชาย พนมอุปการ ผกก.สภ.สุคิรินพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุคิรินร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุเมื่อมาถึงบ้านน้าใน ม.3 ต.เกียร์ อ.สุคิรินคนร้ายจุดชนวนระเบิด แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และคนร้ายจุดชนวนระเบิดและยิงใส่ เจ้าหน้าที่ชุด EOD ที่บ้านลูโบะลาเซาะ ม.1 ต.ร่มไทร อ.สุคิริน จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พ.ค.58 คดีซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ร.1102 กรม ทพ.11 เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 3 นาย บนถนนสายสุคิริน-ดุซงยอ บ้านลูโบ๊ะลาเซาะ ม.1 ต.ร่มไทร อ.สุคิรินจ.นราธิวาส
  • คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 13 เม.ย.58 คนร้ายยิง จนท.ทหารพราน อส.ทพ.สุกรี หนูแสน พร้อมพวกรวม 3 คน ที่บ้านไอร์บาลอม.6 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 9 ต.ค.58 คนร้ายไม่ทราบจานวน ยิงฐานปฏิบัติการ ทพ.4606 บ้านน้าหอม ม.7 ต.ดุซงยอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.58 ยิงเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะตั้งจุดตรวจ, จุดตรวจทหารสวนมะพร้าว บ้านตันหยงมะลิ บนถนนสายสุไหงโก-ลก – แว้ง ต./อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.58 ลอบซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.4102 ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย บริเวณบนถนนบ้านยากาบองอม. 3 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 10 ส.ค.58 ยิง นายโชคดี วรรณโร (เสียชีวิต) นายวันชัย วรรณโร และนายสมพร วรรณโร (ทั้ง 2 คนได้รับบาดเจ็บ) ขณะเดินทางกลับจากการไปหาของป่า และคนร้ายเสียชีวิต 1 คน คือนายอะฮามัด ฮะซา เหตุเกิดบนถนนบ้าน ไอร์กูเล็ง ม.3 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
  • คดีที่ 8 เมื่อวันที่ 26 พ.ย.58 ยิง นายนิจิ นิเย๊ะ(ผู้ใหญ่บ้าน) ไม่ถูกและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะกาลังยืนอยู่บริเวณถนนสามแยกบ้านยานิง ม.2 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส

ปี 2559 คนร้ายก่อคดี จำนวน 1 คดี

        เมื่อวันที่ 13 ก.พ.59 ยิงนายมูฮาหมัดซาการียา อูมา (ได้รับบาดเจ็บ) ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ กลับจากเรียนภาษาที่สุเหร่าภายในหมู่บ้าน เหตุเกิดบนถนนภายในหมู่บ้านกูแบปูยู-บ้านชอมอง ม.8 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส

         และล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 กลุ่มคนร้ายได้ทำการก่อเหตุยิงฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ. หน้าสถานีรถไฟ, ยิงฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4816 เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 7 นาย และทำการลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน 48 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

กอ.รมน. ชี้ถอนทหารจากเป้าอ่อนแอ ชายแดนใต้ จะยิ่งเปิดโอกาสให้เป้าเหล่านั้นถูกโจมตีง่ายขึ้น


กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุมีสื่อออนไลน์พยายามบิดเบือนเหตุ ร.พ.เจาะไอร้อง ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์โดย จนท. ระบุเป้าอ่อนแอ ถูกโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง เผยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีพฤติกรรมสุดโต่ง เผด็จการและก่อการร้าย มุ่งเป้าอ่อนแอ การถอนทหารออกจากเป้าเหล่านั้นจะยิ่งเปิดโอกาสถูกโจมตี
18 มี.ค. 2559 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุการณ์กลุ่มโจรได้บุกเข้ายึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และใช้เป็นสถานที่โจมตีฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4816 เหตุเกิดเมื่อ 13 มี.ค. 2559 และภายหลังเหตุการณ์ ทุกภาคส่วนได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่ป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรม ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
อย่างไรก็ตามต่อกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว กลับมีบุคคลบางกลุ่มและนักวิชาการบางคน ได้แสดงความคิดเห็นในทางตรงกันข้าม โดยเรียกร้องให้มีการทบทวนการตั้งฐานปฏิบัติการให้ห่างไกลจากสถานที่ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียน เป็นต้นนอกจากนี้ ยังพบว่า มีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการสร้างสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอเรียนชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ ดังนี้ 1. สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 12 ปีที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้มุ่งกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนผู้บริสุทธ์ ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ดังที่ปรากฎให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเช่น การทำร้ายเจ้าหน้าที่อนามัยเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี การลอบวางระเบิดลานจอดรถยนต์ภายในโรงพยาบาลโคกโพธิ์ โรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี การลอบวางเพลิงโรงเรียน และสถานีอนามัย พร้อมกันหลายแห่ง การทำร้ายบุคลากรทางการศึกษา พระ และพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง
2. เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่หลักในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดไม่ใช่มาทำสงคราม สำหรับการตั้งฐานปฏิบัติการได้คำนึงถึงความเหมาะสมและปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์กรต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยพิจารณาที่สำคัญคือ จะต้องสามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน สถานที่ราชการและรัฐวิสาหกิจได้ เพราะเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่งมีพฤติกรรมสุดโต่ง เผด็จการและก่อการร้าย ดังนั้นการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการถอนกำลังทหารออกนอกพื้นที่ หรือให้ตั้งฐานปฏิบัติการห่างไกลจากเป้าหมายอ่อนแอ จะเป็นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงสร้างสถานการณ์ต่อเป้าหมายดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น
รวมทั้ง 3. สำหรับอาวุธปืนกลเบา เอ็ม 60 ที่ใช้ในการก่อเหตุ คนร้ายได้ปล้นไปจากกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อ 4 ม.ค. 2547 จำนวน 2 กระบอก และปล้นแย่งชิงไปจากเจ้าหน้าที่เมื่อ 14 ม.ค. 2551 จำนวน1 กระบอก โดยในห้วงที่ผ่านมากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ใช้ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดังนั้นการเคลื่อนไหวหรือแสดงออกทางความคิด ถึงแม้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ไม่มีเจตนาบิดเบือน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงควรเคลื่อนไหวหรือเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการยุติการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ยุติการปลุกระดมบ่มเพาะ ยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริง ให้เกิดความหวาดระแวงและความเกลียดชัง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสงสัยว่าเป็นการเคลื่อนไหวด้วยความหวังดีหรือมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงซึ่งเป็นการทำลายบรรยากาศการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกื้อกูลและหนุนเสริมกระบวนการพูดคุย เพื่อสันติสุขที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน 

เหี้ยตัวจริง ออกโรงแล้วครัฟ


ส.ส.ฝ่ายค้านมาเลเซียอภิปรายในสภากรณีศาลตัดสินยึดที่ดินปอเนาะญีฮาด

          พรรคอิสลามมาเลเซียหรือพรรค PAS ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีฐานเสียงในรัฐกลันตัน อภิปรายในสภากรณีคำตัดสินของศาลไทยที่มีผลยึดที่ดินโรงเรียนปอเนาะญีฮาด ที่ จ.ปัตตานี โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลมาเลเซียได้เสนอความช่วยเหลือเพื่อสร้างสันติภาพตามความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่
18 มี.ค. 2559 YouTube บัญชีของพรรคอิสลามมาเลเซีย หรือพรรค PAS ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านของมาเลเซีย ซึ่งอยู่นอกกลุ่มฝ่ายค้านหลักอย่าง Pakatan Harapan หรือภาคีแห่งความหวัง ได้เผยแพร่คลิปการอภิปรายในรัฐสภาของ Ahmad Marzuk Shaary ส.ส. พรรค PAS เขตบาจก รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอภิปรายเมื่อ 16 มีนาคม เรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียให้ความสนใจต่อกรณีคำพิพากษาศาลแพ่งของไทยที่มีผลยึดที่ดินของโรงเรียนปอเนาะญีฮาด หรือโรงเรียนญีฮาดวิทยา หมู่ 4 บ้านท่าด่าน ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โดยช่วงที่อภิปรายถึงกรณีดังกล่าว Insouthvoice ได้ตัดวิดีโอเพื่อนำเสนอในเพจด้วย
ตอนหนึ่ง Ahmad อภิปรายถึงความสำคัญของการศึกษาของโรงเรียนปอเนาะในปาตานีซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับรัฐตอนเหนือของมาเลเซียและภูมิภาคที่ใช้ภาษามลายูว่า "ผมขอเปิดประเด็นเรื่องความเป็นมาของความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกลันตันจนถึงปัจจุบันนี้ อุลามะในกลันตันได้เรียนรู้จากจากบรรดาโต๊ะครูจากปาตานี ดังเช่น โต๊ะกือนาลี โต๊ะยะห์โฮ โต๊ะบาเจาะเป็นตัวอย่างของปัญญาชนอิสลามกลันตันที่ได้เรียนรู้ที่ปาตานี ผลงานของอุลามะปาตานีไม่ใช่แค่เป็นคุณประโยชน์แก่กลันตันเท่านั้น แต่ทั้งภูมิภาคนูซันตารา (โลกมลายู) ด้วย"
"อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองการกระทำของรัฐบาลไทยต่อสังคมมลายูอิสลาม ปรากฏว่า สิทธิมนุษยชนและสิทธิในการศึกษาถูกปฏิเสธโดยฝ่ายรัฐ มีทั้ง โรงเรีนปอเนาะถูกกดดัน ถูกปิด ถูกปิดล้อม และถูกยิงด้วยกระสุน และมีครูปอเนาะหลายคนที่ถูกฆ่าเป็นจำนวนมาก ล่าสุด การยึดทรัพย์และที่ดินของปอเนาะญีฮาด ที่ยะหริ่ง ปัตตานี โดยรัฐไทย เป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียด และจะมีการจัดงานเพื่อแสดงถึงการสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือปอเนาะญีฮาด ในวันที่ 19 มีนาคมนี้" ส.ส. จากรัฐกลันตันกล่าว
"กรณีการยึดปอเนาะญีฮาดเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่รัฐบาลยึดที่ดินของโรงเรียนปอเนาะในภาคใต้ของประเทศไทย กรณีนี้ ได้รับความสนใจจาก บรรดาโรงเรียนปอเนาะ และวงการอิสลามศึกษาจากทั่วโลกด้วย ซึ่งได้เริ่มการเยี่ยมที่ปอเนาะญีฮาดที่ อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี เพื่อแสดงการสนับสนุนและความสามัคคี รวมถึงนักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนและนักข่าวจากสำนักข่าวอัลจาซีรา ไม่ทราบว่า รัฐบาล (มาเลเซีย) ตระหนักถึงประเด็นนี้หรือไม่ คำถามของข้าพเจ้าก็คือ มาเลเซียได้เสนอความช่วยเหลือเพื่อสร้างสันติภาพตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่หรือไม่" Ahmad กล่าวตอนหนึ่ง

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

แขก ต้ม ......ต้ม....แขก .....




           ชาวสงขลาน้ำตาตกถูกผู้นำศาสนาฉ้อฉล รวมตัว แจ้งจับผู้บริหาร "กองทุนอัสลาม" ชวนลงทุนสูญเงินกว่า 40 ล้าน อ้างขาดทุนไม่จ่ายเงิน เผยมีผู้เสียหายจำนวนมากเสียหายรวมกว่า 150 ล้านบาท


          วันนี้ (14 มีนาคม )ตัวแทนชาวบ้านจากตำบลหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา กว่า 20 คน เดินทางมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.สิงหนคร กรณีถูกผู้บริหารกองทุนออมทรัพย์อัส-สลามฉ้อโกงเงินไปจำนวนมหาศาล ภายหลังจากส่งนายหน้าเข้ามาเชิญชวนชาวบ้านนำเงินไปร่วมลงทุนทำฟาร์มวัว ค้าอินทผลัม ค้ากาแฟ โดยจะได้ค่าตอบแทนเป็นผลกำไรจากการลงทุน ในทุก 3 เดือน ชาวบ้านหลงเชื่อเนื่องจากผู้มาที่เชิญชวนให้คำแนะนำนั้น เป็นผู้นำศาสนา และเป็นผู้ที่ชาวบ้านเชื่อถือ

         ชาวบ้าน ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านได้นำเงินร่วมลงทุน ตั้งแต่ 5,000 บาท ไปจนถึง 4 ล้านบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงขณะนี้ได้ค่าตอบแทนเพียงครั้งเดียว และเมื่อชาวบ้านจะถอนเงินคืน ทางกองทุนกลับบอกว่าไม่มีเงินเพราะขาดทุน จึงได้เข้าแจ้งความและประสานไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือ

         นางนริสา หวังอารี ผู้เสียหายรายหนึ่ง บอกว่า ลงทุนไป 1 แสนบาท ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนเลย ขณะที่บางครอบครัวลงทุนรวมกันหลายล้านบาท "เฉพาะชาวบ้านในตำบลหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา มีผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 100 คน มูลค่าเงินลงทุนสูงกว่า 40 ล้านบาท" นางนริสา กล่าว และว่า ที่มาแจ้งความเพราะต้องการให้มีการดำเนินคดีกับประธานกองทุน ผู้บริหารกองทุน นายหน้าและผู้แนะนำ ที่มีอยู่ประมาณ 10 คน พร้อมขอให้มีการยึดทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาคืนกับให้กับผู้เสียหาย นอกจากตำบลหัวเขาแล้วยังมีผู้เสียหายอีกในหลายอำเภอ คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากผู้ชักนำจะเป็นผู้นำศาสนา ที่น่าเชื่อถือ และเป็นเงินลงทุนที่ได้รับผลกำไร ไม่ใช่ดอกเบี้ย

         มีรายงานแจ้งว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น ชาวบ้านจากหลายอำเภอของจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ได้รับความเสียหายมากถึง 150 ล้านบาท

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

โจรฟาตอนี ส่งเพื่อนโจรฟาตอนี ไปเฝ้าพระเจ้าพร้อมยาเสพติดเพียบ




         คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ทำการก่อเหตุด้วยการใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงราษฎรเสียชีวิตคารถเก๋ง มุมมองของประชาชนทั่วไปอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ที่มีการก่อเหตุร้ายรายวันที่ได้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ  แต่สำหรับเจ้าหน้าที่แล้วการสืบสวนหาความจริงให้ปรากฏเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อจะได้ตอบคำถามของสังคมได้ว่าผู้ที่เสียชีวิตเกิดจากสาเหตุเรื่องส่วนตัวหรือจากการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่ม ผกร. ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งมีการอาศัยสถานการณ์บังหน้าทำการก่อเหตุทั้งๆ ที่มาจากการขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์

         กรณีของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 11.30 น. ได้เกิดเหตุคนร้ายยิงราษฎรเสียชีวิต บริเวณถนนสายศรีสาคร – ระแงะ ม.1 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงเสียชีวิตบนรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน ขจ 9387 สงขลา และในเวลาต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายอะมันติ ดะแซ อายุ 32 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 391/6 ม.1 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ศรีสาคร สืบทราบมาว่า นายอะมันติ ดะแซ ผู้เสียชีวิต เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ อ.รือเสาะ และเชื่อว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน ขจ 9387 สงขลา คันดังกล่าว


         อีกทั้งที่ผ่านมา นายอะมันติ ดะแซ มีพฤติกรรมเป็นสมาชิกแนวร่วม ผกร. เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวตามหมายศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ ฉฉ 274/2549 ลงวันที่ 2 พ.ค.2549 และได้ส่งไปควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติ จากการถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุยิง นายพุฒ และ นางจวน จันทร์นุเคราะห์ สองสามีภรรยา จากการซัดทอดของ นายสมาแอ ปาต๊ะมูบิง ให้การว่า นายอะมันติ ดะแซ น้องชายต่างบิดาเป็นผู้ให้การสนับสนุนสถานที่ในการประชุมวางแผน เก็บซ่อนอาวุธปืน และ รถ จยย.ที่ใช้ในการก่อเหตุลอบยิง นายพุฒและนางจวน จันทร์นุเคราะห์ บนถนนสายไอปาเซ-มะแกง ม.1 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 2 พ.ค.49


         ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 16.00 น. เพื่อพิสูจน์ความจริงและข้อสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอให้ นายฮัมดี ตูแวสุหลง ผู้ครอบครองรถ และนางสาวซาวีตา เง๊าะ ภรรยา นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวเพื่อความบริสุทธิ์ใจของทั้งสองฝ่าย

        การตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำต่อหน้า นายฮัมดี ตูแวสุหลง ผู้ครอบครองรถ และนางสาวซาวีตา เง๊าะ ภรรยา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาและเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดีนำไปกล่าวหาโจมตีหากมีการตรวจค้นเจอสิ่งผิดกฎหมาย


         ผลการตรวจของเจ้าหน้าที่ค้นพบ
  • กระเป๋าผ้าสีแดงขนาดเล็ก ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ลักษณะเป็นเกร็ดใสสีขาวบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวปิดด้วยความร้อน จำนวน 1 ถุง น้ำหนักประมาณ 0.35 กรัม 
  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เม็ดสีส้ม 8 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาว ปิดด้วยความร้อน จำนวน 1 ถุง 
  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เม็ดสีส้ม 3 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาว ปิดด้วยความร้อน จำนวน 1 ถุง 
  • ยาเม็ดไม่ทราบชนิดสีขาว 2 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาว ปิดด้วยความร้อน จำนวน 1 ถุง
  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 10 มัด โดยแต่ละมัดห่อด้วยพลาสติกสีขาว 
       ของกลางทั้งหมดค้นพบบริเวณใต้คอนโซลหน้าด้านซ้าย พร้อมทำการยึด
  • เงินสด จำนวน 65,000 บาท ลักษณะห่อด้วยพลาสติกใสสีขาวของกลางทั้งหมดค้นพบบริเวณใต้คอนโซลหน้าด้านซ้าย 
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดไว้ส่งเจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป


          จากการเสียชีวิตของ นายอะมันติ ดะแซ คาดว่าเกิดจากความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ หรือหักหลังกันเองของกลุ่มขบวนการ ซึ่งผู้เสียชีวิตมีพฤติกรรมเป็นสมาชิกแนวร่วม ผกร. เคยมีส่วนร่วมในการก่อเหตุลอบยิง นายพุฒและนางจวน จันทร์นุเคราะห์ เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส จนกระทั่งมาจบชีวิตคารถเก๋งพร้อมยาเสพติดของกลางจำนวนมาก

          ก่อนหน้านี้ นายสมาแอ ปาต๊ะมูบิง พี่ชายต่างมารดา นายอะมันติ ดะแซ ซึ่งเป็นสมาชิก ผกร.ได้ขับรถแหกด่านตรวจและได้เกิดการปะทะเสียชีวิตเมื่อ วันที่ 6 ม.ค.2558 เวลา 13.00 น. บริเวณบ้านปาแระรูโบ๊ะ ม.9 ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

          ภัยแทรกซ้อนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการอย่างชนิดแยกกันไม่ออกเหมือนเงาตามตัว โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในหมู่เยาวชน เกิดจากใคร? ไม่ใช่กลุ่มบุคคลเหล่านี้หรือที่ทำร้ายลูกหลานของเรา อีกทั้งยังนำเงินทองที่ได้จากการค้ายาเสพติดไปสนับสนุนกลุ่ม ผกร. ในการจัดซื้อหาอาวุธ อุปกรณ์ผลิตระเบิดเพื่อกลับมาทำร้ายผู้บริสุทธิ์.

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

“บีอาร์เอ็น”ยึดปอเนาะญิฮาดซ่องสุมกำลัง..รัฐยึดคืนเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์สนองเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง



โดย  ‘แบดิง โกตาบารู’

         ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่กลุ่มขบวนการ BRN ได้ใช้ปอเนาะญิฮาดในการผลิต RKK ซึ่งคงมีไม่ต่ำกว่า500 คน ที่เคยผ่านการฝึกคอมมานโด ณ ปอเนาะแห่งนี้ หากลองคิดคำนวณเล่นๆ สมาชิก RKK 1 ราย ทำการก่อเหตุคนละ 10 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ 1 คน เพราะฉะนั้นยอดจากการกระทำความชั่วของคนเลวกลุ่มนี้มีไม่น้อยกว่า 5,000 คน


          ในเมื่อกลุ่มขบวนการ“บีอาร์เอ็น” ได้ใช้ปอเนาะญิฮาดในการฝึกคอมมานโด อีกทั้งใช้เป็นสถานที่ส่องสุมกำลัง เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยต่อลูกหลานที่ศึกษาในปอเนาะแห่งนี้มีความสุ่มเสี่ยงถูกชักจูงให้เข้าร่วมกับขบวนการ จากหลักฐานต่างๆ ศาลได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วปอเนาะญีฮาด มีความเชื่อมโยงกับขบวนการ “บีอาร์เอ็น” จริง  ศาลได้มีคำพิพากษาให้ยึดที่ดินปอเนาะญิฮาดตกเป็นของแผ่นดิน เท่ากับว่ารัฐได้ยึดคืนปอเนาะแห่งนี้คืนจากขบวนการ “บีอาร์เอ็น” ให้กับประชาชนในการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ร่วมกัน ตามเจตนารมณ์ของ บาบอเฮง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งปอเนาะ


           จากคำตัดสินของศาลเป็นเพียงคดีแพ่ง นายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่ปอเนาะญิฮาด นายอิสมะแอ มะเซ็ง ครูฝึก RKK พร้อมพวก ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา “อั้งยี่และซ่องโจร” ยังจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย


          จากการกระทำของ นายดูนเลาะ แวมะนอ ที่ใช้ปอเนาะญิฮาดในการฝึกคอมมานโด RKK ส่งผลให้“ครอบครัวแวมะนอ”ต้องได้รับความเดือดร้อนจากศาลสั่งยึดที่ดิน บรรดาลูกๆ และญาติพี่น้องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ประเด็นการต่อสู้ในชั้นศาลที่มีการกล่าวว่าที่ดินปอเนาะญิฮาดไม่ใช่ของ นายดูนเลาะ แต่เป็นของบรรดาลูกๆ ฟังไม่ขึ้น แต่ดูที่ ศาลไม่ได้ดูว่าเป็นที่ดินของใคร? แต่ดูว่า ที่ดินนั้น ถูกใช้อำอะไร และดูที่ การกระทำพฤติกรรมและพยานหลักฐานมากกว่า


         ย้อนเวลากลับไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552 นายอิสมะแอ มะเซ็ง ครูฝึกRKK ปอเนาะญิฮาด ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และถูกดำเนินคดีในข้อหา“อั้งยี่ซ่องโจร” ในเวลาต่อมาได้รับการประกันตัวออกไป และได้หลบหนีประกัน


        ในระหว่างที่ นายอิสมะแอ ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศปก.ตร.ส่วนหน้า ได้ให้การยอมรับว่า “เป็นครูฝึกคอมมานโดที่ปอเนาะญิฮาดจริง” ระหว่างปี 2539-2548 ตามคำสั่งของ นายดูนเลาะ แวมะนอ ซึ่งเป็นครูใหญ่ปอเนาะญีฮาดในขณะนั้น รวมระยะเวลา 9 ปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งซึ่งเป็นผลผลิตของปอเนาะญิฮาดทั้งสิ้น หากจะนับ RKK ที่ผ่านการฝึกคอมมานโดจาก นายอิสมะแอ มีไม่ต่ำกว่า 500 คน ที่เพ่นพ่านอาละวาดออกไปไล่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยพุทธมุสลิมต้องตกเป็นเหยื่อ


         RKK เหล่านี้ได้สร้างความเดือดร้อนในการก่อเหตุด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนด้วยการฆ่าตัดหัว วางระเบิด ฆ่าแล้วเผา เผาทั้งเป็น สมาชิกคนหนึ่งก่อเหตุไม่น้อยกว่า 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น นับว่าเป็นผลงานของปอเนาะญิฮาด ที่สร้างโจรเข่นฆ่าประชาชนและมีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า5,000 ศพ ในจำนวนนี้มีพี่น้องไทยมุสลิมไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ศพ นี่คือผลงานที่น่าภาคภูมิใจ และน่ายกย่องของโรงเรียนฝึกคอมมานโดแห่งนี้ พวกโลกสวยทั้งหลายที่ตะโกนแหกปาก “รัฐรังแกประชาชน”มีสมองกันมั๊ย!! ใช้สติไตร่ตรองกันสักหน่อย ในเมื่ออ้างว่ารัฐไม่เป็นธรรมแล้ว 5,000 ศพ จะหาความเป็นธรรมจากที่ไหน? และใคร? รับผิดชอบ.

                                                --------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

ชาวน่าน "บ่เอา" มัสยิด !



          ชุมชนพุทธแห่งสุดท้ายที่ยืนหยัดไม่เอามัสยิด หลังจากรัฐบาลออกกฎหมายควายๆ ให้สร้างที่ไหนก็ได้ แค่มีสมาชิกไม่กี่คน


         อา..กรรมการ มส. อย่ามัวแต่ห่วงธัมมชโย รีบไปดูด่วน ว่าดินแดนพุทธภายใต้การปกครองของท่านกำลังถูกรุกคืบจากศาสนาอื่น ที่อ้าง "กฎหมายควายๆ"ของพวกนักการเมืองที่ไร้อุดมการณ์ ถามว่า การต่อต้านมัสยิดของชาวพุทธน่านผิดตรงไหน ? คำตอบก็คือ ถูกต้องตามหลักการ เพราะการสร้างมัสยิดขึ้นมาในบ้านเมืองที่มีศาสนิกชนศาสนาอื่นอยู่จำนวนมาก แต่มุสลิมมีเพียงไม่กี่สิบคนนั้น ถือว่าผิดหลักสากล เช่นในสหรัฐอเมริกา การจะสร้างวัดหรือโบสถ์ขึ้นมานั้น ต้องมีการทำ "เฮียริ่ง" คือขออนุญาตจากชุมชนรอบข้าง หากมีผู้ไม่เห็นด้วยแม้แต่คนเดียว ก็สร้างไม่ได้ ไม่ว่าจะอ้างยังไง มีเงินถุงเงินถังขนาดไหน นี่คือหลักการในการสร้างอะไรที่กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวเมือง มีก็แต่ประเทศไทยนี่แหละ ที่ปล่อยให้พวกนักการเมืองออกกฎหมายทำลายศาสนาพวกนี้มาได้


         คราวก่อนก็ชุมชน "เวียงป่าเป้า" จังหวัดเชียงราย ได้ออกมาต่อต้านการสร้างมิสยิด แต่เรื่องก็เงียบหายไป เพราะข้าราชการซึ่งเป็นคนต่างถิ่นไปกินตำแหน่ง คิดจะรักษาหน้าตัวเองอย่างเดียว คราวนี้ หวังว่าชาวน่านคงเอาจริง ไม่ยอมให้พวกข้าราชการขายชาติมันย่ำยีบ้านเมือง ชาวเมืองน่านต้องรักเมืองน่าน



เมืองน่านยุคต่อไป ถ้าปล่อยให้สร้างมัสยิดได้







         แพร่/น่าน – กระแสต่อต้านมุสลิมสร้างมัสยิดที่เมืองน่านส่อบานปลาย
ล่าสุดมีคนเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจนัดรวมตัว “วัดพระธาตุแช่แห้ง” พรุ่งนี้ (1 มี.ค.) แสดงพลัง “คนน่าน บ่อเอา มัสยิด” กลัวก่อการร้ายเหมือนชายแดนใต้ แถมโยงแผนอิสลามโดดเดี่ยวอเมริกา-ยุโรป/ยึดไทยผ่านการเมืองภาคใต้ อ้างเฉยหนุนเงินผ่านอิสลามแบงก์ ใช้เอเอสทีวี.ปลุกปั่นคนไทย


         วันนี้ (28 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คนน่าน บ่เอา มัสยิด” ที่เพิ่งออนไลน์กันช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีผู้มีติดตามแล้วกว่า 2 พันราย ได้ประกาศบนหน้าเพจว่า “พุทธศาสนาถูกรังแกมามากพอแล้ว ที่มั่นสุดท้ายของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยคือ นครน่าน แผ่นดินธรรมของพ่อเฒ่าแม่หม่อนได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ดีแล้ว ลูกหลานชาวน่านจะต้องรักษาไว้บ่หื้อไผมาย่ำยี 1 มีนาคม 2558 พบกันที่วัดพระธาตุแช่แห้งเพื่อแสดงพลังว่า คนน่านบ่เอามัสยิด”

         เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลังชาวมุสลิมในจังหวัดน่าน ที่มีอยู่ราว 60 คน ได้พยายามที่จะตั้งมัสยิดเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาขึ้นในจังหวัดน่าน เพราะทุกวันนี้ชาวมุสลิมจังหวัดน่านต้องเดินทางไปละหมาด-ทำพิธีกันที่มัสยิด อ.เด่นชัย จ.แพร่ ที่มีระยะทางไกลถึง 130 กม.

          ช่วงแรกมีแนวทางที่จะสร้างมัสยิดที่ริมฝั่งน้ำน่านตรงข้ามโรงพยาบาลน่าน เขตบ้านบุพผาราม ต.ฝายแก้ว อ.เมืองน่าน แต่ปรากฏว่า ชาวบ้านไม่ยอมขายที่ดินให้ เพราะเกรงจะเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นมา หรือจะเป็นจุดเริ่มของการก่อเหตุไม่สงบเหมือนภาคใต้ ทำให้ชาวมุสลิมน่าน หาที่ดินแปลงใหม่ ล่าสุดแผนก่อสร้างขึ้นที่ ต.น้ำแก่น อ.ภูเพียง จ.น่าน แต่ก็เกิดกระแสต่อต้านที่รุนแรงหนักขึ้น

          โดยมีการอ้างว่า ชาวมุสลิมกลุ่มนี้จะสร้างศาสนสถานแข่งกับพระธาตุแช่แห้ง และพระธาตุเขาน้อย จนกลายเป็นกระแสของคนน่านต้านมุสลิมบานปลายออกไปแล้ว ภายใต้สโลแกนว่า “คนเมืองน่าน เมืองพุทธ เมืองสงบ”

           นอกจากนี้ยังมีข้อความเน้นไปที่การก่อการร้ายสากลและการรุกครอบครองพื้นที่ของชาวมุสลิม เผยแพร่ไปในหมู่ชาวพุทธจังหวัดน่าน ทำนองว่า “อย่ามัวแต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้ว อ่านหน่อยเถอะแล้วแชร์ ยุโรปอยู่ไม่ได้แล้วหลายประเทศ แผนการยึดครองแผ่นดินไทย ภายใน 10 ปี ของผู้ก่อการ ขจก. ย้ำ ขจก. เอามาเตือนให้คิดกันอีกครั้งว่า มันเกิดขึ้นไปกี่ข้อแล้ว และในต่างประเทศมีกลุ่มหัวรุนแรงเพิ่มขึ้นแล้วเท่าไหร่ ร่วมกันผลักดันกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงให้พ้นไปจากประเทศไทย

           แผนการ ต้องการโดดเดี่ยวสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้วยการเอาเอเชีย (ไทย ลาว เขมร เวียดนาม พม่า และมาเลเซีย) ร่วมเป็นรัฐอิสลาม หรือเป็นเครือข่ายผนวกอินโนนีเซียเป็นฐานต่อสู้อเมริกา และยุโรป โดยใช้มาเลเซียเป็นรัฐบาลกลาง โดยมุสลิมโลก นำมุสลิมจากซีเรีย ลิเบีย และอาฟกานิสถาน เข้ามาฝึกอาวุธ และการสื่อสารให้มุสลิมในภูมิภาคเอเชียรวมถึงอินโดนิเซีย (ซึ่งมีคนจนมาก) เชื่อมโยงกับฟิลิปปินส์ (ซึ่งมีคริสต์มาก) และมาเลเซียอิสลามแข็งแรงโดยเฉพาะในประเทศไทยเพราะมีพุทธมาก ซึ่งในปัจจุบันให้ ดร.มหาเธร์ แห่งมาเลเซีย เป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย แผนการระยะยาวได้เริ่มปฏิบัติการมาราว 40 ปี”

         ทั้งยังมีการผูกโยงว่า “ปี 2545 พ.ร.บ.ธนาคารอิสลาม เกิดขึ้นด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินมากกว่า 1,000 ล้านบาท การดำเนินงานขาดทุนทุกปี จนในที่สุดต้องยุบเลิกธนาคารชาริอะห์ ของธนาคารกรุงไทย ที่มีกำไร เพราะธนาคารกรุงไทย ดูแลอย่างใกล้ชิด และใช้งบประมาณสนับสนุนจำนวนมาก เพื่อมาควบรวมกับธนาคารอิสลามเหลือเพียงธนาคารอิสลามฯเพียงแห่งเดียวในปัจจุบัน

          และอ้างอีกว่า “Time” หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของโลก เปิดโปงแผน Dream State ที่อิสลามหวังยึดครองประเทศไทย โดยรุกทางการเมืองจากภาคใต้ ขยายผลให้มีการเลือกพรรคของตนใน กทม. และภาคตะวันออก โดยสนับสนุนการเงินผ่านธนาคารอิสลาม แล้วใช้ Astv ปลุกปั่นคนไทยให้ฆ่ากันเอง ได้ผลดีกว่าที่คาด

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสดังกล่าวกำลังลุกลามมากขึ้น โดยที่ยังไม่มีใครไปสร้างความเข้าใจ และดูเหมือนจะสุ่มเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบรุนแรงในอนาคตได้เช่นกัน

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้