วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เมื่อพุทธธรรมถูกต้อน คุณธรรมจนมุม นิติธรรมหมกเม็ด


ความแตกต่างทางความคิดมิใช่ปัญหาในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน แต่..นั่นเป็นเพียงพื้นฐาน
จิตสำนึกถูก ผิด การห่วงใยเอื้ออาทรซึ่งกันและกันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ได้บ่มมาดีแล้ว มีศาสนาและความเชื่อเท่านั้นที่เป็นที่หวังที่จะสร้างจิตวิญญาณที่ดีงาม นำความสุขสงบให้เกิดขึ้นในสังคม
ตั้งแต่โบราณกาลถ้าทุกความเชื่อยังคงอยู่คงจะนับได้หลายพันความเชื่อ แต่ในที่สุดก็ยังคงเหลือที่เป็นศาสนาอยู่เท่าที่เห็น
บทพิสูจน์ที่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงยั่งยืนอยู่ ถึงแม้จะถูกคมดาบปลิดชีวิตสาวกผู้ถ่ายทอดพระธรรม รูปแล้วรูปเล่าจนไม่มีเหลือ พระธรรมคัมภีร์ พระไตรปิฎกเล่มแล้วเล่มเล่าที่ถูกเผาทำลายใช้เวลานับเป็นเดือนจึงจะเผาหมดสิ้นเหลือเพียงเถ้าธุลี เป็นเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้วที่มหาวิทยาลัยนาลันทา
คำสอนของพุทธศาสนาก็ยังไม่สลาย เพราะในส่วนลึกของมนุษย์ที่มีระดับในจิตสำนึกดีชั่วแม้นจะแตกต่างกัน มาจากสิ่งแวดล้อมต่างกันยังบอกว่าศาสนาพุทธนี่แหละที่ให้เหตุให้ผลและสอนให้มีวิธีคิดเป็นมนุษย์มากกว่าหุ่นยนตร์
ศาสนิกชนทุกศาสนามีทั้งคนดีมีทั้งโจรอยู่คละเคล้ากันไป เหมือนกับคำกล่าวว่า มีโจรอยู่ทุกหมู่บ้าน จะเป็นความจริง แต่แก่นของศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอนให้มีจิตสำนึก ละอายต่อบาป ไม่อำมหิตจนถึงกับสอนให้ฆ่า สอนการทรมานศัตรูด้วยวิธีสุดทารุณราวกับเป็นสัตว์กระหายเลือด
มนุษย์มีชีวิตจิตใจ มีสมอง คิดเป็น แต่มนุษย์มีความต้องการ (กิเลส) ไม่รู้จักสิ้นสุดเพียงแต่สอนให้เขาทั้งหลายรู้จักพิจารณาดี - ชั่ว ตามดูจิตตนเอง รู้จักปรามจิตตนเอง รู้จักพอ รู้จักเผื่อแผ่เจือจาน รู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา....สังคมก็สงบ ชีวิตต่างก็อยู่สุข เรื่องแบบนี้กฎหมายกำหนดไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละศาสนาที่ได้บ่มศาสนิกชนของตน
ภาพของชนชาวตะวันออกกลางที่ประกาศว่า      ตนเองเป็นชนที่เคร่งครัดต่อคำสอนของศาสดา ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ร่วมหลับนอนกับคนรักโดยที่ยังไม่แต่งงานถือเป็นความผิด ยิ่งหลับนอนกับคนต่างศาสนายิ่งถือเป็นเรื่องรุนแรงถึงกับติดคุก ถ้าผิดลูกเมียเขาก็ถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย แต่แปลกที่สถิติสตรีถูกข่มขืนกลับมีมากในตะวันออกกลาง สตรีต่างชาติที่เข้าไปทำงานเป็นแม่บ้านในตะวันออกกลางได้รับบทเรียนนี้มาแล้ว ต้องจำยอมรองรับระบายความใคร่ผู้ชายทั้งครอบครัว
ปฏิญาณตน กระทำตนเป็นศาสนิกชนที่ดีวันละหลายครั้งด้วยกฎบังคับ บทบัญญัติศาสนาคือกฎหมาย  แต่ ก็ยังควบคุมพฤติกรรมโฉดของคนไม่ได้นั่นเป็นเพราะจิตถูกเก็บกดไว้ด้วย อวิชา
ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยที่พยายามจะใช้กฎหมายแทนธรรมะ ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวแล้วในบทก่อนๆว่า  สังคมไทยตกต่ำเหลวแหลก พุทธธรรมถูกต้อน ไปขังไว้ในเขตพัทธสีมา มุ่งใช้กฎหมาย
แก้ไขปัญหาสังคม
ที่ผ่านมาได้มีความพยายามออก พรบ.คุณธรรมแห่งชาติตั้งใจให้ทุกศาสนาอยู่ใต้พ.ร.บ.นี้ แต่ปรากฏว่ามีคนรู้ทันว่าเป็น นิติธรรมหมกเม็ดพ.ร.บ.ก็เลยไม่ผ่านสภานิติบัญญัติ ยังคงเหลือแต่ ศูนย์คุณธรรมฯ ที่เป็นรากเหง้าขององค์กรใหม่ที่พ.ร.บ.ไม่ผ่านสภาฯ  
กฎหมายเมื่อผ่านสภานิติบัญญัติออกไปแล้วยากที่จะยกเลิก แต่สำคัญอยู่ที่ทำอย่างไรให้ผ่านสภานิติบัญญัติให้ได้ คนค้านเพื่อมิให้กฎหมายผ่านสภาฯนะมีแน่นอน ผ่านไม่ผ่านสภาฯอยู่ที่ใครจะหมกเม็ดใน พรบ.ได้เก่งกว่ากัน
ดังนั้นเป็นความหวังของผู้ร่างฯ ที่จะให้พระราชบัญญัติผ่านสภาฯได้ครบถ้วนมิได้ถูกตัดทอนตามที่ตนได้ยกร่างไว้ และพ.ร.บ.นั้นจะเป็นเครื่องมือในการบริหาร เป็นดาบอาญาสิทธิที่ไม่มีใครบังอาจขัดขวางได้

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ร่างและเสนอสู่สภานิติบัญญัติโดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ประธานกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้สิ้นสุดการเป็นประธานศูนย์ฯ ในสิ้นเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๕๕๑)
พระราชบัญญัตินี้ได้พบกับการต่อต้านจากมหาเถระสมาคม และองค์กรทางพระพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชนมากมาย จนไม่สามารถนำเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติได้
ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทก่อนในเรื่องพระราชบัญญัติอิสลามว่า เมื่อไม่สามารถนำเข้าเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้อย่าคิดว่าเขาจะล้มเลิกความตั้งใจไม่เสนออีก แต่เป็นโอกาสที่เราจะได้นำแนวความคิดที่บันทึกไว้เป็นพยานอักษรมาศึกษาต่อไป พ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติก็เช่นกัน
เหตุผล (ที่ระบุในร่าง พ.ร.บ.ฯ)
คนไทยทั้งปวงล้วนมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน คือ ต้องการอยู่ในสังคมที่ดีงามและมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมที่ดีงามและอำนวยประโยชน์สุขร่วมกันต้องเป็นสังคมที่เพียบพร้อมด้วยจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรม สังคมที่ถือเงินเป็นตัวตั้งโดยขาดจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรม จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเกิดปัญหาสังคมต่างๆตามมามากมาย ทั้งปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ปัญหาอบายมุขสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาในกลุ่มเยาวชนตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดยที่กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม
จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรม ซึ่งกำหนดมาตรการ กลไกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ ตลอดจนการสร้างกลไกอื่น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งแก่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านคุณธรรมและจริยธรรม ทั้งนี้เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมนำการพัฒนา อันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
เป็นอันว่า   พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะใช้กฎหมายเข้าไปแก้ไขปัญหาสังคม และทำงานแทนองค์กรทางศาสนา
<<>> 
ด้วยเหตุผลและเจตนารมณ์ที่ได้กล่าวก็น่าสนใจ แต่เราต้องมาศึกษาเนื้อหาของ พ.ร.บ.กันให้ถ่องแท้ ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านพลิกใต้เสื่อดูกันให้เห็นชัดๆ ณ บัดนี้
มาตรา ๑๐ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ประกอบด้วย
()       นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
()       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง
()       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง
()       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม
()       รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
()       ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
()       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบสี่คน
ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งพนักงานในสำนักงานจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
ข้อสังเกตุ หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และจากคณะกรรมการ จะเห็นได้ว่าไม่มีลำดับใดของกรรมการจะเป็นอิสระปลอดจากอิทธิพลและอำนาจของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ทิศทางการกำหนดนโยบายขององค์กรนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของนายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว เชื่อได้แน่ว่าไม่มีใครหน้าไหนกล้าค้าน

มาตรา ๙ ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ นโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จะต้อง
ดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ของตน
ข้อสังเกตุ  เรื่องที่ว่าจะผ่าน ครม.หรือไม่ มิใช่ปัญหา ถ้าหากผ่านการกลั่นกรองจากหน่วยงานที่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้วถือได้ว่าผ่านครม.แน่นอน ในที่สุดอำนาจของหน่วยงานนี้เรียกได้ว่า เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ล้นฟ้ามหาสมุทรยิ่งกว่าคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติเสียอีก
คำว่า ให้ผูกพันหน่วยงานของรัฐ เป็นความหมายเชิงบังคับให้องค์กรของรัฐฯ ต้องปฏิบัติตาม อย่างไม่มีทางปฎิเสธ แต่คำว่า และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ย่อมหมายถึงหน่วยงานทุกหน่วยฯที่นอกเหนือจากหน่วยงานของรัฐฯ
ทำให้เกิดคำถามว่า
o        จะเป็นองค์กรทางศาสนาทุกศาสนาที่ได้รับเงินจากงบประมาณของรัฐใช่หรือไม่?
o        และจะใช้บังคับองค์กรทางศาสนาทุกศาสนาหรือไม่?
เห็นได้ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีอิทธิพลครอบคลุมองค์กรต่างๆ มีความสำคัญเพียงแค่รองลงมาจากรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง   
<> 
มาตรา ๑๗ ให้จัดตั้งสำนักงานขึ้นเรียกว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี
ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น
กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว
สรุปได้ว่า หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานตั้งขึ้นใหม่มีสถานะเป็น องค์กรอิสระ และมีกฎระเบียบของตนเอง มิได้ใช้กฎระเบียบเหมือนหน่วยงานรัฐอื่นใด แต่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานและองค์กรไม่ว่าเป็นของรัฐฯหรือไม่เป็นของรัฐฯ แต่เกี่ยวข้องโดยรับเงินอุดหนุนจากรัฐฯไม่ว่าจะอยู่ใต้ฟ้าเมืองไทยหรือต่างประเทศ
<> 
เหตุผลจากมหาเถรสมาคม
ทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับ พรบ.คุณธรรมแห่งชาติ ?
โฆษกมหาเถรสมาคมชี้แจงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์กว้างๆ ๔ ประการ คือ
๑.                 หลักการและเหตุผล รวมทั้งบทบัญญัติแห่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการดำเนินงานของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือและขัดกับบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๙
๒.                 หลักคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลได้รับการกำหนดไว้แล้ว โดยหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ
๓.                 รัฐบาลควรสนับสนุนให้สถาบันทางศาสนาดำเนินการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แก่ประชาชนให้กว้างขวางอย่างเข้มแข็ง จริงจัง และต่อเนื่อง ตามวิธีการของแต่ละศาสนาให้บรรลุวัตถุประสงค์น่าจะเป็นการเหมาะสมกว่า
๔.                 เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องสถาบันศาสนาเป็นสถาบันหลักของชาติ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงเห็นสมควรให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนองค์การพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยละเอียดอีกครั้ง
หมายเหตุ
เนื้อหาในบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๙ รัฐตองใหความอุปถัมภและคุมครองพระพุทธศาสนาซึ่งเปนศาสนาที่ประชาชนชาวไทยสวนใหญนับถือมาชานานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเขาใจอันดีและความสมานฉันทระหวางศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใช เพื่อเสริมสรางคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
เป็นอันว่า ไม่ต้องสรุปเพราะมติของมหาเถรสมาคมเป็นคำตอบได้ดีและชัดแจ้งอยู่แล้ว
<> 
นายถนอม บุตรเรือง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะผู้แทนพระเทพปริยัติวิมล รักษาการอธิการบดี มหามกุฏฯ กล่าวว่า  
มหามกุฏฯ เห็นชอบตามข้อพิจารณาของคณะกรรมการที่ ม.ส. ได้แต่งตั้งขึ้น และเห็นว่าร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ....ได้มีการกำหนดกรอบการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมนำมาบังคับเป็นตัวกฎหมายเป็นเรื่องที่ไม่มีความชัดเจน ดังนั้น ควรที่จะมีการระบุให้ชัดเจนว่า คุณธรรม จริยธรรมที่บัญญัติขึ้นใหม่นั้นนำมาจากศาสนาใด ลัทธิใด ถ้าหากยังไม่มีความชัดเจนก็ไม่ควรที่จะนำมาบังคับใช้
นอกจากนี้ มหามกุฏฯยังตั้งข้อสังเกตว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคุณธรรมแห่งชาติขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำหนดธรรมนูญแห่งชาติว่าด้วยเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ในการนำมาบังคับใช้ให้บุคคลต่างๆ ปฏิบัติ ซึ่งอยากที่จะถามว่า เมื่อออกมาเป็นธรรมนูญอย่างนี้แล้ว คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมต้องปฏิบัติตามคุณธรรมที่บัญญัติขึ้นมาใหม่หรือไม่ รวมทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์ ซึ่งมีบทบัญญัติของแต่ละศาสนาอยู่แล้วต้องเปลี่ยนมาปฏิบัติตามธรรมนูญตามพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมฯหรือไม่? อย่างไรก็ตาม มหามกุฏฯ ขอให้รัฐบาลมีการพิจารณาอย่างรอบคอบกว่านี้
เป็นอันว่า พ.ร.บ.นี้ สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับพุทธศาสนิกชน ด้วยบทบัญญัติในพ.ร.บ.ที่ยอกย้อนซ่อนเงื่อน มีคำถามที่ต้องการคำตอบมากมาย จากเนื้อหาในพ.ร.บ.ที่ได้หมกเม็ด  และเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา
ขณะนี้ยังเป็นแค่ร่าง พ.ร.บ.เท่านั้น ยังไม่ทราบว่ากฎหมายลูกจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร จะเป็นอสูรหรือ ลิงจ๋อ ก็ยากที่จะคาดเดา
<> 
ข้อสังเกตจาก มาตรา ๔๘ เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดให้เป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ในส่วนของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ไปเป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
ให้โอนผู้ปฏิบัติงานของ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ไปเป็นพนักงานและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
จะเห็นได้ว่า ตาม มาตราที่ ๔๘ ให้โอนหน่วยงานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาเชิงคุณธรรม รวมทั้งทรัพย์สินและบุคลากร ไปขึ้นกับ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ผู้ที่ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติคือ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไพบูลย์ฯ ได้ร่างพ.ร.บ.นี้ในขณะที่ยังนั่งเก้าอี้ประธาน ศูนย์คุณธรรม
นั่นแสดงว่า ได้วางแผนไว้ก่อนแล้วว่าในโอกาสที่ได้รับโบนัสในการที่ขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้สำเร็จ ดังนั้นจะต้องทำความฝันให้เป็นจริง สำคัญที่ว่าเป็นความฝันของใคร? ผู้เขียนจะขยายความต่อไป
ท่านผู้อ่านจะเข้าใจ นิติธรรมหมกเม็ด นี่ได้จะต้องรู้จัก ศูนย์คุณธรรม กับ ประธานศูนย์ฯ คนแรกให้ดีและลึกซึ้งเสียก่อน
<> 
ศูนย์คุณธรรมฯ รากเหง้า พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
ชื่อเต็มของศูนย์คุณธรรมฯคือ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ว่า (CENTER FOR THE PROMOTION OF NATIONAL STRENGTH ON MORAL ETHICS AND VALUES)
ศูนย์คุณธรรมฯ เป็นหน่วยงานลูกหน่วยงานหนึ่งอยู่ใน สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี (มิได้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี)
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) อุบัติขึ้นในสมัยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๗  มี พล.ต.จำลอง ศรีเมืองดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการคนแรก ต่อมา พล.ต.จำลอง ศรีเมืองได้เกษียณอายุ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคนต่อมาคือ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม 
นายไพบูลย์ ฯ ได้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติฯ เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติในขณะที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคม อีกหนึ่งตำแหน่งในรัฐบาลที่จัดตั้งโดยผบ.ทบ.มุสลิมผู้ยึดอำนาจ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  
นายไพบูลย์ฯ ได้สิ้นสุดตำแหน่งประธานศูนย์คุณธรรม เมื่อสิ้นเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑ (ในช่วงเวลาที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังดำเนินการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ที่นายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี)
ส่วนหนึ่งของ ความเป็นมา ตามประกาศของศูนย์คุณธรรมได้กล่าวไว้ว่า
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนการเสริมหนุนเชื่อมประสาน เพิ่มพลังเครือข่ายในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในบริบทต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนของสังคม










โปรดสังเกตุ สถาบันศาสนาที่ปรากฏ ในแผนยุทธศาสตร์ฯ ตามแผนผังที่ปรากฏ ได้กำหนดศาสนาต่างๆดังไว้นี้ คือ พุทธ อิสลาม คริสต์ ฮินดู ซิกซ์ ฯลฯ
กิจกรรม
ศูนย์คุณธรรมจะร่วมมือการจัดกิจกรรมร่วมกับ โรงเรียนผู้นำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และมีกำหนดการอบรมผู้นำ หลักสูตร การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม สำรับผู้บริหารและได้จัดให้หน่วยงานราชการเข้ารับการอบรมจากโรงเรียนผู้นำมากมาย ตามหลักสูตรที่ได้ระบุไว้ในเอกสารแจกของ ศูนย์คุณธรรม ดังนี้
<< ยุทธศาสตร์ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม







ตามที่ได้ปรากฏ ควรจะพูดได้ว่าสถาบันฝึกอบรมผู้นำ มูลนิธิพล.ต.จำลอง ศรีเมือง อ.เมือง จ.กาญจนบุรีก็คือสาขาหนึ่งของ ศูนย์คุณธรรมนั่นเอง เช่นเดียวกันกับ สันติอโศกที่มีสาขาทั่วประเทศ
ไม่มีใครบอกได้ว่ายุคที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นประธานกรรมการได้ใช้งบประมาณของศูนย์คุณธรรม สนับสนุนกิจกรรมของสันติอโศกไปกี่ร้อยล้าน
วิทยากร/ผู้ทรงคุณวุฒิ หลายท่าน เป็นที่รู้จักกันดี และเป็นที่รู้กันว่า เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกผบ.ทบ.มุสลิมยึดอำนาจ ดังมีรายนามต่อไปนี้

วิทยากร/ ผู้ทรงคุณวุฒิ
·        พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์                                             นายกรัฐมนตรี
·        นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม                                            รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
                                                                                    ว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและ
                                                                                    ความมั่นคงของมนุษย์
·        ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย                         องค์มนตรี
·        พลตรี จำลอง ศรีเมือง                                                 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
·        ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเทศ วะสี                            ราษฎรอาวุโส
·        ศาสตราจารย์ร้อยตำรวจเอกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์           สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
·        พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส                                รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
·        นายโสภณ สุภาพงษ์                                                  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
·        นายณรงค์ โชควัฒนา                                                 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
·        นายแพทย์เฉก ธนะสิริ                                                            อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร
·        นายแพทย์ชิน โอสถหัสบำเรอ                                      อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข
·        นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์                                          นายกสภามหาวิทยาลัยนราธิวาส
                                                                                    ราชนครินทร์
·        ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ ดำริชอบ                             อดีตอาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์                                                                            สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์
ฯลฯ
สรุปได้ว่า ศูนย์คุณธรรมก็คือ โรงเรียนผู้นำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่กาญจนบุรีในภาครัฐฯและใช้งบของรัฐฯ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่องค์กรระตับชาติ ถ้าหาก พ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติ ได้ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติ
จุดเริ่มปัญหาความยุ่งยากของแผ่นดิน
เดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๕๔๘ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ และ ประธานศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาแผ่นดินเชิงคุณธรรม เป็นประธานจัดงานวันวิสาขบูชาโลก มีคณะสงฆ์พุทธศาสนาจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมในประเทศไทย
งานระดับโลกเช่นนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เห็นโอกาสที่จะยกระดับ สันติอโศกขึ้นสู่ระดับสากล   ก็ได้จัดให้สันติอโศกเป็นองค์กรหนึ่งในพุทธศาสนาที่จะได้เข้าร่วมพุทธนานาชาติครั้งนี้ด้วย.....นั่น
คือจุดเริ่มต้นของวิกฤติแผ่นดินที่ยาวนานมาจนถึงบัดนี้ (ก.ค.๕๐)

สมุทัยแห่งปัญหา
ก่อนที่จะลงลึกสู่ชนวนแห่งปัญหาที่ได้ลากประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติทางการเมืองอันยาวนาน เราควรที่จะรู้จักแก่นของปัญหาเสียก่อน
วีรกรรมของสันติอโศก
เริ่มจาก พระโพธิรักษ์ได้ประกาศในที่ประชุมสงฆ์วัดหนองกระทุ่ม อำเภออำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระคณะแดนอโศก ไม่ขอขึ้นอยู่ในสังกัดคณะสงฆ์ไทย  นับตั้งแต่ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ตลอดจนถึงมหาเถรสมาคมและพระสังฆราช ไม่ยอมขึ้นอยู่ในความปกครองใครทั้งสิ้น
ในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๒ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติเอกฉันท์ ขอให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงลงพระนามในพระบัญชาให้สึกพระโพธิรักษ์ จากสมณเพศภายใน ๗ วันในข้อหาผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง แต่ พระโพธิรักษ์ไม่ยอมเปล่งวาจาสึก ตำรวจนำกำลังไปควบคุมตัวไปที่สน.ดุสิตก็ไม่เปล่งวาจาสึก จึงทำได้แค่ให้เปลี่ยนชุดเป็นสีขาว และโดนฟ้องอีก ๗๘ คดี
พฤติกรรมการผิดพระธรรมวินัยของพระโพธิรักษ์
๑.                 พระโพธิรักษ์ ประกาศตนว่า เป็นพระอริยบุคคล ถ้าบรรลุจริงแล้วบอกผู้อื่น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๘ แห่งมุสาวาทวรรค ปาจิตตียกัณฑ์
๒.                 พระโพธิรักกษ์ยังใด้ประกาศตนอยู่นอกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เช่น ประกาศตนแยกเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์ไทย
๓.                 เวลาแสดงธรรม พระโพธิรักษ์จะอ้างเสมอว่ารู้ธรรมรู้ภาษาบาลีด้วยญาณของตนเอง ไม่มีครูทางธรรมเลยในชาตินี้  และ เวลามีใครสงสัยถามว่าที่ศึกษาพระไตรปิฎกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง พระโพธิรักษ์ก็อ้างว่าพระอรรถกถาจารย์ พระฎีกาจารย์ พระอนุฎีกาจารย์ อธิบายผิด หรือพระไตรปิฎกบันทึกไว้ไม่ครบ แต่ตนเองหยั่งญาณรู้ชัดแจ้งด้วยตนเองว่า ต้องเป็นอย่างที่ตนสอนเท่านั้น คนอื่นรู้ตามยากเพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งอจินไตย
๔.                 ตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์  พระโพธิรักษ์ได้บัญญัติระบบการบวชของตนขึ้นใหม่เป็นเอกเทศ ตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ตามกฎหมาย  พระภิกษุที่พระโพธิรักษ์เป็นอุปัชฌาย์บวชให้จึงเป็นพระภิกษุโดยมิชอบ
พฤติกรรมการผิดกฎหมายของพระโพธิรักษ์
๑.                 ปฎิเสธไม่ยอมรับกฎหมายคณะสงฆ์และไม่อยู่ใต้ปกครองของคณะสงฆ์
๒.                 ตั้งพุทธสถานโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
๓.                 ออกระเบียบวางกฎเกณฑ์ปกครองหมู่คณะโดยพลการ
๔.                 ใส่ความพระสงฆ์ไทยอยู่เนืองๆ ผิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ มาตรา ๔๔ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์ไทยอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือความแตกแยกต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
สมณะและสิกขามาตุถูกฟ้องในข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระ การต่อสู้คดีดำเนินไปโดยมีคณะทนายได้รับแต่งตั้งให้ว่าความ ๑๐ คน มี ทองใบ ทองเปาด์ รางวัลแมกไซไซเป็นหัวหน้าคณะ และ ประดับ มนูรัษฎา, สงบ สุริยินทร์, สัมผัส พึ่งประดิษฐ์, ชำนาญ พิเชษฐพันธ์ และ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ (ส.ส.พรรคพลังธรรม)
ศาลแขวงพระนครเหนือ มีคำพิพากษาเมื่อ ๒๙ ธ.ค. ๒๕๓๙ หลังสืบพยานนานถึง ๖ ปีเต็ม ให้จำเลยทั้งหมดมีความผิดตามโจทก์ฟ้อง จำคุกโพธิรักษ์ รวม ๖๖ เดือนโทษจำรอลงอาญา ๒ ปี คนอื่นๆ ก็เช่นกัน
ทั้งหมดยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อ ๑๙ มี.ค. ๒๕๔๐ ยืนตามชั้นต้น
ทุกๆคนยื่นฎีกา ศาลฎีกาพิพากษา ๑๕ มิ.ย. ๒๕๔๑ ให้ยืนตามศาลอุทธรณ์ ตัดสินให้คณะพระโพธิรักษ์แพ้คดี มีคำสั่งรอลงอาญา ๒ ปีพร้อมคุมประพฤติ
กติกาสงฆ์กับกฎหมาย คือ ชนวนแค้น
ในเมื่อสันติอโศกอยู่ในสถานะที่มิใช่สงฆ์ และยังมีสถานะผู้มีมลทิน และด้วยข้อหาที่เรียกได้ว่าเป็นกบฏต่อพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังเป็นจำเลยต่อสังคมพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ มหาเถรสมาคมจึงได้แจ้งให้รัฐบาลทราบว่าไม่สามารถจะจัดงานร่วมกับสำนักสันติอโศกได้
หมายความว่า มหาเถรสมาคมไม่เข้าร่วมสังฆกรรมกับการจัดงานวิสาขบูชาโลกที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นแม่งาน แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็มิอาจขวางมติของมหาเถรสมาคมได้
ทั้งยังได้ออกมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินการจัดงานวันวิสาขบูชาโลกที่พุทธมณฑลเพียงแห่งเดียว ส่วนใครจะจัดอะไรแบบไหนที่ใดมหาเถรสมาคมไม่เกี่ยว..ในที่สุดต่างฝ่ายต่างจัดงานของตนเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการตบหน้ารัฐบาลและศูนย์คุณธรรมไปพร้อมๆกับฝังความเจ็บแค้นพ.ต.ท.ทักษิณ ฯ และมหาเถรสมาคมให้กับพลตรี จำลอง ศรีเมือง ชนิดเกิดแล้วก็ตายตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ไม่มีลืม
หลังจากนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมืองได้ลาออกจากตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแผนกทรัพยากรมนุษย์
เริ่มงานมวลชน สู่ เป้าหมายที่ปิดลับ
ตั้งแต่นั้นมา พลตรีจำลอง ศรีเมือง หรือ มหาจำลอง    ก็ได้เปลี่ยนแนวทางการต่อสู้เพื่อยกระดับ
สันติอโศกสู่สากลโดยได้กระโดดเข้าหากิจกรรมเพื่อสร้างมวลชนให้กับตนเองเพื่องานใหญ่วันข้างหน้า


พล.ต.จำลองฯเริ่มกิจกรรมจาก
o        มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ มหาจำลองนำกองทัพธรรมสำนักสันติอโศกเข้าร่วมค้านนำเบียร์ช้างของเสี่ยเจริญ เข้าตลาดหลักทรัพย์
o        เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙ มหาจำลองนำกองทัพธรรมสำนักสันติอโศกเข้าร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาล  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งเป็นเหตุให้ ทหารนำรถถังออกมาฉีกรัฐธรรมนูญที่ร่างมาโดยประชาชนและเขี่ยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนลงจากเก้าอี้
o        เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐ มหาจำลองในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ได้รับเป็นของขวัญจากคณะปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ค้านกฎหมายหวยบนดินทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ ที่กำลังเข้าพิจารณาจากสภานิติบัญญัติ
o        หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล นำโดย นายสมัคร สุนทรเวช มหาจำลอง ออกมาร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่รัฐบาลด้วยสาเหตุที่เปลี่ยนไปแล้วหลายข้อหา บัดนี้ (กรกฎาคม ๕๑) ก็ยังคงดำเนินการขับไล่อยู่
ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ครั้งนี้เองที่ทำให้ประชาชนคลางแคลงและฉุกใจคิด เมื่อได้สังเกตเห็นว่า ทุกการประท้วงของมหาจำลอง จะต้องมีกองทัพธรรมของสันติอโศกร่วมด้วยทุกครั้ง ถึงกับย้ายสำนักสันติอโศกมาอยู่ มากิน มาบิณทบาตรราวกับย้ายสำนักมาสิงสู่อยู่ในกลุ่มชุมนุมและถึงขั้นขึ้นไปอภิปรายบนเวทีทีเดียว

<< สำนักสันติอโศกย้ายมาจำพรรษาที่ ประเทศมัฆวาน มีบริวารและเสบียงพรั่งพร้อม

การที่ได้ผ่านสมรภูมิการชุมนุมมาหลายครั้ง ต้องยอมรับว่าหน่วยเสบียงกองทัพธรรมของสันติอโศกมีความพร้อมและเชี่ยวชาญมากที่สุด มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือและวัตถุดิบปรุงอาหาร พร้อมทั้งคนที่มีประสบการณ์
คนชุมนุมกันนับหมื่นกองทัพธรรมเข้าจัดตั้งใช้เวลาเพียงไม่นาน ตั้งแต่กางเต๊น นำอุปกรณ์เครื่องครัวเข้าที่ตั้ง เตรียมอาหาร ในที่สุดทุกอย่างก็พร้อมที่รับมือคนเป็นหมื่นได้ไม่ขาดตกบกพร่อง
มหาจำลองเองรู้ว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของตนเองที่จะนำสันติอโศกขึ้นสู่สำนักความเชื่อระดับชาติหลังจากที่ผิดหวังมาหลายครั้งนับตั้งแต่งานวิสาขบูชาโลก     ต่อมาเมื่อขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้สำเร็จ หวังว่าร่างพระราชบัญญัติคุณธรรมแห่งชาติจะผ่านสภาฯ ในสมัยรัฐบาลทหารที่ตนได้ช่วยเรียกได้ว่าเอาชีวิตเข้าแลก แต่ก็กลับไม่เป็นไปตามหวัง
หวังว่าการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๕๐ ผ่านสภา จะได้พรรคการเมืองที่ตนคุยกันรู้เรื่องแล้วจะได้เสนอพ.ร.บ.กลับเข้าไปใหม่ แต่!..ผลการเลือกตั้งกลายเป็นพรรคพลังประชาชนที่มีส.ส.มาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบนำส.ส.เข้าสภาฯมากมายจนตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ...ก็เลยอด
ที่สุดก็ได้ประจักษ์แล้วว่าการเสนอพ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติเพื่อเป็นฐานยกระดับ สันติอโศกตามขั้นตอนทางสภาฯนั้นไม่สำเร็จแน่นอนแล้ว เพราะยังมีมหาเถรสมาคมเป็นสถาบันหลักทางศาสนาและมีความมั่นคง มีประชาชนอีกจำนวนมากที่หวงแหนพระพุทธศาสนาและรู้ทันมหาจำลอง คอยขัดขวาง ดังนั้นจึงต้องใช้ทางลัดที่ตนถนัด
เมื่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ มหาจำลองจึงฉวยโอกาสเรียกชุมนุมมวลชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพรรคพวกเช่นเดิม แต่คราวนี้มหาจำลองกระโดดเข้าไปเป็นกัปตันนำการชุมนุมเสียเอง ประกาศให้รัฐบาลถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญและข้อหาอื่นๆไล่เรียงกันมาอีกหลายข้อหาและหลายบุคคล บัดนี้ (กรกฎาคม ๕๑) ก็ยังชุมนุมไม่เลิก
การชุมนุมคราวนี้มีปรากฏการไม่เหมือนครั้งไหนๆ ครั้งนี้ถ้าจะเป็นการพนัน ต้องเรียกว่าเป็นการเล่นแบบเทกระเป๋า มหาจำลองต้องระดมแนวร่วมลงมาเล่นเกมส์นี้ชนิดที่ไม่มีการซ่อนดาบอีกต่อไปแล้ว เพื่อระดมมวลชนให้มากที่สุด
การชุมนุมครั้งไหนๆก็ไม่เคยมีกลุ่มมุสลิมเข้าร่วมเท่าครั้งนี้ โผล่หน้าชูป้ายบอกที่มาทางโทรทัศน์อย่างภูมิใจ มุสลิมปักหลักร่วมต่อต้านรัฐฯถึงกับมีสถานที่ละหมาดในสถานชุมนุม ข้าวปลาอาหารมีพร้อม แต่ ฮาราลหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
ผู้เขียนเคยได้ยินมาก่อนแล้วว่าสันติอโศกมีความสัมพันธ์กับทั้งศาสนาคริสต์และอิสลาม และได้เคยมีการเสวนาธรรมกับผู้รู้ชาวมุสลิม ดังนั้นไม่มีข้อสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างกันจะนับเป็นญาติธรรมหรือไม่ผู้เขียนไม่ทราบ
แต่งานนี้ใครหลอกใคร ใครใช้ใครกันแน่ก็ยังสงสัยอยู่ วันนี้ยกพวกมาช่วยท่าน วันหน้าถ้ามีงานมีการต้องการกำลังก็ขอแรงจากพวกท่านหน่อยนะ!” ก็ยังน่าจะเป็นไปได้
ในที่สุดเมื่อหมดข้อหาที่จะปลุกระดมก็ยังขับไล่ไม่สำเร็จ มหาจำลองก็ได้เปลี่ยนเป็นประกาศขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ทั้งคณะ
ถ้าหวังให้ทหารออกมายึดอำนาจ ก็ไม่ไว้วางใจว่าทหารจะมอบอำนาจเบ็ดเสร็จแก่ตนดังที่ผ่านมา ในที่สุดก็หงายไพ่ในมือประกาศนโยบายการเมืองใหม่ ๓๐-๗๐  คือ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งร้อยละ ๓๐ มาจากการสรรหาร้อยละ ๗๐ เพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะนำสันติอโศกไปสู่ฝั่งฝันให้ได้  
แต่...ผลกระทบ คือ ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างถาวร และภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติจะบูดเบี้ยวผิดรูปผิดร่าง พิกลพิการน่ารังเกียจหนักกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ เสียอีก
<> 

จากผู้เขียนถึงเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน
เพื่อนๆทั้งหลาย เราทุกคนได้เรียนหนังสือกันมาทุกคนได้รับการสอนกันมาให้เคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง แล้วกฎหมายทุกๆฉบับจะร่างออกมารับใช้ชนชั้นของผู้ร่างนั้นแหละ มิใช่ใครอื่นเลย
เราถูกสอนให้รู้จักซิกมันด์ ฟรอยด์ [Sigmund Freud 1856-1939] เราถูกสอนให้เรียนรู้ทฤษฎีของพาฟลอฟ [Pavlov, 1849-1936] สองยอดนักจิตวิทยาเอกของโลก เราเรียนรู้กฎหมายก็เพื่อความได้เปรียบของตนเหนือฝ่ายตรงข้าม ความรู้จิตวิทยาก็เช่นกัน ได้ถูกนำมาใช้ทั้งทางบวกและทางลบ
พวกเราลองมาอ่านกถาของภิกษุผู้ถูกบ่มเพาะมาด้วยธรรมของนักจิตวิทยา ที่นักจิตวิทยาในโลกปัจจุบันให้การยอมรับว่าเหนือนักจิตวิทยาทั้งปวงในโลกนี้ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ค้นพบธรรมที่มิได้รับใช้เฉพาะชนชั้นใดเลย ไม่ว่ากษัตริย์ หรือจัณฑาล ราชาหรือยาจกก็ได้ดื่มด่ำกับพุทธธรรมบทเดียวกัน อะไรคือทางแก้ไขปัญหาสังคม......เป็นกฎหมาย หรือ พุทธธรรมกันแน่?
ข้อคิดจาก ท่านยสสีภิกขุ
สังคมไทยในอดีตกาล คนในสังคมไม่ได้ถูกปลูกฝังให้มีศีลธรรมเพราะการเทศนาสั่งสอนหรือการอบรมเลี้ยงดูโดยตรงเท่านั้น หากยังได้รับการกล่อมเกลาทางศีลธรรมจากการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน วัดวาอาราม อิทธิพลจากวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ประเพณีเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างมาก ผู้ที่มีวินัยสามารถนำสิ่งที่ถูกกำกับชีวิตมาตั้งแต่เด็กๆมีทั้งวิถีชีวิต ทั้งสภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ครอบครัว จึงเป็นไปในทางที่ดีงาม ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามทางธรรมนั่นเอง ศีลธรรมระดับโครงสร้าง จึงเป็นรากฐานของศีลธรรมระดับวัฒนธรรม
เราจะเห็นได้ว่าการเรียนรู้นั้นสำคัญกว่าการสอน ไม่ว่าพร่ำสอนเพียงใดก็ตามแต่หากการสอนนั้นไม่กระตุ้นหรือส่งเสริมการเรียนรู้ของอีกฝ่ายเลยการสอนนั้นก็ไร้ประโยชน์ นี้คือเหตุผลสำคัญที่หลายฝ่ายมองว่าทำไมการสอนส่วนใหญ่ในบ้านและในโรงเรียนจึงไม่ได้ผล ในทางตรงข้ามผู้คนกลับเรียนรู้จากสื่อมวลชนมากมาย ทั้งๆ ที่สื่อเหล่านั้นไม่ได้สอนเลย สื่อไม่เคยสอนว่า วัตถุนิยม ความรุนแรง และการหมกมุ่นทางเพศเป็นเรื่องดี แต่เนื้อหาของสื่อที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหล่านั้นก็มาก และน่าสนใจพอที่จะกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นการสอนศีลธรรมโดยให้เด็กท่องจำอย่างเดียว แต่ไม่ส่งเสริมให้เด็กแลเห็นด้วยตนเองว่าศีลธรรมนั้นคืออะไร ดีอย่างไร และจำเป็นอย่างไรต่อชีวิตและสังคม ที่สำคัญคือเด็กไม่ได้ถูกฝึกมาให้เรียนรู้ที่จะเอาใจเราไปใส่ใจเขาเพื่อเข้าใจถึงผลจากการเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยเหตุนี้การสอนศีลธรรมไม่ว่าในบ้านหรือในโรงเรียนประสบความล้มเหลวเป็นอย่างมาก
จากบทความ: การเสริมสร้างศีลธรรมในปัจจุบัน 
โดย...ท่านยสสีภิกขุ
เรียนเพื่อนร่วมทุกข์ฯ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหลาย
ไม่ต้องสรุปหรือตั้งข้อสังเกตใดๆอีกแล้ว ชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าผู้บริหารประเทศทั้งหลายมองไม่เห็นความสำคัญของพุทธธรรมอันประเสริฐ จึงมิได้นำศาสนาพุทธไปใช้ปรับปรุงสังคมของเราเอง มิได้นำพุทธธรรมมาปลูกฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกตั้งแต่ปฐมวัย เพื่อที่จะได้มีผู้ใหญ่ที่ดีเข้าไปแทรกอยู่ในเส้นเลือดและทุกองคาพยพของแผ่นดินไทยในวันข้างหน้า
<> 
อีกหนึ่งประเด็นของท่านยสสีภิกขุ
ใคร่ตั้งข้อสังเกตว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ตั้งคุณธรรม จริยธรรมซึ่งเป็นนามธรรมมาเป็นประเด็นหลัก เมื่อเป็นนามธรรมจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก
หลักคุณธรรมจริยธรรมที่กำหนดขึ้นมาใหม่นั้นจะอยู่บนพื้นฐานของศาสนาหรือลัทธิใด อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้
§     ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดธรรมนูญแห่งชาติขึ้นมา จะใช้บังคับกับบุคคลทุกกลุ่มหรือไม่?
§     พระสงฆ์หรือนักบวชของศาสนาอื่นๆจะต้องหันมาปฏิบัติตามธรรมนูญแห่งชาติด้วยหรือไม่?
ถ้าอย่างนั้นหลักศาสนาของแต่ละศาสนาจะถูกละทอดทิ้งสมควรที่รัฐบาลควรจะจัดตั้งคณะกรรมการทบทวนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
จาก: บทวิเคราะห์ กรณีร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติส่งเสริมหรือทำลายพุทศาสนา
โดย  ท่านยสสีภิกขุ
<> 
จากประเด็นคำถามของท่านยสสีภิกขุข้างต้น
ได้มีอีกหนึ่งท่านที่ตั้งคำถามเดียวกัน คือ นายถนอม บุตรเรือง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย...ได้ถามว่า
เมื่อออกมาเป็นธรรมนูญอย่างนี้แล้ว คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมต้องปฏิบัติตามคุณธรรมที่บัญญัติขึ้นมาใหม่หรือไม่ รวมทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์ ซึ่งมีบทบัญญัติของแต่ละศาสนาอยู่แล้วต้องเปลี่ยนมาปฏิบัติตามธรรมนูญตามพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมฯ หรือไม่?
ผู้เขียนขอให้คำตอบแก่ท่านผู้อ่านแทนทั้ง ๒ ท่าน ดังนี้
ตามที่ผู้เขียนได้นำแผนผัง แผนยุทธศาสตร์ ของศูนย์คุณธรรม ที่ผู้เขียนได้นำมาจากประกาศของศูนย์คุณธรรมเองมาแสดงจะเห็นได้ว่าได้ระบุองค์กรในสถาบันศาสนา มี ๕ ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกซ์ ฮินดู   
นั่นคือเป้าหมาย...แต่จะทำได้จริงหรือไม่? ผู้เขียนก็จะมีข้อเท็จจริงพร้อมกับหลักฐานมาตอบท่าน คือ...มีเหลือแค่สถาบันพุทธศาสนาเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามธรรมนูญคุณธรรมแห่งชาติฉบับนี้  ตังประกาศแผนงานชุดโครงการโครงการศูนย์คุณธรรม ปี ๔๗- ๕๐ที่ได้นำมาแสดงต่อไปนี้

แผนงานชุคโครงการ โครงการศูนย์คุณธรรม ปี ๔๗ ๕๐
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า
ใน แผนงานชุคโครงการ โครงการศูนย์คุณธรรม ปี ๔๗ ๕๐ มิได้กล่าวถึงศาสนาอื่นใดเลยนอกจากสถาบันพุทธศาสนาเท่านั้น และได้กล่าวเฉไฉเป็นเรื่องอื่นดังที่ได้คัดลอกมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันให้ชัดเจน ดังนี้
·                   สถาบันศาสนา
·        เพิ่มศักยภาพพระสงฆ์
·        ฝึกอบรมคุณธรรม ค่ายพุทธบุตร ค่ายพุทธธรรม
·        อบรมสตรีชาวพุทธเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม
·        เราจะพ้นทุกข์ร่วมกัน
·        ยุวฑูตศาสนิกสัมพันธ์บนพื้นฐานคุณธรรม
·        ฯลฯ

ทำให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก
๑.                 ไม่ได้รับความร่วมมือจากศาสนาอื่นที่มีบทบัญญัติของศาสนาของเขาอยู่แล้ว
๒.                 มีศาสนาพุทธเท่านั้น    ที่กดหัวแล้วมีปฏิกิริยาที่รุนแรงน้อย ไม่ถึงเลือดตกยางออกพุทธศาสนิกชนก็ไม่สนใจใยดีอะไร ไม่เหมือนศาสนาอื่นที่อาจจะถูกร้องกล่าวโทษไปทั่วโลกว่า กดขี่ศาสนา ผู้นำกฎหมายมาใช้อาจจะตายก่อนใคร
๓.                 ศาสนาอื่นที่มิใช่พุทธศาสนาคือเป้าลวง เป้าหมายจริงที่แค้นฝังจิต มีมหาเถรสมาคมเป็นเป้าหมาย พร้อมกับยกระดับสันติอโศกขึ้นเป็นศาสนาใหม่
·                    ขอถามว่าผู้บริหารศูนย์คุณธรรมว่า ! ในเมื่อเรามีดำริที่จะใช้กฎหมายแทนศาสนา ถ้าหากว่ามีบางศาสนาที่จะขอใช้บทบัญญัติศาสนาของเขามาเป็นกฎหมายบ้างจะได้ไหม?...คือ เขาใช้กฎหมายเขา เราใช้กฎหมายเรา! ต่างก็มีกฎหมายใช้กันคนละฉบับ !
·                    ขอให้สังเกต! การปฏิบัติการก่อการร้าย จะเห็นว่า ใช้วิธีรุกคืบ ได้คืบเอาศอก ปกปิดเป้าหมายสูงสุดไว้เป็นความลับสุดยอดเสมอ.....ใครเอาวิธีของใครมาใช้? น่าสงสัย
·                    การชุมนุมของพันธมิตรครั้งนี้ มหาจำลองโยนข้อหาใส่รัฐบาลไม่ว่ากี่ข้อหา จะจริงหรือเท็จก็ตาม จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นขับไล่รัฐบาล แต่ไม่มีทางพูดถึง สันติอโศก เด็ดขาด
·                    พวกเราชาวพุทธต้องระวัง! สงครามศาสนาอาจจะเกิดขึ้นกลางเมืองไทยก็คราวนี้แหละ ดูว่าใครเป็นผู้นำก็ย่อมไม่ต้องทายอนาคต              
เพื่อนผู้มีที่พึ่งคือพระรัตนตรัยร่วมกัน ขอได้โปรดสำนึกเถิดว่าอันตรายกำลังอยู่ข้างตัวเราแล้ว แต่เรากลับส่องกล้องหาจำเลยที่กำลังเกาะอยู่ที่ขนตาตนเอง ซึ่งไม่มีวันหาพบ
การที่ท่านที่เชื่อมั่นในหนทางแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วยกฎหมายได้โปรดทบทวนและศึกษาเรื่องจริงที่ได้เกิดขึ้นแล้วต่อไปนี้




>> 
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กำลังกราบเจ้าสำนักสันติอโศกเจ้าลัทธิใหม่ สาขาสพานมัฆวาน                                       
>>


ความอัปยศที่หมดทางแก้ตัวของนิติธรรม
อนุสาวรีย์ ถุงกล้วยแขก พระพยอม
เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นเป็นข่าวใหญ่ น่าสลดใจที่ได้เกิดขึ้นกับวัดสวนแก้วของพระพะยอมกัลยาโน ผู้เขียนจะนำมาเล่าเป็นเรื่องย่อพอเข้าใจดังนี้
๑.                  มูลนิธิสวนแก้วของวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซื้อที่ดิน 1 ไร่เศษที่อยู่หน้าวัด ราคา ๑๐ ล้านบาท เมื่อปี ๒๕๔๗ จากนางวันทนา สุขสำเริง เพื่อสร้างที่ทำการมูลนิธิ
๒.                 เนื่องจากนางวันทนาเป็นคนดูแลที่ดินให้กับเจ้าของเดิม คือ นางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ ขณะเดียวกัน มี เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางใหญ่ แนะนำ...ให้ยื่นเรื่องต่อศาลขอครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายก่อนจะมีการออกโฉนดให้อย่างถูกต้อง
๓.                 ศาล จึงมีคำสั่งมาที่ "กรมที่ดิน" ให้ออกโฉนดให้   เมื่อได้โฉนดมาแล้ว "ผู้ขาย" ก็นำมาขายให้กับมูลนิธิสวนแก้ว
๔.                 เวลาผ่านไป "เจ้าของเดิม" ก็มาฟ้องร้อง "ผู้ขาย" กับ มูลนิธิสวนแก้ว เพื่อให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์
๕.                 ในที่สุด ศาล ได้มีคำพิพากษาให้เจ้าของเดิมเป็นฝ่ายชนะ ทำให้โฉนดที่ดินมูลค่า ๑๐ ล้านบาท ที่มูลนิธิครอบครองนี้ กลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าในทันที

<< อนุสาวรีย์ถุงกล้วงแขก    ที่พระพะยอมสร้างไว้เป็น               อนุสรณ์ให้เห็นความอัปยศของบ้านเมืองในยุคคุณธรรม=0



๖.                  ส่วนนางวันทนายอมรับว่าเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้วัดสวนแก้วใช้จ่ายไปหมดแล้ว ไม่มีเงินมาคืน
๗.                 ในที่สุด พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้สร้างอนุสาวรีย์ ถุงกล้วยแขก เป็นการเตือนใจมิให้เกิดกรณีเช่นนี้ กับผู้อื่นอีกต่อไป
กรณีนี้ท่านผุ้อ่านโปรดพิจารณาหาผู้ผิดว่าเป็นใคร ?
๑.                  ผู้ขาย ซึ่งไปครอบครองปรปักษ์ ?
๒.                 ศาล ซึ่งออกคำสั่งให้กรมที่ดินออกโฉนดให้ผู้ขาย ?
๓.                 กรมที่ดิน ซึ่งออกโฉนดตามคำสั่งศาล ?
๔.                 เจ้าของเดิม ซึ่งมาร้องเรียนภายหลัง และฟ้องคนซื้อแทนที่จะฟ้องกรมที่ดิน กับกระบวนการศาล ?
ผู้เขียนขอให้คำตอบแก่ผู้อ่าน โดยขอแบ่งออกเป็น สถาบัน เช่น ศาล และกรมที่ดิน ทั้งสองสถาบันไม่มีอะไรผิดเลย มีแต่ คนผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยมิได้พก หิริโอตัปปะ ติดตัวมาด้วย จึงเรียกได้แค่ คนเพราะได้ขาดคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
ศาล จะพิจารณาคดีใดๆ ต้องพิจารณาและตัดสินตามเนื้อหาคำให้การของทั้งสองฝ่าย และนำกฎหมายมาประกอบการพิจารณา ถ้าหากกฎหมายระบุไว้อย่างไรก็ต้องพิจารณาและตัดสินไปตามนั้น และจะตัดสินตามประเด็นที่ร้องขอเท่านั้น
ควรอย่างยิ่งที่จะนำ ระบบราชการ และ กฎหมาย มาพิจารณา เพราะตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็เห็นกันมาตลอดว่า ความผิดพลาดที่ได้เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ถึงกับสูญเสียมากมายแค่ไหน ตายไปกี่คนต่อกี่คน เมื่อผิดแล้วปล่อยให้ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะแก้ไขต้องสังเวยด้วยความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่า  หาคนรับผิดไม่พบ แต่คนรับชอบมีมากมาย
เมื่อไม่มีพุทธธรรมในหัวใจก็หาคนแก้ไขไม่ได้ ถึงมีคนแก้ไขแต่มีคนค้านมากมาย ก็แก้ไขไม่ได้อยู่ดี!! ก็เลยต้องกลับไปที่ คน เช่นเดิม  ดังเช่น เจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอบางใหญ่ ที่มี ความโลภเป็นเจ้าเรือน เป็นผู้เริ่มต้นแนะนำให้ทำในทางที่ไม่ถูกต้อง และได้ใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ใส่ตนนั่นแหละ..เป็นผู้ผิด  
จะเห็นได้ว่าผู้รู้กฎหมายแต่เปี่ยมด้วยกิเลสเป็นฝ่าย ได้กับได้ และรอดหนีช่องโหว่กฎหมายไปได้ทุกที ส่วนตาสี ตาสาด้อยการศึกษา กับหลวงพ่อพระพยอมที่อยู่ในโลกแห่งธรรม เชื่อว่า กฎหมายเหมือนพุทธธรรม คือ เป็นความจริงที่ได้ผ่านการพิสูจน์แล้ว และทุกคน ควรปฏิบัติตาม แต่..กลับเป็นฝ่ายที่มีแต่ เสียกับเสีย
สรุป เป็นประจักษ์ได้ว่า กฎหมายไม่เคยตามกิเลสของมนุษย์ได้ทัน องค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าได้ทรงเห็นแล้วว่า ดับปัญหาทั้งปวงต้องดับจากภายใน คือ ดับกิเลสที่อยู่ในจิตมนุษย์เท่านั้น
 ไทย เดินทางผิดมาตลอด จึงได้มีรัฐธรรมนูญมากฉบับที่สุดในโลก เพราะคิดว่ากฎหมายเป็นยาวิเศษ ผู้เขียนได้สรุปความจริงข้อนี้ไว้เป็นชื่อนำของบทที่ ๑๒ ว่า  พุทธธรรม (กว่าสองพันปียังทันสมัย) กับ กฎหมาย (แก้ไขกี่ครั้งก็ยังไล่จับกิเลศไม่ทัน) มีนักกฎหมายที่กรำคดีความจนรู้ซึ้งของความจริงข้อนี้ ได้หันเข้าหาพุทธธรรมกลายเป็นผู้ปฏิบัติธรรมไปมากมาย


คดีต่อไป
ท่านผู้อ่านคงจะจำ คดีเชอรี่ แอน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับผิดตัว ผู้บริสุทธิ์รับกรรมติดคุกทั้งๆที่ไม่ได้เป็นฆาตกร ผู้ต้องหาบางรายต้องตายคาคุกไม่มีวันได้รับรู้ว่า...สุดท้ายเขาคือ ผู้บริสุทธิ์  
น่าสลดใจมากกว่านั้น
เมื่อประมาณ ต้นปี พ.ศ.๒๕๕๑ นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ประกาศต่อสาธารณชนว่า มีนักโทษจำนวน ๘๐๐๐ คน ที่ถูกจำขังทั่วประเทศ จากการที่ได้พิสูจน์จากข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และพยานแล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่..กรมราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจปล่อยตัว เพราะเป็นอำนาจของศาล
กรณีนี้...ได้บอกถึงความล้มเหลวของระบบราชการ และความไม่เท่าเทียมกันในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย และความล้มเหลวของจรรยาบรรณข้าราชในกระบวนการยุติธรรม
ทุกๆขั้นตอนของคดีความ อยู่บนพื้นฐานของธรรมะที่มาจากภายในจิตของมนุษย์ซึ่งเป็นกลไกเฟืองขับที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรม 
ขอจบบทนี้ด้วยความจริงที่น่าสลด แต่...เป็นอุทาหรให้สำนึกในความสำคัญของพุทธธรรม
ผู้เขียนขอมอบข้อคิดให้แก่เพื่อนร่วมที่พึ่งพระรัตนตรัยด้วยกันว่า
o       ไม่มีธรรมะจำลองใดที่จะประเสริฐเทียบเท่าธรรมะแท้ของพระพุทธองค์
o       เราต้องแก้ไขปัญหาสังคมของเราด้วยพุทธธรรม ก่อนที่มีใครมาอ้างลัทธิและศาสนาของเขาเข้ามาแก้ไขปัญหาสังคมพร้อมกับทวงบุญคุณ
o       พุทธศาสนาอาจจะมีนิกายที่ต่างกันแต่มิได้มีนิกายใดๆในศาสนาพุทธที่เลี้ยงฆราวาสที่มีนิสัยก้าวร้าวดังเช่นสำนักสันติอโศกเลี้ยง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แล้วปล่อยให้ออกมาข่มขู่รัฐบาลเช่นนี้
o       มีสำนักเดียวที่บิณฑบาต เลียนแบบพระสงฆ์  มีหลายเพศในตนเอง เรียกตนเองเป็น อาตมา เหมือนพระ แต่มีบัตรประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งดังฆราวาส และมีพรรคการเมืองข้างตัว คือ พรรคพลังธรรม และ พรรคเพื่อฟ้าดิน เพื่อหวังผลอำนาจทางการเมือง
o       ขอให้พวกเราชาวพุทธจงพาตน และครอบครัวขยับจิตเข้าใกล้พระพุทธศาสนามากกว่าที่เคยเป็น
o       นำบุตรหลานของท่านเข้าอุปสมบท รับการอบรม และศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อจะได้นำความรู้พุทธศาสนาเถรวาทแท้ ที่ได้ถ่ายทอดต่อๆมานับสองพันกว่าปี มาใช้กับชีวิตตนเองและประเทศชาติในวันข้างหน้า  และจะได้ทราบความจริงว่าพระที่ดียังมีอีกมาก ที่พวกเสี้ยนศาสนาไม่เคยเอ่ยถึง
o       ช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศชาติของเราประสบกันวิกฤติที่ประดังเข้ามาหลายเรื่อง ทั้งปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาศาสนา ที่มีทั้งศาสนานอกพุทธและศาสนาเทียมพุทธ หรือพุทธจำลองที่จะหวังเข้าครอบงำสังคมไทยทั้งชาติ เป็นเรื่องที่ชาวพุทธจะต้องตื่นตัวและเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ปกป้องพระพุทธศาสนาไว้ให้ได้ อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด

<<  จบ....เรื่องของคุณธรรมจำลอง ณ บัดนี้  >>









ผนวก ๑ ท้ายบทที่ ๑๓
ที่จริงแล้วเนื้อหาของบทผนวกนี้ ควรจะอยู่ในบทที่ ๑๓ แต่เนื่องจากผู้เขียนเจตนาให้หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายชี้ประเด็นวิกฤติสังคม และวิกฤติศาสนา จึงได้เขียนเพียงเนื้อหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสันติอโศก และ พล.ตรี จำลอง ศรีเมือง ในประเด็นดังกล่าวเท่านั้น
ระหว่างที่เขียนบทที่ ๑๓ เหตุการณ์อยู่ในระดับเป็นการชุมนุมตามปรกติ เพียงแต่ยืดเยื้อให้เป็นห่วง อีกทั้งความแตกแยกทางความคิดที่หนักข้อขึ้นทุกวัน ระบาดเข้าไปสร้างความแตกแยกถึงในครอบครัว ด้วยอิทธิพลของโทรทัศน์ช่อง ASTV.ที่ได้ดำเนินรายการมาเป็นเวลานานนับปี
เหตุการณ์ที่ไม่ปรกติได้เกิดขึ้นหลังจากได้เขียนบทที่ ๑๓ จบลงไปแล้ว และขณะที่กำลังจะเขียนบทสุดท้าย ดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำเหตุการณ์ ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้าที่เป็นเหตุการณ์ไม่ปรกติจนกลายเป็นปฏิบัติการกบต่อแผ่นดินย้อนกลับมาแทรกเป็นบทผนวกต่อท้ายบทที่ ๑๓ ดังที่เป็นอยู่นี้
จากที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในบทที่ ๑๓ หัวข้อ เริ่มงานมวลชน สู่ เป้าหมายที่ปิดลับ ว่า
มหาจำลองเองรู้ว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของตนเอง ที่จะนำสันติอโศกขึ้นสู่สำนักความเชื่อระดับชาติหลังจากที่ผิดหวังมาหลายครั้ง ตั้งแต่งานวิสาขบูชาโลก ต่อมาเมื่อขับไล่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้สำเร็จ หวังว่าร่างพระราชบัญญัติคุณธรรมแห่งชาติจะผ่านสภาฯ ในสมัยรัฐบาลทหารที่ตนได้ช่วยเรียกได้ว่าเอาชีวิตเข้าแลก แต่ก็กลับไม่เป็นไปตามหวัง
หวังว่าการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๕๐ ผ่านสภา จะได้พรรคการเมืองที่ตนคุยกันรู้เรื่องแล้วจะได้เสนอ พ.ร.บ.กลับเข้าไปใหม่ ผลการเลือกตั้งกลายเป็นพรรคพลังประชาชนที่มีส.ส.มาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบนำส.ส.เข้าสภาฯมากมายจนตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ...ก็เลยอด
ที่สุดก็ได้ประจักษ์แล้วว่าการเสนอพ.ร.บ.คุณธรรมแห่งชาติเพื่อเป็นฐานยกระดับ สันติอโศกตามขั้นตอนทางสภาฯนั้นไม่สำเร็จแน่นอนแล้ว เพราะยังมีมหาเถรสมาคมเป็นสถาบันหลักทางศาสนาและมีความมั่นคง มีประชาชนอีกจำนวนมากที่หวงแหนพระพุทธศาสนา และ รู้ทันมหาจำลองคอยขัดขวาง ดังนั้นจึงต้องใช้ทางลัดที่ตนถนัด
<>  
จาก ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นทางลัดของมหาจำลอง ที่ได้เกิดขึ้นในเช้าวันที่ ๒๖ ส.ค.๕๑ หนังสือพิมพ์มติชนได้เรียบเรียงและสรุปข่าวไว้ดีแล้ว ผู้เขียนขอนำบทความของมติชนมาเรียนเสนอดังต่อไปนี้
เหตุการณ์พันธมิตรยึด 6 หน่วยงานรัฐ - ระทึก! นาทีต่อนาที พันธมิตรยึดเอ็น.บี.ที.
เหตุการณ์นาทีต่อนาที กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนเข้ายึดหน่วยราชการต่างๆ รวม 6 แห่ง ตาม แผนปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า    โดยระบุว่าเป็นการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายในการขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พร้อมทั้งนาทีบุก เอ็น.บี.ที. จนต้องยุติออกอากาศ
หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนขบวนเข้ายึดหน่วยราชการต่างๆ รวม 6 แห่ง ตาม แผนปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า โดยระบุว่าเป็นการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายในการขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
แผนปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ได้เริ่มขึ้นก่อนฟ้าสาง โดยเวลา 05.50 น. บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีอ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 12/2551 กำหนดเป้าหมายและวิธีการชุมนุมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย้ำใช้สิทธิตามมาตรา 63 ยึดมั่นแนวทางสันติวิธี ระบุอาจต้องปิดการจราจรและทำให้สถานที่ราชการบางแห่งไม่สามารถเปิดทำการ เพื่อไม่ให้รัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมเข้าทำงานจนสร้างความเสียหายล่มจมต่อประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เวลาประมาณ 05.45 น. กลุ่มชายฉกรรจ์ 80 คน บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นทีบี ทำลายข้าวของภายในสถานีโทรทัศน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลรักษาความปลอดภัยที่เอ็น.บี.ที. จึงเข้าจับกุม ขณะเดียวกัน ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร แจ้งมายังเวทีปราศรัย ว่า ต้องการความช่วยเหลือด่วนที่สถานีโทรทัศน์เอ็น.บี.ที. ให้ส่งกำลังไปช่วย แกนนำได้ประกาศให้เจ้าของรถบัสที่นำประชาชนจากต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุม มารอรับประชาชนเดินทางไปยังเอ็น.บี.ที. พร้อมกับรถบรรทุก 6 ล้อ
ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรได้เดินทางไปปิดล้อมทำเนียบไว้ โดยมีการระดมประชาชนอีกหลายร้อยคนให้ตามนายพิภพ ธงไชย แกนนำอีกรายไปร่วมสมทบกับนายสมศักดิ์ด้วย
กระทั่งเวลา 07.50 น. แกนนำพันธมิตรบนเวทีปราศรัย ได้แจ้งให้ประชาชนเข้าแถวหน้าเวที กลุ่มละ 500 คน เพื่อจัดกลุ่มเตรียมทยอยสมทบกันเดินทางไปยังกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมรถบรรทุกที่ใช้ปราศรัยที่มีป้ายผ้าเขียนข้อความว่า รัฐบาลชั่วต้องออกไป ชาติล่มจมแล้ว กลุ่มแรกนำโดยนายสุริยะใส กตะศิลา นายพิภพ ธงไชย นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) นำทีมกลุ่มผู้ชุมนุมรวม 4 ชุด จำนวน 2,000 คน เดินทางไปยังกระทรวงการคลัง ขณะที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นแกนนำผู้ชุมนุมจำนวน 4 ชุด รวม 2,000 คน เดินทางไปยังกระทรวงคมนาคม
เวลา 08.30 น.        กลุ่มพันธมิตร 2,000 คน บุกเข้าไปยึดกระทรวงคมนาคมได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นมีการนำผู้ชุมนุมประมาณ 1,000 คน ข้ามฝั่งไปยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯได้ปิดประตูทางเข้าทุกประตู จึงมีการใช้กำลังเข้าพังประตูจนเข้ายึดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผลสำเร็จ
ส่วนที่กระทรวงการคลัง กลุ่มพันธมิตร 2,000 คน เดินทางไปถึงเวลา 09.00 น. และกระจายกำลังปิดล้อมตั้งแต่หน้ากระทรวงการคลังถึงกรมประชาสัมพันธ์ แต่ไม่สามารถเข้าได้ เนื่องจากมีการนำโซ่ขนาดใหญ่มาคล้องประตูไว้ ทำให้การจราจรโดยรอบติดขัด เวลา 11.15 น. กลุ่มพันธมิตรได้นำคีมเหล็กมาตัดประตู 4 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และช่วยกันดึงประตูให้หลุด และกรูกันเข้ามาในกระทรวงการคลังเป็นผลสำเร็จ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล็อคประตูอาคารและกรมต่างๆ ภายในกระทรวงการคลังอย่างแน่นหนา ส่วนกลุ่มข้าราชการได้ทยอยกลับบ้านตั้งแต่เวลา 11.00 น.
ทั้งนี้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่อนุญาตให้กลุ่มพันธมิตร สามารถใช้ห้องน้ำของตึกได้ พร้อมทั้งนำถังน้ำเย็นและถ้วยน้ำดื่มมาบริการให้กับกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้คุณหญิงจารุวรรณเดินทางมาถึงได้โบกมือกับกลุ่มพันธมิตรก่อนจะเดินขึ้นตึกไป
เวลา 14.00 น. กลุ่มพันธมิตรที่ล้อมรอบบริเวณทำเนียบ ประมาณ 1,000 คน นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ผลักประตูทำเนียบรัฐบาลเป็นผลสำเร็จ และกรูเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลเป็นผลสำเร็จ
จากนั้น แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้สั่งถอนผู้ชุมนุมออกจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ และเอ็น.บี.ที.เพื่อให้ไปสมทบที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่พันธมิตรส่วนหนึ่งเข้าไปยึดภายในอาคารกรมประชา-สัมพันธ์ ซอยอารีย์ เวลาประมาณ 15.45 น.
ประกาศพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 12/2551
เรื่อง กำหนดเป้าหมายและวิธีการชุมนุมสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ณ บัดนี้ได้มาถึงเวลาเช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2551 อันเป็นวันที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยมีพลังของกองทัพประชาชนกู้ชาติ ที่ยิ่งใหญ่ ห้าวหาญ เกรียงไกร เปี่ยมไปด้วยพลังทางศีลธรรม ที่สมควรได้รับการคารวะอย่างสูงยิ่ง
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะยังคงธำรงภารกิจศักดิ์สิทธิ์เดิมในการปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และโค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ตลอดจนสร้างการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติชุดนี้กำลังจะทำให้บ้านเมืองล่มจม เพราะได้ย่ำยีรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ เหิมเกริมถึงขั้นจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อฟอกความผิดให้กับตัวเอง และพวกพ้อง ตลอดจนจะล้มล้างสถาบันองคมนตรี ซ่องสุมอุ้มชูผู้คนเป็นขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉ้อฉลปล้นชาติล้างผลาญเงินงบประมาณเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวและพวกพ้อง ถึงขั้นเตรียมการจะปล้นคลังหลวง สร้างรัฐตำรวจกลั่นแกล้งใส่ร้ายประชาชนอย่างไร้ศีลธรรม สร้างอันธพาลป่าเถื่อนของรัฐบาลทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่งเสริมให้คนชั่วให้มีอำนาจในแผ่นดิน กำจัดคนดีออกจากอำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ขายชาติขายอธิปไตยทำให้สูญเสียดินแดนบนบกและแหล่งพลังงานธรรมชาติในอ่าวไทย มุ่งร้ายและทำลายองค์กรอิสระและสถาบันตุลาการ และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบใช้หน่วยงานและเครื่องมือของรัฐแทรกแซงสื่อสารมวลชน ให้ข้อมูลเท็จและทำให้เกิดความเข้าใจผิดในบ้านเมือง
ดังนั้น นับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป การชุมนุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีเป้าหมายหลักเพื่อการขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติที่ไร้จริยธรรมให้ออกไปจากการบริหารประเทศโดยเร็วที่สุด อันเป็นหนทางเดียวในการกอบกู้ประเทศชาติ ที่ใกล้ล่มจมอยู่ในขณะนี้ มิให้ต้องล่มจมลงไปในที่สุด
เพื่อบรรลุเป้าหมายในการชุมนุมในครั้งนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำหนดวิธีการให้กองทัพประชาชนกู้ชาติปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.       ให้กองทัพประชาชนกู้ชาติได้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบ และปราศจากอาวุธ อันเป็นการใช้สิทธิของประชาชนตามมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 อย่างเคร่งครัด
ในการนี้ให้พี่น้องประชาชนที่ได้เข้าร่วมการชุมนุม ได้ยึดมั่นในสันติวิธี ไม่ใช้วาจาหรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุ และไม่ทำลายทรัพย์สินทางราชการโดยเด็ดขาด
2.         ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์มาโดยตลอดแล้วว่า การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีแต่ความสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ โดยที่ไม่เคยเกิดเหตุวุ่นวายแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นหากมีผู้ใดก็ตามที่เข้าร่วมชุมนุม และก่อความไม่สงบ ยั่วยุ ก่อกวน สร้างเงื่อนไขให้เกิดการทะเลาะวิวาท กระทำการรุนแรง หรือการทำลายทรัพย์สินทางราชการ ให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่หวังดีและเป็นอันธพาลของรัฐบาล ที่ต้องการทำลายความชอบธรรมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการตามขั้นตอนของกฎหมายในทันที โดยให้ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว
3.       เมื่อมีประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากเพื่อใช้สิทธิตามมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีความจำเป็นต้องปิดช่องการจราจรและอาจถึงขั้นไม่สามารถทำให้สถานที่ราชการบางแห่งเปิดทำการได้
หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าเป็นการสำแดงพลังของกองทัพประชาชนที่ไม่ต้องการให้ประเทศชาติต้องล่มจม จึงไม่ยินยอมให้โอกาสรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมทั้งในทางนิติธรรม และศีลธรรม บริหารประเทศชาติและเข้าทำงานสถานที่ราชการนั้นอีกต่อไป
พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนข้าราชการเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองมิให้ล่มจมอย่างพร้อมเพรียง
4.         เพื่อความสำเร็จในเป้าหมายในการชุมนุม หากมีการเคลื่อนกองทัพของประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนฟังและปฏิบัติตามคำสั่งและประกาศจากเวทีใหญ่มัฆวาน อย่างมีวินัย และเคร่งครัด
ประกาศ ณ เช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นาทีต่อนาที พันธมิตรยึดเอ็น.บี.ที.
04.00 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเข้าดูแลรักษาความปลอดภัยสถานีวิทยุโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ เอ็น.บี.ที. ถนนวิภาวดีรังสิต
05.45   น. ขณะที่นายพระรถ เฉลิมแสน และนายสุคนธ์ ชัยอารี กำลังเตรียมดำเนินรายการ คุยข่าว ที่จะออกอากาศ
06.00   น.   ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ประมาณ 78 คน หญิง 2 คน บุกเข้าสถานีเอ็น.บี.ที. ทุบกระจกอาคาร พร้อมทั้งทำลายข้าวของภายในสถานี เพื่อพยายามหยุดการออกอากาศ และถูกจับกุม
06.00   น.  โดยนำตัวไปควบคุมไว้ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
06.40   น. เอ็น.บี.ที. ปิดประตูรั้วด้าน ถนนวิภาวดีรังสิต เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรนำรถบรรทุกมาปิดล้อมด้านหน้าประตู
07.40   น.   พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรนำคนประมาณ 500 คน พร้อมรถบรรทุกมาปิดล้อมเอ็น.บี.ที.
08.30  น.  ชายฉกรรจ์ในกลุ่มพันธมิตรพยายามเขย่าประตูเหล็กจนทำให้ประตูพัง จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมและรถกระจายเสียงต่างเข้าสู่ตัวอาคารสถานีโทรทัศน์เอ็น.บี.ที. และเข้ากระชากประตูกระจกเพื่อขึ้นไปในอาคารที่ล็อคไว้ กระทั่งสามารถเข้าไปได้ จากนั้นกระจายกันขึ้นไปบนตัวอาคาร ทำให้ผู้สื่อข่าวเอ็น.บี.ที.ประมาณ 10 คน ต้องหลบหนี ส่งผลให้เอ็น.บี.ที.ต้องหยุดการออกอากาศ
10.00   น.   นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ที่มาดูเหตุการณ์ ถูกกลุ่มพันธมิตรโห่ไล่รุมชกหน้าและปาขวดน้ำใส่
10.05   น.   เอ็น.บี.ที.ออกอากาศอีกครั้ง โดยมีการนำรถโอบี สำหรับถ่ายทอดสดไปจอดไว้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ระหว่างนั้น นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และ น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ดำเนินรายการ ได้ออกอากาศแจ้งว่า นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนของกรมประชาสัมพันธ์เตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา และให้ออกอากาศถ่ายทอดเสียงจากจุดที่นายจิรายุและ น.ส.ตวงพรกำลังดำเนินรายการอยู่เท่านั้น
11.05 น. กลุ่มพันธมิตรประมาณ 500 คน เคลื่อนไปยัง บช.น. เรียกร้องให้รถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์เอ็น.บี.ที. และสถานีโทรทัศน์ไทยพี.บี.เอส. ขับออกจากบช.น.ไปจอดที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ทั้งนี้ มีตำรวจปราบจราจล พร้อมโล่และกระบองตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย 200 นาย
11.50   น. รถถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์เอ็น.บี.ที.และไทยพี.บี.เอส. เคลื่อนออกจาก บช.น. ทำให้เอ็น.บี.ที.ต้องยุติการออกรายการอีกครั้ง
12.00   น.  เอ็น.บี.ที.ถ่ายทอดรายการอีกครั้งโดยใช้เครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ในต่างจังหวัด
จาก น.ส.พ.มติชน วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551
<> 
จากการยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดที่ทำการของรัฐฯ และทำเนียบรัฐบาลก็เป็นความผิดที่ชัดเจนเกินกว่าการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ของพันธมิตรฯ ในที่สุดฝ่ายรัฐบาลก็ยื่นเรื่องต่อศาลฯ ขอหมายจับแกนนำทั้ง ๙ คนในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักร และ ศาลฯ ก็ได้ออกหมายจับให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดังที่ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตุไว้ในบทที่ ๑๓ ว่า
·                    ขอให้สังเกต! การปฏิบัติการก่อการร้าย จะเห็นว่า ใช้วิธีรุกคืบ ได้คืบเอาศอก ปกปิดเป้าหมายสูงสุดไว้เป็นความลับสุดยอดเสมอ
·                    การชุมนุมของพันธมิตรครั้งนี้ มหาจำลองโยนข้อหาใส่รัฐบาลไม่ว่ากี่ข้อหา จะจริงหรือเท็จก็ตาม จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นขับไล่รัฐบาล แต่ไม่มีทางพูดถึง สันติอโศก เด็ดขาด
เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจาก แผนปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ได้บอกให้เห็นแล้วว่าพลตรีจำลอง ศรีเมือง นำพลพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เล่นการพนันแบบเทกระเป๋าเล่น คือ ถ้าเสียก็เจ๊งหมดตัว
ถึงอย่างไร มหาจำลองก็ได้หลอกเอาประชาชนเป็นตัวประกันความปลอดภัยของแกนนำทั้ง ๙ คนที่มีหมายศาลรอจับอยู่
นโยบายการเมืองใหม่ ๓๐/ ๗๐ ของ พลตรี จำลองฯ เพื่อกุมอาณาจักรการเมืองไว้ในมือ แบ่งศาสนจักรให้นายรัก รักพงษ์ ไปดูแล ยังคงเสนอออกมานอกทำเนียบ โดยที่ตนเองไม่กล้าออกมายื่นต่อสภาฯ ตามขั้นตอนด้วยตนเอง 
ส่วน นายรัก รักพงษ์ ยังคงสิงสู่อยู่ในทำเนียบทำตัวเป็นสมณะโพธิรักคอยให้กำลังใจแก่กบฏแกนนำทั้ง ๙ ด้วยความหวัง
เจตนาดีที่ประสงค์ร้าย
ถ้าจะนับการที่ โพธิรัก ได้ประกาศไม่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ไทย มาจนถึงบัดนี้ ปี พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นเวลา ๓๐ กว่าปี ก็ยังไม่มีใครเข้าไปจัดการอะไรกับ โพธิรักษ์ ผู้อ้างเป็นสงฆ์ได้
แม้กระทั่งศาลได้ตัดสิน ให้มีความผิดในข้อหาแต่งการเลียนแบบพระ  สั่งจำคุกโพธิรักษ์ รวม ๖๖ เดือน โทษจำรอลงอาญา ๒ ปี เมื่อ ๒๙ ธ.ค. ปี พ.ศ.๒๕๓๙ จนต้องเปลี่ยนการเรียกตนเองเป็น สมณะ ก็ยังไม่มีใครจัดการกับ นายรัก รักพงษ์ ได้ กิจกรรมประกาศความเชื่อ สร้างศรัทธา หามวลชนยังคงมีอยู่ จนมีผู้ที่ศรัทธาคล้อยตามนายรัก รักพงษ์ ได้มีคำถามระหว่างที่นายรัก รักพงษ์ อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลว่า
แม้ว่าโพธิรักษ์จะทำไม่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา แต่ท่านก็สอนคนให้ทำความดี และท่านก็อยากสอนต่อไป ท่านจะถือเพศเป็นภิกษุเพื่อทำงานต่อไปไม่ได้หรือ?
คำถามนี้เป็นคำถามที่ยากที่จะตอบว่า ไม่ได้แต่ปราชญ์ผู้ที่รอบรู้ความควรและไม่ควร เช่นเจ้าคุณประยุทธ์ฯ ท่านได้ตอบไว้ตั้งแต่ท่านยังเป็น พระเทพเวที ซึ่งผู้เขียนได้คัดมาให้ท่านผู้อ่านได้นำไปเป็นสติปัญญาดังนี้
>> นี่ไง! โพธิรักษ์ หรือ นายรัก รักพงษ์ >>
พระเทพเวที (เจ้าคุณประยุทธ์ฯ ตอบปัญหา โพธิรักษ์)
โดย พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จากเอกสารอิสระ งานรักษาพระธรรมวินัย วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๒
ถาม : แม้ว่าโพธิรักษ์จะทำไม่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา แต่ท่านก็สอนคนให้ทำความดี และท่านก็อยากสอนต่อไป ท่านจะถือเพศเป็นภิกษุเพื่อทำงานต่อไปไม่ได้หรือ?
ตอบ : รูปแบบของพระภิกษุ ที่เรายึดถือกันอยู่นี้ ที่โกนผมห่มจีวรเป็นต้น เกิดจากพระวินัยหรือวินัยของพระสงฆ์ โพธิรักษ์แก้ไขเปลี่ยนแปลงพระวินัยบ้าง คัดค้านไม่ยอมรับพุทธบัญญัติบางอย่างบ้าง เมื่อตนเองไม่ยอมรับพระวินัยซึ่งเป็นที่มาของรูปแบบนั้นแล้ว ไม่ยึดถือหลักการที่รูปแบบนั้นหุ้มห่อไว้แล้ว ก็ไม่ควรจะใช้รูปแบบนั้น การสละรุปแบบนั้นเสียจะเป็นการแสดงถึงความซื่อตรงต่อหลักการ เป็นการยุติธรรมแก่ผู้ที่เขาใช้รูปแบบนั้น แล้วก็จะทำให้ความดีงามคุณค่าและประโยชน์ที่ตนได้ทำไว้นั้นควรแก่การยอมรับได้ คือ ทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นการแอบแฝง หรือมีเจตนาเป็นอย่างอื่น
การที่โพธิรักษ์ประกาศตนเป็นพระอรหันต์ และพระโพธิสัตว์ในเวลาเดียวกันก็ดี การประกาศตนเป็นพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอรหันต์แล้วกลับชาติมาเกิดก็ดี การที่โพธิรักษ์อวดอุตรมนุสธรรมแล้ว พยายามสร้างความถูกต้องให้แก่การกระทำของตน ด้วยการบัญญัติความหมายใหม่แก่ถ้อยคำในพุทธบัญญัติ ค้านกับบัญญัติในพระวินัยปิฎกตลอดจนถึงกับประกาศว่า ลัทธิที่ห้ามอวดอุตรมนุสธรรมไม่ใช่พุทธศาสนาแท้ก็ดี ล้วนเป็นการขัดกับพระธรรมวินัยที่เป็นหลักการของพระพุทธศาสนา เป็นการไม่ยอมรับหลักการของพระธรรมวินัย จนถึงเป็นการบัญญัติธรรมบัญญัติวินัยขึ้นใหม่ แม้ว่าในสายตาของผู้รู้หลักธรรมวินัยจะเห็นว่า คำพูดของโพธิรักษ์เหล่านั้น เป็นเรื่องของความเหลวไหลฟั่นเฟือน แต่เพราะมีผู้ยึดถือตามท่านมาก ก็ย่อมก่อให้เกิดความสับสนผิดเพี้ยนขึ้นในพระธรรมวินัยได้มาก
พระวินัยนั้นเป็นที่มาหรือที่กำเนิดของรูปแบบ เช่นการปลงผมนุ่งห่อจีวร ที่พระภิกษุยึดถือกันอยู่ เมื่อโพธิรักษ์ไม่ยอมรับพระวินัยนั้นแล้ว ท่านก็ไม่ควรใช้ที่มาจากพระวินัยนั้นด้วย ถ้าท่านสละรูปแบบนั้นเสีย จึงจะเป็นการซื่อตรงต่อหลักการ เป็นการพิสูจน์ความซื่อตรงของตนเอง และเป็นการยุติธรรมแก่ผู้ที่เขาใช้รูปแบบนั้น เมื่อสละรูปแบบนี้แล้วจะไปถือรูปแบบอื่นอย่างไร ก็ได้ จะไปตั้งระบบระเบียบแต่งกายอย่างไรก็เป็นเรื่องของตน เมื่อสึกออกไปแล้วไปทำงานของตนในรูปแบบอื่น ก็จะเป็นการแสดงว่าคงไม่มีเจตนาแอบแฝงนี้เป็นอย่างอื่น แล้วความดีที่ทำนั้นก็พอจะมองเห็นได้ว่า น่าจะเป็นไปโดยบริสุทธิ์ การไม่ซื่อตรง กระทำการแอบแฝงนี้เป็นข้อที่น่ารังเกียจมาก ยิ่งถ้าท่านต้องอาบัติปาราชิก เพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริงท่านก็ขาดจากภาวะของพระภิกษุไปแล้ว ท่านก็ไม่มีสิทธิครองเพศต่อไปเลยด้วยซ้ำ
โพธิรักษ์มีสิทธิทำความดีของตนต่อไป ไม่มีใครคัดค้าน แต่โพธิรักษ์ไม่มีสิทธิใช้รูปแบบของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ทำการดัดแปลงแต่งเติมพระธรรมวินัยที่เป็นหลักการของพระพุทธศานา เมื่อโพธิรักษ์ไม่เห็นด้วยกับธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะสละรูปแบบของพระพุทธศาสนา ออกไปทำความดีและสอนความดีตามที่ตนต้องการในรูปแบบอื่น
การประกาศลบล้างหลักการของพระธรรมวินัยอย่างที่กล่าวมา ย่อมเป็นการเพียงพอแล้วที่โพธิรักษ์จะแสดงความซื่อตรงด้วยการสละรูปแบบของพระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ออกไปเสีย แล้วไปตั้งรูปแบบของตนเองขึ้นมาใหม่
<> 
นี่แหละธรรมวาจาของ พุทธบุตร บุตรแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งไม่เคยบอกใครๆว่า รู้ด้วยตนเอง ไม่มีครูทางธรรมเลยในชาตินี้ ดังเช่น นายรัก รักพงษ์
คำตอบมิได้อยู่ที่ ได้หรือ ไม่ได้ตามที่ผู้ถามได้ถามนำให้ตอบ แต่เหตุผลที่ต้องนำมาพิจารณามีมากเกินกว่าที่ผู้ถามเจตนาให้ตอบแค่ ได้หรือ ไม่ได้
ไพ่! ใบสุดท้าย
การชุมนุมครั้งแรก ไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประสบผมสำเร็จด้วยอำนาจทหารที่ออกมายึดอำนาจรัฐ ฉีกรัฐธรรมนูญปี ๔๐
ครั้งที่สอง ตั้งแต่ต้นปี ๕๐ เริ่มต้นด้วยเหตุผลไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ไล่เรียงมาหลายเหตุผล เวลาผ่านมาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ย้ายที่ชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า จากสพานมัฆวานย้ายไปหน้าทำเนียบ จากหน้าทำเนียบกลับไปสะพานมัฆวาน ต่างก็เหน็ดเหนื่อย ปากก็บอกว่าไม่สำเร็จไม่เลิก หรือเป็นสงครามครั้งสุดท้าย แต่ลึกๆแล้วนั้นสิ้นแรงเกิดแล้ว จึงได้..หงายไฟ่ใบสุดท้ายออกมา นั่นคือ... การเมืองใหม่ ๓๐/๗๐
เมื่อยึดทำเนียบที่ทำการของรัฐบาล เวลาผ่านมากว่า ๑ เดือน (ณ วันที่ ๓๐ ก.ย.๕๑) รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมเจรจาใดๆ แม้เปลี่ยนรัฐบาลเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  ก็ยังมิใด้มีการเจรจาจริงจังอะไร มหาจำลองรู้แล้วว่า สงครามครั้งสุดท้าย และการเมืองใหม่ ๓๐/๗๐ ได้ถึงทางตันเสียแล้ว
ส่วนมหาจำลอง ก็ยังคงคิดหาทางลงโดยที่ไม่มีข้อหากบฏเป็นชนักปักหลัง เพราะนับวันความผิดยิ่งชัดแจ้งมากขึ้น ดังนั้นการคิดนโยบายต่างๆของกบฏที่พรั่งพรูออกมา ก็เหมือนกับการฆ่าเวลาและเผื่อว่าจะฟลุ๊ค และเผื่อว่ามีความผิดพลาดใดของฝ่ายรัฐบาลโผล่ออกมาให้ยกขึ้นเป็นประเด็น หรือ รอพลพรรคที่อยู่ในสภาฯทั้งบน และ ล่าง รวมทั้งนักวิชาการแนวร่วมจะออกมาช่วยในข้อหากบฏได้บ้าง เท่านั้นเอง !                           
สรุป !
ม๊อบพันธมิตร ไล่ทักษิณครั้งแรก มีสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นแกนนำ มหาจำลองฯ นำกองทัพธรรม จากสันติอโศกเป็นแนวร่วม
ครั้งที่ สอง เริ่มจากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ ของฝ่ายรัฐฯ มหาจำลองฯนำกองทัพธรรมของสันติอโศกเพื่อโพธิรักษ์เป็นแกนหลัก ดึงมวลชนทุกๆสาขามาร่วม มีทั้งกองทัพธรรมอิสลามฯ และลูกจีนกู้ชาติ                ^ ที่ละหมาด ของกองทัพธรรมอิสลามฯ ณ มัฆวานนคร  ^          
ทุนอันมหาศาลจากผู้สูญเสียผลประโยชน์ และผู้หวังพิทักษ์อำนาจตน ทั้งเงินลับๆจากผู้กำลังจะสูญเสียอำนาจสิ้นเดือนกันยายน
อำมาตยา สนธิ ลิ้มฯ มหาจำลองและแกนนำ ทั้งนายทุนสนับสนุนพันธมิตรฯใหญ่เล็กทั้งหลาย ใครจะหลอกใช้ใครก็แล้วแต่ กองทัพธรรมอิสลามแห่งประเทศไทยได้กับได้ลูกเดียว เงินไม่ต้องควัก ค่าใช้จ่ายและการระดมมวลชนเป็นหน้าที่ของแมนพุทธ(คนพุทธ)พันธมิตรฯ
แค่ยุให้จำลองพิฆาตพุทธ ทำให้พุทธแตกกันเองก็ถือว่าเสร็จภารกิจขั้นแรก ถ้าแพ้..แกนนำพันธมิตรฯก็เป็นกบฏไป เหล่าแมนมุส (คนมุสลิม) ก็กลับบ้าน ไปละหมาดที่สุเหร่าเหมือนเดิม ข้อหากบฏ...แมนมุสไม่เกี่ยว
เหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า
§     คนที่ถูกหลอกจนเสียทรัพย์ สิ้นเนื้อประดาตัว สิ้นชีวิต ล้วนมาจากความโลภทั้งสิ้น
§     หวังได้อำนาจ หวังว่าลาภอันมหาศาลจะตามมาก็เลยถูกต่างศาสนาหลอกให้ทำลายศาสนาของบรรพบุรุษตนเอง ในที่สุดก็สิ้นชาติ 
§     ผู้คน...ที่ถูกหลอกให้มาร่วมชุมนุมด้วยอุดมการณ์จำลองล้วนดู ASTV.จนขาดสติ สนธิ ลิ้มฯ ขายจานดาวเทียมรวยนับพันล้าน แต่..ประเทศชาติ ศาสนาวิบัติ 
§     พันธมิตร สนธิ ลิ้มฯ จำลองฯ กับพวก พาคนเข้ายึดทำเนียบ ศูนย์บัญชาการของประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ..อยู่ที่นี่ ข้อมูลความมั่นคงของแผ่นดิน...รวมอยู่ที่นี่ ถ้าหากผู้ก่อการร้ายแทรกตัวเข้าไปจารกรรมข้อมูลของแผ่นดิน...... ความสูญเสียของแผ่นดินจะไม่คุ้มกันเลยกับข้อหาที่มีให้พันธมิตร..แค่ กบฏ !
ความจริง..เพื่อเตือนใจ : พุทธแท้ ไม่มีใครล้มล้างได้ แม้คมดาบ แต่ถ้า...พุทธเพี้ยนเมื่อใดเตรียมตัวล่มสลายได้เมื่อนั้น ดังนั้นศัตรูพุทธจะต้องยุให้พุทธศาสนิกชนศรัทธาพุทธเพี้ยน ล้มพุทธแท้ให้ได้...

<> 




หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้