วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ย้อนรอยเหตุปล้นรถที่ยะลา พบทำแบบเดียวกันมาแล้ว 4 ครั้ง เชื่อ “อูไบดีละ-รอกิ” ร่วมลงมือก่อเหตุ



           ย้อนรอย! เหตุการณ์ปล้นรถใน จ.ยะลา พบก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาแล้วถึง 4 ครั้ง ก่อนนำไปก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมไปถึงเหตุคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถของห้างเซ็นทรัลฯ เกาะสมุย เมื่อปี 2558 เจ้าหน้าที่เชื่อ “อูไบดีละ-รอกิ” แกนนำร่วมลงมือก่อเหตุ


        วันนี้ (28 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุกลุ่มคนร้าย 7-8 คน แต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืนครบมือ ตั้งด่านลอยบนเส้นทางในหมู่บ้านทุ่งคา-ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ก่อเหตุดักปล้นรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน บง 2816 ยะลา ซึ่งเป็นของร้านรับทำอะลูมิเนียม ก่อนที่จะยิงลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และลูกจ้างสูญหายก่อนไปพบกลายเป็นศพอีก 1 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.55 น. ของคืนวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา บนถนนระหว่างหมู่บ้าน ม.2 บ้านทุ่งคา ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา




          ล่าสุด จากการตรวจสอบข้อมูลเหตุการณ์ปล้นรถยนต์ในพื้นที่ จ.ยะลา พบว่า มีเหตุการณ์ปล้นรถยนต์ในลักษณะเดียวกันถึง 4 ครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2555 มีกลุ่มคนร้ายประมาณ 10 คน แต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืนครบมือคล้ายเจ้าหน้าที่ ได้ตั้งด่านลอยบนเส้นทางบ้านฮุแตปูโล๊ะ-กือลอง ม.13 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา ดักปล้นรถยนต์กระบะบรรทุกไอศกรีม ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ ตอนเดียว สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บจ 9411 ยะลา ซึ่งจะนำไอศกรีมไปขายในหมู่บ้าน โดยคนร้ายได้จับตัวคนขับ และนำไปผูกตัวติดไว้กับต้นไม้ริมคลองใกล้ที่เกิดเหตุ ก่อนที่คนขับรถจะแก้มัดหนีรอดมาได้ และได้เดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บันนังสตา โดยภายหลังเกิดเหตุคนร้ายได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปด้วย และมีการตรวจสอบภายหลัง รถยนต์คันที่คนร้ายปล้นไปได้นำไปก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ในพื้นที่ จ.นราธิวาส

         ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2558 เกิดเหตุคนร้ายจำนวนไม่ต่ำกว่า 7-8 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ได้ดักปล้นรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า ไฟเตอร์ 4 ประตู ยกสูง 4×4 สีน้ำตาล ทะเบียน กข 4892 ยะลา ซึ่งเป็นของ อบต.ละแอ อ.ยะหา จ.ยะลา และคนร้ายได้จับคนขับรถผูกมัดมือทิ้งไว้ข้างทาง จากนั้นอีก 11 วัน คนร้ายได้นำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถของห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2558






          เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2559 เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายจำนวนไม่ต่ำกว่า 7-10 คน แต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืน ได้ตั้งด่านลอยบนเส้นทางบ้านฮูแตปูโล๊ะ-กือลอง ม.2 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา และได้ก่อเหตุดักปล้นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ สีเทา แบบตอนครึ่ง หมายเลขทะเบียน บต 1845 ยะลา ของ นายสุนัน ทองเนตร อายุ 53 ปี ซึ่งขณะเกิดเหตุ นายสุนัน ทองเนตร และนางเรณู จิตบาล อายุ 61 ปี ภรรยา ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายได้ขับรถกลับมาจากซื้อสินค้าในตลาดเมืองยะลา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบนถนนชนบท ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้านมีกลุ่มคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 7-8 คน ออกมาปิดถนน ก่อนจะสั่งให้จอดรถขอทำการตรวจค้น จากนั้นกลุ่มโจรได้ยึดรถโดยจับตัวผู้เสียหาย และใช้กระสอบสีดำคลุมศีรษะ นายสุนัน และให้นอนมาในแค็บหลังรถ ส่วน นางเรณู คนร้ายอีกกลุ่มได้จับไปเป็นตัวประกัน

          จากนั้นเชื่อว่ากลุ่มโจรได้นำรถกระบะคันดังกล่าวไปบรรทุกระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งได้ประกอบไว้แล้วในถังแก๊สหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 2 ถัง ก่อนที่จะบังคับให้ นายสุนัน ขับรถเข้ามาในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา และให้นำรถมาจอดที่หน้าบริษัทโตโยต้า พิธานพาณิชย์ ยะลา โดยมีคนร้ายอีกรายขับรถจักรยานยนต์นำทางเข้ามายังจุดจอดรถ จากนั้น นายสุนัน ได้รีบวิ่งลงจากรถพร้อมตะโกนแจ้งชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวว่าภายในรถมีระเบิด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รีบเข้ามาเก็บกู้เอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด




          และล่าสุด เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อคืนวันที่ 26 ก.ค.2559 ที่ผ่านมา เกิดเหตุกลุ่มคนร้าย จำนวน 7-8 คนแต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืน ได้ตั้งด่านลอยบนเส้นทางบ้านทุ่งคา-ยุโป ม.2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา และดักปล้นรถยนต์ของร้านเอกโลหะซึ่งรับทำอะลูมิเนียม ขณะที่ลูกจ้าง จำนวน 3 คน ขับรถยนต์กลับจากทำงาน โดยคนร้ายได้ยิงลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ 1 ราย อีกคนวิ่งหนีเอาตัวรอดไปได้ และสูญหายไปอีก 1 คน ซึ่งเชื่อว่าคนร้ายได้นำตัว นายอดิศร สุขาเขิน อายุ 25 ปี ลูกจ้างคนที่สูญหายติดรถไปด้วย

         โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 4 เหตุการณ์มีลักษณะการก่อเหตุที่เหมือนกัน ทางหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่เชื่อว่า เป็นการร่วมมือก่อเหตุของ นายอูไบดีละ รอมมือลี แกนนำก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ อ.กรงปินัง และนายรอกิ ดอเลาะ แกนนำกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งแกนนำทั้ง 2 กลุ่ม มีหมายจับคดีความมั่นคงในพื้นที่จำนวนหลายสิบคดี และเชื่อว่าการก่อเหตุปล้นรถยนต์ครั้งล่าสุด คนร้ายมุ่งหวังจะนำไปก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง













        

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ออกหมายจับคนร้ายลอบบึ๊มตำรวจหน้ามัสยิดกลางปัตตานีเคยก่อเหตุลอบระเบิดห้างเซ็นทรัลสมุย




               จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 3 ก.ค.59 เวลาประมาณ 19.00 น. บริเวณหน้าบริษัท อัลฮิจเราะห์ ปัตตานี จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับมัสยิดกลาง จ.ปัตตานี ถ.ยะรัง ต.จะบังติกอ อ.เมืองปัตตานี เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย คือ จ.ส.ต.อนุรักษ์ รักบุตร บาดเจ็บ 2 นาย และประชาชนบาดเจ็บ 1 คน


ความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ได้รวบรวมพยานหลักฐานและได้ขอออกหมายจับ พรก.ฉุกเฉินฯ นายอัสมีน กาเต็มมาดี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 ซอย 5 ถนนนาเกลือ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ตามหมายจับ ที่ ฉฉ.71/59 ลง 22 ก.ค.59


การออกหมายจับในครั้งนี้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานีได้ให้พยานดูภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ พยานจำได้ยืนยันว่านายอัสมีนฯ เป็นหนึ่งในคนร้ายที่ทำการก่อเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถึงแก่ชีวิต และประชาชนได้รับบาดเจ็บซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในห้วง 10 วันสุดท้ายเดือนรอมฎอน


เมื่อทำการตรวจสอบพบว่า นายอัสมีนฯ ยังเป็นคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุลอบวางวางระเบิดที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี และมีหมายจับ ป.วิอาญา ในคดีดังกล่าวด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนี เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามต่อไป.

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เมื่อความจริงปรากฏ โรงเรียนอิสลามบูรพา ฝึกยุทธวิธีทหาร-ปลุกระดมสนับสนุนก่อการร้าย



            23 ก.ค. -- ศาลแพ่งพิพากษาสั่งริบที่ดินอีก 2 แปลงกว่า 17 ไร่ ที่ตั้งโรงเรียนอิสลามบูรพา นราธิวาส พบหลักฐานเอี่ยวใช้ฝึกยุทธวิธีทหาร-ปลุกระดมสนับสนุนก่อการร้าย หลังปี 58 สั่งริบที่ดิน น.ส.3 กว่า 14 ไร่ โรงเรียนญีฮาดวิทยา ปัตตานีแล้ว


          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาริบทรัพย์ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่อวันที่ 21 พ.ค.59 ที่พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ได้แก่ ที่ดิน 3 แปลง 
  • โฉนดเลขที่ 27227 ม.5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวา , 
  • โฉนดเลขที่ 27228 ม.5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา และ
  • โฉนดเลขที่ 27207 ม.5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เนื้อที่ 1 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอิสลามบูรพา รวมมูลค่าประมาณ 3,026,750 บาท 
        ให้ตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย อันเป็นความผิดมูลฐานตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (8)




         กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2550 ตำรวจ สภ.ตันหยง จ.นราธิวาสจับกุม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ชื่อนายมะนาเซ ยา กับพวกรวม 7 คนพร้อมของกลางอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน เครื่องประกอบระเบิดรวม 108 รายการ กลุ่มนายมะนาเซ กับพวกถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันทำ มี ใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร,ร่วมกันมีและใช้วิทยุโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตและจำคุกกลุ่มผู้ก่อการร้ายดังกล่าว ซึ่งตำรวจได้ดำเนินคดีอาญากับนายอุเซ็ง ปุโรง ผู้บริหารโรงเรียนอิสลามบูรพา และเป็นประธานมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลา มียะห์ กับพวกในข้อหาเป็นผู้รับใบอนุญาตผู้จัดการ ครูใหญ่หรือครู ใช้หรือยอมให้ใช้สถานที่หรือบริเวณโรงเรียนทำการอบรมเพื่อสนับสนุนลัทธิที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งเลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดิน 3 รายการที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอิสลามบูรพา ตกเป็นของแผ่นดิน




            ระหว่างพิจารณาคดี มูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลา มียะห์ ยื่นคำคัดค้านเป็นผู้คัดค้านที่ 1 โดยมี นายมูหัมมัดฮูเซ็น มะซอ เป็นผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 27227 และ 27228 เป็นของมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลา มียะห์ ผู้คัดค้านที่ 1 และในคดีอาญา ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำพิพากษายกฟ้อง นายอุเซ็ง ปุโรงโดยคดีถึงที่สุดแล้ว และที่ดินโฉนดเลขที่ 27207 เป็นของนายมูหัมมัดฮูเซ็น มะซอ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอิสลามบูรพา


          ศาลแพ่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้ สืบเนื่องจากมีการจับกุมนายมะนาเซ ยา กับพวกรวม 7 คน ได้ภายในโรงเรียนอิสลามบูรพา พร้อมของกลางอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ส่วนประกอบระเบิดรวม 108 รายการ ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดนราธิวาส มีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิต และจำคุกกลุ่มของ นายมะนาเซ ยา กับพวก ซึ่งได้ความจากตำรวจที่ซักถามนายมะนาเซ ยา กับพวกเบิกความว่า นายมะนาเซ ยา ยอมรับว่าเข้าไปในโรงเรียนอิสลามบูรพาเพื่อพบปะแนวร่วม โดยโรงเรียนอิสลามบูรพาเป็นสถานที่ปลูกฝังแนวคิดให้มีการแบ่งแยกดินแดน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรัฐอิสระ มีการสาบานตน ฝึกร่างกายยุทธวิธีทหาร หรือ RKK สลับการบรรยายปลุกระดม โดยใช้หอพักนักเรียนและใช้บ้านพักครูเป็นสถานที่ฝึก วางแผน หลบซ่อนตัว นัดหมาย รับส่งวัตถุระเบิด และมีการตรวจยึดของกลางประเภทอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ส่วนประกอบระเบิดภายในโรงเรียนได้ถึง 108 รายการ จึงเชื่อว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 27227 และ 27228 เนื้อที่รวม 17 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอิสลามบูรพาของมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลา มียะห์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดโดยกลุ่มผู้ก่อการร้าย ใช้เป็นสถานที่ในการสนับสนุนกระทำความผิดฐานก่อการร้าย จึงมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27227 และ 27228 ม.5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เนื้อที่จำนวน 17 ไร่ 4 งาน 114 ตารางวา ของมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลา มียะห์ ผู้คัดค้านที่ 1 พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง


         สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 27207 เนื้อที่ 1 ไร่ ของนายมูหัมมัดฮูเซ็น มะซอ ผู้คัดค้านที่ 2 แม้ที่ดินตั้งอยู่ภายในรั้วของโรงเรียนอิสลามบูรพา แต่ไม่ใช้ที่ดินที่ใช้จัดตั้งโรงเรียนอิสลามบูรพาและไม่ใช้ที่ดินที่ใช้เป็นทางเข้าออกโรงเรียนอิสลามบูรพา เมื่อปรากฏว่าไม่ได้มีการจับกุมคนร้ายหรือยึดอาวุธของกลางได้ภายในบริเวณที่ดินดังกล่าว จึงไม่ใช่สถานที่หรือทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานสนับสนุนก่อการร้าย จึงมีคำสั่งให้คืนที่ดินโฉนดเลขที่ 27207 ม.5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เนื้อที่จำนวน 1 ไร่ คืนให้ นายมูหัมมัดฮูเซ็น มะซอ ผู้คัดค้านที่ 2


         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวคู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ศาลมีคำสั่ง

         ขณะที่ลักษณะของการริบทรัพย์ที่ดินที่ตั้งโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.58 ศาลแพ่ง ก็ได้พิพากษาสั่งให้ ที่ดินตาม หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ( น.ส.3 ) เลขที่ 699 หมู่ 4 ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ราคาประเมิน 591,090 บาท ของนายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยา หรือปอเนาะวิทยา กับพวก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนญีฮาดวิทยา ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สนับสนุนเกี่ยวกับการกระทำก่อการร้าย โดยผู้ก่อความไม่สงบ 2 คน ให้การยอมรับว่า เป็นสมาชิกหน่วยคอมมานโดกลุ่มโจร BRN ถูกส่งตัวฝึกหลักสูตรคอมมานโดและชุดรบ ขนาดเล็ก ที่โรงเรียนญีฮาดวิทยา

กบฏซีเรียตัดหัวเด็กชายวัย 12 ปี ที่เชื่อว่าเป็นนักรบของฝ่ายรัฐบาล



สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ชาวซีเรียต่างพากันออกมาแสดงความโกรธแค้นต่อเหตุการณ์ที่กลุ่มกบฏในเมืองอเลปโป ก่อเหตุตัดหัวเด็กชายชาวปาเลสไตน์วัย 12 ปีอย่างโหดเหี้ยม และมีการนำออกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ไปทั่วเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยต่างเห็นว่าการกระทำของกลุ่มกบฏดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย




ข่าวระบุว่า ในวิดีโอคลิปดังกล่าว กลุ่มกบฏได้ให้เหตุผลในการตัดหัวเด็กชายรายนี้ว่า เป็นเพราะเด็กชายคนนี้เป็นพวกนักรบของกลุ่มกองพลน้อยเยรูซาเลม ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังของปาเลสไตน์ที่ร่วมสู้รบกับกองทัพของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดของซีเรีย ก่อนที่กลุ่มกบฏจะตัดหัวเด็กชายโชว์

ขณะที่กองพลน้อยเยรูซาเลมออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กของตนเองว่า เด็กชายที่ถูกตัดหัวชื่อ อับดุลเลาะห์ อิสซา วัย 12ปี และไม่ได้เป็นนักรบตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด หากแต่เด็กชายคนนี้อาศัยอยู่ที่อเลปโปกับครอบครัว และเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มก่อการร้าย

“เพียงแค่เหลือบมองดูเด็กชาย ก็เถียงได้เลยว่า เขาไม่ใช่นักรบอย่างแน่นอน” แถลงการณ์ระบุ

ส่วนกลุ่มกบฏที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ คือสมาชิกของกลุ่มเคลื่อนไหวนูร์ อัล-ดิน อัล-ซินกิ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลของอัสซาด โดยกลุ่มนูร์ อัล-ดิน อัล-ซินกิ ได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาผ่านทางทวิตเตอร์ ประณามการสังหารเด็กชายดังกล่าว และว่า การตัดหัวเด็กชายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความ “ผิดพลาดส่วนบุคคล” ที่ไม่ได้เป็นนโยบายของกลุ่มแต่อย่างใด

ขณะที่ชาวซีเรียที่ได้เห็นข่าวคราวที่เกิดขึ้น ต่างพากันประณามการก่อเหตุของกลุ่มกบฏดังกล่าว ที่ลงมือสังหารได้แม้กระทั่งเด็ก

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การก่อการร้ายไม่ใช่วิถีแห่งอิสลาม!!




            ถ้าเราได้ศึกษาหลักคำสอนอย่างจริงจัง จะพบว่าบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้านั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับทั่วพื้นแผ่นดินนี้ กับผู้คนที่แตกต่างทางฐานะ ภูมิประเทศ ภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเมื่อใดที่บทบัญญัติของอัลลอฮฺถูกนำมาใช้ก็จะนำมาซึ่งความสันติสุขแก่มวลมนุษย์ทุกคน

          ศาสนาอิสลามของเราถูกประทานมาด้วยความยุติธรรม ดังนั้นเราไม่สามารถอ้างความโกรธเคืองของเราเพื่อเอาไปสร้างความเดือดร้อนกับชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แม้กระทั่งการใช้คำเรียกขานด้วยฉายาต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงพวกเขาก็ตาม อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَلَا يَجۡرِمَنَّكُمۡ شَنَ‍َٔانُ قَوۡمٍ عَلَىٰٓ أَلَّا تَعۡدِلُواْۚ ٱعۡدِلُواْ هُوَ أَقۡرَبُ لِلتَّقۡوَىٰۖ﴾ [المائدة : 8]

          ความว่า “และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า” (อัล-มาอิดะฮฺ : 8)

           อิสลามสอนเราว่า บุคคลหนึ่งไม่สามารถแบกรับบาปแทนกันได้ นั้นหมายถึง เราไม่สามารถลงโทษบุคคลที่ไม่มีความผิดได้ อัลลอฮฺ ตรัสว่า

﴿وَلَا تَزِرُ وَازِرَةٞ وِزۡرَ أُخۡرَىٰۚ﴾ [الأنعام : 164]

          ความว่า “และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระของผู้อื่นได้” (อัล-อันอาม :164)

         ดังนั้นในศาสนาอิสลามมีความชัดเจนมากในเรื่องเหล่านี้ ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของบรรดามุสลิมในศาสนาอิสลาม พวกเขาเรียกร้องให้มีการกำหนดนิยามคำว่า “การก่อการร้าย” ให้ชัดเจน และเป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะยินยอมปล่อยให้คำนี้มีความคลุมเครืออีกต่อไป เนื่องในศาสนาอิสลามห้ามการกระทำดังกล่าว

          ความพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองที่มีความชอบธรรมด้วยวิธีการที่รุนแรง การก่อการเช่นนี้ถือเป็นบาปมหันต์อย่างหนึ่งและบทลงโทษ คือการประหารชีวิต ท่านบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَنْ أَتَاكُمْ وَأَمْرُكُمْ جَمِيعٌ عَلَى رَجُلٍ وَاحِدٍ يُرِيدُ أَنْ يَشُقَّ عَصَاكُمْ أَوْ يُفَرِّقَ جَمَاعَتَكُمْ فَاقْتُلُوهُ»

ความว่า “ผู้ใดที่ก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง (เพื่อให้อำนาจพวกท่านกระทบกระเทือน หรือต้องการให้พวกท่านแตกแยกในหมู่คณะ) ในขณะที่พวกท่านมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อผู้นำคนหนึ่งอยู่แล้ว ก็จงประหารชีวิตผู้ก่อการเช่นนั้น” 
(บันทึกโดยมุสลิม บทว่าด้วย อัล-อิมาเราะฮฺ (การปกครอง) เลขที่หะดีษ 1852 และอะหฺมัด 4/341)

PerMAS ไม่ตอบโจทย์ประชาชน จชต.




โดย : 'แบดิง โกตาบารู'


          เมื่อวันที่ 21 ก.ค.59 เว็บเพจ The Ferderation of Patani Students and Youth ซึ่งเป็นของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้มีการเชิญชวนเพื่อนๆ นิสิตนักศึกษา นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ตลอดจนประชาชนทั่วไปร่วมรณรงค์ ‎Self Determination of Patani ซึ่งเป็นวิธีการและหลักคิดที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมตนเอง แยกตัวเป็นเอกราชออกจากประเทศไทย


          กลุ่มนักศึกษา PerMAS ใช้ยุทธวิธีในการเชิญชวนผู้คนให้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการใช้ข้อความหลากหลายภาษาด้วยกัน มีการใช้สถานที่ในการเคลื่อนไหวโดยใช้สถานที่ต่างๆ ในการชูป้ายข้อความไม่ว่าที่สาธารณะ สถานที่ซึ่งเป็นเชิงสัญลักษณ์ความเป็นมลายู รวมไปถึงมัสยิด ถามไปยังกลุ่มนักศึกษา PerMAS ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไรหรือไม? ที่กระทำแบบนั้น มัสยิดเป็นบ้านของอัลเลาะห์ การใช้มัสยิดซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวทางการเมือง มีแต่จะทำให้เสื่อมและทำลายความรู้สึกของศาสนิกชนผู้ที่เคร่งครัดหลักคำสอนในศาสนา


         ในแง่ของกฎหมาย สิ่งที่นักศึกษา PerMAS กำลังดำเนินการอยู่ เป็นสิ่งท้าทายอำนาจรัฐ หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไทย ซึ่งจากพฤติกรรมรุ่นสู่รุ่นของนักศึกษา PerMAS ยังคงเล่นบทบาทเป็นปีกการเมืองกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นมาโดยตลอด มักชอบแอบอ้างประชาชนในพื้นที่ต้องการอย่างโน้นอย่างนี่ แต่ในความเป็นจริงการเรียกร้องดังกล่าวเป็นการสนองตัณหาของแกนนำบางคนที่ต้องการเป็นใหญ่


         หากย้อนดูผล‘สำรวจสันติภาพ’ชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อประเด็นที่นักศึกษา PerMAS รณรงค์ ‎Self Determination of Patani ในการกำหนดชะตากรรมตนเอง จากการสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2


         การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย




           ถามว่ากลุ่มนักศึกษา PerMAS และองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรเคยเคารพการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการแบบนี้บ้างหรือเปล่า?..

          ไม่เลยมีแต่พยายามยัดเยียดและกล่าวแอบอ้างเสียงประชาชนส่วนใหญ่แบบหน้าด้านๆ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มของตนแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของเจ้าของพื้นที่ตัวจริงเลย


          ผู้เขียนเคยอ่านเจอบทความในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในบล็อก South Peace บทความเรื่อง “การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.”ซึ่งน่าสนใจว่าสิ่งที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ดำเนินการอยู่แท้จริงแล้วเป็นการพูดความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น โดยการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ตามกฎกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองข้อ 1 ระบุว่า “ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองโดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรี ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน”


          สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ข้อนี้ไม่สามารถกระทำได้ตามที่มีการรณรงค์และปลุกกระแสมาอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาคประชาสังคม เนื่องจากประเทศไทยได้ทำข้อแถลงตีความ (ข้อสงวน) สิทธิในการกำหนดใจตนเองไม่ได้กระทำได้ในทุกๆ เรื่อง และมีข้อสงวนไว้ว่า “มิให้ตีความว่าอนุญาต หรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐ เอกราชอธิปไตย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”


           การเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ จชต. ไม่ได้พูดทั้งหมด แต่มีการนำเอาเนื้อหาเพียงบางส่วน แล้วนำไปปลุกกระแส ปลุกระดม มีการจัดเวทีเสวนาโน้มน้าวให้มีผู้เห็นด้วยนำไปสู่การสนับสนุนฝ่ายตนเอง จะไม่มีการกล่าวถึงข้อสงวน และกล่าวถึงกรณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาได้บัญญัติการออกเสียงประชามติไว้ว่า “ต้องเป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนส่วนใหญ่ จึงจะให้มีการออกเสียงประชามติ”

ที่ยกมาให้เห็นแค่บางส่วนเท่านั้นฉบับเต็มๆ ไปอ่านเพิ่มเติมได้

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตรวจสอบลูกกระสุนปืนคนร้ายใช้ก่อเหตุยิงผู้หญิงที่ อ.ตากใบ เสียชีวิต เผยเคยก่อคดีมาแล้วในพื้นที่


กรณีเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 59 ที่ผ่านมา เหตุคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาดยิงนางแววตา ชาญแท้ อายุ 35 ปี ชาวบ้าน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาด ที่บริเวณแผ่นหลัง แขนขวา ศีรษะ จำนวน 3 นัด ทราบว่า ผู้เสียชีวิตได้ขี่รถ จยย.ออกจากบ้านพักตามลำพัง เพื่อเดินทางไปทำธุระในพื้นที่ อ.สุไหงโกลก ถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน ขี่รถ จยย.ตามประกบยิงจนรถเสียหลักล้มลง ก่อนที่คนร้ายจะขับรถหลบหนี หลังจากก่อเหตุคนร้ายได้ทิ้งเศษกระดาษเขียนเป็นข้อความภาษาไทย มีใจความว่า 




“นี้คือการล้างแค้นสำหรับชาวบ้านบันนังสตา ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิง เอ็ม.79 เข้ามัสยิด”
เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส ตรวจสอบลูกระสุนปืนที่เกิดเหตุ พบว่า อาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุมีความเกี่ยวเนื่องกับคดีที่มีประวัติคดีคนร้ายเคยก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วจำนวน 3 คดี ด้วยกัน เช่น เมื่อ 8 มี.ค. 59 คนร้ายยิง ด.ต. มะรีเป็น เจ๊ะยิ เสียชีวิต ที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และล่าสุด เมื่อ 5 ก.ค. 59 ยิงนางแววตา ชาญแท้ อายุ  เสียชีวิต ริมถนนตรงข้ามโรงเรียนบ้านปูโป๊ะ ม.4 ต.มูโน๊ะ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส นอกจานี้แล้วยังมีของกลางอีกหลายรายการที่ไม่สามรถตรวจพิสูจน์ทราบได้เนื่องจากของกลางมีความเสียสภาพไปแล้ว
จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า กรณีคนร้ายยิงนางแววตา ชาญแท้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อลอบดักสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รายวัน และพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจผิด และถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมที่ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้หญิง เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและสร้างความกระจ่างต่อประชาชนในพื้นที่ อย่าหลงผิดและเชื่อในการกระทำบางอย่างของผู้ไม่หวังดีอาจนำไปบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ.

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตื่นหรือยังชาวไทย น่ากลัวมาก อิสลามยึดไทย







วีดิโอนี้ หากเป็นจริงตามนั้น น่ากลัวมาก

จึงอยากให้สติพี่น้องชาวไทย ชาวพุทธเราเฝ้าระวัง และหาวิธีการป้องกันกันให้ดี…

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แจกหนังสือพิมพ์ ไอเอส ในจังหวัดชายแดนใต้กันแล้ว



        กลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ขยายเครือข่ายความเคลื่อนไหว โดยการเผยแพร่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ทั้งภาษาอินโดฯ และภาษามาเลเซีย ว่ากันว่าจะแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ทางภาคใต้ของไทยด้วย

         หนังสือพิมพ์เบริตา ฮาเรียนของมาเลเซีย รายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอส ว่าจะผลิตหนังสือพิมพ์ภาษามลายู ซึ่งใช้อักขระเป็นภาษาอังกฤษ โดยภาษาดังกล่าวใช้สื่อสารทั้งในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ใช้ชื่อว่า “อัล ฟาติฮิน” นักวิเคราะห์กล่าวว่า นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าไอเอสกำลังให้ความสนใจมาเลเซีย



“อัล ฟาติฮิน” เปิดตัวขึ้นทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยคำว่า “อัล ฟาติฮิน” มีความหมายว่า “ผู้พิชิต”ในภาษาอารบิก และยังมีการนำออกแจกจ่ายในสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมไปถึง ภาคใต้ของไทยด้วย

นักวิเคราะห์จาก เอส ราชารัตนัม สถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ ในเครือมหาวิทยาลัยนันยางเทคโนโลยีของสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า อัล ฟาติฮิน เป็นชื่อที่บ่งชี้ว่า ต้องการเผยแพร่เนื้อหาแก่ “นักรบต่างชาติ” ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย และมาเลเซีย

หนังสือพิมพ์ของไอเอสฉบับแรก ใช้ภาษามาเลย์และอินโด มี 20 หน้า เผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาที่พอดีกับเดือนรอมฎอน มีเรียกร้องหลายเรื่องดังนี้

-ก่อเหตุญิฮาดต่อศัตรูและคนนอกศาสนา

-เผยแพร่ข้อมูลความเคลื่อนไหวของกลุ่ม

-สถิติการก่อเหตุของนักรบของกลุ่มในซีเรีย นอกภูมิภาค และในฟิลิปปินส์

-เผยแพร่แผนภาพจังหวัดและสาขาของไอเอสทั่วโลก

กำหนดใจตนเอง ภายใต้ฝ่าเท้าโจรฟาตอนี




ประธานนักศึกษา PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

         นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ยังคงเดินหน้ารณรงค์และปลุกกระแสการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่ต้องการลงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย โดยไม่ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร? และจะมีพี่น้อง ลุงป้า น้าอา อาแบ อาเด๊ะ สักกี่คนที่เข้าใจความหมายของการกำหนดใจตนเอง

        หากย้อนดูผลสำรวจ‘สำรวจสันติภาพ’ชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ประชาชนยังหวังต่อกระบวนการพูดคุย โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

          “ประชาชนเห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุย”ต้องการขจัดปัญหาความขัดแย้งที่หมักหมมปัญหามานานหลายสิบปี ปฏิเสธความรุนแรง แสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติสุขในพื้นที่

         ประเด็นที่น่าสนใจและตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษา PerMAS ในเรื่องการบริหารปกครองพื้นที่ จชต. ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

         การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ รูปแบบควรจะเป็นแบบไหนจะต้องอยู่ที่กระบวนการพูดคุย หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

       เมื่อผลสำรวจที่ออกมาได้แสดงความรู้สึก ความต้องการของประชาชน เพื่อส่งผ่านไปถึงรัฐบาล กลุ่มขบวนการ และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้รับรู้ โดยเฉพาะประเด็นไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทยมีนัยสำคัญ


         นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) และมวลสมาชิกซึ่งเป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN ไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย ซึ่งท่าทีน่าจะต้องทบทวนบทบาทตนเองต่อการเรียกร้องดังกล่าวที่ สำคัญยังแดกดันยัดเยียดความอยากส่วนตัวเดินหน้าการปลุกกระแสการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องอย่างไม่ละอายแก่ใจ

        ส่วนการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) มีคำตอบอยู่แล้วว่ากระทำไม่ได้ในประเทศไทย แต่กลุ่มนักศึกษา PerMAS กลับนำข้อมูลบางส่วนมาเปิดเผยโดยการพูดความจริงไม่หมดเพื่อต้องการปลุกกระแสหาแนวร่วมทำการกดดันรัฐบาลไทย พร้อมทั้งต้องการสื่อไปยังองค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มนักศึกษา PerMAS ไม่รู้จริงหรือหลงลืมให้ไปอ่านบทความเรื่องนี้กันดู บทความเรื่อง เกร็ดความรู้ในแง่กฎหมายที่เห็นต่างกัน 

(ตอนที่ 1): การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.
ในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ตามลิ้งนี้ครับ

เมื่อลูกเทวดากลายร่างเป็นผู้ก่อการร้ายสายพันธุ์ใหม่!



เมื่อลูกเทวดากลายร่างเป็นผู้ก่อการร้ายสายพันธุ์ใหม่! 
Dhaka Isil terrorists were drawn from well-educated Bangladeshi elite! 
โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ ที่มา Komchadluek.net

           "เฮ้ เนบราส อิสลาม เรารู้ว่านายฉลาดจริง แต่ตามตัวยากชะมัดเลย บอกหน่อยว่าจะไปพบได้ที่ไหน รอยยิ้มของนายทำให้พวกเรามีความสุขที่สุดว่ะ” 

       นี่คือข้อความหนึ่งในหน้าเฟซบุ๊กของนักศึกษามหาวิทยาลัยโมนาช มหาวิทยาลัยชื่อดังของออสเตรเลีย วิทยาเขตมาเลเซีย ที่แซวเนบราส อิสลาม ตามประสาเพื่อนนักศึกษาหนุ่มที่ชอบไปเที่ยวเตร่เฮฮากันเป็นประจำ

      ใครเลยจะเชื่อว่าหลังจากนั้นแค่ 2 ปี เนบราส อิสลามได้ทำให้มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้และเพื่อนๆ ถึงกับช็อกเมื่อกลับกลายเป็น 1 ใน 6 ฆาตกรโหดที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญไปทั่วโลก เมื่อบุกร้านเบเกอรี่และคาเฟ่แห่งหนึ่งใจกลางกรุงธากา นครหลวงของบังกลาเทศเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมพร้อมกับจับตัวประกันนานเกือบ 12 ชั่วโมง ก่อนจะจัดการเชือดคอตัวประกันที่เป็นคนนอกศาสนาและล้วนแต่เป็นชาวต่างชาติอย่างเลือดเย็น โดยละเว้นชีวิตเฉพาะตัวประกันที่สวดคัมภีร์อัลกุรอานได้

      ก่อนที่หน่วยคอมมานโดนับร้อยตัดสินจู่โจมหมายช่วยเหลือตัวประกันเหล่านั้น แต่ก็สายเกินไปแล้ว มีตัวประกันถูกสังหารถึง 20 คน เป็นชาวอิตาลี 9 คน ญี่ปุ่น 7 คน อเมริกัน 1 คน และนักศึกษาหญิงชาวอินเดียวัย 19 ปีอีก 1 คน แต่ก็สามารถสังหารผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นชายฉกรรจ์สวมชุดดำลายธงสัญลักษณ์ของกลุ่มจามาเอย์ตุล มูจาฮีดีน บังกลาเทศ (เจเอ็มบี) กลุ่มก่อการร้ายในประเทศได้ 5 คน จับเป็นได้ 1 คน

       แต่ที่ทำให้รัฐบาลและชาวบังกลาเทศต้องอึ้งไปตามๆ กัน เมื่อนายตำรวจใหญ่คนหนึ่งแถลงว่าฆาตกรเลือดเย็นเหล่านี้ล้วนแต่ "มีการศึกษาดีและร่ำรวย” เกือบทุกคนเป็นนักศึกษาที่สำเร็จมาจากมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำในบังกลาเทศ รวมไปถึงนักเรียนวัย 18 ปีคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมของผู้มีอันจะกิน

       พูดง่ายๆ ก็คือเป็นบรรดาคุณหนู หรือ "ลูกเทวดา” ที่พ่อแม่มีฐานะดีในระดับเศรษฐี มีชื่อเสียงในวงการสำคัญๆ ทั้งที่เป็นข้าราชการระดับสูงหรือนักวิชาการชื่อดัง และล้วนแต่สนับสนุนแนวทางเสรีนิยม ความจริงข้อนี้เท่ากับลบล้างความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผู้ก่อการร้ายมักจะเป็นคนยากจนไร้การศึกษา หรือศึกษาที่โรงเรียนสอนศาสนาที่ล้างสมองนักเรียนให้มีความคิดสุดโต่ง

       ความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่ถูกลบล้างเช่นกันก็คือ ผู้ก่อการร้ายมักจะเป็นชาวต่างชาติที่เป็นสาวกของกลุ่มไอเอส แต่จากชุดที่สวม ทำให้ตำรวจได้ข้อสรุปว่าหนุ่มๆ เหล่านี้ เป็นสมาชิกของกลุ่มเจเอ็มบี หรือกลุ่มสุดโต่งในประเทศไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายไอเอสอย่างที่เข้าใจแต่แรก

        ตอนแรกเว็บไซต์ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ก่อการร้ายที่ใช้ชื่อจัดตั้งว่าอาบู โอมาร์, อาบู ซาลาม, อาบู ราฮิม อาบู มุสลิม และอาบู มูฮาริบ อัล-เบงกาลี แต่ตำรวจกลับแถลงว่าชื่อ อากาศ, บิคาช, ดอน, บาธน และริปอน แต่สุดท้ายเมื่อบรรดาพ่อแม่และญาติไปดูตัวคนร้ายต่างถึงกับลมจับเมื่อพบว่า โฉมหน้าคนร้ายก็คือลูกเต้าของตัวเองที่หายตัวไปในช่วงไล่เลี่ยกันคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

  • คนแรกก็คือ โรฮาน อิมเทียซ บุตรชายของข่าน บาบูลอิมเทียซ นักการเมืองหัวหน้าพรรคสันนิบาตอวามิในกรุงธากาซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและรองประธานสมาคมโอลิมปิกบังกลาเทศที่เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกตกใจเนื่องจากไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าลูกชายจะเป็นพวกสุดโต่ง เพราะในบ้านไม่มีหลักฐานใดๆ บ่งบอกแม้แต่น้อย ไม่มีหนังสือหรืออะไรที่จะบอกได้ว่าลูกชายมีแนวคิดเอนเอียงไปทางหัวรุนแรงสุดโต่งเช่นนั้น

       ข่าน บาบูลอิมเทียซ เผยด้วยว่า ลูกชายได้หายตัวไปจากบ้านราว 7-8 เดือนแล้ว ระหว่างที่ตัวเองออกติดตามหาลูกชายอยู่นั้น ก็พบว่ามีเด็กหนุ่มจากครอบครัวที่มีฐานะดีและมีการศึกษาหลายคนได้หายตัวไปด้วยเช่นกัน รวมไปถึงลูกชายของข้าราชการระดับสูงหลายคน พ่อแม่ทุกคนล้วนแต่ไม่ทราบว่าเหตุใดลูกชายจึงเปลี่ยนไปอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือและเมื่อเข้าไปดูการใช้งานในโซเชียลมีเดียของลูกๆ ก่อนที่จะหายตัวอย่างลึกลับ ก็พอจับร่องรอยอะไรบางประการ จนทำให้เชื่อว่าการที่เด็กหนุ่มเหล่านี้เปลี่ยนไปเป็นผลพวงจากการเสพติดสื่อออนไลน์จนถูกล้างสมองให้หลงผิดเป็นชอบในที่สุด

       หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนสกอลาสติกา โรงเรียนเอกชนชื่อดังของบังกลาเทศที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและแม่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ โรฮาน ซึ่งเป็นนักเรียนดีเด่นที่สอบได้เอทุกวิชาได้เดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลีย วิทยาเขตมาเลเซีย ซึ่งค่าเล่าเรียนแพงหูฉี่เกือบ 9,000 ดอลลาร์ (ราว 340,000 บาท) มากกว่ารายได้เฉลี่ยในบังกลาเทศถึงเกือบ 6 เท่า

        อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอพาร์ตเมนต์ที่โรฮานเคยพักให้ความเห็นว่าโรฮานเป็นเด็กหนุ่มที่เงียบขรึมและสุภาพนุ่มนวล มักจะไปสุเหร่าสวดมนต์หลังเลิกเรียน หลังจากหายตัวไป แม่ยังมาขอให้เขาช่วยสวดมนต์ให้ลูกชายกลับบ้านด้วย

  • ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยโมนาชอีกคนหนึ่งที่ร่วมก่อเหตุเขย่าขวัญครั้งนี้ก็คือ เนบราส อิสลาม ซึ่งเคยศึกษาที่โรงเรียนสกอลาสติกาเช่นกัน ก่อนไปต่อที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเซาท์ (เอ็นเอสยู) มหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศ ที่เก็บค่าเล่าเรียนแพงมาก และเคยเป็นข่าวดังเมื่ออดีตนักเรียนคนหนึ่งพยายามจะระเบิดธนาคารสำรองแห่งชาติในนิวยอร์กเมื่อปี 2555 นอกจากนี้เมื่อต้นปื 2556 ศิษย์เก่าของเอ็นเอสยู 7 คนได้ร่วมกันฆ่าปาดคอบล็อกเกอร์คนหนึ่งเสียชีวิต หลังถูกจับ ผู้พิพากษาระบุว่านักศึกษาเหล่านี้ถูกล้างสมองจากอินเทอร์เน็ต

         ต่อมาเนบราส อิสลามได้ย้ายไปเรียนด้านบริหารธุรกิจที่โมนาชในมาเลเซีย บรรดาเพื่อนๆ ต่างให้ความเห็นว่าเนบราส เป็นนักกีฬาฝีมือดี จนเป็นขวัญใจของสาวๆ เนื่องจากหน้าตาดี แถมยังเป็นคนรักสนุก และติดเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกัน ชอบดูภาพถ่ายโดยเฉพาะภาพของตัวเอง จนเพื่อนๆ ชอบล้อกันด้วยความสนุกสนานระหว่างนั้นเนบราสไม่เคยแสดงท่าทีให้เห็นว่าฝักใฝ่การเมือง หรือเป็นคนเคร่งศาสนา เพราะปกติแล้วไม่เคยตามเพื่อนไปเข้าร่วมพิธีสวดในห้องสวดของมหาวิทยาลัยแม้แต่ครั้งเดียวและไม่เคยส่อแววให้เห็นว่าเป็นพวกใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด

       แต่เมื่อเข้าดูข้อมูลการใช้โซเชียลมีเดีย พบว่าเนบราสคลั่งไคล้ดาราสาวฮอลลีวู้ดคนหนึ่ง เป็นแฟนลิเวอร์พูลและชอบถ่ายเซลฟี่กับเพื่อนๆ ที่ร้านคาเฟ่ เคยมีเพื่อนสาวคนหนึ่งแต่เลิกรากันเมื่อปี 2557 โดยเนบราสได้ทวิตกับเพื่อนสาวคนนั้นตัดพ้อว่า “คุณไม่ต้องการผมอีกแล้ว จงมีความสุขกับเขาเถอะนะ ทุกๆ คนล้วนดีกว่าผมทั้งนั้น คุณก็รู้ว่าจะพบผมได้ที่ไหน”

       จากนั้น เนบราสเริ่มลดการเล่นโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือช่องทางอื่นๆ ทวิตเตอร์ของเขามีผู้ติดตามแค่ 10 คน หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ @ShamiWitness หรือเมห์ดิ มีวรูร์ บิสวอส นักโฆษณาชวนเชื่อตัวยงของไอเอส ซึ่งถูกตำรวจอินเดียจับกุมที่เมืองบังกาลอร์เมื่อปีที่แล้ว

       นอกจากนี้ เนบราสยังชอบทวิตของอันเจม โชดูรี หนึ่งในนักเทศน์ชื่อดังในอังกฤษที่ค่อนข้างหัวรุนแรงชอบวิจารณ์ฝรั่งเศสและพันธมิตร ถึงขนาดได้โพสต์เมื่อต้นปีที่แล้วเป็นเชิงเห็นด้วยที่คนร้ายได้บุกสังหารหมู่นักข่าวและบรรณาธิการที่นิตยสารชาร์ลี แอบโด ก่อนหน้านั้นราว 2 เดือน เนบราสได้ทวิตว่า “ลาก่อนสิ่งดีๆ ทั้งหลาย”

       จากนั้น จู่ๆ เนบราสก็หายตัวไปจากมหาวิทยาลัยโมนาชเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีใครทราบชัดว่าเมื่อใดกันแน่ เพื่อนสนิทหลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะเจ้าตัวเบื่อที่จะเรียนที่โมนาช จึงตัดสินใจย้ายกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยใกล้บ้านและใกล้กับครอบครัว

       อันดาลีบ อาเหม็ด ซึ่งเชื่อว่าเคยเรียนที่โมนาชเช่นกันแต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนักว่าเป็นใคร ในทวิตเตอร์ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวมากนักมีภาพชายหนุ่มหลายคนกำลังเล่นฟุตบอล ตำรวจมาเลเซียเผยว่าอาเหม็ดมาที่มาเลเซียระหว่างปี 2555-2558 จากนั้นได้เดินทางไปอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะไปเข้าร่วมกับไอเอสในซีเรียมักจะไปที่นั่นกัน

  • ชาฟิคุล อิลาม อุซซาล หนุ่มวัย 26 ปีอดีตนักเรียนโรงเรียนสอนศาสนาจากเขตโบครา ทางเหนือของประเทศ ที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดสุดโต่ง ก่อนจะเดินทางมาเป็นครูที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงธากาทั้งพ่อและคนในครอบครัวกล่าวว่า ไม่เคยรู้ว่าอุซซาลเข้าไปร่วมกับกลุ่มเจเอ็มบีได้อย่างไร รู้แต่ว่าได้ออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม อ้างว่าจะไปแสวงบุญ แต่ไม่เคยกลับมาอีก
  • คนสุดท้ายก็คือ ซาเมห์ มูบาเชียร์ ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดแค่ 18 ปี และมีแผนจะไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมสกอลาสติกา แต่กลับหายตัวจากบ้านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยพ่อเชื่อว่าลูกคงถูกล้างสมองผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

         ผู้เชี่ยวชาญของปากีสถานหลายคนให้ความเห็นว่ากลุ่มหัวรุนแรงสายพันธุ์ใหม่มักจะมาจากครอบครัวฐานะดีมีการศึกษา เหมือนกับผู้ก่อการร้ายชาวซาอุดีฯ ที่ก่อเหตุจี้เครื่องบินเมื่อวันที่ 11 กันยายน ก็มาจากครอบครัวฐานะดีเช่นกัน คนกลุ่มนี้ต่างเป็นสาวกของสื่อโซเชียลมีเดีย ท้ายสุดก็ถูกล้างสมองจนกลายเป็นผู้ฝักใฝ่ความรุนแรงไปในที่สุด

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทุกภาคส่วนร่วมละหมาดฮายัตและสวดดูอาร์ ขอพรให้การพัฒนาซ่อมแซมเส้นทางรถไฟเสร็จลุล่วงไปด้วยดี



นราธิวาส – ทุกภาคส่วนร่วมละหมาดฮายัตและสวดดูอาร์ ขอพรให้การพัฒนาซ่อมแซมเส้นทางรถไฟเสร็จลุล่วงไปด้วยดีและร่วมปฏิเสธความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่



จากกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีบาลอ-รือเสาะ บริเวณ ม.4 บ.ดือแย ต.สาวอ อ.รือเสาะ จ.นราฯ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.59 ที่ผ่านมา


           ปัจจุบันแขวงบำรุงทางตันหยงมัส ได้ดำเนินการซ่อมแซมสภาพทางรถไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วและเมื่อ 12 ก.ค.๕๙ เวลา14.00 น. ฉก.นราธิวาส 30 ร่วมกับฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังภาคประชาชน ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ร่วมสวดดูอาร์และละหมาดฮายัต ขอพรให้การพัฒนาและซ่อมแซมเส้นทางรถไฟที่เสียหายผ่านไปได้ด้วยดีเกิดสันติสุขและร่วมปฏิเสธความรุนแรงที่เกิดในพื้นที่ พร้อมทั้งต้อนรับขบวนรถไฟที่ทำการทดลองวิ่งรถไฟเปล่าโดยไม่มีผู้โดยสาร และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รถไฟมีชาวบ้านมาร่วมจำนวนมาก โดย ฉก.นราธิวาส 30 ได้อำนวยความสะดวกบริการเครื่องดื่ม และแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ให้กับประชาชนที่มาร่วมต้อนรับขบวนรถไฟในครั้งนี้ ผลการปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับการให้บริการประชาชนในพื้นที่นั้นจะให้บริการในทุกขบวนวันพรุ่งนี้ โดยขบวนแรกจะเป็นขบวนท้องถิ่นสุไหงโกลก-สุราษฎร์ธานี จากสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ในเวลา 16.30 น.

S__9322540
S__9322539
S__9322538
S__9322544
 S__9322545
S__9322546
S__9322547
S__9322543

ชาวบ้านชูป้าย หยุดยิง หยุดฆ่า หยุดก่อเหตุ




รถไฟชายแดนใต้วิ่งตามปกติแล้วหลังซ่อมแซมรางจากเหตุระเบิดเรียบร้อย


          ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - การเดินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งขาขึ้น และขาล่องกลับมาเปิดให้บริการจนถึงสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ตามปกติแล้วเป็นวันแรก หลังจากเกิดเหตุลอบวางระเบิดรางรถไฟในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนต้องหยุดเดินรถแค่สถานีรถไฟยะลามา 10 วัน แต่ยังมี 3 ขบวนที่ยังงดเดินรถในวันนี้




     วันนี้ (13 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินรถไฟในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งขาขึ้น และขาล่องกลับมาเปิดให้บริการตามปกติจนถึงสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส แล้วเป็นวันแรก หลังจากที่ต้องเดินรถเพียงแค่สถานีรถไฟยะลามา 10 วัน จากเหตุลอบวางระเบิดรางรถไฟระหว่างสถานีรถไฟรือเสาะ จ.นราธิวาส กับสถานีรถไฟบาลอ จ.ยะลา ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 1,064 กับ 1,065 บ้านดือแย หมู่ 4 ตำบลสาวอ อ.รือเสาะ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้รางรถไฟได้รับความเสียหายหนัก กระทั่งการซ่อมแซมแล้วเสร็จเมื่อวานนี้




         โดยบรรยากาศที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ มีประชาชนไปใช้บริการตามปกติ และยังเชื่อมั่นในความปลอดภัย โดยรถไฟขบวนแรกที่ออกจากสถานีรถไฟหาดใหญ่ ปลายทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ขบวนรถเร็วที่ 171 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นขบวนรถไฟฟรีมีผู้โดยสารเต็มทั้งขบวนท่ามกลางมาตรการักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ อส.บนขบวนรถ รวมทั้งการสแกนวัตถุต้องสงสัยก่อนเข้าตัวสถานี




           อย่างไรก็ตาม ในวันนี้แม้จะเปิดเดินรถเส้นทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามปกติ แต่ยังไม่สามารถเปิดเดินรถได้ครบทุกขบวน โดย มี3 ขบวนที่ยังงดเดินรถในวันนี้ คือ รถเร็ว 175 หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก, รถท้องถิ่นที่ 463 พัทลุง-สุไหงโก-ลก และรถเร็วที่ 172 สุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ เนื่องจากต้องรอตั้งขบวนใหม่ และจะเปิดเดินรถตามปกติทุกขบวนตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป































หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้