วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559

พนง.สอบสวน สภ.โคกโพธิ์ เร่งสอบปากคำพยานบึ้มปั๊มน้ำมัน เค้นหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี



ปัตตานี - คืบหน้าเหตุบึ้มปั๊มน้ำมันโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พนักงานสอบสวน สภ.โคกโพธิ์ เร่งสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุเพื่อที่จะสามารถรับรู้รูปพรรณของคนร้ายที่ชัดเจน

วันนี้ (30 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงคนงานปั๊มน้ำมันเสียชีวิต และลอบวางระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 6 นาย และคนงานปั๊มอีก 1 ราย อาการสาหัส ส่งรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลปัตตานี ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 6 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดนั้นปลอดภัยพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังคงพักรักษาตัวที่โรงพยาลอำเภอโคกโพธิ์

ซึ่งตลอดทั้งวันนี้ ร.ต.อ.เกียรติชัย นัคเร รองสารวัตรสอบสวน สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้เรียกพยานในที่เกิดเหตุมาให้ปากคำเพื่อที่จะสามารถรับรู้รูปพรรณของคนร้าย โดยเฉพาะคนงานปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุ ชายที่รอดตายได้หวุดหวิด ถึงแม้กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายได้แต่ก็ยังขาดความชัดเจน จึงต้องรับทราบจากพยานในที่เกิดเหตุเพื่อสามารถระบุรูปพรรณของคนร้าย และนำสู่การออกหมายจับต่อไป


จากการให้การระบุว่า คนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 4 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ 2 คัน เข้ามาทำทีว่าจะมาเติมน้ำมัน จากนั้นจึงชักอาวุธปืนกระหน่ำยิง ก่อนนำวัตถระเบิดมาวางแล้วหลบหนีไปอย่างลอยนวล จากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาถึงบริเวณปั๊มที่เกิดเหตุคนร้ายก็จุดชนวนระเบิดที่วางไว้ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังที่กล่าวมาข้างต้น

ส่วนระเบิดที่คนร้ายนำมาก่อเหตุนั้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุไว้ในกล่องเหล็กแล้วนำมาซุกไว้บริเวณปั๊มน้ำมันดังกล่าว หลังจากก่อเหตุยิง น.ส.ธีรภัทร จันทโรจวงศ์ อายุ 37 ปี ที่อยู่ 5 ม.4 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ คนงานปั๊มเสียชีวิต เพื่อหมายสังหารเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

สันติภาพจอมปลอมในปาตานี


“แบดิง โกตาบารู”



            “สันติภาพ” คำๆ นี้มักได้ยินอยู่บ่อยครั้งในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องที่กล่าวอ้างว่าเพื่อประชาชนในพื้นที่ ดำเนินการโดยปีกการเมืองของขบวนการบีอาร์เอ็นซึ่งมีการปลุกระดมและชี้นำมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือ“กลุ่มนักศึกษา PerMAS”

            “สันติภาพ” ที่กลุ่มขบวนการและกลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้กล่าวอ้างแท้จริงแล้วเป็นความใฝ่ฝันทะเยอทะยานของคนเพียงบางกลุ่มที่ต้องการอำนาจและผลประโยชน์ โดยใช้ “สันติภาพ” บังหน้า อีกทั้งมักชอบแอบอ้างกระทำเพื่อประชาชนปาตานี


            จากการสำรวจความต้องการของประชาชนในพื้นที่ของหน่วยงานที่มีความเป็นกลางและเชื่อถือได้ ผลสำรวจออกมามักจะตรงกันข้ามกับในสิ่งที่กลุ่มขบวนการได้ทำการโฆษณา เสียงประชาชนส่วนใหญ่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่

           แต่น่าแปลกใจที่กลุ่มคนและขบวนการเหล่านี้ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการกำหนดใจตนเองเพื่อลงประชามติแบ่งแยกดินแดนเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่สามารถกระทำได้และไม่เข้าเงื่อนไขใดๆ ในสนธิสัญญาขององค์การสหประชาชาติ




      “สันติภาพ” ของกลุ่มขบวนการ คือภาพลวงตาที่ได้หลอกให้มวลสมาชิกยอมเข้าร่วมกับขบวนการ โดยใช้วิธีการทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานี บิดเบือนหลักคำสอนศาสนาให้คนที่หลงเชื่อทำการต่อสู้เพื่อศาสนา กล่าวหาว่าถูกรุกราน กีดกันการนับถือศาสนา ไม่ได้รับความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม

         แต่ที่น่าสลดใจและเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งคือ “สันติภาพ” ในรูปแบบของกลุ่มขบวนการได้ทำร้าย ทำลายชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่เว้นวัน ลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าคนชรา แม้กระทั่งสตรีและผู้อ่อนแอที่ไม่มีทางต่อสู้ไร้ซึ่งอาวุธ แต่กลุ่มขบวนการโจรใต้กลับกระทำได้ลงคอโดยไม่มีการแยกแยะความผิดถูก ไม่เกรงกลัวต่อบาป

         ผ่านมาหลายสิบปี “สันติภาพ”ของกลุ่มขบวนการคือการหยิบยื่นความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทำลายระบบเศรษฐกิจ ทำลายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน สร้างความเสื่อมให้ศาสนา มุ่งการใช้ความรุนแรงแสวงการใช้กำลัง เป็นพวกปากอย่างใจอย่าง



         ฉากหน้า“สันติภาพ” ที่ดูสวยหรูที่กลุ่มขบวนการและนักศึกษาPerMAS ได้สร้างภาพไว้ กับฉากหลัง “สันติภาพ”ที่แท้จริงมันช่างต่างกันสุดขั้ว ความชั่วความป่าเถื่อนสุดโต่งมีให้เห็นทุกวัน ตราบใดที่กลุ่มขบวนการยังไม่หยุดใช้ความรุนแรง 
  • อย่าใช้คำว่า“สันติภาพ”มาเขียนหลอกประชาชนอีกเลย... 
  • “สันติภาพ” ของกลุ่มขบวนการมิใช่ “เอกราช”หรอกหรือ? 
  • พฤติกรรมของกลุ่มคนที่กินบนเรือนขี้บนหลังคากลุ่มนี้น่าขยะแขยงที่สุด...
  • ไม่สมควรที่จะอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ไม่สมควรเอาดินกลบหน้าในยามที่สิ้นลมหายใจ...

ทหารพราน 45 ตรวจพบแหล่งซุกซ่อนอาวุธปืนและวัตถุระเบิดคนร้ายเตรียมก่อเหตุในพื้นที่




Posted on by


          นราธิวาส – เมื่อ 26 ก.ย.59 เวลา 17.30 น.ฉก.ทพ.45 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่า จะมีการเตรียมการก่อเหตุ โดยแจ้งแหล่งข่าวได้แจ้งให้ทราบถึงแหล่งซุกซ่อน และพื้นที่ประกอบระเบิด บริเวณพื้นที่ชายป่า บ.ลูโฆ ซึ่งเป็นบ้านย่อย บ.ลาแป ม.2 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ภายหลังได้รับแจ้ง ฉก.ทพ.45 โดย ร้อย.ทพ.4510, 4511, 4513 จึงได้จัดกำลังพลเพื่อเข้าพิสูจน์ทราบบริเวณพื้นที่ที่ได้รับแจ้งดังกล่าวทันที



           ผลการเข้าตรวจสอบพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน ตรวจพบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย จำนวน 1 คัน ซุกซ่อนไว้บริเวณป่าละเมาะข้างสนามฟุตบอล บ.ลูโฆ ซึ่งเป็นบ้านย่อย บ.ลาแป บริเวณพิกัด RG 040866 เจ้าหน้าที่จึงได้ประสาน ชุดสุนัขทหาร และชุด ช.ตรวจค้น จาก ฉก.อโณทัย เข้าตรวจสอบ โดยห่างออกไปประมาณ 50 เมตร เจ้าหน้าที่ยังทำการตรวจพบกระสอบปุ๋ย จำนวน 2 ถุง ดังนี้

  • กระสอบถุงปุ๋ยถุงที่ 1 ภายในบรรจุ
    • ระเบิดแสวงเครื่องแบบกล่องเหล็ก พร้อมทำงาน
    • วงจรจุดระเบิด 1 ชุด
  • กระสอบถุงปุ๋ยถุงที่ 2 ภายในบรรจุ
    • ปืนลูกซอง 5 นัด จำนวน 1 กระบอก 
    • กระสุนปืน AK-47 พร้อมซองกระสุน 1 ซอง, 
    • ลูกระเบิดขว้าง(ยังไม่ทราบชนิด) จำนวน 1 ลูก 
    • กล่องวงจร จุดระเบิด จำนวน 2 กล่อง








          จากการตรวจสอบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย หมายเลขเครื่อง JA2 10E-0010360 พบว่าเป็นรถของ นางสุวรรณา พรหมกา ซึ่งถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิต และได้แย่งชิง รถ จยย.หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อ 29 ก.ค.59 เวลา 18.28 น. โดยคนร้ายได้เปลี่ยนแปลงไฟเบอร์ รถ จยย.คันดังกล่าว จากสีขาวแถบแดงดำ เป็น สีดำ-แดง

          เจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อให้ ชุด EOD และ ศพฐ.10 เข้าตรวจสอบรายละเอียดเพื่อเก็บลายนิ้วมือแฝงและหาวัตถุพยานเพิ่มเติม ในวันนี้ (27 ก.ย.59) ต่อไป




วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

จนท.ทหาร-ตำรวจ สนธิกำลังพิสูจน์ทราบถังแก๊สและอุปกรณ์ประกอบระเบิดซุกซ่อนในป่าสาคูบ้านไอปาตู



Posted on 18/09/2016 by admin


เมื่อ 18 ก.ย.59 เวลา 14.30 น. ร้อยเอกสำเริงฤทธิ์ เพชรราช ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4812กรมทหารพรานที่ 48 และ ร้อยตำรวจโททรงชัย พ่วงรอด รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ได้ร่วมสนธิกำลัง จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ เพื่อเข้าทำการพิสูจน์ทราบดงป่าสาคูบ้านไอบาตู ม.4 ต.โต๊ะเด็ง หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า พื้นที่ดังกล่าวคนร้ายใช้เป็นสถานที่ในการซุกซ่อนอุปกรณ์และเป็นสถานที่ในการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง เพื่อเตรียมใช้ก่อเหตุร้ายในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง





           เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจึงได้กระจายกำลังกันเข้าพิสูจน์ทราบในพื้นที่ดังกล่าว จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ได้ทำการตรวจพบเจออุปกรณ์ในการประกอบระเบิดซุกซ่อนไว้ จำนวน 2 จุด ซึ่งห่างกันจุดละ 20 เมตร โดยจุดแรก เจ้าหน้าที่พบถังแก๊สปิกนิกสีฟ้า ขนาด 5 ก.ก.ยี่ห้อ ปตท. วางอยู่ในระหว่างซอกโคนต้นสาคู จุดที่ 2 พบตะปูเรือใบและเหล็กเส้นตัดสั้น น้ำหนักถุงละ 20 ก.ก. ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ เพื่อส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส นำไปตรวจคราบลายนิ้วมือแฝงอย่างละเอียดอีกครั้ง



           โดยของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ได้นั้น คาดว่าเป็นของสมาชิกแนวร่วมในพื้นที่ แอบนำมาซุกซ่อนไว้เพื่อเตรียมใช้ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง แต่โชคดีที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมสนธิกำลังมาทำการตรวจยึดเอาไว้ได้เสียก่อน

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559

ชาวชุมชนกรือเซะรวมตัวรื้อสิ่งก่อสร้างของกลุ่มลัทธิชีอะห์ หวั่นสร้างความขัดแย้งในชุมชน




         ปัตตานี - ชาวบ้านในชุมชนบ้านกรือเซะและพื้นที่ใกล้เคียง รวมตัวกันทุบรื้อถอนสิ่งก่อสร้างของกลุ่มลัทธิชีอะห์ หลังถูกอ้างว่าสร้างเอาไว้สำหรับวางตู้น้ำดื่ม เพื่อบริการให้แก่ผู้มาเยือนมัสยิด แต่ชาวบ้านในพื้นที่กลับไม่พอใจ และได้พยายามสั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อนหน้าแล้ว


         วันนี้ (16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่บริเวณมัสยิดเก่ากรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ได้มีชาวบ้านจากชุมชนบ้านกรือเซะ และชุมชนใกล้เคียงนับร้อยคนได้ร่วมกันออกมารื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่อ้างว่าไว้สำหรับวางตู้น้ำดื่มบริการให้แก่ผู้มาเยือนมัสยิด ซึ่งถูกก่อสร้างติดกับอาคารคลุ่มบ่อที่อาบน้ำละหมาด เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ตัวแทนของชาวบ้านได้สั่งระงับการก่อสร้างไว้แล้ว และแนะนำให้ผู้ก่อสร้างทุบรื้อออก เพราะชาวบ้านในพื้นที่ไม่พอใจ ภายหลังสืบทราบมาว่า สิ่งก่อสร้างดังกล่าวมาจากผู้ที่อ้างตัวเองว่านับถือลัทธิ หรือนิกายชีอะห์





         แต่ภายหลังจากที่ตัวแทนชาวบ้านได้ยับยั้งไม่ให้มีการก่อสร้างเพิ่ม และให้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทันที แต่ผู้ดำเนินการกลับไม่เลิกละความพยายามที่จะดำเนินการต่อ ทำให้ชาวชุมชนบ้านกรือเซะ และชุมชนใกล้เคียงได้รวมตัวกันนำค้อน เครื่องเจาะไฟฟ้า มาทำการรื้อถอนด้วยตัวเอง ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง สิ่งก่อสร้างดังกล่าวก็หายไปในพริบตา สร้างความพึงพอใจให้แก่ชาวบ้านที่ร่วมกันรื้อถอนเป็นอย่างมาก

        ซึ่งผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามไปยังผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาที่ได้ร่วมกันรื้อถอนในครั้งนี้ว่า มีการลักลอบก่อสร้างโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนในชุมชน และผู้นำศาสนาในพื้นที่ นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่สืบทราบมาว่า เป็นสิ่งก่อสร้างของกลุ่มที่นับถือลัทธิ หรือนิกายชีอะห์ ซึ่งมีหลักความเชื่อที่ขัดแย้งต่อหลักความเชื่อของประชาชนในพื้นที่เดิมที่นับถือแนวทางของอะห์ลีซุนนะห์ วัลญะมาอะห์






          ทั้งนี้ กลุ่มที่ก่อสร้างที่อ้างว่าจะเป็นที่วางแท็งน้ำดื่มไว้ เพื่อต้องการเผยแพร่ลัทธิของกลุ่มชีอะห์ ในพื้นที่อีกด้วย เคยห้ามมาแล้วแต่ยังไม่ลดละความพยายาม พร้อมที่จะนำโลโก้ของกลุ่มลัทธิ หรือนิกายชีอะห์ติดเอาไว้ที่ผนังสิ่งก่อสร้างดังกล่าวไว้เป็นสัญลักษณ์ด้วย จึงทำให้ตัวแทนของชาวบ้านไม่พอใจต่อพฤติกรรมดังกล่าว

          โดยนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่กับสังคมพี่น้องมุสลิม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการที่จะช่วยกันส่งเสริมและปกป้องสิทธิความเชื่อศาสนาอิสลาม ที่นับถือกันมาอย่างช้านานต่อแนวทางอะห์ลีซุนนะห์ วัลญะมาอะห์ ด้วยการยับยั้งและเข้าไปรื้อถอน อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมที่นี่ ดังนั้น จะเป็นนิกายใดก็ตามแต่ ขอให้เป็นแนวทางของอะห์ลีซุนนะห์ วัลญะมาอะห์ มิฉะนั้นอาจจะกลายเป็นดังเช่นเหตุการณ์นี้






ศาสนาอิสลาม สามารถแบ่งกลุ่มเป็นนิกายต่าง ๆ  ได้ 6 กลุ่มคือ
  • กลุ่มแรก ซุนนี่ หรืออะฮ์ลุสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์
  • กลุ่มที่สอง มุอ์ต๊ะซิละฮ์
  • กลุ่มที่สาม ญับบะรียะฮ์
  • กลุ่มที่สี่ ค่อวาริจญ์
  • กลุ่มที่ห้า มุรญิอะฮ์
  • กลุ่มที่หก ชีอะฮ์

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

จุฬาราชมนตรี ประณามผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าโรงเรียนในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส




          วันนี้ 7 ก.ย. – สำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงการณ์ห่วงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขณะนี้รุนแรงมากขึ้น พร้อมประณามเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหน้าโรงเรียนในจังหวัดนราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 7 คน


           หลังวานนี้มีเหตุสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เมื่อคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์บอมบ์ก่อเหตุหน้าโรงเรียนบ้านตาบา อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ทำให้มีเด็กนักเรียนอายุเพียง 4 ขวบ เสียชีวิตพร้อมพ่อ และมีผู้บาดเจ็บหลายคน



           ล่าสุดสำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงการณ์ประณามคนร้ายที่กระทำการโหดร้ายและไร้ซึ่งมนุษยธรรมนอกเหนือคำสอนของศาสนาอิสลาม ที่ระบุว่า แม้อยู่ในสภาวะสงครามและจำเป็นต้องป้องกันตัวยังมีข้อห้ามในการทำร้ายเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้บาดเจ็บ ผู้ครองตนเป็นพระ และนักบวชในศาสนาอื่น ๆ รวมถึงห้ามเผาทำลายศาสนสถานของทุกศาสนา เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น ขอเรียกร้องประชาชนทั่วไป ชาวมุสลิม ผู้นำศาสนา และภาคประชาสังคม ร่วมมือร่วมใจแสดงออกถึงการต่อต้าน และไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเรียกร้องภาครัฐเร่งเยียวยาญาติครอบครัวผู้เสียชีวิต หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และวางมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่



ส่วนบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านตาบาวันนี้ ผู้นำศาสนาและประชาชนชาวไทยมุสลิมกว่า 500 คน ประกอบพิธีละหมาดฮายัต ขอพรจากพระเจ้าให้พื้นที่เกิดสันติสุข จากนั้นกลุ่มนักเรียนร่วมกันถือป้ายข้อความ “ทำร้ายพวกหนูทำไม, หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์” เดินรณรงค์แสดงพลังต่อต้านความรุนแรง ขณะที่ผู้ว่าฯ นราธิวาส และประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสได้ร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้นำศาสนา โดยขอให้ทุกคนร่วมมือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

เกิดเหตุระเบิดหน้า รร. ในตากใบ พ่อ-นร.อนุบาลเสียชีวิต




       6 ก.ย. 2559  เกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อเวลา 08.25 น. ที่หน้าโรงเรียนบ้านตาบา ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 10 ราย เป็นครู ผู้ปกครอง และตำรวจที่อำนวยการจราจรอยู่ด้านหน้าโรงเรียน


       ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 2 คนเป็นพ่อลูกกัน คือ นายมะเย็ง เว๊าะบ๊ะ อายุ 36 ปี กับ เด็กหญิงมิตรา เว๊าะบ๊ะ อายุ 4 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล โดยนายมะเย็งและลูกสาวถูกสะเก็ดระเบิดขณะกำลังเดินเข้าโรงเรียน  ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ประกอบด้วย
  • 1.ดาบตำรวจประพิศ บุญสร้าง อายุ 52 ปี
  • 2.ดาบตำรวจ กิตติพงษ์ ศรีขำ อายุ 47 ปี
  • 3.สิบตำรวจตรี วรรณุชิต แซ่ค้อ อายุ 22 ปี
  • 4.สิบตำรวจตรี เตาฟิค อารง อายุ 29 ปี
  • 5.สิบตำรวจตรี จรัสพัฒน์ สุขตลอดยิ่งขึ้น อายุ 24 ปี
  • 6.นางสาว นูรไอนี ยูโซ๊ะ อายุ 25 ปี
  • 7.นายตัลมีซี มะดาโอ๊ะ อายุ 23 ปี อาการสาหัส
  • 8.นายซาบรัสดี มะแอ อายุ 41 ปี
  • 9.นางกูสีหม๊ะ กูมะ อายุ 39 ปี
  • 10.นางสาว เจ๊ะสตี อาแวเต๊ะ อายุ 29 ปี

         สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนี้ เบื้องต้นตำรวจระบุว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายซุกไว้ในรถจักรยานยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์บอมบ์ โดยคนร้ายขี่มาจอดบริเวณหน้าโรงเรียน แล้วหลบหนีไป ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้น  ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 02.30 น. คนร้ายลอบเผาเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในพื้นที่บ้านสะโต หมู่ 5 ตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ทำให้เสาส่งสัญญาณได้รับความเสียหาย

         เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงอาสาสมัครทหารพราน วีรยุทธ์ พรหมนุ้ย อายุ 25 ปี ขณะออกกำลังกายที่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ทพ.4201 บ้านกูวิง ม.4 ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี กระสุนถูกบริเวณแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ


         ต่อมา เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีการแถลงข่าวว่า หลังเกิดเหตุ พลโท วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบ และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุในครั้งนี้มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วนต่อไป พร้อมทั้งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมเป็นวงกว้าง

           นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังระบุด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงเป็นความพยายามของกลุ่มโจรในการสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยไม่เคยคำนึงถึงเป้าหมาย ดังเช่นเหตุการณ์นี้ที่มีเด็กตกเป็นเหยื่อ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มองค์กรเครือข่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องหาความเป็นธรรมในพื้นที่ ได้ออกมาร่วมกันประณามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ และร่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงอันเกิดจากการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงกันอย่างกว้างขวาง พร้อมกับขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสคนร้าย ผ่านสายด่วน โทร.1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

          ด้านสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ และขอประณามการกระทำของผู้ไม่หวังดีในครั้งนี้ และขอต่อต้านการใช้ความรุนแรงอันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ขาดเมตตาธรรม ไร้มนุษยธรรม ผิดต่อกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


         "ทางสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากเรียกร้องให้กลุ่มและองค์กรร่วมกันรณรงค์ ต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยอาวุธสงคราม และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และป่าเถื่อน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเกิดความเศร้าสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น และต่อสังคมโดยรวม"  ท้ายนี้ขอวิงวอนต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ดังต่อไปนี้
  • 1. ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทางสู้
  • 2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางป้องกันปกป้องดูแลผู้บริสุทธิ์
  • 3. ขอให้เจ้าหน้าที่นำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้โดยเร็ว
  • 4. ขอให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทุกฝ่ายควรเฝ้าระวังและห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด
  • 5. ขอให้ทุกฝ่ายเคารพพื้นที่ที่มีเด็กและเยาวชน ในทุกพื้นที่ไม่เพียงแค่พื้นที่สาธารณะเท่านั้น

        สภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบยอมรับการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุขและขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ครั้งนี้และเชื่อมั่นว่าสันติภาพที่

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559


ศาลจังหวัดปัตตานี พิพากษาประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหา ผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นภาคใต้



        เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2559 ที่ผ่านมา รายงานผลการพิพากษาคดีอุกฉกรรจ์ฯ ของศาล จ.ปัตตานี ตัดสินคดีพิพากษาประหารชีวิต ผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 นาย
  • 1.นายฟัครุดิน สนิตา

  • 2.นายรุสมัน มะหลง

  • 3.นายรอมือลี นิมะ

          ในฐานความผิด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ, ร่วมกันซ่อนเร้นศพ ฯ ตามหมายเลขคดีดำที่ อ.1033/2559 เหตุเกิดในพื้นที่รับผิดชอบ ของ สภ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี  กรณีคดีเมื่อวันที่ 03 พ.ค.58 เวลา 20.00 น. สภ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี รับแจ้งจากทหารพราน ร้อย ร.4406 ว่ามีราษฎรพบศพลอยอยู่ในลำคลองใส่กระสอบทิ้งไว้ใต้สะพานยือลอ เขตรอยต่อระหว่าง บ้านยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส – บ้านกูวิง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี จึงประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าว


         จากการตรวจสอบพบว่าเป็นศพของนายสะมะแอ มิง อายุ 45 ปี ซึ่งหายไปจากบ้าน เมื่อ 1 พ.ค. 58 สภาพศพ ถูกมัดมือ มัดเท้า ด้วยสายไฟ ลำคอถูกมัดด้วยถุงพลาสติกซึ่งม้วนเป็นเชือก ถูกใส่ไว้ในกระสอบ

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้