วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มุสลิมขอโทษ

         
       ในนามของมุสลิม "อยากขอโทษ" สำหรับเหตุการณ์ระเบิดหน้าตลาดโต้รุ่ง ตัวเมืองปัตตานี ทำให้ผู้บาดเจ็บเกือบ 20 คน และเสียชีวิต 1 คน 

ในคัมภีร์อัลกุรอ่านได้กล่าวใว้ว่า

        "โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน" (อัล-กุรอาน 49/13) เพราะฉะนั้น ไม่มีใครสามารถจะอ้างว่ามีความสูงส่งกว่าคนอื่นที่แตกต่างกันทางเผ่าพันธุ์และชาติตระกูล และไม่มีใครอ้างสิทธิ์ที่จะพรากชีวิตคนอื่นได้ ไม่ว่านามอะไรก็ตาม

        ทำไมมุสลิมต้องขอโทษ? เหตุการณ์ระเบิด กราดยิง หากเหยื่อหรือผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นคนนับถือศาสนาพุทธ ดูเหมือนว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการติดอาวุธต่อต้านรัฐ แน่นอนก็ย่อมเป็นคนมุสลิม 

        ฉะนั้น คำว่า“ระเบิด” เป็นคำกริยา(Verb) ที่บอกถึงประธาน (Subject) คือ โจรใต้มุสลิม ที่ดูเหมือนอยู่ในพจนานุกรมของนักข่าวหนังสือพิมพ์ ที่เหมือนฝังในหัวและปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปี 2547 อันเป็นลักษณะการ คุมคำ > คุมความหมาย > คุมความคิด > คุมคน ตามคำอธิบายของนักรัฐศาสตร์ไทยอย่าง ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ 

       ฉะนั้นเหมือนเป็นการควบคุมความคิดของคนในสังคมไทยโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากคำถาม เมื่อเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คำตอบของสังคมคือ “พวกโจรใต้มุสลิม” แน่นอนไม่ต้องคิดมากและถามต่อ จบข่าว 

       เหตุการณ์ระเบิดที่ตลาดโต้รุ่ง ตัวเมืองปัตตานี ถือว่าเป็นการระเบิดที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้อดคิดถึงและเป็นห่วงพี่ๆเพื่อนๆ นักวิชาการในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่มุสลิม กลุ่มเพื่อนๆอาจารย์/นักวิชาการ มักชอบไปทานอาหารที่หน้าตลาดโต้รุ่ง อันเป็นตลาดที่มีการจับจ่ายและมีอาหารให้รับประทานจำนวนมาก โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ใช่มีแต่คนมุสลิมขาย หลายต่อหลายครั้งเมื่อมีนักวิชาการมาเยี่ยมเยียน ตกกลางคืนก็มักจะไปเดินหาของใส่ท้องยามค่ำคืนหรือแม้กระทั่งยามเช้า 

         โดยส่วนใหญ่ที่ผมคลุกคลีอยู่ด้วย กลุ่มพี่ๆเพื่อนๆอาจารย์ที่ไม่ใช่มุสลิมที่ผมรู้จัก นอกจากภารกิจการสอนแล้ว หลายคนยังใส่ใจการทำงานทางสังคม เช่น จัดกลุ่มทีมฟุตบอลผู้หญิงให้แก่ชาวมลายูมุสลิม หลายคนทำผลงานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ปาตานีที่เปิดพื้นที่ให้แก่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หลายคนคลุกคลีกับชาวบ้านลงพื้นที่ทำงานด้านการพัฒนาแก่ชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ เหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้อาจจะทำให้หลายต่อหลายคนหมดกำลังใจและท้อถอยลงได้ 

       เหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ คงไม่ใช่แนวทางของการต่อสู้อย่างสง่างาม เพราะนอกจากปราศจากความรับผิดชอบ ทั้งต่อเป้าหมายทางการเมืองและเหยื่อผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตแล้ว ยังสร้างความเดือนร้อนให้แก่ชาวมลายูจำนวนไม่น้อย เพราะหลังจากนี้ตามหมู่บ้านต่างๆในพื้นที่คงต้องโดนตรวจค้นและออกหมายจับ อีกจำนวนไม่น้อย 

       ที่สำคัญทุกคนที่ตายไปในจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนฝ่ายต่างๆ สายสืบหรือชาวบ้านผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ รวมถึงทนายสมชาย นีละไพจิตร อิหม่ามยะผา กาเซ็ง ชาวบ้านที่ถูกอุ้มหายสาบสูญ เหยื่อจากคมกระสุนและระเบิดทั้งหมด หรือผู้ก่อการนับร้อยในเหตุการณ์กรือเซะ ชาวบ้านในเหตุการณ์สลายม็อบที่ตากใบ ฯลฯ ทั้งหมดมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ พวกเขาทุกคนล้วนมีคนที่รักใคร่ห่วงใย มีพ่อ มีแม่ มีพี่ มีน้อง มีลูกเมียญาติมิตร มีความฝัน ความหวังต่อชีวิตในอนาคตด้วยกันทั้งสิ้น 

       ฉะนั้นไม่ว่าพุทธหรือมุสลิม ไม่ว่าผู้รักษาดินแดนหรือผู้แบ่งแยกดินแดน ไม่ว่าคนใส่เครื่องแบบหรือพลเรือน ความรู้สึกของพวกเขา คือความรู้สึกแห่งความเจ็บปวดจากการสูญเสียชีวิตที่ไม่มีวันได้คืน ทิ้งเหลือไว้แต่ความคับแค้นใจและเสียใจ ให้แก่คนข้างหลังที่ต้องแบกภาระทางจิตใจอันหนักหน่วง

        การใช้วิธีการรุนแรง เช่นระเบิด กราดยิง มันง่ายต่อการบรรลุเป้าหมายคือทำให้คนตายและบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำจากฝ่าย เพราะไม่จำเป็นต้องพึงทฤษฎีและวิธีคิดใดให้ซับซ้อน 

         การระเบิดที่เข่นฆ่าประชาชนทำลายผู้บริสุทธิ์พลเรือนเช่นนี้ ถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศขั้นร้ายแรง 

        สำหรับประชาคมมุสลิมที่ประสบปัญหากับการรับมือวิธีคิดสุดโต่ง (Extremism) ยังไม่สามารถยับยั้งหรือเสนอแนวคิดสันติวิธีอันเป็นมรดกและทรัพย์อันล้ำค่าทางด้านวิทยปัญญาของอิสลามให้แก่กลุ่มมุสลิมบางส่วนที่เลือกใช้วิธีการที่รุนแรงในนามของมุสลิม เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก หลักคำสอนบางข้อได้ถูกนำมาตีความเพื่อให้สอดรับกับวิธีอันรุนแรงของกลุ่มคนที่นิยมความรุนแรง โดยปราศจากผู้รู้ที่รับรองและขาดการดีเบต ถกเถียง/อภิปรายให้กว้างขวาง

        ในนามของมุสลิมอยากจะกล่าวคำขอโทษ ต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกคน ซึ่งดูจากรายชื่อผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ก็เป็นพี่น้องไทยพุทธ และแน่นอนขอประณามต่อการกระทำครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำฝ่ายใด เพราะวิธีการแบบนี้ไม่สามารถจะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ 

ขอทานจอมปลอม มะเร็งร้ายสังคมมุสลิม





เมื่อวันที่ 5 ต.ค.59 ได้มีการจับคนขอบริจาค จากกาเยาะมาตี บาเจาะ ถูกจับได้ว่าทำเป็นขบวนการ ตอนนี้ทุกคนถูกคุมตัวที่ หมู่บ้าน เข้าทางวัดหน้าถ้ำ มีหัวหน้าเเก๊งค์ ทำเป็นขบวนการ มีการปลอมเอกสาร อ้างสร้างมัสยิด ตาดีกา รายงานเเจ้งว่ามีทั้งหมด 6 ทีม ทีมละ 4-5 คน กระจายกันทำงานเป็นโซน มีรถรับส่ง ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ทำงาน ติดยาเสพติด ลูกเมียไม่มีอยู่คนเดียว 

  

แหล่งข่าวแจ้งอีกว่า โดยส่วนมาก เป็นชายในพื้นที่ บางครั้งเมื่อขอรับบริจาคแล้ว ถ้าไม่ให้ก็แสดงอาการไม่พอใจ สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ หากมีการพบเห็นบุคคลพฤติกรรมดังกล่าว "เดินขอรับบริจาค" ทั้งคนไทยหรือต่างประเทศ "โปรดงดบริจาค และแจ้งเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบพฤติกรรมลวงโลกของบุคคลเหล่านี้"

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตรวจค้นพบอาวุธปืนเล็กยาว ชนิด M-16 กลางสวนกล้วย คาดคนร้ายซุกซ้อนเพื่อก่อเหตุในพื้นที่


1269


Posted on 25/10/2016 by admin


เมื่อ 24 ตุลาคม 2559 เวลาประมาณ 06.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ฐมฌ์พงศ์ เพ็ชร์พิรุณ ผกก.สภ.หนองจิก สั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีสำคัญ(ศชต.)และเจ้าหน้าที่ทหารพราน 43 เข้าพิสูจน์ทราบในพื้นที่หลังมีชาวบ้านพบอาวุธปืน

โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้น บ้านเลขที่ 139/1 ม.5 ต.ดาโต๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ผลการตรวจค้นภายในบ้านไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายและได้ทำการตรวจสอบบริเวณรอบบ้านซึ่งเป็นสวนยางพาราและสวนผลไม้ ผลการตรวจค้นพบอาวุธปืนเล็กยาว ชนิด M-16 ยี่ห้อ COLT หมายเลขประจำปืน 9099115 พร้อมซองบรรจุกระสุนปืนขนาด 5.56 มม.จำนวน 2 ซอง และกระสุนปืน 5.56 มม. จำนวนหนึ่ง อยู่ภายในกระสอบปุ๋ยสีส้มซึ่งอยู่บริเวณใต้ต้นกล้วย ภายในสวนโดยมีเศษใบไม้และหญ้าปกปิดอยู่

จากการตรวจสอบสวนยางพาราและสวนผลไม้ทราบว่าเจ้าของผู้ครอบครองคือนางสาวมารีแย ที่อยู่ 142 ม.5 ต.ดาโต๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี การปิดล้อมครั้งนี้ได้เชิญตัว/ควบคุมตัวนายมะรูดิง นิจิบุลัด อายุ 33 ปี ที่อยู่ 55/10 ม.4 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานีและนายบือราเฮง ดางา อายุ 31 ปี ที่อยู่ 149 ม.5 ต.ดาโต๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ไปที่หน่วยซักถาม ขกท.สน.จชต.ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อดำเนินกรรมวิธีส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป


————————–

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สาวยะลาจากเบตง!! หอบลูกร่วมร้องเพลงสรรเสริญฯ น้ำตาคลอตัวเองไม่มีพ่อ-ขอยึดคำสอนในหลวง






สาวอิสลาม หัวใจรักในหลวง อุ้มลูกน้อย เดินทางจากเบตง จ.ยะลา มาแสดงความอาลัยและทำความดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


โดยเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่บริเวณสนามหลวง พระบรมมหาราชวัง นางเฟีย ประทาน ชาวไทยมุสลิม พร้อมด้วยลูกสาว 3 คน เดินทางจาก อ.เบตง จ.ยะลา มาแสดงความอาลัยและเป็นจิตอาสาทำความดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


นางเฟีย กล่าวว่า “เรามาจาก อ.เบตง จ.ยะลา ตอนแรกตั้งใจพาลูกๆมาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในช่วงปิดเทอมที่ รพ.ศิริราช แต่พอมาถึงเขาปิดให้ลงนาม เราก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็บอกให้นั่งรออย่าเพิ่งไปไหน แล้วก็มีประกาศว่าท่านสวรรคต รู้สึกเสียใจมาก ถึงตอนนี้ก็ยังทำใจไม่ได้หลังทราบข่าวพระองค์สวรรคต เห็นพระบรมฉายาลักษ์เห็นรอยยิ้มของท่านแล้วใจหายคิดว่าคงไม่ได้เห็นอีกแล้ว”



นางเฟีย กล่าวต่อว่า "เด็กๆเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ว่าในหลวงคือใคร พวกเรารักในหลวง ถึงแม้เราเป็นอิสลาม" เราก็สอนให้เขามีความรักต่อพระเจ้าแผ่นดิน ให้ลูกได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจของพระองค์ บางทีลูกถามว่า ในหลวงขับรถผ่านน้ำขนาดนั้นเลยเหรอ เข้าไปในป่าลึกมากเหรอ เราก็จะสอนจะบอกเขาว่าพระองค์ท่านทำอะไรบ้าง เวลาไปสวนยางบางทีเด็กๆบอกว่าเหนื่อย เราก็จะบอกว่าลูกรู้ไหมทางที่เรามามันสบาย แต่ในหลวงไปลำบากกว่า สอนให้เขารู้จักอดทน ทุกวันนี้นำพระราชดำรัสของท่านมาปรับใช้ในชีวิต อย่างเรื่องยาสีฟันของพระองค์เราจะจำขึ้นใจว่าต้องใช้หมด ถึงจะหมดแต่ก็ยังมีอีกให้เขาใช้จนหมด ไม่เหลือแล้วจริงๆ ทุกวันนี้เด็กๆ เริ่มเก็บเงินเอง ของที่เรานำมาบริจาคส่วนหนึ่งเป็นเงินเก็บของน้องๆ ตอนแรกมาห้าคนมีพ่อด้วย กลับไปเบตงไปเอาลองกองมาแจกอีก ตั้งใจจะอยู่จนถึงวันที่ 30 ต.ค. ขอเข้าไปแสดงความอาลัยต่อหน้าพระบรมศพ




“บางคนถามว่าทำไมต้องมาไกลขนาดนี้ พาลูกมาไกล มาลำบากทำไม แต่เราอยากให้ท่านรู้ว่าเรามา ถ้าไม่พาเด็กมา เด็กจะรับรู้เหรอว่าคนไทยรักในหลวงขนาดไหน และสอนให้เขารู้จักการให้ ทำความดี ขอสักครั้งหนึ่งในชีวิตครอบครัวเล็กๆ ของเราได้มีส่วนร่วม เหมือนมาเป็นตัวแทนของบ้านเรา เพราะจะมาแต่ละทีก็ลำบากมาไกล อยากให้เด็กมีส่วนร่วมจึงพากันมาทุกวันเอาของมาแจกมะม่วงแซนด์วิชตามกำลังที่หามาได้ พอแจกเสร็จเด็กๆ เขาจะรู้หน้าที่ ไปขอถุงขยะจากพี่ๆ กทม.มาเดินเก็บขยะกัน”


นางเฟีย กล่าวต่อว่า “พระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านเป็นห่วงพวกเรา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ท่านก็ยิ่งเป็นห่วง เราทราบว่าท่านเป็นห่วง ส่งทหารมาดูแลช่วยอำนวยความสะดวกมาช่วยเหลือเด็กๆ ช่วยเหลือชาวบ้าน เวลาชาวบ้านเดือดร้อนก็ช่วยเหลือ รู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย อยากทำหน้าที่มุสลิมชาวไทยคนหนึ่งให้ดีที่สุด และมาให้กำลังใจทุกพระองค์”



ด.ญ.ดารียา อาฟียะ อายุ 8 ขวบ ลูกสาวคนโต กล่าวว่า “หนูรักพ่อหลวงค่ะ รักมากๆเลยค่ะ วันนี้มาเก็บขยะ หนูไม่เหนื่อยเลย”

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เป้าหมายของ โจรมุดโสร่ง ฟาตอนี คือ คนไทยพุทธ เด็ก สุภาพสตรี และคนชรา




คงไม่ต้องถามว่าฝีมือ โจรมุดโสร่ง ฟาตอนี หรือไม่



            21ตุลาคม 2559 เวลาประมาณ 19.30 น.มีเหตุ คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด กราดยิง ในพื้นที่ชุมชนไทยพุทธ ม.6 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลาโดยมีเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่นั่งอยูบริเวณขนำ แต่พลาดเป้า จึงได้หันไปยิงราษฎรหญิงไทยพุทธ ทราบชื่อนางเลื่อนห้อง ทองเจริญ อายุ 63 ปี ได้รับบาดเจ็บ ถูกยิงที่ขาซ้าย ส่งรพ.เทพา ที่เกิดเหตุ พบปลอก กระสุนปืนจำนวนหนึ่ง พร้อมกับได้ทิ้งใบปลิว มีข้อความว่า แด่4ศพ ที่พวกสยามยัดเยียดอาวุธ โดยการใส่ร้ายป้ายสีมลายู สาเหตุ คาดว่าเป็นการก่อเหตุสร้างสถานการ







วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ศาลฎีกาสั่งจำคุกตลอดชีวิต มือระเบิด 7 ศพ ร้านข้าวต้มน้องเฟิร์น




โดย : "แบมะ ฟาตอนี’


        “กฎหมายนำ การทหารตาม การเมืองขยาย” จากนโยบายของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช ในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาไฟใต้ ใครกระทำความผิดจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย เสมอภาค เท่าเทียม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ


         เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559 ศาลจังหวัดปัตตานี ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮำหมัดซอบรี หรือเต๊ะโซ๊ะหรือซัน หะยีมามุ ในฐานความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้าย อั่งยี่ ซ่องโจร ลอบวางระเบิด ตามหมายเลขคดีดำที่ 2374/2557 คดีแดงที่810/2558 เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.เมืองปัตตานี


          นายมูฮำหมัดซอบรี หรือ เต๊ะโซ๊ะ หรือซัน หะยีมามุ ได้ทำการก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าร้านน้องเฟิร์น ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 7 คน เหตุเกิดในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550


         การต่อสู้ทางคดี นายมูฮำหมัดซอบรี หรือ เต๊ะโซ๊ะ หรือซัน หะยีมามุ โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีก่อการร้าย เลขคดี 2374/57 เมื่อ 27 มีนาคม 2558 สั่งให้จำคุกตลอดชีวิต ส่วนในศาลอุทรณ์ ได้มีการพิจารณาคดียกฟ้อง จนกระทั่งศาลฎีกาจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮำหมัดซอบรี หะยีมามุ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม2559 เป็นอันปิดฉากอิสรภาพของนายมูฮำหมัดซอบรีฯ ต้องเข้าไปชดใช้ความผิดกับผลที่ตัวเองได้ก่อไว้ในเรือนจำ


         จากสถานการณ์ไฟใต้ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนรวม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินยังคงเป็นประเด็นลำดับต้นๆ ที่ทุกคนต่างโหยหา อยากจะให้เหตุการณ์สงบ นำพาสันติสุขกลับคืนมาในเร็ววัน แต่กลุ่มกระบวนการยังคงเดินหน้าทำการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ และเป้าหมายอ่อนแออยู่อย่างต่อเนื่อง
จะเห็นได้ว่าในระยะหลังๆ มานี้ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายต่อความรุนแรง เอือมระอาต่อการกระทำที่สุดโต่ง ไร้มนุษยธรรม ไม่มีความปราณีของผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อ้างตัวว่าเป็นนักรบฟาตอนี RKK โดยจะเห็นได้ว่าประชาชนเริ่มให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ผกร. มากขึ้นตามลำดับส่งผลให้การติดตามจับกุมผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษได้จำนวนหลายสิบรายในห้วงที่ผ่านมา


        การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งยังยึดหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายยังคงมีมาตรการปฏิบัติเชิงรุกในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดเพื่อนำตัวมาลงโทษตามตัวบทกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้กับผู้ที่ละเมิด






         นายมูฮำหมัดซอบรี หยีมามุ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเมื่อ 7 พฤษภาคม2557 โดยเจ้าหน้าที่ทหาร ณ บริเวณบ้านเช่าไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี


        พฤติกรรมของนายมูฮำหมัดซอบรีฯ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการในการลอบวางระเบิด และเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ที่ 15/51ลง 4 มกราคม 2551 สภ.เมืองปัตตานี ข้อหาร่วมกันฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยร่วมกันทำให้เกิดระเบิด จากเหตุลอบวางระเบิดหน้าร้านข้าวต้มน้องเฟิร์น ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 7 คน เหตุเกิดในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550


         จากผลการซักถาม นายมูฮำหมัดซอบรีฯ ให้การยอมรับว่าระหว่างเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมศึกษา ตนเองได้ทำการซูมเปาะ โดย อุซตาซ พร้อมกับผู้ก่อเหตุรุนแรงคนสำคัญหลายคน อย่างเช่น นายมะซอเร ดือรามะ และได้ผ่านการฝึก RKK มาแล้ว



         นายมูฮำหมัดซอบรีฯ ให้การยอมรับว่าตนเองก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าร้านข้าวต้มน้องเฟิร์นจริง โดยทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ประกอบระเบิดไปจอดยังที่เกิดเหตุ อีกทั้งยังให้การที่เป็นประโยชน์ ทำการซัดทอดผู้ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้อีก 3 คนด้วยกัน คือ 
  1. นายสุริยา พินนาคบุตร, 
  2. นายอัสมีน กาเด็นมาตี และ
  3. นายฮากีม ดอเลาะ 
         ซึ่งบุคคลทั้งหมดที่ถูกซัดทอดเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้เมื่อ 6 ธันวาคม 2550

       จากคำรับสารภาพของนายมูฮำหมัดซอบรีฯ ดังกล่าว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้ประสานพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานีมาบันทึกคำให้การ ต่อหน้าทนายความและผู้นำทางศาสนา รวมถึงนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังสถานที่เกิดเหตุ


         ในเวลาต่อเจ้าหน้าที่ได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่งตัวนายมูฮำหมัดซอบรีฯ ไปควบคุมตัวยังศูนย์พิทักษ์สันติฯ และในเวลาต่อมานายมูฮำหมัดซอบรีฯ ได้กลับคำให้การ และยังทำหนังสือร้องเรียนว่าตนเองโดนเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ซ้อมทรมานจนกระทั่งตนเองต้องยอมรับสารภาพ แต่ศาลไม่รับคำฟ้อง


         ในเวลาต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวนายมูฮัมหมัดซอบรีฯ ดำเนินคดีแต่เจ้าตัวยังคงให้การปฏิเสธในทุกชั้นศาล จนกระทั่งศาลฎีกาจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮำหมัดซอบรี หะยีมามุ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559


       จากคำตัดสินของศาลจังหวัดปัตตานี ทุกขั้นตอนของกระบวนยุติธรรมมีความโปร่งใส ซึ่งได้ตัดสินกันไปตามพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณาคดี แต่ที่สำคัญคือการยอมรับสารภาพในขั้นตอนการซักถามของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้มีการบันทึกคำให้การพร้อมกับบันทึกเทปไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าทนายความและผู้นำทางศาสนาโดยไม่มีการบังคับขู่เข็นใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะกลับคำให้การในตอนหลังเพื่อลบล้างการรับสารภาพก็ไม่เป็นผลใดๆ


        การก่อเหตุของนายมูฮัมหมัดซอบรีฯ ในครั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย มีหลายชีวิตซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวต้องเจ็บปวด บ้างขาดเสาหลักขาดผู้นำในครอบครัวไป ที่สำคัญต้องมาสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...คำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตที่ศาลได้ลงอาญาเหมาะสมแล้วกับการกระทำ แต่ผู้เขียนคิดว่าศาลยังให้ความปราณีต่อผู้ต้องหาอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับอีก 7 ชีวิตที่ตายจากน้ำมือการกระทำของเขา...


          แล้วเมื่อไหร่ความสันติสุขที่ทุกคนใฝ่หาจะเป็นจริงสักที!!! 

          ในเมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงเดินหน้าก่อเหตุสร้างสถานการณ์อยู่เช่นนี้ ผู้ที่เดือดร้อนคือประชาชนปาตานี ต้องมารับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องตกเป็นเหยื่อความรุนแรงของโจรใต้ฟาตอนีอยู่เนืองๆ อีกฝากฝั่งหนึ่งครอบครัวโจรใต้ฟาตอนีก็เช่นเดียวกันได้รับความเดือดร้อนไม่หยิ่งหย่อน และแตกต่างกับครอบครัวผู้ที่ถูกกระทำเท่าไหร่นัก!! 

         เนื่องจากเกิดการปะทะถูกวิสามัญ บ้างถูกจับกุมโดนคุมขังในเรือนจำ ต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าต้องเป็นภาระของสังคม แล้วถามโจรใต้ฟาตอนีเหล่านี้สิ!!! 
  • ทำไปเพื่ออะไร?...และ
  • เพื่อใคร? กันแน่...
        คนสั่งการเสวยสุขอยู่เมืองนอก ส่งลูกหลานตัวเองศึกษาต่อยังต่างประเทศ ย้อนกลับมามองครอบครัวสมาชิกแนวร่วมดูละกัน!!!..ทุกวันนี้ครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร..ยิ่งผู้นำครอบครัวถูกคุมขังจะอยู่กันอย่างไร!!!..คุ้มค่าแล้วหรือที่ทุ่มเทเพื่อขบวนการ....

------------------------

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉีกหน้ากาก นักศึกษา PerMAS รับสารภาพเตรียมก่อเหตุระเบิด 5 จุดในกรุงเทพฯ




โดย 'แบดิง โกตาบารู'




          จากกรณี นายฮากิม พงติกอ ผู้ประสานงาน เครือข่ายพลเมืองปาตานีนอกมาตุภูมิ (ประจำประเทศอินเดีย) สมาชิกคนหนึ่งของ สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMas ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีการกวาดล้างจับกุมกลุ่มนักศึกษารามคำแหง ซึ่งเป็นมุสลิม จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาศัยอยู่ย่านรามคำแหง ระหว่างวันที่ 11-14 ตุลาคมที่ผ่านมา จำนวนกว่า 40 คน

         ในการปฏิบัติการเนื่องจากมีกระแสข่าวจะมีการก่อเหตุระเบิดป่วนกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลในเวลาต่อมา นายฮากิม พงติกอ ได้ทำการสื่อในลักษณะเจ้าหน้าที่รัฐสงสัยการก่อเหตุป่วนกรุงเทพและปริมณฑล เจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีการจับกุมอย่างรุนแรงใช้อาวุธสงคราม ระเบิดควัน เหมือนจับกุมผู้ต้องสงสัยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จับโดยไม่รู้จักชื่อ ไม่มีข้อหาด้วยซ้ำ

         และมีการคุมขังโดยไม่ได้แจ้งให้ญาติทราบ ขณะนี้แม้จะมีการปล่อยตัวออกมาบ้างแล้ว แต่ยังมีการควบคุมตัวซึ่งเชื่อว่าอยู่ในค่ายทหารอีกไม่น้อยกว่า 30 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่ม PerMas เตรียมที่จะเข้าร้องเรียนเรื่องนี้ต่อ ยูเอ็น เพราะไม่อาจคาดหวังต่อองค์กรสิทธิในประเทศได้ โดยเฉพาะในบรรยากาศแบบนี้คนไทยจำนวนมากอาจจะไม่พร้อมที่จะรับฟัง



         ก่อนหน้านี้ฝ่ายความมั่นคง มีการข่าวแจ้งว่า จะมีกลุ่มก่อการร้าย เตรียมก่อเหตุคาร์บอมบ์ 17 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค.59 โดยมีเป้าหมายหรือพื้นที่เสี่ยง ห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ และตามแหล่งท่องเที่ยว และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 40 ราย ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว 25 ราย และยังไม่ได้รับการปล่อยตัว 15 ราย ในเบื้องต้นเมื่อวันที่ 12 ต.ค.59 เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องสงสัยไปฝากขังที่เรือนจำคลองเปรม และควบคุมตัวที่ มณฑลทหารบกที่ 11

         เมื่อวันที่ 17 ต.ค.59 เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร สนธิกำลังตรวจค้นหอพักเลขที่ 4/226 ห้อง 207 ชั้น 2 บริเวณเคหะชุมชนเมืองใหม่บางพลี ซอย ฝ7 หมู่16 ต.บางเสาธง อ.บางพลี จ.สมุทร ปราการ หลังมีข้อมูลข่าวว่าที่ห้องดังกล่าวอาจจะมีสารตั้งต้นการประกอบระเบิด



         โดยผลการตรวจค้นพบกล่องบรรจุวัตถุต้องสงสัย 4 กล่อง รวมถึงอุปกรณ์โทรศัพท์และสายไฟจำนวนหนึ่ง และชายต้องสงสัย อีก 1 คนซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องดังกล่าว

         โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยในเรื่องความมั่นคง ยาเสพติด ย่านรามคำแหง มีนบุรี และหนองจอก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เชิญกลุ่มบุคคลต้องสงสัยในคดีความมั่นคงมามี 14 คน ทางเจ้าหน้าที่ ต้องขอขอบคุณที่ทุกคนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 9 คนทางเจ้าหน้าที่ได้ให้กลับบ้าน ไปแล้ว ยังคงเหลือเพียง 5 คน คือ 
  • นายตาลมีซี โตะตาหยง, 
  • นายมูฟตาดีน สาและ, 
  • นายอัมรีย์ หะ, 
  • นายนุรมัน อาบู 
  • นายอุสมาน กาเด็งหะยี 

          โฆษกคสช. กล่าวว่า ทั้ง 5 คน ไม่พบว่ามีสถานะเป็นนักศึกษา ประกอบกับเจ้าหน้าที่พบว่ามีข้อพิสูจน์อันน่าเชื่อถือว่าน่าจะมีข้อมูลสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่องานความมั่นคงในส่วนทั้งของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ กทม. และปริมณฑล หลังจากนี้คงจะ เป็นไปตามกระบวนการซักถามเพิ่มเติมตามอำนาจทางกฎหมายของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

          รายงานข่าวแจ้งว่า จากการซักถาม นายตาลมีซี โต๊ะตาหยง รับว่าเป็น 1 ในผู้เตรียมการก่อเหตุระเบิดใน กทม. โดยเดินทางมาจาก อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ได้ประมาณ 7 วันก่อนถูกจับข้อหามีใบกระท่อม ที่หอพักย่านรามคำแหง เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายที่จะวางระเบิดกำหนดไว้ 5 จุด คือที่บิ๊กซี รามคำแหง สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ และย่านบางพลีอีก 2 จุด โดยมีผู้ส่งพัสดุอุปกรณ์มือถือที่เตรียมการก่อเหตุ มายังหอพักย่านรามคำแหง ก่อนจะนำไปซุกซ่อนไว้ใต้ฝ้าเพดานห้องน้ำชั้น 2 ของหอพักไม่มีชื่อในซอยเทศบาลบางเสาธง 35 ต.เมืองใหม่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ แต่จากการตรวจค้นไม่พบอุปกรณ์ดังกล่าว 

         แต่จากการสอบสวนจาก ผู้ดูแล ทราบว่า นายอับดุลบาซิร สือกะจิ และนายมูบาริห์ กะนา ชาวอ.สุคิริน สะพายเป้ออกจากหอพักไปเมื่อวันที่ 12 ต.ค. จึงอาจเป็นไปได้ว่าระเบิดถูกทำลายหรือเคลื่อนย้ายไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมติดตามจับกุมบุคคลทั้งสองอย่างเร่งด่วน

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

จนท.ปะทะเดือด ผกร.สะบ้าย้อย ดับ 4 ราย พร้อมยึดอาวุธปืน 4 กระบอก


Posted on 13/10/2016 by admin


สงขลา-เมื่อ 13 ต.ค.59 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุด นปพ.ร่วมปัตตานี ร่วมกับสืบคดีสำคัญฯ ได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และได้เกิดการปะทะกับ ผกร.ในพื้นที่ บ.ทับหลวง ม.1 ต.คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา




        หลังเหตุปะทะ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย ผกร.เสียชีวิต จำนวน 4 ราย ทราบชื่อ ประกอบด้วย 
  • 1.นายฟัดลาน เลาะหมาน หมายเลขบัตรประชาชน 5940300020646 อยู่บ้านเลขที่ 112/2 หมู่ 4 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 
  • 2.นายยาซะ สาและ หมายเลขบัตรประชาชน 1940200079182 อยู่บ้านเลขที่ 81/1 หมู่ 2 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
  • 3.นายอับดุลวาฮับ ราตูยาแฮ (เปาะฮะ) หมายเลขบัตรประชาชน 3940200141725 อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ 6 บ้านล่องควน ต.คูหา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา 
  • ส่วนคนร้ายรายที่ 4 ยังไม่ทราบชื่ออยู่ในระหว่างการตรวจสอบ





        ผลจากการปะทะเจ้าหน้าที่สามารถยึดอาวุธปืน เอ็ม.16 ได้จำนวน 2 กระบอก และปืนพก จำนวน 2 กระบอก และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ได้ดำเนินการรวบรวมวัตถุพยานและหลักฐานในบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีต่อไป.

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กลุ่มขบวนการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานีปลุกกระแสญีฮาดให้เป็นดินแดนฮัรบี






โดย ‘ซอเลาะห์ บินคอลีฟ’

        การปลุกกระแส ชี้นำ บิดเบือนในเรื่องประวัติศาสตร์ปัตตานี หากเราคือผู้หนึ่งที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ตคงผ่านตาเห็นเนื้อหา บทความต่างๆ ที่มีลักษณะกล่าวหาว่าดินแดนปัตตานีถูกรุกรานจากการการล่าอาณานิคม ถูกข่มเหงรังแกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ในการประกอบศาสนกิจ ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทย อีกทั้งพยายามชี้เชื่อมโยงให้เห็นว่าพื้นที่ปัตตานีเป็นดินแดน “ดารุลฮัรบี”

        การปลุกระดมที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อทางเลือกในเรื่อง “ดารุลฮัรบี” เป็นแค่ช่องทางหนึ่งที่สร้างการรับรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายหาสมาชิกแนวร่วมของกลุ่มขบวนการ ซึ่งเราสามารถรับรู้พฤติกรรมบางส่วนของผู้ที่แอบแฝงอยู่ในโลกเสมือนจริง

         การเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หรือสื่อทางเลือก กลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นการสร้างกระแสของกลุ่ม ผกร.อยู่ในวงจำกัดการรับรู้ยังไม่ครอบคลุมไปยังกลุ่มอื่นๆ

      สิ่งที่เป็นประเด็นและเป็นปัญหาต่อความมั่นคง คงจะเป็นการบรรยายธรรมของบาบอในการละหมาดอีซา ตามมัสยิดหรือสถานที่ต่างๆ ที่มีการรับเชิญไปบรรยาย ซึ่งผู้บรรยายธรรมเหล่านี้จะเป็นการจัดตั้งของกลุ่ม ผกร. เป็นฝ่ายอูลามาระดับสูงตั้งแต่ระดับคอมมิสขึ้นไป ลักษณะการบรรยายธรรม มีการกระตุ้น ปลุกระดมให้ผู้รับฟังทำการกอบกู้ปัตตานีคืนมาจากผู้รุกราน (ประเทศไทย)



        รูปแบบวิธีการในการปลุกระดมที่ยังคงใช้ได้ผลคือการชี้นำว่าดินแดนปัตตานีเป็นพื้นที่ถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของสยาม ชาวมลายูปัตตานีต้องอยู่ภายใต้ มีการกดขี่ทางด้านศาสนา ซึ่งมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานีในอดีต ว่าถูกรัฐสยามรุกราน และไม่มีความยุติธรรม ประเด็นในเรื่องความยุติธรรม เป็นเรื่องที่กลุ่มขบวนการ สามารถหยิบไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมได้มาก ที่ผ่านมากลุ่มขบวนการได้นำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปลุกระดม และเชื่อมโยงว่า เจ้าหน้าที่รัฐ กดขี่ข่มเหงรังแกคนมุสลิม เช่น ตัวอย่างกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ, เหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเหตุการณ์ล่าสุดคือกรณีศาลสั่งยึดที่ดินโรงเรียนปอเนาะญิฮาด ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินวากัฟ ทำให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ไม่มีสถานที่ศึกษาด้านศาสนา มีการปลุกระดมให้พี่น้องมุสลิมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม กีดกันในเรื่องศาสนา นำไปสู่การโฆษณา ชวนเชื่อชี้นำในสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดเวทีในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการบรรยายธรรมของฝ่ายอูลามา เนื้อหาจะเป็นในเรื่อง “ดารุลฮารบี”และการญีฮาดเป็นหลัก


      ดินแดนปัตตานีจะเป็น “ดารุลฮารบี” หรือไม่เป็น “ดารุลฮารบี” ผู้รู้ทางด้านศาสนาและนักวิชาการหลายๆ ท่าน ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยอธิบายว่าเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดสภาวะที่เป็นดารุลฮัรบีมี 2 ส่วน ด้วยกัน กล่าวคือ

  • ประการแรก พี่น้องมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามได้อย่างครบถ้วน
  • ประการที่สอง พี่น้องมุสลิมถูกกดขี่ข่มเหง
        ไม่ว่าในประเด็นใดก็แล้วแต่ ซึ่งเขาก็มีความชอบธรรมที่จะต่อสู้ ถ้าหากว่าเขามีกำลัง แต่ถ้าหากว่าไม่มีกำลัง พวกเขาก็มีสิทธิที่จะอพยพไปอยู่ในดินแดนอื่น ที่ให้ความเป็นธรรมต่อพวกเขา หากผู้นำปกครองด้วยความไม่เป็นธรรม ใช้มาตรฐานที่ต่างกันในการปกครองพลเมืองมีนโยบายบางอย่างที่เห็นได้ว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของคนมุสลิม

       การที่จะเป็นดินแดนดารุลฮัรบี ได้อย่างแท้จริง จะต้องได้รับการรับรองจากผู้นำในแต่ละพื้นที่ ว่าในพื้นที่แห่งนั้นมีการถูกกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ จนพี่น้องชาวมุสลิมไม่สามารถที่จะประกอบศาสนกิจตามหลักการของศาสนาอิสลามได้ จึงมีเหตุผลสมควรที่พี่น้องชาวมุสลิมจะต้องลุกขึ้นต่อสู้ 

        นี่คือเหตุผลที่กล่าวได้ว่ากลุ่มขบวนการพยายามที่จะบิดเบือน ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีการกดขี่ข่มเหง รังแก พี่น้องชาวมุสลิม เพื่อต้องการดึงมวลชนให้หันมาร่วมมือกับกลุ่มขบวนการในการที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายรัฐ ด้วยการทำญีฮาด หรือทำสงครามเพื่อศาสนา
        ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลามนั้นได้กล่าวถึงการญีฮาดว่า

      “การญีฮาด” นั้นต้องเป็นไปเพื่อเทิดทูนพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ) ให้สูงส่ง หาใช่อื่น (มินญาฮุ้ลมุสลิม ; อบูบักร อัลญะซาอิรี่ย์ หน้า 392 ; 1996) 

       ดังมีระบุในพระวจนะของท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า

         من قاتل لتكون كلمة الله هي العليافهوفي سبيل الله “ผู้ใดสู้รบเพื่อให้พระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ คือสิ่งสูงสุด ผู้นั้นอยู่ในวิถีทางของพระองค์อัลลอฮฺ”(บุคอรีย์และมุสลิม)




           หากการสู้รบเป็นไปเพื่อจุดประสงค์อื่นใด นั่นไม่เรียกว่าเป็นการญิฮาดที่แท้จริง ผู้ใดสู้รบเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หรือต้องการทรัพย์สงครามหรือแสดงวีรกรรมความกล้าหาญหรือชื่อเสียง ผู้นั้นย่อมไม่ได้รับอานิสงค์แต่อย่างใด (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ ; อัซซัยยิด ซาบิก 3/134-135 ; 1996)

        มิหนำซ้ำ การมีเจตนาเป็นอื่น ย่อมเป็นการนำพาตนเองสู่การลงทัณฑ์ในวันปรโลกอีกด้วย (อ้างแล้ว 3/136) ดังนั้น การญิฮาดจึงมิได้มุ่งหมายถึง การเอาชนะศัตรูแต่อย่างใด หากแต่เป้าหมายหลักของการญีฮาด คือ การพิทักษ์ศาสนาเอาไว้เพียงนั้น (อัลมุนตะกอ ; 3/159, อีฎอฮุ้ลมะซาลิก ; ก็อฟ 95 บาอฺ, มุกอตดิมาต อิบนิ รุชด์ 1/379)

         “การญิฮาด” เป็นเครื่องมืออันกอปรด้วยปัญญาในมือของมุสลิมหาใช่เป็นสิ่งอื่น โหดร้าย ทารุณ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อยึดครองโลกหรือเพื่อสร้างอำนาจอันมั่นคง หรือเพื่อการขยายอำนาจ หรือลบล้างศาสนาอื่นๆ และเปลี่ยนดินแดนคู่สงคราม (دارالحرب) ให้เป็นรัฐอิสลาม (دارالاسلام) โดยไร้เหตุผลรองรับ (คุดูรีย์, อัลฮัรบฺ วัซซลาม หน้า 53)

         ที่สำคัญที่สุดในการประกาศญีฮาด อูลามาจะต้องประชุมร่วมกันและลงมติเอกฉันท์ว่าจะต้องสู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่เพียง “แนวคิด” 
         นอกจากนี้ การญีฮาดไม่ว่าจะอยู่ในดินแดนประเภทใดก็ตาม “นักรบจะไม่สามารถฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้”

          เราจะเห็นได้ว่าจากข้อมูลในหลักศาสนา และข้อมูลจากนักวิชาการ เมื่อนำมาวิเคราะห์การปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐในปัจจุบัน หน่วยงานรัฐได้ให้โอกาส และให้สิทธิกับคนมุสลิมในทุกๆพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สนับสนุนในเรื่องการนับถือศาสนา รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต่างให้การสนับสนุนในการสร้างสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และมีการสนับสนุนการเดินทางไปแสวงบุญในการประกอบพิธีฮัจญ์, อูมเราะห์ และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวมุสลิมในห้วงเทศกาลถือศีลอดในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนประเสริฐ สนับสนุนในเรื่องการศึกษา จากการมาของโอไอซี หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านการศาสนาต่างได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยโชคดีที่สุด ที่รัฐดูแลเอาใจใส่ในทุกด้าน และยืนยันได้ว่าแม้ประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือแม้กระทั่งผู้นำประเทศเองเป็นมุสลิม ก็ไม่สามารถดูแลเอาใจใส่พี่น้องมุสลิมได้ดีเท่า “รัฐบาลไทย”

         ที่กล่าวมาย่อมเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า การปลุกกระแส “ดารุลฮารบี” และมีการปลุกระดมให้พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลไทยด้วยการญีฮาดนั้น เป็นการชี้นำของกลุ่มผู้คิดต่างจากรัฐเพื่อหวังผลในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เป็น “ดารุลฮารบี” และเข้าหลักเกณฑ์ใดๆ เลยที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม เพราะนี่คือเล่ห์กลของกลุ่มขบวนการที่หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการหลอกให้ประชาชนร่วมมือกับฝ่ายตน.

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ขบวนการฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อสันติสุขหรือ? (KILLING FOR PEACE)



โดย : ‘Ibrahim’

          “สันติสุขชายแดนใต้” จะกลายเป็นแค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานฟังในวันข้างหน้าหรือ?..ทุกคนต่างโหยหาให้หวนกลับมาเป็นเช่นวันเก่า..เมื่อครั้งอดีตที่พี่น้องพื้นที่ชายแดนใต้แห่งนี้ ต่างอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ภายใต้พหุวัฒนธรรม ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา แบ่งเค้าแบ่งเราถ้อยทีอาศัยซึ่งกันและกันมาช้านาน ก่อนที่จะเกิดปัญหาไฟใต้ มีการสร้างความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อกันของพี่น้องในพื้นที่โดยกลุ่มขบวนการ

          หลายองค์กรได้เรียกร้อง “สันติสุข” “สันติภาพ” หรือแม้กระทั่งคิดการไกลไปถึง “เอกราช” แยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลไทย แต่ “KILLING FOR PEACE” ขบวนการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง น้ำตาอีกกี่หยด..เลือดจะต้องอาบแผ่นดินอีกเท่าไหร่ กลุ่มขบวนการเหล่านี้ถึงจะหยุด เป็นพวกปากอย่างใจอย่างบนเวทีพูดคุยต้องการสันติสุข ในพื้นที่กลับสั่งฆ่าผู้บริสุทธิ์

          ศาสนาทุกศาสนาได้สั่งสอนให้ศาสนิกชนกระทำแต่ความดี มนุษย์มีศาสนาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต เป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจ ปฏิบัติตนตามข้อบัญญัติของแต่ละศาสนาซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป

          ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาของกลุ่มที่คิดต่างต้องการแบ่งแยกดินแดน ต้องการเอกราชได้ ใช้กำลังทำการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ บ้างต้องได้รับบาดเจ็บ แขนขาขาดพิกลพิการ ไม่ใช่เป็นเรื่องความขัดแย้งทางด้านศาสนา



           แต่ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มขบวนการกลับใช้ศาสนาอิสลาม ซึ่งคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือ มาบิดเบือน ปลูกฝังแนวคิด ฝังชิปความชั่วร้ายเข้าไปในสมองให้สมาชิกแนวร่วม RKK ทำการเข่นฆ่าผู้คนแล้วได้บุญ อย่างเช่นในห้วงเดือนรอมฎอนที่เหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นถี่ยิบ

           กลุ่มขบวนการ BRN ใช้อิหม่ามที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือ บิดเบือนเสี้ยมสอนให้สมาชิกแนวร่วมมีความเชื่อว่า “การฆ่ากาฟิรฺ” (คนต่างศาสนา) และ “มุนาฟิก” (ผู้กลับกลอก) เป็นสิ่งที่อนุมัติในอิสลาม ผู้ฆ่าจะได้ผลบุญ และหากผู้ที่จะไปฆ่าผู้อื่นกลับถูกฆ่าเสียเอง เขาก็จะได้ขึ้นสวรรค์เป็นการตอบแทนโดยไม่ต้องรอฟังคำพิพากษา

“กาฟิรฺ” มีความหมายโดยรากศัพท์ทางภาษาแปลว่า ผู้ปฏิเสธ ผู้ดื้อดึง ผู้ฝ่าฝืน แต่ในทางศาสนา   “กาฟิรฺ” หมายถึง “ผู้ปฏิเสธต่อศาสนาอิสลาม”
"กาฟิรฺ” จำแนกได้ 3 ประเภท คือ
  • “กาฟิรฺหัรบียฺ” หมายถึง คนต่างศาสนิกที่เป็นคู่สงครามและเป็นศัตรูซึ่งมีความพยายาม ที่จะทำลายล้างศาสนาอิสลาม
  • "กาฟิรฺซิมมียฺ” หมายถึง คนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลาม ซึ่งรัฐจะต้องดูแลพวกเขาด้วยความยุติธรรมและพวกเขาต้องจ่ายภาษีแก่รัฐอิสลาม และ 
  • “กาฟิรฺมุอาฮัด” คือคนต่างศาสนิกที่ได้ทำสัญญา และมีพันธสัญญาที่ไม่รุกรานและไม่ ละเมิดซึ่งกันและกัน


          “มุนาฟิก” คือ “บุคคลที่ยอมรับความเป็นมุสลิมเพียงด้วยวาจาแต่จิตใจปฏิเสธ” ในสมัยท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) มีผู้ที่เป็นมุนาฟิกหลายคน แต่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ไม่เคย อนุญาตให้ฆ่ามุนาฟิกแม้แต่คนเดียว ต่อความคิดของผู้ที่ปลุกปั่นยุยงเยาวชนว่าคนที่เห็นต่างจากตน เป็นกาฟิรฺหรือมุนาฟิกและต้องฆ่าเสียให้หมดนั้น จึงเป็นความ คิดที่ผิดหลักศาสนาอิสลาม ไม่มี อายะฮฺใดเลยที่ปรากฏในอัลกุรอานที่ระบุให้ฆ่า “มุนาฟิก”

         หลายต่อหลายครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการ หรือนักรบ RKK ได้หยิบยื่นให้กับพี่น้องมุสลิมที่รับราชการ หรือทำงานให้รัฐ แม้กระทั่งคนต่างศาสนาต้องเสียชีวิตจากเหตุลอบยิง เหตุลอบวางระเบิด กลุ่มขบวนการ BRN หรือ “จูแว” จะมีปฏิกิริยาในทันที แสดงความคิดเห็นและแสดงความดีใจที่เห็นมุสลิมหรือคนต่างศาสนาเสียชีวิต อยากจะรู้ว่าความต้องการที่แท้จริง “ต้องการความสงบสุข” หรือ “ต้องการความรุนแรง” แล้วสันติสุขที่ทุกคนเรียกหาละ...

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฮาขี้แตก รับคนบ้าเข้าอิสลาม






video



ฮือฮา! เจ้าอาวาสเข้ารับอิสลาม ระบุนอนไม่หลับตื่นเช้าจึงเข้ารับ แต่หลังเป็นข่าวถูกกดันหนัก



วันนี้ (3 ตุลาคม) เจ้าอาวาสวัดวัดตอหลัง วัดตันติการาม " วัดตอหลัง" ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้เข้ารับอิสลามโดยที่ยังสวมผ้าเหลือง โดยได้กล่าวกาลีเมาะห์ชาดะห์ ที่สำนักงานณะกรรมการอิสลสมประจำจังหวัดนราธิวาส (กอจ.นราธิวาส)


เจ้าอาวาสวัดตอหลัง เดิมชื่อ นายหัสดิน ศิริสุวรรณ เป็นศิษย์เก่า วิทยาลัยเกษตรกรรมนราธิวาส รุ่น 2 คืนก่อนเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสนอนไม่หลับทั้งคืน ฝันและคิดว่า ต้องเข้าอิสลามให้ได้ ในตอนเช้า จึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ อ.เจาะไอร้อง ให้มารับตัว..พาไปเข้ารับอิสลามที่ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดนราธิวาส และหลังเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม


ภายหลังมีการเผยแพร่คลิป การเข้ารับอิสลามของเจ้าอาวาสวันตอหลัง ได้เกิดปฏิกริยาอย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีโทรศัพท์สอบถามไปยังเจ้าอาวาสจำนวนมาก และมีการสอบถามคนที่เผยแพร่คลิปการเข้ารับอิสลาม เพราะเจ้าอาวาสไม่อยากให้สังคมโดยทั่วไปรับรู้กว้างขวางนัก เพราะจะกระทบต่อทางวัด ลูกวัด และตัวเจ้าอาวาสเอง
"ท่านต้องการให้เรื่องค่อยเป็นค่อยไปโดยการอธิบายของท่านเอง และไม่อยากให้คลิปนี้เผยแพร่แบบรวดเร็ว จะเป็นการสร้างเขื่อนไขที่ลำบากต่อเจ้าอาวาสมากยิ่งขึ้น" รองประธานกอจ.นราธิวาส ระบุ


ดูคลิป นาทีเจ้าอาวาสเข้ารับอิสลาม https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1449318885084392&id=617227244960231

https://youtu.be/oWxibr6LIHo 

****************************************************************
เมื่อความจริงปรากฏ



พระดังนราฯ อ้างนอนไม่หลับทั้งคืน “ต้องเข้าอิสลามให้ได้”ที่แท้หนีการตรวจสอบพฤติกรรม
‘ลมใต้ สายบุรี’

จากกระแสในโลกโซเซียล และสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเช่น เพจ:คนเข้ารับอิสลาม กระหึ่มได้มีการตีข่าวและโพสต์คลิปวีดีโอพระทั้งจีวรห่มเหลืองเข้ารับอิสลาม ได้มีการแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ www.muslimtoday.in.th ได้มีการขยายผลเพื่อสื่อต่อสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้คนต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกต และแสดงทัศนะข้กันไปต่างๆ นาๆ บางรายถึงกับจ้องจับผิดกล่าวว่าเป็นการจัดฉาก


จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกระแสในเรื่องดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และพิธีดังกล่าว ได้มีการจัดขึ้นที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ต.ค.59 ซึ่งมีพิธีปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามของพระรูปดังกล่าว 


พิธีปฏิญาณเข้ารับอิสลาม จะมีการยืนยันความศรัทธา 5 ประการด้วยกัน คือ 1.การกล่าวปฏิญาณตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” 2.การละหมาดวันละ 5 เวลา 3.การถือศีลอด 4.การจ่ายซะกาต (จ่ายทาน) และ 5.การทำฮัจญ์

จากนั้น ผู้ทำพิธีก็จะถามผู้ที่เข้ารับอิสลามว่า จะรับหรือไม่รับ ถ้ารับก็จะกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับอิสลาม มีการทำความสะอาดร่างกาย รวมทั้งขลิบอวัยวะเพศชาย


ระแสตีกลับเมื่อเหตุผลิกผันเนื่องจากพระวัดน้ำตอหลังรูปดังกล่าวมีพฤติกรรมเจาะหลังพระประธานนำพระเครื่องนับพันองค์เป็นของส่วนตัว

กรณีพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสที่ จ.นราธิวาส ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา เข้าปฏิญาณตนรับอิสลามทั้งๆ ที่ยังครองผ้าเหลืองส่อเค้าพลิกผัน เมื่อถูกตรวจสอบพบว่าอาจเป็นการพยายามสึกจากพระเพื่อหนีการตรวจสอบพฤติการณ์เจาะด้านหลังองค์พระประธานในศาลาการเปรียญเพื่อนำพระเครื่องที่ประเมินค่ามิได้ออกไป

เมื่อมีการตรวจสอบพระที่เป็นข่าวดังรูปนี้คือ พระครูปัญญาธนากร ศิริสุวรรณ อายุ 60 ปี พรรษา 23 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดตันติการาม หรือ วัดน้ำตอหลัง ตั้งอยู่ที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ชื่อเดิมคือ นายหัสนิล ศิริสุวรรณ ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ตากใบ
จ.นราธิวาส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยในพื้นที่ 

           ข้ออ้างในการเปลี่ยนศาสนาจากพุทธไปรับอิสลามที่มีการระบุในโซเชียลมีเดีย คือ นายหัสนิล ขณะยังเป็นพระ และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำตอหลังนั้น นอนไม่หลับทั้งคืน เพราะคิดแต่ว่าต้องเข้าอิสลามให้ได้ พอรุ่งเช้าจึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ให้ไปรับตัว และพาเข้ารับอิสลาม โดยหลังเข้ารับอิสลามแล้ว เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม ใช้ชื่อว่า “เป๊าะซู”
น้ำลดตอผุดเปลี่ยนศาสนาหนีการตรวจสอบ


         หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีการประชุมร่วมกันที่วัดน้ำตอหลัง โดยมีปลัดอำเภอระแงะ ในฐานะตัวแทนนายอำเภอ, พระผู้ปกครอง, ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และคณะกรรมการวัดตันติการาม รวมถึงชาวบ้าน ได้มีการเปิดโปงพฤติการณ์ของพระครูปัญญาธนากร อดีตเจ้าอาวาส ที่ได้เจาะด้านหลังองค์พระประธานในศาลาการเปรียญ แล้วนำพระเครื่องออกไปนับพันองค์ โดยชาวบ้านและกรรมการวัดทราบเรื่องมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่พระรูปหนีได้กล่าวอ้างในโลกโซเซียลว่านอนไม่หลับทั้งคืน “เพราะคิดแต่ว่าต้องเข้าอิสลามให้ได้”

          ส่วนข้อมูลล่าสุด ภายหลังการประชุม ร่วมกันที่วัดน้ำตอหลัง ตัวแทนกรรมการวัดได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ระแงะ เพื่อเป็นหลักฐาน และตัวแทนจากทุกฝ่าย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินภายในวัด รวมถึงบัญชีเงินฝากของวัดจำนวน 4 เล่มด้วยเพื่อตอบสังคมให้ได้รับการรับรู้ต่อไป.

ใคร? คือจอมบงการโจรใต้ฟาตอนี






"Ibrahim"


      ในที่สุด...โจรใต้ฟาตอนี ก็ได้รับความสำเร็จ ในการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า เจ้าภาพของการต่อสู้ คือ “องค์กรศาสนาอิสลาม” โดยเฉพาะองค์กรศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก (เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า องค์กรอิสลามในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาคอื่นๆ ไม่มีบทบาทในการต่อสู้) ทำให้โฟกัสลงไปได้เลยว่า ผู้นำศาสนา และผู้สอนศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งวิธีการของโจรใต้ปาตานีมักจะอ้างอยู่ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ


  • ประการแรก กล่าวอ้างว่าประเทศไทย ปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม มีการกดขี่ข่มเหง
  • ประการที่สอง ร่ำร้องว่ารัฐบาลไทยข่มเหงรังแกอิสลาม...!!และไม่ได้รับความยุติธรรม
       โจรใต้ฟาตอนี ได้อาศัย 2 ประเด็นนี้ เป็นชนวนคอยจุดกระแสและเป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในชุมชน ถ้าก่อปัญหาไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ “ทำร้าย” หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ทำการทิ้งใบปลิว แขวนป้ายผ้าทำการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ให้ความร่วมมือรัฐ ควบคู่กับการปล่อยข่าวลือส่งผลให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่เป็นความจริง



       โจรใต้ฟาตอนี มีขีดความสามารถในการสร้างผู้นำศาสนา รวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นแกนนำในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่ง และยังสามารถทำให้ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีความเลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างชนิดถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการได้เป็นนักรบของพระเจ้า หลงเชื่อว่าเป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา


       แล้วก็ สร้างภาพให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า “คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละ ไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด”


         โจรใต้ฟาตอนี ได้ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ด้วยการอบรมบ่มนิสัย สร้างนักรบรุ่นใหม่ สร้างความฮึกเหิม ความกล้าหาญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการอบรม จะยินยอมพร้อมใจ ยอมมอบตัวเองเข้าไปรับใช้ โดยไม่ได้นึกแม้แต่นิดว่าแผ่นดินที่อ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้านั้น ที่แท้ก็คือจังหวัดปัตตานีที่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา


        โจรใต้ฟาตอนี บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยยึดครอง  เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้เพียงตารางนิ้วเดียว



สิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์


          ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส และเมืองอะโรสตาร์ หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทย เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯ เหมือนคนบางกอกไม่มีผิดเพี้ยน!!


        ประเทศไทยเสียอีกที่เสียดินแดนให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมาเลเซียให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนคืน กลับสูญเสียดินแดนไปอีกรวมแล้ว 5 จังหวัดด้วยกัน เช่น จังหวัดปีนัง เป็นต้น


        ดินแดนปัตตานี เป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก ประกอบกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างไปส่งเดชว่า ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช


         เรื่องง่ายๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งเหนิง ถูกโจรใต้ปาตานี แหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่เมื่อ 500 ปีก่อน จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ยอมเลิกรา..

         วิธีการที่พวกโจรใต้เอามาใช้อย่างได้ผล นั้นคือเรื่องของการ “บิดเบือน” แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเบือนให้น่าเชื่อถือว่า ว่าเป็นเรื่องจริง โจรใต้ปาตานี ได้อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ “องค์อัลเลาะห์” มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกันพี่น้องอิสลามผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของโจรใต้ปาตานี ขยายวงกว้างออกไปทุกที





         โจรใต้ฟาตอนี ชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริง ต้องเป็นรัฐอิสลามเท่านั้น ผู้นำของประเทศ ต้องใช้หลักการของพระศาสนาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อปัตตานีได้รับการปลดปล่อย คณะกรรมการจะทำการเลือกเฟ้นอย่างสำคัญที่สุด เพื่อจะสรรหาผู้นำของประเทศ


        รู้กันในหมู่ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่ามีทางสองแพร่งที่จะต้องเลือกเดินในอนาคต 
  • แพร่งที่หนึ่ง ผู้นำสูงสุดเลือกมาจากสายสุลต่านเก่า หรือ
  • แพร่งที่สอง เลือกมาจากผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม หรือจะได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านองค์แรก

            วันนี้ ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะไม่เหมือน...คนที่ “บงการ” กับคนที่จะมาเป็น “สุลต่าน” ไม่ได้เกี่ยวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่าน ไม่ได้ร่วมบัญชาการรบ แต่ได้ทำหน้าที่ในระดับสากล


         คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่ “รบ” เป็นการจำเพาะโฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้บอกวิธีการดูเอาไว้ ดังนี้


  • 1. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “อับดุลกาเดร์” ว่ามีใครเป็นคนสายนี้?
  • 2. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “หะยีสุหลง” ว่ามีใครเป็นลูกเต้า เหล่ากอ?


         สรุปแล้วมีอยู่ 2 สายเท่านั้น ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง “อ๋อ” คนนี้นี่เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า "ใคร"...คือสายเลือดของ"อับดุลกาเดร์"...? และใครคือสายเลือดของ "หะยีสุหลง" ? คนใดคนหนึ่งใน "ต้นตระกูล" นักสู้ดังกล่าวนี้ คือจอมบงการอย่างแน่นอน

           และถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ทั้งอับดุลกาเดร์ (พ.ศ. 2540) เรื่องราวเมื่อ 109 ปีก่อน และหะยีสุหลง อับดุบกาเดร์ (พ.ศ. 2494) เรื่องราวเมื่อ 55 ปีผ่าน เป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่






         เมื่อวิเคราะห์อย่างนี้ ก็จะเหลือ “ผู้บงการ” อยู่หนึ่งเดียวขณะนี้มีบัญชีรายชื่อผู้บงการอยู่หลายคน เช่น มะแซ อุเซ็ง (ค่าหัว 5 ล้านบาท) สะแปอิง ผู้โด่งดังจากโรงเรียนธรรมวิทยา และ ดร.วัน กาเดร์ หัวหน้าขบวนการ “เบอร์ซาตู” ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย


        ไม่มีใครรู้ว่า ดร.วัน กาเดร์ เป็นลูกหลานใคร แต่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ทัพใหญ่”ควบคุมทุกขบวนการเอาไว้ในคอลโทรล ชื่อขบวนการของเขา ไม่ใช่เขาตั้งเอง แต่เขาได้จับเอาองค์กรจัดตั้ง 23 องค์กร เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จึงเรียก เบอร์ซาตู โดยไม่มีคำว่า “พูโล” พ่วงท้ายเลย เบอร์ หมายถึง “อับดับที่...” ซาตู..หมายถึง “หนึ่ง”


       ผู้สันทัดกรณีเอง ก็ไม่อาจวิเคราะห์ฐานะของ ดร.วัน กาเดร์ ได้ แต่น่าจะเชื่อว่า นายคนนี้คือกระเป๋าเงิน “หนึ่งหมื่นล้าน” ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู สร้างกองทัพพระเจ้าให้เติบโตขึ้นมา นอกจากจะเป็นกระเป๋าเงินแล้ว เขายังเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะคือ ท่านอดีตนายกฯ มหาเธร์


       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของจอมบงการ จะยังไม่ชัดก็ตาม ภาพได้ปรากฏชัดออกมาว่า องค์กรศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเจ้าภาพตัวจริง!!



        โจรใต้ฟาตอนี เองมีความจงใจทีจะให้เจ้าภาพตัวจริง คือสถาบันอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรปัตตานีสามารถชูเอาศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม “ปั้นกรอบ” ให้เป็นภาระหน้าที่ของชาวอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เป็นการปกป้องอิสลามจากส่วนกลางไม่ให้ได้รับผลกระทบ


       แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้อาศัย “พลังอิสลาม” เป็นทฤษฏีชี้นำไปในตัวเสร็จพร้อมกันนี้ ก็ได้ป้องกันมิให้อิสลามจากส่วนกลาง เช้ามามีบทบาทร่วมโดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่า ถ้าได้รัฐปัตตานีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่านจุฬาราชมนตรี หรืออิสลามคณะใดก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ในโลก


     พวกเขาคิดการไกลขนาดนั้น ผมพยายามที่จะกะเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้าจอมบงการ คือใคร ซึ่งตอนนี้ท่านอ่านออกได้เองแล้วว่า “คนนั้นกับคนนี้” คือจอมบงการ แม้ว่าโจรใต้ปาตานีจะหาทางให้ศาสนาอิสลามเป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่โจมบงการที่แท้จริงมิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลังอำนาจ และอิทธิพล ที่สำคัญคนๆ นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่น้องมลายูปาตานี


        แล้ววันนี้...เขาบงการต่อ...ในขณะที่รัฐบาลบอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร?...จนถึงไข่แดงแล้วคลี่ให้ดูว่า “ไฟใต้...ใครบงการ?” เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำขื่อเอาไว้...โจรใต้ปัตตานีพวกนี้ ป้วนเปี้ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านหรอกครับ

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

งามไส้ PERWANI ที่แท้คนร้ายข่มขืนคุณยายวัย 70 คือบุตรเขย



โดย “แบมะ ฟาตอนี”

          งามหน้าไปตามๆ กัน เมื่อองค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI) ได้ออกแถลงการณ์ว่าคนร้ายข่มขืนคุณยายวัย 70 ปี ที่ อ.ยะหา จ.ยะลา ใช้สำเนียงเสียงพูดภาษาไทยพูดมลายูถิ่นไม่ชัด (แปลว่า จะบอกว่าไม่ใช่คนมาลายูแน่นอน ต้องเป็นคน....) แอบเข้าไปข่มขู่บังคับข่มขืน นางกอตีเยาะ บาโงปะแต แล้วหลบหนีไป ขอให้ตำรวจรีบสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว ซึ่งในข้อความเสมือนว่า “คนร้ายที่ก่อเหตุอาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่” จนกระทั่งทำให้กระแสข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
          กรณีเหตุการณ์ คนร้ายข่มขืนหญิงชราวัย 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/1 บ้านบาจุ ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นบ้านของหญิงชราอาศัยอยู่กับหลาน 2 คน โดยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559 เวลาประมาณ 22.30 น. ขณะที่ยายกำลังนอนหลับ คนร้ายแต่งกายปกปิดใบหน้า มีอาวุธปืน คนร้ายใช้มือหนึ่งปิดปาก และขู่ไม่ให้ร้อง ด้วยภาษาซึ่งยายฟังรู้เรื่อง จากนั้นได้ขมข่มขืนยาย จนสำเร็จความใคร่แล้วคนร้ายเข้าห้องน้ำ ยายจึงหนีออกทางหน้าต่าง เนื่องจากประตูหน้าออกไม่ได้ ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน คนร้ายได้หลบหนีไป จากนั้นจึงได้แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจปะแต และได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพระยุพราชยะหา เจ้าหน้าที่ได้เก็บดีเอ็นเอจากยาย และเก็บผ้าปูที่นอนไปทำการตรวจ
            องค์กรผู้หญิงปาตานีออกแถลงการณ์คนร้าย “พูดภาษาไทยชัดเจน พูดภาษามลายูไม่ชัด”สื่อแนวร่วมกระพือข่าว




         ในเวลาต่อมาได้มีการแถลงการณ์ของ องค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI), นักศึกษากลุ่มสตรีเพื่อสุขภาวะชุมชน (Mutiara Patani) การแชร์กระจายข่าวสารโดยสื่อแนวร่วมขบวนการอย่างเช่นสำนักสื่อWartani


        การตื่นตัวทางสังคมขององค์กรต่างๆ เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง อีกทั้งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบหาตัวคนร้ายมาลงโทษดำเนินคดีโดยเร็ว

        แต่ประเด็นที่องค์กรเหล่านี้แอบแฝง ได้มุ่งชี้นำทางสังคมให้เกิดความเคลือบแคลงน่าสงสัย นั่นคือองค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI) ได้ออกแถลงการณ์โดยชี้ให้สังคมเกิดความเข้าผิดด้วยการพูดถึงตัวคนร้ายว่า “พูดภาษาไทยชัดเจน พูดภาษามลายูไม่ชัด” ต้องการสื่อให้รู้ว่าคนร้ายที่กระทำการข่มขืนคุณยายไม่ใช่พี่น้องมลายูใช่หรือไม่ ?

         ในคราวเดียวกันนี้องค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI) ได้เรียกร้องต่อผู้ที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดจนสังคม 5 ข้อด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียกร้องให้รัฐพิจารณานโยบายการติดอาวุธให้กับราษฎรในพื้นที่ เนื่องจากเหยื่อของอาวุธคือราษฎรอ่อนแอสตรีเพศ


เมื่อความจริงปรากฏต่อสังคมเกิดจากความเลวทรามของคนใกล้ตัว




        เมื่อ 4 ต.ค.59 เวลา 07.50 น. เจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.47 ได้เข้าติดตามความคืบหน้าของคดี จากเหตุการณ์ คนร้ายลอบข่มขืนหญิงชรา จากเหตุการณ์ดังกล่าวขั้นต้น จากการติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปะแต ได้รับผลการตรวจ DNA จากชุดนิติวิทยาศาสตร์



       เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจึงได้จัดกำลังเข้าทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ทราบชื่อคือ นายมะกอซี ปูเต๊ะ บุตรเขยของผู้เสียหาย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/7 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ในขั้นต้น นายมะกอซีฯ ได้ให้การยอมรับสารภาพกระทำลงไปเพราะเกิดอาการมึนเมา เจ้าหน้าที่ตำรวจนำควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.



       นี่คือบทเรียนในการออกแถลงการณ์ขององค์กรบางองค์ เพื่อชี้นำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดคิกว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ชิงความได้เปรียบเพื่อสร้างความเกลียดชังของคนในพื้นที่ 


  •  ถามหาความรับผิดชอบของ องค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI) จะมีมากน้อยแค่ไหน? 
  • หรือแค่สาดโคลนใส่ผู้อื่นแต่ไม่ยอมชำระล้างปล่อยให้เหม็นต่อไป...คอยติดตามกัน

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้