หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยกำลังถูกคุกคาม
ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยกำลังถูกคุกคาม

  • ๑. ในบัตรประชาชน Smart Card แบบใหม่ไม่ระบุ ศาสนาพุทธ ของผู้นับถือศาสนาพุทธ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ชาวพุทธและสามารถตรวจสอบจำนวนผู้นับถือได้

  • ๒. มีนโยบายยกเลิก การใช้ตัวเลขไทย ในเอกสารทางราชการ เพื่อลดความสำคัญใน เอกลักษณ์ และความเป็น อัตลักษณ์ ของความเป็นไทย โดยอ้างเหตุผลเพื่อให้ทันสมัยนิยม

  • ๓. มีนโยบายยกเลิก คำว่าข้าราชการ เปลี่ยนเป็น เจ้าพนักงานของรัฐ เพราะเหตุว่า ข้าราชการนั้นหมายถึง ข้าของพระพุทธเจ้า ข้าพพุทธเจ้าฯ 

  • ๔. สถาบันการศึกษา หรือ โรงเรียน ที่มีคำว่าวัดนำหน้า มีการดำเนินการตัดคำว่า วัด ออกไป 
  • ( เพราะต้องการลดบทบาทของพระสงฆ์กับสังคมออกจากกัน เนื่องจากในอดีตพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยจวบจนกระทั่งปัจจุบัน)

  • ๕. รัฐบาลไทยไม่ให้การสนับสนุนแก่พุทธศาสนิกชนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญ ณ. สังเวชนียสถาน ๔ แห่งในอินเดีย แต่กลับให้การสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินแก่บางศาสนิกที่เดินทางไปแสวงบุญ ที่เมืองเมกกะ ทั่งๆที่ประชากรร้อยละ ๙๕ กว่าเปอร์เซ็น เป็นชาวพุทธประชาชนส่วนใหญ่เสียภาษีให้แก่รัฐ

  • ๖. ในหลักสูตรการเรียนการสอนได้ ยกเลิก บทเรียนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นชาติไทย เช่น หน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม พระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้เป็นวิชาเลือก ไม่ใช่วิชาหลัก และยกเลิกการสวดมนต์ ในเวลาก่อนเลิกเรียนของวันศุกร์ 
  • จึงเป็นผลให้เยาวชนไทยขาดความตระหนักในความเป็นไทยความมีชาตินิยมในตน รวมถึงขนบทำเนียมประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษแต่ดั้งเดิม

  • ๗. ในแวดวงสังคม ผู้หลักผู้ใหญ่ และผู้ที่มีหน้าที่บริหารประเทศ เลี่ยงการใช้คำว่า ศีลธรรม ในตัวบทกฏหมาย 
  • แต่กลับ หันไปใช้ คุณธรรม(เป็นของคริสต์) และ จริยะธรรม(เป็นของอิสลาม)แทน 
  • ซึ่งคำว่า ศีลธรรม นั้น เป็นของพระพุทธศาสนาโดยตรงแต่กลับถูกละเลย

  • ๘. มีขบวนการกีดกันต่อต้านอย่างร้ายกาจ ที่จะไม่ให้มีการบัญญัติ คำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยไว้ในรัฐธรรมนูญ


http://narater2010.blogspot.com/

การสังหารหมู่เด็กในซีเรีย
การสังหารหมู่ เด็ก 51 ศพ ในซีเรีย









       ภาพนี้อัปโหลดโดยนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยซีเรียเมื่อ พ.ค. 25, 2012, แสดงให้เห็นผลพวงของการสังหารหมู่ของบาง 51 เด็กถูกฆ่าตายโดยถูกกล่าวหาว่ากองกำลังที่จงรักภักดีต่อ Bashar al-Assad ในเมืองของ Al-Houla ใน Homs มากที่สุดปรากฏว่าได้รับการแทง; บางส่วนถูกยิงหรือรัดคอตาย
http://narater2010.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


อย่าปล่อยคนอ้างคัมภีร์ มาจูงจมูก

          ไม่นานมานี้ มีกลุ่มมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ย้ายมาอยู่ แถวหนองจอก กลุ่มมุสลิมที่ที่แทรกตัวเข้ามาอยู่ในชุมชนมุสลิมหนองจอกนี้ ต้องการให้ เปลี่ยนชื่อโรงเรียน จากโรงเรียนวัดหนองจอก ให้เอาคำว่าวัดออก ทั้ง ๆ ที่ใกล้ ๆ ก็มีโรงเรียนเฉพาะของอิสลาม นะครับ ซึ่ง คนกลุ่มนี้ ยืนยันว่า ไม่ยอมย้ายจากโรงเรียนนี้ และจะให้เปลี่ยนชื่อวัด 

        เรื่องนี้ยาวจนถึงขั้นขู่ทำร้ายเจ้าอาวาส จนสุดท้ายเรื่องจบที่ว่า ทางคณะกรรมการวัดประกาศว่าถ้าหากเอาคำว่า "วัด" ออก ทางวัดก็จะเอาที่ดินคืนเพราะเดิมเป็นที่ ที่วัดให้ยืมเปิดเป็นโรงเรียน เรื่องจึงจบไป 

        ในที่สุด มุมสลิมกลุ่มใหม่นี้ มีการปลุกกระแสมุสลิมกลุ่มเดิมที่หนองจอก มีการเปิดประเด็นผ้าโพกหัวขึ้นมาอีก ทั้ง ๆ ที่คนในท้องถิ่นเดิมไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้เลยครับ หลาย ๆ คน เรียนจนจบแล้วทำงานอยู่ที่หนองจอกเป็นคนให้ข้อมูล เลยครับ  แต่คนกลุ่มนี้(ที่มาใหม่) อ้างถึงข้อบังคับของศาสนา จึงทำให้ชาวอิสลามท้องถิ่นไม่สามารถพูดอะไรได้

       “ถ้ามนุษยชาติไม่มืดมิดอวิชชาก็จะเห็นหรือเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า นี่นับเป็นเพียง การนำเอาศาสนามาใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองการสงคราม ในยามที่ต้องการ “โค่นล้มทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม” ด้วยความรุนแรง (ส่วนในยามปกติ “ชนชั้นปกครอง/ชนชั้นนำ/ชนชั้นครอบงำสังคม/แกนนำการเคลื่อนไหว” ของมุสลิมสายรุนแรง ก็จะใช้ “ศาสนาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์” ทุกทางอย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร? เพื่อควบคุมประชาชนคนมุสลิมให้อยู่ในแถวตามที่พวกตนต้องการ-รัฐอิสลาม)  นั่นเอง อันเป็นพฤติกรรมที่ “ชนชั้นปกครอง/ชนชั้นนำ/ชนชั้นครอบงำสังคม/แกนนำการเคลื่อนไหว” ของทุกความเชื่อทุกเชื้อชาติทุกภาษาทุกวัฒนธรรมก็ล้วนทำแบบนี้ ทำกันมานับตั้งแต่มนุษย์คิดเรื่องศาสนาขึ้นมาได้จนกระทั่งปัจจุบัน 

           แต่พวกมุสลิมสายรุนแรงนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่สุดกว่าทุกความเชื่อ โดยดูได้จากมุสลิมสายรุนแรง     จะอาศัยการสร้าง อัตตลักษณ์ ที่ยึดติดไม่ยืดหยุ่นอันใครจะแตะต้องเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียวมิได้ (taboo) /   เช่น ภาษาพูด การแต่งกายที่เข้มงวด การไม่เคารพรูปเคารพ  การที่ผู้หญิงต้องคลุมหน้า ฯลฯ / มาควบคุมคนมุสลิมในชุมชนที่ตนมีอิทธิพล และเอาเรื่องเหล่านี้ มาเป็น “ข้อขัดแย้ง” ปลุกระดมให้ “สาวก” ของตน “พลีชีพ” ในการก่อความรุนแรงทำลายล้างเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ด้วยข้ออ้างว่าความเชื่อหรือวัฒนธรรมอื่นจะเข้ามาทำลายลักษณะอัตตลักษณ์ที่พวกตนได้สร้างขึ้นไว้เหล่านี้] / ทำเช่นนี้ตลอดมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ในอดีต จนถึงยุคปัจจุบัน   

          หมายถึง อิสลามดึกดำบรรพ์ / อิสลามสายรุนแรง เข้าไปอยู่ที่ไหน หรือไปเป็นใหญ่ที่ไหน ที่นั่น ก็จะต้องมีแต่อิสลามเท่านั้น! พฤติกรรมเช่นนี้ จึงเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่ร่วมกันของเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ที่หลากหลายความเชื่อโดยตรง แม้แต่ความเชื่อแบบอิสลามเดียวกันแต่ต่างนิกายก็รบราฆ่าฟันกัน จึงยังมองไม่เห็นข้อดีของ มุสลิมสายรุนแรง เลยสักข้อ”
           มุสลิมหัวรุนแรงพวกนี้ เปิดฉากการรุกคืบจากชายแดนใต้ สู่ใจกลางกรุงเทพฯ เหมือนยุทธศาสตร์การขยายมวลชนทั่ว ๆ ไปที่รุกคืบในยุโรปขณะนี้  กรณีโรงเรียนวัดหนองจอก ต้องจัดครู จัดสถานที่ จัดเวลา ให้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับกลุ่มคนที่อ้างสิทธิ์พิเศษ เพราะว่าเป็นมุสลิม ซึ่งต้องแตกต่าง แปลกแยก หรืออีกนัยหนึงคือ ข้าเหนือกว่าเอง ทั้ง ๆ ที่มันเป็นการ ริดรอนสิทธิ์เด็กคนอื่นที่ไม่ได้เป็นมุสลิม สิทธิ์ที่ของเข้าของที่ดิน เจ้าของสถานที่ โดยเฉพาะ

        สถานที่ที่ว่านี้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนา   คนเหล่านี้ต้องการสิทธิพิเศษ เพราะความเชื่อในหัวรึเปล่า (เด็กหญิงมุสลิมกลุ่มนี้ กำลังต้องการเบียดบังกำลังคน สถานที่ เวลา ให้กับกลุ่มของตนเป็นพิเศษกว่าเด็กกลุ่มอื่น ๆ ในโรงเรียนวัดหนองจอกหรือไม่) 

         หัวโจกในการเคลื่อนไหวครั้งนี้อ้างรัฐธรรมนูญ โดยเจตนาตีความรัฐธรรมนูญตามแบบลักทธิหัวรุนแรงตีความเอาสีข้างเข้าถูเล้าหมูว่า เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ  

        นี่ถ้าลูกกูนับถือลัทธิแสงสว่าง ถ้าจะกินข้าวเที่ยงต้องดับไฟก่อน ต้องอยู่ในห้องที่ไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ จึงจะกินข้าวเที่ยงได้ โรงเรียนต้องจัดห้องที่ว่าให้ลูกกูเป็นพิเศษ

        แท้จริง โรงเรียนนี่แหละ จะเป็นสถาบันที่อบรมสั่งสอนผู้คนที่จะต้องออกมาสู่สังคม สังคมที่ต้องเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน  ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นใคร เมื่อออกสู่สังคม เด็กคนนั้นต้องยอมรับว่า ในสังคมนี้ ไม่ได้มีแต่มุสลิม มีคนในศาสนาอื่น ลัทธิอื่นอีกมายมาย สังคมจะปกติสุขได้ ถ้าทุกคนอย่างเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น  รัฐธรรมนูญกำหนดขอบเขตของสิทธิ์ประชาชนไว้  สำหรับประชาชนโดยรวมของประเทศนี้  แต่รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ไปบังคับ ในมุ้ง ในห้องครัว ในห้องน้ำห้องส้วมของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเจ้าของบ้าน เจ้าของสวน เจ้าของไร่ เจ้าของนา ทุกคนมีสิทธิ์จะปฏิบัติกิจวัตรของตน ในขอบเขตของตน

        ชื่อ วัด หนองจอก มันบอกชัดเจนอยู่แล้ว ครับ ถ้าที่นั่นมันคือสุเหร่า หนองจอก ผมจะไม่ว่าเลยซักคำนึง คุณจะคลุม จะห่ม จะห่อ จะริดรอนสิทธิ์สตรีในลัทธิของคุณเองก็ทำไปเถิด
        ใครจะอ้างวะละเอียดอ่อนอย่างไร ผมก็ยังยืนยันว่า
        ที่นั่นคือวัด ไม่ใช่สุเหร่า
        ที่นั่้นคืออนาเขตของศาสนาอื่นในทัศนคติของมุสลิม ที่มีอยู่ในสังคมนี้ 
        ที่ที่ แม้ว่ามุสลิมจะไม่เคารพ แต่มุสลิมก็ไม่มีสิทธิ์มาอ้างรัฐธรรมนูญ แล้วไปริดรอนสิทธิ์ของศาสนิกเจ้าของสถานีที่เขา
       
       มุสลิมหนองจอก อยู่เป็นปกติสุข ร่วมกับสังคมแวดล้อมมานานนับร้อยปี วันนี้ มีใครซักคนหนึ่ง หรือใครซักลุ่มหนึ่ง ลุกขึ้นมาชี้
       แต่แปลกใจ ที่คนในสังคมมุสลิมหนองจอก เลือกที่จะอยู่แบบ ไม่รู้ไม่ใช้  แล้วปล่อยให้คนที่ไม่รู้แล้วเสือกชี้ มาชี้นำ โดยอ้างเอาสิ่งที่มุสลิมไม่กล้าโต้แย้ง คือ อ้างคัมภีร์  เป็นสูตรสำเร็จที่ปิดปากมุสลิมมานานแสนนาน  ใครอ้างคัมภีร์ แล้วจะได้อำนาจ ตรรกะง่าย ๆ ของโจรใต้นั่นเอง

       ไม่ว่าจะนับถือลัทธิความเชื่อใด นับถือศาสนาใดเด็ก ๆ เยาวชนทุกคนต้องเรียนรู้การเข้าสังคม เรียนรู้ถึงสิทธิ์ หน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ ความหมายที่แท้จริงและถูกต้องของคำว่า "ความเสมอภาค" ทำไมเด็ก ๆ พวกนี้เลือกที่จะไม่ไปเรียนในโรงเรียนเฉพาะของมุสลิมที่อยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนวัดหนองจอก เด็กพวกนี้เลือกที่จะเข้ามาเรียนอยู่ในสังคมรวมของประเทศนี้ เด็ก ๆ พวกนี้ก็ต้องพร้อมที่จะรับรู้ว่าในสังคมรวมนี้ ยังมีคนที่มีลัทธิความเชื่อ หรือศาสนาที่ไม่เหมือนพวกตนอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

       การอ้างคัมภรีร์ อ้างล้ทธิความเชื่อเฉพาะอันหนึ่ง แล้วไปทำลายกติกาของสังคมนั้น ๆ ได้ และมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น แปลกแยกจากประชาชนคนอื่น ๆ ในสังคมนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตรงตามคัมภีร์ของคุณ โดยละเลยสิทธิ์ของผู้อื่น เป็นหลักคำสอนของมุสลิมหรือ ?  พี่น้องมุสลิมหนองจอกโปรดตรองดู

         สังคมประชาธิปไตย ควรทำให้เด็กมีพื้นฐานการอยู่ร่วมกันบนความเท่าเทียมแห่งรัฐธรมมนูญ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญตามที่คาวบอยพลัดถิ่นจากภาคใต้ กล่าวอ้างเรื่องสิทธิ์ แล้วก็ กำลังจูง กำลังต้อนมุสลิมหนองจอก ให้เป็นบี้บอดใบ้โดยการปิดปากด้วยการอ้างคัมภีร์

        เยาวชนมุสลิมโดยเฉพาะสุภาพสตรี หรือเด็กหญิง  ไม่อยากแตกต่างกับเพื่อน อยากมีอิสระทางความคิดเวลาจะเรียนรู้กฎกติกาต่าง ๆ ของโรงเรียนได้เอง แสดงความเห็นกับเพื่อนได้โดยที่เพื่อนไม่จำเป็นต้องรู้ว่าความคิดของเธอ ความเชื่อของเธอ ศาสนาของเธอเป็นอย่างไร ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เพื่อน ๆ ของเธอจริงใจกับเธอได้เลย เหมือนที่เธอเป็นเด็กคน อื่น ๆ
        ทำเหมือน หนูเป็นเด็กคน หนึ่ง … 
        หนูเป็นเด็กผู้หญิง … เหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ …

       ในประเทศฝรั่งเศส มีกฏหมายห้ามใส่อิญาบเข้าไปในสถานศึกษา เนื่องจากสถานศึกษาเป็นสถานที่ของส่วนรวม ของประชาชนทุกคนในฝรั่งเศษ  โดยยึดหลักว่า การที่มนุษย์คนหนึ่งเข้าไปสู่สถานศึกษา ต้องพร้อมที่จะเอาสมองที่เปิดมาเข้าโรงเรียน ส่วนที่บ้านของคุณ ในสุเหร่าของคุณ รัฐบาลฝรั่งเศษก็ไม่เคยเข้าไปก้าวล่วง แต่มาโรงเรียนแลัวทุกคนต้องไม่ถูก “ตรา” ว่า “ต่าง” ตั้งแต่เด็ก เด็กต้องมาคิด ต้องมาเรียนเองก่อน จนกระทั่งเด็กสามารถคิดได้เอง แล้วเมื่อนั่นแหละ เด็กมันจึงจะเลือกเอง)

      ถ้าจะอธิบาย Narater2009 ภายใต้ทฤษฏีของ วอลแตร์ แต่เป็นแบบสุดโต่ง ในเรื่องนี้ก็คือ
      "......กูจะต่อสู้จนตายเพื่อปกป้องสิทธิ์ให้เด็กผู้หญิง (ผู้เยาว์) ซึ่งถือว่ายังเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่ยังสามารถเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ ให้ปลอดจากการตีตราว่าจำเป็นต้องจำกัดอยู่ในกรอบความคิด กรอบความเชื่อ กรอบระเบียบปฏิบัติ กรอบการนับถือบูชา และกรอบอื่นใดก็ตาม ด้วยการตีกรอบดังกล่าวผ่านการบังคับให้แต่งกายจากครอบครัว เข้ามาภายในโรงเรียน ซึ่งควรจะถือเป็นสถานที่ฟูมฟักการเรียนรู้ วิเคราะห์ ถกเถียง หรือแม้แต่ปฏิเสธ ถึงกรอบใด ๆ ที่ว่ามา ได้อย่างอิสระ

         หรือเด็กผู้หญิงมุสลิมแห่งชุมชนหนองจอก เลือที่จะอธิบายด้วยความเคารพว่า  
         “หนูไม่อาจเอื้อมขอเป็นเด็กมุสลิมได้ไหมคะ ?
         "หนูขอเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งในสังคมนี้”      
       คุณคิดว่าอันไหนให้เสรีภาพเด็กกว่ากัน เด็กเค้ายังคิดเองไม่ได้ตลอด ไม่งั้นก็ไม่ต้องไปโรงเรียนสั่งสอนกันหรอก
        การปลูกฝังสำนึกของการมีเสรีภาพและสิทธิ์ที่ผู้ใหญ่ควรปกป้องให้เด็กผู้หญิง ผู้ชายของสังคมที่เจริญควรปกป้องให้ผู้หญิง ให้เค้าสามารถเปิดเผยความคิดความเห็นคำพูดความรู้สึกได้อย่างเต็มที่ และยังรู้สึกว่าปลอดภัย เป็นปกติ อย่านี้สิะถึงจะเรียกว่าส่งเสริมสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ไปช่วยกันส่งเสริมให้พวกคาวบอยแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ มันอ้างคัมภียร์ บังคับคลุมหัวเด็กให้ได้ แถมยังจัดม๊อบมาขู่พระอีก    

        ผมไม่เคยเชื่อว่าเด็กผู้หญิงมุสลิมในเรื่องนี้เธอเลือกลือกของเอง (เธอถูกทำให้เชื่อว่าเธอจำเป็นต้องเลือก แต่ นั่นก็สิทธิ์ของเธอ) ทั้ง ๆ ที่หากว่าเธอยอมทิ้งการเรียน หรือตอนที่เธอออกนอกโรงเรียน จะคลุมผ้าก็ไม่มีใครว่าอะไรแล้ว ทำไมจึงต้องมีการแสดงสัญลักษณ์อะไรในสถานที่แห่งนั้น ซึ่มผมยืนยันอีกที่ว่า นั่นคือโรงเรียน วัด หนองจอก

        ผมมีข้อสังเกตอีกว่า ต่อไป ถ้าทุกโรงเรียนรัฐในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ สามารถข้ามกฏที่คนแปลกหน้าจากภาคใต้ เอารัฐธรรมนูญมาอ้างอย่างผิด ๆ ด้วยการครอบหัวเด็กผู้บริสุทธิได้อย่างถูกต้อง

        ขั้นต่อไป คกลุ่มนี้ต้องต้องขยายแนวคิดในการ บังคับให้เด็กมุสลิมหญิงทุกคนคลิมฮิญาบไปโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมสายไหนก็ตาม และถ้าไม่ ก็จะกลายเป็นโรงเรียนให้แนวคิดที่ขัดกับศาสนา แล้วก็จุดเป็นประเด็นศาสนาอีก  

        คนพวกนี้ต้องการแค่จุดความแตกแยกโดยใช้อัตตลักษณ์ที่ยึดติด (taboo) เท่านั้น…เท่านั้น   

http://narater2010.blogspot.com/

มุสลิมต้องเคารพสังคมด้วย

http://narater2010.blogspot.com/


ปาหี่มุสลิมใต้ หยุดยิง

กลุ่มใต้ดินภาคใต้ประกาศหยุดยิง

อย่าเพิ่งยิ้มหรือดีใจ ผมระแวงยังไงไม่รู้


          "เปิดทีวีเดี๋ยวนี้"แฟนผมโทรมาพร้อมๆกับเล่าเหตุการณ์การประกาศหยุดก่อความวุ่นวายในภาคใต้ของกลุ่มโจรก่อการร้าย  ผมไม่ได้อยู่ใกล้ทีวีพอจะเปิดได้  แต่ผมก็สามารถหารายละเอียดข่าวได้จากคนรอบตัว

         "หัวหน้าโจรหรือเปล่าก็ไม่รู้  ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นหน้าคนพวกนี้เลย  ไม่เหมือนบินลาดิน  ที่รู้แน่ๆว่าใช่  พวกที่พูดนี้หัวหน้าจริงๆหรือ" "กลุ่มในภาคใต้มีตั้งหลายกลุ่ม  ที่เห็นเห็นแค่ 2 เอง กลุ่มอื่นจะหยุดยิงด้วยหรือ?"

        "เขาแถลงว่า ขอให้หน่วยต่างๆ ที่ยังปฏิบัติการอยู่ยุติการกระทำทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการขจัดออกไปจากกลุ่ม

          แสดงว่าจริงๆแล้วเขาก็คุมทั้งหมดไม่ได้  อาจมีแตกแถว  แล้วจะแตกเยอะไหม?"
"ทำไมภาพพื้นหลังไม่มีธงชาติปัตตานีที่พวกเขาออกแบบร่วมกันละ"

ธงปัตตานี

         "ไอ้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมันจะก่อการแรงขึ้นใช่ไหม?  เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย"
"รัฐบาลจัดฉากไหม  เพื่อเลี่ยงกรณีเขาพระวิหาร"
"มันต้องมีเงื่อนไขสิ  ไม่มีเลยมันแปลกมาก"

          คนรอบๆตัวผมที่เป้นคนในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นอย่างที่นำมาครับ
รวมความคือ

อย่าย่ามใจ  หรือดีใจเกินไป
อย่าเพิ่งสรุปอะไรง่ายๆเกินไป
ผมกลัวแต่นี้จะเป็นการยกระดับกลุ่มโจรเสียมากกว่า 
เพราะถ้าแบบนั้น  เราเสียท่าเขาแล้ว


เพิ่มเติมครับ  คนที่นำเขามาแถลงคือ พล.อ.เชษฐา

เมื่อนักข่าวถามว่า

         ถ้ามีการแถลงยุติบทบาทในตอนนี้ และภายหลังมีการระเบิดขึ้นจะทำอย่างไร

        พล.อ.เชษฐา กล่าวว่า ต้องแยกแยะให้ออก ถ้าเป็นการกระทำของฝ่ายนั้น ต้องถามเขาว่าไหนตกลงกันแล้วคงยังรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีการก่อเหตุ แต่เขายืนยันว่าจะไม่ก่อเหตุอีก และคงต้องพูดกันต่อไป

ระวังครับ ระวัง
http://narater2010.blogspot.com/

ผู้อ้างตนเป็นอัศวินเทมพลาร์เผยไม่รู้จักนายเบรวิก

ผู้อ้างตนเป็นอัศวินเทมพลาร์เผยไม่รู้จักนายเบรวิก

ภาพการชุมนุมกลุ่มฮัศวินเทมพล้าร์
ในโครเอเทีย
ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
          ลอนดอน 28 ก.ค.- นายพอล เรย์ ผู้เขียนบล็อกต่อต้านมุสลิมซึ่งเรียกชื่อว่า Lionheart หรือใจสิงห์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า กลุ่มอัศวินเทมพลาร์ หรืออัศวินผู้ปกป้องคริสตจักรเป็นสมาคมลับที่มีอยู่จริง โดยสร้างขึ้นเพื่อทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่อต้านอิสลามในยุโรป และเขาคือคนหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งสมาคมลับแห่งนี้ แต่ไม่ได้มีการติดต่อกับนายอันเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก ฆาตกรสังหาร 76 ศพในนอร์เวย์ และประณามการกระทำของนายเบรวิกว่าไม่ใช่ความคิดของอัศวินเทมพลาร์

         นายเบรวิก เขียนไว้ในคำประกาศความยาว 1,500 หน้ากระดาษก่อนลงมือสังหารหมู่เมื่อสุดสัปดาห์ว่า มีกลุ่มใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นในการประชุมที่ลอนดอนเมื่อปี 2545 และเขามีที่ปรึกษาเป็นผู้ชายที่เรียกตัวเองว่าริชาร์ด ใจสิงห์ ซึ่งเป็นชื่อเรียกพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ ซึ่งนำนักรบคริสเตียนทำสงครามศักดิ์สิทธิ์กับมุสลิมในศตวรรษที่ 12 และด้วยความกล้าหาญจึงมีชื่อเรียกว่า  ริชาร์ด ใจสิงห์ ในคำประกาศนายเบรวิกไม่ได้เผยชื่อจริงของบุคคลผู้นี้ แต่บรรดาสมาชิกของกลุ่มฝ่ายขวาในอังกฤษระบุว่าคือนายเรย์

        นายเรย์ ซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ที่มอลตาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพี ยืนยันการมีอยู่ของกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของสมาชิกหัวรุนแรงต่อต้านมุสลิมที่ได้แรงบันดาลใจจากอัศวินเทมพลาร์ แต่นายเบรวิกไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ นายเรย์บอกว่าไม่รู้จักนายเบรวิกและไม่ใช่ที่ปรึกษาตามที่นายเบรวิกกล่าวอ้างในคำประกาศ อย่างไรก็ตาม นายเรย์ยอมรับว่ามีความคิดแนวทางเดียวกับเบรวิกคืออิสลามกำลังคุกคามวิถีการดำเนินชีวิต และชาวมุสลิมในอังกฤษพยายามเข้ายึดประเทศ
     
         นายเรย์เผยว่า กลุ่มอัศวินเทมพลาร์ไม่มีการจัดโครงสร้างเป็นทางการ ไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ แต่เป็นกลุ่มที่มีความคิดความเชื่อร่วมกัน เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายชื่อหรือจำนวนของสมาชิก และได้ปฏิเสธวิธีการของนายเบรวิกซึ่งฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อดึงดูดความสนใจ นายเรย์เชื่อว่า นายเบรวิกยึดถือความคิดของตนเองและนำมาสร้างความชอบธรรมในการสังหารหมู่ การกระทำดังกล่าวจึงเลวร้ายที่นำมาเชื่อมโยงกับกลุ่มอัศวินเทมพลาร์.-สำนักข่าวไทย
ขอขอบคุณ
http://narater2010.blogspot.com/