วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ถล่มไอเอส! เมืองมาราวี ปธน.ดูเตอร์เต ประกาศใช้ความรุนแรงสูงสุด


“ฟิลิปปินส์”เปิดฉากจัดหนัก ถล่มระเบิดใส่เมือง “มาราวี” กวาดล้างกลุ่มไอเอส หลังชาวบ้าน 2 แสนคนอพยพหนีตาย จนกลายเป็นเมืองร้าง “ดูเตอร์เต” กร้าวพร้อมยกระดับใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด แฉโคตรโหดจับชาวบ้าน 9 คนมัดแล้วยิงทิ้งจนร่างพรุน ขณะที่อินโดนีเซีย”ระส่ำหนัก เจอระเบิดพลีชีพ 2 ลูกซ้อน เชื่อ “ไอเอส” อยู่เบื้องหลัง ด้านอังกฤษสั่งยกเลิกแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อการร้ายกับสหรัฐ หลังปล่อยหลักฐานรั่วออกสื่อ


ทั่วโลกยังคงต้องหวาดผวากับภัยคุกคามจากเครือข่ายก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งตกอยู่ภายใต้วิกฤตการณ์ จากการถูกกลุ่มติดอาวุธ “เมาเต” ซึ่งประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอเอส บุกยึดเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา โดยจุดไฟเผาและยึดอาคารหลายแห่ง สะพานหลายสาย โรงพยาบาล เรือนจำ โบสถ์ และมหาวิทยาลัยอีก รวมทั้งลงมือฆ่าตัดคอผู้บังคับการตำรวจของเมือง จนกระทั่ง ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ต้องประกาศกฎอัยการศึกทั่วทั้งเกาะตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมส่งกำลังทหารบุกเข้าโจมตีแหล่งกบดานของกลุ่มดังกล่าว


“มาราวี”ร้าง-2แสนคนทิ้งเมืองหนี
โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมว่า ทั้งฝ่ายทหารและกลุ่มติดอาวุธต่างพากันติดตั้งสิ่งกีดขวางบนถนนทั้งในและนอกเมือง พร้อมกับตั้งด่านของตัวเอง ขณะที่ประชาชนซึ่งมีจำนวนกว่า 200,000 คน ในเมืองมาราวี ต่างพันกันอพยพออกจากเมืองเพื่อหนีตายกันอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเมืองทั้งเมืองเวลานี้แทบกลายสภาพเป็นเมืองร้างไปแล้ว เนื่องจากประชาชนต่างหวั่นเกรงการคุกคามของกลุ่มนักรบหัวรุนแรงเมาเต

วางบึ้มไว้ทั่วเมือง-จับชาวบ้านเป็นตัวประกัน
ด้านเจ้าหน้าที่ทางการทหารของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า การยุติวิกฤตครั้งนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะแม้จะยังเหลือกลุ่มติดอาวุธอยู่ทั่วเมืองเพียง 30-40 คน แต่นักรบกลุ่มนี้มีการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วผ่านบ้านเรือนของราษฎร มีการวางระเบิดและยังจับตัวประกันไว้ส่วนหนึ่งด้วย


โคตรโหดจับ9คนมัดยิงพรุนทั้งร่าง
กองทัพฟิลิปปินส์แจ้งด้วยว่า ทหาร 5 คน ตำรวจ 2 คนเสียชีวิต ขณะที่ฝ่ายสมาชิกติดอาวุธหัวรุนแรงเสียชีวิตไป 13 ศพ และประชาชนอีกอย่างน้อย 11 ศพ โดยพบว่ามีพลเรือนถูกฆ่าตายไป 2 ศพในโรงพยาบาลที่กลุ่มติดอาวุธบุกยึดไว้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา รวมทั้งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนการเสียชีวิตของพลเรือน 9 คน ในสภาพถูกจับมัดติดกันแล้วยิงด้วยกระสุนปืนจนพรุนไปทั้งร่าง ก่อนทิ้งศพให้นอนตายอยู่ในทุ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากด่านตรวจกองทัพ


เดือด!กองทัพทิ้งบอมบ์ถล่มตลอดวัน
ด้าน พ.ท.โจ-อาร์ เอร์เรรา โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ แถลงว่า กองทัพใช้ยุทธวิธีโจมตีทิ้งระเบิดทางอากาศอย่างแม่นยำลงไปในพื้นที่เป้าหมายย่านที่อยู่อาศัยของเมืองมาราวี สามารถมองเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมาได้ในพื้นที่ที่ถูกโจมตีทิ้งระเบิด ประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองมาราวีซึ่งมีประชากรทั้งหมด 200,000 คน และตั้งอยู่ห่าง 800 กม.ทางใต้ของกรุงมะนิลา ได้เดินทางหลบหนีออกจากเมืองแล้ว แต่โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์เตือนว่า หากยังมีประชาชนอยู่ในเมืองมาราวีก็ขอเตือนให้ออกจากพื้นที่ที่โดนโจมตีทิ้งระเบิดและการยิงต่อสู้ ขอให้ออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัย หรือไม่ก็ขอให้อยู่แต่ในที่อาศัยเท่านั้น


“ดูเตอร์เต”กร้าวพร้อมใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด
ขณะที่ ประธานาธิบดีดูเตอร์เต้ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากรัสเซีย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะไม่มีการใช้กำลังความรุนแรงเกินเลยภายใต้กฎอัยการศึก แต่หากกลุ่มติดอาวุธยังขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทางการก็จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด และไม่รับประกันความปลอดภัยทางชีวิต


กลุ่มติดอาวุธพื้นที่อื่นฮือปะทะ
“หากผมคิดว่าคุณต้องตาย คุณก็ต้องตาย หากคุณต่อสู้ ขัดขืน เราจะจัดการขั้นเด็ดขาดนั่นคือความตาย” ดูเตอร์เต กล่าวและว่า มีความเป็นไปได้ที่ทางรัฐบาลจะประกาศใช้กฎอัยการศึกทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากพบว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธและเจ้าหน้าที่ทางการกำลังขยายสู่พื้นที่อื่นๆ อย่าง เมืองวิซายาส และ ลูซอน


ประกาศกฎอัยการศึกเพิ่มอีก3จังหวัด
วันเดียวกัน ทางการฟิลิปปินส์ได้ประกาศกฏอัยการศึกขยายครอบคลุมไปอีก 3 จังหวัดบนเกาะบาสิลัน, ซูลู และทาวี-ทาวี นอกจากนี้ ประธานาธิบดีดูเตอร์เต ยังได้ออกคำสั่งให้กองทัพฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะกองทัพเรือปิดล้อมเกาะต่างๆ ใกล้กับเมืองมาราวี โดยเฉพาะบริเวณทะเลที่กั้นระหว่างเกาะมินดาเนากับเกาะวิซายาสแล้ว และเขาจะประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหารือมาตรการขั้นต่อไปในการจัดการกับสถานการณ์ในมาราวี เพื่อไม่ให้การก่อการร้ายลุกลามไปทั่วเกาะมินดาเนา


“อินโดนีเซีย”ระส่ำโดนบึ้มพลีชีพ
ส่วนที่ประเทศอินโดนีเซีย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ได้เกิดเหตุระเบิดพลีชีพขึ้น 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันประมาณ 5 นาที ที่บริเวณสถานีรถโดยสารในเขตกัมปุง เมลายู กรุงจาการ์ตาฝั่งตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย เป็นมือระเบิด 2 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 คน เป็นตำรวจ 5 คน และพลเรือนอีก 5 คน


โดย นายเซตโย วาซิสโต โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เผยว่า ขณะเกิดเหตุตำรวจหลายนายกำลังรักษาความปลอดภัยบริเวณดังกล่าว เพราะมีขบวนพาเหรดกำลังเดินผ่านมา โดยเสียงระเบิดดังขึ้นก่อนที่ขบวนพาเหรดจะมาถึง ซึ่งได้สร้างความแตกตื่นโกลาหลแก่ประชาชนจำนวนมาก


เชื่อฝีมือ“ไอเอส”บงการเบื้องหลัง
ขณะที่ต่อมา ตำรวจหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายจะสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวได้แล้ว โดยพบว่าทั้ง 2 คน มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของผู้ก่อการร้ายที่ทางการต้องการตัว และเชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องหรือมีกลุ่มไอเอสอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน
ขณะที่ นายเซตโย ตั้งข้อสังเกตว่า คนร้ายกลุ่มนี้อาจได้แรงบันดาลใจจากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่เมืองแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ หรือการก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้ายในเมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ ทำให้รู้สึกฮึกเหิมและอยากลงมือบ้าง


จับ“พ่อ-น้อง”มือบึ้มอังกฤษ/รวบผู้ต้องสงสัยคนที่8
ด้านความคืบหน้าเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่คอนเสิร์ตระหว่างการจัดแสดงคอนเสิร์ตของ อะรีอานา กรานเด ในเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 22 คน ซึ่งรวมทั้งเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บ 116 คนนั้น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจอังกฤษได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยรายที่ 8 ที่อาจเป็นเครือข่ายของ นายซัลมาน อาเบดี มือระเบิดที่เสียชีวิตหลังก่อเหตุ


ขณะที่พ่อและน้องชายของ นายอาเบดี ก็ยังถูกทหารลิเบียควบคุมตัวที่กรุงทริโปลี เมืองหลวงของประเทศลิเบียอีกด้วย หลังจากตำรวจอังกฤษได้จับกุมพี่ชายของนายอาเบดีได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์


โวยสหรัฐปล่อยภาพหลักฐานให้สื่อ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมในวันพฤหัสบดี เนื่องจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้เปิดเผยภาพหลักฐานวัตถุระเบิดที่ทางการอังกฤษรวบรวมได้จากที่เกิดเหตุ ประกอบด้วยเศษชิ้นส่วนของกระเป๋า น็อต แหวนสกรู รวมถึงชิ้นส่วนที่มีความเป็นไปได้ว่าถูกใช้บรรจุวัตถุระเบิด นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า หลักฐานการก่อเหตุเหล่านี้มีพลังทำลายล้างสูง และวัตถุที่ถูกนำมาใช้ประกอบเป็นสะเก็ดระเบิดนั้นถูกบรรจุอย่างมืออาชีพ


สั่งระงับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทันที
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอังกฤษ ชี้ว่า การเปิดเผยภาพโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือแก่การสอบสวนของหน่วยต่อต้านก่อการร้ายของอังกฤษ และอาจกระทบต่อการสืบสวนสอบสวน โดยทีมสอบสวนอังกฤษมีความเชื่อใจในประเทศหุ้นส่วนด้านความมั่นคง ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลวงในและข่าวกรองด้านการก่อการร้าย เพื่อปกป้องประชาชนทั้งในและต่างประเทศ แต่เมื่อมีการละเมิดความไว้วางใจที่มีต่อกัน จะกระทบต่อความสัมพันธ์ ส่งผลเสียหายต่อการสอบสวนของอังกฤษ บั่นทอนความเชื่อใจของเหยื่อ พยานและครอบครัวผู้ประสบเหตุ ขณะที่สถานีโทรทัศน์บีบีซีอังกฤษรายงานว่า ตำรวจอังกฤษได้ระงับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐแล้ว  เนื่องจากข้อมูลความลับที่รั่วไหลหลายเรื่องมาจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐทั้งนั้น และเป็นการเผยแพร่หลักฐานที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในช่วงระหว่างสอบสวนการก่อการร้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม