วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เพื่อนผู้เห็นต่างอยากกลับบ้าน...




โดย "แบมะ ฟาตอนี"


           การให้โอกาสต่อผู้กระทำความผิดให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ถือได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่หลงผิดมีที่ยืนในสังคม กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย พัฒนาถิ่นเกิด อีกทั้งให้คนเหล่านี้กลับมาอยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งแทนการหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ

         “โครงการพาคนกลับบ้าน”
เป็นโครงการหนึ่งของหน่วยงานความมั่นคงที่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่หลงผิดได้รายงานตัวแสดงตน โดยความสมัครใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ในห้วงที่ผ่านมามีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว


          ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและโจมตี “โครงการพาคนกลับบ้าน” คือผู้เห็นต่างจากรัฐที่ไม่ต้องการสูญเสียสมาชิก ไม่อยากให้บรรดาสมาชิกหันหลังให้กับขบวนการ และที่สำคัญไม่อยากเสียมวลชนที่หันมาสนับสนุนโครงการของรัฐแทนการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา


        ผู้เขียนได้รับข้อมูลทางลับ มีผู้หลงผิดจำนวนมากติดต่อขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน โดยรัฐยินดีนำออกนอกพื้นที่ทั้งครอบครัว จัดหาที่ทำกินเปลี่ยนข้อมูลบุคคลให้ใหม่ โดยมีสัญญาให้มีการมอบอาวุธให้กับทางการ


        เพื่อพิสูจน์ความจริงตามที่ได้รับข้อมูลทางลับเท็จจริงแค่ไหน? หรือเป็นแค่ข่าวลวง ข่าวโคมลอยที่ตั้งใจปล่อยเพื่อต้องการหวังผลอะไรบางอย่าง จึงนำไปสู่การพบปะพูดคุยซึ่งได้ยินคำยืนยันจากปากแกนนำอาร์เคเค โอดครวญอยู่อย่างลำบาก ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนอดมื้อกินมื้อ ถูกแกนนำทอดทิ้งไร้การเหลียวแล


         จุดนัดพบแห่งหนึ่งในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ใกล้เทือกเขาตะเว ต้องเดินทางบนถนนลูกรัง เมื่อมาสุดถนนต้องเดินเท้าลัดเลาะไปตามไหล่เขา ต้องผ่านลำน้ำไหลเอื่อยๆใสเย็น สภาพพื้นที่ทั่วไปอุดมสมบูรณ์ มีเรือกสวนผลไม้สลับสวนยางพาราเป็นระยะๆ รู้สึกร่มรื่นกับธรรมชาติอย่างบอกไม่ถูก ใช้เวลาเดินทางร่วม 4 ชั่วโมงก็ถึงที่นัดหมาย


         จุดหมายปลายทางคือกระต๊อบหลังเล็กๆ ณ ตรงนั้นมีชายฉกรรจ์ 4 คน นั่งรออยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นกล่าวแนะนำตนเองว่าเป็นแกนนำระดับสั่งการ มีชื่อเรียกในขบวนการว่า“เจ๊ะฆูมัง”ซึ่งอดีตเคยเป็นครูสอนตาดีกาแห่งหนึ่งในอำเภอเจาะไอร้อง หลังเข้าร่วมขบวนการรับผิดชอบในปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธอาร์เคเคในพื้นที่รับผิดชอบ “เจ๊ะฆูมัง” ได้กล่าวว่าเขาและลูกน้องได้เดินเท้าลงจากฐานบนเทือกเขาตะเวมาตั้งแต่เมื่อวานเพื่อมาคุยตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า


         “เจ๊ะฆูมัง” ได้เล่าการใช้ชีวิตอยู่บนฐานเทือกเขาตะเว ต้องอยู่อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะสัตว์ป่า ดุร้ายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ อีกทั้งต้องคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติการไล่ล่า การจะใช้ชีวิตในป่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ส่วนฐานที่ตั้งอยู่เน้นพื้นที่จุดใกล้แหล่งน้ำ และเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ สามารถหาของป่ามากินได้เพื่อประทังชีวิตและความอยู่รอด


        ส่วนการทำหน้าที่หรือภารกิจที่มุ่งให้เกิดความวุ่นวายและการสูญเสียนั้นจะรอรับคำสั่งให้ทำงาน “เจ๊ะฆูมัง”กล่าวว่าจะรู้จักเพียงผู้สั่งงานเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนในขบวนการในลำดับที่ใหญ่กว่านั้นจะไม่มีการเปิดเผยชื่อตำแหน่งรู้เพียงเป็นคนกว้างขวางใหญ่โต


         เขายังเล่าต่อว่า สาเหตุที่ออกมาให้ข้อมูลเพื่อเปิดใจคุยครั้งนี้ เพราะตนเองและสมาชิกในกลุ่มต้องทนกับความลำบาก เนื่องจากถูกกลุ่มขบวนการทอดทิ้งไม่เหลียวแล นอกจากต้องอดทนกับสภาพความเป็นอยู่ และยังไม่มั่นใจถึงอนาคตที่จะได้รับ “ว่าคุ้มหรือไม่” โดยมีเพื่อนหลายคนเริ่มปรึกษากันถึงทางเดินใหม่ และตกลงปลงใจจะขอเข้าร่วม “โครงการพาคนกลับบ้าน” เพื่อกลับไปใช้ชีวิตสันติสุขกับครอบครัว

         การต้องมาอยู่อย่างหลบซ่อนอย่างนี้ต่อไปไม่ได้มีผลดีอะไรกับทุกคนและครอบครัว การจะไปไหนมาไหน พาครอบครัวไปเที่ยวก็เกรงกลัวฝ่ายเจ้าหน้าที่จะจับกุม มันไม่ใช่หนทางที่สามารถทำให้เรามีความสุขได้เลย ขณะเดียวกันเมื่อใครในกลุ่มมีคดีติดตัวแล้ว ขบวนการไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือแต่อย่างใด


        “เจ๊ะฆูมัง” ยังฝากบอกไปยังระดับผู้บงการสั่งการใหญ่ในขบวนการให้รับรู้ว่าสิ่งที่พวกเราทั้งหลายได้ทำและต่อสู้อยู่ในปัจจุบันนี้ เปรียบได้เหมือนคนอยู่บนเรือที่ลอยไปกับกระแสน้ำ ทั้งอนาคตหรือปัจจุบันพวกเรายังไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร หากสักวันหนึ่งต้องถูกจับ หรือเกิดอะไรขึ้น ใครที่เป็นคนในขบวนการควรจะยื่นความช่วยเหลือเข้ามาบ้าง แต่ที่ทุกคนยังทำและเชื่อเพราะสิ่งที่ขบวนการพยายามส่งผู้นำศาสนามาบิดเบือนหลักคำสอน และได้ปลูกฝังว่าสิ่งที่ทำจะเป็นบุญและได้ขึ้นสวรรค์


         “เจ๊ะฆูมัง” ยังได้กล่าวความคิดอันแรงกล้าของตนเองว่าไม่เคยคิดหลบหนี สู้เพื่อขบวนการ แต่เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย อุดมการณ์และความคิดที่ตนเองเชื่อมาโดยตลอดนั้นมันไม่ใช่ การสั่งให้ทำการก่อเหตุด้วย การลอบยิง ลอบระเบิด ทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนเหล่าผู้บงการไม่เคยคิดและคำนึงถึงความถูกต้อง มีแต่จะสั่งการให้สร้างความรุนแรงยิ่งๆขึ้น จนมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและผิดหลักศาสนาสอน


          เขายังเชื่อว่าหากวันข้างหน้าตนเองต้องตายไปกับการต่อสู้ คงเป็นรูปแบบเดิม ๆ ที่ขบวนการยกย่องเป็นวีรบุรุษที่ทำการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่อนาคตของครอบครัว พ่อแม่ และเมีย โดยเฉพาะลูกที่จะเติบโตขึ้นมาเขาจะเลือกทางเดินและใช้ชีวิตเช่นไร?


          “เจ๊ะฆูมัง” ได้กล่าวทิ้งท้ายฝากไปยังเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ในขบวนการ หรือที่คิดอยากจะเข้าไปนั้นจงคิดให้หนัก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่าไปหลงเชื่อขบวนการ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ได้รับผลกระทบคือครอบครัวเราเอง ที่ต้องอยู่อย่างลำบากไม่ได้รับการเหลียวแลจากขบวนการเลย และไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือใดๆ ให้กับสมาชิก


         จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลทางลับ มีผู้หลงผิดจำนวนมากติดต่อขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านนั้นมีมูลความจริง ซึ่งคาดว่าแนวร่วมส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตคนในครอบครัว มากกว่า “เอกราชจอมปลอม” ของนายทุนที่หลอกใช้มาแสนนาน โดยที่ไม่ตอบแทนอะไร? นอกจากคำขู่และมอบความตาย...

---------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม