วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สิ้นสุดคดี‘ดาโหะ’ยอมรับผิด..ภาคประชาสังคมปากไวรับผิดชอบอย่างไร?


"กะ กันดา"


           ข่าวที่ได้รับความสนใจมีการแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมกับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อการหายตัวของ นายดาโหะ มะถาวร ครูตาดีกา เนื้อหาใจความที่สื่อ ถูกเจ้าหน้าที่อุ้ม นำตัวไปกักขังในค่ายทหาร องค์กรแนวร่วมในพื้นที่ร่วมแจมออกแถลงการณ์ไร้การตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้นำสังคมให้เชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามบังคับให้สูญหาย


        ซึ่งในเวลาต่อมาความจริงปรากฏ กลับตาลปัตร ครูตาดีกาสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อโกหกภรรยาไปหาเพื่อนสาวที่คบหาดูใจในเฟสบุ๊ค นายดาโหะฯ และองค์กรแนวร่วม มีความผิดทันที่ด้วยการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ สร้างความเสื่อมเสียให้หน่วยงานภาครัฐ


           เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ศาลจังหวัดนาทวีได้มีคำพิพากษาคดี นายดาโหะ มะถาวร และสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี


          วันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายดาโหะ มะถาวร ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือได้ว่าคดีความถึงที่สุด แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวยอมรับคำตัดสินและบทลงโทษที่ศาลจังหวัดนาทวีได้พิพากษาไปก่อนหน้านี้...


ย้อนรอยเหตุการณ์ต้นเรื่อง....


         นายดาโหะ มะถาวร ผู้อำนวยการและครูโรงเรียนตาดีกาประจำหมู่บ้านทุ่งพอ หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งพอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ได้หายตัวจากบ้านเลขที่ 24/1 หมู่ 3 ตำบลทุ่งพอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2560 โดยเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา นายดาโหะ มะถาวร ได้โทรศัพท์ติดต่อกับภรรยาและญาติว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปกักขังไว้ในสถานที่คล้ายกับ“ค่ายทหาร”แห่งหนึ่ง


         วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 นายดาโหะฯ ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยปลอดภัย ทั้งนี้ภายหลังจาก นายดาโห๊ะฯ ได้หายตัวไปได้มีการสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ ในลักษณะชี้นำให้สังคมเชื่อว่าถูกเจ้าหน้าที่บังคับให้สูญหาย สร้างความหวาดระแวงและทำลายความเชื่อมั่นในระบบอำนาจรัฐ


         เพื่อความกระจ่างและตอบข้อสงสัยต่อประเด็นการหายตัวของ นายดาโห๊ะฯ ที่มีการกล่าวหาว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปกักขังไว้จริงหรือไม่? เจ้าหน้าที่จึงได้มีการเชิญตัวมาสอบถามความจริง


         ซึ่งผลจากการซักถาม นายดาโหะฯ ได้ให้การสารภาพว่า ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับตัวตามที่ได้กล่าวอ้าง และปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ตนเองได้นัดให้ผู้หญิงที่รู้จักกันทางเฟสบุ๊ค มาประมาณ 5 เดือน มารับที่บริเวณหมู่บ้าน และเดินทางไปพักที่บ้านฝ่ายหญิงที่จังหวัดสตูล และในระหว่างนั้นได้ติดต่อกับภรรยาและญาติมาอย่างต่อเนื่องว่า ถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปขังในสถานที่เหมือนค่ายทหารแต่ปลอดภัยดี และต่อมาเมื่อ 15 พฤษภาคม 2560 ได้เดินทางกลับบ้านโดยให้น้องชายไปรับที่สถานีรถโดยสาร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


         ภายหลังข่าว นายดาโหะฯ ได้หายตัวไปได้มี องค์กรแนวร่วมในพื้นที่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดย นางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, กลุ่มด้วยใจ โดย นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่รัฐ และใช้ความรู้สึกในการสื่อสาร เพื่อให้สังคมเชื่อว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามบังคับให้สูญหาย ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวง และไม่เชื่อมั่น ในระบบอำนาจรัฐ


           สำหรับ นายดาโหะฯ และองค์กรต่างๆ ที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ทำให้ภาครัฐได้รับความเสียหาย มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้แสดงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหายในความเชื่อมั่นและเกิดความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ


การดำเนินคดีต่อ นายดาโหะ มะถาวร



           ศาลจังหวัดนาทวี ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 นายดาโหะ มะถาวร ผู้อำนวยการและครูโรงเรียนตาดีกาประจำหมู่บ้านทุ่งพอ หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งพอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ว่ามีความผิดฐานรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคำพิพากษา ศาลจังหวัดนาทวี คดีหมายเลขดำที่ 2161/2560 คดีหมายเลขแดงที่ 2155/2560


ครบกำหนด นายดาโหะฯ ไร้อุทธรณ์ คดีความถึงที่สุด



          จากคำพิพากษา ศาลจังหวัดนาทวี ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ครบกำหนดอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แต่ นายดาโหะ มะถาวร ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือได้ว่าคดีความถึงที่สุดแล้ว นั่นแสดงว่าเจ้าตัวยอมรับในบทลงโทษของกฎหมาย ต่อสิ่งที่ตนเองได้กระทำผิดด้วยการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ


           ในส่วนของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยนางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ,กลุ่มด้วยใจ โดยนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ ที่ทำการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้ให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ก็ต้องรอดูการบังคับใช้กฎหมายกันต่อไป 

         ซึ่งหลังจากความจริงปรากฏบุคคลเหล่านี้ไม่เคยออกมารับผิดชอบใดๆ เลยต่อการกระทำดังกล่าว อีกทั้งพฤติกรรมที่ผ่านมาไม่เคยสำนึกผิด มีแต่คอยนำข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐมาทำการขยายผล ก่อให้เกิดความเสียหายและความเชื่อมั่นนำไปสู่ความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ...อดใจรอดูชะตากรรมภาคประชาสังคมปากไว..จะรับผิดชอบอย่างไร?

----------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม