วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ใครหลอกลูกคุณไปตาย แล้วคุณจะป้องกันอย่างไร น่าคิด





กลุ่มขบวนการโคตรใจดำ...หลอกให้ “นูร์ฮาซัน” ไปตาย

โดย : "แบมะ ฟาตอนี"


           “ความตาย” มนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่สามารถหลีกหนีพ้น จุดจบ..อาจจะต่างกันซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ถึงวัยอันควรก็มีอันเป็นไปไม่มีวันหวนกลับ..ทั้งนี้และทั้งนั้นอยู่ที่การครองตนเลือกทางเดินชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง


          “ความตาย” ของ นายนูร์ฮาซัน อาแว วัยเพียง 27 ปี ยังไม่ถึงที่ตายกลับต้องมาตายเพียงเพราะหลงเชื่อ “ขบวนการ”

          ย้อนกลับไปเหตุการณ์คนร้าย 10 คน ปล้นรถยนต์ปิกอัพ 7 คัน เพื่อนำมาประกอบระเบิด “คาร์บอม” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนูร์ฮาซัน อาแว ได้ขับรถยนต์ที่ปล้นมาจาก“ร้านวังโต้คาร์เซนเตอร์” ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายรถยนต์มือสองในอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ประกอบระเบิดพร้อมถังน้ำมันขับฝ่าด่านเพื่อกลับมาก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดปัตตานี แต่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าเกิดการปะทะถูกวิสามัญดับ


          จากข้อมูลเชิงลึกของหน่วยข่าว นายนูร์ฮาซันฯ ไม่มีรายชื่อในสารบบของกลุ่มขบวนการ อาจจะเป็น “กลุ่มแนวร่วมรุ่นใหม่” ที่แกนนำต้องการทดสอบกำลังใจ และแสดงความกล้าหาญของตนเองเพื่อต้องการแสดงตัวตนให้เกิดการยอมรับจากขบวนการ


          สิ่งที่เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ คือ “การตาย” ของนาย นูร์ฮาซัน อาแว กลุ่มแนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่เสียชีวิตจากการปะทะ กลับถูกกลุ่มขบวนการนำไปเสนอข่าว ยกย่องเป็น “วีรบุรุษ” สมเกียรติที่ตายแบบ “ซาฮีด” 

          ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการฆ่ามนุษย์เป็นสิ่งที่น่ายกย่องไปได้อย่างไร“อิสลาม” คือ “สันติ”แต่กลับนิยมความรุนแรงมันเกิดอะไรขึ้นกับมุสลิมบางกลุ่มในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “การฆ่าคน” คือสิ่งที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ? ทั้ง ๆ ที่ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเกรงกลัวต่อบาป การฆ่าคนผิดหลักศาสนาและยังผิดกฎหมายบ้านเมืองอีกด้วย ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการสันติสุขจริงหรือ? เหตุใดถึงไม่ต่อต้านความรุนแรงในพื้นที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม เหตุการณ์ความรุนแรง 14 ปี ยังไม่พอหรืออย่างไร?


           “ไฟใต้” ได้เผาผลาญทำลายล้างชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดระยะเวลา 14 ปี ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้“ไฟใต้” ได้ถูกจุดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ.2547 ซึ่งในขณะนั้นนายนูร์ฮาซัน อาแว ผู้เสียชีวิตมีอายุแค่เพียง 13 ปี ยังไม่นับรวมผู้ก่อเหตุอีกหลายรายที่ถูกจับกุมบ้างยังเรียนอยู่ในระดับประถมอายุแค่ไม่กี่ขวบ แต่ในวันนี้เด็กในวันนั้นกลับมาทำการก่อเหตุเข่นฆ่าผู้คน นี่คือ “ผลผลิต” ความชั่วที่กลุ่มขบวนการได้ปลูกเอาไว้ได้เวลาผลิดอกออกผล


            แต่ที่เป็นประเด็นใหม่ที่มีการเปิดขึ้นมา นายมารูดิง อาแว บิดาของ นายนูร์ฮาซัน อาแว กล่าวว่า “รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่า ลูกจะเลือกใช้วิธีรุนแรง เพราะที่ผ่านมาลูกไม่เคยเกเร มุ่งแต่เรียน ทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง และส่งเสียตัวเองจนจบปริญญาตรี ไม่เคยรบกวนพ่อแม่”


           เมื่อบุคคลใกล้ชิดออกมายืนยันอย่างนั้น กับการตายของนายนูร์ฮาซันฯ ย่อมมีเงื่อนงำ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เคร่งศาสนา จะมองสาเหตุที่เข้าร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงอาจจะมาจาก 2 สาเหตุด้วยกัน


  • ประการแรกเนื่องจาก นายนูร์ฮาซันฯ เป็นผู้ที่เคร่งในเรื่องศาสนา อาจจะถูกหลอกให้เข้าร่วมโดยใช้การบิดเบือนหลักคำสอนนำไปสู่การกระทำพิธีสาบานตน (ซุมเปาะฮ์) ให้ลงมือปฎิบัติการ


  • ประการที่สอง นายนูร์ฮาซันฯ ถูกข่มขู่จากแกนนำในพื้นที่หมายเอาชีวิตคนในครอบครัวเป็นตัวประกัน หากไม่กระทำตาม “ต้องตาย” ทั้งบ้าน อีกทั้งเบื้องลึกในละแวกบ้านเคยมีคนร้ายทำการก่อเหตุกราดยิงร้านน้ำชา จนมีผู้บาดเจ็บหลายราย และหนึ่งในนั้นมี นายมารูดิง อาแว บิดาของ นายนูร์ฮาซันฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งเราจะต้องเฝ้าดูกันต่อไป


           ฝากไปยังพ่อแม่ผู้ปกครองคอยสอดส่องดูแลบุตรหลานในความดูแลของท่าน อย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการ ซึ่งหากเข้าสู่วังวนความชั่วเมื่อไหร่จุดจบคือ “ไม่ตายก็ติดคุก” ต้องหมดสิ้นอนาคต ดั่งเช่นกรณี “ความตาย” ของนายนูร์ฮาซันฯ 

          ก่อนลงมือก่อเหตุแกนนำสั่งการรู้ทั้งรู้ว่า นายนูร์ฮาซันฯ “ต้องตาย” กลับเดินหน้าสั่งการให้ลงมือปฏิบัติตามแผนชั่วที่วางไว้ โดยไม่แยแสต่อชีวิตผู้อื่นเหมือน “กำหนด” ให้ไปตาย โดยที่แกนนำสั่งการเสวยสุขอยู่เมืองนอกอยู่อย่างสุขสบายใช้ชีวิตติดหรู...แล้วบรรดาสมาชิกที่เป็นมือเป็นเท้าละ!!..ได้อะไร?
----------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม