วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

จะเป็นเช่นไรเมื่อนักศึกษากลายเป็นแนวร่วมซะเอง




PerMAS คือกลุ่มนักศึกษาที่คอยปกป้องอาชญากรโจรใต้


             PerMAS แนวร่วมอาชญากรโจรใต้ในคราบนักศึกษา ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐมีการปิดล้อมตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ก่อเหตุ จะออกมาปกป้องคนผิดด้วยการกดดันในทันทีโดยไม่สนว่าถูกหรือผิดหากเจ้าหน้าที่สกัดกั้น กลับกล่าวอ้างเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรม ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และละเมิดสิทธิเสรีภาพที่ควรมี

            หากสังเกตดู คราใดที่อาชญากรโจรใต้ตาย หรือถูกจับกุมจากการปิดล้อม จะออกมาเคลื่อนไหวทันทีแสดงพลังกดดัน และกล่าวหาโจมตีผ่านสื่อโซเชียล ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากการก่อเหตุจะคอยสอดส่องเพื่อหาโอกาสหากินบนซากศพและคราบน้ำตา


            ล่าสุดเหตุระเบิดตลาดพิมลชัย ใจกลางเมืองยะลา ใช้ความเป็นนักศึกษาชูป้ายข้อความยังสถานที่เกิดเหตุ ไม่ได้ออกมาประณามผู้ก่อเหตุหรอกครับ กลับชูป้ายเรียกร้องให้ “คู่สงครามยุติความรุนแรง” เป็นเครื่องมือโจรเลยครับ โจรก็คือโจร ที่นี่ไม่มีสงครามจะไม่มีให้มาเรียกร้องสิทธิ เป็นได้แค่ “อาชญากร” หรือหมาลอบกัดเท่านั้นที่ทำร้ายประชาชน 

            ศึกษาคำก่อนนำมาใช้ “คู่สงคราม” ซ้ำเติมความรุนแรงหน้าที่นักเรียนนักศึกษาคืออะไรมาชูป้ายสนับสนุนโจรถูกแล้วหรือ!! 

           ทุกวันยังแบมือขอเงินพ่อแม่มาเล่าเรียนศึกษา กลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง จบออกมาพ่อแม่หวังพึ่งพา นี่ละหนาเป็นเครื่องมือให้กับโจรน่าเวทนา ชูป้ายสร้างภาพให้องค์กรต่างชาติสนใจเข้ามา สุดท้ายใครได้ใครเสียหากมีการเรียกร้องขอแบ่งแยกดินแดน โดยอ้างว่าถูกกดขี่จากรัฐไทย รัฐไทยกีดกันสิทธิ์ทางสังคมเลยต้องการแยกดินแดนเป็นเอกราชเพื่อปกครองตนเองผลประโยชน์ตกอยู่กับใคร!! พ่อแม่ที่ส่งเราเรียนหรือ!! แกนนำสั่งการ นายทุนจากต่างชาติ หรืออดีตนักการเมือง


  • อย่าลืมว่าพื้นที่ 3 จชต. เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากร 
  • ผลประโยชน์มากมายมหาศาล เหตุใดจึงดิ้นรนต้องการแบ่งแยกดินแดน
  • และในอดีตที่ผ่านมาฝ่ายใดที่เป็นผู้พ่ายแพ้ทางการเมือง…

คืบหน้า อาชญากรใต้จี้เผารถทัวร์เบตง – กทม. รับสั่งการจากแกนนำให้ทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่



            ความคืบหน้า คดีจี้เผา รถทัวร์ เบตง – กรุงเทพฯ เมื่อ 17 ธ.ค.ปีที่แล้ว ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพแล้ว รวบได้ 20 คน เตรียมขยายผลจับกุมให้ถึงตัวการใหญ่

           เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงชายแดนใต้เผย ความคืบหน้าคนร้าย จี้เผารถทัวร์สายเบตง – กรุงเทพฯ กลางถนน ใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ปีที่ผ่านมาว่า จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของตำรวจและทหาร สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วบางส่วน และให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมาก คือ มีผู้ร่วมก่อเหตุครั้งนี้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นชุดที่หลบหนีไปอยู่บนพื้นที่ป่าเขา ร่วมกับชุดที่กำลังฝึกใหม่ที่ถูกปลุกฝังให้ก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์ ทำลายทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมไปถึงลอบก่อเหตุฆ่าเจ้าหน้าที่รายวัน เพื่อสร้างศักยภาพของกลุ่มที่ฝึกใหม่ให้มีความชำนาญในพื้นที่และหนีเอาตัวรอดได้อย่างที่กลุ่มต้องการ

          “คำรับสารภาพของคนร้ายบางส่วนให้การว่า ต้องการทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่ที่รัฐบาลได้วางแนวนโยบายเอาไว้ และต้องการให้พื้นที่เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่ ร่วมไปถึงเจ้าหนที่ทีปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ด้วย


           ซึ่งทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองได้ปรับแผนวางกำลังมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะเน้นป้องกันเขตเมืองหลักอย่างสุดความสามารถ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

            ด้านความมั่นคง ระบุว่า หลังเกิดเหตุเผารถทัวร์ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการปิดล้อมเป้าหมายต้องสงสัย บ้านเงาะกาโป, บ้านบันนังกูแว ใน ต.บันนังสตา จ.ยะลา สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน 4 คน ซึ่งผู้ต้องหาเองให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง

         จากนั้นได้ออกสืบสวนหาข่าว จนกระทั่งสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก จำนวน 20 คน จากพื้นที่ อ.บันนังสตา มาเข้าสู่กระบวนการซักถามและควบคุมตัว ตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

            ล่าสุด ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัว ให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันก่อเหตุในครั้งนี้แล้ว 3 คน โดยได้รับคำสั่งจาก นายอับดุลเลาะ ตาเป๊าะโต๊ะ ร่วมกับ นายอาหะมะ ลือแบซา แกนนำก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่และมีหมายจับคดีความมั่นคงที่ทางเจ้าหน้าที่ต้องการตัวมารับโทษตามกฎหมายต่อไป.

วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ฉวยโอกาสประกบยิงหนุ่มปัตตานีดับ




           ปัตตานี – คนร้ายตามประกบยิงหนุ่มปัตตานีวัย 20 ปี เสียชีวิต พร้อมขโมยรถ จยย.ของผู้ตายขี่หลบหนีไปด้วย จนท.ระดมกำลังสกัดวุ่นหวั่นคนร้ายนำไปประกอบเป็น จยย.บอมบ์

            วันนี้ 29 ม.ค.61 เวลา 11.30 น. ร.ต.ท.เอกราช ทองอนันต์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันบนถนนภายในหมู่บ้าน สายตาลีอาย-บ้านบากง ม.2 ต.ตาลีอาย หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วนำกำลังไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี, พ.ต.ท.เฮรามาน เจ๊ะดี สว.สภ.ราตาปันยัง ไปถึงเจ้าหน้าที่ได้ปิดถนนไว้ชั่วคราว และกันชาวบ้านออกจากที่เกิดเหตุ ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตนอนตายจมกองเลือด ทราบชื่อคือ นายสุรเชษฐ์ วงศ์เอียม อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55/4 ม.3 ต.ตาลีอาย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าศีรษะ 1 นัด และลำตัวอีก 1 นัด


            จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายทำงานเป็นลูกจ้างโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ก่อนเกิดเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักเพื่อไปซื้อของที่ร้านค้าในหมู่บ้าน ปรากฏว่าระหว่างทางมาถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามหลัง ก่อนจะฉวยโอกาสประกบขวา แล้วชักอาวุธปืนจ่อยิงทันที 2 นัดจนเสียชีวิต หลังก่อเหตุคนร้ายยังได้ขโมยรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดงดำ ทะเบียน กพว 295 ปัตตานี ของผู้ตายหลบหนีไปด้วย

          หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังไล่ติดตามรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว เชื่อว่าคนร้ายก่อเหตุแล้วขโมยรถจักรยานยนต์ หวังนำไปซุกระเบิดไปก่อเหตุสร้างสถานการณ์

จับพ่อค้ายาเสพติดในพื้นที่ยะลา พร้อมยาบ้ากว่า 3 หมื่นเม็ด


              เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 เวลา 09.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจตรีกฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พันตำรวจเอกนรินทร์ บูสะมัญ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พันตำรวจเอกสุทธิเวท บุญยรัตกลิน ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมจับกุม นายอาแว ดือราแม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42/6 ม.1 อ.เมือง จ.ยะลา พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 30,000 เม็ด


              พลตำรวจตรีกฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา กล่าวว่า ในการเข้าจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการส่งมอบยาเสพติดกัน ที่บริเวณบ้านไม่มีเลขที่ ม.1 ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจัดกำลังเฝ้าซุ่มดูอยู่บริเวณบ้านหลังดังกล่าวพร้อมกับสายลับ จนเวลา 00.55 น. ของวันที่ 29 มกราคม 2561 ได้มีชายรูปร่างผอมสูงประมาณ 170 ซม. อายุประมาณ 30-35 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 ไอ สีขาว-ดำ เข้ามาจอดยังบริเวณบ้านหลังดังกล่าว พร้อมกันนั้นสายลับที่ซุ่มดูอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ก็ได้ชี้ยืนยันว่าชายบุคคลดังกล่าวที่ขับรถเข้ามาจอดอยู่นั้นคือนายยู เป็นบุคคลที่จะนำยาเสพติด (ยาบ้า) มาส่งมอบให้กับลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงแสดงตัวพร้อมขอตรวจค้น ตัวนายยู หรือนายอาแว ดือราแม ผลการตรวจค้นกระเป๋าที่นายอาแวฯถือมา พบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ในห่อกระดาษสาสีเหลืองพันทับด้วยกระดาษฟอยล์ จำนวน 3 ห่อ โดยบรรจุห่อละ 5 มัด มัดละ 10 ถุง บรรจุถุงละประมาณ 200 รวมยาบ้าจำนวนทั้งหมดประมาณ 30,000 เม็ด น้ำหนักรวมห่อบรรจุประมาณ 3,599.44 กรัม จึงได้ยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมควบคุมตัวนายอาแว ดือราแม มาทำการซักถามขยายผล


                   จากการสอบปากคำนายอาแว ดือราแม ให้การว่าตนมีอาชีพรับจ้างกรีดยาง ได้รับการติดต่อจากนายนาเซ ซึ่งเป็นญาติกัน ให้ไปรับยาบ้าจากชายไม่ทราบชื่อ บริเวณริมถนนภายในเขต ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา แล้วให้นำมาส่งให้ลูกค้าที่บริเวณ ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา และตนก็มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น และจับกุมได้เสียก่อน ซึ่งจากการจับกุมในครั้งนี้พบว่าของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ที่จับกุมได้ในครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 1,200,000 – 1,500,000 บาท แต่หากนำมาจำหน่ายให้กับผู้เสพในท้องตลาด ราคาเม็ดละ 80 บาท ก็จะมีมูลค่าสูงถึง 2,400,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวน ขยายผล เพื่อจับกุมนักค้ายาเสพติดในเครือข่ายนี้เพิ่มเติม พร้อมแจ้ง ข้อกล่าวหา ครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ดำเนินคดีต่อไป” ผบก.ภ.จว.ยะลา กล่าว.



วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

คืบหน้าคนร้ายกระหน่ำยิง ทพ.ชุดญาลันนันบารู ญาตินำศพกลับบ้านเกิดแล้ว



ปัตตานี - ความคืบหน้าเหตุคนร้ายกระหน่ำยิงทหารพราน ชุดญาลันนันบารู เสียชีวิต ญาตินำศพประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดบ้านบาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา พบแฟ้มประวัติพ่อแม่ และพี่ชายของผู้ตายถูกลอบยิงเสียชีวิตทั้งหมด

วันนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความคืบหน้าเหตุคนร้ายก่อเหตุกระหน่ำยิง อส.ทพ.ไพศาล ยาแล อายุ 27 ปี สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 อ.ยะหา จ.ยะลา อยู่บ้านเลขที่ 17/1 ม.5 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา โดยพบเป็นศพถูกยิงเสียชีวิตภายในที่นั่งคนขับรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีขาว ทะเบียน กจ 6270 ยะลา ซึ่งจอดอยู่ที่บ้านเช่าเลขที่ 38/8 ภายในหมู่บ้านตันหยงลูโล๊ะ ม.2 ต.ตันหยงลูโล๊ะ อ เมือง ปัตตานี เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา

ภายหลังเกิดเหตุ ร.ต.อ.ปิยภัทร ด้วงตุด รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมือง จ.ปัตตานี พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน นำกำลังเข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุที่บ้านเช่าเลขที่ 38/8 ภายในหมู่บ้านตันหยงลูโล๊ะ ม.2 ต.ตันหยงลูโล๊ะ อ เมือง พบรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีขาว ทะเบียน กจ 6270 ยะลา จอดอยู่หน้าบ้านที่เกิดเหตุ สภาพรถกระจกข้างหลังคนขับมีรอยกระสุนพรุน ภายในรถพบผู้เสียชีวิต บริเวณที่นั่งคนขับพบผู้เสียชีวิตคาเบาะคนขับ ทราบชื่อคือ อาสาสมัครทหารพรานไพศาล ยาแล อายุ 27 ปี สังกัด ฉก.ทพ.47 อยู่บ้านเลขที่ 17/1 ม.5 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าที่ท้ายทอย ศีรษะ กลางหลังทะลุ และขา แขนรวมกว่า 6 จุด ตรวจสอบภายในรถไม่พบอาวุธปืนยาวเอชเค (HK) 1กระบอก และเสื้อกันกระสุน คาดว่าถูกคนร้ายขโมยไปด้วย ภายในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนพกสั้นขนาด 9 มม. จำนวน 12 ปลอก ตกอยู่ข้างรถอีกด้วย

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นทหารพราน ชุดญาลันนันบารู ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง ปัตตานี และทำหน้าที่เป็นดีเจจัดรายการวิทยุของทหารด้วย ทุกเสาร์-อาทิตย์ ผู้ตายมักจะเดินทางมาหาลูกเมียที่พักอาศัยบ้านเช่าที่เกิดเหตุดังกล่าว โดยผู้ตายจะระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนเข้าหมู่บ้าน ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้โทรศัพท์แจ้งภรรยาให้เปิดไฟ เปิดประตูที่ลานจอดรถหน้าบ้านก่อนผู้ตายจะเข้าบ้าน

โดยช่วงเวลาที่ภรรยาเปิดประตูหน้าบ้าน พบเห็นมีคนอยู่บริเวณบ้านแต่ไม่เอะใจว่าจะเป็นคนร้าย เนื่องจากบริเวณนี้มักจะมีคนเข้าออกบ่อยครั้ง จนกระทั่งเวลาผู้ตายก็ได้ขับรถมาจอดที่เกิดเหตุ คนร้ายที่ดักรอก่อนแล้วถือโอกาสกระหน่ำยิงผ่านกระจกรถทันที ประมาณ 10 นัด หลังจากที่คนร้ายไม่น้อยกว่า 6 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 3 คัน มาดักรออยู่ก่อนแล้วโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และกระจายอยู่รอบบ้าน 5 คน และมือยิงซุ่มอยู่ข้างกำแพงที่จอดรถของผู้ตาย เมื่อผู้ตายมาถึง คนร้ายใช้อาวุธกระหน่ำยิง จากนั้นได้เปิดประตูรถและยิงซ้ำที่ศีรษะอีก 2 นัด ก่อนที่คนร้ายหลบหนีได้ขโมยอาวุธปืนยาวเอชเค (HK) พร้อมกับเสื้อกันกระสุนชิงหนีไปด้วย โดยคนร้ายได้ขับขี่รถแยกย้ายกันหลบหนีไปคนละทิศคนละทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากแฟ้มประวัติผู้ตาย ก่อนหน้านี้เมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พ่อแม่ของผู้ตาย ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตมาแล้วขณะกรีดยางภายในสวนยางในหมู่บ้านเกิด หลังจากนั้น พี่ชายถูกลอบยิงเสียชีวิตมาแล้วเช่นกัน จนทำให้ผู้ตายต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษมาตลอด แต่ในที่สุดก็ไม่วายถูกคนร้ายตามมายิงจนเสียชีวิตเช่นกัน

ส่วนศพของ อส.ทพ.ไพศาล ยาแล อายุ 27 ปี สังกัด ฉก.ทพ.47 ชุดญาลันนันบารู อยู่บ้านเลขที่ 17/1 ม.5 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ญาติได้นำศพกลับไปบ้านเกิดเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนประเด็นสาเหตุยังอยู่ระหว่างการสืบสวน และสอบสวน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของสมาชิกกลุ่มแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงการควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ขณะขับรถสงนักเรียน




               กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงกรณี การควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ผู้ต้องสงสัยตามหมายจับฯขณะขับรถรับส่งนักเรียน ณ จุดตรวจหน้าวัดบ้านบ่อหิน อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561


            เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2561 เวลา 15.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พันเอกธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงจากกรณี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจได้ควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน ณ จุดตรวจหน้าวัดบ้านบ่อหิน ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซึ่งต่อมาสื่อสังคมออนไลน์ได้ลงข่าวว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุทำให้นักเรียนตกใจกลัว ดังนี้

           จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 เวลา 15.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรธารโต ตั้งด่านที่จุดตรวจ ณ วัดบ้านบ่อหิน (จุดตรวจของ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 443) ซึ่งสุ่มตรวจกลุ่มยาเสพติด ระหว่างนั้นเห็นรถตู้ขับผ่านมา จึงขอตรวจดูบัตร พบว่าเป็นนายอาลี ยิมัน ซึ่งตรวจเช็คแล้วมีหมายจับ พรก. จึงแสดงตัวเพื่อจะ ขอเชิญมาที่สถานีตำรวจภูธรธารโต แต่ในรถมีเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล เพื่อเดินทางกลับบ้าน จำนวน 26 คน จึงได้ตกลงกันว่าพาเด็กไปส่งให้ถึงบ้านทุกคนก่อน แล้วตระเวนพาไปส่งเด็กถึงบ้านทุกคนด้วยความปลอดภัย ระหว่างไปส่งเด็ก ก็ไม่ตกใจหรือร้องไห้ตามที่เป็นข่าว ซึ่งเด็กก็เล่น ตามปกติ จนส่งครบคนสุดท้ายที่บ้านจาเราะแป และไปส่งครูผู้หญิงอีก 1 คน ที่โรงเรียนสุทธิศาสน์ เมื่อส่งเสร็จก็ได้เชิญตัว นาย อาลี ยิมัน มาที่สถานีตำรวจภูธรธารโต เพื่อบันทึกเอกสาร ดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย และได้ประสานหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 33 ขอนายทหารร่วมกันควบคุมตัว ตามกฎ อัยการศึก นำส่งศูนย์ซักถาม ตามกรรมวิธี ต่อไป


        จากกรณีดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้

  • 1. จากการควบคุมตัว นายอาลี ยิมัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมได้ในขณะผ่านจุดตรวจซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมาย พรก. ในฐานะผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าบริเวณ ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมื่อ วันที่ 25 ธันวาคม 2560 เวลา 20.10 นาฬิกา และในขณะแสดงตัวควบคุมของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้สร้างความกระหนกตกใจและร้องไห้ของเด็กนักเรียนและครู ตามที่เป็นข่าว
  • 2. เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในพื้นที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบข้อเท็จจริง ซึ่ง พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 มีความเป็นห่วง ต่อการเสนอข้อมูลข่าวสารที่อาจยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่มีความสุ่มเสี่ยงจะทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดี นำไปจุดประเด็นสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนบริโภคข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวังและหากมีข้อสงสัยให้สอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยทหารหรือหน่วยงานในพื้นที่ใกล้เคียงของท่าน
  • 3. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม เพื่อปกป้องคุ้มครองและดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนจึงขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนตรวจสอบอย่างละเอียดและแจ้งข้อมูลข่าวสาร เบาะแส ที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการได้ที่หน่วยทหารพื้นที่ใกล้เคียงหรือสายด่วนหมายเลข 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561

ฝ่ายความมั่นคงนราธิวาสแถลงคดีจับกุม 2 ผู้ต้องหาก่อเหตุในพื้นที่รือเสาะ




นราธิวาส - ฝ่ายความมั่นคงนราธิวาสแถลงจับกุม 2 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุยิงในพื้นที่รือเสาะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดจากค้างค่ายา พร้อมวอนสื่อเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้อย่าฟันธงไฟใต้ทุกคดี ชี้ยาเสพติดเป็นปัญหาภัยแทรกซ้อนที่สำคัญมาก
วันนี้ (25 ม.ค.) ที่กองบังคับการ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 46 ภายในวัดสวนธรรม เขตเทศบาล ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส พ.อ.พสิษฐ์ ชาญเลขา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน 46 และหน.หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม จ.นราธิวาส พร้อมด้วย นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ นายอำเภอรือเสาะ และ พ.ต.อ.จรัส เส็มสัน ผกก.สภ.รือเสาะ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลการปฏิบัติร่วมของกองกำลังผสมในพื้นที่ อ.รือเสาะ 
โดยการแถลงในครั้งนี้เป็นเรื่องของการจับกุม 2 ผู้ต้องหา คือ นายคอลีดี ดอเลาะ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/1 ม.7 ต.สาวอ อ.รือเสาะ และนายชาญวิทย์ ฮุซี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ม.3 ต.สามัคคี อ.รือเสาะ พร้อมของกลางคืออาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมปลอกกระสุนปืน จำนวน 4 ปลอก และกระสุนปืนอีก 1 นัด รวมทั้งรถ จยย.ที่ใช้ก่อเหตุ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 สีน้ำเงินเทา ทะเบียน กพบ-647 ปัตตานี








โดย นายคอลีดี ดอเลาะ ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุยิง นายมะคอดาพี บาดี ซึ่งเป็นราษฎร อยู่บ้านเลขที่ 102 ม.4 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกจับกุมตัวได้พร้อม นายชาญวิทย์ ฮุซี บริเวณหน้ากองร้อย ทพ.4615 ม.2 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ และจากการสอบสวนขยายผล นายคอลีดี ได้ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือยิง นายมะคอดาพี เสียชีวิตจริง สาเหตุมาจากขัดแย้งเรื่องของยาเสพติด (ยาบ้า) โดยผู้เสียชีวิตค้างเงินค่ายาบ้า 200 เม็ด รวม 12,000 บาท 
ส่วน นายชาญวิทย์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับ นายคอลีดี ได้ร่วมกันลักทรัพย์คือ ตู้ลำโพงขยายเสียงที่บ้านของนายมิง ไม่ทราบนามสกุลในพื้นที่ บ.บือแนยือรามง ต.รือเสาะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ที่หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน 46 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นเวลา 7 วัน ก่อนจะส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นในเคหสถานในเวลากลางคืน





ทางด้าน พ.อ.พสิษฐ์ ผบ.กรม ทพ.46/หน.นปพ.ร่ วม จ.นราธิวาส กล่าวว่า ถึงแม้สถานการณ์ความรุนแรงจะคลี่คลายลง แต่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีความชัดเจนของกลุ่มขบวนการ อยากฝากว่าครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ พลังของครอบครัวจะชักจูงทุกคนให้ออกมา ฝากทุกคนที่ยังอยู่ในขบวนการให้ออกมาสร้างชีวิตของตัวเอง มามีความสุข ความเห็นต่างไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง สามารถพูดคุยหาข้อถกเถียงหาข้อสรุปได้ การใช้กำลังมองเห็นถึงแต่ความโหดร้าย
“และอยากฝากถึงสื่อมวลชนว่า คดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นความมั่นคงอย่างเดียว อย่างเหตุที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้ในครั้งนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งขณะนี้เรื่องยาเสพติดกำลังเป็นปัญหาภัยแทรกซ้อนที่สำคัญมาก และจากการจับกุมผู้ค้ายาทางภาคต่างๆ นั้น เชื่อมโยงกับพื้นที่ภาคใต้ มุ่งตรงมาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากประชาชนทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่อง” พ.อ.พสิษฐ์ กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

ผบ.ฉก.ปัตตานีสั่งควานหาระเบิดอีก 2 ลูก หวั่นคนร้ายนำก่อเหตุซ้ำหลังชี้แจงการจับกุม



ปัตตานี - “พล.ต.จตุพร กลัมพสุต” ผบ.ฉก.ปัตตานี สั่งควานหาระเบิดอีก 2 ลูก หวั่นคนร้ายเคลื่อนย้ายนำไปก่อเหตุซ้ำ หลังชี้แจงการจับกุมผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงหลายราย

วันนี้ (25 ม.ค.) ที่มณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี นายไพโรจน์ จริตงาม ปลัดจังหวัดปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.ทพ.43 ได้ร่วมชี้แจงผลการปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาคดีลอบวางเพลิงกล้องวงจรปิด ในคืนวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา และลอบวางระเบิดทหารพราน บาดเจ็บ 9 นายในวันเดียวกัน และจากการขยายผลทางคดีที่มีความเชื่อมโยงกันหลายคดี จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกหลายราย

โดยจากการขยายผล ปรากฏว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมต่างให้ความร่วมมือ และชี้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งรับสารภาพว่า ได้ร่วมในการก่อเหตุความไม่สงบหลายคดี ก่อนจะรับสารภาพล่าสุด และนำเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการตรวจยึดอุปกรณ์ประกอบระเบิดได้เป็นจำนวนมากที่ฝังไว้ใต้ดินในพื้นที่ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งในการชี้แจงครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัว 3 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกออกหมาย พ.ร.ก.เพื่อควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก และ 1 ผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญาในคดีดังกล่าว ซึ่งทั้ง 4 คนรับสารภาพ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาคนอื่นๆ อีกรวม 9 คน ก่อนจะถูกออกหมายจับ ป.วิอาญา และหนึ่งในนั้น คือ นายนัสรูลเลาะ ยุนุ ได้ให้ความร่วมมือ และนำเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจยึดอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก หากประกอบระเบิดจะได้ 30 ลูก ที่ซุกซ้อนในป่าบ้านบากง ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี



พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้ 2 คน ก่อนจะขยายผลต่อเนื่องในคดีดังกล่าวที่เชื่อมโยงกัน จนสามารถจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้อีก 9 คน ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับสารภาพ ว่า ได้ร่วมก่อเหตุความไม่สงบ จำนวน 24 คดี รวมไปถึงการวางแผนในการก่อเหตุ ขั้นตอนการก่อเหตุ ใครประกอบระเบิด และกดชนวนระเบิด ซึ่งทำให้การขยายผลในคดีความมั่นคงจากการซัดทอด ขณะนี้รู้ตัวอีกกว่า 10 คน ซึ่งสาเหตุที่ผู้ต้องหา และผู้ต้องสงสัยทั้งหมดให้การรับสารภาพนั้นเนื่องจากว่าสาเหตุที่ก่อเหตุเพราะเข้าใจผิด และกลัวว่าชีวิตตนเอง และครอบครัวจะไม่ปลอดภัย หากไม่ร่วมก่อเหตุ และในที่สุดตอนนี้สบายใจแล้วเพราะเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถดูแล และรักษาความปลอดภัยได้ จนนำไปสู่การตรวจค้น และยึดอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก

โดยพยานหลักฐานเหล่านี้สามารถขยายผลได้อย่างมากซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน ตนมั่นใจหลักฐานที่พบนำไปสู้การดำเนินคดีได้ชัดเจน และสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้แน่นอน ตนขอฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารายงานตัว หรือมอบตัวที่ ฉก.ปัตตานี ก่อนที่หลักฐานสำคัญจะมัดตัว และไม่สามารถแก้ไขได้ เรายังให้โอกาส และช่วยเหลือทางคดีได้ ขอให้มาชี้แจงทำความเข้าใจกัน เรายินดีที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมในการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา



สิ่งที่สำคัญ และเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ นายซาอุดี ยามา ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้รับสารภาพว่า เป็นผู้ที่ประกอบระเบิด จำนวน 3 ลูก และได้ใช้ก่อเหตุลอบวางระเบิดทหารพรานเจ็บ 9 นาย เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมาแล้ว 1 ลูก อีก 2 ลูก ซึ่งประกอบแล้วขณะนี้ยังหาไม่พบ และไม่รู้ว่ามีการเคลื่อนย้ายเพื่อนำไปก่อเหตุหรือไม่ ซึ่งตนได้สั่งการให้หน่วยกำลังร่วมเร่งค้นหา และสกัดกั้นไว้ให้ได้ เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าคนร้ายหวังที่จะตอบโต้

สำหรับอุปกรณ์ระเบิดที่ยึดได้นั้นเป็นเครือข่ายของ นายบุคคอลี หลำโซะ นายเสรี แวมามุ แกนนำคนสำคัญที่เคลื่อนไหว และก่อเหตุในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.สะบาย้อย อ.เทพา จ.สงขลา ส่วนอุปกรณ์ระเบิดที่ยึดได้นั้นจะเกี่ยวข้องต่อเหตุระเบิดที่ตลาดรถไฟ จ.ยะลา หรือไม่นั้นต้องรอผลตรวจพิสูจน์อีกครั้ง



แม่ทัพภาค 4 เผยคืบหน้าคดีเผากล้องซีซีทีวี และวางระเบิดที่ปัตตานี


              วันที่ 25 ม.ค.61  พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เปิดเผยว่า จากกรณีคนร้ายเผากล้องซีซีทีวี หน้าโรงเรียนบ้านสายหมอ และลอบวางระเบิดรถยนต์ชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4303 ในพื้นที่ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 10 มกราคม 2561 เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว จำนวน 9 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินกรรมวิธีซักถาม ณ หน่วยซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้าฯ จำนวน 7 คน หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 จำนวน 2 คน

            จากกรณีดังกล่าวเมื่อ 17 มกราคม 2561 ศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 8 หมาย ปัจจุบันถูกจับกุมแล้ว จำนวน 1 คนคือ นายนัสรูลเลาะ ยุนุ จากผลการซักถาม เมื่อ 22 มกราคม 2561 นายนัสรูลเลาะ ได้ให้การยอมรับแหล่งซุกซ่อนอุปกรณ์ประกอบระเบิด จำนวน 2 จุด ในพื้นที่บ้านบากง ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี


ผลการปฏิบัติ

  • จุดที่ 1 ตรวจพบถังพลาสติกฝังไว้ใต้ดิน ภายในพบเชื้อปะทุ (แสวงเครื่อง) 7 ดอก, ซอง กส.M-16 (สั้น) 2 ซอง พร้อม กส.ซอง กส.HK-331 ซอง พร้อม กส., เครื่องโทรศัพท์ 2 เครื่อง, ที่ชาร์จวิทยุ และพบเอกสารจำนวนหนึ่ง 
  • ส่วนจุดที่ 2 ตรวจพบเปลสนาม 7 เปล, แส้ทำความสะอาดปืน 2 อัน, สิ่งอุปโภค/บริโภคบางส่วน และถังพลาสติก 1 ถัง ต่อมาเมื่อ 23 มกราคม 2561 ได้ขยายผลการซักถาม นายมะหามะ เจะและ ซึ่งให้การยอมรับแหล่งซุกซ่อนอุปกรณ์ประกอบระเบิด ในพื้นที่บ้านบากง ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังจากที่ได้เข้าไปตรวจค้นพบอุปกรณ์ประกอบระเบิด จำนวน 27 รายการ ดังนี้



  • 1.กล่องพลาสติกสี่เหลี่ยม 1 กล่อง 
  • 2.กล่องแผงวงจรประกอบเสร็จแล้ว 2 กล่อง 
  • 3.วิทยุ 6 เครื่อง 
  • 4.อุปกรณ์ชาร์จวิทยุ 6 เครื่อง 
  • 5.แบตวิทยุ 5 อัน 
  • 6.เสาวิทยุ 6 อัน 
  • 7.สก็อตเทปพันสายไฟสีดำ 2 ม้วน 
  • 8.แก๊สกระป๋อง 3 กระป๋อง 
  • 9.สวิตช์เปิดปิดจำนวนหนึ่ง 
  • 10.ไอซีทามเมอจำนวนหนึ่ง 
  • 11.แผงวงจร 11 แผง 
  • 12.ลวดบัดกรี 3 ขด 
  • 13.น้ำยาประสาน 5 ตลับ 
  • 14.หัวแร้งแก๊ส 1 หัว 
  • 15.สายวงจรจุดระเบิด 
  • 16.วิทยุสื่อสารยี่ห้อ TYT พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 11 เครื่อง 
  • 17.แท่นชาร์จวิทยุสื่อสารยี่ห้อ TYT พร้อมสายชาร์ต จำนวน 4 เครื่อง 
  • 18.ถ่านไฟฉายขนาด 9v 1 ก้อน ของกลางที่บรรจุในถุงกันน้ำสีดำ 
  • 19.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ SAMSUNG สีดำ พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 10 เครื่อง 
  • 20.หัวแร้งเชื่อมสายไฟ จำนวน 3 อัน 
  • 21.ถ่านไฟฉาย Panasonic ขนาด 1.5v จำนวน 1 กล่อง พร้อมถ่ายไฟฉายที่ประกอบเชื่อมต่อสายไฟแล้ว จำนวน 1 ชุด 
  • 22.เครื่องวัดไฟฟ้า จำนวน 1 ตัว 
  • 23.ขดลวดตะกั่วสำหรับเชื่อมแผงวงจรไฟฟ้า จำนวน 1 มวน 
  • 24.สายไฟแบบอ่อน แบบต่อวงจรสีดำ จำนวน 1 มวน และสีแดง จำนวน 1 มวน 
  • 25.เทปกาวหนังไก่สีขาว จำนวน 1 มวน 
  • 26.เอกสาร สมุดจดบันทึก และเอกสารหมายศาลจังหวัดปัตตานีหลายรายการ และ
  • 27.กาวแท่ง จำนวน 2 แท่ง


            กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางสันติวิธีด้วยความเที่ยงธรรม ตามหลักฐาน พยานบุคคล พยานแวดล้อม และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ในการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินกรรมวิธีซักถาม ขยายผล และดำเนินทางคดีตามกฎหมาย จึงขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจ ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแส นำไปสู่การควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ และขยายผลไปสู่การยึดอาวุธวัสดุประกอบระเบิด ที่ผู้ก่อเหตุใช้ก่อเหตุรุนแรง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จึงขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันแจ้งเบาะแสข่าวสารต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นตามลำดับ



วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

ตชด.สงขลารวบสมาชิกอาร์เคเคหนีกบดานกรุงเทพฯ เผยเคยก่อเหตุวางระเบิด-ยิงตำรวจ


             ตชด.437 สงขลา ติดตามรวบสมาชิกก่อการร้ายระดับอาร์เคเคได้ 1 ราย หลังหนีไปกบดานที่กรุงเทพฯ พบประวัติวางระเบิด และยิงตำรวจ สภ.ห้วยปลิง แต่ในเบื้องต้นเจ้าตัวยังให้การปฏิเสธ



              วันนี้ (22 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร./ผอ.ศปก.ตร. ร่วมกับ พล.ต.ต.สมเกียรติ เนื้อทอง ผบก.ตชด.ภาค 4 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุเทพ ชูแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.437 และเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่งานการข่าว ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 437 จ.สงขลา ร่วมกับหน่วยทหาร ติดตามความเคลื่อนไหวของสมาชิกผู้ก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสามารถจับกุม นายอาบีดีน โตะมิง อายุ 31 ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 56 ม.2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา สมาชิกผู้ก่อการร้ายระดับอาร์เคเค ซึ่งมีหมายจับของศาลจังหวัดนาทวี ติดตัว 1 หมายจับ ในข้อหาร่วมกันก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นพืชผลกสิกร




            โดยได้หลบหนีการจับกุมไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และทางเจ้าหน้าได้ติดตามความเคลื่อนไหวไปจับกุมได้บริเวณกลางซอยรามคำแหง 5 แขวง-เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ และควบคุมตัวกลับมาสอบสวน และดำเนินคดีที่ สภ.ห้วยปลิง อ.เทพา จ.สงขลา แต่นายอาบีดีน ยังให้การปฏิเสธ
            ซึ่งในทางการข่าวพบประวัตินายอาบีดีน เคยพัวพันกับการก่อเหตุลอบวางระเบิดตลาดนิคมเทพา อ.เทพา จ.สงขลา ถึง 2 ครั้ง และยังเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิงตำรวจ สภ.ห้วยปลิงด้วย ในอดีตเคยมีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 4 หมาย แต่ศาลยกฟ้อง 3 หมาย อัยการสั่งไม่ฟ้องในข้อกล่าวหาร่วมกันก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นพืชผลกสิกร จำนวน 1 หมาย
          แต่ล่าสุดอัยการสูงสุดมีคำสั่งแย้งให้ฟ้อง และเรียกตัวนายอาบีดีนมารับทราบความผิด แต่ได้หลบหนี ศาลจังหวัดนาทวีจึงออกหมายจับใหม่ในคดีเดิมดังกล่าว จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตามไปจับกุมตัวได้ที่กรุงเทพฯ









วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

คุม 2 โจรใต้ทำแผนรับสารภาพคดีความมั่นคง พบหมายจับเพียบก่อเหตุรวม 6 คดี


             ปัตตานี - เจ้าหน้าที่คุมตัว 2 โจรใต้ทำแผนประกอบรับคำสารภาพ พบมีหมายจับเพียบก่อเหตุโชกโชน 6 คดี รวมทั้งสิ้น 16 คน พร้อมออกหมายรวม 33 หมายจับ

วันนี้ (22 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา ผบ.กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 พร้อมด้วยกองกำลังร่วมได้นำตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง จำนวน 2 ราย มาทำแผนคำรับสารภาพคือ นายซาอุดี ยามา มีหมาย ป.วิอาญา 7 หมาย และนายสการียา หมื่นรายา มีหมาย ป.วิอาญา 6 หมาย

            โดยในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้ง 2 คน ไปทำแผนคำรับสารภาพ กรณีเหตุกราดยิงบ้านเรือนราษฎร จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย เหตุเกิดบนถนนสาย 43 หมู่ 8 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 ซึ่งในคดีนี้ได้มีการออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 7 คน จับกุมแล้ว จำนวน 4 คน

           ซึ่งในการดำเนินการประกอบแผนคำรับสารภาพครั้งนี้ ได้นำบุคคลทั้งสองมาร่วมทำแผนในสถานที่เกิดเหตุ โดยคนแรกได้นำตัว นายซาอุดี ยามา ซึ่งทำหน้าที่มือปืนโดยใช้อาวุธปืนยาวในการก่อเหตุ จากนั้นได้นำตัว นายสการียา หมื่อรายา ซึ่งทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ให้กับ นายซาอุดี นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ มีการระวังป้องกันอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการก่อกวนของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยมีประชาชนมาร่วมดูการทำแผนจำนวนมาก



          พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ถูกจับกุมได้ที่บ้านปะการือสง ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา จากการซักถามเบื้องต้นทั้งคู่ได้ให้การรับสารภาพว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญในพื้นที่ จำนวน 6 เหตุการณ์ ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่ 1 เหตุยิงรถยนต์บรรทุกสินค้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย บนถนนสาย 43 หมู่ 4 ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 26 กันยายน 2558 ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 8 คน จับกุมแล้ว จำนวน 6 คน
  • เหตุการณ์ที่ 2 เหตุลอบวางระเบิดชุดลาดตระเวน สถานีตำรวจภูธรหนองจิก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 นาย บนถนนสาย 43 หมู่ 5 ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 9 เมษายน 2559 ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 6 คน จับกุมแล้ว จำนวน 3 คน
  • เหตุการณ์ที่ 3 เหตุลอบวางระเบิดรถบัสทหารรับส่งนักเรียน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย บนถนนสาย 42 หมู่ 1 ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 9 มิถุนายน 2559 ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 6 คน จับกุมแล้ว จำนวน 4 คน
  • เหตุการณ์ที่ 4 เหตุกราดยิงบ้านเรือนราษฎร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย บนถนนสาย 43 หมู่ 8 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 15 กรกฎาคม 2560 ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 7 คน จับกุมแล้ว จำนวน 4 คน
  • เหตุการณ์ที่ 5 เหตุยิงนายมะเย็ง สะมะแอ เสียชีวิต พื้นที่บ้านตันหยงเปา หมู่ 4 ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 28 กรกฎาคม 2560 ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 3 คน จับกุมแล้ว จำนวน 2 คน
  • เหตุการณ์ที่ 6 เหตุยิงนายมะสาอูดี ยูโซะ เสียชีวิต พื้นที่ หมู่ 6 ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ 15 กันยายน 2560 ออกหมาย ป.วิอาญา จำนวน 3 คน จับกุมแล้ว จำนวน 2 คน

             ซึ่งจากการรวบรวมวัตถุพยาน และบูรณาการงานด้านการข่าวทั้ง 6 คดี จนสามารถกำหนดบุคคลเป้าหมายร่วมก่อเหตุรวม 16 คน ออกหมาย ป.วิอาญา รวม 33 หมาย ซึ่งได้ร่วมกันก่อเหตุที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 14 ราย และพิการ 1 ราย สามารถควบคุมตัวได้แล้ว 9 คน อยู่ระหว่างดำเนินคดี 7 คน อัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 คน

             สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ภายหลังจัดทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้ว ก็จะส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ในส่วนที่เหลือจะเร่งรัดติดตามจับกุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้เสียหายทุกคนมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ร่วมก่อเหตุได้ โดยไม่มีข้อยกเว้น อีกส่วนสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ ผู้ที่ให้ที่พักพิงแก่บุคคลที่มีหมายจับ ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

            อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีแนวร่วมที่แอบแฝงอยู่ในองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กร ได้พยายามขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายด้วยวิธีการร้องเรียน และใช้สื่อออนไลน์บิดเบือนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมาน เพื่อทำลายความเชื่อมั่นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการร้องเรียน หรือเสนอข่าวสารอันเป็นเท็จ ก็มีสิทธิที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

ออกหมายจับ 14 ผู้ต้องสงสัยเผารถทัวร์เบตง-กรุงเทพฯ(มีคลิป)

     


        วันที่ (17 ม.ค.) ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อติด


          ตามความคืบหน้าของการดำเนินคดีกับคนร้ายที่ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.60 เวลาประมาณ 14.30 น. เกิดเหตุคนร้ายตัดต้นไม้ขวางถนนวางตะปูเรือใบ และเผารถทัวร์บริษัทสยามเดินรถ สายเบตง-กรุงเทพฯ ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดบริเวณบนถนน ในพื้นที่ ม.9 บ้านเจาะปันตัง และสาย 410 ยะลา-เบตง ม.5 บ้านกาโสด ต.บันนังสตา อ.บันนังสตาจ.ยะลา พนักงานสอบสวน สภ.บันนังสตา ได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว ตามคดีอาญาเลขที่ 243/2560

        โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน จนเป็นที่แน่ชัด และเชื่อได้ว่ามีกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดจริง จึงได้ยื่นคำร้องขอหมายจับต่อศาลจังหวัดยะลา และศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา ดังนี้

  • นายอาบูซา มะแซะ อายุ 26 ปี 25/1 หมู่ 2 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายอาหะมะ มะตาเห อายุ 28 ปี 161 หมู่ 2 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายลุกมัน ซาเด็ง อายุ 29 ปี 31/2 หมู่ 2 ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี
  • นายฮารีส แมะเฮาะ อายุ 29 ปี 90/2 หมู่ 6 ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี
  • นายไซดอัล อิดรีศ อายุ 31 ปี 23/3 หมู่ 3 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายบูคอรี ปาโฮะ อายุ 27 ปี 33/124 หมู่ 1 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายยาลี อีแต อายุ 39 ปี 115/3 หมู่ 6 ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
  • นายมะอนันต์ ดอเลาะ อายุ 29 ปี 228 หมู่ 6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายมูฮัมหมัด วาเฮง อายุ 29 ปี 447 หมู่ 1 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายมะซานูซี ลือบาน๊ะ อายุ 40 ปี 122/1 หมู่ 4 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา
  • นายฮาดี มาเระ อายุ 26 ปี 424/2 หมู่ 6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายสมาน ดือราแม อายุ 32 ปี 230/6 หมู่ 8 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายกอเซ็ง กลูแป อายุ 31 ปี 180 หมู่ 6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
  • นายสุไลมาน เจ๊ะสมอเจ๊ะ อายุ 22 ปี 419/1 หมู่ 6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา


           รวม 14 หมายจับ ในความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์, อั้งยี่, ซ่องโจร, ร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

           โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้นำตัว นายอาหะมะ มะตาเห, นายอาบูซา มะแซะ และนายลุกมัน ซาเด็ง มามอบให้พนักงานสอบสวนท้องที่รับผิดชอบ ที่ ศปก.ตร.สน.จ.ยะลา ได้รับตัวไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจัดให้มี ร.ต.อ.วิริยะ นาทวีวงศ์ นายแพทย์โรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ ตรวจร่างกาย ทนายจากสภาทนายความประจาศาลจังหวัดยะลา และนายราเชษฐ์ ใบละหมาน กรรมการมัสยิดแมะตือเมาะ บุคคลที่ไว้วางใจ ร่วมฟังการสอบสวน พร้อมทั้งแสดงหมายจับให้ผู้ต้องหาดู พร้อมทั้งแจ้งข้อเท็จจริง และฐานความผิดให้ผู้ต้องหาดังกล่าวทราบ และจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหา โดยจัดให้มีบุคคลอื่นที่มีลักษณะ รูปร่าง และการแต่งกายคล้ายคลึงกันยืนปะปน ผลการชี้ตัวปรากฏว่าสามารถชี้ตัวได้อย่างถูกต้อง



         ส่วนกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ สื่อแนวร่วมได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ปิดล้อมปูพรมบันนังสตา ควบคุมตัวชาวบ้านในหลายพื้นที่ซึ่งต้องสงสัยไปทำการซักถามขยายผลว่าเป็นการจับแพะ ก็ขอให้ประชาชนในพื้นที่บริโภคข่าวสารด้วยสติและข้อมูลรอบด้าน อย่าหลงเชื่อข้อมูลใดๆ ที่ไร้จากข้อเท็จจริง การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด เป็นผลมาจากการซัดทอดของผู้ที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์จับใครตามอำเภอใจ ปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ที่สำคัญมีผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ยอมรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริง ซึ่งกระบวนการซักถามกระทำด้วยความโปร่งใส ไม่มีการบังคับขู่เข็ญให้ยอมรับหรือเปิดปากซัดทอดผู้ที่ร่วมทำการก่อเหตุแต่ประการใด.

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ลอบยิงถล่มผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเจ็บสาหัส



          คนร้ายลอบยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ พื้นที่ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง ขณะเดินทางไปบ้านเพื่อน พื้นที่อำเภอธารโต รถตกข้างทาง ชาวบ้านนำส่งโรงพยาบาลเบตง


             เช้าวันที่ 14 ม.ค.61 เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณบ้านสามร้อยไร่ หมู่ 11 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา จึงรีบรุดไปที่เกิดเหตุเป็นช่วงลงเขา ถนนสายบ้านวังใหม่-บ้านคอกช้าง ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง กับ ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา พบชาวบ้านกำลังมุงดูรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมาสด้า สีขาว หมายเลขทะเบียน บต 2202 ยะลา ตกอยู่ข้างทาง มีร่องรอยถูกยิงด้วยอาวุธปืนอาก้า ที่บริเวณกระจกด้านหน้า หลังคา และด้านข้างฝั่งคนขับ หลายรู เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนอาก้าจำนวน 1 ปลอก ตกอยู่บนถนน ห่างจากรถผู้บาดเจ็บประมาณ 100 เมตร




              ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อนายบือราเฮง อาแด อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่11 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ถูกยิงเข้าที่บริเวณขาด้านขวา ชาวบ้านได้ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลเบตงแล้ว


              คาดคนร้ายเกิดความแค้นจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปปิดล้อมจับกุมกลุ่มขบวนการต้องสงสัยก่อเหตุลอบเผารถที่บันนังสตา จึงมาก่อเหตุยิงป่วนเจ้าหน้าที่เพื่อพยายามสร้างศักยภาพของกลุ่ม สำหรับเหตุครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไป เนื่องจากต้องรอเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 10 ยะลา เข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง






ทหารลาดตระเวนพิ้นที่หนองจิก พบอุปกรณ์ทำระเบิดและกระสุนจำนวนมาก


            ปัตตานี - หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ตรวจพบอุปกรณ์ประกอบระเบิด และลูกกระสุนปืนจำนวนมาก ขณะเดินลาดตระเวนพื้นที่ ม.3 ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

           วันนี้ (15 ม.ค.) พ.ต.อ.ฐมณ์พงศ์ เพ็ชรพิรุณ ผกก.สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ว่าขณะชุดลาดตระเวนเดินเท้าบริเวณพื้นที่ ม.3 ต.บางเขา อ.หนองจิก ได้ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยอยู่ในป่าริมถนน หลังรับแจ้งจึงประสานให้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ฉก.อโนทัย เข้าทำการเก็บกู้ เนื่องจากเกรงว่าจะมีระเบิดที่คนร้ายอาจจะวางเพื่อลวงเจ้าหน้าที่หวังจะทำร้าย


          ซึ่งภายหลังการตรวจสอบ พบว่า วัตถุต้องสงสัยดังกล่าวเป็นถุงพลาสติกสีดำ เมื่อเปิดดูในถุงก็พบว่ามีอุปกรณ์ประกอบระเบิด และอาวุธปืนจำนวนมาก ประกอบด้วย 
  1. ดินขยายระเบิด ซึ่งสามารถนำมาทำระเบิดได้จำนวน 3 ลูก 
  2. เชื่อปะทุระเบิด 1 ดอก 
  3. กระสุนปืนยาว จำนวน 12 นัด และ 
  4. ซองกระสุนปืนเอชเค 1 อัน

            ซึ่งของกลางทั้งหมดเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้ก่อนจะมอบให้เจ้าหน้าที่ชุดนิติวิทยาศาสตร์เก็บตัวอย่างเพื่อทำการพิสูจน์เปรียบเทียบกับวัตถุพยานอื่นๆ ว่าจะตรงกับวัตถุพยานที่เกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงกับเหตุสร้างสถานการณ์ความไม่สงบหรือไม่



วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

พบอีก !! มทภ. 4 นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบด่วน หลังพบระเบิดแสวงเครื่อง บนเทือกเขาตีปู เขตรอยต่อ รามัน-รือเสะ



           เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (13 ม.ค.61) ที่บริเวณสวนยางพารา ม.1 ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเป็นรอยต่อ ต. เรียง อ. รือเสาะ จ.นราธิวาส พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพาคที่ 4 / ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบวัตถุคล้ายระเบิดที่เจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ช่วยส่วนรวม นำ พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 41พร้อมด้วย พ.อ.อภิชัย เรืองฤทธิ์ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 47 และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าพิสูจน์ทราบ พื้นที่ดังกล่าว หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้ประกอบระเบิดและนำไปซุกซ่อนไว้บริเวณภูเขาตีบู พื้นที่ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา

             จากนั้นในเวลา เวลา 11.00 น. วันที่ 13 ม.ค. 2561 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมยะลา , ปฏิบัติการพิเศษร่วมร่วม ช่วยส่วนรวม, กองกำกับการสืบสวนสอบสวนภูธรยะลา , และ หน่วยที่เกี่ยวข้องได้จัดกำลังพิสูจน์ทราบพื้นที่ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ผลการตรวขสอบพื้นที่ พบทุ่นวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในท่อเหล็กน้ำหนักประมาณ 3-5 กิโลกรัม จำนวน 2 ลูก ซุกซ่อนอย่ายในสวนยาง ม.1 บ้านบาลอ พร้อมเสื้อ 1 ตัว จากนั้นจึงได้ประสานชุดอีโอดี ศูนย์พิสูจน์หลัฐาน 10 เจ้าหน้าที่ชุดนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าตรวจสอบบริเวณที่พบวัตถุดังกล่าว พร้อมทั้งได้เชิญผู้นำพื้นที่ร่วมเป็นพยาน




              พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า การดำเนินการในการครั้งเป็นผลมาจากการปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ เพื่อกจัดเสรี กลุ่มก่อเหตุรุนแรง ทั้งนี้สืบเนื่องจากที่ผ่านมาได้มีแหล่งข่าวที่เป็นชาวบ้านได้แจ้งเบาะความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนรงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนในพื้นที่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการกระทำของกลุ่มคนร้ายที่ได้สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น สำหรับทุ่นระเบิดที่พบในครั้งนี้คาดว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะเตรียมนำไปใช้ก่อเหตุในพื้นที่แต่โชคดีที่ชาวบ้านได้แจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนจึงเป็นการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งตนเองต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการแจ้งข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้ และหากประชาชนท่านใดรู้เห็นหรือทราบข่าวสารความเคลื่อนไปวของกลุ่มคนร้ายก็สามารถแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยได้ตลอดเวลา

222222222222222222222222222

โจรใต้ยิงถล่ม ผช.ผญบ.อัยเยอร์เวงรอดหวุดหวิด คาดฝีมือแนวร่วมก่อความไม่สงบ



           ยะลา - โจรใต้ยิงถล่มผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ขณะกลับจากบ้านภรรยา กระสุนเข้าสีข้างขวา 1 นัด รอดตายหวุดหวิด คาดเป็นฝีมือแนวร่วมก่อความไม่สงบที่สร้างสถานการณ์

          วันนี้ (14 ม.ค.) ร.ต.ท.ไพโรจน์ จันทาพูน พนักงานสอบสวนเวร สภ.อัยเยอร์เวง จ.ยะลา ได้รับแจ้งมีเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อ และจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิง นายบือราเฮง อาแด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านสามร้อยไร่ หมู่ 11 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะ ลา ขณะกลับจากบ้านภรรยาเพื่อไปหมู่บ้านไอลาบู ซึ่งเป็นหมู่บ้านในตำบลอัยเยอร์เวง

           โดยขณะขับรถยนต์กระบะมาสด้า สีขาว ทะเบียน บต 2202 ยะลา มาตามถนนในหมูบ้าน ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดระดมยิงใส่รถ กระสุนปืนเข้าที่สีข้างด้านขวา บริเวณสะโพก จำนวน 1 นัด ต่อมา นายดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง เดินทางมาโรงพยาบาลเบตง เพื่อเยี่ยมดูอาการ และได้อำนวยการสั่งการให้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.44 ทหารและฝ่ายปกครอง รุดไปสอบสวนที่เกิดเหตุอยู่บนถนนภายในหมู่บ้าน จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ยังไม่พบปลอกกระสุนปืนในเบื้องต้น

           จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุราว 06.40 น. นายบือราเฮง อาแด ได้เดินทางมาบ้านภรรยาที่หมูบ้านสามร้อยไร่ ตั้งแต่เมื่อวาน พอช่วงเช้าวันนี้ได้ออกจากบ้านเพื่อเดินทางกลับบ้านอีกหลังที่หมู่บ้านไอลาบู ในพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง เช่นกัน ปรากฏว่า ขณะขับรถอยู่นั้นได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนมาดักซุ่มอยู่ในเงามืดบริเวณป่าริมถนนในหมู่บ้าน แล้วได้ใช้อาวุธปืนนานาชนิดยิงถล่มติดต่อกันหลายนัด

           ซึ่งมีกระสุนเข้าที่สีข้างด้านขวาบริเวณสะโพก ไม่โดนจุดสำคัญ จำนวน 1 นัด ซึ่งรอดมาอย่างหวุดหวิด ขณะที่ นายบือราเฮง ได้ชักอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม.ยิงตอบโต้กับพวกคนร้ายไปหลายนัด พวกคนร้ายถอดใจได้พากันหลบหนีไป ส่วนสาเหตุคาดว่าเป็นฝีมือพวกแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่พยายามสร้างสถานการณ์



หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม