วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

โจรใช้ปอเนาะปลุกระดม สร้างกระแส RSD หวังแบ่งแยกดินแดน!!


โจรใช้ปอเนาะปลุกระดม สร้างกระแส RSD หวังแบ่งแยกดินแดน!!

         กระแสกลุ่มขบวนการใช้สถาบันการศึกษาปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะกำลังเป็นที่น่าสนใจและกำลังคุกคามในพื้นที่ จชต.โดยเฉพาะในสถานที่แหล่งเรียนรู้ของน้องๆในพื้นที่ ร่วมไปถึงยังมีการเคลื่อนไหวต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐไทยอยางต่อเนื่อง มีทั้งฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบในการปลุกระดมแนวความคิดผิดๆ จุดประกาย การกำหนดใจตนเอง (RSD) เพื่อต้องการแยกตัวอิสระในการปกครองตนเอง ที่ได้มีการจัดเสวนาใน ม.อ.ปัตตานี เพื่อสร้างกระแสพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ และยังต่างประเทศด้วย


           การปลุกระดมของกลุ่มขบวนการ...จะมีฝ่ายปลุกระดมไม่มีแบบแผนตายตัวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่ส่วนมากมักเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ หรือได้รับการยกย่องและยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ มีคุณวุฒิทางศาสนา ขบวนการโจรใต้ มีขีดความสามารถในการสร้างผู้นำศาสนา รวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นแกนนำในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่งในการปลุกระดม และยังสามารถทำให้ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีความเลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างชนิดถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการได้เป็นนักรบของพระเจ้า หลงเชื่อว่าเป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา

           ส่วนของสถานที่หรือแหล่งบ่มเพาะกลุ่ม ผกร. ยังคงลักลอบใช้สถานที่ทั้งภายในสถานศึกษาและภายนอสถานศึกษาในการบ่มเพาะเยาวชนหรือแนวร่วม ตามจังหวะโอกาสจะเอื้ออำนวย แหล่งบ่มเพาะในสถานศึกษานับว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีของกลุ่ม ผกร.เลยทีเดียว 

          เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะแนวร่วมสั้นกว่านอกสถานศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นเยาวชนหรือแนวร่วมที่เข้าสู่ขบวนการบ่มเพาะในสถานศึกษามักมีความตั้งใจในการรับฟังและเชื่อฟังสูงกว่าผู้ที่เข้าร่วมการบ่มเพาะนอกสถานศึกษา 

          จึงไม่น่าแปลกใจที่มีข่าวคราวโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน หรือปอเนาะมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการมาโดยตลอด เป็นที่ซ่องสุมกำลัง เป็นแหล่งพักพิง หลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธ และเป็นที่ประกอบวัตถุระเบิดของ ผกร. 

         หากเราย้อนไปดูสถาบันปอเนาะที่ส่วนเกี่ยวข้องกับการปลุกระดมและบ่มเพาะเยาวชนเข้าสู่กระบวนการอย่างเช่น โรงเรียนบูรพาวิทยา จ.นราธิวาส โรงเรียนญิฮาดวิทยา จ.ปัตตานี และล่าสุด โรงเรียนบากงพิทยา จ.ปัตตานี ที่มีการตรวจสอบความไม่ชอบธรรมในการบริหารจัดการของโรงเรียน มีการฉ้อโกงเงินค่าหัวนักเรียน และสถาบันดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการฝึกอาวุธของกลุ่มโจร บางโรงเรียนปลูกฝังให้นักเรียนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และอบรมบ่มเพาะแนวคิดอิสลามแนวทางที่รุนแรงด้วย ทำให้บางโรงเรียนต้องปิดลง

          นี่คือรูปแบบในการหาสมาชิกแนวร่วมของกลุ่ม ผกร.ฝากผู้ปกครองคอยย้ำเตือนดูแลบุตรหลานอย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มโจรชั่วเหล่านี้ โดยเฉพาะบุตรหลานของท่านที่เป็นเด็กนิสัยดี เรียบร้อย เรียนเก่ง 

        อย่านิ่งนอนใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการ อย่าลืมว่าเด็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คือเป้าหมายของกลุ่มขบวนการ ที่อยู่ในสายตา ผกร.คอยติดตาม ชักชวนให้เข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย ยากที่จะถอนตัว เนื่องจากถูกปลูกฝังอุดมการณ์ เหมือนการฝังซิป ด้วยการบิดเบือนความจริง ใส่ข้อมูลผิดๆ ให้หลงเชื่อตามที่กลุ่มขบวนการต้องการให้เป็น 

        หลายต่อหลายครั้งที่เกิดการปะทะจนนำไปสู่การสูญเสีย ณ เวลานั้นมันสายเกินแก้ไปเสียแล้ว กว่าจะรู้ว่าลูกตัวเองเป็นสมาชิกแนวร่วม....พ่อแม่ต้องเสียน้ำตา บุตรหลานต้องจบชีวิตลงหมดสิ้นอนาคต หมดทุกสิ่งทุกอย่าง..แล้วเราจะไปร้องเรียกหาอะไรจากใครไม่ได้อีกเลย!!!!!

ศอ.บต. รุดเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบข้าวสารและกล่องกำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบฯ จากเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่รถยนต์ของอาสาสมัครรักษาดินแดนที่จังหวัดปัตตานี



           วันที่ 19 เมษายน 2561 เวลา 11.00 น. ที่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มอบหมายให้ นายกิจจา ศรีเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมด้วย นางน้ำทิพย์ จันทรสกุล ผู้อำนวยการสำนักการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่เยียวยา ศอ.บต. ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ มอบข้าวสารและกล่องกำลังใจแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบฯ จากเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่รถยนต์ของอาสาสมัครรักษาดินแดน มูฮาหมัดรอรี เจ๊ะเด็ง สังกัดกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอโคกโพธิ์ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยมี นายอับดุลการิม บือซา นั่งมาด้วยถูกกระสุนบริเวณศรีษะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และกระสุนยังได้ไปโดนรถยนต์ที่วิ่งสวนมาของนายสาบูดิง นิเฮง ถูกกระสุนบริเวณแผ่นหลัง จำนวน 2 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลโคกโพธิ์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา 

          เหตุเกิดบริเวณรอยต่อ ระหว่างหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 7 บ้านคล้องช้าง ตำบลนาเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้แทนนายอำเภอโคกโพธิ์ ทีมงานกำนัน ต.นาเกตุ จนท.เยียวยาอำเภอโคกโพธิ์ ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบฯ จำนวน 3 ราย ดังนี้ 
  • 1. ครอบครัวนายสาบูดิง นิเฮง (ผู้เสียชีวิต) อายุ 32 ปี อาชีพขับรถสองแถว อยู่บ้านเลขที่ 16/1 ม.3 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้มอบข้าวสาร จำนวน 1 กระสอบ 
  • 2. ครอบครัวนายอับดุลการีม มือซา (ผู้เสียชีวิต) อายุ 30 ปี อาชีพรับจ้างกรีดยาง อยู่บ้านเลขที่ 17/3 ม.3 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้มอบข้าวสาร จำนวน 1 กระสอบ และ 
  • 3. อส.มูฮาหมัดรอรี เจ๊ะเด็ง (ผู้ได้รับบาดเจ็บ) อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67 ม.3 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี สังกัด กองร้อย อส.อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้มอบกล่องกำลังใจ พร้อมพูดคุยให้กำลังใจ 
         ทั้งนี้ ศอ.บต. จะช่วยเหลือเยียวยาดูแลคุณภาพชีวิตทั้ง 3 ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต. ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขต่อไป







วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

พร้อมแล้ว!! เซฟเฮ้าส์และอาคารศูนย์พูดคุยเพื่อ(สันติภาพ)




           ความคืบหน้าเซฟเฮ้าส์และอาคารศูนย์พูดคุยเพื่อสันติสุข นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ในวันอังคารนี้ ทางคณะกรรมการฯ ได้จัดความพร้อมของอาคารสองแห่ง ที่จะใช้เป็นศูนย์ประสานงานการพูดคุยเพื่อสันติสุข และเป็นที่พักสำหรับผู้ร่วมพูดคุยในการผลักดันการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย ตามที่ทางคณะพูดคุยฯ ฝ่ายไทย ได้มาขออนุญาตใช้พื้นที่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          นายแวดือราแม กล่าวว่า อาคารทั้งสองแห่ง ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 63 บ้านทุ่งนเรนทร์ หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ติดกับศูนย์เสริมสร้างสมรรถนะอีหม่ามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะใช้ห้องประชุมในอาคารหลังหนึ่ง สำหรับเป็นศูนย์ประสานงานพูดคุยเพื่อสันติสุข ของฝ่ายรัฐบาลหรือปาร์ตี้-เอ กับฝ่ายมาราปาตานี หรือปาร์ตี้-บี โดยมีภาคประชาชนเข้าร่วม ส่วนอาคารอีกหลังหนึ่ง จะใช้เป็นที่พักของฝ่ายผู้เข้าร่วมพูดคุย

       “เขาจะใช้ทั้ง 8 ห้อง ที่อยู่ชั้น 3 ของตึกสีครีม ที่ตั้งอยู่ติดกับศูนย์เสริมสร้างสมรรถนะอีหม่ามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี เป็นเซฟเฮ้าส์ นอกจากนั้น ถัดมาประมาณ 50 เมตร จะเป็นศูนย์พูดคุยสันติสุข 1 ห้อง ที่อาคารสีส้ม... ตอนนี้ ทางคณะพูดคุยทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายปาร์ตี้-เอ และ ปาร์ตี้-บี ก็พร้อม เราในฐานะผู้อำนวยการก็พร้อม ทางคณะพูดคุยฯ ได้รับกุญแจเซฟเฮ้าส์ไปแล้ว” นายแวดือราแม กล่าว

          นายแวดือราแม กล่าวว่า ในเซฟเฮ้าส์ ผู้ที่มีคดีความมั่นคง จำนวน 3 ราย ที่จะได้การพักโทษ โดย 2 ราย มาจากนราธิวาส และอีก 1 ราย มาจากจังหวัดยะลา โดยจะพักประมาณ 7-8 เดือน

        นายแวดือราแม ระบุว่า คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกตามที่ทางคณะพูดคุยฯ ต้องการ โดยมีทีมงานที่แต่งตั้งขึ้นมาประมาณ 10 คน ในการเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทางราชการ ส่วนความคืบหน้าของการพูดคุยนั้น ทางคณะกรรมการอิสลามไม่ทราบข้อมูล

ยังไม่ได้ตอบตกลงในพื้นที่ปลอดภัย
           นับตั้งแต่การปล้นปืนค่ายปิเหล็งเมื่อกว่า 14 ปีก่อน อันเป็นที่มาของเหตุการณ์รุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ระลอกปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงประมาณ 7,000 คน รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลือจากมาเลเซียในการจัดการพูดคุย เพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธีกับกลุ่มผู้ที่รัฐบาลเรียกว่า กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่รวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อ องค์กรมาราปาตานี ที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2558

          เมื่อเดือนมกราคม ปีนี้ พลเอกอักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฝ่ายไทย กล่าวว่า ทางคณะทำงานทางเทคนิคของไทยและของมาราปาตานี สามารถตกลงกันได้ในเบื้องต้นในการเลือกหนึ่งอำเภอ เพื่อจะจัดตั้งเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อในขณะนั้น เพราะเกรงการโดนโจมตีจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจากการพูดคุย รวมทั้ง การที่ยังต้องดำเนินขั้นตอนพิจารณาและอนุมัติร่วมกัน โดยคณะพูดคุยชุดใหญ่ของทั้งสองฝ่ายในเรื่องพื้นที่ปลอดภัยที่จะเลือก

          ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เปิดเผยว่า จะมีการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยใน อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส แต่ทางมาราปาตานี โดยนายอาบู ฮาฟิซ อัล-ฮากิม กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ประชุมลงความเห็นร่วมกันในการเลือกอำเภอใดๆ

          “ทางเรามีการประชุมกับหลายฝ่ายและมีการลงมติตกลงให้ใช้พื้นที่ จากนั้น คณะพูดคุยฯ รวมถึง พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้เดินทางมาดูสถานที่... ตอนนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า จะใช้จุดนี้ ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม” นายแวดือราแม กล่าวเพิ่มเติม

       “ทางคณะผู้พูดคุยสองฝ่าย จะเข้ามาพักที่เซฟเฮ้าส์ก่อนเดือนรอมฎอนนี้ ประมาณกลางเดือนหน้านี้ ส่วนศูนย์พูดคุยสันติสุข น่าจะเปิดเป็นทางการตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ” นายแวดือราแม กล่าว

--------------

"'เจาะไอร้อง' จาก 'ปล้นปืน' ถึง 'เซฟตี้โซน' บทพิสูจน์ความจริงใจดับไฟใต้.!!!




"เจาะไอร้อง. จาก 'ปล้นปืน' ถึง 'เซฟตี้โซน' บทพิสูจน์ความจริงใจดับไฟใต้.!!!."


          นับจากรัฐไทยเลือกใช้หลัก 'สันติวิธี'ตามวิถีทางสากล เพื่อแก้ไขปัญหาไฟใต้ ที่ยืดเยื้อเรื้อรังนานเกิน 1 ทศวรรษ

         ด้วยการพูดคุยสันติภาพ ที่มีการเซ็นเอ็มโอยูครั้งแรกในปี 2556 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนมีพัฒนาการยกระดับให้เป็น 'วาระแห่งชาติ' ในเวลาต่อมา

        ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เดินมาถึง “จังหวะก้าว” ที่สำคัญอีกขั้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกฯ เปิดเผยด้วยตนเองว่า เตรียมประกาศให้ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส นำร่องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)”หวังสร้าง 'ความไว้เนื้อเชื่อใจ' ระหว่าง รัฐไทย ในฐานะปาร์ตี้เอ กับ กลุ่มมาราปาตานี ปาร์ตี้บี ให้เกิดขึ้นได้ โดยมี มาเลเซีย อยู่ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ตามกรอบการพูดคุยสันติสุข (PeaceTalk) เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ออกโรงยืนยันภายหลังการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือคปต.ว่า อำเภอเจาะไอร้องมีความพร้อม


          แต่ภาครัฐยังต้องเน้นสร้างความเข้าใจ ต่อคนในพื้นที่มากขึ้น ตลอด 5 ปี ที่รัฐบาลทหารซอยเท้า กว่าจะหน้าเดินมาถึงจุดนี้ ก็ต้องผ่านหนทางอันขรุขระชนิดต้องลุ้นกันจนหวาดเสียวว่า

          การพูดคุยสันติสุข จะสะดุดหรือไม่โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สุกรี ฮารี หัวหน้าทีมฝั่ง 'มาราปาตานี' ถึงกับต้องออกมาตั้งแถลง แสดงถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ต่อบทบาทของฝ่ายรัฐไทย ที่เสมือนดูแบ่งบทกันเล่น ระหว่าง 'ฝ่ายนโยบาย' นำโดย พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะ พูดคุยสันติสุข กับ 'ฝ่ายปฏิบัติ' ในพื้นที่ อย่าง พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ให้ข่าวสวนทางกัน ในเรื่องการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย

          ซึ่งรายหลังชิงประกาศพื้นที่ปลอดภัยด้วยตนเองว่า มี 14 เขต จน สุกรี เห็นว่า นี่คือ ความระส่ำระสาย ในพื้นที่ ร้อนจนถึง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมาทำหน้าที่ 'กาวใจ' ประสานทัศนคติ เพื่อให้หนทางดับไฟใต้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้ออกมาเปิดเผย อำเภอนำร่อง พื้นที่ปลอดภัย ด้วยตนเอง แทนที่จะเป็น พล.อ.อักษรา ในฐานะหัวหน้าทีมพูดคุย


           ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช.ในฐานะที่เริ่ม 'คิกออฟ' การพูดคุย กับ ฮัสซัน ตอยิบ ผู้นำจิตวิญญาณกลุ่มบีอาร์เอ็น ตั้งข้อสังเกตถึงการที่นายกฯ ต้องออกมาสื่อสารด้วยตนเอง ทั้งยังเสนอแนะว่า

          "ในเรื่องการให้ข่าวสารต่อสาธารณะ ระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ในวันข้างหน้าต้องมีความชัดเจน เพื่อสะท้อนถึง 'ความจริงใจ' และ 'ลดความหวาดระแวง' กับฝ่ายเห็นต่างส่วนการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยนั้น พล.ท.ภราดร มองว่า จะเป็นการช่วยให้พิสูจน์ทราบของคู่พูดคุย เพื่อลดข้อครหาที่ยังสงสัยกันเรื่องตัวจริงหรือตัวปลอม ที่มีผลต่อศักยภาพการก่อความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการชี้วัดและประเมินผล หากเหตุความรุนแรงลดลงก็จะยิ่งส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ขณะเดียวกัน หากยังมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ก็ยังไม่ได้หมายความทั้งหมดว่า ตัวแทนแต่ละกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งมีความหลากหลาย แยกย่อย ที่เข้ามาร่วมกับมาราปาตานี ในการพูดคุย ไม่มีอำนาจในปีกกองกำลัง”ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จริง เนื่องจากขบวนการของกลุ่มเหล่านี้ โดยเฉพาะ บีอาร์เอ็น มีลักษณะ 'ปิดลับ' มาก จนบางทีไม่รู้ใครเป็นใคร ก็อาจทำให้การสื่อสารจากระดับแกนนำ ไปจนถึง 'เซลล์ (Cell)' ในระดับปฏิบัติการยังต้องใช้เวลา 

          นอกจากนี้ อดีตเลขาฯ สมช.ยังเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งต่อการดับไฟใต้คือ การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ที่จะช่วยเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์คลี่คลายได้ดีมากขึ้น เพราะไฟใต้ ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา แต่ยังรวมถึง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ที่สะท้อน 'อัตลักษณ์' ของคนในพื้นที่ ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่ต้องวางอยู่บนความยุติธรรมและความเท่าเทียม

           ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มองว่า เมื่อ สร.1 ในฐานะหัวหน้าทีมพูดคุยชุดใหญ่ เปิดเผยเองแบบนี้ ก็น่าจะมีการอนุมัติให้เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ปลอดภัยนำร่อง แต่เพื่อความชัดเจนก็ต้องรอมาราปาตานีปาร์ตี้บีและมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ยืนยันด้วย ซึ่งเชื่อว่า อย่างช้าที่สุดก็ไม่น่าเกินเดือน พ.ค.นี้

          ศรีสมภพ วิเคราะห์ว่า 5 ปี ที่ผ่านมา เจาะไอร้อง ไม่ถือว่า มีความรุนแรนสูงเหมือนช่วงแรกๆ ระดับความรุนแรงจะอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางต่ำ จึงเชื่อว่า นี่เป็นเหตุผลที่ถูกเลือก เนื่องจากน่าจะสามารถคุมพื้นที่ได้มากกว่าพื้นที่มีความร้อนแรงสูงอย่างใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี หรือ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จนควบคุมไม่ได้

          สำหรับท่าที่สวนทางกันระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ เขาเชื่อว่า เมื่อนายกฯ ออกโรงปรามด้วยตนเองแล้ว ก็ย่อมมีการสั่งการให้ กองทัพภาค 4 ปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองให้ผ่อนลง ส่วนตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลเซฟตี้โซนนั้น เป็นหน้าที่ของคณะเทคนิคชุดเล็ก ที่จะกำหนดรายละเอียด แต่ยังไม่มีการเปิดเผย แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะมีผู้แทนภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์และประเมินผลด้วย (Joint Action Committee: JAC) "การเลือก อ.เจาะไอร้องถือว่าโอเค และน่าสนใจ ตรงที่ ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ จากการปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งในอดีตที่นี่จะมีกลุ่มขบวนการอยู่เยอะและหนาแน่นมาก จึงเชื่อว่า พื้นที่นี้น่าจะใช้เป็นที่ตรวจสอบความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันได้" นักวิชาการผู้คลุกคลีกับปัญหาไฟใต้ ทิ้งท้าย

พบศพชายหนุ่มในพงหญ้า หน้าอำเภอแม่ลาน จ.ปัตตานี คาดศพเสียชีวิตหลายวันแล้ว



พบศพชายหนุ่มในพงหญ้า หน้าอำเภอแม่ลาน จ.ปัตตานี คาดศพเสียชีวิตหลายวันแล้ว



เมื่อวันที่ 24 เม.ย.61 เวลาประมาณ 17:40 น. ถนนสาย418 ลงสะพานสูง ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตอยู่ในพงหญ้าหน้าอำเภอแม่ลาน ศพเสียชีวิตหลายวันแล้ว..พบว่าเป็นคน อ.รามัน จ.ยะลา ทราบชื่อในเวลาต่อมา นาย บูกอรี แนหะยอ อายุ 26 ปี ที่อยู่ 18 ม.4 ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา


สอบพยานคนรอบข้างพบว่าผู้ตายออกจากบ้าน เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2561 ผู้ตายบอกว่าจะมาหาญาติที่ อ.แม่ลาน จนกระทั้งมีชาวบ้านพบศพตอนเย็นวันที่  24 เมษายน 61

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

เลือกข้างเพราะความกลัว





         เหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ แม้เวลาจะล่วงเลยมา 14 ปีแล้วก็ตาม ถึงแม้เหตุการณ์ความรุนแรงจะลดลงตามสถิติ แต่กลุ่มขบวนการฆ่าประชาชน ก็ยังจะฉกฉวยโอกาสในการสร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนเมื่อสบโอกาส 

         การแย่งชิงมวลชนเป็นวีธีการหลักของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ หรือ ฝ่ายขบวนการ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ต้องการมวลชนเพราะเป็นปัจจัยหลักในการต่อสู้ ถ้าฝ่ายขบวนการไม่มีมวลชนสนับสนุนก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ได้ และในขณะเดียวกันแต่ถ้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่มีมวลชนก็เข้าพื้นที่ทำงานลำบาก ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องแข่งขันดึงมวลชนมาเป็นฝ่ายตนเพื่อความได้เปรียบในการต่อสู้ต่ออีกฝ่ายนั่นเอง



        การสร้างมวลชนของฝ่ายตรงข้ามให้เข้าร่วมขบวนการด้วย 
  • การปลูกฝังแนวความคิดแบบผิด ๆ 
  • บิดเบือนประวัติศาสตร์ 
  • สร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่ 
  • บิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม 
  • ปลุกกระแสความรักชาติปาตานี
  • การเล่าบิดเบือนประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี 
  • บิดเบือนหลักการญีฮาดของศาสนาอิสลาม 
            การสร้างเงื่อนไข บิดเบือนเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมที่อ้างว่าถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเงื่อนไขความเป็นชาติพันธุ์มลายู อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างพระเจ้า หรือ “องค์อัลเลาะห์” มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากประชาชนในชุมชน และประชาชนทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามเดียวกัน จนกระทั่งส่งผลให้มีคนหลงผิดเข้าร่วมกระทำพิธีสาบานตน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การซุมเปาะ” เป็นสมาชิกขบวนการสมบูรณ์แบบ แต่เบื้องหลังเพื่อเป็นการสาบานบังคับสมาชิกแนวร่วมไม่หันหลังให้กับขบวนการ และแพร่งพรายความลับให้กับเจ้าหน้าที่


            แน่นอนว่าผู้ที่มีความรู้ได้ศึกษาหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป้าหมายของการชักนำให้เข้าร่วมขบวนการ ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ไม่หลงเชื่อคำโกหกหลอกลวงของขบวนการ เพราะรู้จริง จึงกลายเป็นปัญหาของกลุ่มขบวนการเองในการดึงมวลชน 

           เมื่อไม่ได้ดั่งเช่นฝ่ายตนต้องการ วีธีการคุมมวลชนจึงเกิดขึ้น ได้มีการจัดตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” เพื่อดูแลมวลชนในสังกัดไม่ให้คลาดสายตา ใครไม่เห็นด้วยแตกแถว หรือแหลมขึ้นมา จะเริ่มต้นด้วยการ “เขียนเสือให้วัวกลัว” ตามด้วย “เชือดไก่ให้ลิงดู” สุดท้ายก็กำจัดทิ้ง การข่มขู่เข่นฆ่าจึงบังเกิด นำไปสู่ความหวาดกลัวขบวนการจนทำให้มวลชนต้องยอมรับก้มหน้าในชะตากรรม


           ส่งผลให้ความร่วมมือของชาวบ้านต่อเจ้าหน้าที่รัฐมักจะปิดปากเงียบ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

           เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบถามบอกไม่รู้ไม่เห็นทั้งที่เรื่องเกิดขึ้นในบ้านหรือใกล้บ้านตัวเอง อาจจะบอกเสมือนหนึ่งให้ความร่วมมือแต่จะแถไปอีกทางเพื่อบิดเบือนความจริง 

          หลายๆ ครั้งเมื่อสอบถามชาวบ้านต่อเหตุการณ์ มักจะบอกว่าเห็นรถกระบะคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ทำการกราดยิงและหลบหนีไป 

        ซึ่งในความเป็นจริงกลับสวนทางต่อสิ่งที่เกิด สงสัยทำไมต้องให้การเช่นนั้น เพราะมีการวางแผนไว้เป็นขั้นเป็นตอนไว้แล้ว 

         ที่สำคัญผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นผู้ร้ายตัวจริงอยู่ในพื้นที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลที่เกิดเหตุ ถ้ามึงพูดมึงตาย หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ได้นั้นหรือ!! พยานหลักฐานที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุ มาทำการตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องใช้เวลา รู้ตัวคนร้ายอีกทีผู้ที่ลงมือก่อเหตุหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเสียแล้ว ถ้าผลตรงกับ ผกร.ในพื้นที่มีประวัติก็สามารถทำคดีได้เร็ว แต่จับได้ไหมมันคงรอผลพิสูจน์นะ บ้างก็หนีเข้าป่าเพื่อเตรียมก่อเหตุต่อไป บางครั้งก็ไม่มีประวัติคนร้ายอยู่ในสารบบเนื่องจากเป็นแนวร่วมรุ่นใหม่ ก็ได้แค่เพียงจัดทำประวัติรอการก่อเหตุเพื่อเปรียบเทียบติดตามจับกุมตัวต่อไป



           “ความกลัว” คือสูตรสำเร็จในการควบคุมมวลชนในพื้นที่ จชต. 

       หากคนใดไม่ให้ความร่วมมือกับขบวนการแต่อย่าเป็นปากเป็นเสียงให้กับรัฐ ถ้าให้ความร่วมมือขบวนการก็รอดตัวไป เจ้าหน้าที่ถามต้องบอกไม่รู้ไม่เห็นถ้าหลุดปากเมื่อไหร่ความตายมาเยือนทันที หรือไม่ก็ถูกฆ่าล้างครัวเพื่อรูดซิปปากชาวบ้าน 

        ใครก็ตามที่ไม่เอาความรุนแรงจะถูกบังคับด้วยปืนในมือ ผกร. ให้ร่วมสนับสนุนความรุนแรง ใครเป็นแกะดำจะถูกเพ็งเล็งทันที เพื่อความอยู่รอดจะต้องเป็นแกะขบวนการเท่านั้น 

         อีกนัยหนึ่งเป็นการบีบบังคับให้เลือกข้างเพื่อความอยู่รอด จะอยู่ข้างรัฐไทยหรือข้างเดียวกับขบวนการ ถึงแม้ฝ่ายรัฐจะทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ เพราะเขาได้เลือกข้างแล้ว 

       ยกตัวอย่างการเมืองกรณีเสื้อแดงและเสี้อเหลือง ต่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำดีต่อกันหันหน้าเข้าหากันจริง ๆ แต่สุดท้ายถ้าให้เลือกข้างจริง ๆ เขาก็เลือกข้างตนเองเพราะได้ประโยชน์ที่เขาเคยได้รับมาก่อน หรือแม้แต่ถุงพระราชทานที่มอบให้คนยากไร้ในพื้นที่มันยังเอาไปให้ ผกร. รวมถึงกรณีโรงเรียนบางกงพิทยาที่โกงเงินรัฐมาให้โจรใต้ก่อเหตุป่วนเมือง





           แม้ในปัจจุบันจะมีพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าในอดีต แต่พฤติกรรมความสุดโต่งของกลุ่มขบวนการที่มอบความกลัวให้กับชาวบ้านก็ยังคงกระทำอยู่ 

          เหมือนดังเช่นการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนรายวัน ดังนั้นถ้าพี่น้องประชาชนเลือกข้างเพราะถูกบังคับให้กลัว ก็จะกลัวกลุ่มขบวนการชั่วร้ายต่อไปไม่มีสิ้นสุด จะกลายเป็นทาสสมุนผลประโยชน์ของกลุ่มขบวนการ เลิกขี้ขลาดตาขาวลุกขึ้นมาต่อสู้กับความกลัว การกดขี่ ข่มขู่ฆ่าของ ผกร. มิเช่นนั้นความสงบสุขไม่มีวันบังเกิดตราบใดที่ยังกลัว อนาคตลูกหลานจะเป็นเช่นไร? ลุกขึ้นมาแจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้กับเจ้าหน้าที่ร่วมกันขจัดความไม่ถูกต้อง ขจัดคนไม่ดีในสังคมให้หมดสิ้น เพื่อนำสันติสุขกลับคืนมาสู่มาตุภูมิและใช้ชีวิตไม่ต้องกลัวเกรง ผกร. อีกต่อ

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

อส.ปะทะโจรใต้ถูกยิงเจ็บ ก่อนถูกลวงเป็น จนท.แล้วใช้ปืนจี้หัวขโมยปืน 2 กระบอก



ปัตตานี - อส.อำเภอเมืองปัตตานี ปะทะโจรใต้ถูกยิงเจ็บ ก่อนคนร้ายออกอุบายว่าเป็น จนท.แล้วใช้ปืนจี้หัวขโมยปืน 2 กระบอก ก่อนจะเกิดเหตุอีกจุด เป็นการยิงป่วนป้อมกรือเซะ

วานนี้ (19 เม.ย.) ร.ต.ท.ธรรมเกียรติ เอี่ยมอำนวย รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุเจ้าหน้าที่ถูกซุ่มยิง และมีการยิงปะทะกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดถนนภายในหมู่บ้าน ม.1 ต.คลองมานิง หลังได้รับแจ้งจึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบ ไปถึงพบเจ้าหน้าที่ อส. จำนวน 2 นาย และ 1 นาย ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนนำส่ง รพ.ปัตตานี ทราบชื่อคือ นายมูฮำหมัด สะแลแม อายุ 28 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามเข้าขาขวา 1 นัด อาการปลอดภัย ส่วน อส.อีกนาย คือ นายอับดุลรอมัน บือซา อายุ 29 ปี ปลอดภัย จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนอาก้าตกเกลือนบนถนนจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ทั้ง 2 นาย เป็น อส.อำเภอเมืองปัตตานี โดยก่อนเกิดเหตุทั้ง 2 นายเพิ่งออกเวรดูแลความปลอดภัย และกำลังขับขี่รถ จยย.มาด้วยกันเพื่อกลับบ้าน โดยมี นายมูฮำหมัด เป็นคนขับ ปรากฏว่า เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มวัยรุ่น 3 คน นั่งรถ จยย.ซ้อนมาด้วยกันขับสวนทาง อส.เห็นผิดสังเกตจึงได้หันรถกลับตามเพื่อตรวจสอบ




ปรากฏว่า คนร้ายเห็น อส.ขับรถตาม คนร้ายจึงจอดรถ จยย.ลงมาพร้อมกับชักอาวุธสงครามยิงใส่ทันที กระสุนถูกขา นายมูฮำหมัด ได้รับบาดเจ็บก่อนจะหักรถ จยย.ลงข้างทาง แล้งวิ่งหาที่กำบังทั้งสองจึงชักอาวุธปืนสั้นยิงตอบโต้คนร้ายจนเกิดการยิงปะทะกันประมาณ 3 นาที ก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง

จากนั้นคนร้ายได้ใช้อุบายตะโกนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ห้ามยิง แล้วเดินมาหา อส.ซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ อส.จึงเดินออกมา คนร้ายจึงใช้อาวุธปืนอาก้าจี้ศีรษะพร้อมกับขโมยอาวุธปืนของ อส. จำนวน 2 กระบอก ประกอบด้วย ขนาด 9 มม. และขนาด .22 จากนั้นคนร้าย 2 ค นได้วิ่งขึ้นรถ จยย.ส่วนอีก 1 คนได้ขโมยรถ จยย.ยี่ห้อยี่ห้อซูซูกิ ทะเบียน กธจ 594 ปัตตานี ของชาวบ้านที่จอดริมถนนหลบหนีไปด้วย

ต่อมา เวลาไล่เลียกัน คนร้ายอีกกลุ่มได้ลักลอบเข้ามาทางด้านหลังโรงเรียนบ้านกรือเซะ ม.2 ต.บานา ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดตรวจกรือเซะ และห่างจากจุดที่ยิง อส. ประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงก่อกวนจำนวนหลายนัด ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจวิ่งหลบหาที่ปลอดภัยเพื่อเตรียมพร้อมในการตอบโต้ แต่ปรากฏว่า คนร้ายได้หลบหนีไปแล้ว ตรวจสอบไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม การก่อเหตุครั้งนี้คนร้ายหวังขโมยอาวุธปืนเพื่อนำไปก่อเหตุร้ายเพื่อสร้างสถานการณ์

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

หลักฐาน 5 ข้อ ที่แสดว่าโรงเรียนบากงพิทยา มีพฤติกรรมโกงงบประมาณของรัฐ



           จากกรณีเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ร่วมแถลงข่าว การดำเนินการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานมายืนยัน ว่าโรงเรียนบากงพิทยา มีความเกี่ยวโยงกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ 

          หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบภายในโรงเรียนบากงพิทยา บ้านบากง ตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ผลการดำเนินการ ตรวจพบเอกสารปลุกระดมมวลชน เพื่อสร้างความวุ่นวายและก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ถังดับเพลิงและถังแก๊สปิกนิก ที่เก็บไว้ในลักษณะอำพรางซุกซ่อน ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่อาจมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่น่าสงสัย และตรวจพบหลักฐานการทุจริต งบประมาณในการอุดหนุนการศึกษาของรัฐการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อำพรางเป็นบุคลากรทางการศึกษา อยู่ในโรงเรียน

           ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนบากงพิทยา มีพฤติกรรมการทุจริตงบประมาณของรัฐในการให้การสนับสนุนการศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วย

  • บัญชีรายนักเรียนที่ไม่ตรงกับจำนวนที่เข้าเรียนจริง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีนักเรียนที่ มิได้เข้าเรียนจริงจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้ พิสูจน์แล้วยืนยันว่าไม่ได้เข้าเรียน จำนวน 3 คนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ

  • ใบเสร็จรับเงินที่จัดซื้อหนังสือเรียน ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า ได้จัดซื้อจริงเพียง ร้อยละ20 ส่วนที่เหลือให้ร้านค้าเขียนใบเสร็จเต็มจำนวนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากส่วนต่าง
  • มีการจ่ายค่าตอบแทนครู น้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน ให้ครูที่บรรจุตามวุฒิ รายละ15,000 บาท แต่โรงเรียนจ่ายให้ประมาณ 7,000-8,000 บาท โดยอ้างว่า เป็นความสมัครใจของครู เพื่อนำเงินส่วนต่างมาเฉลี่ยจ่ายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้บรรจุตามวุฒิ
  • มีการจ่ายค่าเสี่ยงภัยของครู น้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าเสี่ยงภัยให้ครู รายละ 2,500 บาทต่อเดือน แต่โรงเรียน จ่ายให้เพียง 1,000-1,500 บาท โดยอ้างว่าต้องนำมาเฉลี่ยให้ครูที่ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว และ
  • หลักฐานที่ใช้เพื่อเบิกงบประมาณของรัฐ พบว่ามีสถานประกอบการห้างร้านที่เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดในฐานะผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายแห่ง จึงทำการตรวจสอบ พบหลักฐานการเขียนใบเสร็จเกินจริงโดยร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี พบหลักฐานใบเสร็จ และเอกสารสั่งให้ดำเนินการออกใบเสร็จให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง แนบอยู่กับใบเสร็จดังกล่าวด้วยว่าให้ซื้อสินค้ามูลค่า 720,258.52 บาท ยอดเขียนใบเสร็จ 1,772,495 บาท ส่วนต่าง 1,052,236.48 ค่าบิล 84,158.90 บาท แสดงให้เห็นว่า มีการร่วมกันกระทำการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกงบประมาณจากรัฐและเมื่อทำการตรวจสอบไปยังโรงเรียนดังกล่าวก็พบหลักฐานที่ตรงกันกับที่ร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนีออกให้จริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและสอบปากคำไว้แล้ว

          นอกจากนี้ยังพบว่า โรงเรียนบากงพิทยายังได้มีพฤติกรรมให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยจากการตรวจค้นพบว่า โรงเรียนบากงพิทยา ได้จ่ายเงินรายเดือนให้กับนายซาการียา หัดสมัด ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นผู้ก่อเหตุร้ายหลายคดี ประกอบด้วย 

  • การก่อเหตุเผาหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันปตท.ดอนยางเมื่อ 2 ก.พ.59 
  • ก่อเหตุ กราดยิงบ้านเรือราษฎรที่ริมถนนหมายเลข 43 แยกดอนยาง อำเภอหนองจิกเป็นเหตุให้ราษฎรบาดเจ็บ8 ราย เมื่อ 15 ก.ค.59 และ
  • ก่อเหตุระเบิด/เผาสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยางเมื่อ 2 พ.ย.59 โดย ถูกจับกุมเมื่อ พ.ย.60 ปัจจุบันถูกควบคุมตัวในเรือนจำอยู่ระหว่างดำเนินคดี ปรากฏหลักฐานว่าโรงเรียนได้จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้กับนายซาการียา หัดสมัด ตั้งแต่ ปี 54 เรื่อยมาทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน

          นอกจากนี้ พบพฤติกรรมอำพรางในการสนับสนุนเงินผ่านบุคคลากรทางการศึกษาที่เป็นเครือญาติของนายเมาลานา สาเมาะแกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ท่ากำชำและนายอับดุลสะตอปา สุหลง แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

          สำหรับ นายเมาลานา สาเมาะ เป็นบุคคลที่ถูกสำนักงาน ปปง.ขึ้นบัญชีประกาศรายชื่อเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอีกด้วย และน่าเชื่อว่า มีการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงรายอื่นๆอีกหลายคนโดยทำธุรกรรมอำพรางผ่านผู้ที่ถูกแอบอ้างเป็นบุคคลากรทางการศึกษา บางคนในโรงเรียนหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบเฉพาะพื้นที่จังหวัดปัตตานี พบหลักฐานที่น่าเชื่อว่า มีโรงเรียนบางแห่งที่มีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณของรัฐ เป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐประมาณ ปีละไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ทำให้เยาวชนที่อยู่ในวัยการศึกษาตามระบบการศึกษาภาคบังคับเสียโอกาสทางการศึกษา หรือเสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ ปีละ 101,000 คน คน จากนักเรียนทั้งหมด165,072 คน มีครูที่ได้รับการการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐเป็นค่าตอบแทนรายเดือน เสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ 4,000 คน 

           ทั้งนี้ ประมาณการจากหลักฐานที่ปรากฏและการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง พบว่า งบประมาณของรัฐได้ถูกใช้จริงเพียงร้อยละ 40 มีการทุจริตประมาณ ร้อยละ 60 จากเงินอุดหนุนการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ปีละประมาณ 1,260 ล้านบาท ถูกเบียดบังไปเพื่อประโยชน์โดยทุจริตประมาณ ปีละ760 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งน่าเชื่อว่าอำพรางด้วยรายชื่อของบุคคลากรทางการศึกษาซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีคุณวุฒิด้านใดและมีความเหมาะสมอย่างไร ทั้งนี้ พบว่าโรงเรียนบางแห่งมีพฤติกรรมให้การสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงอีกด้วย

----

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

ไอ้ลูกหมา ฟาตอนี



         พึงรู้ว่า การยิงผู้หญิง ยิงเด็ก ยิงผู้หญิงท้อง 8 เดือน ใกล้คลอดเสียชีวิตพร้อมทารกในครรภ์ คือ วีรบุรุษ

        จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบผู้ต้องสงสัย ก่อนจะขอตรวจสอบ ก็จะที่คนร้ายจะชักปืนยิงใส่จนทำให้ตำรวจ เจ็บ 3 นาย ก่อนที่จะยิงปะทะกันจนโจรใต้เสียชีวิต 2 คน เมื่อประวัติแล้วมันไม่ใช่โจรแต่มันคือปีศาจร้าย นายซอบือรี เจะหะ ก่อเหตุมาแล้ว 18 คดี ส่วนนายยูโซ๊ะ เจ๊ะหลง ก่อเหตุ 1 คดี คือ ยิงประธานสภา อบต. ยะรังเสียชีวิต


         โดยเฉพาะนายซอบือรี เจะหะ ก่อเหตุ ยิงครู กศน.เสียชีวิต ยิงเด็กวัยรุ่นหาของป่า เสียชีวิต 3 ศพ และที่สะเทือนใจที่สุด ยิงผู้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตพร้อมทารถในครรภ์

        หลังจากการเสียชีวิต สื่อแนวร่วมกลับยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ เป็นการตายเพื่อศาสนา กูละงงจริง ยิงผู้หญิง เด็ก คนท้อง คือวีรบุรุษของพวกมัน วีรบุรุษหรือว่าหน้าตัวเมีย

กอ.รมน.แถลงจับตายนาย "ซอบือรี" พร้อมเพื่อน ถูกวิสามัญ เป็นแกนนำ RKK ระดับปฏิบิการ มี 18 หมายติดตัว


เปิดประวัติ ! กอ.รมน.แถลงจับตายนาย "ซอบือรี" พร้อมเพื่อน ถูกวิสามัญ เป็นแกนนำ RKK ระดับปฏิบิการ มี 18 หมายติดตัว

              เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ห้องแถลงข่าว ศูนย์อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พันเอกธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโมษก กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่าจากกรณี เมื่อ 10 เมษายน 2561 เวลา 1325 นาฬิกา ขณะที่เจ้าหน้าตำรวจชุดปฏิบัติการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรยะรัง จำนวน 8 นาย เดินทางปฏิบัติหน้าที่ด้วยรถกระบะ จำนวน 2 คัน เพื่อปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 

          เมื่อเดินทางถึงบริเวณที่เกิดเหตุถนนสายระแว้ง-สะนอ บ้านระแว้ง ตำบลระแว้ง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัย จำนวน 3 คน กำลังจอดรถจักรยานยนต์พูดคุยกันอยู่ริมถนนท่าทางมีพิรุธ จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ แต่บุคคลต้องสงสัย 2 คน ได้ใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มิลลิเมตร ยิงใส่เจ้าหน้าที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย จากนั้นคนร้ายจำนวน 1 คน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ส่วนอีกจำนวน 2 คน ได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในสวนยางพารา เจ้าหน้าที่จึงติดตาม และเกิดการปะทะกันขึ้น ภายหลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ คนร้ายเสียชีวิตจำนวน 2 คน ทราบชื่อคือ นายซอบือรี เจะหะ กับ นายยูโซ๊ะ เจ๊ะหลง พร้อมอาวุธปืนพก ขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 2 กระบอก และระเบิดขว้างแบบมาตรฐาน เอ็ม – 67 จำนวน 1 ลูก

จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจง ดังนี้
  • พฤติกรรม นายซอบือรี เจะหะ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94/1 บ้านน้ำใส หมู่ที่ 5 ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ เป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ศาลจังหวัดปัตตานี จำนวน 18 หมาย เคยถูกควบคุมตัวมาแล้ว จำนวน 4 ครั้ง เคยก่อเหตุอุกอาจในหลายๆ พื้นที่ จังหวัดปัตตานี ซึ่งยืนยันจาก CCTV ที่ชัดเจน ได้แก่ เมื่อ 28 ต.ค.59 ลอบยิง นางสาวสุณิสา บุญเย็น ครูอัตราจ้าง กศน.มายอ เสียชีวิต และนางสาว ชฏพร ศรีเส้ง ลูกจ้าง กศน.มายอ ได้รับบาดเจ็บ

  • พฤติกรรม นายยูโซ๊ะ เจ๊ะหลง อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 4 ตำบลบางอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงรุ่นใหม่ เป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย คดีที่สำคัญได้แก่เหตุลอบยิง นายอูมา อีแต ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เสียชีวิต เมื่อ 22 มกราคม 2561 

            จากพฤติกรรมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ได้สร้างความเดือดร้อนที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชน มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลจากการปฏิบัติดังกล่าวเกิดจากการพบพิรุธของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เตรียมการเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ และได้เกิดการยิงปะทะจนนำไปสู่การสูญเสีย

          พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ขอแสดงความเสียใจมายังญาติผู้สูญเสียทั้ง 2 ราย การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอน แต่ผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ก่อน ประกอบกับผู้ก่อเหตุรุนแรงมีหมายจับหลายหมาย และเคยก่อเหตุคดีความมั่นคงมาหลายเหตุการณ์ จึงมีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ มีไหวพริบในการทำงาน จนสามารถยับยั้งเหตุไม่ให้มีการสูญเสียเพิ่มขึ้น

            กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เที่ยงธรรม ยึดหลักสิทธิมนุษยชนต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงที่กระทำความผิดทุกกรณี และยังเปิดโอกาสช่องทางให้ผู้ที่หลงผิดกลับมาต่อสู้คดีตามโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และร่วมกันสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ภาพ/ข่าว อนูวา ลือแบซา ผู้สื่อข่าวภูมิภาคสำนักข่าวทีนิวส์ จ.ยะลา

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

รางวัล แด่ไอ้พวกชอบอ้างพระเจ้า


รางวัล แด่ไอ้พวกชอบอ้างพระเจ้า

ปิดตำนานมุสลิมหัวรุนแรงวีรกรรมสุดโหดฆ่าหญิงท้อง เด็ก และครู


          ปิดตำนานมุสลิมหัวรุนแรงวีรกรรมสุดโหดฆ่าหญิงท้อง เด็ก และครู ยืนยันลายนิ้วมือแนวร่วมฯ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ วิสามัญ 2 ศพ คือ
  • 1.นายซอบือรี เจะหะ



  • 2.นายยูโซ๊ะ เจะหลง



ประวัติการก่อเหตุอาชญากรรมของ นายซอบือรี เจะหะ
  • 1.) ยิงครูเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย บริเวณหน้าการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) อ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2559
  • 2.) ยิงเด็กเสียชีวิต 3 ราย บริเวณสวนยางพาราในพื้นที่ ม.1 ต.ตัน หยงจึงงา อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เมื่อ 18 มิถุนายน 2560
  • 3.) ยิงหญิงท้อง 8 เดือน เสียชีวิต 1 ราย พร้อมทารกในครรภ์ บริเวณถนนสาย 42 บริเวณตลาดบ้านปาลัส ตำบลควน อำเภอปะนาเระ เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2559 
  • ฯลฯ

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

แน่ใจหรือว่า.....เป็นการตายชะฮีดและจะได้ขึ้นสวรรค์


แน่ใจหรือว่า.....เป็นการตายชะฮีดและจะได้ขึ้นสวรรค์

             เราคงจำได้ใช่ไหม....เหตุการณ์บ้านตะบิงลูโตะ ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ นราธิวาสที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐได้ติดตามรถผู้ต้องสงสัย จากนั้นคนที่อยู่ในรถได้ใช้อาวุธยิงตอบโต้จึงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุทำให้คนในรถชีวิต 2 รายนั้น ทางแนวร่วมมีการตอบโต้ลงเพจใช้ข้อความเชิดชูเกียรติในโซเชียลมีเดียเพจเฟสบุ๊คว่า 2 คนนี้เป็น วีรบุรุษปาตานี และเป็นการตายชะฮีด

  • แต่ทางกลุ่มนักศึกษา Permas และแกนนำ BIPP ได้พูดไว้ให้กับสื่อมวลชนตลอดแล้วว่า การต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องศาสนา 
  • แต่เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจพวกพ้องชาติพันธุ์(ปาตานี) ซึ่งผิดหลักการศาสนาอย่างชัดเจน เพราะการต่อสู้เพื่อพวกพ้องหรือชาติพันธุ์นั้น เป็นสิ่งที่บาปมหันต์
        ดั่งวจนะนบี(ซ.ล.)กล่าวไว้ความว่า: "ผู้ใดถูกสังหารในการต่อสู้อันมืดบอด ที่แสวงหาแต่ประโยชน์และอุดมการณ์แห่งพวกพ้องเผ่าพันธุ์ การตายของเขานั้นก็เป็นเพียงการตายในสภาพญาฮิลียะฮฺ(ยุคป่าเถื่อน)" (มุสลิม หะดีษเลขที่: 1850)
                เป็นโจรใต้ฯ ฆ่าคน พอถูกฆ่าตาย จะเป็นการตายชะฮีด พวกเราน่ใจหรือว่าโจรใต้ฯ ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

สกัดรถต้องสงสัยพบอาวุธสงคราม - กระสุนปืนเพียบ!! ถูกอัดแน่นในยางล้อรถยนต์




            วันที่ 3 เมษายน 2561 บริเวณด่านความมั่นคง ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.อ.วิชชภัณฑ์ จันทราภรณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดสตูล พ.ต.ท.อภิสิทธิ์ ปะดุกา หัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.สตูล และกำลังทหารนำโดย ร.ต.ประสิทธิ์ ทองเที่ยว หน้าหน้าด่านตรวจความมั่นคง ชุดปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อย กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 จ.สตูล ร่วมกับ หน่วย นปพ. ได้ทำการตรวจค้นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน ผท 7691 พบสิ่งต้องสงสัยซุกซ้อนอยู่ในล้อรถยนต์ซึ่งสภาพล้อรถยนต์ร่องรอยกรีด


             โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารได้เข้าตรวจสอบพบกระสุนปืน M16 ถูกอัดแน่นในยางล้อรถยนต์ แล้วก็ซ่อนไว้ในตามข้างรถยนต์ทุกซอกทุกมุม




            ทั้งนี้การตรวจค้นที่พบกระสุนปืน M16 แล้วยังพบอาวุธปืนจำนวน 3 กระบอกโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารเร่งทำการตรวจสอบที่มา และได้ควบคุมตัวนายจักรพันธ์ นุสคง อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 87 หมู่ที่ 6 ตำบล สทิ้งหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา


           แต่อย่างไรก็ตามที่มาของกระสุนอาวุธสงครามในครั้งนี้ต้องสอบสวนผู้นำเข้ามาอย่างเคร่งเครียดเพราะการตรวจค้นในครั้งนี้ได้จับกุมในขณะรถกระบะดังกล่าวมุ่งหน้าเข้ามาในจังหวัดสตูล เพราะการลำเลียงเครื่องกระสุนนี้หวั่นเอี่ยวสามจังหวัดชายแดนหรือไม่ แต่อย่างไรก็ไม่แน่ชัดข้อมูลดังกล่าว เพราะกระสุนจำนวนมากที่ทางตำรวจ ทหารเข้ายึดนี้จะนำไปที่ใด




ใคร? คือตัวจริง ที่ละเมิดสิทธิเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้!!




สิทธิเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สิ่งที่รัฐเร่งส่งเสริมและปกป้อง

         เด็กในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่และกำลังที่สำคัญในวันหน้า คงไม่ช้าเกินไปสำหรับวันเด็กแห่งชาติที่ได้ผ่านไปแล้ว เพราะเรื่องสิทธิของเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น เป็นสิ่งที่ภาครัฐเร่งส่งเสริมและปกป้อง แต่กลับมีบางกลุ่ม แปรเจตนาที่ดีของรัฐ ไปบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจ จะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้..


         สิทธิเด็ก (Right of the Child) เป็นสิทธิทางธรรมชาติ คือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กจะต้องได้รับหรือรัฐต้องจัดให้มี เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ที่ดีในสังคม โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ได้กำหนดสิทธิเด็กพื้นฐานไว้ ดังนี้ 

  • สิทธิในการอยู่รอด (Right of Survival) กล่าวคือ เด็กทุกคนเมื่อเกิดมา มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่ผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ก็ตาม 
  • สิทธิได้รับการคุ้มครอง(Right of Protection) เป็นสิทธิที่เด็กจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ให้รอดพ้นจากการทารุณ 
  • สิทธิในด้านพัฒนาการ (Right of Development) เป็นสิทธิที่เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ตลอดจนการศึกษาที่ดี และ
  • สิทธิในการมีส่วนร่วม (Right of Participation) ซึ่งเป็นสิทธิที่ให้ความสำคัญแก่เด็ก คือ มีสิทธิแสดงออกทั้งด้านความคิดและการกระทำ สามารถเรียกร้องสิทธิในการปกป้องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองได้ 
           สำหรับประเทศไทยกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเด็ก เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ก็ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการสงเคราะห์ปกป้องสวัสดิภาพและคุ้มครองการละเมิดสิทธิเด็กไว้ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของเด็ก ตามที่กล่าวมาข้างต้น

          ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้มีปัญหาความมั่นคงภายใน ซึ่งเกิดจากการกระทำของกลุ่มคนที่มีแนวความคิดจะแบ่งแยกสังคม โดยการสร้างสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่โดยไม่จำกัดหรือละเว้นแม้กระทั่งเป้าหมายที่เป็นเด็ก พลเรือน ไม่เลือกสถานที่ ว่าจะเป็นตลาด โรงพยาบาล หรือ สถานศึกษา นั่นคือในเรื่องของความรุนแรงที่ได้เห็นจากสายตา 

           แต่สิ่งที่รับรู้ได้ทางความรู้สึก ในสถานศึกษามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งทางโลกและทางศาสนาเป็น IN PUT ที่ผิดเพี้ยน ผ่าน PROCESS ที่บ่มเพาะความขัดแย้ง แตกต่าง สร้างความรุนแรง สร้างสภาพแวดล้อมที่จำกัด OUT PUT ที่ออกมา จึงได้สร้างปัญหามาถึงทุกวันนี้ 

          มีการเผาโรงเรียน ทำร้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งแล้ว การกระทำที่ผ่านมาของกลุ่มที่มีแนวความคิดในการแบ่งแยกทางสังคม ก็คือ การละเมิดสิทธิเด็กในด้านพัฒนาการทางการศึกษารูปแบบหนึ่งนั่นเอง 

         โดยอาศัยแนวร่วมทั้งในรูปของบุคคล และองค์กรสร้างกระแสเพื่อให้ผู้บริโภคข่าวสารที่ไม่รู้เท่าทัน เห็นว่ามีการละเมิดสิทธิเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ซึ่งก็ยังคลุมเครือว่า จะถือเป็นความผิดตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กของไทยหรือไม่ ทั้งตัวการ ผู้สนับสนุนที่ได้พูดไปแล้ว ซึ่งไม่เหมือนกรณีอื่นที่มีความชัดเจน เช่น การทอดทิ้ง การทารุณกรรม การบังคับใช้แรงงาน การล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

           จากปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิในเด็ก จากกลุ่มที่มีความคิดแบ่งแยกทางสังคม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ภาครัฐจำต้องแก้ไข และป้องกันมิให้กระทำซ้ำ 

         หนึ่งในวิธีการนั้นคือการให้ เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินกิจกรรมในสถานศึกษาตาดีกาในพื้นที่ ในลักษณะของการช่วยเสริมในเรื่องของกิจกรรม โดยไม่ให้กระทบกับเนื้อหา และเวลาเรียนหลักของนักเรียน ซึ่งก็คือในช่วงวันเสาร์ – อาทิตย์ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากผู้ไม่หวังดีใช้อิทธิพล บิดเบือน เนื้อหาและหลักคำสอน ช่วยป้องกันการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิดในอนาคต อีกทั้งช่วยในการรักษาความปลอดภัยของครู นักเรียน ตลอดจนโรงเรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในสถานศึกษา ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ การสวมเครื่องแบบแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ ว่าเป็นใคร มาจากไหน อีกทั้งยังช่วยในการสนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน ที่ตาดีกาซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับมัสยิดในพื้นที่ขาดแคลน การที่เด็กๆ ได้พบเห็น สัมผัส กับเจ้าหน้าที่ เป็นการเรียนรู้ในเบื้องต้นที่จะอยู่ร่วมกับสังคมจริงในอนาคต ที่มีความหลากหลาย และปลูกความรู้สึกที่ดีต่อกัน

            การจะชี้ชัดว่าใครละเมิดสิทธิเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ไม่อาจอาศัยกรอบการมองแบบฉาบฉวย เมื่อมองให้ลึกลงไปจะพบว่า ฝ่ายหนึ่ง เผาโรงเรียน สังหารชาวบ้านและเด็กทำร้ายครู ปลูกฝังในเรื่องที่ผิด หวังให้เป็นเครื่องมือของกลุ่มตนในอนาคต กับอีกฝ่ายหนึ่งที่กระทำตรงกันข้ามเพื่อให้เด็กๆ เป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นกำลังของชาติในอนาคต เปรียบแล้วฝ่ายหนึ่ง คือ เชื้อโรคร้าย อีกฝ่ายคือวัคซีน 

        ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งตะโกนก้องโลกโซเชียลว่า ตนเองปกป้องสิทธิเด็กอย่างแข็งขัน ขณะที่ฝ่ายเดิมยังคงก้มหน้าก้มตาปกป้องสิทธิเด็กด้วยการกระทำ 

คุณว่า ใคร? คือตัวจริง ที่ละเมิดสิทธิเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้!!

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

เจ้าหน้าที่ควบคุมชาวโรฮิงญาขณะลอยลำที่เกาะลันตาเร่งสอบหาคนนำพา



           กระบี่ - เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ชาวโรฮิงญา 56 คน หลังชาวบ้านพบ เรือบรรทุกชาวโรฮิงญา ลอยลำกลางทะเลระหว่างเหาะห้าและเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวนายหน้าที่ประสานงาน




         ;วันที่ 1 เม.ย.61 เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเล (นรภ. ) ทัพเรือเกาะลันตาน้อย กองทัพเรือภาคที่3 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ได้ควบคุมตัวชาวโรฮิงญา จำนวน56 คน แยกเป็น ชาย 19 คน หญิง 18 คน เด็กผู้ชาย 8 คน และ เด็กผู้หญิง 11 คน มาทำการสอบสวนที่ หน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลทัพเรือเกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่





            หลังรับแจ้ง จาก กำนัน และ ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ ว่า เมื่อเวลา 04.00น.ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ได้พบเรือต้องสงสัย คล้ายกับเรือบรรทุกชาวโรฮินญา บริเวณระหว่างเกาะห้ากับเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จึงได้แจ้ง นรภ. เกาะลันตาเข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่า เป็นเรือบรรทุกชาวโรฮินญา จึงได้ควบคุมตัวพร้อมเรือที่ใช้เป็นพาหนะ มาที่บริเวณใต้สะพานสิริลันตา ต.เกาะลันตาน้อย หน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเหาะลันตา เพื่อทำการสอบสวน




            เบื้องต้นเจ้าหน้าทีได้ควบคุมตัวไว้ เพื่อรอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ และสืบสวนหาข้อมูลเกี่ยวกับนายหน้า ที่นำพาและการเดินทางไปยังจุดเป้าหมายทาง ต่อไป

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม