วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

เลือกข้างเพราะความกลัว





         เหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ แม้เวลาจะล่วงเลยมา 14 ปีแล้วก็ตาม ถึงแม้เหตุการณ์ความรุนแรงจะลดลงตามสถิติ แต่กลุ่มขบวนการฆ่าประชาชน ก็ยังจะฉกฉวยโอกาสในการสร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนเมื่อสบโอกาส 

         การแย่งชิงมวลชนเป็นวีธีการหลักของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ หรือ ฝ่ายขบวนการ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ต้องการมวลชนเพราะเป็นปัจจัยหลักในการต่อสู้ ถ้าฝ่ายขบวนการไม่มีมวลชนสนับสนุนก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ได้ และในขณะเดียวกันแต่ถ้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่มีมวลชนก็เข้าพื้นที่ทำงานลำบาก ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องแข่งขันดึงมวลชนมาเป็นฝ่ายตนเพื่อความได้เปรียบในการต่อสู้ต่ออีกฝ่ายนั่นเอง



        การสร้างมวลชนของฝ่ายตรงข้ามให้เข้าร่วมขบวนการด้วย 
  • การปลูกฝังแนวความคิดแบบผิด ๆ 
  • บิดเบือนประวัติศาสตร์ 
  • สร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่ 
  • บิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม 
  • ปลุกกระแสความรักชาติปาตานี
  • การเล่าบิดเบือนประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี 
  • บิดเบือนหลักการญีฮาดของศาสนาอิสลาม 
            การสร้างเงื่อนไข บิดเบือนเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมที่อ้างว่าถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเงื่อนไขความเป็นชาติพันธุ์มลายู อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างพระเจ้า หรือ “องค์อัลเลาะห์” มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากประชาชนในชุมชน และประชาชนทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามเดียวกัน จนกระทั่งส่งผลให้มีคนหลงผิดเข้าร่วมกระทำพิธีสาบานตน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การซุมเปาะ” เป็นสมาชิกขบวนการสมบูรณ์แบบ แต่เบื้องหลังเพื่อเป็นการสาบานบังคับสมาชิกแนวร่วมไม่หันหลังให้กับขบวนการ และแพร่งพรายความลับให้กับเจ้าหน้าที่


            แน่นอนว่าผู้ที่มีความรู้ได้ศึกษาหลักการของศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป้าหมายของการชักนำให้เข้าร่วมขบวนการ ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ไม่หลงเชื่อคำโกหกหลอกลวงของขบวนการ เพราะรู้จริง จึงกลายเป็นปัญหาของกลุ่มขบวนการเองในการดึงมวลชน 

           เมื่อไม่ได้ดั่งเช่นฝ่ายตนต้องการ วีธีการคุมมวลชนจึงเกิดขึ้น ได้มีการจัดตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” เพื่อดูแลมวลชนในสังกัดไม่ให้คลาดสายตา ใครไม่เห็นด้วยแตกแถว หรือแหลมขึ้นมา จะเริ่มต้นด้วยการ “เขียนเสือให้วัวกลัว” ตามด้วย “เชือดไก่ให้ลิงดู” สุดท้ายก็กำจัดทิ้ง การข่มขู่เข่นฆ่าจึงบังเกิด นำไปสู่ความหวาดกลัวขบวนการจนทำให้มวลชนต้องยอมรับก้มหน้าในชะตากรรม


           ส่งผลให้ความร่วมมือของชาวบ้านต่อเจ้าหน้าที่รัฐมักจะปิดปากเงียบ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

           เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบถามบอกไม่รู้ไม่เห็นทั้งที่เรื่องเกิดขึ้นในบ้านหรือใกล้บ้านตัวเอง อาจจะบอกเสมือนหนึ่งให้ความร่วมมือแต่จะแถไปอีกทางเพื่อบิดเบือนความจริง 

          หลายๆ ครั้งเมื่อสอบถามชาวบ้านต่อเหตุการณ์ มักจะบอกว่าเห็นรถกระบะคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ทำการกราดยิงและหลบหนีไป 

        ซึ่งในความเป็นจริงกลับสวนทางต่อสิ่งที่เกิด สงสัยทำไมต้องให้การเช่นนั้น เพราะมีการวางแผนไว้เป็นขั้นเป็นตอนไว้แล้ว 

         ที่สำคัญผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นผู้ร้ายตัวจริงอยู่ในพื้นที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลที่เกิดเหตุ ถ้ามึงพูดมึงตาย หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ได้นั้นหรือ!! พยานหลักฐานที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุ มาทำการตรวจพิสูจน์ทราบทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องใช้เวลา รู้ตัวคนร้ายอีกทีผู้ที่ลงมือก่อเหตุหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเสียแล้ว ถ้าผลตรงกับ ผกร.ในพื้นที่มีประวัติก็สามารถทำคดีได้เร็ว แต่จับได้ไหมมันคงรอผลพิสูจน์นะ บ้างก็หนีเข้าป่าเพื่อเตรียมก่อเหตุต่อไป บางครั้งก็ไม่มีประวัติคนร้ายอยู่ในสารบบเนื่องจากเป็นแนวร่วมรุ่นใหม่ ก็ได้แค่เพียงจัดทำประวัติรอการก่อเหตุเพื่อเปรียบเทียบติดตามจับกุมตัวต่อไป



           “ความกลัว” คือสูตรสำเร็จในการควบคุมมวลชนในพื้นที่ จชต. 

       หากคนใดไม่ให้ความร่วมมือกับขบวนการแต่อย่าเป็นปากเป็นเสียงให้กับรัฐ ถ้าให้ความร่วมมือขบวนการก็รอดตัวไป เจ้าหน้าที่ถามต้องบอกไม่รู้ไม่เห็นถ้าหลุดปากเมื่อไหร่ความตายมาเยือนทันที หรือไม่ก็ถูกฆ่าล้างครัวเพื่อรูดซิปปากชาวบ้าน 

        ใครก็ตามที่ไม่เอาความรุนแรงจะถูกบังคับด้วยปืนในมือ ผกร. ให้ร่วมสนับสนุนความรุนแรง ใครเป็นแกะดำจะถูกเพ็งเล็งทันที เพื่อความอยู่รอดจะต้องเป็นแกะขบวนการเท่านั้น 

         อีกนัยหนึ่งเป็นการบีบบังคับให้เลือกข้างเพื่อความอยู่รอด จะอยู่ข้างรัฐไทยหรือข้างเดียวกับขบวนการ ถึงแม้ฝ่ายรัฐจะทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่สนใจ เพราะเขาได้เลือกข้างแล้ว 

       ยกตัวอย่างการเมืองกรณีเสื้อแดงและเสี้อเหลือง ต่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำดีต่อกันหันหน้าเข้าหากันจริง ๆ แต่สุดท้ายถ้าให้เลือกข้างจริง ๆ เขาก็เลือกข้างตนเองเพราะได้ประโยชน์ที่เขาเคยได้รับมาก่อน หรือแม้แต่ถุงพระราชทานที่มอบให้คนยากไร้ในพื้นที่มันยังเอาไปให้ ผกร. รวมถึงกรณีโรงเรียนบางกงพิทยาที่โกงเงินรัฐมาให้โจรใต้ก่อเหตุป่วนเมือง





           แม้ในปัจจุบันจะมีพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าในอดีต แต่พฤติกรรมความสุดโต่งของกลุ่มขบวนการที่มอบความกลัวให้กับชาวบ้านก็ยังคงกระทำอยู่ 

          เหมือนดังเช่นการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนรายวัน ดังนั้นถ้าพี่น้องประชาชนเลือกข้างเพราะถูกบังคับให้กลัว ก็จะกลัวกลุ่มขบวนการชั่วร้ายต่อไปไม่มีสิ้นสุด จะกลายเป็นทาสสมุนผลประโยชน์ของกลุ่มขบวนการ เลิกขี้ขลาดตาขาวลุกขึ้นมาต่อสู้กับความกลัว การกดขี่ ข่มขู่ฆ่าของ ผกร. มิเช่นนั้นความสงบสุขไม่มีวันบังเกิดตราบใดที่ยังกลัว อนาคตลูกหลานจะเป็นเช่นไร? ลุกขึ้นมาแจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้กับเจ้าหน้าที่ร่วมกันขจัดความไม่ถูกต้อง ขจัดคนไม่ดีในสังคมให้หมดสิ้น เพื่อนำสันติสุขกลับคืนมาสู่มาตุภูมิและใช้ชีวิตไม่ต้องกลัวเกรง ผกร. อีกต่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม