วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ไม่มีพระเจ้าองค์ใด สอนว่าฆ่าคนแล้วจะได้บุญ


                 มีแต่พวกบิดเบือนและปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น ที่ต้องการปลิดชีวิตผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างนั้นหรือที่จะได้บุญ ได้ขึ้นสวรรค์ ถามหน่อยซิ ใครสั่งใครสอนมา....


             การฆ่าคนนั้นถือเป็นบาปที่หนักมาก ไม่มีทางที่จะฆ่าคนแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือได้บุญ คงเป็นไปไม่ได้ นอกจากพวกแกนนำขบวนการฯ ที่อ้างว่าถ้าฆ่าคนแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ มีนางฟ้า 72 นางรออยู่บนสวรรค์ ด้วยหลักความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แน่นอน ชีวิต 1 ชีวิต ไม่ว่าจะเล็กหรือน้อยก็คือ 1 ชีวิตเท่ากัน

            เดือนรอมฎอนถือว่าเป็นเดือนแห่งบุญของชาวมุสลิม แต่กลุ่มขบวนการฯ มักจะบิดเบือน ปลุกระดมให้แนวร่วมก่อเหตุและลงมือเข่นฆ่าผู้คนในห้วงเดือนรอมฎอนนี้ โดยอ้างว่าจะได้บุญและถึงสวรรค์เร็วขึ้น นั่นคือความชั่วช้าของขบวนการฯ ที่ต้องการให้คนไทยแตกแยกกันเอง หลายคำสอนที่บิดเบือน เช่น การถมน้ำลายเมื่อเจอชาวไทยพุทธ แล้วจะทำให้คลายบาปของตน, หรือสั่งสอนให้ฆ่าพ่อฆ่าแม่ตนเอง ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลยสักนิดเดียว คำสอนจากกลุ่มขบวนการฯ นั้นเป็นเพียงแค่จิตวิทยาในการลวงหลอก เพื่อชักจูงเยาวชนให้เข้าเป็นมวลชนและกลายเป็นแนวร่วมก็เท่านั้นเอง


              เดือนอันประเสริฐของผู้นับถือศาสนาอิสลาม รอมฎอนเป็นเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งยึดตามจันทรคติ ชาวมุสลิมทั่วโลกจะถือศีลอดประจำปีในช่วงเวลากลางวันของเดือนนี้ โดยพวกเขาจะอดอาหารตั้งแต่แสงอรุณขึ้นไปจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน การถือศีลอดมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกถึงความศรัทธา ซื่อสัตย์ มุ่งหวังความใกล้ชิดกับองค์อัลเลาะห์ และเป็นการย้ำเตือนให้ชาวมุสลิมระลึกถึงความลำบากของบุคคลที่ด้อยโอกาสกว่า ดังนั้นในเดือนนี้มุสลิมจึงมักบริจาคให้องค์กรการกุศลและเลี้ยงอาหารแก่ผู้หิวโหย การถือศีลอดคือการฝึกในการข่มใจตนเอง ทั้งเป็นการชำระร่างกายและจิตวิญญาณ รอมฎอนเป็นเวลาที่จะปลีกตัวจากความสุขทางโลก และมุ่งเน้นการเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยการละหมาดและขอพร ชาวมุสลิมจำนวนมากจะใช้เวลามากขึ้นที่มัสยิดมากกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ ของปี การถือศีลอดในช่วงรอมฎอนเป็นหนึ่งในเสาหลักของศาสนาอิสลามเสมือนกับการละหมาดทุกวัน 5 เวลา และการไปแสวงบุญฮัจญ์ที่นครเมกกะห์ เป็นต้น


              ความจริงนั้นทุกคนสามารถคิดเองและมองเห็นอยู่แล้ว ว่าอะไรคืออะไร ไม่มีพระเจ้าองค์ใดสอนให้ฆ่าคนแน่นอน อย่าหลงเชื่อคำลวงจากขบวนการฯ เราควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดอย่าให้ไปข้องเกี่ยวกับขบวนการฯ เด็ดขาด และรอมฎอนนี้หวังว่าทุกคนจะได้รับบุญกันถ้วนหน้า

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินใช้ “พรบ.ความมั่นคง” แทน


                เมื่อ 28 พ.ค.61 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มี.ค.61 เห็นชอบให้ยกเลิก การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา โดยใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติตามกฎหมายทดแทน เพื่อให้สามารถนํามาตรการตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้ในการบริหารจัดการรักษาความสงบและความปลอดภัย ให้เป็นไปโดยต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ดังนั้น ครม.มีมติวันนี้ ให้เขตพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร

             ทั้งนี้ ให้กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือหน่วยงานภายในที่ กอ.รมน.มอบหมายให้เป็นศูนย์อํานวยการเป็นผู้รับผิดชอบ ในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคง และเร่งรัด หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ดําเนินการให้เป็นไปตามแผนที่กําหนด ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 30 พ.ย.61

ประกาศ ณ วันที่ 28 พ.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี



เพจแนวร่วมโจรใต้ฯ Adudumba ให้คนไทยฆ่ากันเอง


เพจแนวร่วมโจรใต้ฯ Adudumba ให้คนไทยฆ่ากันเอง


             สร้างความแตกแยกในความแตกต่างทางศาสนา เพื่อให้เกิดการต่อสู้กันเอง
หน้าที่ของเพจดำของแนวร่วมโจรใต้ คือ Propaganda และ Adudumba อย่างเช่นเพจ Patani Peace สันติภาพปาตานี , Suara Patani และยังมีอีกหลายๆ เพจ ที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อ ปลุกระดมบิดเบือนข้อมูล สร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธ และไทยมุสลิม เพื่อทำให้เกิดความเกลียดชัง จนนำไปสู่การสู้รบตามที่มันต้องการ และหลังจากนั้นการแบ่งแยกดินแดนก็ง่ายขึ้น เพราะคนในพื้นที่ มีความแบ่งแยกกันทางศาสนา เพราะฉะนั้นอย่าหลงเชื่อเพจแนวร่วมโจรเหล่านี้ ดูอย่างภาพนี้ที่มันตัดเอาเฉพาะท่อนที่เป็นสายสะพายของเครื่องตัดหญ้า ซึ่งดูเหมือนสายสะพายปืน ทำลายชื่อเสียงของพระ และคนต่างศาสนา


            คนไทยพุทธ และคนไทยมุสลิม ในพื้นที่ 3 จชต. อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขมาช้านาน จนมีพวกมุสลิมหัวรุนแรงเกิดมา ทำให้พื้นที่นี้ มีแต่เรื่องเลวร้าย (ที่ผ่านมาโจรใต้ BRN.ฆ่า เผา พระไปกี่ศพแล้ว)  

          ปัจจุบันนี้ข่าวคราวของมุสลิมทั่วโลกเป็นอย่างไร ทุกคนรู้ดี เกิดเป็นคนไทยดีที่สุดแล้ว ไม่มีการปิดกั้นกิจกรรมทางศาสนา ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนที่โรฮิงญา ซีเรีย ปาเลสไตน์ ไม่ห้ามนั่น ห้ามนี่ เหมือนประเทศอื่น ก็มีแต่พวกแนวร่วมโจรใต้ฯ นี่แหละที่พยายามปลุกระดมให้คนไทยมุสลิมเกลียดชังคนไทยพุทธ
เพื่อจะแบ่งแยกดินแดนไปปกครองตนเอง

จัดเต็ม'จยย.บอมบ์'นับ 10 รอบึ้มป่วนเมืองยะลา ระวังเข้ม!




           ยะลาเฝ้าระวังเข้ม "จยย.บอมบ์" หลังการข่าวแจ้งกลุ่มผู้ไม่หวังดี ประกอบจยย.ติดระเบิดกว่า 10 คัน เตรียมก่อเหตุในเขตเมือง และป่วนงานสมโภชศาลหลักเมืองยะลา


            เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำคืนที่ผ่านมา ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ต้องเสริมกำลังกว่าเท่าตัวเฝ้าระวังเข้มในย่านชุมชน ย่านบ้านพักราชการ สถานที่ราชการในเขตเมืองและบริเวณรอบๆ การจัดงานสมโภชหลักเมือง และงานกาชาดจังหวัดยะลา หลังจากการข่าวฝ่ายความมั่นคงได้แจ้งเตือนให้ระวังมีรถจักรยานยนต์บอมบ์ จำนวน 13 คัน ซึ่งคนร้ายได้ประกอบระเบิดสำเร็จและเตรียมนำมาก่อเหตุในตัวเมืองยะลา ทำให้เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายต้องตั้งด่านลอยและด่านถาวร เพื่อตรวจสอบและสกรีนยานพาหนะและบุคคลที่จะเดินทางเข้ามาในตัวเมืองอย่างละเอียด ทั้งการตรวจสอบสมุดคู่มือทะเบียนรถและบัตรประชาชนผู้ขับขี่ เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มคนร้ายลักลอบมาก่อเหตุได้

              ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ลำใหม่ ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายในเขต ต.ลิดล และตำบลใกล้เคียง หลังจากกลางดึกเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา มีคนร้ายปิดอำพรางใบหน้าใช้อาวุธปืนสงครามครบมือ จำนวน 7 – 8 คน ดักปล้นอาวุธปืนลูกซองยาว ของนายรอสาลี  ดือราแม อายุ 44 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านตะโล๊ะ ขณะเดินทางกลับจากไปปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรยามรักษาความปลอดภัยโรงเรียนบ้านตะโล๊ะ ซึ่งเป็นปืนลูกซองยาวยี่ห้อ วินเซสเตอร์ ชนิดปั้ม บรรจุ 8 นัด พร้อมกระสุนปืนอีก 5 นัด ไปอย่างลอยนวล อย่างไรในเรื่องนี้ทาง นายเจษฎา จิตรัตน์ รองผู้ว่าฯ ยะลา ฝ่ายความมั่นคง ได้เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เร่งรัดสืบสวนและติดตามอาวุธปืนดังกล่าวให้ได้กลับมาโดยเร็ว เบื้องต้นชุดสืบสวน สภ.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา สันนิษฐานว่า กลุ่มคนร้ายเป็นคนในพื้นที่ เนื่องจากว่าได้พยายามปิดพรางใบหน้าในระหว่างการก่อเหตุเกรงว่าผู้เสียหายจะจำหน้าได้






            ด้าน พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผบก.ภ.จว.ยะลา ได้สั่งการให้ทุกสภ.ใน จ.ยะลา เพิ่มความถี่ในการออกลาดตระเวนในพื้นที่อำเภอรอบนอก เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครองในพื้นที่ ให้เกิดความมั่นใจและมีกำลังใจในการทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตนเองและสถานที่ราชการอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

โจรใต้ ทำคลิปป่วน แกล้งเตือนภัย จะมีก่อเหตุใหญ่ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้


           โจรใต้ ก้าวไปอีกขั้น ทำคลิปป่วน แสร้งเตือนภัย จะมีก่อเหตุใหญ่ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ แต่ไม่บอกว่า จุดไหน แต่เตือน อย่าออกจากบ้าน...

             กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า-ผู้นำศาสนา เตือนอย่าหลงเชื่อ ชี้หวังสร้างความหวาดกลัว หวังทำลายบรรยากาศเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ศาสนนิกชนปฏิบัติศาสนกิจตามปกติ


            สะพัดทั่วชายแดนใต้ คลิปชายนิรนาม คลุมผ้า "ซือรือบาน" โผล่เสี้ยวเดียว พูดยาวีห์ แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ให้ออกนอกบ้านในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากจะมีการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ และเป็นการก่อเหตุการณ์ใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าจุดไหนแต่ให้ระวังตัวด้วย

              พันเอกธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า เป็นความพยายามปล่อยข่าวลือ เพื่อสร้างความสับสนและ ความหวาดกลัว ให้กับพี่น้องประชาชน และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องมุสลิม ในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ

            "อย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือนี้ เพราะทางทหารจะดูแลอย่างเต็มที่ และใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการ กับผู้ก่อเหตุทุกราย "

             ด้าน นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า"คลิปนี้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอน ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งถ้าทุกคนเข้าใจก็จะไม่ก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนก และขอให้ผู้นำศาสนาประจำมัสยิดต่างๆ และประชาชนที่ถือศีลอด ในเดือนรอมฏอนขอให้ปฏิบัติศาสนกิจเหมือนเดิม"

           ส่วนกระแสในสื่อโซเชียลพี่น้องมุสลิมสายกลางต่างดาหน้าออกมาต่อต้านกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่มุ่งก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ หลังมีคลิปวีดีโอเตือนพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ห้ามออกจากบ้านเรือนเพราะจะมีการก่อเหตุความรุนแรงครั้งใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้


ข้อความบางส่วนในสื่อโซเชียล









วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ญิฮาดเพื่อศาสนาอิสลาม ไม่ใช่ญิฮาดเพื่อชาติพันธุ์ (มลายู)



           การต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ(สุบหฺฯ)ก็ตามแต่การเรียกว่าญิฮาดนั้นสามารถกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เราถูกกดขี่และขับไล่อย่างอยุติธรรม ถูกลิดรอนสิทธิ์ทางศาสนา

           ประเทศไทยที่เราอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ดารุลฮัรบีย์ (ไม่ใช่ประเทศที่ต้องทำสงครามเพื่อปกป้องศาสนา) 

          เพราะสภาวะในปัจจุบันที่เราอยู่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้ด้วยอาวุธ “ลองคิดดู กาฟิรฮัรบีย์ทำอะไรกับเรา … ถ้าเขาให้ความเป็นธรรม ปฏิบัติกิจศาสนาได้ ก็อยู่อย่างสันติได้ โต๊ะครู บาบอๆในพื้นที่จึงฟัตวาว่าไม่สามารถที่ต่อสู้(ญิฮาด)ได้ จะเห็นได้ว่าวันนี้ทางรัฐบาลให้สิทธิความเป็นมุสลิมมากมายในพื้นที่สามจังหวัด และให้มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ด้วยซ้ำ


         แต่ที่เกิดเหตุการณ์อยู่ทุกวันนี้ เป็นการเข้าใจผิด โดยมีคนบางส่วนได้รับการปลูกฝังจากแนวร่วมโจรใต้ฯ ให้เกิดความรู้สึกและเข้าใจเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และเชื้อชาตินิยม บิดเบือนหลักการศาสนา ยุยงให้เกิดความเป็นศัตรู และการฆ่ากันในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องและต่อสู้ให้มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์และดินแดน 

        หารู้ไม่ว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง เพราะอิสลามเป็นศาสนาแห่งความเมตตาและความสงบสุข(สันติ) ซึ่งไม่ใช่ศาสนาแห่งความรุนแรงที่โจรใต้ฟาตอนีปฏิบัติอยู่ ณ ตอนนี้

ไม่มี BRN. = ไม่มีก่อการร้ายรายวัน

ยึดบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่ มูลค่า 50 ล้าน ซุกบนรถยนต์สิบล้อที่ปัตตานี





           เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจยึดบุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่ ยี่ห้อดัง 830 ลัง มูลค่า 50 ล้าน ซุกบนรถยนต์สิบล้อในพื้นที่ปัตตานี


            เมื่อวันที่ 22 พ.ค.61 เวลาประมาณ 22.20 น.เจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับด่านศุลกากรปัตตานี ร่วมกันสกัดกั้นรถยนต์สิบล้อ ทะเบียน 80-8604 ตรัง บนถนนสาย 409 จากแยกนาเกตุ - อ.เมือง ยะลา ซึ่งวิ่งแหกจุดตรวจเทศบาลนาประดู่ โดยผู้ต้องหาขับรถทิ้งไว้ ห่างไประยะ 1.5 กม. แล้ววิ่งหลบหนี ไปยังป่าข้างทาง เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบหลังรถดังกล่าวพบบุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อดังหลายรายการ ที่ยังไม่เสียภาษี ดังนี้

  • 1.บุหรี่ ยี่ห้อ Gudang garam 39 ลัง 2,340 แท่ง
  • 2.บุหรี่ ยี่ห้อ Menara 10 ลัง 800 แท่ง
  • 3.บุหรี่ ยี่ห้อ Minna 21 ลัง 1,680 แท่ง
  • 4.บุหรี่ ยี่ห้อ Astro 760 ลัง 19,000 แท่ง


             โดยสามารถยึดบุหรี่เถื่อนยี่ห้อดัง ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศได้ รวมทั้งสิ้น 830 ลัง 23,820 แท่ง รวมมูลค่าภาษี คิดเป็นเงิน ประมาณ 50 ล้านบาท

           สำหรับบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ เป็นของกลุ่มขบวนการลักลอบค้าบุหรี่เถื่อนในพื้นที่ภาคใต้ ที่นำมาเก็บไว้เพื่อเตรียมส่งจำหน่ายตามท้องตลาด ทั้งใน อ.หาดใหญ่ และอีกหลายจังหวัด ในภาคใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สืบสวน และจับกุมอย่างต่อเนื่อง สำหรับบุหรี่เถื่อนเหล่านี้ มีราคาถูกกว่าบุหรี่ทั่วไป.

น้ำมันเถื่อนระบาด!! พื้นที่ชายแดนไทยมาเลเซียอ.สะเดา




            สาเหตุสำคัญที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเม็ดเงินจาก "น้ำมันเถื่อน" เชื่อมโยงถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ก็เพราะมีข้อมูลว่ามีการแบ่งสรรผลประโยชน์กันระหว่างกลุ่มแกนนำที่ซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านกับเครือข่ายผู้ค้าน้ำมันเถื่อน ข้อมูลบางแหล่งอ้างว่ามีการให้หุ้นกันเลยทีเดียว โดยฝ่ายกองกำลังของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ (บางส่วน) มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและให้ความคุ้มครองเครือข่ายผู้ค้าน้ำมันเป็นการตอบแทน


            ล่าสุดเจ้าหน้าที่พบการลักลอบเปิดขายน้ำมันเถื่อนไม่ต่ำกว่า 20 จุด พื้นที่ชายแดนไทยมาเลเซียอ.สะเดา จ.สงขลา

            กลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนตามแนวชายแดนไทยมาเลเซีย ไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือถูกจับกุมแม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสรรพสามิตภาค9และฝ่ายทหารจะระดมกำลังกวาดล้างและจับกุมกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ แต่ยังคงพยายามลักลอบขนน้ำมันจากประเทศมาเลเซียเข้ามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และนี่ก็คือภาพหลักฐานสำคัญที่รถยนต์กระบะคันหนึ่ง ซึ่งดัดแปลงถังน้ำมันใต้ท้องรถให้ใหญ่ขึ้น และสามารถบรรจุน้ำมันได้ถึง 2,000 ลิตรต่อเที่ยว กำลังถ่ายน้ำมันเถื่อนจากถังใต้ท้องรถให้กับลูกค้าที่เปิดขายน้ำมันเถื่อนแบบขวดและแกลลอน บริเวณริมถนนภูธรอุทิศ ซึ่งอยู่ด้านหลัง สภ.สะเดา เขตเทศบาลเมืองสะเดา และรถกระบะดัดแปลงสภาพถังน้ำมันใต้ท้องรถแบบนี้จะตระเวนส่งน้ำมันให้กับผู้ค้ารายย่อยตามร้านค้าและตรอกซอยซอยและตามหมู่บ้านต่างๆ

            และจากการตระเวนตรวจสอบในพื้นที่ชายแดนไทยมาเลเซียอ.สะเดา จ.สงขลา ตั้งแต่ชายแดนบ้านจังโหลน ต.สำนักขาม เรื่อยมาถึง ต.ปาดังเบซาร์ รวมทั้งถนนสายปาดังเบซร์-ท่าข่อย-คลองรำ ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงเมืองสะเดา พบว่ายังคงมีการลักลอบเปิดขายน้ำมันเถื่อนไม่ต่ำกว่า20 จุดแม้จะเจ้าหน้าที่จะปราบปราบจับกุมทุกวัน เป็นผลมาจากราคาน้ำมันของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นและน้ำมันเถื่อนที่มีราคาถูกกว่าลิตรละ 5-8 บาท ในขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศมาเลเซียทั้งเบนซิลและดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 19 บาทเท่านั้น

“ฮูไบดีละห์ รอมือลี” แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ได้ให้ญาติติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อทางการแล้ว



         ขอมอบตัว!! “ฮูไบดีละห์ รอมือลี” แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ได้ให้ญาติติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อทางการแล้ว

          คืบหน้าเหตุคนร้ายปฏิบัติการวางระเบิดป่วนยะลา จำนวน 9 จุด ล่าสุด มีรายงานเผยว่า “ฮูไบดีละห์ รอมือลี” หัวน้าฝ่ายทหารของขบวนการบีอาร์เอ็น ได้ให้ญาติติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อทางการแล้ว


          จากกรณีคนร้ายปฏิบัติการวางระเบิดป่วนยะลา จำนวน 9 จุด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา อ.ธารโต อ.เมือง อ.ยะหา และ อ.กาบัง เป็นเหตุให้บ้านเรือนประชาชน สิ่งของสาธารณประโยชน์ ตู้เอทีเอ็มได้รับความเสียหาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

          ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (22 พ.ค.) มีรายงานจากชุดสืบสวนสอบสวนที่ลงพื้นที่หลังเกิดเหตุเพื่อหาเบาะแสของกลุ่มคนร้าย ระบุว่า สำหรับคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุน่าจะเป็น นายมะสุกรี ยูโซ๊ะ มีตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้าคอมมานโด รับผิดชอบในการก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา ที่ผ่านมา เคยก่อเหตุวางระเบิดย่านเศรษฐกิจในพื้นที่ อ.เบตง และเคยก่อเหตุเผารถบัสในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกระจายกำลังลงพื้นที่ แต่ยังไม่มีการปิดล้อม และจับกุมแต่อย่างใด

         สำหรับ นายมะสุกรี ยูโซ๊ะ เคยเป็นอุสตาซในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา เคยเป็นมือขวาให้แก่ นายสะแปอิง บาซอ แกนนำขบวนการบอาร์เอ็น ที่เสียชีวิตด้วยโรคชรา และหลังจากที่ นายอับดุลรอแม ยูโซ๊ะ หัวหน้าคอมมานโดเขต จ.ยะลา ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิตในพื้นที่ลำใหม่ จ.ยะลา เมื่อหลายปีก่อน ทางขบวนการบีอาร์เอ็นมีการแต่งตั้ง นายมะสุกรี ยูโซ๊ะ ขึ้นเป็นหัวหน้าคอมมานโดแทน จนถึงปัจจุบัน ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติการก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา ก็จะปฏิบัติการร่วมกับ นายฮูไบดีละห์ รอมือลี หัวน้าฝ่ายทหารของขบวนการบีอาร์เอ็น โดยมี นายอาหามะ ตืองะ เป็นรองฝ่ายทหาร และมี นายอาบัส เจ๊ะอาลี เป็นผู้รวบรวมกำลังเยาวชนในพื้นที่ที่ผ่านการฝึกเข้าร่วมในการก่อเหตุทุกครั้ง

            มีรายงานล่าสุด ระบุว่า นายฮูไบดีละห์ รอมือลี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายทหารของขบวนการบีอาร์เอ็น ได้ส่งญาติติดต่อจะมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่แล้ว จากการสอบถามเจ้าหน้าที่นายหนึ่งยืนยันชัดเจนว่าข่าวดังกล่าวเป็นความจริง แต่จะเป็นเมื่อไรนั้นยังไม่ได้ระบุวันเวลา

         สำหรับ นายฮูไบดีละห์ รอมือลี เป็นแกนนำก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยจะรับผิดชอบก่อเหตุในพื้นที่ อ.ยะหา อ.บันนังสตา และ อ.ธารโต มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 4 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา มีหมายจับในคดีความมั่นคงจำนวนมาก โดยเฉพาะคดียิงรถตู้สายหาดใหญ่-เบตง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 รวมทั้งหมายจับในคดีลอบวางระเบิดและยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.กรงปินัง จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายนาย เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2559 และอีกหลายคดี

            ส่วน นายมะสุกรี ยูโซ๊ะ มีหมายจับในคดีความมั่นคงที่สำคัญ คือ ลอบวางระเบิด (คาร์บอมบ์) ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2557 และลอบเผารถทัวร์ในพื้นที่ อ.บันนังสตา เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.60 ที่ผ่านมา

สมาชิกพูโลและครอบครัว 103 คน ยอมมอบตัวกับ จนท.รัฐ หลังจากกบดานในมาเลย์นานหลายปี



           Pulo (พูโล) คือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จชต. ของประเทศไทย ส่วนหนึ่งถูก จนท.รัฐ ตามจับกุม ส่วนหนึ่งได้หลบหนีไปประเทศมาเลเซีย และใช้ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปะทะกับ จนท.รัฐ ไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาเลเซีย โดยอ้างว่าถูก จนท.รัฐบาลไทย กดขี่ข่มเหง ขอให้มาเลย์เข้ามาช่วยเหลือ และตั้งศูนย์อพยพในประเทศมาเลเซีย 

            แต่ผิดคาด!! รัฐบาลมาเลเซียไม่เชื่อ และไล่กลับประเทศไทย แต่กลุ่มพูโลก็กลับประเทศไทยไม่ได้เพราะก่อเหตุ ก่อคดี ฆ่าคน ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก มีคดีตามหมายจับมากมาย จะขออยู่มาเลย์ เขาก็ไม่ให้อยู่ (กลับก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง) ก็เลยต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ที่มาเลย์ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่ได้รับสิทธิใดๆ อยู่แบบอดๆ อยากๆ แต่ผู้นำกลุ่มอย่างนายกัสตูรี มะห์โกตา นายใหญ่พูโล อยู่สุขสบายที่สวีเดน เมื่อเวลาผ่านไป สมาชิกกลุ่มพูโล ทยอยเข้ามอบตัวต่อรัฐบาลไทยเป็นจำนวนมาก

  • นายเลาะ อายุ 65 ปี หนึ่งในสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ตนเองได้หนีไปมาเลเซียเมื่อสามสิบปีก่อน จนมีลูกหลานรวมหลายสิบคน
            
           “สามสิบปีแล้วที่เราไม่ได้กลับบ้าน หนีไปอยู่มาเลย์จนมีลูก 5 คน ตอนนี้มีหลานอีกหลายสิบคน วันนี้ก็ได้กลับมาหมดแล้ว ได้เจอญาติ ลูกก็ได้กลับบ้าน และจะมีเอกสารสิทธิ์ว่าเป็นคนไทย” นายเลาะ กล่าวแก่ผู้สื่อข่าว
           "ดีใจมาก ขอบคุณโครงการนี้ที่ทำให้ได้กลับบ้านสิ่งที่อยากได้ หลังจากนี้ คืออาชีพ ถ้าเป็นไปได้อยากได้อาชีพที่อยู่ใกล้เขตแดนไทยมาเลย์ เพราะพอมีลู่ทางทำมาหากินได้บ้าง ที่สำคัญ สามารถคุยกับคนอื่นที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการให้กลับเข้ามาร่วมโครงการได้ด้วย เพราะจะเดินทางง่ายและสะดวก" นายเลาะ กล่าวเพิ่มเติม


           ส่วนหลานสาวของนายเลาะ กล่าวว่า "ดีใจมากที่ได้กลับมา ไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมา อยู่ที่โน่นก็เรียนหนังสือไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้กลับมาตั้งใจจะเรียนหนังสือ ขอบคุณทุกคนที่ทำให้เขาได้กลับบ้าน"


            พูโล ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน 3 จชต. ของประเทศไทย แต่หากมีอีกหลายกลุ่มที่ก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์ สร้างสถานการณ์ความรุนแรง แย่งชิงอำนาจกันเอง ก่อให้เกิดความเสียหาย และสูญเสียเป็นจำนวนมาก 

            ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ติดตามจับกุมกลุ่มก่อความไม่สงบเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง บ้างก็ถูกจับกุมและส่วนหนึ่งก็หนีไปต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าผู้นำแต่ละกลุ่มจะไม่มีใครอยู่ในประเทศไทย จะคอยสั่งการด้วยการติดต่อสื่อสารจากต่างประเทศ มาเป็นระยะๆ 

           อย่างที่เคยได้ยินกันว่า “ลูกน้องถูกจับ บ้างล้มตาย แต่ลูกพี่กินนอนสุขสบายที่ต่างแดน” บทบัญญัติจากพระเจ้าไม่เคยมีว่าให้ฆ่าคนหรือทำชั่วแต่อย่างใด 

         มีเพียงบทบัญญัติจากพวกผู้นำกลุ่ม แกนนำขบวนการฯ เท่านั้นที่กำหนดขึ้นมาเอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม ชักชวนมวลชนให้หลงเชื่อ และคล้อยตาม แต่ผลสุดท้ายก็ต้องถูกจับกุม หรือไม่ก็ตาย รับกรรมกันต่อไป

             สมาชิกกลุ่ม หรือแนวร่วมขบวนการฯ ส่วนที่ยังหลงเหลือหรือหลบหนีอยู่ จงใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ว่าอะไรถูก อะไรผิด ท่านจะยังเชื่อผู้นำหรือแกนนำของท่านอยู่อีกหรือ สิ่งที่ท่านได้มาคืออะไร ติดคุก ความตาย เพียงแค่นั้นหรือที่ท่านจะได้รับ ตอนนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะกลับตัวกลับใจและยอมมอบตัว

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

คนร้ายป่วนเมืองลอบวางระเบิดในพื้นที่ชายแดนใต้ เบื้องต้นรวมแล้วกว่า 12 จุด




           เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดป่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เบื้องต้นมีการวางระเบิดปัตตานี 5 จุด และยะลามีการก่อเหตุทั้งสิ้น 7 จุด เคราะห์ดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ


วันนี้ (20 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.ได้เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดจำนวนหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจากการตรวจสอบจังหวัดปัตตานีเบื้องต้นพบว่าเกิดเหตุระเบิดแล้วจำนวน 5 จุด ส่วนใหญ่เป็นตู้เอทีเอ็มหน้าธนาคาร

โดยจุดที่ 1.หน้าธนาคารกสิกรไทย, จุดที่ 2.หน้าธนาคาร ธกส., จุดที่ 3.หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาปัตตานี, จุดที่ 4.หน้าตู้ATM ออมสิน หน้าวิทยาลัยเทคนิค และ จุดที่ 5 ตู้เอทีเอ็ม ปั๊มน้ำมัน ต.เตราะบอน อ.สายบุรี ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการควบคุมสถานการณ์





ขณะเดียวกันในจังหวัดยะลามีรายงานเหตุ คนร้ายสร้างสถานการณ์หลายจุด ในเบื้องต้นมีประชาชนได้ยินเสียงระเบิดในพื้นที่ อ.บันนังสตา จำนวน 4 ครั้ง พื้นที่ อ.ธารโต คนร้ายก่อเหตุยิง M79 ใส่ฐานปฏิบัติการ นปพ.1 จุด พื้นที่ อ.กาบัง จ.ยะลา เกิดเหตุระเบิดตู้ ATM 1 จุด และ พื้นที่ อ.ยะหา มีวัตถุต้องสงสัย หน้าร้านสะดวกซื้อ ตรงข้าม รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์แล้ว




เกิดเหตุระเบิดก่อกวนมากกว่า 10 จุดใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งเหตุลอบวางระเบิดตู้ ATM ระเบิดเสาไฟฟ้า และยิงใส่ฐานปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่



เกิดเหตุระเบิดก่อกวนมากกว่า 10 จุดใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งเหตุลอบวางระเบิดตู้ ATM ระเบิดเสาไฟฟ้า และยิงใส่ฐานปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่

          วันนี้ (20 พ.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ดังนี้

  • จุดที่ 1 หน้าธนาคารกสิกรไทย
  • จุดที่ 2 หน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • จุดที่ 3 หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาปัตตานี 
  • จุดที่ 4 หน้าตู้ ATM ของธนาคารออมสิน หน้าวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี 

     
 นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดใน จ.ยะลา ด้วย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจและเฝ้าระวังพื้นที่เซฟตี้โซนแหล่งชุมชนย่านการค้าใน จ.นราธิวาส

        ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตรวจที่เกิดลอบวางระเบิดหน้าตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย สาขาปัตตานี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จุดของอำเภอเมืองปัตตานี ที่ผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดตู้ ATM พร้อมกัน โดยใน จ.ปัตตานี ได้เกิดเหตุก่อกวนรวม 4 อำเภอ คือ อ.เมือง จำนวน 4 จุด อ.สายบุรี 1 จุด บริเวณตู้ ATM ธนาคารอิสลาม หน้าโรงเรียนศาสนศึกษา และ อ.หนองจิก 1 จุด บริเวณหน้า ธกส.สาขาหนอกจิก


           ขณะที่ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่รับแจ้งเกิดเหตุรุนแรงใน 2 อำเภอ คือ อ.ระแงะ เกิดเหตุระเบิดหน้าตู้ ATM ของธนาคารออมสิน เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเหตุระเบิดหน้าตู้ ATM ใน อ.บาเจาะ

          เช่นเดียวกับที่ จ.ยะลา เกิดเหตุก่อกวนใน 6 อำเภอคือ เหตุระเบิดตู้ ATM ใน อ.บันนังสตา อ.เมือง อ.ธารโต ซึ่งเกิดเหตุยิงลูกระเบิด M79 เข้าใส่ฐานปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ รวมถึง อ.กาบัง อ.ยะหา และ อ.รามัน

           ส่วนที่ จ.สงขลา เกิดเหตุระเบิดตู้ ATM ธนาคารออมสินใน อ.เทพา เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

           พล.ท.ปิยะวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี และ ธกส.ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี โดยเชื่อว่าเหตุระเบิดตู้ ATM กว่า 20 จุดใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ เป็นฝีมือของกลุ่มแนวร่วมรุ่นเก่าที่เคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วเมื่อ 4-5 ปีก่อน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมคุมเข้มพื้นที่ตลอดเดือนรอมฎอน

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

หนุ่มซวยสุดๆ รถพลิกคว่ำกลับเจอยาบ้า 150 เม็ด ไปค้นที่บ้านพบอีก 100,000 เม็ด



         วันที่ 17 พฤษภาคม 61 ที่สถานีตำรวจภูธรปลายพระยา จ.กระบี่ ว่าที่ร.ต.อภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พล.ต.ต.บุญทวี โตรักษา บก.ภ.จว.กระบี่ พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผบ.บชร.4

       พ.ต.อ.นัษฐวุฒิ ทองทิพย์ ผกก.สภ.ปลายพระยา นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ นายอำเภอปลายพระยา เจ้าหน้าที่ ปปส.ภ.8 ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัว ผู้ต้องหายาเสพติดรายใหญ่ คือ นายสุพัฒ หรือบ่าว อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 ม.1 ต.คีรีวง อ.ปลายพระยา จ.กระบี่  พร้อมด้วยของกลางประกอบด้วยยาบ้าแบ่งเป็นมัดๆละ 2,000 เม็ด จำนวน 57 มัด รวมของกลางยาบ้าจำนวน 115,150 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในลังพลาสติกสีเขียว จำนวน 1 ลัง ยาบ้าจำนวน 150 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกใสแบบกดปิดดึงเปิดจำนวน 1 ถุง  ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋า สีดำ จำนวน 1 ใบ ขนาดเล็ก อีกชั้นหนึ่งอาวุธปืนพกสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด .357 จำนวน 1 นัด เครื่องกระสุนปืน ขนาด .357 จำนวน 10 นัด ซองปืน สีดำ จำนวน 1 ซอง  ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

          ก่อนการจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 พ.ค.61 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปลายพระยา ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์พลิกคว่ำถนนสาย 44 เซาท์เทิร์น ซีบอร์ด ม.7 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา มุ่งหน้าจาก จ.สุราษฎร์ธานี มาจังหวัดกระบี่จึงเดินทางไป

         ตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน กพ 2824 ภูเก็ต สภาพได้รับความเสียหาย พบนายสุพัฒเป็นคนขับได้รับบาดเจ็บและมีนางปลิ้ว อายุ 71 ปี ซึ่งนั่งโดยสารมาในรถยนต์คันที่เกิดได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลปลายพระยา

        ทั้งนี้จาการตรวจสอบข้อมูลพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์เป้าหมายที่ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่อยู่ระหว่างการสืบสวนและพบว่านายสุพัฒ เป็นบุคคลเป้าหมายเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้นพบของกลางยาเสพติดซุกซ่อนในกระเป๋าสะพายผู้ต้องหาจำนวน 150 เม็ด และอาวุธปืน 1 กระบอก  เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้ พร้อมสอบสวนสุพัฒ ได้ให้การว่าได้ซุกซ่อนของกลางไว้ที่บ้านพักที่อ.ทุ่งใหญ่จ.นครศรีธรรมราชเจ้าหน้าที่ตรวจค้นที่บ้าน ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 115,000 เม็ด เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

          พล.ต.ต.บุญทวี กล่าวว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้ นับว่าเป็นยาบ้าล็อตใหญ่ที่สุดในรอบปีนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่จับกุมได้ จากการสอบสวนนายสุพัฒน์ ให้การว่ารับสารภาพว่ารับของกลางมาจากพี่ชายจากจังหวัดเชียงราย ส่งมาทางรถไฟมาลงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

         โดยนำของกลางมาพักไว้ที่ อ.ทุ่งใหญ่ ก่อนกระจายให้เอเย่นในภาคใต้ แต่มาถูกจับกุมตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผล ต่อไป

ยิงไม่เข้า! ผช.ผญบ.ยะลา โดนเต็มๆ 2 นัดซ้อน แค่เป็นรอยแดง



         ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ยะลา ถูกคนร้ายจอดรถขวาง ชักปินยิงใส่ถูกที่ขาซ้าย 2 นัด แต่ไม่เข้า แค่เป็นจุดจ้ำๆ แดงๆ เจ้าตัวเป็นมุสลิม ไม่บอกมีของดีอะไร

         เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 พ.ค. ร.ต.อ.ภูมิพัฒน์ ขุนพิทักษ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองยะลา รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดพื้นที่บ้านเนียง หมู่ 4 ต.เปาะเส้ง ต่อมาพร้อม พ.ต.อ.ประวิตร ช่อเส้ง ผกก. พ.ต.ท.อุทัย การะเกษ รอง ผกก.(สอบสวน) สนธิกำลัง 3 ฝ่ายรุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสายบ้านกูแบรายอ-บ้านเนียง พบชาวบ้านยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์กันอยู่ แต่ไม่พบหลักฐานใด คาดว่าชาวบ้านได้เก็บปลอกกระสุนปืนไปแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อ นายดือราแม เจ๊ะอาลี อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/2 บ้านกูแบรายอ หมู่ 4 ต.ละแอ อ.ยะหา ถูกกระสุนปืนไม่ทราบขนาดที่ขาซ้ายจำนวน 2 นัด เป็นรอยจ้ำแดง 2 จุด ถูกนำตัวส่ง รพ.ศูนย์ยะลาแล้ว จึงได้ตามไปสอบสวน

        จากการสอบสวนทราบว่า นายดือราแม เจ๊ะอาลี มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) บ้านกูแบรายอ ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์เดินทางออกจากบ้านพักเพื่อไปทำธุระ มาถึงที่เกิดเหตุ มีคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์ 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟสีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนแล่นสวนมาแล้วชะลอรถจอดขวาง นายดือราแมเอะใจจึงได้จอดรถห่างจากจุดที่คนร้ายจอดราว 10 เมตร จากนั้นมือปืนที่ซ้อนท้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้นออกมาเล็งแล้วยิงใส่ติดต่อกันหลายนัด ปรากฏว่ากระสุนถูกขาซ้ายนายดือราแม 2 นัด แต่ไม่เข้า

         หลังถูกยิง นายดือราแมชักอาวุธปืนประจำกายออกมาเล็ง แต่ไม่สามารถยิงได้เนื่องจากมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ริมถนนด้านหลังคนร้าย ต่อมาพวกคนร้ายจึงได้หันหัวรถจักรยานยนต์เร่งเครื่องกลับไปทางเดิมแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอยขับมุ่งหน้าไปทาง ต.ยะลา อย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือการสร้างสถานการณ์ ส่วนที่ว่านายดือราแมมีของดีอะไรติดตัวหรือไม่ เจ้าตัวซึ่งเป็นมุสลิม ไม่ยอมบอก  

จนท.อบต.ละหาร ใช้รถราชการ ติดไซเรน ลอบขนยาไอซ์ 200 กิโลกรัม



           เจ้าหน้าที่จับกุมลูกจ้างส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนตำบลละหารใช้รถราชการ ติดไซเรน ลอบขนยาไอซ์ 200 กิโลกรัม ควบคุมตัวสอบสวนขยายผล - ดำเนินคดี


           เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ร่วมกันจับกุม นายบาดือรู ดือราแม อายุ 28 ปี ชาว อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้ที่ด่านตรวจหม้อแกง ถนนสายหาดใหญ่ - ปัตตานี ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี  พร้อมยึดของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 200 ห่อ น้ำหนักรวมประมาณ 200 กิโลกรัม, รถยนต์ กระบะยี่ห้อ อีซูซุสีเทา หมายทะเบียน กจ 3148 ปัตตานี จำนวน 1 คัน ติดสัญญาณไซเรน ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนราชการ ขององค์การบริหารส่วนตำบลละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยผู้ต้องหานำมาใช้ในการลำเลียงยาเสพติดยาเสพติด และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง

         สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ยาเสพติดที่ตรวจพบเป็นของตัวเองจริง ส่วนที่ใช้รถส่วนราชการ เพราะเป็นลูกจ้างส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนตำบลละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
เบื้องต้น แจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างนำตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลาง ขยายผลการจับกุมเครือข่ายต่อไป.

นาทวีหนึ่งเดียวความปรองดองสมานฉันท์ไทยพุทธ-มุสลิม นำหลักธรรมดำเนินชีวิต



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - นาทวี หนึ่งเดียวความปรองดองสมานฉันท์ไทยพุทธ-มุสลิม พร้อมนำหลักธรรมดำเนินชีวิตเพื่อความมั่นคงของชาติ พหุวัฒนธรรมของ ต.นาหมอศรี อ.นาทวี จ.สงขลา
วันนี้ (17 พ.ค.) ที่บริเวณทุ่งต้อ หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งแหลกลาง ต.นาหมอศรี อ.นาทวี จ.สงขลา หลวงพ่อภัตร อริโย เจ้าอาวาสวัดนาทวี และเกจิดังภาคใต้ ฉายา “เทพสามตา” ร่วมกับ นายสุธี สังข์ทอง นายก อบต.นาหมอศรี ได้จัดโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ นำหลักธรรมดำเนินชีวิตเพื่อความมั่นคงของชาติ พหุวัฒนธรรมของตำบลนาหมอศรี โดยมี พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวนำหลักคำสอนศาสนาพุทธ พระเทพสิทธิมุนี เจ้าคณะภาค 18 พระราชวรเวทีเจ้าคณะจังหวัดสงขลา และนายเจะหมีน หะแหละ ที่ปรึกษาคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสงขลา กล่าวนำหลักคำสอนศาสนาอิสลาม





           โดยมีผู้นำศาสนา นายก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ต.นาหมอศรี อ.นาทวี จ.สงขลา และอำเภอใกล้เคียงทั้งชาวไทยพุทธ และมุสลิมเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมกระบวนการสร้างความรัก ความสามัคคีของประชาชนในระดับพื้นที่ นำหลักธรรมทางศาสนาที่ตนเองนับถือมาเป็นเครื่องมือหนุนนำทางใจ เพื่อสร้างความรักความสามัคคี รู้จักการให้อภัย มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความปรองดอง และเพื่อสนองนโยบายรัฐในการสร้างความสมานฉันท์
          ซึ่งในตำบลนาหมอศรี ทุกหมู่บ้าน ทั้งชาวไทยพุทธ และมุสลิมจะรักใคร่สามัคคีปรองดองกัน มีงานมีการจะให้การช่วยเหลือกันมาตลอด ทั้งสองศาสนาอยู่กันอย่างสันติ ไม่มีคดีความ อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง นับเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะที่นี่ทั้งไทยพุทธ และมุสลิมอยู่กันอย่างสันติ นับว่าเป็นครั้งแรกในภาคใต้ที่ผู้นำทั้ง 2 ศาสนามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นกัน โดยภายในงานมีทั้งชาวไทยพุทธ และมุสลิมเข้าร่วมประมาณ 2,000 คน








ตร.กระบี่บุกยึดอาวุธสงคราม-ยาเสพติด คาบ้านเครือข่ายยานรก





ตำรวจกระบี่ บุกยึดอาวุธปืนสงคราม อาก้า พร้อมยาเสพติด คาบ้าน เชื่อเป็นของเครือข่ายยาเสพติด ด้าน ผบก.กระบี่ เตือนเจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวัง

          วันนี้ ( 17 พ.ค.) ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทน.4 พล.ต.ต.บุญทวี โตรักษา ผบก.ภ.จว.กระบี่ พ.ต.อ.ขจิตร คงปราบ ผกก.สภ.เขาพนม นำโดย ร.ต.อ.ชาญวิทย์ ศรีสงค์ สว.สส.สภ.เขาพนม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาพนม ได้สนธิกำลังร่วมกับกำลังฝ่ายทหาร เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 42 หมู่ 3 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ พร้อมทำการตรวจยึดอาวุธปืนยาวสงคราม AK 47 แบบพับฐาน มีสายสะพายปืนติดอยู่กับอาวุธปืน เลขหมายประจำปืนเลอะเลือน ไม่สามารถตรวจสอบได้ ใส่อยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้า จำนวน 1 กระบอก




             นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังค้นพบ ซองบรรจุกระสุน ขนาดบรรจุ 30 นัด จำนวน 1 อัน กระสุนปืนขนาด 7.65 บรรจุอยู่ในซองบรรจุกระสุน ของกลางรายการที่ 2 จำนวน 15 นัด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ชนิดสีเขียว ลักษณะกลมแบนผิดด้านหนึ่งเรียบอีกด้านประทับด้วยอักษร XY บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก สีขาวชนิดปากกดปิดดึงเปิด ขนาดกว้าง 1.5 นิ้ว ด้านยาวปิดด้วยความร้อน ใส่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ สีชมพู จำนวน 2 เม็ด

          โดยเจ้าของบ้านซึ่งเชื่อว่า เป็นเจ้าของอาวุธปืนและของกลางข้างต้นหลบหนี อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายจับต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ปิดล้อมรวบโจรใต้ระดับหัวหน้า หมายจับติดตัวอื้อ


ปิดล้อมรวบโจรใต้ระดับหัวหน้า หมายจับติดตัวอื้อ


             3 พ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจ ประกอบด้วย ฉก.ทพ.นย.ทร. , ฉก.ทพ.44 , ฉก.ทพ.43 และ นปพ.ร่วมประจำ จ.ปัตตานี ร่วมกับ สมค.ศปก.ตร.สน. ได้สนธิกำลังบังคับใช้กฎหมายติดตามบุคคลเป้าหมาย คือ นายมะรอตือปี กาแปะ ภูมิลำเนาอยู่หมู่ 2 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จากการตรวจสอบพฤติกรรมที่คาดว่าจะเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ระดับหัวหน้า Regu(หมู่)โดยมีหมายจับ ป.วิอาญา พบประวัติมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.สายบุรี และ อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี



            ผลการปฏิบัติสามารถควบคุมตัวบุคคลเป้าหมายได้ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 1 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น ซึ่งเป็นบ้านของ นายอับดุลมานะ บือนาเฮง โดยเจ้าของบ้านให้การว่าคนร้ายได้ขอเข้ามาอาศัยในบ้านหลังดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้อาศัยอำนาจกฎอัยการศึกควบคุมบุคคลทั้งสองเข้ากระบวนการซักถามที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

             นอกจากนี้ จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก พบอาวุธปืนพกอัตโนมัติ ขนาน 9 มม. ยี่ห้อกล็อค จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุน จำนวน 1 ซอง และเครื่องกระสุน ขนาด 9 มม. จำนวน 57 นัด พร้อมทั้งอุปกรณ์ดำรงชีพในป่าจำนวนหนึ่ง หน่วยในพื้นที่จึงอาศัยอำนาจกฎอัยการศึกควบคุมตัวส่งให้หน่วยซักถาม ฉก.ทพ.43 ดำเนินกรรมวิธีซักถามขยายผลต่อไป

จากการตรวจสอบประวัติเบื้องต้น พบว่า นายมะรอตือปี กาแปะ มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 4 หมาย จากระบบ polis

  • 1.จ.208/2551 ลง 22 ก.พ. 51 ข้อหาร่วมมีอาวุธปืนฯ ศพฐ.10 (ทว.)

  • 2.จ.400/2555 ลง 9 ธ.ค. 55 ข้อหา พยายามฆ่าฯ สภ.ไม้แก่น

  • 3.จ.690/2560 ลง 24 พ.ย. 60 ข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ พงส.ความมั่นคง ภ.จว.ปัตตานี

  • 4.จ.696/60 ลง 24 พ.ย. 60 ข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ สภ.ไม้แก่น


วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

จับกุมเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด หนอนไฟใต้ พร้อมยาไอซ์ 448 กิโลกรัม



        วันที่ 8 พ.ค. 61 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกำลัง ชปส. ร่วมจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย คือ

  • 1.) นายอับดุลรอสะ หรือยะ มะเร๊ะ อายุ 36 ปี ที่อยู่ 23 ม.4 ต.เนินงาม อ.รามัน จ.ยะลา (ผู้ต้องหาที่ 1)
  • 2.) นายราวีมัน หรือวี แซการี อายุ 37 ปี ที่อยู่ 11 ม.1 ถ.ทั่วไป ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา (ผู้ต้องหาที่ 2)
  • 3.) น.ส.การ์ตีนี หรือนี เจะหะ อายุ 27 ปี ที่อยู่ 17 ม.1 ถ.ทั่วไป ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา (ผู้ต้องหาที่ 3)
  • 4.) น.ส.ลำดวน หรืออาลีมะ อาจยืนยง อายุ 34 ปี ที่อยู่ 107 ม.17 ต.วังขาว อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย (ผู้ต้องหาที่ 4)
        ซึ่งพฤติกรรมผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมเครือข่ายนักค้ายาเสพติดที่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่นราธิวาส โดยมีนายมังฯ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนัดค้ายาเสพติดในพื้นที่ใต้ตอนล่าง และผู้ต้องหาทั้ง 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักค้ายาเสพติดังกล่าว และได้มีการประสานเพื่อรับยาไอซ์ในพื้นที่สงขลา โดยมีการนัดหมายที่บริเวณบ้านดอนยาง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อนำไปเก็บที่จ.นราธิวาส เพื่อรอจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

       หลังจากเจ้าหน้าที่ได้สังเกตการณ์และรวบรวมหลักฐาน จึงมีการประสานและติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาในบริเวณปั้มน้ำมัน ปตท.(สงขลา-ปัตตานี) โดยการจับกุมในครั้งนี้ได้รับการยินยอมจากผู้ต้องหาเป็นอย่างดี


โดยการจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางจำนวน 6 รายการประกอบด้วย
  • 1. รวบยาไอซ์ของกลางทั้งหมดจำนวน 448 ถุง น้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 448 กิโลกรัม
  • 2.) รถยนต์กระบะแบบตอนเดียว ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็ค สีขาว หมายเลขทะเบียน บฉ 8970 นราธิวาส จำนวน 1 คัน
  • 3.) โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุงรุ่นฮีโร่ สีดำ พร้อมซิมการ์ด หมายเลขโทรศัพท์ 098 – 0490079 หมายเลข IMEI 359774071914474/01 จำนวน 1 เครื่อง และหมายเลขโทรศัพท์ 093 – 7820397 หมายเลข IMEI 352211076305892/01 จำนวน 1 เครื่อง (ของผู้ต้องหาที่ 1)
  • 4.) โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง รุ่น GT-S5300B สีดำ พร้อมซิมการ์ด หมายเลขโทรศัพท์ 098-0738198 หมายเลข IMEI 354358050380363 จำนวน 1 เครื่อง (ของผู้ต้องหาที่ 2)
  • 5.) โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ Vin ๕ สีดำ พร้อมซิมการ์ด หมายเลขโทรศัพท์ 065-4035565 หมายเลข IMEI ๓๕๓๖๕๐๐๘๘๖๕๗๗๖๗, IMEI 35365008867775 จำนวน 1 เครื่อง (ของผู้ต้องหาที่ 3)
  • 6.) โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง สีขาว พร้อมซิมการ์ด หมายเลขโทรศัพท์ 098-0347546 หมายเลข IMEI 357469063998013 จำนวน 1 เครื่อง (ของผู้ต้องหาที่ 4)

         หลังการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 ยังให้การสารภาพและขยายผลซักทอดไปยังกลุ่มนายมังฯ ที่ยังคงเคลื่อนไหวค้ายาเสพติดในพื้นที่จ.นราธิวาส สำหรับการจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าตั้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์ ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” พร้อมนำของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คนร้ายซุ่มยิงประธานพาคนกลับบ้านบันนังสตาเสียชีวิตหน้ามัสยิดใน จ.ยะลา ไม่นานหลังจากนั้นเกิดเหตุกราดยิงร้านน้ำชาใน อ.กาบัง เจ้าของร้านเสียชีวิต ลูกค้าบาดเจ็บอีก 2 ราย




        คนร้ายซุ่มยิงประธานพาคนกลับบ้านบันนังสตาเสียชีวิตหน้ามัสยิดใน จ.ยะลา ไม่นานหลังจากนั้นเกิดเหตุกราดยิงร้านน้ำชาใน อ.กาบัง เจ้าของร้านเสียชีวิต ลูกค้าบาดเจ็บอีก 2 ราย
        เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 61 เวลา 19.45 น. ที่มัสยิดดารูลฮีดา บ้านคอลอกาเอ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงนายมุตาอาลี ดีสะเอะ อายุ 49 ปี ประธานพาคนกลับบ้านที่บันนังสตา ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. ที่ใบหน้า และตามร่างกาย 3 นัด กู้ภัยบันนังสตาได้นำร่างส่ง รพ.บันนังสตา แต่เสียชชีวิตในเวลาต่อมา


มุตาอาลี ดีสะเอะ

         จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุตอนหัวค่ำที่ผ่านมา นายมุตาอาลีได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก เพื่อเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดดารูลฮีดา บ้านคอลอกาเอ รอยต่อพื้นที่หมู่ 1 ต.เขื่อนบางลาง

         หลังละหมาดเสร็จ นายมุตาอาลีได้เดินออกจากมัสยิด ตรงไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณหน้ามัสยิด โดยมีคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์ไม่ทราบจำนวน ได้มาดักรออยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนเดินเข้าไปใช้อาวุธปืนจ่อยิงนายมุตาอาลีติดต่อกันหลายนัด กระสุนถูกนายมุตาอาลีจนล้มลง จากนั้นคนร้ายได้ยิงซ้ำที่ใบหน้าอีก 1 นัด ให้แน่ใจว่าไม่รอด ก่อนขี่จักรยานยนต์หลบหนีไปทาง ต.ตลิ่งชัน อย่างรวดเร็ว

        ส่วนสาเหตุคาดว่ามาจากฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบ เนื่องจากนายมุตาอาลีเป็นประธานชมรมพาคนกลับบ้านของ อ.บันนังสตา ทำหน้าที่ติดต่อญาติผู้หลงผิด ให้ชักนำผู้หลงผิดเข้ารายงานตัวต่อทางการ เป็นสาเหตุให้คนร้ายไม่พอใจจึงมาดักสังหารนายมุตาอาลีจนเสียชีวิตดังกล่าว


ร้านน้ำชา

           และในเวลา 20.25 น. ของวันเดียวกัน (11 พ.ค.) บริเวณร้านน้ำชาข้างบ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา มีคนร้ายกราดยิงร้านน้ำชา ทำให้มีผู้เสียชีวิตคือ น.ส.อามีเนาะ มามะ อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน โดยถูกกระสุนปืนตามร่างกายหลายแห่ง นอนจมกองเลือดอยู่ภายในร้าน ส่วนผู้บาดเจ็บมี 2 ราย คือ นายอรี ลีมาดาอิ อายุ 27 ปี และนายอามีนูดิง ดอราแม อายุ 27 ปี ทั้งคู่ถูกกระสุนที่ขาซ้าย และได้ถูกนำตัวส่ง รพ.กาบัง

         ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนอาก้าตกอยู่จำนวนหนึง เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่นายอรีกับนายอามีนูดิง กำลังนั่งคุยกันอยู่ในร้านน้ำชานั้น ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนย่องเข้ามาข้างร้านพร้อมกับใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มเข้าไป เป็นเหตุให้ น.ส.อาลีเนาะ ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต ส่วนนายอรีกับนายอามีนูดิง ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

         ส่วนสาเหตุคาดว่ามาจากสถานการณ์ความไม่สงบ เนื่องจากนายอรี ลีมาดาอิ เป็นอาสาสมัครทหารพราน สังกัดร้อย ทพ. 4701 ซึ่งอยู่ระหว่างลาพัก คนร้ายจึงยกพวกมาก่อเหตุยิงถล่มนายอรี จนทำให้เจ้าของร้านเสียชีวิต

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นักศึกษา2สถาบันโหมไฟใต้!



         กอ.รมน.ภาค 4 สน.ร่วมเฝ้าระวัง 6 เดือน เซฟตี้โซนเจาะไอร้อง พิสูจน์ตัวจริงเข้าร่วมพูดคุยสันติสุข ด้านหน่วยข่าวห่วงช่วงรอยต่อเข้าโรดแมปสันติสุขปี 63เยาวชนขยายแนวคิดผ่านโซเชียลมีเดีย สั่งเฝ้าระวังพบนักศึกษา 2 สถาบันกลางกรุงโพสต์โหมไฟใต้ ขณะที่ประธานสมาพันธ์ครูชายแดนใต้เรียกร้องเข้มรักษาความปลอดภัยครู หลังชีวิตแล้ว 184 คน

        เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ค่ายสิรินธร จ.ยะลา พ.อ.วัฒนา กรมขันธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวถึงกรณีกำหนด อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือเซฟตี้โซนว่า เป็นเพียงแนวคิดที่จะต้องมีอำเภอนำร่อง 1 อำเภอ เพื่อสร้างความปลอดภัย จึงมีการคิดว่าน่าจะลองใช้พื้นที่ อ.เจาะไอร้อง เพื่อดูเหตุการณ์ก่อน ส่วนการปฏิบัติยังคงใช้กำลังปกติ และกำลังจากภาคประชาชน ซึ่งต้องดูว่าจากนี้ไปอีก 6 เดือนจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 3-6 เดือนแรก จะเป็นขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ และช่วงหลัง 6 เดือน เป็นขั้นตอนนำไปสู่เป้าหมายการกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัย

          พ.อ.วัฒนากล่าวว่า แนวคิดกำหนด อ.เจาะไอร้องเป็นพื้นที่เซฟตี้โซน เราจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกเรื่อง และเมื่อครบกรอบเวลาที่กำหนด จะเพิ่มเติมมาตรการต่างๆ ลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนจะลดการก่อเหตุความรุนแรงเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้น ต้องเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวกำหนดขึ้นเพื่อแสดงความไว้วางใจทั้ง 2 ฝ่าย ในส่วนของรัฐ จะต้องไม่นำกำลังทหารหรือดำเนินการใดๆ เพื่อก่อให้เกิดปัญหา ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นต่างจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ ด้วยเช่นกัน

         ส่วนเหตุการณ์ทั่วไป ต้องสามารถพิสูจน์ทราบได้ แม้ว่าจะมีแนวคิดให้ อ.เจาะไอร้องเป็นพื้นที่เซฟตี้โซน แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยยังคงจำเป็นต้องอาศัย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ถือเป็นคนละส่วนกัน ทั้งนี้ พื้นที่นำร่องจะมาจากการกำหนดของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ซึ่งต้องนำไปทดลองก่อน

     "กระบวนการพูดคุยอยู่ในขั้นตอนการสร้างความไว้วางใจ รวมถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า และขณะนี้มีกลุ่มผู้เห็นต่างหลายกลุ่ม ยืนยันว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง สามารถควบคุมการปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหากขยายเวลาการพูดคุยออกไป จะทำให้เราเห็นว่ากลุ่มไหนเป็นตัวจริง กลุ่มไหนมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งยังต้องพิสูจน์กันต่อไป" พ.อ.วัฒนากล่าว

         ขณะที่ พ.อ.สุภกิจ รู้หลัด รองผู้อำนวยการสำนักข่าว กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในห้วงที่จะเข้าสู่โรดแมปที่ 3 ในขั้นตอนการสร้างสันติสุข ที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2563 ถือเป็นช่วงรอยต่อ คือการที่ขบวนการก่อความไม่สงบจะใช้กลุ่มเครือข่ายเยาวชน เพื่อกระจายข่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ที่อาจขยายผลก่อความรุนแรง โดยการข่าวพบว่าใน กทม.มีเยาวชนใน 2 สถาบันการศึกษาที่ต้องเฝ้าระวังใช้เป็นพื้นที่ปลุกระดมแนวร่วมและยังพบข้อมูลการโพสต์โซเชียลฯ ในเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดใช้ภาคใต้ หรือกลุ่ม Permas ซึ่งเป็น 1 ใน 28 กลุ่มเฝ้าระวัง โดยต้องใช้ยุทธวิธีทางด้านการข่าวที่ไม่เปิดเผยเข้าไปสร้างความเข้าใจกับเยาวชน เพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัดในแง่ตัวบุคคลที่จะเรียกมาปรับทัศนคติ

          พ.อ.สุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนความเป็นห่วงที่กลุ่มไอเอสจะใช้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อขยายเครือข่ายนั้น ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเป้าหมายกลุ่มไอเอส คือตั้งรัฐอิสลาม และขณะนี้ก็มีการแบ่งแยกออกเป็นหลายกลุ่ม ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวคนไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาตใต้เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการโพสต์ในเฟซบุ๊กเท่านั้น ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่สนับสนุน และไอเอสไม่มีโอกาสเข้ามาอิทธิพลเหนือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐดูแลพื้นที่อย่างเข้มข้น

          ด้าน พล.ต.วัลลภ ฐิติกุล รองแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงการดูแลแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนยังใช้ชีวิตปกติ แต่ละวันมีคดีความมั่นคงเกิดขึ้นไม่มาก หรือเรียกได้ว่าน้อยมาก เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายพลเรือนร่วมกันดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด เราทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ และลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างดี ส่วนกรณีที่มีกระแสต่อต้านการแบ่งพื้นที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ให้กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านนั้น เบื้องต้นเรื่องนี้ยังเป็นแนวความคิด แต่เหตุผลที่มีการเสนอหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 นั้น เพราะมีพื้นที่เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่น่าสงสาร และเป็นคนไทยทั่วไปที่เคยหวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปอยู่ต่างถิ่น วันนี้รัฐมีช่องทาง ก็อยากกลับมาเพื่อออกบัตรเป็นคนไทย แต่เมื่อมาแล้วไม่มีที่ทำกิน และจะให้อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ไปตลอดก็ไม่ได้ เราต้องมีมาตรการดูแล และลูกหลานต้องได้รับการศึกษา ทั้งนี้เราต้องเห็นใจซึ่งกันและกัน

            พ.อ.ธนาวีย์ สุวรรณรัฐ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวถึงการดำเนินงานในโครงการพาคนกลับบ้านว่า ในปี 61 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 มีนโยบายคือไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ เพราะต้องการคนที่เป็นตัวจริงเสียงจริงเท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 4 มีบัญชีรายชื่อผู้ก่อเหตุความรุนแรง จำนวน 7,300 คน แยกตามการกระทำความผิด 2 ลักษณะ คือกลุ่มมีหมาย ป.วิอาญา และกลุ่มสนับสนุนที่ถือเป็นกลุ่มเฝ้าระวัง ส่วนกลุ่มที่เข้าโครงการพาคนกลับบ้าน แบ่งเป็นเป้าหมายทั่วไป คือผู้ต้องหาที่กระทำความผิดสร้างความรุนแรงในประเทศ จำนวน 288 คน และกลุ่มนอกประเทศที่หลบหนีออกนอกประเทศไปเมื่อ 20-30 ปีแล้ว เพราะหวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 228 คน

           พ.อ.ธนาวีย์กล่าวต่อว่า มีการคัดเลือกแล้ว เหลือเพียง 224 คน จากนั้นมีการฝึกอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัยถาวร รวมถึงพื้นที่ทำกินให้ ซึ่งตอนนี้มีคนยืนยันให้รัฐช่วยแล้วจำนวน 105 คน โดยเบื้องต้นรัฐมีแนวคิดใช้พื้นที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 ส่วนที่เหลือจะกลับไปอาศัยบ้านญาติของตนเอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ เนื่องจากมีกระแสข่าวคนในพื้นที่ต่อต้าน เพราะมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่คนที่จะไปอยู่นี้มีแต่คนแก่และเด็ก และตอนนี้ยังไม่ได้ไปอยู่จริง

          ที่ปัตตานี นายบุญสม ทองศรีพลาย ประธานสมาพันธ์ครูชายแดนใต้ กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงเปิดเทอมว่า ขณะนี้ทั้งปัตตานี ยะลา นราธิวาส ได้ทยอยกันประชุมเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของแต่ละจังหวัดแล้ว สำหรับรูปแบบการกำหนดมาตรการในการรักษาความปลอดภัยทางครูเห็นว่าที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์ลดลง เรื่องความปลอดภัยของบุคลากรทางการศึกษาดีขึ้น ทำให้มีความมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัย

          อย่างไรก็ตาม การรักษาความปลอดภัยครู ถึงแม้นว่าสถานการณ์ปกติ แต่ขอให้ทางจังหวัด อำเภอ มีมาตรการสอดคล้องกัน มีการประชุมการทำงานในทิศทางเดียวกัน และปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง โดย
  • 1.เรื่องการรับ-ส่งบุคลาการทางการศึกษาเข้ามาในโรงเรียนที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย 
  • 2.ดูแลครูอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่มีกิจกรรม โดยสมาพันธ์ครูชายแดนใต้จะมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่องเหมือนที่ผ่านมา

         ประธานสมาพันธ์ครูชายแดนใต้กล่าวด้วยว่า ปี 61 ทางคณะครูมีความมั่นใจต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยในส่วนของครูนั้น ตนได้กำชับให้ครูฟังมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวดเช่นกัน ส่วนทางโรงเรียน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลรักษาความปลอดภัย สำหรับที่ผ่านมา ครูเสียชีวิตแล้ว 184 คน ซึ่งทางสมาพันธ์ครูชายแดนใต้ยังคงต้องการการเยียวยา ทายาทของครูผู้เสียชีวิตที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือ.

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ระแงะ'คนร้ายใช้อาวุธสงคราม ดักซุ่มยิงคนหาของป่าเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 1




          วันที่ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2561 เวลา 10.05 น. พ.ต.ท.วรวรรธน์ จันทร์คูเมือง สารวัตรสอบสวน สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต บนถนนในหมู่บ้านบือแจง ม.4 ต.บองอ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ ผกก.สภ.ระแงะ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ 


          ในที่เกิดเหตุพบรถ จยย.ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นคริสตัน สีน้ำเงิน ทะเบียน ฌ 0308 นราธิวาส ล้มตะแคงอยู่กลางถนน และพบศพ นายถนอม สุขสถาน อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 ม.8 ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส นอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่ไหล่ถนน โดยมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซอง ที่บริเวณศีรษะและลำตัว จำนวน 2 นัด 

          โดยในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม.16 ตกอยู่บนบนถนน จำนวน 3 ปลอก และหมอนรองกระสุนปืนลูกซอง จำนวน1 ชิ้น พร้อมด้วยค่าง 1 ลูก ที่ใส่ไว้ในกระสอบปุ๋ย เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะนำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลระแงะ เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบให้ญาติรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี 



          จากการสอบสวน นายจรัญ เมืองมูล อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ขี่รถ จยย.โดยมีนายถนอม ผู้เสียชีวิตนั่งซ้อนท้าย เพื่อเดินทางไปล่าสัตว์ป่าที่เชิงเขาหลังหมู่บ้านจุดเกิดเหตุ เมื่อได้สัตว์ป่าจึงได้ขี่รถ จยย.โดยมีนายถนอม นั่งซ้อนท้ายเพื่อกลับบ้านพัก ถึงที่เกิดเหตุซึ่ง 2 ข้างทางเป็นป่ารกทึบ ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน ถืออาวุธปืนวิ่งออกมาจากป่าริมถนน โดย 2 คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนลูกซองและอาวุธปืนเอ็ม.16 ยิงใส่ตนและนายถนอมที่นั่งซ้อนท้าย จำนวน 2 นัดซ้อน โดยกระสุนปืนของคนร้ายเฉี่ยวที่ปลายคางของตน 1 นัด และถูกลำตัวของนายถนอม 1 นัด แล้วรถได้เสียหลักตกไหล่ถนน ตนตั้งสติได้จึงได้รีบวิ่งเข้าป่าเอาตัวรอด แล้วคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม.16 จ่อยิงซ้ำนายถนอมที่ศรีษะอีก 1 นัด จนเสียชีวิต แล้วคนร้ายได้ช่วยกันลากรถ จยย.ของตนขึ้นจากไหล่ถนน นำมาจอดตะแคงไว้กลางถนนเพื่อที่จะใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาซ้ำ แต่โชคดีที่ในช่วงดังกล่าวคนร้ายเห็นมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งขี่รถ จยย.จะผ่านมา คนร้ายจึงได้เปลี่ยนใจหยิบอาวุธปืนลูกซองของนายถนอมและหยิบอาวุธปืนลูกกรดของตน รวม 2 กระบอก พากันหลบหนีเข้าป่าไป 



           ต่อมาเมื่อตนคาดว่ากลุ่มคนร้ายได้หลบหนีไปแล้ว จึงได้เดินออกมาจากป่าไปยังจุดเกิดเหตุ พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังยืนมุงดูศพผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งได้ประสานเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2547 ที่ผ่านมา นายถนอม ผู้เสียชีวิตเคยถูกคนร้ายดักซุ่มยิงได้รับบาดเจ็บมาแล้ว 1 ครั้ง ขณะขี่รถ จยย.กลับจากหาของป่าเช่นกัน..!!!...."



หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม