วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ความหลงผิด..ความเชื่องมงาย คือจุดเริ่มต้นของการเป็นโจร


ความหลงผิด..ความเชื่องมงาย คือจุดเริ่มต้นของการเป็นโจร

           พฤติกรรมมนุษย์ถูกกำหนดโดย “ศรัทธา”และ “ความเชื่อ” ซึ่งข่าวสารข้อมูลที่จะนำไปสู่ความงมงายนั้น จะถูกหรือผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อความรู้สึก ความศรัทธา ความเชื่อจึงเป็นเครื่องมือให้กับกลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้ในการปลุกระดมให้คนดีกลับกลายเป็นคนไม่ดี…

          เสียงร่ำลือจากปากสู่ปาก.. ในร้านน้ำชาหรือแม้กระทั่งในมัสยิดหลังการละหมาด ได้ยินอยู่บ่อยครั้งที่มีการกล่าวถึงรูปแบบและวิธีการในการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้ฟาตอนี ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือพฤติกรรมสุดโต่ง โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมที่กระทำต่อพี่น้องเรากลับไม่มีใครได้กล่าวถึง ผู้ที่ประพฤติชั่วเข่นฆ่าคนซึ่งศาสนาไหนๆ ไม่เคยมีบัญญัติไว้ในคำสอน การวางแผนและแบ่งมอบหน้าที่แต่ละส่วนงานแยกจากกัน โดยมีการตัดตอน และมีการขยายความต่อไปด้วยว่าสมาชิกแต่ละคนจะทราบเฉพาะบทบาทหน้าที่ของตนเองเท่านั้น ซึ่งในการก่อเหตุแต่ละครั้งไม่ได้เบ็ดเสร็จแค่คนเพียงหนึ่งคนแต่มีการร่วมมือเป็นขบวนการ… กระทำชั่วกันเป็นกลุ่ม

          ผู้เขียนเองเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันแต่ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร อีกทั้งคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวไม่สำคัญเท่าไหร่ในความรู้สึกนึกคิด แต่เมื่อได้ยินบ่อยครั้งเข้าเริ่มฉุกคิดว่ากลุ่มโจรใต้ฟาตอนี มียุทธวิธีในการก่อเหตุกันอย่างไร ? โดยเฉพาะการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีการเตรียมการ เช่น การประกอบระเบิด การขุดเจาะถนนเพื่อนำระเบิดไปวาง การวางระเบิด และผู้ที่ทำการจุดชนวน ซึ่งคนดีๆ ไม่สามารถกระทำได้มีแต่คนชั่ว คนเลวเท่านั้นที่ในสมองที่ต้องการความรุนแรงไม่อยากให้บ้านเมืองสงบสุข

         การก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่มโจรใต้ฟาตอนีเกิดจากอะไร? 
  • ประการแรกเลยเกิดจากการสร้าง “ศรัทธา”“ความเชื่อ” ซึ่งจะนำไปสู่ความ “งมงาย” หากให้ค่าและ ความสำคัญของคำสามคำนี้ 
  • “ศรัทธา” ถือว่าเป็นคำที่มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าคำอื่นทั้งหมด 
  • “ความเชื่อ” มีศักดิ์ศรีน้อยกว่า “ศรัทธา” 
  • “งมงาย” เป็นคำที่มีศักดิ์ศรีต่ำสุด
           แต่ไม่น่าเชื่อว่าระดับ แกนนำกลุ่มโจรใต้ฟาตอนีได้ใช้ “ศรัทธา-ความเชื่อ”และงมงาย มาผสมรวมหล่อหลอมคนดีให้กลายเป็นคนชั่วด้วยการใช้ “ศรัทธา” ของพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือ ทำการบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่ “ความเชื่อ” ว่าดินแดนปาตานีถูกรุกรานจากสยามและถูกยึดครอง และผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการคือการได้แนวร่วมเข้าสู่กลุ่มโจรที่เกิดจาก “ศรัทธา”และ “ความเชื่อ” ยัดข้อมูลผิดๆ เข้าสู่สมอง เห็นผิดเป็นชอบ มวลหมู่โจรเกิดความ “งมงาย” กระทำความผิดคิดว่าถูกต้อง ทำการเข่นฆ่าผู้คนแล้วได้ขึ้นสวรรค์ตามที่แกนนำสร้างให้เชื่อ..

         ปัจจุบันนี้แม้ว่าโลกได้แปรเปลี่ยนไปการติดต่อสื่อสารแค่เอื้อม เป็นยุคเทคโนโลยีความทันสมัยได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น แต่ในชีวิตจริงประจำวันของคนทั่วไปไม่ได้ช่วยให้มนุษย์เลิก “งมงาย” ได้เลย เทคโนโลยีทันสมัยกลับเป็นช่องทางในการปลุกระดมบ่มเพาะสมาชิกแนวร่วมกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมาได้สะดวกและง่ายขึ้น

        เมื่อต้นปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมมือระเบิดรายหนึ่งได้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี (ขอสงวนชื่อ นามสกุล) ผลการซักถามให้การยอมรับว่าเป็นสมาชิกโจรใต้ฟาตอนี ฝ่ายซัมปูตัส หรือฝ่ายสนับสนุนด้านระเบิด ทำหน้าที่ในส่วนมาเซาะ ผลิตตัวระเบิดแสวงเครื่องใช้ในการก่อเหตุ รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ผู้ถูกจับกุมได้สาธิตการประกอบระเบิดแสวงเครื่องให้เจ้าหน้าที่ได้ดูอีกด้วย

        สมาชิกโจรใต้ฟาตอนีรายนี้ได้เล่าว่าตนเองถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นแนวร่วมเมื่อปี 2546 ก่อนเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 ได้รับฟังการบรรยายประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี และผ่านขั้นตอนการสาบานตน (ซูมเปาะห์) เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัว โดยอุสตาซยา ซึ่งได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ตนได้ผ่านการฝึกหลักสูตรหน่วยจรยุทธ์ขนาดเล็ก หรือหลักสูร RKK หลังจบการฝึกถูกจัดให้อยู่ในชุดปฏิบัติการของแกนนำในพื้นที่บ้านคลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

         ส่วนสาเหตุในการผันตัวมาเป็นชุดปฏิบัติการฝ่ายซัมปูตัส หรือฝ่ายสนับสนุนด้านระเบิดให้กับโจรใต้ฟาตอนีในพื้นที่ ได้รับคำสั่งจากแกนนำให้ไปเข้ารับการฝึกหลักสูตรการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ผู้ถูกจับกุมได้เล่าว่ารูปแบบการฝึกมี 2 ฝ่าย คือฝ่ายเทคนิค (วงจร) กับฝ่ายมาเซาะ (ผสมและประกอบระเบิดแสวงเครื่อง) และตนเองเลือกที่จะทำการฝึกในฝ่ายมาเซาะ โดยใช้บริเวณสนามฟุตบอลบ้านเปี๊ยะ ต.ดาโต๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำการฝึกฝนวิชาร่วมกับเพื่อนสมาชิกในพื้นที่อีก 2 คน

         ภายหลังจากทำการฝึกจบด้วยการปฏิบัติงานจริง 5 ครั้ง ต่อมาในปี 2558 ระดับแกนนำได้สั่งการให้กลุ่มซัมปูตัส ไปช่วยกันผลิตระเบิดแสวงเครื่อง โดยใช้บริเวณสวนทุเรียนในพื้นที่บ้านออลอปีแน ต.ดาโอ๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งมีสมาชิกฝ่ายสนับสนุนระเบิดร่วมกันปฏิบัติงาน 7 คนด้วยกัน

         ผู้ถูกจับกุมได้เปิดเผยว่าตั้งแต่ทำหน้าที่ผสมและประกอบระเบิดแสวงเครื่องได้ร่วมกับสมาชิกรายอื่นๆ ทำการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 9 ทุ่น หลังจากประกอบเสร็จ จะมีผู้มาทำการขนย้ายโดยใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง แต่ไม่ทราบว่าไปส่งให้กับผู้ใดและทำการก่อเหตุที่ไหน ซึ่งตนเองไม่ทราบมีหน้าที่ในการประกอบระเบิดเท่านั้น ส่วนในการประกอบระเบิดแสวงเครื่องใช้เวลาประมาณ 30 นาที ต่อ 1 ทุ่น

         จากคำบอกเล่าของผู้ถูกจับกุมรายดังกล่าว ผู้เขียนย้อนกลับไปยังเสียงร่ำลือในร้านน้ำชา ไม่ได้เป็นแค่ข่าวลืออีกต่อไปแล้วเป็นความจริงที่ยากปฏิเสธเมื่อมีคนออกมายืนยัน การแบ่งมอบหน้าที่แต่ละส่วนงานแยกจากกัน โดยมีการตัดตอน แต่ละคนจะทราบเฉพาะแค่บทบาทหน้าที่ของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นยุทธวิธีในการที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สาวไปถึงตัวผู้บงการชักใยอยู่เบื้องหลังในการกระทำความชั่ว โดยใช้ “ศรัทธา” “ความเชื่อ” และ “งมงาย” หลอกให้สมาชิกทำการก่อเหตุหลงเข้ามาในวังวนความชั่วยากที่จะถอนตัว โดยใช้การซูมเปาะห์ หรือสาบานตนให้เกรงกลัว สิบสี่ปีไฟใต้กี่พันชีวิตต้องสังเวย กี่ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ จะต้องหลั่งน้ำตาอีกกี่หยด ละเลงเลือดอีกเท่าไหร่? ไฟใต้ถึงจะสงบนำพาสันติสุขกลับคืนมายังปลายด้ามขวานแห่งนี้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม