วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จุดจบของโจรใต้...ไม่ตายก็ติดคุก


โดย "แบมะ ฟาตอนี"


            สถานการณ์ไฟใต้ที่เริ่มก่อตัวเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้หลายๆ ฝ่ายต่างยืนยันว่าเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น บ่งบอกถึงความขัดแย้งที่ซ่อนเงื่อนมาหลายสิบปีเริ่มคลี่คลาย เสมือนหนึ่งเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ประจวบเหมาะกับการทุ่มเททั้งกำลังคนจัดกระบวนทัพดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน การอนุมัติงบประมาณผ่านแผนงานและโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมและได้รับการตอบรับโดยเฉพาะโครงการพาคนกลับบ้านมีผู้เห็นต่างรายงานตัวแสดงตนเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก


              อะไรคือตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ไฟใต้ดีขึ้นหากย้อนไปดูสถิติการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงในแต่ละเดือน รายไตรมาส หรือในรายปี พบว่าเมื่อเปรียบเทียบสถิติการก่อเหตุ ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่การสูญเสีย สถิติผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญของพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่หลายๆ หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเป็นห่วงสถานการณ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาของกลุ่มผู้คิดต่าง มีการปลุกระดมให้สมาชิกทำการก่อเหตุ เข่นฆ่าผู้คนแล้วได้บุญหลายเท่ามากกว่าในห้วงเวลาปกติแต่สถิตอกลับลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน




           ในขณะที่มีผู้เห็นต่างจำนวนมากทยอยเข้ารายงานตัวแสดงตนต่อแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน แต่กลับมีสมาชิกบางส่วนที่ยังคงทำการก่อเหตุในพื้นที่ เนื่องจากความเชื่อผิดๆ ที่ได้รับการปลูกฝังมา ทำการเข่นฆ่าคนต่างศาสนา หรือแม้กระทั่งพี่น้องผู้นับถือศาสนาเดียวกัน กระทำต่อเด็ก สตรีและคนชรา เพื่อต้องการแสดงความมีตัวตนและคงสถานการณ์ความรุนแรงไว้ เจ้าหน้าที่รัฐต้องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางสันติวิธี หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง บังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมผู้มีหมายจับเพื่อนำตัวมาลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมาย 

               สิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้นคือความสูญเสียไม่ว่าต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แล้วเมื่อค่อนรุ่งของวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เกิดเหตุการปะทะกันขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่งผลให้โจรใต้ฟาตอนีเสียชีวิต 1 รายในที่เกิดเหตุพร้อมอาวุธปืนคู่กาย อีกทั้งยังควบคุมตัวเจ้าของบ้านหลังเกิดเหตุไปทำการซักถามขยายผล




            ลำดับเหตุการณ์ในการเข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้เข้าพื้นที่พร้อม นายนิอานูวา แต ซึ่งเป็น ผรส. อีกทั้งยังเป็นพยานในการเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 6 บ้านกำปงบารู ม.3 ต.กะลุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี 

            ในขณะที่กำลังเรียกบุคคลที่เหลืออยู่ภายในบ้าน พบว่ามีผู้ต้องสงสัยกำลังหลบหนีไปทางหลังบ้าน พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ทำการยิงตอบโต้ ทำให้คนร้ายเสียชีวิต ซึ่งทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายสุไลมาน มูหะหมัด อายุ 37 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 8 ม.4ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 

           ในที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนคาบิน ขนาด .30 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุน จำนวน 1 ซอง และปลอกกระสุน จำนวน 1นัด ประวัติของ นายสุไลมาน มูหะหมัด ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับหัวหน้า Platong 2 Kopi 5 รับผิดชอบในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส มีหมายจับของศาล จังหวัดนราธิวาส จำนวน 1 หมาย ตามหมายจับที่ จ.388/52



                 จุดจบของโจรใต้ ไม่ตายก็ติดคุก หรือไม่ก็หลบหนีไปอาศัยยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีโอกาสกลับมาดูแลครอบครัว ลูกเมีย ต้องอยู่ตามลำพังผู้ที่กำลังหลบหนีอยู่มีจำนวนไม่น้อยต้องอยู่อย่างยากลำบาก อาศัยหลับนอนในป่าภูเขา ขาดอาหาร ขาดยารักษาโรค เจ็บไข้ได้ป่วยไม่สามารถไปโรงพยาบาลทำการรักษาได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่จับกุม นั่นคือสิ่งที่ผู้เห็นต่างเลือกทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐได้เปิดช่องทาง เปิดโอกาสให้แสดงตน พิสูจน์ตัวเอง และกลับมาต่อสู้คดีในชั้นศาลแต่กลับไม่เลือก ไม่เห็นแก่ครอบครัวลูกเมีย สุดท้ายได้อะไร? นอกจากความตายที่ไม่อาจฟื้นคืนชีพ ต่างกับแกนนำอยู่สุขสบายในต่างแดนคอยสั่งการในห้องแอร์ ครอบครัวผู้หลงผิดกลับอยู่อย่างแร้นแค้นนี่คือความจริงที่หลายคนรู้ดี.. จึงได้ออกมามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกับโครงการพาคนกลับบ้าน...

*****************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม