วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ทหารโต้ข่าวลือให้เงิน1ล้าน "โจรใต้กลับใจ"ไม่เป็นจริง




        กอ รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ออกมาโต้แล้วข่าวลืในโลกโซเชียล อ้างทหารให้”เงิน1ล้าน”พร้อมสิทธิ์ประโยชน์แบบจัดเต็มกับ“โจรใต้กลับใจ'ไม่ใช่เรื่องจริง ฮึ่ม คนปล่อยข่าวระวังคุก

           เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า(กอ รมน. ภาค4 ส่วนหน้า) เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการเสนอข้อมูลข่าวสารในโลกโซเชียล โจมตีการดำเนินโครงการ”พาคนกลับบ้าน” เป็นการสร้างภาพพาโจรใต้กลับบ้าน,ไม่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย,มอบบ้าน,ที่ดินทำกินและจ่ายเงินตอบแทนให้รายละ 1 ล้านบาท 

         จนมีประชาชนที่หลงเชื่อต่างพากันแชร์ข่าวดังกล่าวออกไปพร้อมแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนเป็นจำนวนมากนั้น ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น กอ รมน. ภาค4 ส่วนหน้าจึงขอสร้างความเข้าใจ ดังนี้ 

            โครงการพาคนกลับบ้าน เป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึง ปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ที่ต้องการยุติ การใช้ความรุนแรงเข้ามาต่อสู้ตามแนวทางสันติวิธี ด้วยการเข้ารายงานตัวแสดงตนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินกรรมวิธีตามขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดไว้ เช่น การฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดความเชื่อให้เป็นไปตามหลักคำสอนที่ถูกต้องของศาสนาอิสลาม,การอำนวยความสะดวก ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม,การฝึกอบรมวิชาชีพ,การสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคมเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 5,427 ราย 

          โดยทั้งหมดจะต้องผ่าน กรรมวิธีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ก่อนกลับไปไปใช้ชีวิตตามปกติในภูมิลำเนา สำหรับผู้ที่มีหมายจับ ป.วิอาญา จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น รวมทั้งไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย,ที่ดินทำกินและค่าตอบแทนต่างๆ เพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด
          โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวอีกว่า ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการพาคนกลับบ้านตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากจะสามารถลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากการใช้ความรุนแรงแล้ว ยังได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะOICเพราะเป็นแนวทางแก้ปัญหาตามแนวทางสันติวิธีที่ไม่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทำให้ผู้เห็นต่างจากรัฐมีความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น 

            จึงขอความร่วมมือให้เสนอข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของความจริง ไม่บิดเบือนหรือหวังผลประโยชน์อื่นแอบแฝง เพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย หากมีข้อสงสัยประการใด ขอให้สอบถามกับหน่วยเฉพาะกิจประจำพื้นที่ได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม กอ รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยินดีรับฟัง และให้การเคารพในทุกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต.

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สอบเค้น มือระเบิดป่วนชายแดนใต้




           ชุดปฏิบัติการพิเศษร่วมทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ยังคงปูพรมปิดล้อมตรวจค้นหลายจุดในพื้นที่อำเภอยะรัง อำเภอมายอ อำเภอทุ่งยางแดง และเขตรอบนอกอำเภอเมืองปัตตานี เพื่อพิสูจน์ทราบและกดดันติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ตามที่ชาวบ้านแจ้งเบาะแส ตลอดจนเป็นการติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่หลบหนีจากเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยข่าวด้านความมั่นคงยังคง แจ้งเตือนพบการเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ยังคงเคลื่อนไหวอทั้งในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส โดยมีแผนก่อเหตุครั้งใหญ่พร้อมกันหลายจุด เพื่อสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย รวมทั้งเป็นการล้างแค้นให้กลุ่มแนวร่วมที่ถูกจับกุม และถูกวิสามัญฆาตกรรมในช่วงที่ผ่านมา

           ขณะที่พันเอกสิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 41 ระบุว่า การซักถามขยายผล 3 ผู้ต้องหามีหมายจับคดีความมั่นคง หลังถูกควบคุมตัวจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ และคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม 3 คน และส่วนหนึ่งหลบหนีไปได้ หลังจากเปิดแผนปิดล้อมกดดันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ล่าสุด 1 ใน 3 ผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงทั้งการลอบเผา ใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีส่วนรู้เห็นกับเหตุลอบวางระเบิดหลายครั้ง และยังยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของแผนการก่อเหตุร้ายต่างๆ โดยเน้นในวันเชิงสัญลักษณ์ตามที่แกนนำสั่งการมอบหมายให้แกนนำปฏิบัติแต่ละพื้นที่นำแนวร่วมก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังแกะรอยตามจับตัวแกนนำ

        พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี กล่าว่า ขณะนี้มีข้อมูลตัวบุคคลเป้าหมายที่มีหมายจับเข้ามาหลบหนีกบดานและเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่หมดแล้ว โดยได้นัดรวมตัวเพื่อเตรียมก่อเหตุ จึงได้จัดกำลังเข้าตรวจพิสูจน์ทราบเพื่อกดดันไม่ให้ก่อเหตุ โดยจากเบาะแสของฝ่ายตรงข้ามนั้นทราบว่าได้แบ่งกลุ่ม แบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการก่อเหตุ แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็มีข้อมูลเบาะแสพอสมควร พร้อมทั้งจัดกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนความคืบหน้าเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่บ้านเรือนประชาชนในอำเภอโคกโพธิ์ จากหลักฐานพบว่า เป็นระเบิดชนิดเดียวกับที่คนร้ายใช้ก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมา ขณะนี้ได้ปรับแผน และกำลังในการเฝ้าระวังป้องกัน โดยเน้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นชุมชนอ่อนแอ

เมื่อคนบางกลุ่มโจมตี“โครงการพาคนกลับบ้าน”ว่าเป็น“โครงการพา(โจร)กลับบ้าน”



“ลมใต้ สายบุรี “

             โครงการพาคนกลับบ้านของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 สมัย พลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และต่อจากนั้นมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 ถึง 5 ท่านด้วยกันแต่โครงการพาคนกลับบ้านยังมีการขับเคลื่อนและเปิดโอกาสให้กับผู้เห็นต่างจากรัฐได้รายงานตัวแสดงตนเพื่อเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีความประสงค์ต้องการยุติความรุนแรงวางอาวุธกลับมาอยู่กับครอบครัว ส่งผลให้ผู้เห็นต่างจากรัฐตอบรับเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก องค์กรระหว่างประเทศชื่นชมต่อความตั้งใจของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะคณะ OIC ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินการโครงการพาคนกลับบ้าน พร้อมชื่นชมรัฐบาลไทย ดูแลพี่น้องมุสลิมอย่างดียิ่ง

           จากการที่มีผู้เห็นต่างจากรัฐเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงตามลำดับ แต่โครงการดังกล่าวมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ถูกโจมตีจากสื่อมวลชนอาวุโสท่านหนึ่งกล่าวหาว่าเป็น “โครงการพาโจรกลับบ้าน” เป็นการแก้ปัญหาเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการละลายงบประมาณและสูญเปล่า อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการไม่ใช่ตัวจริง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มไทยพุทธฮาร์ดคอร์บางกลุ่มที่พยายามจะไม่เข้าใจและตีรวน ส่งผลให้ผู้ที่ไม่รู้การดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้านพลอยหลงเชื่อและเข้าใจผิด

       การดำเนินโครงการพาคนกลับบ้านของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันกล่าวคือ

  • ส่วนที่ 1 การดำเนินการต่อเป้าหมายภายในประเทศ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5,000 คน ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการโครงการพาคนกลับบ้านที่สำคัญ ดังนี้คือ (1) การอบรมปรับทัศนคติโดยใช้หลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง “หลักสูตรประชาร่วมใจทำความดี เพื่อแผ่นดิน” (2) การอำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของผู้เข้าร่วมโครงการ ปลดเปลื้องพันธะทางกฎหมายสำหรับผู้ที่มีหมาย ป.วิฯ อาญา ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการและชั้นศาลยุติธรรม (3) การส่งเสริมอาชีพและการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข (4) การติดตามสร้างความสัมพันธ์เมื่อกลับภูมิลำเนาโดยหน่วยในพื้นที่ติดตามพบปะอย่างต่อเนื่อง

  • ส่วนที่ 2 การดำเนินการต่อบุคคลที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน (จากประเทศเพื่อนบ้าน) จำนวน 122 ราย ซึ่งกลุ่มนี้เป็นผู้ที่หลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเกิดจากความหวาดระแวง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าได้รับรายงานตัวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกรรมวิธีของโครงการพาคนกลับบ้าน ตามนโยบาย แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่มุ่งเน้นเชิงคุณภาพเป็นประการสำคัญ โดยได้ดำเนินการดังนี้ (1) การแต่งตั้งคณะทำงานพิสูจน์สัญชาติผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อให้การดำเนินการ เป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างความสันติสุขอย่างยั่งยืน (2) การจัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติ เพื่อดำเนินคัดกรอง/ดำเนินกรรมวิธีของบุคคลเป้าหมายเก็บรูปแบบสารพันธุกรรมบุคคลเพื่อพิสูจน์สัญชาติ ก่อนเข้าร่วมโครงการ และพิสูจน์พฤติกรรมการกระทำความผิดพร้อมดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้กับบุคคลที่พิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติไทย (3) การฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ อบรมอาชีพเพื่อให้มีคุณภาพชีวิต/รายได้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ตลอดการเข้าพักอาศัย (บ้านสันติสุข) จำนวน 30 หลัง ณ นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ตลอดระยะ 6 เดือน หลังจากนั้นจะเดินทางกลับไปประกอบอาชีพยังภูมิลำเนา หรือผู้ที่ไม่มีญาติพี่น้องไม่มีที่ดินทำกินรัฐจะต้องจัดสรรที่ดินทำกินให้ในภาพรวมต่อไป

           ความไม่เข้าใจต่อโครงการพาคนกลับบ้านสุดท้ายแล้วเป็นแค่ความรู้สึกและคิดไปเองว่ารัฐเอาใจโจรใต้ มีการมอบเงิน ให้ที่พักฟรี ฝึกอาชีพให้ และปลดเปลื้องพันธนาการหมายจับให้ 

          ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโครงการมีกระบวนการขั้นตอนในการคัดกรอง มีการอบรมปรับทัศนคติจากการถูกปลูกฝังความคิดความเชื่อในเรื่องประวัติศาสตร์และศาสนา ที่สำคัญในเรื่องของคดีความให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมตามที่ได้กล่าวมาแล้ว 
  • คนที่ผิดก็ว่าไปตามผิด 
  • ส่วนผู้ที่ไม่มีความผิดพิสูจน์แล้วในชั้นศาลก็เป็นผู้บริสุทธิ์กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวเยี่ยงคนปกติ 
  • โครงการพาคนกลับบ้านเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้กับคนที่เคยกระทำความผิดมีหมาย ป.วิ อาญาติดตัวได้เข้ามาต่อสู้ในชั้นศาล 
  • เปิดโอกาสให้กับผู้ที่ต้องการยุติความรุนแรง วางอาวุธคืนความสงบสุขให้สังคม 
  • การกล่าวหารัฐของบุคคลบางกลุ่มที่ได้กล่าวว่ามีการจ่ายรายละ 1 ล้านบาทให้กับผู้เข้าร่วมโครงการก็ไม่ได้เป็นความจริงแต่ประการใด เป็นการสร้างกระแสขึ้นมาเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่หวังผลสร้างความแตกแยกและดิสเครดิตในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ 
         ฝากไปยังประชาชนในพื้นที่ จชต. และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลข่าวสาร ควรศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด มิเช่นนั้นแล้วเราจะตกเป็นเหยื่อและเป็นแนวร่วมมุมกลับในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ

————————–

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พระพุทธศาสนาได้รับการโหวตให้เป็น "ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก" (Buddhism won the “Best Religion in the World” award.)



          แม้ข้าพเจ้าจะเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีการโกรธแค้นและหลั่งเลือดในนามของศาสนา

พระพุทธศาสนาได้รับการโหวตให้เป็น "ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก"
(Buddhism won the “Best Religion in the World” award.)


            พระพุทธศาสนาได้รับการโหวตให้เป็น "ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก" จากบรรดาผู้นำศาสนาทั่วโลกกว่า 200 คน ที่ไปนั่งสุมหัวประชุมกันที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

           คณะกรรมการเพื่อความก้าวหน้าทางศาสนาและจิตวิญญาณ -Internation Coalition for the Advancement of Religious and Spirituality (ICARUS) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ลงมติให้รางวัล "ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก"แก่พระพุทธศาสนา โดยบรรดาผู้นำศาสนากว่า 200 คนจากทุกๆหน่วยงานที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ได้ลงมติให้รางวัลนี้ในที่ประชุมด้วยมติเอกฉันท์

           เกณฑ์ในการพิจารณาจะดูจากการที่ศาสนานั้น ๆ ส่งเสริมสันติภาพ ความรัก และความรู้สึกเชื่อมโยงทั้งในระดับปัจเจกและในระดับสังคม รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่นิยมความรุนแรง โดยให้สมาชิกจำนวน 200 คนจากทั้ง 38 ศาสนาหลักของโลกร่วมกันโหวต

         เป็นที่น่าสังเกตุว่า ผู้นำศาสนาจำนวนมากได้ลงมติให้แก่พระพุทธศาสนายิ่งกว่าศาสนาของตนเอง ทั้งที่มีชาวพุทธเป็นส่วนน้อยอยู่ในคณะกรรมการนี้  และนี่เป็นความเห็นจากคณะกรรมการบางท่าน

  • Johnne Hult ผู้อำนวยฝ่ายค้นคว้าของ ICARUS กล่าวว่า ....ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ชาวพุทธจะได้รับรางวัลนี้ เพราะว่าชาวพุทธไม่เคยมีสงครามศาสนากับใคร ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะเก็บปืนไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่จะหยิบมันออกมาใช้ทันทีในนามของพระผู้เป็นเจ้า เราไม่เคยเห็นกองกำลังชาวพุทธที่ตั้งขึ้นโดยอ้างศาสนา พวกเขาประพฤติตนได้ในสิ่งที่ตัวเองพร่ำสอน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวัฒนธรรมของศาสนาอื่น ที่กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
  • Ted O Shanghnessy บาทหลวงคาทอลิค  จากกรุงเบลฟาสต์ ได้กล่าวว่า.. "ถึงแม้ฉันจะรักและนับถือศาสนาคาทอลิก แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจที่เราพร่ำสอนให้คนรักกัน แต่เมื่อถึงคราวที่จะฆ่ามนุษยชาติด้วยกัน ก็อ้างว่าเป็นเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ ฉันขอลงมติให้ศาสนาพุทธ"
  • Tal Bin Wassad นักการศาสนาจากปากีสถานกล่าวผ่านล่ามว่า.. "แม้ข้าพเจ้าจะเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีการโกรธแค้นและหลั่งเลือดในนามของศาสนา แทนที่จะมีการเจรจาตกลงกันในระดับบุคคลต่อบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พบได้เฉพาะในกลุ่มชาวพุทธ Tal Bin Wassad ซึ่งเป็นสมาชิกจากปากีสถาน ของ ICARUS ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ..."ความจริงผมมีเพื่อนซี๊เป็นชาวพุทธหลายคนด้วย"
  • Robbi Shmuel Wassestein จากเยรูซาเล็ม ได้กล่าวว่า.."แน่ละ ข้าพเจ้ารักศาสนายิว และคิดว่าเป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าปฏิบัติวิปัสสนาทุกวันก่อนสวดมนต์ทางศาสนาตัวเองด้วยซ้ำ"

            อย่างไรก็ดีมีปัญหาอยู่ข้อหนึ่งว่า ICARUS ไม่รู้ว่าจะมอบรางวัลนี้ให้แก่ผู้ใด เพราะชาวพุทธทั้งหมดตอบว่าไม่ต้องการรางวัลนั้น เมื่อถามชาวพุทธจากพม่าว่าทำไมจึงไม่ยอมรับรางวัลนี้
..พระ Bhante Ghurata Hanta จากพม่าได้กล่าวว่า.."เราขอขอบคุณในรางวัลนี้ แต่เราถือว่ารางวัลนี้เป็นของมนุษยชาติทั้งมวล เพราะจิตพุทธะล้วนพบอยู่ในกายของพวกเราทุกคน"

---------------------------------------------------
Tribune de Geneve
In advance of their annual Leading Figure award to a religious figure who has done the most to advance the cause of humanism and peace, the Geneva-based International Coalition for the Advancement of Religious and Spirituality (ICARUS) has chosen to bestow a special award this year on the Buddhist Community. “We typically prefer an under-the-radar approach for the organization, as we try to embody the spirit of modesty found in the greatest traditions,” said ICARUS director Hans Groehlichen in a phone conference Monday. “But with organized religion increasingly used as a tool to separate and inflame rather than bring together, we felt we had to take the unusual step of creating a “Best Religionin the World” award and making a bit of a stir, to inspire other religious leaders to see what is possible when you practice compassion.”
Advertisement
Groehlichen said the award was voted on by an international roundtable of more than 200 religious leaders from every part of the spiritual spectrum. “It was interesting to note that once we supplied the criteria, many religious leaders voted for Buddhism rather than their own religion,” said Groehlichen. “Buddhists actually make up a tiny minority of our membership, so it was fascinating but quite exciting that they won.”
Advertisement
Criteria included factors such as promoting personal and community peace, increasing compassion and a sense of connection, and encouraging preservation of the natural environment. Groehlichen continued
“The biggest factor for us is that ICARUS was founded by spiritual and religious people to bring the concepts of non-violence to prominence in society. One of the key questions in our voting process was which religion actually practices non-violence.”
When presenting the information to the voting members, ICARUS researched each of the 38 religions on the ballot extensively, offering background, philosophy, and the religions role in government and warfare. JonnaHult, Director of Research for ICARUS said “It wasn’t a surprise to me that Buddhism won Best Religion in the World, because we could find literally not one single instance of a war fought in the name of Buddhism, in contrast to every other religion that seems to keep a gun in the closet just in case Godmakes a mistake. We were hard pressed to even find a Buddhist that had ever been in an army. These people practice what they preach to an extent we simply could not document with any other spiritualtradition.”
Advertisement
At least one Catholic priest spoke out on behalf of Buddhism. Father Ted O’Shaughnessy said from Belfast, “As much as I love the Catholic Church, it has always bothered me to no end that we preach love in our scripture yet then claim to know God’swill when it comes to killing other humans. For that reason, I did have to cast my vote for the Buddhists.”
And Muslim Cleric Tal Bin Wassad agreed from Pakistan via his translator.
“WhileI am a devout Muslim, I can see how much anger and bloodshed is channeled into religious expression rather than dealt with on a personal level. The Buddhists have that figured out.”
Bin Wassad, the ICARUS voting member for Pakistan‘s Muslim community continued,
“In fact, some of my best friends are Buddhist.”
And Rabbi Shmuel Wasserstein said from Jerusalem,
“Of course, I love Judaism, and I think it’s the greatest religion in the world. But to be honest, I’ve been practicing Vipassana meditation every day before minyan(daily Jewish prayer) since 1993. So I get it.”
Advertisement
Groehlichen said that the plan was for the award to Buddhism for “Best Religion in the World” to be given to leaders from the various lineages in the Buddhist community. However, there was one snag. “Basically we can’t find anyone to give it to,” said Groehlichen in a followup call late Tuesday. “All the Buddhists we call keep saying they don’t want the award.” Groehlichen explained the strange behavior, saying “Basically they are all saying they are a philosophical tradition, not a religion. But that doesn’t change the fact that with this award we acknowledge their philosophy of personal responsibility and personal transformation to be the best in the world and the most important for the challenges facing every individual and all living beings in the coming centuries.”
Advertisement
When asked why the Burmese Buddhist community refused the award, Buddhist monk Bhante Ghurata Hanta said from Burma,
“We are grateful for the acknowledgement, but we give this award to all humanity, for Buddha nature lies within each of us.”
Groehlichen went on to say
“We’re going to keep calling around until we find a Buddhist who will accept it. We’ll let you know when we do.”

ล้างบางโจรใต้ ในคราบครูสอนศาสนา ป้องกันการสอน บิดเบือนหลักศาสนา


            ขบวนการแบ่งแยกดินแดนวางแผนที่จะแบ่งแยกดินแดนมาเนิ่นนาน ซึ่ง จนท.รัฐ ได้ตรวจพบแผนบันได 7 ขั้น ที่บ้านพักของ มะแซ อุเซง และโรงเรียนปอเนาะญิฮาด โดยเป็นขั้นตอนในการวางรากฐานเพื่อไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างเป็นระบบ ทั้งยังเป็นแกนนำขบวนการ BRN ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด มีรางวัลนำจับถึง 3 ล้านบาท

           มะแซ อุเซ็ง หรืออุสตาซแซ เป็นแกนนำใหญ่ ซึ่งควบคุมปฏิบัติการในพื้นที่ จ.นราธิวาส ในอดีตเป็นครูสอนศาสนาโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และยังเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บูกิต อ.เจาะไอร้อง บ้านเกิด แต่บทบาทที่น่าสนใจที่คือ มะแซ อุเซ็ง เป็นเลขาธิการมูลนิธิศูนย์ตาดีกานราธิวาส หรือปูซากา (PUSAKA) ซึ่งเป็นการจัดตั้งกลุ่มครูสอนศาสนาให้เป็นเครือข่าย ขยายฐานมวลชนแนวร่วมสมาชิก โดยผ่านกิจกรรมซึ่งแอบแฝงการปลุกระดมมวลชนเอาไว้


          กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาในทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับโดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า “นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) องค์กร


           กู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani) กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป็นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนาและ จนท.รัฐ โดยครูสอนศาสนาส่วนใหญ่ก็ฝักใฝ่ในกลุ่มขบวนการ BRN พยายามปลูกฝังและสอนหลักศาสนาที่บิดเบือนเพื่อให้เอื้อต่อแผนการของกลุ่มขบวนการ ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน


            ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายให้มีการอบรมครูสอนศาสนาในพื้นที่ จชต. เพื่อให้สอนตามหลักศาสนาที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ซึ่งจะต้องเร่งกระทำโดยเร็วที่สุด จากที่ผ่านมา จนท.รัฐ สามารถจับกุมแกนนำแนวร่วมที่แฝงตัวเข้ามาเป็นอุสตาซหรือครูสอนศาสนาได้หลายราย และยังคงมีอีกหลายรายที่เป็นแนวร่วมแฝงตัวเข้ามาสอนศาสนาในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ของขบวนการ


         นี่อาจเป็นวิธีการสกัดกั้นแหล่งบ่มเพาะในโรงเรียนสอนศาสนาได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้ารัฐสามารถกระทำได้ทุกโรงเรียน แหล่งบ่มเพาะเชื้อร้ายก็จะหมดไปในไม่ช้า คงเหลือแต่แนวร่วมรุ่นเก่าที่ทยอยเข้ามอบตัวกับทางการ

---------------

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ฆ่าผู้หญิง! โจรใต้ประกบยิง 2 แม่ลูกบาเจาะดับ ชิงรถ จยย.หนี



ร.ต.ท.อัครราช เนื่องมัจฉา รองสารวัตรสอบสวน สภ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเมื่อเวลา 06.50 น. วันที่ 11 ส.ค.61 ว่าเกิดเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต 2 ราย บนถนนสายปะลุกาสาเมาะ – ต้นไทร ช่วงบริเวณบ้านปะลุกาสาเมาะ หมู่ 2 ต.ปะลุกาสาเมาะ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.กองอรรถ สุวรรณขำ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส , พ.ต.ท.ศุภชัย ศุภกิจจารักษ์ สารวัตร สภ.ปะลุกาสาเมาะ และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารรวมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลต้นไทร รุดเดินทางไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายนอนจมกองเลือดอยู่ริมถนน ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 5 เมตร ศพแรก คือ นางนิตยา แก่นเรือง อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 339 ม.6 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีบาดแผลถูกกระสุนปืนพกไม่ทราบขนาด ที่บริเวณกกหูขวา 1 นัด หน้าอก 1 นัด และศพที่ 2 คือ น.ส.อัจฉริยา แก่นเรือง อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาว มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนพกชนิดเดียวกันที่บริเวณกกหูขวาเช่นกัน 1 นัด กลางหลัง 1 นัด



ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบหัวกระสุนปืนพก ขนาด .38 ติดที่บริเวณกกหูขวา ของนางนิตยา เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนที่ได้มอบศพผู้เสียชีวิต 2 แม่ลูก ให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลต้นไทร ส่งโรงพยาบาลบาเจาะ เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบให้ญาติรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นางนิตยา ผู้เป็นมารดาได้ขี่รถ จยย.ออกจากบ้านพัก โดยมีบุตรสาวนั่งซ้อนท้าย เพื่อเดินทางไปซื้อกับข้าวที่ตลาดนัดต้นไทร อ.บาเจาะ เมื่อแล้วเสร็จมารดาได้ขี่รถ จยย.เพื่อกลับบ้านพัก เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน ขี่รถ จยย.ตามประกบไล่หลังมา

เมื่อสบโอกาสคนร้ายได้ขี่รถ จยย.เข้าประชิด ให้คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนพกขนาด .38 ออกมายิงใส่ 2 แม่ลูก จำนวน 2 นัดซ้อน เมื่อถูกกระสุนปืนรถได้เสียหลักตกไหล่ทาง แล้วคนร้ายได้จอดรถ จยย.ให้คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายลงจากรถ เดินไปหา 2 แม่ลูก แล้วใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงซ้ำ 2 แม่ลูกที่บริเวณกกหู คนละ 1 นัด เพื่อให้มั่นใจว่าเสียชีวิต แล้วคนร้ายได้ขี่รถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นคลิ๊ก สีขาวแดง ทะเบียน ขตท 239 นราธิวาส หลบหนีไป

ต่อมา พ.ต.ท.ศุภชัย ศุภกิจจารักษ์ สารวัตร สภ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ได้ประสานไปยังศูนย์สื่อสาร สภ.ต่างๆในพื้นที่ รวมทั้ง สภ.ไม้แก่น และ สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นเขตรอยต่อในการตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อติดตามรถ จยย.ของ 2 แม่ลูก ที่คนร้ายได้ขโมยไป เกรงคนร้ายจะนำไปเป็นพาหนะในการก่อเหตุร้ายซ้ำ รวมทั้งนำไปซุกซ่อนระเบิดเพื่อลอบนำไปก่อเหตุ ซึ่งผลการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถตรวจสอบพบรถ จยย.คันดังกล่าวแต่อย่างใด เบื้องต้นคาดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ลอบดักสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รายวัน เพื่อสร้างสถานการณ์ในพื้นที่

กลุ่มก่อความไม่สงบซุ่มยิงทหารพรานที่ปัตตานีเสียชีวิต1นาย



11 ส.ค.61 - เวลา 08.10 น. สภ.ปะนาเระ จังหวัดปัตตานี รับแจ้งเหตุมีคนร้ายยังไม่ทราบชื่อและจำนวนซุ่มอยู่ในป่าละเมาะข้างทางใช้อาวุธปืนสงคราม เอ็ม 16 ยิง อส.ทพ.ภูมิศักดิ์ เย็นทั่ว อายุ 21 ปี (จนท.ร้อย ทพ.4204 ฉก.ทหารพรานที่ 42) ถูกบริเวณหน้าอก 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่ง รพ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เหตุเกิดบริเวณศาลาทั่พักประชาชน ตรงข้ามฐานปฏิบัติการ ทพ 4204 ริมถนนสาย 42 บ.ราวอ ม.1 ต.ดอน อ.ปะนาเระ จว.ปัตตานี

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตาย ได้เดินออกมาจากฐาน เพื่อมาปิดไฟ ที่ศาลาที่พัก เป็นประจำทุกวัน ขณะกำลังจะปิดไฟ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มในป่าละเมาะ ห่างประมาณ 100 เมตร และคนร้ายใช้เอ็ม 16 ยิง 5 นัด ถูกไป 1 นัดเสียชีวิตดังกล่าว สาเหตุเป็นการก่อเหตุของแนวร่วมในพื้นที่ พื่อสร้างสถานการณ์

ขณะที่ สภ.ทุ่งยางแดง รับแจ้งเหตุพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ เบื้องต้น จนท.ชุดอีโอดี เข้าทำการตรวจสอบ พบเป็นวัตถุระเบิดจริง เป็นระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในขวดพลาสติก สำหรับจักรยานยนต์ น้ำหนักประมาณ 5 กก ได้ดำเนินการเก็บกู้ฯไว้เรียบร้อย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด เหตุเกิดบริเวณ เสาไฟฟ้าปากซอยที่ 9 นัดฆอมิส พื้นที่ ม.5 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จว.ปัตตานี.

อส.มูฮัมหมัดฮาฟีซี มือลี อดีตสมาชิก PNYS ม.รามฯ โดนระเบิดของเพื่อนอุดมการณ์เดียวกัน



              จากเหตุการณ์ที่โจรใต้ฯ ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่อส.มุสลิมชุดคุมกันครูในจังหวัดนราธิวาส แล้วยังยิงซ้ำ พร้อมทั้งเผารถอีก ....ทั้ง ๆ อส.เป็นมุสลิมผู้ศรัทธา และ 1 ใน 2 อดีตเคยเป็นสมาชิก PNYS ม.รามฯ กทม. ซึ่งกลุ่มนี้มีอุดมการณ์เดียวกันกับกลุ่ม Permas ที่เป็นปีกการเมืองของ BRN. ที่มีความคิดต่างจากรัฐบาล แต่ต้องเสียชีวิตจากลูกระเบิดของเพื่อนร่วมต่อสู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ถือว่าเพื่อนกระทำสุดโต่ง ไร้จรรยาบรรณ ไม่มีมนุษยธรรม บาปกรรมคงติดตัว

            เวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 7 ส.ค.61 คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ลอบวางระเบิด จนท.อส.ซึ่งเป็นมุสลิมชุด รปภ.ครู เขตสุไหงปาดี แล้วยิงซ้ำ เป็นเหตุทำให้ จนท.อส.เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อ

  • 1.นาย มูฮัมหมัดฮาฟีซี มือลี เคยเป็นสมาชิก PNYS
  • 2.นาย เจ๊ะยูนัย เจ๊ะบือราเฮง
            นี่คือ ความเลวของโจรใต้ฯ แม้แต่เพื่อนที่ร่วมสู้ด้วยกันในกลุ่ม PNYS ม.รามคำแหง และยังเป็นมุสลิมด้วยกัน มันก็ยังไม่ละเว้น อัลลอฮ์ ตรัสไว้ความว่า
             “และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อันนิสาอ์: 93)

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ศรีวราห์ ลงใต้ รับมอบ 7 โจรใต้ สารภาพสิ้น 4 ศพ สุคิริน 5 ศพ บันนังสตา ฝีมือโจรใต้



           เมื่อ 3 ส.ค.61 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล (รอง ผบ.ตร.) ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีสำคัญในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส และรับมอบตัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง หลังจากผ่านกระบวนการซักถามตามหลักสันติวิธีจนครบกำหนด จำนวน 7 ราย


            กรณีคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้าน ที่บ้านเลขที่ 228 ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นเหตุให้มีชาวบ้านเสียชีวิต 5 ศพ ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีสะเทือนขวัญพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เป็นคดีสำคัญที่ต้องเร่งสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งจากข้อมูลพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับบุคคลต้องสงสัย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฏอัยการศึก พ.ศ.2547 และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้ติดตามและเชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาควบคุมตัวไว้เพื่อซักถาม ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหน้า ซึ่งประกอบด้วย

  • 1.นายสาแปอิง สะเตาะ อายุ 39 ปี มีหมายจับที่ จ.341/2561
  • 2.นายอับดุลเลาะ มะสาเม๊าะ อายุ 30 ปี มีหมายจับที่ จ.342/2561
  • 3.นายแวอาแซ แวยูโซะ อายุ 34 ปี มีหมายจับที่ จ.347/2561
  • 4.นายมัสสัน เจะดือเระ อายุ 29 ปี มีหมายจับที่ จ.346/2561 และ
  • 5.นายซูกรี มูเซะ อายุ 33 ปี มีหมายจับที่ จ.348/2561 
         ทั้งหมดเป็นราษฏรอำเภอบันนังสตา จ.ยะลา รวม 5 คน


          จากผลการซักถามเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี พนักงานสอบสวนจึงได้สืบสวน รวมรวบพยานหลักฐานจนเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง ก่อนจะยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดยะลาขออนุมัติออกหมายจับดังกล่าว ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจรมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยผิดกฎหมาย” โดยในวันนี้ได้มีพยานปากเอกที่อยู่และเห็นในเหตุการณ์ทั้งหมด ได้มาชี้ตัวผู้ต้องหาทั้งหมดด้วย

           สำหรับคดีที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย ที่ ม.5 ต.สุคีริน อ.สุคีริน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.61 เวลากลางวันขณะเข้าไปร่อนทองบริเวณป่าสวนยางพาราริมแม่น้ำสายบุรีอำเภอสุคิรินจังหวัดนราธิวาสนั้น ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 2 คน คือ
  • นายอัมรี เจ๊ะฮะ อายุ 37 ปี มีหมายจับที่ จ.407/2561 และ 
  • นายฮามิ เจะเงาะ อายุ 28 ปี มีหมายจับที่ จ.408/2561 
          ชาวบ้านต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาสมาสวนสอบสวนจนมีหลักฐานเชื่อได้ว่ากระทำความผิดจริง จึงได้ขออนุมัติศาลจังหวัดนราธิวาสออกหมายจับทั้ง 2 คนดังกล่าว โดยพล.ต.ต.มนัส ศิกษมัต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า คดียิงชาวบ้านผู้เสียชีวิต 4 ราย ขณะเข้าไปร่อนทองนั้น คนร้ายที่รับมอบตัวทั้ง 2 คนรับสารภาพในชั้นสอบสวนร่วมกับพวกอีกรวม 6 คน ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ จ.นราธิวาส ทั้งนี้มีมูลเหตุเป็นเรื่องของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ระแวงกลุ่มชาวบ้านที่เข้าไปร่อนทองข้ามเขตใกล้ที่ซ่องสุมกำลังของตนเองจึงหวั่นว่า จะรู้ความลับและความเคลื่อนไหวจึงก่อเหตุสังหาร 4 ศพดังกล่าว


          ทั้งนี้ ในคดียิงชาวบ้านเสียชีวิต 5 ศพนั้น จากการซักถาม 5 รายให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีผู้ต้องหารับสารภาพ ในชั้นสอบสวนว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดรวมทั้งพวกตน 10 รายขออนุมัติหมายจับทั้งหมดแล้ว โดยในการก่อเหตุมีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีทั้งคนที่ขับรถพาคนร้ายไปก่อเหตุผู้ทำหน้าที่ส่งอาวุธปืนเอสเค คนร้ายที่ทำหน้าที่ระวังด้านหน้า ลงมือลั่นไก โดยอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุคือปืน .38 และเอชเค โดยปืนเอช เค พบประวัติเคยก่อเหตุไม่สงบ 6 ครั้ง


          “จากการสอบสวนพล.ต.ต.กฤษดา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา แจ้งว่าการก่อเหตุครั้งนี้เป็นเรื่องของการไม่พอใจเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ใช่ปัญหาก่อความไม่สงบ แต่กลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่รับงานมาก่อเหตุนี้” รอง ผบ.ตร.กล่าว

          รอง ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ในข้อหาก่อการร้ายวางแผนก่อการร้ายอั๊งยี่ ซ่องโจร นำเข้าวัตถุระเบิด หลังจากเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจทางหลวงสามารถสกัดจับรถยนต์กระบะที่บรรทุกระเบิดแบบต่างๆ แบบขว้าง 41 รูปวงจรระเบิด 39 ลูกจับกุมผู้ต้องหาได้หนึ่งคนอยู่ระหว่างการซักถาม และออกหมายจับ 6 คน

         ทั้งนี้ จากการสืบสวนรู้แหล่งที่มาของระเบิด และกลุ่มคนร้ายที่หลบหนีแล้วอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุมทั้งนี้ยืนยันว่าระเบิดที่ยึดได้ทั้งหมด คนร้ายเตรียมนำไปก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่นำออกนอกพื้นที่ เนื่องจากลักษณะระเบิดและวงจรหากเคลื่อนย้ายจะมีความเสี่ยงและไม่สะดวกทำให้มั่นใจว่าต้องใช้ก่อเหตุในพื้นที่ แต่การตรวจยึดได้จำนวนมากทำให้เชื่อว่ามีบางส่วนที่อาจเล็ดลอดออกไปได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวังแล้ว

แค่ควบคุมผู้ต้องสงสัยเอง ทำไมต้องร้อนตัวด้วย??





            อุ้มไม่อุ้มอันนี้ไม่รู้...แต่หากกระทำผิดจริงสมควรจับมาสอบสวน ไม่ต้องมาอ้างกฎหมายพิเศษหรอกครับ...ผิดก็ว่าไปตามผิด คดีฆ่าคนมันบาปอยู่แล้ว แต่นี้มายิงผู้นำทางศาสนาอีก นรกกินหัว ไร้ศาสนา ไม่โหดจริงคงทำไม่ได้หรอ...


              จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 เวลา 04.30 น. ได้มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ทหารพรานไม่ทราบสังกัด เข้าทำการปิดล้อมที่พักและจับกุมตัวประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 5 ราย อยู่ในอำเภอสายบุรี 4 ราย และอำเภอไม้แก่น 1 ราย เจ้าหน้าที่อ้างว่าใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุมตัว โดยไม่มีการแจ้งเหตุผลและข้อกล่าวหาให้ทราบ ในจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัว จำนวน 2 ราย อ้างว่าทำงานอยู่ที่องค์กรเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) นั้น

              ล่าสุดวันนี้( 3 ส.ค.61) พันเอก ธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงทำความเข้าใจกรณี การเผยแพร่ข่าวเรื่อง “ทหารพรานบุกอุ้มนักสิทธิ์ อ้างกฎหมายพิเศษ” ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีว่า.

            กรณีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 เวลา 04.45 น. หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ร่วมกับตำรวจ สภ.สายบุรี สนธิกำลังบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยอำนาจ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ตรวจค้นบุคคลเป้าหมาย สืบเนื่องจากการซักถามบุคคลที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้และจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่ามีบุคคลต้องสงสัยอยู่ในพื้นที่ ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี สามารถควบคุมตัวบุคคลตามเป้าหมาย จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย 
  • 1. นายอาหามัดพิครี เจะมะ 
  • 2. นายบูรหาน บือราเฮง 
  • 3. นายนูรอัฮมัดฟารี สา และ
  • 4. นายรอมฎอน มะรือสะเต

             จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายอดุลย์ ชิมา คอเตปประจำมัสยิดโคกนิบง ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เสียชีวิต เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ได้สืบทราบว่า นายฟัตฮีย์ อาลี มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จึงได้เดินทางไปพบที่บ้านพัก แต่ขณะนั้นไม่อยู่บ้านจึงได้ขอความร่วมมือ จากบิดา ของ นายฟัตฮีย์ฯ ให้มาพบเจ้าหน้าที่โดยสมัครใจ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 เวลา 07.00 น.

             โดยการเข้าควบคุมตัวเป้าหมายทั้งหมด 5 ราย เป็นไปตามขั้นตอนการปฏิบัติ ตามกรอบของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และได้ชี้แจงข้อกล่าวหา ขั้นตอน ระยะเวลาควบคุมตัวให้บุคคลเป้าหมาย ตลอดจนญาติพี่น้องได้รับทราบ และเข้าใจแล้ว ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยจาก อ.สายบุรี จำนวน 4 ราย ถูกส่งตัวให้หน่วยซักถามที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อดำเนินกรรมวิธีตามขั้นตอนต่อไป ในขั้นต้นทั้ง 4 ราย ให้การปฏิเสธ สำหรับ นายฟัตฮีย์ฯ ได้เชิญตัวไปให้ข้อมูล ณ หน่วยซักถามในค่ายจุฬาภรณ์ จ.นราธิวาส โดยขั้นตอนที่อยู่ ณ หน่วยซักถามจะมีการตรวจร่างกาย ณ โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร และญาติพี่น้องสามารถเข้าเยี่ยมได้ตามเวลาที่กำหนด ได้รับการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

           กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่น ในหลักการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกกรณีด้วยความเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และไม่ละเว้นว่าจะอยู่ในองค์กรใด หากตรวจสอบตามพยานหลักฐานพบว่ากระทำผิดก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีทุกราย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดย อัยการ และศาลเป็นผู้พิจารณา

-------------------

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

รวบผู้ต้องสงสัยบึ้มตู้ ATM ปัตตานี เพิ่ม 2 ราย..พร้อมเผย! คนร้ายเตรียมลอบวางระเบิดอีกรอบ



รวบผู้ต้องสงสัยบึ้มตู้ ATM ปัตตานี เพิ่ม 2 ราย..พร้อมเผย! คนร้ายเตรียมลอบวางระเบิดอีกรอบ


         3 ส.ค.ุๅ  เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง ทหาร ฉก.ทพ.22  ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี, เจ้าหนชุดสืบสวนเกี่ยวกับคดีความมั่นคง, และ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ร่วม ตรวจค้นในพื้นที่ 2 เป้าหมาย ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

         ผลการปฏิบัติสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดตู้กดเงินสด (ATM) ในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พค 2561 ได้ จำนวน 2 คน


  • เป้าหมายที่ 1 บริเวณบ้านโฉลง ม.5 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง สามารถควบคุมตัว นายมะลาวี มะมิง อายุ 28 ปี
  • ะเป้าหมายที่ 2 บริเวณบ้านโคกหญ้าคา ม.1 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง สามารถควบคุมตัว นายมะรูดิง มะมิง อายุ 24 ปี

เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งศูนย์ซักถาม ฉก.ทพ.43 เพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถามขยายผลต่อไป..!!

2 สาวคลุมฮิญาบแอบเฮโรอีน ซุกในยกทรง แต่ไม่รอดจมูก จนท.ถูกจับได้พร้อมของกลาง



          เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอจะนะ จ.สงขลา นำโดย นายสมศักดิ์ ชูศรี ปลัดอำเภองานป้องกันอำเภอจะนะ พร้อมกำลังอส.จับกุม น.ส.อลิษา ยาหมัด อายุ 30 ปี และ น.ส.ศิราณี เส็มแหละ อายุ 42 ปี ทั้งสองคนมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา พร้อมของกลางเฮโรอีน 50 หลอดหรือ50 บิ๊ก น้ำหนัก 225 กรัม หรือหลอดละ 4.5 กรัม ซึ่งซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงของ น.ส.ศิราณี 20 หลอด และในเสื้อยกทรงของ น.ส.อลิษา 30 หลอด



          โดยทั้งสองคนถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมได้บนถนนสายทุ่งหวัง-จะนะ พื้นที่ต.ทุ่งหวัง อ.เมือง จ.สงขลา ขณะขับรถจักรยานยนต์ไปรับเฮโรอีนทั้ง50 หลอดซึ่งมีเอเย่นต์นำมาวางไว้ที่จุดนัดหมายบริเวณถังขยะหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในอ.จะนะ ริมถนนสายสงขลา-ปัตตานี ต.บ้านนา อ.จะนะ เจ้าหน้าที่จึงได้สะกดรอยตามและพบว่ามีรถเก๋งขับนำทางอีก1 คัน และได้ส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม จึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีแต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับกุมได้ส่วนรถนำทางหลบหนีไปได้ทราบว่ามีกระเทยเป็นคนขับ


         และจับกุม น.ส.อลิษา ยาหมัด อายุ 30 ปี และน.ส.ศิราณี เส็มแหละ อายุ 42ปี ทั้งสองคนมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา พร้อมของกลางเฮโรอีน 50 หลอกหรือ50 บิ๊ก น้ำหนัก 225 กรัม หรือหลอดละ 4.5 กรัม ซึ่งซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงของ น.ส.ศิราณี 20 หลอด และในเสื้อยกทรงของ น.ส.อลิษา 30 หลอด โดยมูลค่าเฮโรอีนที่ยึดได้กว่า 125,000 บาท หรือตกหลอดละ 2,500 บาท


           จากการสอบสวนทั้งสองคนให้การว่าสั่งซื้อเฮโรอีนมาจากเอเย่นในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในราคาหลอดละ 3,500 บาท และนำไปขายต่อหลอดละ 10,000-12,000 บาท ซึ่งล๊อตนี้หากผ่านไปได้จะสามารถทำเงินได้ถึง 5-6 แสนบาท ซึ่งทุกครั้งที่ไปรับเฮโรอีนจะซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงหรือไม่ก็กางเกงชั้นในเพื่อป้องกันการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปสอบสวนขยายผลและส่งตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.เมืองสงขลา

โจรใต้ฯ ฆ่าผู้ศรัทธาในมัสยิด


           เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 61 เวลา 20.10 น. คนร้ายจำนวน 2 คน ขับขี่รถจยย.เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนพกยิง นาย อดุลย์ ซิมา อายุ 46 ปี (คอเต็บประจำมัสยิดบ้านโคกนิบง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี และเป็นอุสตาสโรงเรียนอัตปิยะอิสลามียะห์) มีบาดแผลถูกกระสุนปืนเข้าบริเวณกกหูด้านซ้ายทะลุด้านขวา ได้รับบาดเจ็บสาหัส นำส่ง รพ.ไม้แก่น และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

           จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ขณะนายอดุลย์ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหินอ่อนภายในมัสยิดอัดดารีลคอยรียะฮ์ บ้านโคกนิบง ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่นฯ คนร้ายจำนวน 2 คน ขับขี่รถจยย. มาจอดบนถนนหน้ามัสยิด จากนั้น 1ใน 2 คนร้ายได้ลงจากรถ เข้าไปในห้องน้ำภายในมัสยิดซึ่งอยู่ห่างจากผู้เสียชีวิตนั่งอยู่ประมาณ 5-6 เมตร และคนร้ายได้เดินออกมายังผู้เสียชีวิต ใช้อาวุธปืนพกไม่ทราบขนาดยิงใส่ทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

         มัสยิดซึ่งถือว่าเป็นบ้านของพระเจ้า และมีคนมากมายที่ไปละหมาด แต่คนร้ายก็ยังกล้าทำ อัลลอฮ์ตรัสไว้ความว่า “และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรก(ญะฮันนัม) โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง”  (อันนิสาอ์: 93)

          ถ้าวิเคราะห์การก่อเหตุของคนร้ายก็จะรู้ว่า มีคนดูความเคลื่อนไหวของผู้เสียชีวิตตลอดเวลา ซึ่งคนที่รู้ความเคลื่อนไหวก็คงไม่พ้นคนในหมู่บ้าน ก่อนจะส่งข่าวบอกมือปืนเข้าไปยิงอย่างโหดเหี้ยมในมัสยิด และแน่นอนว่าความสูญเสียในครั้งนี้ย่อมเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายตรงข้ามโยนผิดให้กับเจ้าหน้าที่อีกเช่นเคย

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม