วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

ปัญหาใต้ “ทบทวนวีรบุรุษ – พิสูจน์กึ๋นผู้บริหารฯ”

 

              ผบ.ทบ.ให้ความเห็นเรื่องอดีตพระมหาอภิชาติฯ “เหตุดูหมิ่นให้ร้ายศาสนาอื่น” 
ด้วยอุดมการณ์ “ความรู้เท่าทันของประชาชนคือทางรอดของแผ่นดิน”

  • บทความนี้เพื่อทางรอดของแผ่นดิน
  • บทความนี้เพื่อความรู้เท่าทันของประชาชน
            ตามข่าว ผบ.ทบ.ให้ความเห็นเรื่องอดีตพระมหาอภิชาติ ปุณณจนฺโท “รบ.ยันคุมตัว’พระมหาอภิชาติ’ตามกม. เหตุดูหมิ่นให้ร้ายศาสนาอื่น วอนสังคมเข้าใจ” ในสื่อฯมติชนออนไลน์ฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐ อ้างอิง : https://www.matichon.co.th/politics/news_672690

         อ่านข่าวแล้วก็อยากจะเอามาให้เป็นบทเรียนให้ประชาชนและเพื่อนๆได้เรียนรู้กัน แต่รู้สึกว่าจะเร็วเกินไปที่จะสรุปในทันที จึงได้รอเวลาให้ผ่านไปสักระยะหนึ่งเพื่อให้เหตุการณ์ได้ประจักษ์เป็นบทเรียนที่พิสูจน์ได้

        ตามที่ท่านได้ให้เหตุผลที่จับพระอภิชาติฯ สึกนั้นท่านได้ให้เหตุผลว่า “การพูดของพระอภิชาติฯนั้นเป็นอุปสรรคในการดับไฟใต้”

ผมไม่เชื่อว่าเป็นการจับพระอภิชาติฯสึกนั้นจะทำให้การดับไฟใต้ได้สำเร็จ

           ดับไฟใต้ด้วยยุทธการจับพระสึกเพียงยุทธการเดียว แต่รัฐฯทำผิดพลาดหลายสิบยุทธการสถานการณ์จึงลุกลามบานปลาย มาจนบัดนี้ ขอยืนยันว่าแก้ไขปัญหาภาคใต้ไม่ได้...แน่นอน ขอยืนยันด้วยเหตุผลต่างๆต่อไปนี้

  • พฤติกรรมของรัฐฯ รัฐฯได้สร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธ กับมาลายูมุสลิม(ก็ไม่อยากเป็นไทยมิใช่หรือ?) เป็นผลสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
  • “กำลังใจคือยุทธปัจจัยในการรบ” การจับพระมหาอภิชาติเท่ากับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ขบวนการฯที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ภาคใต้ขณะนี้
  • ทุกๆคำพูดที่พระมหาอภิชาติฯพูดนั้น เป็นผลจากการสร้างความแตกแยกของรัฐบาลทั้งสิ้น

         เป็นหลักการปกครอง แม้กระทั่งการอยู่ร่วมกันในครอบครัวว่า “ความแตกแยกเกิดจากการให้ - การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม”

           @ พ่อ-แม่รักลูกไม่เท่าเทียมกัน ลูกฆ่ากันเองมีให้เห็นมิใช่หรือ? มาถึงตอนนี้สายไปแล้วที่จะผสานรอยแตก เพราะรัฐฯทำความรู้สึกระหว่างไทยพุทธกับมาลายูมุสลิมให้แตกแหลกละเอียดไปแล้ว

         แค่เรื่องดื้อดึงสร้างมัสยิดที่อำเภอปากคาดจังหวัดบึงกาฬ เรื่องเดียวก็สร้างรอยแผลให้เจ็บอยู่ในใจพอเพียงแล้วที่จะเป็นเชื้อให้เกิดสงครามในวันข้างหน้าได้ไม่ยาก

           @ ถ้าผมจะพูดความจริงบ้าง...ก็ควรถือว่าเป็นความปรารถนาดี

          หน่วยงานความมั่นคงพยายามเปิดตำราแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่ท่านหยิบตำรามาผิดเล่ม เปิดอ่านผิดบทด้วย

          ผมขอเสนอเรื่อง “การเชิญผู้เชี่ยวชาญการศึกษามากจากมาเลเซียมาจัดหลักสูตรสอนภาษามาลายูในโรงเรียน” เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เห็นกึ๋นแล้ว รัฐฯอ่านอ่านเกมส์ขบวนการฯไม่ออกหรือ? ว่า

          “รัฐบาลไทยเอาตัวเองไปผูกไว้กับเงื่อนไขทางการเมืองกับมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว?”

           ในที่สุดเป็นได้แค่ “เด็กดี ที่บ้ายอ” และ “นักการทหารที่กล้าแกร่ง แต่ใช้รัฐศาสตร์...แถมยังหยิบผิดเล่มด้วย”

            ในที่สุดฝ่ายขบวนการฯใช้ยุทธการ “ล่อเสือเข้ากรง” ....จบ!

             หมดลาย...รู้ตัวยัง?

เริ่มจากเราถกกันว่าจะใช้ทหารนำการเมือง หรือ การเมืองนำทหาร...แต่

  • ๑. ขบวนการฯใช้กองกำลังปฏิบัติการฆ่า ทำลาย กดดัน
  • ๒. ใช้นักวิชาการ นักการศาสนา มาบอกรัฐฯว่า เขาต้องการแค่อัตลักษณ์ภาษามาลายูคืนแค่นั้น ก็ควรจะจัดให้
  • ๓. รัฐฯไม่มีครูสอนภาษามาลายูก็มีผู้เสนอให้ขอผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซียมาจัดหลักสูตรให้
  • ๔. รัฐฯตกลงทำคำแนะนำ นั่นคือการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจากมาเลเซียมาจัดหลักสูตรให้
  • ๕. แค่หนังสือเชิญแค่นั้น รัฐบาลไทยก็ถูกมัดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองทันที
  • ๖. การเมืองนำการทหารหรือ ทหารนำการเมืองยังตกลงกันไม่ได้แต่ขบวนการฯใช้ทั้งสองยุทธการผลัดกันรุก ผลัดกันลากไทยเข้าสู่เงื่อนไขการเมืองเรียบร้อยแล้ว

#### ขอถามว่ากึ๋นเราอยู่ตรงส่วนไหนของสังขาร? ####

            หลังจากจับพระอภิชาติฯสึกแล้วดูผลการลัพธ์จากข่าวที่เกิดขึ้นหลังที่พระอภิชาติฯลาสิกขาวันที่ ๒๐ กย.๖๐ ดังต่อไปนี้

  • ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐถูกยิงตายในจังหวัดชายแดนใต้
           เหตุการณ์ที่ ๑ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
คนร้ายบุกจ่อยิง 4 นัดซ้อนเจ้าของร้านซ่อมรถ จยย.เสียชีวิตในพื้นที่บาเจาะ ตำรวจพุ่งประเด็นความขัดแย้งส่วนตัว แต่ไม่ตัดทิ้งจากปมเหตุปัญหาความมั่นคง http://www.khaochad.com/162058?r=1&width=1920

             เหตุการณ์ที่ ๒ และ ๓ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ปัตตานีคืนดุ!บุกยิงดับผู้ช่วยผญบ.-สาดกระสุนถล่มอบต.(๒ ราย) https://www.thaipost.net/main/detail/2493
  •     รายที่ ๑ เหตุเกิดที่ริมถนนสาย 410 ปัตตานี-ยะลา นายสมัย ตะโลมีแย อายุ 52 ปี ผู้ตายมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน 9 มม. เข้าที่ศรีษะและลำตัว รวม 3 นัด เสียชีวิตคาที่
  •      รายที่ ๒ เวลา 22.40 น. ที่สภ.เมืองบาเจาะ คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนใช้อาวุธปืน ไม่ทราบชนิดและขนาดยิงนายมือลี อีลา อายุ 50 ปีเสียชีวิต ขณะขับขี่รถจยย.ภายในหมู่บ้าน  https://www.thaipost.net/main/detail/2493
@ สรุป ความรุนแรง จากเวบฯ “ข่าวจริง”
  • ระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 มกราคม 2561 นี้ มีเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 27 เหตุการณ์ แยกเป็นเหตุยิง 25 ครั้ง และเหตุระเบิด 2 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 16 รายและได้รับบาดเจ็บ 46 ราย และพบข้อมูลว่าประชาชนตกเป็นเหยื่อมากกว่าเจ้าหน้าที่
  • ก่อนเหตุการณ์ยิงกันจนถึงแก่ชีวิตในวันนี้ ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงมาแล้ว 2 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ 2561 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

            โดยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัย ที่บริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

          และเมื่อวันอาทิตย์นี้ คนร้ายลอบยิงชาวบ้าน ที่บริเวณบ้านเลขที่ 43/2 หมู่ที่ 6 ตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เป็นเหตุทำให้นายกริยา สาแม ถูกยิงเสียชีวิต
https://www.benarnews.org/…/TH-deepsouth-killing-0205201812…

  • 19 สิงหาคม 2561 ลอบยิง ร.ต.อ.บุญญาณ สันบากอ รองสารวัตรสืบสวน สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี เหตุเกิดที่ หมู่ 5 ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี https://today.line.me/…/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A…
  • 30 สิงหาคม 2561 ตร.เชื่อเผารถ-ปาระเบิด กฟภ. "ยะลา-ปัตตานี" สร้างสถานการณ์ https://today.line.me/…/%E0%B8%95%E0%B8%A3+%E0%B9%80%E0%B8%…
  • 12 กันยายน 2561 ซุ่มยิงทหารพรานปัตตานี เสียชีวิต 2 นาย  https://today.line.me/…/%E0%B8%95%E0%B8%A3+%E0%B9%80%E0%B8%…
  • ๑๗ ธ.ค. ๒๕๖๐ คนร้ายเผารถทัวร์เบตง-กรุงเทพฯ วอด !! http://www.komchadluek.net/news/breaking-news/306040

         อยากจะให้พี่น้องประชาชน ดูภาพที่มุสลิมในประเทศอิสลามตะวันออกกลางทิ้งคัมภีร์อัล กุรอานลงท่อระบายน้ำ  อีกหนึ่งกลยุทธที่ประสิทธิผลแล้ว....จะต้องทำความเข้าใจไว้ด้วย

          แรงกดดันจากทั่วโลกที่แสดงออกถึงความรังเกียจมุสลิม ไม่ว่าด้วยสายตา คำพูด รุนแรงพอที่ทำให้มุสลิม สำนึก และ เกิดความละอาย ถ้าไม่เลวด้วยสันดานต้องนึกออกว่าคำสอนที่ตนเองเรียนมาสร้างปัญหาให้กับโลก จึงได้เอาคำภีร์ทิ้งท่อระบายน้ำ

ข้อสงสัย
  • ๑. ทำไมยิ่งแก้ไขปัญหาคนไทยในพื้นที่ถูกฆ่าทุกวัน?
  • ๒. ทำไมโจรได้กลับบ้าน แต่คนไทยน้อยลง น้อยลง
  • ๓. ลืมไปแล้วหรือ? เงินมีอยู่ในมือ งบมีอยู่ในมือ โครงการณ์มีมากมายทำไมไม่ใช้เป็นพลังต่อรอง? ขุนจนโจรเข้มแข็งแล้วจะแก้ไขอย่างไร? เหนื่อยกับทหารเด็ก ตายกับทหารน้อย..ใช่ปะ ?
  • ๔. โจรที่กลับมาอยู่บ้านเฉยๆทำไม? เปลืองงบ จัดหน้าที่ให้ดูแลคนไทยสิ ! ทำไมไม่ทำ?
  • ๕. เอาโจรกลับบ้านมีกรอบเวลามั๊ย? ทำไมไม่มี? หรือเปิดรับโจรชั่วโคตร!
  • ๖. Demand & Supply พิสูจน์กันตรงกรอบเวลา....แล้วจะได้ Plan - Do & Check กันถูกทาง.......

PerMAS แนวร่วมโจรใต้ในคราบนักศึกษา







           ต้องย้อนไปเมื่อครั้งที่ มะรอโซ จันทรวดี แกนนำโจรใต้ในพื้นที่นราธิวาส นำทีมแนวร่วมบุกฐานนาวิกที่บาเจาะเมื่อปี 56 แต่ข่าวรั่ว โดนนาวิกสวนกลับตายเกลื่อน

           ที่สำคัญหลายคนในทีมปฏิบัติการครั้งนั้นคือนักศึกษา เครือข่ายกลุ่ม PerMAS ที่จัดตั้งโดยนายอาเต๊ฟ โซะโก มีพี่ชายชื่อ อารีฟ โซะโก เป็นแกนนำโจรใต้ร่วมปล้นปืนเมื่อปี 47 ก่อเหตุฆ่าคนตายหลายคดี และเป็นครูฝึก RKK ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีน้องชายชื่อ อาลาวุดดิน โซะโก เป็นมือระเบิดของกลุ่มขบวนการ ซึ่งทั้ง 2 คน ยังคงหลบหนีการจับกุม กบดานอยู่ในต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักศึกษา PerMAS  จาก มอ.ปัตตานีทั้งสิ้น
           วันดีคืนดีมันไปขโมยชุดทหารพรานมาใส่แล้วก่อเหตุฆ่าคน โยนความผิดให้ จนท. และประโคมข่าวว่า จนท.ทำ โจรใต้ซุ่มยิงทหารพรานเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 4 นาย แม่ทัพประกาศใช้กฎอัยการศึก 7 วัน ในพื้นที่ อ.หนองจิก เพื่อหาตัวคนร้าย กลุ่มนักศึกษา PerMAS ดันรวมตัวกันมากดดัน มาต่อต้าน
มาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก อ้างว่าชาวบ้านเดือดร้อน ออกมาเรียกร้องสิทธิ ออกมาบีบน้ำตาขอความเป็นธรรม พอมีคนเขาไปถามชาวบ้านในพื้นที่จริง ๆ  ชาวบ้านบอกว่า ไม่เดือดร้อนดีซะอีกที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก จะได้จับโจรได้ง่ายขึ้น ครบ 7 วันแล้ว ก็ยกเลิก ไม่เห็นเป็นไร

ตอน จนท.รัฐ เสียชีวิต ไม่เห็นนักศึกษาพวกนี้ออกมาบ้าง

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำอย่างไร กับพฤติกรรม แบ่งแยกดินแดนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ



             กลุ่ม Permas นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ภายใต้การดูแลของนายอาเต๊ฟ โซ๊ะโก แสดงออกพฤติกรรมที่ส่อไปในทางแบ่งแยกดินแดน ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 กำหนดให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่เป็นหนึ่งเดียวและแบ่งแยกมิได้ จนเกิดกระแสสังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์มหาวิทยาลักษณ์สงขลานครินทร์ ที่เปิดพื้นที่ให้ทางกลุ่ม Permas ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวทางการเมืองให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้อย่างไร..
            คนไทย นักศึกษา และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยหลายคนไม่พอใจพฤติกรรมของทางกลุ่ม Permas ที่ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางชาติพันธ์และศาสนา ซึ่งความเห็นบางบริษัทจะแบนนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยนี้ หรือการใช้ความรุนแรงกับนักศึกษากลุ่มนี้ ฯลฯ เหล่านี้ไม่เห็นด้วยครับ 

            เรามีอารยะเหนือกว่าต้องอดทนอดกลั้นต่อทุกปฏิกิริยารักษาจริยและหลักการของเรา เขาจะแพ้ภัยตัวเอง เชื่อทุกการกระทำส่งผลกระทบเสมอ กลไกทางสังคมจะทำหน้าที่นั้น สังคมจะพิพากษาเขา เราเพียงเฝ้ามอง ยิ้มและก็ยิ้มให้กับการกระทำต่างๆ ของพวกเขาเหล่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561

โจรใต้เจ้าหน้าที่ ผรส.ยะรังเสียชีวิต ชิงปืน 2 กระบอกของผู้ตายหลบหนี


            ความเลวร้ายของกลุ่มขบวนการยังคงก่อเหตุหลังจากทางเจ้าหน้าที่มีการยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่ ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งเรียกร้อง อ้างสิทธิ ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่ถูกทหารเข้ามาปิดล้อมตรวจค้นหาตัวผู้ก่อเหตุยิงทหารเสียชีวิต2นาย ในอีกด้านหนึ่งพวกเขาไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ตายรายวันโดยฝีมือโจรใจบาป แต่กลับไม่มีการเรียกร้องให้โจรหยุดก่อเหตุฆ่าชาวบ้าน..

           ที่ปัตตานี โจรใต้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่ ผรส.เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ก่อนฉกปืน 2 กระบอก ของผู้ตายหลบหนีไปด้วย

           วันนี้ (26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุกระหน่ำยิงผู้รักษาความสงบหมู่บ้าน (ผรส.) ม.4 เสียชีวิต 1ราย เหตุเกิดในพื้นที่ ม.4 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ นายมะ สะนิ หรือมะจู อายุ 50 ปี

         จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกำลังขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน เพื่อมุ่งหน้าไปเข้าเวรยามรักษาความปลอดภัย โรงเรียนอนุบาลยะรัง ระหว่างทางได้มีคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ 2 คัน ขับขี่ไล่ตามแล้วเร่งเครื่องแซงรถของผู้ตาย ก่อนที่จะใช้ปืนพกสั้นกระหน่ำยิงจากด้านหน้าของผู้ตาย จนเป็นเหตุให้เสียหลักล้มลงกับพื้นถนน จากนั้นคนร้ายได้เข้ามายิงซ้ำ ก่อนจะหยิบอาวุธปืนยาว 1 กระบอก และปืนพกสั้นขนาด .38 อีก 1 กระบอก ซึ่งเป็นของผู้ตายหลบหนีไปด้วย 

 

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

เมียนม่าร์ฉลองชัยชนะที่สามารถร่างกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาได้สำเร็จ สุดยอดมากครับ !




         เมียนม่าร์ฉลองชัยชนะที่สามารถร่างกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยกลับยกเลิกศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนสร้างมัสยิดทั่วประเทศ !!ชาวพุทธเมียนม่าร์ทุกยุคทุกสมัย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันภัยศาสนาพวกเขาพร้อมหยัดสู้เพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังที่พุทธบริษัท 4 ในเมี่ยมม่าร์ ร่วมกันผลักดันกฎหมายคุ้มครองศาสนาและเผ่าพันธุ์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถบรรจุศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติเมี่ยนม่าร์




          และเพื่อประกาศความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ให้แพร่หลายในวงกว้างองค์กรสันติภาพ มาบาทา นำโดยพระมหาเถระ ภัทรทันตะ ปิโรกะภิวังสา ประธานองค์กรมาบาทา จึงจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2515 ที่ผ่านมา  ณ สนามกีฬาแห่งชาติย่างกุ้ง ภายในงาน คณะสงฆ์และสาธุชนที่มาร่วมประกาศความสำเร็จกว่าสามหมื่นคน ได้รับการปราศัยจากพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง จากมาบาทา โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระ ภัทรทันตะ ปิโรกะภิวังสา เป็นผู้นำปราศัยในหัวข้อ อนาคตการปกครองของเมี่ยนม่าร์




        และที่สามารถผลักดันความสำเร็จด้านกฎหมายคุ้มครองศาสนาและเผ่าพันธุ์ ให้ความสำคัญของชาวพุทธ ลดสิทธิชาวมุสลิม 4 ฉบับ อันได้แก่
  • 1. กฎหมายว่าด้วยการควบคุมประชากร
  • 2. กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนศาสนาไม่ให้ชาวพุทธเปลี่ยนเป็นอิสลาม
  • 3. กฎหมายการมีคู่สมรสเพียงคนเดียว
  • 4. กฎหมายห้ามหญิงชาวพุทธแต่งงานกับชายชาวมุสลิม

             ประเทศเมียนม่าร์ฉลองชัยชนะที่สามารถร่างกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนาได้สำเร็จ
แต่ประเทศไทยกลับยกเลิกศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนสร้างมัสยิดทั่วประเทศ !!


นายกฯ ย้ำกฎอัยการศึกยังมีความจำเป็นในการดูแลความสงบเรียบร้อยพื้นที่ชายแดนใต้





          นายกรัฐมนตรี ย้ำกฎอัยการศึกยังมีความจำเป็นในการดูแลความสงบเรียบร้อยพื้นที่ชายแดนใต้ ขณะที่ยังไม่พิจารณาเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติสุข หลังมาเลเซียมีการปรับเปลี่ยน

          พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกลุ่มเปอร์มัสเยาวชน จ.ปัตตานี แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกกฎอัยการศึก ว่าเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษในด้านความมั่นคง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานดูแลความปลอดภัยในภาพรวมได้ ซึ่งกฎหมายปกตินั้นไม่สามารถใช้ได้ในบางสถานการณ์ และต้องใช้อำนาจพิเศษเมื่อสถานการณ์มีความรุนแรงหรือมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง เพราะหากปฏิบัติงานเกินกว่าเหตุหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็มีกฎหมายดูแลอยู่ หากมีการละเมิดก็จะถูกลงโทษ อย่างไรก็ตามหากจะมีการเปิดช่องให้มีโอกาสสร้างความไม่ปลอดภัย ก็จะทำให้การแก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้เป็นไปได้ยาก ส่วนตัวจึงไม่อยากให้สถานการณ์ต่าง ๆ ลุกลามบานปลาย ดังนั้นจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันทำความเข้าใจ และขออย่าให้เกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรงต่อกัน


ภาพประกอบเหตุระเบิดห้างบิ๊กซีปัตตานี

           ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าฝ่ายไทยกำลังพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่าจะทำอย่างไรในกรณีมีการปรับเปลี่ยนตัว ซึ่งต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ขณะเดียวกันไทยยังไม่ยืนยันว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลหรือไม่ แต่ที่ผ่านมามีการหารือร่วมกับมาเลเซียมาโดยตลอด และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีความเห็นว่าต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการอำนวยความสะดวกต่อสองประเทศให้มากที่สุด ซึ่งจะมีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในช่วงปลายเดือนหน้าและอาจจะมีการหารือในประเด็นนี้ด้วย

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

โจรใต้ รีดค่าคุ้มครอง (กายัต)



         สภาพพื้นที่ใน 3 จชต. เราคงรู้ว่าเป็นพื้นที่ติดภูเขา สวน และป่า ซึ่งกลุ่มขบวนกรได้อาศัยความเป็นพื้นที่รีดไถ่ชาวบ้านในรูปแบบการเก็บค่าคุ้มครอง (กายัต) จากชาวบ้านพื้นที่ เป็นการขุดรีดอย่างไร้ความปรานี ไร้ความชอบธรรม เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเขาทำได้ทุกอย่าง!!


         ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องจริง...และมีกลุ่มขบวนการรีดไถ่จริง มีการเก็บค่าคุ้มครองในลักษณะก้อนยางพารา ในรูปแบบ 1 สวน ต่อต้นยาง 1 ต้น ซึ่งผู้ที่จะถูกเรียกเก็บ เฉพาะผู้ที่กรีดน้ำยางในวันศุกร์ จะทิ้งก้อนน้ำยางไว้ แล้วมีคนมาเก็บ (กลุ่มขบวนการรีดไถ่) โดยกลุ่มขบวนการจะรู้ว่าแต่ละสวนต้นยางที่ต้องเก็บอยู่ตรงไหน การเก็บลักษณะนี้เรียกว่าการเก็บกายัต (ค่าคุ้มครอง) นี่หรือความชอบธรรมที่กลุ่มขบวนการมอบให้กับชาวบ้านในพื้นที่.

       ซึ่งหากเราไล่เหตุการณ์ที่กลุ่มโจรได้ก่อเหตุไล่ยิงชาวบ้าน ลอบวางระเบิดในพื้นที่สวนยางของชาวบ้าน บ่งชี้ให้เห็นว่าโจรเก็บค่าคุ่มครองมีจริง และพยายามก่อเหตุอย่างไร้ความชอบธรรม เนื่องจากไล่เก็บไม่ได้และชาวบ้านเองก็ไม่สนับสนุนกับพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการ ก็จะมีการลอบฆ่า ลอบทำร้ายและทำลายสวนชาวบ้าน

          เท่านั้นยังไม่พอกลุ่มรีดไถ่ค่าคุ้มครองมีการสร้างเงื่อนไขให้เกลียดเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เนื่องจากมีการเล่าสู่กันฟังมาเป็นทอดๆว่า ในอดีตเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ไปสร้างความเสียหายต่อคนในพื้นที่ ทำให้คนส่วนใหญ่เกลียดเจ้าหน้าที่ เป็นเรื่องเล่าเหมือนนิทานมีเด็กบางกลุ่มกล่าว แต่ไม่ยอมบอกว่าใครเล่า และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กลุ่มขบวนการพยายามสร้างเงื่อนไขให้คนในพื้นที่เกิดความเกลียดชังเจ้าหน้าที่และยอมเสียค่าคุ้มครองของตนเองบ้างส่วนเพื่อรักษาชีวิตจากการขู่ฆ่าของกลุ่มขบวนการ หากไม่ยอมเสียค่าคุ้มครองตนเองและครอบครัวจะอยู่ไม่สุข เลยปล่อยให้กลุ่มขบวนการจัดเก็บกายัต(ค่าคุ้มครอง) 

           นี้หรือสิ่งที่กลุ่มขบวนการได้มอบให้กับชาวบ้านในพื้นที่...ชาวบ้านลำบากแค่ไหนที่ต้องเสียค่าคุ้มครองให้กับโจรไร้อุดมการณ์ เขาต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงครอบครัวเขา แต่พวกโจรนอกรีดยังมาไถ่เงินค่าคุ้มครองเพื่อเขาประโยชน์ให้กับกลุ่มตนเอง โดยไม่แย่แซว่าชาวบ้านจะลำบากแค่ไหน??? 
อย่าตกเป็นเหยื่อกลุ่มโจรรีดค่าไถ่ ค่าคุ้มครอง(กายัต)

         อย่ากจะวอนกลุ่มนักสิทธิ์ฯ กลุ่มนักศึกษา(PerMas) ให้หันมาให้ความสนใจถึงความลำบากของชาวบ้านในพื้นที่บ้างว่าเขาถูกละเมิดสิทธิ์ฯจากกลุ่มขบวนการอย่างไร้ความชอบธรรมมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าทุกคนทราบดีในเรื่องนี้แทบทุกพื้นที่มีการทำลักษณะนี้ ช่วยสร้างความชอบธรรมในเรื่องนี้บ้าง ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้บ้าง พ่อเแม่ครอบครัวคุณถูกละเมิดสิทธิ์ฯอยู่รู้บ้างไหม...

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

“ปฏิญญามักกะห์” ไหงทำให้ “ผู้นำศาสนา” ปากกล้า-ขาสั่น!


โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก


           ความรุนแรงใน 3 จังหวัดคือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างอยากจะหาจุดสิ้นสุด

         ตราบใดที่ “รากเหง้าปัญหา” ยังไม่มีการถูกหยิบยกมาแก้ไข แต่กลับถูกซุกซ่อนปิดบังอำพราง แถมด้วยเสียง “ตะแบง” ว่าความรุนแรงละลอกใหม่ที่กำลังย่างก้าวย่างสู่ปีที่ 15 แล้วนั้น เป็นเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน” และเกี่ยวข้องกับ “คน 4 ตระกูลใหญ่” ที่เป็นนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

          หลังจากที่ “ไทยพุทธ” ศพแล้วศพเล่าถูกสังการโดยโจรใต้หรือแนวร่วมของ “ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ” ตั้งแต่กรณีของ 2 แม่ลูกที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ตามด้วยกรณีของ 2 ผัวเมียวัยชราที่ ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา แล้วต่อด้วยกรณีของ 2 แม่ลูกที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
          ล่าสุดการซุ่มโจมตีกลุ่มคนไทยพุทธที่เข้าไปล่าหมู่ป่าที่ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ทำให้ จสต.สมจิตร ชูดำ หนึ่งในทีมล่าหมู่ป่าเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ต่อด้วยการยิง นายศุภชัย โทเจริญ เพื่อชิงรถ จยย.ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นที่ไหนและไทยพุทธคนไหนอีกยังไม่มีใครตอบได้

                ในขณะที่เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2561 ศาลจังหวัดปัตตานีได้ตัดสินคดี “คาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซีสาขาปัตตานี” เหตุเกิดเมื่อเดือน พ.ค.2560 ด้วยการพิพากษาให้ “ประหารชีวิต 2 แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หนึ่งนั้นคือ นายซูไฮมี สะมะแอ ซึ่งเคยเข้าร่วม “โครงการพาคนกลับบ้าน” กลับอีกหนึ่งคือ นายสะมะแอ มามะ ผู้เป็นถึง “อิหม่าม” ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงลดโทษให้เหลือคำคุกตลอดชีวิต

              ในกรณีของ 2 นักโทษที่ถูกศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษาไปแล้วนั้น เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจคือ  1 ในคนร้ายเป็นแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ที่เข้าสู่ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ของ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้วก็ไม่ได้กลับตัวเป็นคนดี แต่ยังคงขลุกอยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน แล้วได้ร่วมเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ก่อวินาศกรรมที่ห้างบิ๊กซีสาขาปัตตานีดังกล่าว
            แล้วอีก 1 นักโทษเป็นถึง “อิหม่าม” อีกทั้งยังเป็น “อุสตาส” ด้วย กล่าวคือเป็นทั้ง “ผู้นำศาสนา” หรือ “ผู้นำจิตวิญญาณ” และยังเป็น “ครูผู้สอนศาสนา” โดยใช้ความเป็น “ผู้นำ” ในการ “บ่มเพาะ” ผู้คนเข้าสู่ขบวนการก่อการร้ายเพื่อหวังผลให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนนั่นเอง

            ความจริงแล้วกลุ่มคน 2 ประเภทไม่ใช่ “ผู้เห็นต่างจากรัฐไทย” แต่เป็นกลุ่มคนที่ “ต้องการแบ่งแยกดินแดน”    ซึ่งเมื่อพนักงานสอบสวนและตั้งข้อหาก็ควรจะเป็นข้อหา “กบถ อั้งยี้ แบ่งแยกดินแดน” ดังนั้นการที่ยังใช้คำเรียกพวกเขาว่าคือผู้เห็นต่างจากรัฐไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก


         มีปรากฏการณ์ที่ติดตามอีกประเด็นในขณะนี้คือ เรื่องการใช้ “กฎอัยการศึก” ควบคุมพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังเกิดเหตุโจรใต้หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนใช้ระเบิดแสวงเครื่องโจมตีกองกำลังทหารพราน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

        หลังจากนั้นมีการเอกซ์เรย์พื้นที่จากกองกำลังทหารและตำรวจ มีการสนธิกำลังทั้งทางบก ทางทะเลและทางอากาศเข้าปฏิบัติการเพื่อ “กดดัน” ทั้งโจรและผู้สนับสนุนโจรในพื้นที่ ซึ่งมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่ง และล่าสุดมีการประกาศให้ประชาชนผู้ครอบครองอาวุธปืนและยานพาหนะต่างๆ นำไปให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ

         ในขณะที่มีนักศึกษาจากกลุ่ม “เปอร์มาส” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎอัยการศึกได้ลงพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเป็นกำลังใจกับประชาชน และแสดงความไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการปิดพื้นที่ รวมทั้งส่งหนังสือร้องเรียนให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “สิทธิมนุษย์ชน” อีกด้วย
        ทั้งหมดคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” ทั้งสิ้น

          การปิดพื้นที่ใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเรื่องของ “ยุทธการ” และ “ยุทธวิธี” ในการ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” แต่เมื่อไม่มี “ยุทธศาสตร์” หลังผ่านการใช้ยุทธการและยุทธวิธีเหล่านั้น จึงไม่แปลกที่จะจับกุมได้ก็แค่เฉพาะโจรใต้ที่เป็น “หางแถว” ในขณะที่ “หัวแถว” หรือ “ผู้ก่อเหตุตัวจริง” ยังอยู่ในพื้นที่และพร้อมที่จะกลับมาก่อการร้ายได้เรื่อยๆ

           อันที่จริง “รากเหง้า” ของปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่ปมของเรื่องการใช้ “คำสอนทางศาสนา” ไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะผู้คนให้เข้าใจผิด โดยมี “ผู้นำศาสนา” ในพื้นที่ร่วมเป็นคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ด้วย พวกเขาเป็นผู้ดำเนินในการบ่มเพาะเพื่อสร้าง “นักรบ” หรือแนวร่วมผู้ลงมือปฏิบัติการก่อการ้าย ซึ่งที่ผ่านๆ มาพวกเขาทำได้สำเร็จเสนมอมา โดยสามารถทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาก่อการ้ายได้ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2547 จนมาถึงวันนี้
          เวลา 14 ปีที่กำลังจะผ่านไปกับเงื่อนปมของการใช้ “ผู้นำศาสนา” ให้นำหลักการศาสนาไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะให้ผู้คนในพื้นที่ โดยพาะนักเรียนและนักศึกษา รวมถึงเยาวชนกลุ่มต่างๆ ให้เข้าใจหลักการศาสนาผิดๆ แล้วหันหน้าเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไปฝึกอาวุธและฝึกการการก่อการ้าย แล้วหวนกลับมาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


         สำหรับ “ผู้นำศาสนาอิสลาม” ทั้งในพื้นที่ ในประเทศไทย และในต่างประเทศ เป็นเวลาถึง 14 ปีมาแล้วที่ต่างไม่มีใครที่จะ “หาญกล้า” ลุกขึ้นอรรถาธิบายเพื่อสร้างความกระจ่าง สร้างความเข้าใจในหลักศาสนาที่ถูกต้องแท้จริงต่อประชาชนในเรื่องนี้

          ไม่กล้าแม้แค่การ “ตอบโจทย์ง่ายๆ” ที่ว่า ผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องมานั้น ถือเป็นดินแดน “ฮารุลฮัรบี” หรือไม่

      ซี่งโจทย์ข้อนี้ถือเป็นหลักใหญ่ที่ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ นำไปปลูกระดม แต่กลับยังไม่เคยมีผู้นำศาสนาคนไหนที่จะกล้า “ฟัตวา” ทั้งที่นี่คือ “รากเหง้า” ของปัญหา “ไฟใต้” อย่างแท้จจริง

           มีเหตุกาณณ์น่าสนใจเหตุการณ์หนึ่งคือ เมื่อเดือนก่อนมีการเผยแพร่เอกสาร “ปฏิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ ศักราช 1439” โดยมีการอ้างว่าเป็นการประกาศปฏิญญาจาก “ท่านผู้นำศาสนาจากประเทศไทย” ซึ่งมีสาระที่น่าสนใจดังนี้

  • 1) ผู้นำศาสนาจะต้องบอกกล่าวต่อไทยมุสลิมทั้งหลายถึงแนวทางศาสนาที่ถูกต้องว่า ในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ศาสนูปภัมภกในทุกศาสนา และมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้สิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจและเผยแพร่ศาสนา ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดของประเทศไทยที่เป็นดินแดน “ดารุลฮัรฺบี” (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน/104 และ ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ/122 และข้อบันทึกของอิมานบุคอรีย์)
  • 2) แนวทางศาสนาอิสลามได้กำหนดหนทางแห่งความเป็นธรรม และความกตัญญู โดยเฉพาะต่อแผ่นดินเกิดถิ่นอาศัย ดังนั้นเราประสงค์ให้พี่น้องไทยมุสลิมทุกคนได้มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย ไม่กระทำการใดที่ที่ทำให้เกิดความไม่สงบ หรือทำลายสร้างความเสียหายแก่หน้าแผ่นดินนี้ (ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ/107)
  • 3) พี่น้องไทยมุสลิมทุกคน พึงต้องหลีกเลี่ยงซึ่งความขัดแย้งที่เกิดจากตน มีความเคารพในกฎระเบียบของบ้านเมือง ให้เกียรติต่อพี่น้องศาสนิกอื่น
  • 4) ผู้นำศาสนาพึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด ได้แก่การสั่งสอนมุสลีมิน และมุสลิมมะห์ เพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี และ
  • 5) ในกรณีที่ปรากฏในนิสัย ความประพฤติ การปฏิบัติที่เป็นการชัดเจนว่า เป็นบุคคลอันเป็นอันตรายแก่คนอื่น หรือพบเหตุที่อาจเป็นอันตรายกับตนเองและบุคคลอื่น หรือชุมชน ต้องรีบเข้าแก้ไข หรือบอกกล่าว แจ้งเตือน เพื่อระงับเหตุร้ายในเวลาอันรวดเร็ว




           แต่น่าเสียดายที่หลังจากมีการเผยแพร่ “ปฏิญญามักกะห์” ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับการ “ดับไฟใต้” ได้เพียงไม่กี่วันก็มีการปฏิเสธว่า ไม่ได้มาจากสำนักของผู้นำศาสนาในประเทศไทย
          ดังนั้นเรื่องของแผ่นดินไทยเป็นแผ่นดิน “ดารุลฮัรบี” จริงหรือไม่จริงตามหลักศาสนาอิสลาม จึงยังกลายเป็น “รากเหง้า” ของ “ไฟใต้” ต่อไป

        เพราะผู้นำศาสนาไทยยังคงสร้าง “ความคลุมเครือ” แม้กระทั่งการ “ตอบจดหมายราชการ” เกี่ยวกับคำถามเรื่อง “ดารุลฮัรบี” ก็ไม่สามารถชี้ชัดว่า ดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ “ไฟใต้ลุกโชน” เป็นเรื่องของ “ดารุลฮัรบี” หรือไม่

         ความสำคัญในเรื่องนี้คือ ถ้าผู้นำศาสนาชีชัดว่าแผ่นแดนประเทสไทย “ไม่ใช่ดารุลฮัรบี” การสู้รบการเข่นฆ่าเพื่อศาสนาก็ตกไป การบ่มเพาะการทำสงครามเพื่อศาสนาหรือ “ญีฮาด” ก็จะหมดไป การไม่อาบน้ำศพของโจรใต้ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมก็ถือว่าผิด
              ถ้าผู้นำศาสนาตั้งแต่ระดับชาติลดหลั่นลงมาจนถึงระดับพื้นที่ หากต่างออกมาให้ความจริงที่ถูกต้องต่อผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นเท่ากับเป็น “ดับไฟใต้” ลงไปได้ถึง “รากเหง้า” ของปัญหาที่แท้จริง

          น่าเสียดายที่ “ปฏิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ ศักราช 1439” ที่กลุ่มนักวิชาการทำขึ้น กลับถูกปฏิเสธจากผู้นำระดับสูงโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง ดังนั้นคำถามจากคนในพื้นที่คือ “ผู้นำศาสนา” จะทำให้ทุกภาคส่วนได้ “มีส่วนร่วม” เพื่อการดับไฟใต้ได้อย่างแท้จริง

ยิงอดีตผู้ต้องคดียาเสพติด ฟาตอนี


ยิงอดีตผู้ต้องคดียาเสพติด ฟาตอนี 


          เมื่อเวลา 17.30 น.วันนี้(18 ก.ย.61) ร.ต.ท.มณฑล บัวพัว ร้อยเวร สภ.มายอ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุยิงกันในพื้นที่หมู่ 7 บ้านเป๊าะซี ต.ลางา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1ราย จึงเรียนผู้บังคับบัญชาทราบ และรุดไปตรวจสอบ

           ในที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิต คือ นายอับดุลเลาะห์ ดอฆอ อายุ 39 ปี สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

         ส่วนประเด็นสาเหตุยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและสอบสวนว่าจะเกี่ยวกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่หรือไม่อย่างไร เบื้องต้นผู้ตายเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอยู่ระหว่างประกันตัวสู้คดีครอบครองยาเสพติดในชั้นศาล

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

ข่าวเก่านะครับ แต่ ผมนำกลับมายืนยันว่า เงินไทย งบไทย ฆ่าไทย !!! อุสตาสระเบิดบิ๊กซีสารภาพเช็ดคราบเลือด


           มทภ.4 ประณามระเบิดบิ๊กซีจวกคนร้ายไม่ใช่คนเผยจับผู้ต้องหาได้แล้ว 1 ราย "อุสตาซ" สารภาพเช็ดคราบเลือด ซัดทอดนายกอบต.หนองจิกเอี่ยว คาดเจ้าของรถกระบะเสียชีวิตแล้ว


          เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 60 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุคาร์บอมบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จ.ปัตตานีว่า ขณะนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งเป็นอุสตาซได้ 1 คน โดยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนเช็ดคราบเลือดที่อยู่ภายในรถคันที่ก่อเหตุคาร์บอม และให้การซักทอดผู้ที่ร่วมขบวนการปล้นรถทั้งหมดจำนวน 8 คน ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นถึงระดับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 1 รายโดยเกี่ยวข้องกับคดีด้านความมั่นคง และคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วย เบื้องต้นมีผู้ต้องหาก่อเหตุปล้นรถเพื่อนำมาทำคาร์บอม 10 ราย แต่จะมีมากกว่านั้นหรือไม่ต้องดูที่คำให้การและการให้คำซัดทอดของผู้ต้องหาทั้งหมด อย่างไรก็ตามคาดว่าเจ้าของรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุนั้นจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ต้องรอผลการตรวจเลือดหรือดีเอ็นเอจากคราบเลือดก่อนว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้เมื่อทราบว่าเจ้าของรถเป็นใคร ก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลครอบครัวเจ้าของรถด้วย



          “จากนี้ไปประชาชนในพื้นที่จะลำบากเล็กน้อย เรื่องการสัญจรไปมา เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจรถทุกคัน แม้แต่รถไอศกรีม เพราะผู้ก่อเหตุพยายามปรับเปลี่ยนแผนก่อเหตุอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราจะต้องทำให้ดีกว่าเขา ทุกครั้งเราใช้ความเป็นมนุษยธรรม ความเป็นพี่เป็นน้องไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยพุทธ ไทยจีนอยู่ด้วยกัน และเปิดโอกาสให้ทุกอย่าง จะเห็นได้ว่าทั้งจ.ปัตตานี จ.ยะลา และจ.นราธิวาส พี่น้องออกมาจับจ่ายใช้สอยได้หมดทุกคน ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรก ผู้ก่อเหตุไม่ได้เสียมวลชน แต่เสียความเป็นมนุษย์ เสียความเป็นคน จึงขอให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลว่ามีคนที่ไม่ใช่คน และคนที่ไม่ใช่มนุษย์มาอยู่ในพื้นที่รึเปล่า” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่าในอนาคตจะต้องตรวจสอบเรื่องของคุณสมบัติการเป็นนายกอบต.หรือไม่ พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของจังหวัดที่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติหลายอย่าง เพราะเหมือนกับการเล่นการเมืองทั่วไป ใครมีอิทธิพลก็จะได้เป็น คนที่ไม่มีอิทธิพลแต่เป็นคนดีก็ลำบาก เป็นแค่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งเราต้องดูว่าผู้ที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง



มีผู้เกี่ยวข้องอีก 8 คน ประกอบด้วย
  • 1) นายอันนุงวา กาซอ หมาย ป.วิอาญา 2 หมาย 
  • 2) นายรุสลัน ใบหมะ ป.วิอาญา 2 หมาย 
  • 3) นายเมาลานา สาเมาะ ป.วิอาญา 9 หมาย 
  • 4) นายอิสมาแอ มอซู ป.วิอาญา 4 หมาย 
  • 5) นายบุคอลี หลำโซะ ป.วิอาญา 3 หมาย 
  • 6) นายอับดุลอาซิ จะปะกียา ป.วิอาญา 1 หมาย 
  • 7) นายมะนาเซ ไซร์ดี ป.วิอาญา 1 หมาย และ 
  • 8.นายมูฮำมัด กาซอ ป.วิอาญา 5 หมาย 


            ซึ่งทั้ง 8 คนเคยก่อเหตุมาหลายคดีในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และยะลา คนร้ายกลุ่มนี้ได้หลบหนีไปยังพื้นที่ยะลาและชายแดนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ส่วนสาเหตุเชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนาด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ถูกควบคุมตัวแล้ว 7 คน เป็นผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น รวมอยู่ด้วย 2 คน ซึ่งได้ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ ส่วนอีก 5 คน กำลังสอบสวน โดยกลุ่มนี้เป็นเพียงผู้ถูกบังคับและมีส่วนรู้เห็นเท่านั้น

           คนร้ายที่ก่อเหตุได้ใช้ศาสนสถานในการก่อเหตุในการปล้น และฆ่าเจ้าทรัพย์ และผู้ต้องหาก่อเหตุมาอย่างโชกโชนในหลายพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยังคงไล่ล่าทุกเป้าหมายที่ได้รับแจ้ง ส่วน นายสูไฮมี สะมะแอ ที่ถูกจับกุมรับสารภาพว่า ร่วมวางแผน และฆ่าชิงรถยนต์กระบะนำไประเบิดห้างบิ๊กซี คนร้ายมีการวางแผนใช้มัสยิดในการก่อเหตุ และอาจจะมีการบีบบังคับบุคคลทางศาสนามาร่วมก่อเหตุ เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนทั้งสองศาสนาในพื้นที่ให้รุนแรงมากขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

ประหารชีวิต สุไฮมี สะมะแอ สะมะแอ มามะ



            ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกควบคุมตัวด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์วางระเบิดคาร์บอมบ์ ห้างบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากถึง 61 ราย  โดยคดีนี้เป็นคดีสำคัญที่ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้มีการนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ มัสยิดบ้านตากอง ต.ตุยง อ.หนองจิก ซึ่งใช้เป็น สถานที่ประชุมวางแผน และ มัสยิดบ้านใหม่ (กำปงบารู) ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก สถานที่ลวงนายนุสน ขจรคำ เจ้าของรถยนต์กระบะอาชีพรับจ้างติดตั้งเต้นท์กันสาดมาสังหาร ก่อนนำรถคันดังกล่าวมาประกอบวัตถุระเบิดแล้วนำไปก่อเหตุที่ห้างบิ๊กซี ซึ่งผลการสอบสวน การให้คำให้การของของนายสุไฮมีประโยชน์ต่อรูปคดี ทำให้มีการออกหมายผู้ร่วมก่อเหตุร้ายครั้งนี้เพิ่มเป็นจำนวน 9 คน 

           วันที่ 20 ก.ย.61 พลตรีจตุพร กลัมพสูต ผบ.ฉก.ปัตตานี เปิดเผยความคืบหน้าคดีคาร์บอมบ์บิ๊กซีปัตตานีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ล่าสุดวันนี้ศาลชั้นต้นจังหวัดปัตตานีได้ตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหา 2 รายคือ
  • นายสุไฮมี สะมะแอ
  • นายสะมะแอ มามะ 

        ซึ่งเป็นเครื่องพิสุจน์ให้เห็นได้ว่า เมื่อคุณก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างไม่ปราณี ก็อย่าหวังว่ากระบวนการยุติธรรม จะปราณี ซึ่งเดียวก็จะมีนักสิทธิชายแดนใต้ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือโจร ออกมาคัดค้านโทษประหารชีวิตอีกเช่นเคย

         ในเหตุการณ์วางระเบิดคาร์บอมบ์ ห้างบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากถึง 61 ราย

       
รายงานเก่า กรณีจับกุมของ 2 โจรใต้


     วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2560 เจ้าหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า สามารถจับตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดห้างบิ๊กซีได้แล้ว รวมสองราย หนึ่งในนั้นเป็นอิหม่าม และพบศพเจ้าของรถยนต์กระบะ ที่ถูกปล้นไปทำคาร์บอมบ์ ถูกทิ้งในคูน้ำในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

  • รายแรก พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้รายละเอียดว่า เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ที่บ้านเลขที่ 37/4 ม.3 บ้านใหม่ ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สามารถควบคุมตัว นายสะมะแอ มามะ เป็นอิหม่าม ผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุระเบิดห้างบิ๊กซี อ.เมือง จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่นำตัวไปควบคุมที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี เพื่อสอบสวนและขยายผลต่อไป   

          “ความคืบหน้าการติดตามคนร้ายลอบวางระเบิดบิ๊กซี ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถจับตัวผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุได้ 1 ราย คือนายสะมะแอ มามะ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 37/4 ม.3 บ้านใหม่ ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่เหลืออีก 3 ราย เจ้าหน้าที่ทราบเบาะแสแล้ว อยู่ระหว่างติดตามหาตัวมาลงโทษตามกฎหมาย” พ.อ. ยุทธนาม กล่าว แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีรายละเอียดว่านายสะมะแอ มามะ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดอย่างไร

  • ส่วนรายที่สอง เป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลงมือฆ่า นายนุสน ขจรคำ อายุ 45 ปี ที่อยู่ 81/23 ม.9 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา อาชีพรับจ้างติดตั้งผ้าใบ และเจ้าของรถยนต์กระบะที่คนร้ายปล้นชิงแล้วนำไปใช้เป็นระเบิดคาร์บอมที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซึ่งในวันนี้พบว่าเสียชีวิตแล้ว และศพถูกทิ้งไว้ที่บริเวณภายในคูน้ำ กลางทุ่งนา บ้านเกาะเปาะเหนือ ม.1 ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

       พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดปัตตานี ได้เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ กล่าวว่า คนร้ายได้รัดคอนายนุสนจนสิ้นใจ และชิงรถยนต์และยึดบัตรประชาชนไปใช้ เพื่อผ่านด่านตรวจต่างๆ  “เอารถแล้วใช้บัตรของคนตายผ่านด่านตรวจ อย่างไรมันก็ผ่าน” พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ กล่าวแก่ผู้สื่อข่าว

        พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ กล่าวว่า ผู้ต้องหารายที่สอง คือ นายสุไฮมิง สะมะแอ และนอกจากนั้น ยังได้เชิญตัวนายกองค์การบริหารส่วนตําบลเกาะเปาะ มาสอบปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากทราบว่าบุคคลต้องสงสัยอยู่ในพื้นที่ อบต.เกาะเปาะ และในวันนั้น นายก อบต. อยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ

        "ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดบิ๊กซีได้ 2 คน ส่วนนายอิทธิกร ต่วนปูเตะ นายกองค์การบริหารส่วนตําบลเกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่แค่เชิญเป็นพยาน เพราะบังเอิญวันนั้น นายกไปทำงานแถวนั้นพอดี" พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ กล่าว

         ด้าน พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4 เผยว่า ทหารยังขอคุมตัว "นายกฯ อบต." หนองจิก ปัตตานี และ ลูกน้อง ทั้ง 4 คน ต่อไปก่อน เพื่อสอบสวนต่อ แม้ว่าทั้งหมด จะปฏิเสธไม่รู้เห็นก็ตาม



สำนักจุฬาราชมนตรีประณามการกระทำที่โหดเหี้ยม

         ด้านสำนักจุฬาราชมนตรี ขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บ และขอประณามการกระทำอันเหี้ยมโหด และไร้มนุษยธรรมของผู้ก่อการในครั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรี เห็นว่าปฏิบัติการความรุนแรงด้วยการวางระเบิดโดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ในที่สาธารณะนั้น เป็นการกระทำที่ขาดเขลา ไร้มนุษยธรรม และละเมิดกับหลักธรรมคำสอนของทุกศาสนาอย่างร้ายแรง

         สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอเรียกร้องต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 
  • 1. ให้ผู้ก่อความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ยุติการทำร้ายและสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ทันที 
  • 2. ให้รัฐบาลเร่งกระทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ และป้องกันมิให้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อชีวิตเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้นำศาสนา ตลอดจนศาสนสถานของทุกศาสนา 
  • 3. ให้รัฐบาลเร่งเยียวยาเหยื่อของความรุนแรงและครอบครัว และนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว 
  • 4. ให้รัฐบาลเร่งหาทางฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพเพื่อหาทางออกจากความรุนแรงที่ยืดเยื้อมายาวนานในจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคมทุกหมู่เหล่า ให้เข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ต่อไป นักจุฬาราชมนตรีประณามเหตุคาร์บอมบ์บิ๊กซีปัตตานี

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

อาเต็ฟ โช๊ะโกผู้ชักใยกลุ่ม PerMas ออกมาเรียกร้อง“ขบวนการกำหนดชะตากรรมตนเอง(ปาตานี)





        เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา สหพันธ์นิสิต นักศึกษา นักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ได้มีการเชิญกลุ่มนักวิชาการ ตัวแทนนักการเมืองใหม่และเก่า ที่จะลงสมัครเลือกตั้งในปี 62 มาร่วมเสวนาที่ห้องประชุมปัตตานี อาคารสำนักงานอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (หลังเก่า) ประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคสามัญชน พรรคอนาคตใหม่ และตัวแทนจากนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในพื้นที่ ซึ่งการเสวนาเริ่มกันอย่างเรียบง่าย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการถกเถียงตามหัวข้อ #สัญญาณการเลือกตั้งทิศทางการเมืองไทยต่ออนาคตสันติภาพปาตานี ซึ่งตัวแทนทุกคนมีแนวทางที่คล้ายๆ กันคือ เรื่องอยากให้ คสช.ปลดล็อคและให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่ออะไร??ทำไมจึงต้องเรียกร้องให้เลือกตั้งเร็วๆ!!หรือว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง....สงสัย??


           และหนึ่งในผู้มาร่วมเสวนาครั้งนี้มี นายอาเต็ฟ โช๊ะโก ซึ่งเคยเป็นประธานกลุ่ม PerMas และยังเป็นหัวโจกในการระดมกลุ่มนักศึกษาออกมาเรียกร้องประท้วงในพื้นที่และยังเป็นบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นคนที่ชักใยให้นักศึกษาPerMas ชาวบ้านและองค์NGOsออกมาต่อต้านการทำงานของเจ้าหน้าที่ 

          โดยในครั้งนี้ นายอาเต็ฟ โช๊ะโก ได้หยิบยกประเด็น ขบวนการกำหนดชะตากรรมตนเอง (ปาตานี)” โดยมองว่า (ปาตานีเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองในระบบการเมืองไทยแต่อย่างใด คือ คุณอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยภายใต้ระบบระเบียบของประเทศไทย การเคลื่อนไหวต้องอยู่ในกฎ แต่ในการออกมาเคลื่อนไหวทุกครั้งได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง สร้างความเสียต่อคนในพื้นที่ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือคุณดึงนักศึกษาซึ่งเป็นเยาชนที่จะออกมาพัฒนาประเทศชาติมาทำลายพวกเขาอย่างเลือดเย็น และในการเสวนาครั้งนี้เขาก็ยังเรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่รีบหาแนวทางพูดคุยเพื่อสันติภาพอีกด้วย

           สงสัย??ทำไมจึงเรียกร้องให้รีบพูดคุยสันติภาพ หรือว่าทางโน้นเขากดดันนายอาเต็ฟ เพราะว่าการกำหนดใจตนเองเราต้องฟังคนส่วนมากในพื้นที่ว่าสิ่งที่พวกคุณๆเรียกร้องชาวบ้านเขาต้องการไม หรือว่าเป็นความต้องการของกลุ่มเพียงอย่างเดียว...

จับตาบุคคลแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ ป้องกันคนร้ายแฝงตัวก่อเหตุในพื้นที่




            วันที่ 18 ก.ย. 61 ส.ต.ท.พันธ์เทพ เอมสมบุญ ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองยะลา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร อส. ได้บูรณาการกำลังร่วมตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในถนนเส้นทางสายหลักเขตเทศบาลนครยะลา เพื่อทำพื้นที่ให้ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันคนร้ายแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุความไม่สงบในเขตเมือง ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ โดยเน้นตรวจสอบวัตถุสิ่งของต้องสงสัย รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ต้องสงสัยเป้าหมายแจ้งเตือนให้เฝ้าระวัง รวมทั้งบุคคลเป้าหมายที่แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่


             ขณะ หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แจ้งเตือนทุกหน่วยกำลัง ให้ระมัดระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการปฎิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะจุดตรวจชุดปฏิบัติการตำบล (ชคต.) ฐานปฎิบัติการสุ่มเสี่ยง ซึ่งคาดว่ากลุ่มคนร้ายอาจจะมีแผนเข้าปฎิบัติการโจมตี หลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดโทรศัพท์ผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง ระหว่างซักถามเหตุยิงชาวบ้านร่อนทอง 4 ศพ ที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และพบภาพบุคคลแต่งกายชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ มีผ้าพันคอ ยืนถ่ายรูป 6 คน ในสวนยางพารา จากการตรวจสอบทั้ง 6 คน คือ 
  • นายฮัลฮาบีบ เจ๊ะตู หมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 411/2561 
  • นายฮามิ เจะเงาะ หมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 408/2561 
  • นายอูเซ็ง เจ๊ะมิง นายอับดุลเลาะ มะแซ 
  • นายมูฮัมหมัดซากีรีน สาแม หมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 202/2558 
  • นายอับดุลเลาะ บูละ หมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 207/2558


         โดย หน่วยงานด้านความมั่นคง กำลังเร่งหาเบาะแส ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกับที่เคยก่อเหตุบุกเผาสำนักงานไฟฟ้า และรถยนต์ 2 คัน ในพื้นที่อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ที่ผ่านมา

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

จับกัญชาล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 100 ล้าน พร้อมผู้ต้องหามุสลิมสามีภรรยา 2 ราย




              เมื่อเวลา10.00น.ของวันนี้(15กันยายน61) ที่กองบังคับการตำรวจภูธรชุมพร ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีนโยบายของรัฐบาลโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้มีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันจับกุมความผิดเกี่ยวกับ ผู้มีอิทธิพล การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ทางตำรวจภูธรภาภค 8 โดย พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผบช.ภ.8 ได้สั่งการให้แต่ละตำรวจภูธรจังหวัด ดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าวโดยเคร่งครัด ซึ่งตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร โดย พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้บูรณาการร่วมกับ ฝ่ายปกครอง ทหาร และสำนักงาน ปปส.ภ.8 โดยมี นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รองผบช.ภ.8 , พล.ต.ต.ศรายุธ พูลธัญญะ รองผบช.ภ.8 ,พล.ต.ต.ชลิต ถิ่นธานี รองผบช.ภ.8 , พล.ต.ต. นันทเดช ย้อยนวล รองผบช.ภ.8 , พล.ต.ต.ดำรัส วิริยะกุล รองผบช.ภ.8 , พ.ต.อ.พรพันธ์ ทิมขำ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.วิมล พิทักษ์บูรพา รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.ภาณุเดช ณ พัทลุง รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.ประสิทธิ์ศักดิ์ ศรีสุข รองผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.ภคพล ทวิชศรี รองผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.เสกสิทธิ์ สุวรรณฤทธิ์ รองผบก.ภ.จว.ชุมพร

             พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพน้อยที่ 4 พล.ต.กฤษดา พงษ์สามารถ ผบ.ควบคุม พล.ร.5 พล.ต.ฐิติ ติตถะสิริ ผบ.มทบ.44 /ผบ.บก.ควบคุม มทบ.44 นายพีระ กาญจนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 8 และนายสราวุธ ภักดี ผอ.ส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 8 ได้ร่วมแถลงข่าวตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร จับกุมยาเสพติดรายสำคัญ



            โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจบ้านพละ ประกอบด้วย พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต/ หัวหน้าด่านตรวจบ้านพละ พร้อมพวก .เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ กก.สส.ภ.จว.ชุมพร/ชุด ชป.ปส.ภ.จว.ชุมพร ประกอบด้วย พ.ต.อ.เสริมศักดิ์ พ่วงพิศ ผกก.สส.ภ.จว.ชุมพร พร้อมพวก  รวมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ชุด ชป.รส.ร.25 พัน 1 มทบ.44 จว.ชุมพร ประกอบด้วย พ.ท.ภาคิน เกื้อกุล ผบ.ร25 พัน 1 พร้อมพวก โดยมี.เจ้าหน้าที่ทหารหมวดสุนัขทหาร กกล.เทพสตรี พัน.สท.กส.ทบ. ประกอบด้วย
ร.ท.ปกรณ์ชัย ปุญสิริ พร้อมพวก ในขณะปฏิบัติหน้าได้ร่วมกันจับกุมตัว 
  • 1.นายสายบูดิง นิหะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 8 ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จว.ปัตตานี ผู้ต้องหาที่ 1 
  •  2.นางสาวสามีนะห์ บาตูเซ็ง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 137 หมู่ที่ 5 ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส ผู้ต้องหาที่ 2 
  •  ได้พร้อมด้วยของกลางคือ 
  •  1.กัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 790 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 1 กก. รวมประมาณ 790 กก. โดย.
  • 2. รถยนต์บรรทุกกึ่งพ่วง ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว ส่วนหัวหมายเลขทะเบียน 70-1430 ยะลา 
  • 3. ส่วนท้ายตัวพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-1431 ยะลา ที่บรรทุกกัญชาของกลาง จำนวน 1 คัน 
  • และของกลางอื่นๆอีกหลายรายการ 
           โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 ( กัญชา )ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดย ผิดกฎหมาย สถานที่เกิดเหตุ ด่านตรวจบ้านพละ หมู่ที่ 3 ต.เขาไชยราช อ.ปะทิว จว.ชุมพร เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 10.30 น.



            สำหรับพฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 10.30 น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจบ้านพละและเจ้าหน้าที่ทหารชุด ชป.ร.25 พัน 1 กับพวก กำลังร่วมกันตั้งด่านตรวจอยู่บนถนนเพชรเกษม ฝั่งถนนขาล่องใต้ ปรากฏว่ามีผู้ขับรถยนต์บรรทุกกึ่งพ่วง ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว ส่วนหัวหมายเลขทะเบียน 70-1430 ยะลา ส่วนท้ายตัวพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-1431 ยะลา โดยคลุมผ้าใบสีดำทั้งส่วนหัวและส่วนท้ายตัวพ่วงไว้ ผ่านมาจากด้าน จว.ประจวบคีรีขันธ์ มุ่งหน้าไปทางด้าน จว.ชุมพร จึงเรียกให้หยุดและขอทำการตรวจค้น 

            ปรากฏว่าพบ นายสายบูดิง นิหะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 8 ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จว.ปัตตานี ทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุก กึ่งพ่วงคันดังกล่าว โดยมีนางสาวสามีนะห์ บาตูเซ็ง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 137 หมู่ที่ 5 ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส นั่งโดยสารมาด้วยหน้าข้างคนขับ และเด็กผู้ชายอีก จำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกให้หยุดและขอตรวจค้นปรากฏว่าพบห่อวัตถุสีดำมีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมกองไว้บริเวณพื้นกระบะรถจำนวนมาก ( ไม่มีสิ่งของอื่นปิดทับไว้ ) 

            ได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าด้านในมีกระสอบปุ๋ยภาษาต่างประเทศและในกระสอบปุ๋ยดังกล่าวได้ซุกซ่อนกัญชาแห้งอัดแท่งไว้ จำนวน 790 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 1 กก.รวมทั้งหมด จำนวนประมาณ 790 กก. จึงได้ยึดไว้ ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายสายบูดิง ฯ และ นางสาวสามีนะห์ฯโดยแจ้งข้อกล่าวหาข้างต้นให้ทราบ 

           ซึ่งทั้งสองคนทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาดีแล้ว นายสายบูดิงฯให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ 1.รถยนต์บรรทุกกึ่งพ่วง ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว ส่วนหัวหมายเลขทะเบียน 70-1430 ยะลา ส่วนท้ายตัวพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-1431 ยะลา ที่บรรทุกกัญชาของกลาง จำนวน 1 คัน ราคาประมาณ 1,000,000 บาทขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิด เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปโดยสารภาพว่าได้ทำการรับจ้างจากภาพอีสานเพื่อนบ้านได้เองและได้รับค่าจ้างเที่ยวบะ25000บาทและจะมีคนมารับอีกต่อหนึ่งที่หาดใหญ่.






           ผบก.ภ.จว.ชุมพร กล่าวว่า จากการสอบถาม นายสายบูดิง นิหะ เป็นผู้ขับ มีอาการส่ออพิรุธ ส่งเอกสารการบรรทุกสินค้า ให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของเดือนที่ผ่านมาแล้ว เจ้าหน้าที่จึงทำการเปิดผ้าใบคลุมรถพบห่อวัตถุสีดำมีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมกองไว้บริเวณพื้นกระบะรถจำนวนมาก โดยไม่มีสิ่งของอื่นปิดทับไว้ เบื้องต้นพบว่าด้านในมีกระสอบปุ๋ยภาษาต่างประเทศและในกระสอบปุ๋ยดังกล่าวได้ซุกซ่อนกัญชาแห้งอัดแท่งไว้ จำนวน 790 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 1 กก.รวมทั้งหมด จำนวนประมาณ 790 กก. จึงได้ยึดไว้


          เบื้องต้นนายสายบูดิง และนางสาวสามีนะห์ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับแจ้งขนกัญชาจำนวนดังกล่าวมาจากแถว จ.นนทบุรี เพื่อลำเลียงลงสู่ชายแดนภาคใต้ เพื่อรอส่งข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกที และหากรอดพ้นจากการถูกจับกุม ก็จะได้ค่าจ้าง จำนวน 1 แสนบาท แต่ก็ไม่รอด มาถูกจับกุมเสียก่อน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 (กัญชา)ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย พร้อมประสานญาติให้มารับเด็กทั้งสองไปดูแล ต่อไป

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม