วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

“ปฏิญญามักกะห์” ไหงทำให้ “ผู้นำศาสนา” ปากกล้า-ขาสั่น!


โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก


           ความรุนแรงใน 3 จังหวัดคือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างอยากจะหาจุดสิ้นสุด

         ตราบใดที่ “รากเหง้าปัญหา” ยังไม่มีการถูกหยิบยกมาแก้ไข แต่กลับถูกซุกซ่อนปิดบังอำพราง แถมด้วยเสียง “ตะแบง” ว่าความรุนแรงละลอกใหม่ที่กำลังย่างก้าวย่างสู่ปีที่ 15 แล้วนั้น เป็นเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน” และเกี่ยวข้องกับ “คน 4 ตระกูลใหญ่” ที่เป็นนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

          หลังจากที่ “ไทยพุทธ” ศพแล้วศพเล่าถูกสังการโดยโจรใต้หรือแนวร่วมของ “ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ” ตั้งแต่กรณีของ 2 แม่ลูกที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ตามด้วยกรณีของ 2 ผัวเมียวัยชราที่ ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา แล้วต่อด้วยกรณีของ 2 แม่ลูกที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส
          ล่าสุดการซุ่มโจมตีกลุ่มคนไทยพุทธที่เข้าไปล่าหมู่ป่าที่ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ทำให้ จสต.สมจิตร ชูดำ หนึ่งในทีมล่าหมู่ป่าเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ต่อด้วยการยิง นายศุภชัย โทเจริญ เพื่อชิงรถ จยย.ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นที่ไหนและไทยพุทธคนไหนอีกยังไม่มีใครตอบได้

                ในขณะที่เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2561 ศาลจังหวัดปัตตานีได้ตัดสินคดี “คาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซีสาขาปัตตานี” เหตุเกิดเมื่อเดือน พ.ค.2560 ด้วยการพิพากษาให้ “ประหารชีวิต 2 แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หนึ่งนั้นคือ นายซูไฮมี สะมะแอ ซึ่งเคยเข้าร่วม “โครงการพาคนกลับบ้าน” กลับอีกหนึ่งคือ นายสะมะแอ มามะ ผู้เป็นถึง “อิหม่าม” ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จึงลดโทษให้เหลือคำคุกตลอดชีวิต

              ในกรณีของ 2 นักโทษที่ถูกศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษาไปแล้วนั้น เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจคือ  1 ในคนร้ายเป็นแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ที่เข้าสู่ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ของ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้วก็ไม่ได้กลับตัวเป็นคนดี แต่ยังคงขลุกอยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน แล้วได้ร่วมเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ก่อวินาศกรรมที่ห้างบิ๊กซีสาขาปัตตานีดังกล่าว
            แล้วอีก 1 นักโทษเป็นถึง “อิหม่าม” อีกทั้งยังเป็น “อุสตาส” ด้วย กล่าวคือเป็นทั้ง “ผู้นำศาสนา” หรือ “ผู้นำจิตวิญญาณ” และยังเป็น “ครูผู้สอนศาสนา” โดยใช้ความเป็น “ผู้นำ” ในการ “บ่มเพาะ” ผู้คนเข้าสู่ขบวนการก่อการร้ายเพื่อหวังผลให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนนั่นเอง

            ความจริงแล้วกลุ่มคน 2 ประเภทไม่ใช่ “ผู้เห็นต่างจากรัฐไทย” แต่เป็นกลุ่มคนที่ “ต้องการแบ่งแยกดินแดน”    ซึ่งเมื่อพนักงานสอบสวนและตั้งข้อหาก็ควรจะเป็นข้อหา “กบถ อั้งยี้ แบ่งแยกดินแดน” ดังนั้นการที่ยังใช้คำเรียกพวกเขาว่าคือผู้เห็นต่างจากรัฐไทย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก


         มีปรากฏการณ์ที่ติดตามอีกประเด็นในขณะนี้คือ เรื่องการใช้ “กฎอัยการศึก” ควบคุมพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังเกิดเหตุโจรใต้หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนใช้ระเบิดแสวงเครื่องโจมตีกองกำลังทหารพราน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

        หลังจากนั้นมีการเอกซ์เรย์พื้นที่จากกองกำลังทหารและตำรวจ มีการสนธิกำลังทั้งทางบก ทางทะเลและทางอากาศเข้าปฏิบัติการเพื่อ “กดดัน” ทั้งโจรและผู้สนับสนุนโจรในพื้นที่ ซึ่งมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวนหนึ่ง และล่าสุดมีการประกาศให้ประชาชนผู้ครอบครองอาวุธปืนและยานพาหนะต่างๆ นำไปให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบ

         ในขณะที่มีนักศึกษาจากกลุ่ม “เปอร์มาส” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎอัยการศึกได้ลงพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเป็นกำลังใจกับประชาชน และแสดงความไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการปิดพื้นที่ รวมทั้งส่งหนังสือร้องเรียนให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “สิทธิมนุษย์ชน” อีกด้วย
        ทั้งหมดคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” ทั้งสิ้น

          การปิดพื้นที่ใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเรื่องของ “ยุทธการ” และ “ยุทธวิธี” ในการ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” แต่เมื่อไม่มี “ยุทธศาสตร์” หลังผ่านการใช้ยุทธการและยุทธวิธีเหล่านั้น จึงไม่แปลกที่จะจับกุมได้ก็แค่เฉพาะโจรใต้ที่เป็น “หางแถว” ในขณะที่ “หัวแถว” หรือ “ผู้ก่อเหตุตัวจริง” ยังอยู่ในพื้นที่และพร้อมที่จะกลับมาก่อการร้ายได้เรื่อยๆ

           อันที่จริง “รากเหง้า” ของปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่ปมของเรื่องการใช้ “คำสอนทางศาสนา” ไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะผู้คนให้เข้าใจผิด โดยมี “ผู้นำศาสนา” ในพื้นที่ร่วมเป็นคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ด้วย พวกเขาเป็นผู้ดำเนินในการบ่มเพาะเพื่อสร้าง “นักรบ” หรือแนวร่วมผู้ลงมือปฏิบัติการก่อการ้าย ซึ่งที่ผ่านๆ มาพวกเขาทำได้สำเร็จเสนมอมา โดยสามารถทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาก่อการ้ายได้ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2547 จนมาถึงวันนี้
          เวลา 14 ปีที่กำลังจะผ่านไปกับเงื่อนปมของการใช้ “ผู้นำศาสนา” ให้นำหลักการศาสนาไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะให้ผู้คนในพื้นที่ โดยพาะนักเรียนและนักศึกษา รวมถึงเยาวชนกลุ่มต่างๆ ให้เข้าใจหลักการศาสนาผิดๆ แล้วหันหน้าเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไปฝึกอาวุธและฝึกการการก่อการ้าย แล้วหวนกลับมาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


         สำหรับ “ผู้นำศาสนาอิสลาม” ทั้งในพื้นที่ ในประเทศไทย และในต่างประเทศ เป็นเวลาถึง 14 ปีมาแล้วที่ต่างไม่มีใครที่จะ “หาญกล้า” ลุกขึ้นอรรถาธิบายเพื่อสร้างความกระจ่าง สร้างความเข้าใจในหลักศาสนาที่ถูกต้องแท้จริงต่อประชาชนในเรื่องนี้

          ไม่กล้าแม้แค่การ “ตอบโจทย์ง่ายๆ” ที่ว่า ผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องมานั้น ถือเป็นดินแดน “ฮารุลฮัรบี” หรือไม่

      ซี่งโจทย์ข้อนี้ถือเป็นหลักใหญ่ที่ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ นำไปปลูกระดม แต่กลับยังไม่เคยมีผู้นำศาสนาคนไหนที่จะกล้า “ฟัตวา” ทั้งที่นี่คือ “รากเหง้า” ของปัญหา “ไฟใต้” อย่างแท้จจริง

           มีเหตุกาณณ์น่าสนใจเหตุการณ์หนึ่งคือ เมื่อเดือนก่อนมีการเผยแพร่เอกสาร “ปฏิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ ศักราช 1439” โดยมีการอ้างว่าเป็นการประกาศปฏิญญาจาก “ท่านผู้นำศาสนาจากประเทศไทย” ซึ่งมีสาระที่น่าสนใจดังนี้

  • 1) ผู้นำศาสนาจะต้องบอกกล่าวต่อไทยมุสลิมทั้งหลายถึงแนวทางศาสนาที่ถูกต้องว่า ในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ศาสนูปภัมภกในทุกศาสนา และมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้สิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจและเผยแพร่ศาสนา ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดของประเทศไทยที่เป็นดินแดน “ดารุลฮัรฺบี” (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน/104 และ ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ/122 และข้อบันทึกของอิมานบุคอรีย์)
  • 2) แนวทางศาสนาอิสลามได้กำหนดหนทางแห่งความเป็นธรรม และความกตัญญู โดยเฉพาะต่อแผ่นดินเกิดถิ่นอาศัย ดังนั้นเราประสงค์ให้พี่น้องไทยมุสลิมทุกคนได้มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย ไม่กระทำการใดที่ที่ทำให้เกิดความไม่สงบ หรือทำลายสร้างความเสียหายแก่หน้าแผ่นดินนี้ (ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ/107)
  • 3) พี่น้องไทยมุสลิมทุกคน พึงต้องหลีกเลี่ยงซึ่งความขัดแย้งที่เกิดจากตน มีความเคารพในกฎระเบียบของบ้านเมือง ให้เกียรติต่อพี่น้องศาสนิกอื่น
  • 4) ผู้นำศาสนาพึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด ได้แก่การสั่งสอนมุสลีมิน และมุสลิมมะห์ เพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี และ
  • 5) ในกรณีที่ปรากฏในนิสัย ความประพฤติ การปฏิบัติที่เป็นการชัดเจนว่า เป็นบุคคลอันเป็นอันตรายแก่คนอื่น หรือพบเหตุที่อาจเป็นอันตรายกับตนเองและบุคคลอื่น หรือชุมชน ต้องรีบเข้าแก้ไข หรือบอกกล่าว แจ้งเตือน เพื่อระงับเหตุร้ายในเวลาอันรวดเร็ว




           แต่น่าเสียดายที่หลังจากมีการเผยแพร่ “ปฏิญญามักกะห์” ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับการ “ดับไฟใต้” ได้เพียงไม่กี่วันก็มีการปฏิเสธว่า ไม่ได้มาจากสำนักของผู้นำศาสนาในประเทศไทย
          ดังนั้นเรื่องของแผ่นดินไทยเป็นแผ่นดิน “ดารุลฮัรบี” จริงหรือไม่จริงตามหลักศาสนาอิสลาม จึงยังกลายเป็น “รากเหง้า” ของ “ไฟใต้” ต่อไป

        เพราะผู้นำศาสนาไทยยังคงสร้าง “ความคลุมเครือ” แม้กระทั่งการ “ตอบจดหมายราชการ” เกี่ยวกับคำถามเรื่อง “ดารุลฮัรบี” ก็ไม่สามารถชี้ชัดว่า ดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ “ไฟใต้ลุกโชน” เป็นเรื่องของ “ดารุลฮัรบี” หรือไม่

         ความสำคัญในเรื่องนี้คือ ถ้าผู้นำศาสนาชีชัดว่าแผ่นแดนประเทสไทย “ไม่ใช่ดารุลฮัรบี” การสู้รบการเข่นฆ่าเพื่อศาสนาก็ตกไป การบ่มเพาะการทำสงครามเพื่อศาสนาหรือ “ญีฮาด” ก็จะหมดไป การไม่อาบน้ำศพของโจรใต้ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมก็ถือว่าผิด
              ถ้าผู้นำศาสนาตั้งแต่ระดับชาติลดหลั่นลงมาจนถึงระดับพื้นที่ หากต่างออกมาให้ความจริงที่ถูกต้องต่อผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นเท่ากับเป็น “ดับไฟใต้” ลงไปได้ถึง “รากเหง้า” ของปัญหาที่แท้จริง

          น่าเสียดายที่ “ปฏิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ ศักราช 1439” ที่กลุ่มนักวิชาการทำขึ้น กลับถูกปฏิเสธจากผู้นำระดับสูงโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง ดังนั้นคำถามจากคนในพื้นที่คือ “ผู้นำศาสนา” จะทำให้ทุกภาคส่วนได้ “มีส่วนร่วม” เพื่อการดับไฟใต้ได้อย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม