วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ในประเทศกูไม่มี "หากมุสลิมคนใด ใคร่ในกฎหมาย Sharia และใคร่ในวิถีชีวิตแบบมุสลิม ก็ขอให้จงย้ายออกจากรัสเซียไปอยู่ในที่ ๆ ตนปรารถนา.



        ประธานาธบดีปูติน กล่าวอย่างสั้นสุดและเฉียบที่สุดต่อสมาชิกในรัฐสภารัสเซียเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยมุสลิมในรัสเซียว่าดังนี้ :

       "ในรัสเซีย ขอให้ชนกลุ่มน้อยมุสลิม จงดำรงค์ชีวิตเหมือนคนรัสเซียในการใช้ภาษาพูด ทำงาน กินอาหาร และเคารพกฎหมายรัสเซีย. หากมุสลิมคนใด ใคร่ในกฎหมาย Sharia และใคร่ในวิถีชีวิตแบบมุสลิม ก็ขอให้จงย้ายออกจากรัสเซียไปอยู่ในที่ ๆ ตนปรารถนา.

       ว่าไปแล้วรัสเซียไม่จำเป็นต้องพึ่งคนกลุ่มน้อยมุสลิม แต่คนกลุ่มน้อยต้องพึ่งรัสเซีย. ดังนั้น จะไม่มีสิทธิพิเศษให้แก่คนกลุ่มน้อยมุสลิม หรือดัดแปลงกฎหมายให้เหมาะเพื่อคนเหล่านี้.


        ทั้งนี้ ต่อให้คนเหล่านี้จะตะโกนโอดครวญแค่ไหนก็ตาม และก็จะไม่ทนกับความไม่เคารพต่อวัฒนธรรมของรัสเซีย เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ทำโทษตัวเองและฆ่าตัวเองตายของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และจำต้องจัดการให้รัสเซียอยู่รอดปลอดภัย สิ่งที่ปรากฎเกิดขึ้นกับหลายประเทศดังกล่าว ก็คือพวกมุสลิมกำลังยึดครองประเทศเหล่านี้

         แต่จะไม่มีทางทำกับรัสเซียได้ ประเพณีและวัฒนธรรมของเราไม่อาจอยู่คู่กับกฎและกฎหมายอันป่าเถี่อนของ Sharia Law และของมุสลิมได้

         เมื่อสภาของเราดำริร่างกฎหมายฉบับใหม่ครั้งใดเราต้องนึกถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองรัสเซีย โดยไม่ต้องคำนึงถึงชนกลุ่มน้อยมุสลิมอันมิใช่คนรัสเซีย"  ทุกคนในสภารัสเซียต่างชื่นชอบการพูดจาสั้นๆของนายปูตินและยืนปรบมืออย่างท่วมท้น นาน 5 นาที.

(ในประเทศกูไม่มี)

เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 5 ผู้ต้องสงสัย 7 คน ก่อเหตุสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพสินของชาวบ้าน



         เมื่อวันที่ 25 ต.ค.61 เวลาประมาณ 03.00-03.30น เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยจำนวน 5 คน ประกอบด้วย
  • นายอาหามะ กาหลง อาชีพครูโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะปันยัง อำเภอกาบัง
  • นายมูฮัมหมัดยูโซะ ลาเตะ
  • นายอารง ปูสู
  • ยังไม่ทราบชื่อ เป็นชาว ต. กาตอง อ. ยะหา จ.ยะลา
  • ยังไม่ทราบชื่อเป็นชาว อ.กาบัง จ.ยะลา
          โดยทั้ง 5 คนถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรมทหารพรานที่ 41 ต.วังพญาอ.รามัน จ.ยะลา โดยทั้งหมดเคยมีหมายพรก.และได้เเสดงความบริสุทธิ์จึงถูกปล่อยตัวออกมา ก่อนจะมาถูกจับอีกครั้ง

        ขณะที่ อ.ธารโต เมื่อ 24 ต.ค.61 เวลา 12.40 น. ได้มีการควบคุมตัวประชาชน 1 ราย ทราบชื่อ 
  • นายอาลียะห์ ยิมัน 112/7 ม.1 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยอีกรายเช่นกัน
        ก่อนหน้านี้ เมื่อ 23 ตค. 2561 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ปฏิบัติการ โดยอ้างกฎอัยการศึกควบคุมตัว นายการีมัน เจ็ะมะ ประธานสภาเยาวชนปาเซปูเต๊ะ และเป็นครูสอนตาดีกาประจำโรงเรียนตัรบียาตุลอัตฟาล ปาเซปูเต๊ะ จากหมู่บ้านปาเซปูเต๊ะ ตำบลปากู อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี โดยนำตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร บ่อทอง

ใคร? อยู่เบื้องหลังการออกแถลงการณ์ กดดันทหารพรานอนาจารเด็กนักเรียน

"แบมะ ฟาตอนี"


          เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 สภาชุมชนบ้านค่าย นัดรวมตัวกันที่โรงเรียนบ้านค่าย ต.ปูโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อกดดันและออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อกรณีทหารพรานอนาจารเด็กนักเรียนในชุมชน ซึ่งในการรวมตัวกันในครั้งนี้มี 
  • นายอายุบ เจ๊ะนะ รักษาการประธานเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อสันติภาพ (คปส.) 
  • น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ 
  • นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา เป็นแกนนำ อีกทั้งยังมี 
  • นายอารีฟีน โสะ แกนนำกลุ่มศึกษาชุมชนและทรัพยากรปาตานี (Patani Resources)/แกนนำเครือข่ายตือโละปาตานี/อดีตประธานกลุ่ม PerMAS 
  • นายปรัชญเกียรติ วาโร๊ะ นักจัดรายการวิทยุ และ 
  • นายอิสมาแอ เต๊ะ ประธานองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี (HAP) เข้าร่วมด้วย
         การนัดรวมตัวกันในครั้งนี้เพื่อกดดันให้มีการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของคดี กรณีทหารพรานอนาจารนักเรียน โรงเรียนบ้านค่าย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ เป็นแกนนำในการอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องของประชาชนที่มาชุมนุม

       โดยประชาชนในพื้นที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทหารออกจากพื้นที่หมู่บ้าน โรงเรียน และสวนยางพาราโดยเร็ว และต้องการหลักประกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก


        นอกจากนี้ตัวแทนสภาชุมชนบ้านค่ายอ่านแถลงการณ์ เรื่อง “กรณีทหารพรานล่วงละเมิดศักดิ์ศรีเด็กหญิงในชุมชน” ต้องการให้รัฐแสดงความรับผิดชอบและดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด รวมถึงจะต้องเยียวยาเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 แถลงคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อประชาชนในหมู่บ้าน ต้องการให้มีการลดเงื่อนไขที่จะละเมิดชีวิต ศักดิ์ศรีของพลเรือน การอนาจาร การข่มขู่คุกคาม การลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และขอให้ถอนเจ้าหน้าที่ทหารออกจากพื้นที่บ้านค่ายโดยทันที



        การเคลื่อนไหว รวมตัวอ่านแถลงการณ์ กรณีทหารพรานละเมิดศักดิ์ศรีเด็กหญิงในชุมชนในครั้งนี้เหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการเรียกร้องทั่วๆ ไป และเรื่องน่าจะจบตั้งแต่วันที่แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งปลดอาสาสมัครทหารพรานคนดังกล่าว ออกจากราชการ แต่เรื่องดังกล่าวเหมือนจะยังไม่จบง่าย ๆ 

      จากการโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ก่อนหน้านี้ว่า เจ้าหน้าที่ทหารพรานข่มขืนเด็กหญิง 12 ขวบ มีการแชร์ต่อและทำการโฆษณาชวนเชื่อจนกระทั่งสังคมสับสนและเชื่อว่าเด็กหญิงถูกข่มขืนจริง โดยเด็กและครอบครัวเป็นเหยื่อในโลกออนไลน์ ได้รับความเสื่อมเสีย อับอาย บอบช้ำจากการกระทำนี้ 

       แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่าเป็นเพียงการอนาจาร กลับมีกลุ่มบุคคลเดินหน้าเรียกร้องออกแถลงการณ์ มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งในการรวมตัวกันชุมนุมในครั้งนี้มี เพื่อนเก่า ขาเดิมของเราเป็นแกนนำเคลื่อนไหว ซึ่งแต่ละคน ที่มีเกียรติประวัติเช่นไร ในอดีตที่ผ่านมา เรามาดูกัน



  • หนึ่งในนั้นถูก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความดำเนินคดี พร้อมกับเพื่อนนักสิทธิมนุษยชนอีก 2 คน เมื่อ กุมภาพันธ์ 2559 ในข้อหาหมิ่นประมาทและนำข้อความอันเป็นเท็จ เผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์ จากการจัดทำและเผยแพร่รายงาน การทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  • หนึ่งในนั้น เป็นพี่ชาย สมาชิกแนวร่วมอาร์เคเค ที่ร่วมก่อเหตุยิง แล้วเผา ส.อ.จักรพงษ์ โพนเงิน อายุ 37 ปี และ อส.ธวัชชัย มณีแสง อายุ 31 ปี สังกัด กองร้อยทหารพรานที่ 4404 กรมทหารพรานที่ 44 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.50
  • หนึ่งในนั้น มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมาชิก ผกร.ระดับปฏิบัติการเป็นครูฝากในหลักสูตร จรยุทธ์ขนาดเล็ก (RKK) และ มีหมายจับ ศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.405/2557 ลง 19 พ.ย.57
  • หนึ่งในนั้น ปัจจุบัน เป็นบรรณธิการให้กับ ปาตานีฟอรั่ม เคยร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักเรียกร้องสิทธิ ในพื้นที่ จชต. มาโดยตลอด ระยะหลัง ถูกกีดกัน ถูกดูแคลน ถูกแบ่งแยก จากสมาชิกกลุ่มองค์กรที่มีแนวคิดสุดโต้ง ทั้งที่ตัวเองทำงานให้อย่างถวายหัวมาโดยตลอด เพราะไม่สามารถพูดภาษายาวีถิ่นได้ ไม่นับว่าเป็นชาวปาตานี สร้างความไม่พอใจกับตัวเขาอย่างมาก
  • หนึ่งในนั้น พบว่าเคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุม กรณีละเมิดกฎหมายชุมนุมฯ ซึ่งในขณะที่ถูกจับยังเป็นนักศึกษาอยู่และในเวลาต่อมาได้รับการปล่อยตัว ได้ทำการฟ้องร้องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่าควบคุมตัวเกินกำหนดเวลา 7 วัน หนึ่งในนั้น เป็นนักเคลื่อนไหวกับกลุ่ม NGOs ทั้ง ในและต่างประเทศ 


             จะเห็นได้ว่า การรวมตัวของกลุ่มเคลื่อนไหวที่บ้านค่ายในครั้งนี้ เป็นการจัดฉากของเพื่อนเก่า ขาเดิม ซึ่งเป็นคนต่างพื้นที่ เสนอหน้าเพื่อต้องการสร้างผลงาน ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ แสดงละครตบตาประชาชน เพื่อได้รับผลประโยชน์ส่วนตนจากบางองค์กร 

           นี่คือความกระตือรือร้นขององค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนโน้นคนนี้ ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ความชอบธรรม ใครจะได้รับผลกระทบ ใครจะเดือดร้อนแค่ไหนไม่เคยสนใจ จนสังคมเริ่มเอือมระอา ถ้าเรายังปล่อยให้กลุ่มคนพวกนี้ มาค่อยปลุกปั่น ขัดขวางการสร้างสันติสุข พยายามทุกวิถีทาง ที่จะทำให้ประชาชนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องราวต่างๆ ก็จะถูกนำมาเป็นเครื่องมือของพวกเขา โดยไม่คำนึงถึงผู้ใด
--------------------   

การปฏิบัติการไอโอของแนวร่วม BRN



           " IO " ย่อมาจากคำว่า "Information Operation" หมายถึงปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เพื่อเอาชนะด้านข้อมูลข่าวสาร พยายามโน้มน้าว บิดเบือนข้อมูล เหมือนเป็นหมาร้ายคอยไล่กัดใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ฝ่ายขบวนการBRN.ชนะ มีภาพลักษณ์ที่ดี และโยนบาปให้เจ้าหน้าที่รัฐที่มาดูแลพี่น้องประชาชน ทำให้คนที่แยกแยะไม่ออกจะตกเป็นเหยื่อของไอโอ หรือ "ถูกหลอก" จากขบวนการฯ นั่นเอง ซี่งไอโอ จะมี 2 แบบ คือ

  •  ไอโอสะอาด เป็นการเผยแพร่ข้อมูลทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Permas หรือกลุ่มต่างๆ ที่ BRN. หนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็นในเว็บไซต์ หรือเพจเฟซบุ๊คของกลุ่มต่างๆ แสดงตัวตนชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด จะเน้นสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เช่น การจัดกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย เปิดเวทีชาวบ้าน จัดกิจกรรมภาคฤดูร้อนให้กับตาดีกา สอนเด็กๆ นักเรียนตาดีกา หรือการมอบเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนเด็กกำพร้า ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นการสร้างภาพ ทั้งสิ้น


  •  ไอโอสกปรก เป็นการเผยแพร่ข้อมูลโจมตีรัฐบาล(เจ้าหน้าที่รัฐ) แต่ไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นใคร กลุ่มใด แต่ดูก็ออกว่านี่มันเข้าข้างโจรใต้ BRN.ชัดเจน พวกนี้จะมีเฟซบุ๊คและมีกลุ่มเพจเยอะมาก ชาวบ้านเราจะเรียกกันว่า "เพจดำ"หรือ"fesbuk hitam" เพจพวกนี้จะคอยสร้างความสับสน บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร กล่าวร้ายเจ้าหน้าที่รัฐตลอดเวลา บิดเบือนศาสนา ดูหมิ่นศาสนา จาบจ้วงท่านนบีและเอกองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ใส่ร้ายผู้นำศาสนา นักการเมือง ประชาชน นักวิชาการศาสนา หรือใครก็ตามที่พยายามเปิดโปงความจริงที่ขบวนการฯ พยายามปกปิด เขาคนนั้นจะถูกเพจไอโอของขบวนการฯ เล่นงานทันที

         เป้าหมายของขบวนการ BRN. คือ สร้างสถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดให้ร้อนแรงขึ้นกว่าเดิม

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คนร้ายซุ่มยิง M16 และ.38 สองผัวเมียบาดเจ็บ ขณะขับกระบะออกไปกรีดยางพาราในสวน



คนร้ายซุ่มยิงสองผัวเมียด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 และ .38 ได้รับบาดเจ็บขณะขับรถกระบะออกไปกรีดยางพาราในสวนยาง เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุว่ามาจากเรื่องส่วนตัวหรือสร้างสถานการณ์



         เหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนจ.สงขลา ล่าสุดเมื่อเวลา 02.00น.วันที่ 28 ต.ค. พ.ต.อ.ปัญญาวัฒน์ เพชรชุม ผกก.สภ.ห้วยปลิง อ.เทพา รับแจ้งว่าเกิดเหตุยิงกัน ในป่าสวนยางพื้นที่ หมู่5 บ้านทุ่งหรี่ ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา

         หลังรับแจ้งได้ประสานชุดคุ้มครองตำบลวังใหญ่และ อส.อำเภอเทพา พร้อมกำลังตำรวจลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทราบว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 2 คนนายประภาส สาเหลา อายุ 49 ปี ถูกยิงเข้าที่แขนขวา 1 นัด และนางอารี เสาเหลา อายุ 43 ปี ถูกยิงเข้าที่ขาขวา1 นัด ด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 และ .38 ทั้งสองคนมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 15/1 หมู่11 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเทพา


           เหตุเกิดขณะทั้งสองคนขับรถกระบะยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน บต 2285 ปัตตานี ไปกรีดยางพาราในสวนยาง ในขณะที่ นายประภาส ได้พกอาวุธปืนสั้นติดตัวไปด้วยแต่ไม่ได้ชักออกมายิง ในขณะ ที่สภาพรถกระบะมีรูกระสุนด้านขวา 2 รู

           พ.ต.อ.ปัญญาวัฒน์ เพชรชุม ผู้กำกับการ สภ.ห้วยปลิง อ.เทพา เปิดเผยว่า จากการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนสองกระบอกคือ เอ็ม16 และ.38 ในการก่อเหตุ โดยพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม16 ตกอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ2 ปลอก ส่วนเบาะแสของคนร้ายทราบว่ามี2 คนดักซุ่มรออยู่ในที่มืด และได้ใช้ท่อนไม้ขวางถนน เมื่อรถของสองผัวเมียขับมากรีดยางจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่4 นัด จนบาดเจ็บ

          ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนว่ามาจากเรื่องส่วนตัวหรือเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบ หลังจากที่เมื่อวานนี้ได้มีการพ่นสีสเปรย์ข้อความภาษารูมีแปลเป็นไทยว่า”ปัตตานีกู้เอกราช”รวม9 จุดในพื้นที่ อ.จะนะ และ อ.นาทวี

มันมาป่วนอีกแล้ว Patani Merdeka โจรแบ่งแยกดินแดนภาคใต้



           กลุ่มแนวร่วมชายแดนใต้สร้างสถานการณ์ป่วน ฉีดสีสเปรย์ข้อความเป็นภาษารูมีที่แปลว่า “ปัตตานีกู้เอกราช” รวม 9 จุด ลงบนถนน และราวสะพานในพื้นที่ 2 อำเภอของ จ.สงขลา


           วันที่ (27 ต.ค.) กลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบได้สร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ 2 อำเภอของ จ.สงขลา ทั้ง อ.จะนะ และ อ.นาทวี โดยใช้วิธีการพ่นสีสเปรย์เป็นภาษารูมีที่แปลได้ว่า “ปัตตานีกู้เอกราช” ลงบนผิวถนน และราวสะพานรวม 9 จุด โดยในส่วนของพื้นที่ อ.นาทวี ได้ถูกพ่นสีสเปรย์ลงบนพื้นผิวถนนเพชรเกษม 42 บ้านลำลอง หมู่ที่ 12 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา และป้ายบอกหมู่บ้าน

          ขณะที่ใน อ.จะนะ จ.สงขลา กลุ่มแนวร่วมได้ใช้สีแบบเดียวกันพ่นข้อความภาษารูมีแบบเดียวกันรวม 4 จุด บริเวณถนนสายจะนะ-นาทวี พื้นที่หมู่ 8 บ้านคู อ.จะนะ จ.สงขลา และที่บริเวณราวสะพานจะนะ หมู่ที่ 9 ต.ป่าชิง อ.จะนะ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดนของ จ.สงขลา และใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

         โดยหลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้ง 9 จุด และลบข้อความ รวมทั้งเคลียร์พื้นที่เพื่อความปลอดภัย พร้อมกับมีการแจ้งเตือนให้ทุกหน่วยเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อป้องกันการก่อเหตุก่อกวนสร้างสถานการณ์ในระยะนี้

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พบผู้ป่วย 'โรคคอตีบ' ที่ยะลา ลักษณะแพร่กระจายคล้าย 'โรคหัด'



           นายแพทย์ สสจ.ยะลา ชี้สาเหตุผู้ป่วยหัดที่เสียชีวิต เพราะไม่เคยรับวัคซีนและพามาพบแพทย์ช้า ด้านผู้ว่าฯ ยะลาสั่งนายอำเภอตั้งศูนย์ตอบโต้โรคหัดระดับอำเภอแล้ว นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยโรคคอตีบเพิ่ม ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายโรคหัดอีกด้วย


          จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหัดในพื้นที่ 8 อำเภอของจังหวัดยะลา ตั้งแต่กันยายน เป็นต้นมา พบว่ามีผู้ป่วยอายุระหว่าง 9 เดือน – 10 ขวบ จำนวน 752 ราย โดยอำเภอยะหา พบมีผู้ป่วยมากที่สุด จำนวน 147 ราย ในการนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 9 ราย คือ อ.กรงปินัง จำนวน 4 ราย อ.บันนังสตา จำนวน 2 ราย อ.ธารโต จำนวน 2 ราย และอำเภอกาบัง 1 ราย ไปแล้วนั้น

        ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา นพ.สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังน่าเป็นห่วง ยังต้องติดตามสถานการณ์กันต่อเนื่อง ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเด็กเสียชีวิตเพิ่มอีก 3 คนจากสัปดาห์ก่อน รวมแล้วตอนนี้เสียชีวิตทั้งหมด 9 คน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กในกลุ่มอายุไม่เกิน 5 ขวบ ที่เสียชีวิตอยู่ประมาณ 2 ขวบ สาเหตุที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้ได้รับวัคซีน เรื่องของการมาพบแพทย์จากประวัติแล้วมีไข้มา 3-4 วัน พออาการเริ่มหนักก็มาพบแพทย์ กว่าจะช่วยต้องใช้เวลา ช่วงนี่เชื้อจะเยอะในจังหวัดและจะมีความรุนแรง เพราะสถานการณ์ระบาดของโรคมีอย่างต่อเนื่อง

        ด้านมาตรการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ยังคงมาตรการดูแลผู้สัมผัส ผู้สัมผัสที่อายุน้อย 12 ปีลงมาไม่มีประวัติฉีดวัคซีน จะดำเนินการออกไปสอบสวนโรคและจะฉีดวัคซีนในกลุ่มที่ผู้สัมผัสใกล้ชิด กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศเป็นวาระของจังหวัดในการเปิดศูนย์ตอบโต้โรคหัดระดับอำเภอโดยมีนายอำเภอเป็นประธานได้ออกเชิงนโยบายในการที่จะฉีดวัคซีนให้กับเด็กกลุ่มอายุ 9 เดือน - 5 ปี ซึ่งกลุ่มนี้มีอัตราที่เสียชีวิตสูงซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำ อัตราการฉีดวัคซีนต่ำ ในจังหวัดยะลาฉีดวัคซีน 40-50 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา วัคซีนตัวนี้ไม่มีผลข้างเคียง ต้องระวังบ้างเด็กที่มีอาการแพ้ ต้องระวังเป็นพิเศษ



       นายแพทย์สงกรานต์ ยังกล่าวอีกว่า ยังมีเด็กที่ต้องระวังและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจส่งมาจาก รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา มารักษาที่ รพ.ศูนย์ยะลา ในห้อง ไอซียู และที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดก่อนหน้านี้อีก 2 ราย ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุข ต้องรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบในวันต่อวัน ส่วนในอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเด็กเก่าที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ 2 ราย ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ซึ่งหากได้รับการรักษาได้เร็วก็จะปลอดภัยสูงขึ้นด้วย

        นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ล่าสุดในช่วงเย็นของวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ป่วยโรคคอตีบ จาก อำเภอกรงปินัง ถูกส่งมารักษาต่อยัง รพ.ศูนย์ยะลา ซึ่งลักษณะการแพร่กระจายเชื้อเหมือนกับโรคหัด คือเชื้ออยู่ในอากาศ สามารถติดต่อได้ทางเดินหายใจ

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประวัติ บ้านดุซงญอ


>

            ดุซงญอ มาจากคำสองคำคือ ‘ดุซง’ ซึ่งหมายถึง ‘สวน’ และคำว่า ‘ญอ’ หมายถึง ‘ท่าน’ ท่านในที่นี้หมายถึงเจ้าพระยาเมืองระแงะ ดุซงญอ หมายถึง สวนของเจ้าพระยาเมืองระแงะ






        ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย (พ.ศ.๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ )เกิดความไม่สงบบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงโปรดเกล้าฯให้ พระยาอภัยสงครามและพระยาสงขลา (เถี่ยนจ๋อง)ผู้กำกับดูแลหัวเมืองมลายู แบ่งเมืองตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง และแต่งตั้งให้พระยาเมืองเป็นผู้ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ เป็นต้นมา ได้แก่

  • ๑.เมืองปัตตานี ต่วนสุหลง เป็นเจ้าเมือง
  • ๒.เมืองยะหริ่ง นายพ่าย เป็นเจ้าเมือง
  • ๓.เมืองสาย นายนิเดะห์ เป็นเจ้าเมือง
  • ๔.เมืองหนองจิก ต่วนนิ เป็นเจ้าเมือง
  • ๕.เมืองระแงะ นิดะห์ เป็นเจ้าเมือง
  • ๖.เมืองรามันห์ ต่วนมันโซร์ เป็นเจ้าเมือง
  • ๗.เมืองยะลา ต่วนยาลอร์ เป็นเจ้าเมือง


        ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย ได้แยกหัวเมืองต่างๆ ทางภาคใต้ เป็น ๗ หัวเมือง และหมู่ บ้านดุซงญอ อันประกอบไปด้วยสุคิริน บองอ บือโลง(รัฐเปรัฐ) อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองระแงะ นิดะห์ เป็นเจ้าเมืองอยู่ในสมัยนั้น โดยมีพระตำหนักอยู่ที่บ้านตันหยงมัส ในปัจจุบัน

           ‘’ดุซงญอ ‘’ เป็นชื่อของ สวนเจ้าพระยาเมืองระแงะ ตามประวัติ เจ้าเมืองระแงะ จะเสด็จไปเยี่ยมสวนที่หมู่บ้าน ‘’ลือแฆ๊ะ ‘’ ( อยู่ใน เขตอำเภอสุคิริน) โดยใช้พาหนะช้างในการเดินทางตามเส้นทางระแงะ-สุคิริน จนชาวบ้านในสมัยนั้นจะเรียกเจ้าเมืองระแงะว่า (รายอลือแฆ๊ะ) และขากลับจะแวะที่บ้านดุซงญอ (สวนเจ้าพระยา) และจะเสด็จ เป็นประจำ






         เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๙ เจ้าเมืองระแงะ ได้มอบหมายให้ นายดาโอ๊ะ แมเราะ เป็นผู้นำหมู่บ้านดูและบ้านดุซงญอประกอบด้วยหมู่บ้าน ต่างๆ ดังนี้ บ้านดุซงญอ บ้านจะแนะ บ้านมาโมง บ้านกุมุง บ้านรือเปาะ บ้านกาแย และแมะแซ ในสมัยนั้น ดุซงญอเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคม ทางบกและทางน้ำ มีการติดต่อค้าขาย อันมีชาวจีน เป็นพ่อค้าใหญ่

         เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๙ นายอูมา เจ๊ะเต๊ะ เป็นบุตรของนายเจ๊ะเต๊ะ ซึ่งนายเจ๊ะเต๊ะ ภูมิลำเนาเดิม มาจากบ้านยะกัง อำเภอเมือง จังหวัด นราธิวาส มีบุตรทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย

  • นายเจ๊ะหลง 
  • นายเจ๊ะเลาะ 
  • นายหะมะ และ
  • นายอาบู ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กองส่วน ท้องถิ่นในสมัยนั้น (ชาวบ้านเรียกว่าโต๊ะแมกอง) เป็นผู้นำหมู่บ้านแทน ได้ดูแลในเรื่องการปรับปรุงเส้นทางการคมนาคม ทางน้ำ เส้นทางไปตันหยงมัส และเส้นทางน้ำไปยังบ้านมาโมง (สุคิริน) ท่านได้เสียชีวิตเนื่องจากป่วยเป็นไข้หนัก


        เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ นายโต๊ะ กาพอ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งแม่กอง ผู้นำหมู่บ้าน เนื่องจากไม่มีผู้ที่มีความเหมาะสม ในการเป็นผู้นำประกอบ นายโต๊ะ กาพอ ก็อายุมากแล้ว

      เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐ นายโต๊ะขาลี เจ๊ะเต๊ะ เป็นบุตรอของนายอูมา เจ๊ะเต๊ะ ซึ่งนายอูมา เจ๊ะเต๊ะ มีบุตรทั้งสิ้น ๖ คน ประกอบด้วย

  • นาง แมะนา 
  • นางแมะซา 
  • นายขาลี 
  • นางสะตีหม๊ะ 
  • นางสะนอ และ
  • นางแลฆอ ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กองดูและหมู่บ้านดุซงญอ อีกทั้ง ปกครองหมู่บ้านให้มีความสงบสุข ให้ความร่วมมือกับทางราชการมาด้วยดี เช่น การก่อตั้งสถานศึกษา การปรับปรุงซ่อมแซมเส้น ทางการคมนาคมในสมัยนั้น จนท่านอายุมากวัย 84 ปี จึงมอบหมายให้นายมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ซึ่งเป็นบุตร ให้ดูแลกิจการบ้านเมืองต่อ


         เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงยุบเลิกมณฆลปัตตานี คงสภาพเป็นจังหวัด ยุบจังหวัดสายบุรีเป็นอำเภอตะลุบัน และแบ่งพื้นที่บางส่วนของสายบุรี คือระแงะ และบาเจาะ ไปขึ้นกับจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ใช้ระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยามปกครองเป็นจังหวัดและอำเภอ





        หมู่บ้านดุซงญอ ได้มีการพัฒนาหมู่บ้าน โดยก่อสร้างโรงเรียนขึ้นที่บูกิตยือแร โดยนายเพียร นะมาตรซึ่งเป็นนายอำเภอระแงะ ได้ เกณฑ์เด็กเข้าเรียนชั้น ป.1-4 มีนายสมหวัง อามิง เป็นครูใหญ่ และมีลูกศิษย์นายมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ต่อมาได้เป็นกำนันตำบลดุซงญอ

       เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ นายมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ หรือนายประพัฒน์ เจตาภิวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และเป็นกำนันตำบลดุซงญอ โดยขึ้นกับอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

        เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๔๙๐ ได้มีโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา ได้มาระรานชาวบ้านดูซงญอปล้นสะดม ยิงชาวบ้านที่ขัดขืน จับชาว บ้านเป็นเชลยเพื่อหามของไปยังหมู่บ้านบือโลง(รัฐเปรัฐ) มาเลเซีย และในจำนวนนี้ท่านกำนันมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ได้ถูกจับเป็นเชลยด้วย เมื่อมาถึงหมู่บ้านมือแนกาแย ท่านหลอกล่อโจรจีนคอมมิวนิสต์ หลบหนีได้สำเร็จ

         เมื่อปี วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ เกิดกบฏดุซงญอ สืบเนื่องจากเกิดความเข้าใจผิด ที่มีผู้คนกลุ่มหนี่ง ได้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้ กับโจรจีนคอมมิวนิสต์ ที่หมู่บ้านตือกอ เขาวัว (ฆูวอลือมู) มีหัวหน้าชื่อโต๊ะเปรัฐ และนายมะกาแร ได้มาสอนเกี่ยวกับการต่อสู้โดย ใช้เวทมนต์ โดยการอาบน้ำมันชโลมตัว ตำรวจจึงได้ปิดล้อมมีการต่อสู้กัน และมีการปะทะกันจนทำให้กลุ่มดังกล่าวเสียชีวิต ๑๗ ศพ บาดเจ็บ ๓๐ คน ภายหลังชาวบ้านเรียกว่าสงคราม ญาลา (ญาซัลญาลา ลิวัลอิกรอม)

       เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ กำนันได้ประชุมชาวบ้านเพื่อก่อสร้าง มัสยิดมูฮำมาดีดุซงญอ โดยได้มอบหมายให้โต๊ะอีหม่ามอาบีดีน ตาปู (ปะ จูบีดีง) เป็นผู้ดูแลในการก่อสร้าง ได้ศึกษาแบบสถาปัตยกรรมจากมัสยิดในอลาสต้า รัฐเคดาห์ มาเลเซีย ได้จ้างสถาปนิก นายแวเลาะ เยาะ เป็นผู้ก่อสร้าง

         เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ บ้านเมืองมีความสงบ กำนันได้เกณฑ์ชาวบ้าน จัดหากองทุนในการสร้างถนนสายบ้านดุซงญอ – ตันหยงมัส ได้ ก่อตั้งบริษัทดุซงญอการทาง โดยได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ๒๐ ปี กำนันมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น นายประพัฒน์ เจตาภิ วัฒน์ ท่านมีความคิดในการพัฒนาหมู่บ้านให้มีความเจริญ ได้ก่อตั้งธนาคารกรุงไทย สาขาตันหยงมัส สร้างศูนย์พัฒนาหมู่บ้าน วางผังเมือง และสร้างอนามัยเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย ได้รับยกย่องจากรัฐบาลเป็นอย่างมากจึงได้รับการคัดเลือกไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และท่านได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ที่หมู่บ้านไอกรอส ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒

         เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ นายหะยีอารง บาโด ซึ่งเป็นลูกเขยของนายประพัฒน์ เจตาภิวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกำนันตำบลดุซงญอ ได้ ร่วมกับชาวบ้านในการพัฒนาหมู่บ้าน ท่านรับผิดชอบตำบลดุซงญอ และน้องชายท่านนายอาหะมะ บาโด เป็นกำนันตำบลจะแนะ





        เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ บ้านดุซงอยกฐานะเป็นตำบลดุซงญอ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอระแงะ ต่อมาได้แยกเป็นตำบลดุซงญอ กิ่ง อำเภอจะแนะ คำว่า"ดุซงญอ" หมายถึงชื่อของสวนเจ้าของเมืองระแงะที่ได้มาทำสวนในพื้นที่บ้านดุซงญอ จึงได้เอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อตำบลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

         ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นายหะยีอารง บาโดได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการบริหารท้องถิ่นดุซงญอ(อบต.)โดยตำแหน่งจนครบวาระ และได้เกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑

        ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๕๑ นายประพจน์ เจตาภิวัฒน์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลดุซงญอ คนแรกของตำบล ราษฏรในตำบลดุซงญอได้ร่วมกันเทคะแนน เป็นกำนันตำบลดุซงญอเป็น๒ สมัยติดต่อกัน

        ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นายอับดุลฮาเล็ม ตาปู ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านดุซงญอ และท่านได้เป็นผู้ใหญ่บ้านยังไม่ถึงสามเดือน เสียชีวิตในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในตลาดดุซงญอ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ หลังจากกลับจากพิธีถวายพระพรเนื่องในพ่อแห่งชาติ

        ปี พ.ศ.๒๕๕๒ – ปัจจุบัน นายรอยาลี บาโด ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านดุซงญอซึ่งได้ออกจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น

       ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ – ปัจจุบัน นายรอซิม เจ๊ะอามะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖ บ้านกาเต๊าะ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกำนันตำบลดุซงญอ

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ อุกอาจ ตากผ้าเช็ดตีน ริมถนน






           วันที่ 15 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 21.30น.ได้มีกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงไม่ทราบจำนวน ผ้าเช็ดตีน ออกมาตากบริเวณ สะพาน และ เสาหลักเขต หลายจุดในพืันที่ สภ.อ.ระแงะ น.นราธิวาส ไม่มีรายงานเหตรุนแรง และคาดว่าเป็นการประกาศเชิงสัญญาลักษณ์ของกลุ่ม ไม่่มีที่ตากผ้า โจรพูโล จะขอมาตากผ้าบนถนนอีกครั้ง

ฉาวโฉ่ เปิดข้อมูล อดีตเจ้าอาวาสปาราชิก "วัดน้ำตอหลัง" หนีเข้าอิสลาม พบคดีห้อยหลังเพียบ!!


            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางเรื่องของพระรูปหนึ่งซึ่งได้เปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาอิสลาม โดนการเข้าปฏิญาณตน ต่อมาได้มีการตรวจสอบที่มาที่ไปของการเปลี่ยนศาสนานั้นพบว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการวัดได้เข้าตรวจสอบพระพุทธรูปองค์ประธานซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ของวัดตันติการาม (วัดน้ำตอหลัง) ตั้งอยู่ที่ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส





             โดยหลังจากคณะกรรมการวัดได้เข้าทำการตรวจสอบพบว่ามีร่องรอยความเสียหายที่บริเวณด้านหลังของขององค์พระประธานจริงจึงตรวจสอบภายในอย่างละเอียดได้พบอีกว่า เหรียญของอดีตเจ้าอาวาส พระครูวิโรจน์ ธรรมษาวาส ซึ่งอยู่ภายในองค์พระหายไปประมาณ 1,500 เหรียญ จากนั้นทางคณะกรรมการวัดได้สอบสวนจนทราบว่า พระครูปัญญาธนากร ศิริสุวรรณ อายุ60 ปี พรรษา 23 ชื่อเดิมคือ นายหัสนิล ศิริสุวรรณ ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นผู้เจาะด้านหลังองค์พระเพื่อนำเหรียญออกไป


           จนกระทั่งต่อมาพระครูปัญญาธนากรได้หลบหนีอกจากวัดไปและมาพบว่าได้เข้ารับการปฏิญาณตนเพื่อนับถือศาสนาอิสลาม เมื่อวันที่ 3 ต.ค.และพระครูปัญญาธนากรเข้ารับการปฏิญานตนเพื่อนับถือศาสนาอิสลามทั้งที่ยังสวมใส่จีวรอยู่ แต่หลังเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม ใช้ชื่อว่า “เป๊าะซู”











          จากนั้นเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ได้มีการประชุมร่วมกันกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อปรึกษาหารือถึงข้อเท็จจริงโดยในเบื้องต้นทางคณะกรรมการวัดได้มีการเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นที่ประชุมได้มีมติแจ้งผู้ที่เกี่ยวเกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆภายในกุฏิเจ้าอาวาส ในวันพุธที่ 5 ต.ค. อาคารพิพิธภัณฑ์วัดน้ำตอหลัง พร้อมด้วยบัญชีธนาคาร จำนวน4เล่ม เพื่อทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เด็กหญิงวัย 14 โดนผู้ใหญ่บ้าน กับพวก ลามโซ่ทุบตีจนต้องเข้าโรงพยาบาล






           วันที่15ต.ค.ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เรื่องราวของเด็กหญิงวัย14โดนผู้ใหญ่บ้านกับพวกลามโซ่ทุบตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลรวมทั้งไปแจ้งความแล้วตำรวจก็ไม่รับเหตุเกิดในพื้นที่อ.ทุงยางแดงจ.ปัตตานีโดยระบุว่าผู้ใหญ่บ้านทำเกินกว่าเหตุเด็กอายุ14ปีถูกผู้ใหญ่บ้านทุบตีและกล่าวหาว่าขโมยเงินโดยไม่มีหลักฐานจนเข้าโรงพยาบาลขอความเป็นธรรมกับน้องไปแจ้งความแล้วแต่ตำรวจไม่รับแจ้งขอฝากผู้ทีเกียวข้องดูแลด้วย




            ต่อมาทางเพจอยากดังเดียวจัดให้V.3ได้โพสต์เพิ่มเติมเรื่องดังกล่าวว่าเจ้าของเรื่องติดต่อมาได้นะยินดีช่วยเหลือเหตุเกิดเมือวันที่11ตุลาคม2561กรณีทำร้ายร่างกายเด็กหญิงอายุ14จนอาการบอบช้ำทั่วร่างกายโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย




            เรื่องมีอยู่ว่าน้องผู้หญิงอายุ14โดนทำร้ายร่างกายอาการหนักช้ำทั้งตัวสืบเนื่องจากมีคนแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่าน้องอายุ14ขโมยเงินคนที่แจ้งผู้ใหญ่บ้านก็เป็นญาติผู้ใหญ่บ้านนี้แหละพอเจอน้องผู้ใหญ่บ้านตบหน้าก่อนเลย3ครั้งผู้ใหญ่พร้อมพวกพยายามซักถามเพื่อให้น้องตอบโดยทางกลุ่มผู้ใหญ่ถามน้องว่าน้องจะสารภาพไหมฝั่งน้องบอกไม่ได้เอาตบตีน้องกับเข็มขัดหลายต่อหลายครั้งเหมือนน้องไม่ใช่คนคือเป็นผู้ใหญ่บ้านสามารถทำกับใครก็ได้หรอ






         พอญาติจะเข้าไปห้ามปรามโดนสมุนของผู้ใหญ่จับไม่ให้เข้าไปคนเป็นญาติกันเห็นกันไม่ได้หรอกต้องเข้าไปห้ามถ้าน้องเอาจริงไม่เห็นต้องตบตีกันขนาดนี้เลยบ้านเมืองมีกฎหมายแล้วถ้าสมมติเป็นลูกของคุณบ้างคุณจะรู้สึกยังไงแบบนี้เป็นผู้นำคนไม่ได้หรอกทำเหมือนเด็กเป็นโจรผู้ร้ายที่มีคดีร้ายแรงมีการกักขังหนวงเนียวล่ามโซ่พาน้องไปตบตีเพื่อให้น้องรับสารภาพทำสารพัดอย่างแบบนี้เหมือนใช้วิถีของโจรชัดๆ




             ฝั่งแม่และครอบครัวไม่ยอมเลยพาไปแจ้งความทางตำรวจสภ.ทุ่งยางแดงดันไม่รับแจ้งความคืออะไรมีแบบนี้ได้ด้วยหรอคะแต่ฝั่งครอบครัวกลัวคดีจะเงียบไปเลยฝากให้ทางเพจรับเรื่องให้ด้วยค่ะคือคนในชุมชนไปดูอาการของน้องที่โรงพยาบาลตกใจมากต่างพากันร้องให้ทำไมถึงได้โหดร้ายเพียงนี้ผู้ใหญ่บ้านกับสมุนยังไปบีบบังคับไม่ให้พาเด็กไปโรงพยาบาลจะพาไปคลีนิกไม่รู้ว่าคิดยังไง






            เด็กอาการสาหัสขนาดนั้นสงสัยคงจะกลัวความผิดมั้งคะและมีการไปขมขู่ฝั่งครอบครัวไม่ให้เอาเรื่องมิเช่นนั้นไม่รับรองความปลอดภัยกระบวนการทางกฏหมายก็มีไม่เห็นต้องใช้ความรุนแรงกันเลยน้องเป็นผู้หญิงด้วยทำเหมือนตัวเองไม่เคยมีลูกผู้นำสร้างความรุนแรงกันเองแล้วลูกบ้านจะอยู่ยังไงฝากทางเพจด้วยนะคะสงสารทางครอบครัวเด็กมากไม่รู้จะไปพึ่งใคร








วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จุฬาราชมนตรี ยืนยัน!! 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่ “ดารุลฮัรบี” ดินแดนแห่งสงคราม



           ตามหลักการของศาสนาอิสลาม คำว่า ดารุลฮัรบี (Dar-ul-Harb) หมายถึง “ดินแดนแห่งสงคราม” (Abode of War) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ปกครองโดยคนมุสลิม และไม่ได้ใช้ชารีอะห์เป็นกฎหมายหลักในการปกครอง ที่ขบวนการได้หยิบยกมาใช้เป็นตรรกะเหตุผลในการต่อสู้ แต่ความเข้าใจว่าดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เป็น ดารุลฮัรบี หรือไม่นั้น ทางจุฬาราชมนตรีได้ยืนยันแล้วว่า ดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ “ดารุลฮัรบี” อย่างที่เข้าใจกันเพราะ

  • 1. คนมาลายูมุสลิมมีสิทธิพลเมือง ยอมรับความเป็นพลเมืองไทยไม่ใช่แค่เพียงการถือบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยเท่านั้น 
  • 2. ไม่มีการห้ามปฏิบัติศาสนกิจ
  • 3. ไม่มีการห้ามเผยแผ่ (ดาวะห์) ศาสนา

         “รากเหง้า” ของปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่ปมของเรื่องการใช้ “คำสอนทางศาสนา” ไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะผู้คนให้เข้าใจผิด โดยมี “ผู้นำศาสนา” ในพื้นที่ร่วมเป็นคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ด้วย พวกเขาเป็นผู้ดำเนินในการบ่มเพาะเพื่อสร้าง“นักรบ” หรือแนวร่วมผู้ลงมือปฏิบัติการ

          ก่อการ้าย ซึ่งที่ผ่านๆ มาพวกเขาทำได้สำเร็จเสมอมา โดยสามารถทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาก่อการร้ายได้ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2547 จนมาถึงวันนี้ ระยะเวลา 14 ปีที่กำลังจะผ่านไปกับเงื่อนปมของการใช้ “ผู้นำศาสนา” ให้นำหลักการศาสนาไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะให้ผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา รวมถึงเยาวชนกลุ่มต่างๆ ให้เข้าใจหลักการศาสนาผิดๆ แล้วหันหน้าเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไปฝึกอาวุธและฝึกการการก่อการ้าย แล้วหวนกลับมาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด...

Mengasahkan oleh Shaikhul Islam akan bahawasanya tiga wilayah sempadan selatan bukan "darulharbi"



        Darulharbi bermaksud "tanah berperang"  (Abode of War) yang ia adalah kawasan yang tidak diperintahkan oleh orang Islam dan tidak menggunakan Syariah untuk menjadikan undang-undang utama didalam pemerintahan negara yang kumpulan kemerdekaan itu mendakwakan dia sebagai alasan untuk bertarung tetapi pemahaman bahawa tanah di wilayah sempadan selatan ini adalah Darulharbi atau tidak. Sheikhul Islam telah mengesahkan bahawasanya tanah di wilayah sempadan selatan bukan "Darulharbi" seperti yang difahaminya kerana
        1. Muslim Melayu mempunyai hak kewarganegaraan dan menerima kewarganegaraan Thailand hanya bukan memegang kad pengenalan Thai sahaja.
        2. Tiada larangan amalan agama.
        3. Tiada larangkan dakwah.
        "Sebab" Keganasan di Wilayah Sempadan Selatan kerana memutarbelitkan"Ajaran agama" untuk mengeratkan orang-orang untuk salah faham dengan  ada “pemimpin agama” di kawasan itu menyertai kumpulan separatis. Mereka bertindakkan sebagai inkubator untuk mewujudkan "pejuang" atau barisan yang beroperasi pengganas. Dan pada masa yang lalu mereka telah berjaya dengan membuatkan beberapa orang berlawan ia akan Thailand sejak awal tahun 2004sehingga hari ini.
        Dengan masa 14 tahun yang hendak lepas dan simpul menggunakan "pemimpin agama" untuk memutarbelitkan ajaran agama untuk mengeratkan akan orang di kawasan itu terutamanya pelajar dan kumpulan pemuda  untuk memahami agama yang salah kemudian bertukar menjadi kumpulan separatis dengan melatihkan senjata dan keganasan dan kembali beroperasi di wilayah sempadan selatan. Perkara-perkara ini terus bergerak ke hadapan tanpa berhenti.

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คนร้าย ซุ่มในความมืด! ดักรัวยิง พ่อดับสลด ลูกสาวบาดเจ็บสาหัส



ลูกเลี้ยงถูกยิงที่ขา ภาพเล็ก พ่อถูกยิงเสียชีวิต

คนร้าย ซุ่มในความมืด! ดักรัวยิง พ่อดับสลด ลูกสาวบาดเจ็บสาหัส
          คนร้าย ดักยิง พ่อลูก / เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 29 ก.ย. ร.ต.ท.ศุภวัฒน์ รินสาร รอง สว.(สอบสวน) สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุมีคนยิงกันทำให้บาดเจ็บและเสียชีวิต

          เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ บ้านพักบริเวณ ม.2 บ้านอุแตบือราแง ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ พบว่าผู้บาดเจ็บ คือ นายมะสกรี สาแม อายุ 45 ปี และ น.ส.นาเดีย โกะเล๊าะ อายุ 15 ปี ลูกเลี้ยง ถูกคนร้ายดักยิงหลังกลับจากสวนเพื่อเก็บสะตอ คาดว่ามีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน มาดักรอในที่เกิดเหตุก่อนลงมือยิง ก่อนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป




           ชาวบ้านช่วยกันนำผู้บาดเจ็บ 2 รายส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลกะพ้อ แต่นายมะสกรีทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนน.ส.นาเดีย ลูกเลี้ยง ถูกยิงที่บริเวณขาได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้อาการปลอดภัย

           อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี โดยตั้งแรงจูงใจก่อเหตุไว้ 2 ประเด็น คือ ขัดแย้งเรื่องส่วนตัวกับต้องการสร้างสถานการณ์

ทหารพรานรวบผู้ต้องสงสัย1คนทำหน้าที่ส่งเสบียงอาหารให้โจรใต้บนเทือกเขา

 

         วันที่ 3 ต.ค. 61 พ.อ.อิศรา จันทะกระยอม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้สั่งการไปยัง ร.ท.สุเมธ รักษ์จันทร์ ผบ. ร้อย ทพ.4510 ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนตรวจสอบและพิสูจน์ทราบ ความเคลื่อนไหวของสมาชิกแนวร่วมกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อทำหน้าที่แอบส่งเสบียงอาหารให้กับกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่เคลื่อนไหวกบดานอยู่บนเทือกเขาบือแจง ซึ่งอยู่ด้านหลังของหมู่บ้านอาแน ม.8 ต.บองอ อ.ระแงะ หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้าน




          และขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนกำลังแยกย้ายกันเดินเท้า เพื่อมุ่งหน้าสู่เชิงเขาตามทางเดินในสวนของชาวบ้านอยู่นั้น ได้มี รถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้าสีแดงขาว ทะเบียน ขธษ 96 นราธิวาส ซึ่งมีชายต้องสงสัย จำนวน 2 คน ขับขี่มาเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่คนที่นั่งซ้อนท้ายได้กระโดดลงจากรถ และได้ใช้อาวุธปืน เอ็ม.16 ยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 2 นัด ก่อนที่จะอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีเข้าป่าไปได้


         และเจ้าหน้าที่ทหารได้จัดชุดติดตามไล่ล่าคนร้ายที่ขี่รถ จยย.หลบหนี และสามารถจับกุมตัวไว้ได้ภายในหมู่บ้านดังกล่าว ทราบชื่อต่อมาคือ นายมูนาวัร เจ๊ะมะ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 ม.10ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ พร้อมได้ทำการตรวจยึดรถ จยย.พร้อมหมวกแก๊ป 1 ใบ ซึ่งเป็นของคนนั่งซ้อนท้ายที่ใช้อาวุธปืน เอ็ม.16 ไปทำการสอบสวนเบื้องต้น ที่ฐานปฏิบัติการณ์กรมทหารพรานที่ 45 อ.ระแงะ โดย พ.อ.อิศรา จันทะกระยอม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้ทำการสอบปากคำเบื้องต้นด้วยตนเอง โดยนายมูนาวัร ให้การเป็นประโยชน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรวบรวมข้อมูลในการขยายผลถึงสมาชิกแนวร่วมและแกนนำ เพื่อติดตามไล่ล่ากดดันกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ต่อไป

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ความจริง ของคำว่า "เสี้ยมให้แตกแยก"




          ความจริง คำว่า "เสี้ยมให้แตกแยก" นั้น มันเป็นเล่ห์กลของคนที่เป็นลูกสมุนโจร ที่วางท่าเป็นผู้รู้ เป็นนักวิชาการ เป็นพวกอิสระเสรี แต่เท้าจริงไอ้พวกนี้แหละ พวกแบ่งแยกตัวจริง และพวกทำร้ายผู้บริสุทธิ์ 

          อยู่ตรงนี้มานานพอที่จะเข้าใจได้ว่า เมื่อใดที่มีผู้ที่พูดความจริงออกมา แล้วจะทำให้กล่องสมบัติของพวกเขากระทบกระเทือน คนพวกนี้ก็จะออกมาใช้คำพูดกลบความจริงว่า "สร้างความแตกแยก" เพื่ออะไร คงพอเข้าใจได้ไม่ยาก 

           ก็เพื่อปิดปากไม่ให้เราพูดถึงความผิดของเขา ซึ่งก็ได้ผล ยิ่งถ้าถูกพูดออกมาจากคนที่มีหัวโขนกุมสิทธิ อำนาจ ในแถว ๆ นี้นั่นแหระ คนพูดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ  คนพูดเป็นนักวิชาการ   แล้วก็ยังมีคำอื่น ๆ อีก ที่เป็นเล่ห์ของคนเหล่านี้ เช่น คำว่า "สร้างความเกลียดชังทางศาสนา"  "รังแกคนกลุ่มน้อย" "สร้างความเหลื่อมล้ำ" "ไม่ได้รับความเป็นธรรม" "ยุยงปลุกปั่นในหมู่ประชาชน" อะไร ๆ อีกเยอะ โดยนัยยะบอกว่า เขารู้ดีกว่า เขามีอำนาจมากกว่า เข้าอยุ่ในพื้นที่  ล่าสุดนี้ถึงกับบอกผมว่า ห้ามออกชื่อโจรมุสลิม เลือดจะนองท้องช้าง เพื่อการสมานฉันท์ และไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม หรูไหมครับท่าน

           คำเหล่านี้ ล้วนถูกสรรหามาพูดเพื่อปิดบังความจริง ปิดบังความเลวระยะ ทั้งของโจร ทั้งของหน่วยงานรัฐ ความเฮงซวยของตัวเองทั้งนั้น แล้วท้ายสุดก็เสนอว่า ต้องสมานฉันท์ ต้องเจรจาด้วยสันติวิธี ต้องเข้าสู่วงเจรจา และอื่น ๆ เพื่อให้คนหลงประเด็น 

           สรุปคือ คุณไม่รู้จริง คุณอย่าพูด  ถ้าผมบอกแล้วคุณไม่ฟัง แด๋วผมงัดเอา พรบ.คอม ให้หน่วยงานมาจัดการคุณ

             เพราะคำพูดเหล่านี้ ทำให้บางคนไม่กล้าพูดความจริงอะไรออกมา จนปัจจุบันนี้ ไทยพุทธแทบจะไม่มีเหลือในชายแดนใต้แล้ว เพราะหลุมกับดักคำพูดเหล่านี้ ตลอด 10 กว่าปีมานี้ ไทยพุทธเสียชีวิตตายแล้วกว่า 7,000 ศพ  (จำนวนไทยพุทธที่เสียชีวิต มากกว่าสงครามอีรักอีกนะครับ)

          ถ้อยคำจริงในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่พวกแบ่งแยกดินแดนฟาตอนีนำมากล่าว นำมาสอน นำมามอมเมาทั้งในโรงเรียนสอนศาสนานา ในกลุ่มสมุนโจรฟาตอนี หรือแม้แต่ในโลกโซเชี่ยล  เช่น 
      
     “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงทำศึกกับบรรดาพวกไร้ศรัทธาที่อยู่ใกล้เคียง (เพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม) และจงทำให้พวกเขาได้พบกับความแข็งแกร่งในหมู่พวกเจ้า และพวกเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงอัลเลาะห์อยู่พร้อมกับบรรดาผู้ยำเกรง” (ซูเราะห์ที่ 9: 123 อัตเตาบะห์)

       “พวกเจ้าจงฟาดฟันลงไปบนต้นคอทั้งหลายของข้าศึกเถิด และจงฟาดฟันทุกปลายนิ้วมือของพวกมัน นั่นเป็นคำบัญชาจากพระอัลเลาะห์ เพราะเหตุพวกเขาได้ต่อต้านอัลเลาะห์และ ศาสนฑูตของพระองค์ และผู้ใดต่อต้านอัลเลาะห์และศาสนทูตของพระองค์ แน่นอนอัลล์ทรงลงโทษรุนแรงยิ่งนัก” (ซูเราะห์ที่ 8 :12-13 อัลอัมพาล) 

       เพราะคำสอนเหล่านี้ไง เป็นที่มาทั้งแบ่งแยกดินแดน แบ่งแยกผู้คน เบียดเบียนผู้บริสุทธิ์ ทั้งผิดกฎหมายอาญาของไทยหลายมาตรา ซึ่งข้อความเหล่านี้ มีผู้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไปเมื่อปีที่แล้ว ไม่เห็นมีท่านแม่ทัพนายกอง ท่านบรรดานักวิชาการ นักสิทธิ์มนุษย์ชน หยิบยกมาตำหนิติเตียน มิหนำซ้ำ หันหน้ามาบอกผมว่า อย่าไปเรียกเขาว่าโจรใต้ ให้เรียกว่า ผู้ร่วมพัฒนา!? แล้วก็หันมายกว่าทกรรม เรียกพวกผมที่เป็นคนถูกกระทำ ว่า เป็นคนที่ "สร้างความเกลียดชังทางศาสนา"  "รังแกคนกลุ่มน้อย" "สร้างความเหลื่อมล้ำ" "ไม่ได้รับความเป็นธรรม" และยัดเยียดความผิดทางกฏหมายในข้อหา "ยุยงปลุกปั่นในหมู่ประชาชน" 

      ถ้าจะให้ผมหยุด ก็จ่ายมาให้ผมซะดี ๆ คนละล้านสองล้าน แล้วเอา ฮ.มารับผม ออกสื่อให้ชัด ๆ ไปเลยว่า พาคนยุยงปลุกปั่นในหมู่ประชาชนกลับบ้าน 
         

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม