วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คนเยอรมัน “ไม่ปลื้ม” นโยบายเปิดประตูรับผู้อพยพของนายกฯหญิง “อังเกลา แมร์เคิล”



             ผลสำรวจชี้ชัด คนเยอรมัน “ไม่ปลื้ม” นโยบายเปิดประตูรับผู้อพยพของนายกฯหญิง “อังเกลา แมร์เคิล”

          ผลสำรวจล่าสุดโดยสำนักวิจัย “YouGov” ที่มีการเผยแพร่ในวันเสาร์ (30 ก.ค.) พบข้อมูลที่ระบุ กลุ่มตัวอย่างชาวเยอรมัน ร้อยละ 66 จากจำนวนผู้เข้าร่วมการสำรวจทั้งหมด 1,017 คน ไม่สนับสนุนและไม่เชื่อมั่นในนโยบาย “เปิดประตูรับผู้อพยพเข้าประเทศ” ของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ว่า จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมสำหรับเยอรมนี

        ผลสำรวจล่าสุดของ YouGov ที่จัดทำขึ้นโดยการรวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างทั่วเมืองเบียร์ในระหว่างวันที่ 26 - 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า มีชาวเยอรมันในขณะนี้เพียงร้อยละ 27 เท่านั้น ที่สนับสนุนนโยบายนี้ของนางแมร์เคิล


         ผลสำรวจที่ออกมาซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างชาวเยอรมันสูงถึงร้อยละ 66 ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรับผู้อพยพเข้าประเทศนั้น ถือเป็นผลสำรวจที่มีสัดส่วนของผู้คัดค้านนโยบายนี้ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ผลสำรวจที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมปีที่แล้ว ที่พบว่า ในเวลานั้นมีชาวเยอรมันร้อยละ 51 ไม่ปลื้มกับนโยบาย “ชักปัญหาเข้าบ้าน” ของนายกรัฐมนตรีหญิงเมืองเบียร์

          ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดถูกเผยแพร่ออกมาภายหลังจากที่นางแมร์เคิลเพิ่งกล่าวสุนทรพจน์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยืนยัน จะไม่ขอทบทวนนโยบายเปิดประตูรับผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรีย และชาวอัฟกัน เข้าประเทศ พร้อมกับการยืนยันว่า ชีวิตและทรัพย์สินของคนเยอรมันจะยังคงปลอดภัยถึงแม้จะมีผู้อพยพจำนวนมากจากต่างวัฒนธรรมและต่างศาสนาเข้ามาอาศัยในประเทศ

         ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่า จำนวนผู้อพยพจากซีเรีย อิรัก และ อัฟกานิสถาน ที่เดินทางเข้าสู่แผ่นดินยุโรปไปแล้วเมื่อนับถึงเดือนมีนาคมปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 4,812,993 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 600,000 ราย ได้ลงทะเบียนขอลี้ภัยในเยอรมนี เมื่อนับถึงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชายชาวอิหร่าน รณรงค์เรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงที่ถูกบังคับให้สวมฮิญาบออกจากบ้าน





            เว็บไซต์เมโทร รายงานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ชายชาวอิหร่านร่วมรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงที่ถูกจำกัดสิทธิด้วยกฎหมายบังคับคลุมผมด้วยฮิญาบในที่สาธารณะ ด้วยการโพสต์ภาพตัวเองใส่ฮิญาบคู่กับภรรยาและญาติฝ่ายหญิงในโลกโซเชียล




         การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ซึ่งถูกบังคับโดยกฎหมายที่เขียนไว้หลังการปฏิวัติอิสลามตั้งแต่ปี 2522 ที่ระบุว่าผู้หญิงทุกคนต้องสวมผ้าคลุมผม หรือ ฮิญาบ หากฝ่าฝืนจะถูกปรับเงิน หรือแม้แต่อาจถูกตัดสินรับโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะต้องรับโทษจำคุก มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งร่วมในการแสดงออกด้วยการออกจากบ้านโดยไม่สวมฮิญาบแล้ว ขณะที่บางรายถึงกับโกนศีรษะด้วย


          ล่าสุด ชายชาวอิหร่านได้ร่วมแสดงออกในแคมเปญ “มายสเตลธีฟรีดอม” หรือ “อิสรภาพลับๆของฉัน” แคมเปญที่ริเริ่มโดย มาซิห์ อาลีเนจาด หญิงนักเคลื่อนไหวอาศัยในนครนิวยอร์ก ที่เรียกร้องให้ผู้ชายร่วมโพสต์ภาพและแฮชแท็ก  หรือชายสวมฮิญาบ

         
         โดยล่าสุด อาลีเนจาด ได้ภาพที่มีผู้ส่งเข้าร่วมแคมเปญแล้วกว่า 30 ภาพนับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอาลีเนจาด ระบุว่า ชายส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยอยู่ในอิหร่าน และได้เห็นความทุกข์ของผู้หญิงจากตำรวจและการบังคับให้ต้องใส่ฮิญาบ


         ขณะที่ชายอิหร่านรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “ผมใส่ฮิญาบระยะเวลาหนึ่งเพื่อจะได้เข้าใจความรู้สึกของภรรยาที่ต้องใส่ฮิญาบเป็นประจำทุกวัน”

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ผลพิสูจน์กระสุนปืนคนร้ายใช้ก่อเหตุยิงชาวบ้าน 2 แห่ง ในวันเดียวกัน ที่ อ.มายอ เผยเคยก่อคดีมาแล้วในพื้นที่



Posted on 08/08/2016 by admin


           กรณีเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 59 เกิดเหตุคนร้ายประชาชนเสียชีวิต ที่ริมคลองชลประทาน หลัง อบต.ลางา ม.2 ต.ลางา อ.มายอ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ริมน้ำคลองชลประทาน และพบศพลอยอยู่ในคลองสภาพคว่ำหน้า ทราบชื่อ นายมะซาฟวัน อาแซ อายุ 34 ปี ที่อยู่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนปืนขนาด 9 มม.เข้าที่ศีรษะและลำตัว ทราบว่า ผู้ตายขับขี่รถ จยย.ออกจากหมู่บ้านที่เกิดเหตุ เพื่อจะกลับบ้านสายบุรี พอออกมาเพียง 500 เมตร ได้มีคนร้าย 2 คนขับขี่ จยย.ตามประกบและคนร้ายที่ซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิง ทำให้เสียชีวิต

          เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบลูกระสุนปืนที่เกิดเหตุ พบว่า อาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ที่เกิดเหตุจำนวน 2 ปลอก มีความเกี่ยวเนื่องกับคดีที่มีประวัติคนร้ายเคยก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วจำนวนหลายคดีด้วยกัน ประกอบด้วย

  • – คดียิงและเผานางเบญจพร เกื้อตุ้ง เสียชีวิต ขนาดออกไปซื้อของในตลาดนัด ถนนราตาปันยัง-ม่วงหวาน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

  • – คดียิง อส.ทพ.จิรศักดิ์ กิจตานนท์ และอส.ทพ.ธนเลิศ เสพสุข เสียชีวิตทั้ง 2 คน บนถนนภายในหมู่บ้านปือ-ท่าด่าน ต.หน่องแรด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

  • และก่อนหน้านี้วันเดียวกัน (27 ก.ค. 59) คนร้ายยิง นายซาตา เจะมามะ อายุ 42 ปี บ้านอยู่ ต.ลูโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ขับขี่รถ จยย.ออกไปดื่มน้ำชาในหมู่บ้าน ระหว่างทาง บริเวณ ม.4 ต.ปะโด อ.มายอ ได้มีคนร้าย 2 คน ขับขี่ รถ จยย.ตามประกบ และคนร้ายใช้อาวุธปืนสั้นไม่ทราบชนิดยิงถูกลำตัว 1 นัด และรถเสียหลักล้มลง บาดเจ็บ

  • ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบลูกกระสุนปืนที่เกิดเหตุพบลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์(ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาดประมาณ .38 จำนวน 1 ลูก ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นพบว่าลูกกระสุนปืนของกลาง ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติในสารบบ ของ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จำนวนรวม 13 คดี อาทิ

  • – ยิง นายศรัทธา มะเด็ง (ลูกจ้างโครงการจ้างงานเร่งด่วนหน่วยเฉพาะกิจ ปัตตานี 25-เสียชีวิต),บริเวณถนนสายมายอ – ปาลัส ม.3 ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี

  • – ยิงนางปิยะนันท์ ชูปาน ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พนักงาน อบต.แป้น อ.สายบุรีฯ (เสียชีวิต) , ภายในตลาดนัดบ้านตาแบะ ม.3 ต.ลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี

  • – ยิงนางฮามีดะห์ สุหลง (อายุ 61 ปี เสียชีวิต) , บ้านเลขที่ 102 ม.3 ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

  • – ยิงนายอับดุลรอเซะ แมะดอเม็ง (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง ม.2 ต.ท่าน้ำอ.ปะนาเระ(เสียชีวิต) ,บริเวณถนนสายบ้านราวอ ม.4 ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี

  • – ยิง ว่าที่ ร.ต.สมาน มะแซ (หัวหน้าสถานีอนามัยตำบลถนน อ.มายอฯ- เสียชีวิต) ,บ้านเลขที่ 1/2 ม.5 ต.กระเสาะ อ.มายอ จ.ปัตตานี

           จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า กรณีคนร้ายยิงประชาชน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อลอบดักสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รายวัน และพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจผิด และถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และผู้ก่อเหตุเองก็มีคดีหลายคดีด้วย เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและสร้างความกระจ่างต่อประชาชนในพื้นที่ อย่าหลงผิดและเชื่อในการกระทำบางอย่างของผู้ไม่หวังดีอาจนำไปบิดเบือนข้อเท็จจริง

———————-

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทัพช้างศึกเตรียมวุ่นกันถ้วนหน้า หลังประเทศซาอุฯสั่งห้ามผู้เล่นไทยพกเครื่องรางของขลังเข้าประเทศเป็นอันขาด




            สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ อาคารพงษ์สุภี วิภาวดี โดยสมาคมฟุตบอลฯได้เรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติกาตาร์ ในวันที่ 25 สิงหาคม และการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 นัดแรก ที่จะพบกับ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย ในวันที่ 1 กันยายน 2559

        โดยการประชุมดังกล่าวมีการหารือเรื่องที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้จำกัดจำนวนในการเดินทางเข้าสู่ประเทศ รวมถึงสั่งห้ามนำเข้าสิ่งของที่อาจผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศซาอุฯ

         “โค้ชซิโก้” กุนซือใหญ่ช้างศึก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ที่ผ่านมาเป็นการประชุมภาพรวมทั้งหมดในการเตรียมทีมชาติไทย รอบ 12 ทีมเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง, อาหารการกิน, รวมถึงเรื่องทั้งหมดตลอดการเดินทางที่เราไปอยู่กาตาร์และซาอุ นอกจากนี้ที่ต้องเน้นอีกเรื่องคือข้อจำกัดในการเดินทางไปซาอุฯ เราจะกำชับทั้งนักกีฬาและผู้สื่อข่าวว่าอะไรที่เอาไปได้หรือไม่ได้ เพราะหากอะไรที่เอาไปไม่ได้ แล้วเราเอาไปมันเสี่ยงผิดกฏหมายเขา”


         ทั้งนี้เเหล่งข่าวใกล้ชิดกับ “โค้ชซิโก้” ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “สิ่งต้องห้ามที่ประเทศซาอุฯ กำชับนักกีฬาเเละผู้สื่อข่าวชาวไทย อาทิ สิ่งที่เกี่ยวกับหมู ประเภทของกินเช่น หมูสด, น้ำมันหมู นอกจากนี้มีพวก รูปเปลือย, เหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งจะถูกโยนทิ้งทันที เช่นเดียวกับอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นก็จะถูกสั่งห้ามเช่นกัน ยกเว้นศาสนอิสลาม ไม่เว้นกระทั้งพระเครื่อง สิ่งเครื่องรางของขลังที่ติดตัวไปบูชา หากตรวจพบ ก็จะถูกยึดนำไปทิ้งทันที เนื่องจากซาอุฯเป็นประเทศที่ใช้ศาสนาผูกกับกฎหมายบ้านเมือง”

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เบื้องหลังความชั่ว อัสมีน กาเต็มมาดี มือระเบิดตำรวจดับเดือนรอมฏอน





           จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2559 เวลาประมาณ 19.05 น. คนร้ายทำการลอบวางระเบิด บริเวณม้าหินอ่อนระหว่างหน้าร้านศรีปุตรี เลขที่ 84 กับ หจก.อัลฮิจญ์เราะฮ ถนนยะรัง ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ผลจากแรงระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ราษฎรได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายรายการ


           รายละเอียดของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ก.ค.59 เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่ จนท.ตำรวจจราจร สภ.เมืองปัตตานี ซึ่งเป็นชุดบริการจราจร โดยมี ร.ต.ต.มยูนุ จูเฮง เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ให้กับผู้ที่เดินทางมาละศีลอดและละหมาดดอรอเวียะ ที่มัสยิดกลางปัตตานี และระหว่างที่ประชาชนร่วมรับประทานอาหารในบริเวณมัสยิดกลาง จนท.ตำรวจจราจรก็ไปรอให้บริการประชาชน จึงไปนั่งที่บริเวณม้าหินอ่อนระหว่างหน้าร้านศรีปุตรี เลขที่ 84 กับ หจก.อัลฮิจญ์เราะฮ ถนนยะรัง ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดกลางปัตตานี ประมาณ 17 เมตร จากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย


          ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในครั้งนั้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และประชาชนโดย จ.ส.ต.อนุรักษ์ รักบุตร อายุ 34 ปี ได้เสียชีวิต ส.ต.ต.วิชชากร เอกกุน อายุ 27 ปี, ส.ต.ต.สุรศักดิ์ปาสังข์ ได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งราษฎรได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นายยา มอลอ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/1 ม.4 ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกบริเวณศีรษะ


         เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานที่ตรวจพบจากที่เกิดเหตุได้แก่ ชิ้นส่วนท่อเหล็ก(ภาชนะบรรจุ) สะเก็ดระเบิด (เหล็กตัดท่อนคละขนาด) ชิ้นส่วนวิทยุสื่อสาร ชิ้นส่วนวงจร DTMF ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ขนาด 1.5 และ 9 โวลต์


        ความเสียหายต่อทรัพย์สินรถจักยานยนต์ จำวนวน 3 คัน (คันของเจ้าหน้าที่ทีบาดเจ็บ) ร้าน หกจ.อัลฮีจญ์เราะ และร้านศรีปุตรี




           ความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ได้รวบรวมพยานหลักฐานและได้ขอออกหมายจับ พรก.ฉุกเฉินฯ นายอัสมีน กาเต็มมาดี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 ซอย 5 ถนนนาเกลือ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ตามหมายจับ ที่ ฉฉ.71/59 ลง 22 ก.ค.59


          การออกหมายจับในครั้งนี้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานีได้ให้พยานดูภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ พยานจำได้ยืนยันว่านายอัสมีนฯ เป็นหนึ่งในคนร้ายที่ทำการก่อเหตุลอบวางระเบิด
นายอัสมีนหรือมีน กาเต็มมาดี หมายเลขบัตรประจำตัว 1-9499-00081-74-9 เกิดเมื่อ 18 ก.ค. 2530 อายุ 20 ปี ภูมิลำเนา 6 ซ.5 ม.5 ถ.นาเกลือ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี


      พฤติกรรมนายอัสมีนหรือมีน กาเต็มมาดี ที่ผ่านมามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดร้านน้องเฟิร์น เมื่อ 4 ธ.ค. 50 เวลาประมาณ 18.40 น. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 25 ราย



        นายอัสมิน กาเต็มมาดี เป็นผู้ชักชวน นายซุกรี สุหลง ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 59 ตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานีที่ 204/2559โดยนายสุกรีฯ ให้การ ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อวันที่1 เมษายน 2557 เวลา 14.10 น. เหตุลอบยิง ร.ต.ต.วัลลภ เจษฎารมย์ เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณ ถ.กะลาพอ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

‘ทวีศักดิ์ ปิ’กับความสัมพันธ์กลุ่มขบวนการ



โดย : ‘ลมใต้ สายบุรี’

        เคยมีคนคอยย้ำเตือนและพูดให้ฟังอยู่เสมอว่าโดยนิสัยส่วนตัวของผู้ที่ทำงาน “สื่อ” (ที่เอนเอียง) สนับสนุนกลุ่มขบวน กลุ่มคนเหล่านี้จะมี “นิสัยกลับกลอก” คบไม่ได้มีฐิติคอยตั้งแง่หาจังหวะและโอกาสจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐมาเปิดบาดแผลให้กว้าง หรือบางครั้งนำเสนอข่าวในเชิงบิดเบือนความจริงแบบสุดชายขอบคอยสุมฝืนเข้ากองไฟให้ลุกโชนด้วยเหตุผลกลใดเจ้าตัวย่อมจะรู้ดีว่าจุดประสงค์เพื่ออะไร?


         การอุปโหลกตัวเองว่าเป็นสื่อแต่กลับทำหน้าที่สื่ออย่างไม่สร้างสรรค์ มุ่งแต่นำเสนอข่าวในแง่ลบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักสื่อวาร์ตานี ยิ่งโฟกัสไปที่ตัว นายทวีศักดิ์ ปิ ซึ่งเป็นบรรณาธิการสำนักสื่อด้วยแล้วเงาทมึนของกลุ่มขบวนการยิ่งฉายแววอย่างเด่นชัด


         นายทวีศักดิ์ ปิ เคยผิดพลาดอย่างแรงในการเคลื่อนไหวต่อประเด็นกลุ่มคนร้ายบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้องแล้วทำการกราดยิงฐานทหารพราน โดยชี้นำความคิดด้วยการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเรียกงบ อีกทั้งตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นการใช้อาวุธและกระสุนไม่น่าจะใช้ฝีมือกลุ่ม ผกร.


         แต่เมื่อหลักฐานปรากฏในเวลาต่อมาจากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ชี้ชัดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการโจรใต้ที่ได้มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดได้จำนวนหลายราย อีกทั้งทำการขยายผลตรวจยึดอาวุธและกระสุนได้เป็นจำนวนมาก


        เมื่อจนตรอกด้วยหลักฐานท่าทีของ นายทวีศักดิ์ ปิ แปรเปลี่ยนไปรีบทำการโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวกล่าวยอมรับความผิดพลาด ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าวของนายทวีศักดิ์ฯ ถามว่าผิดมั๊ย!! หากจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายแต่ข้อมูลเชิงลึกไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นระหว่างหน่วยงานความมั่นคงกับตัวนายทวีศักดิ์ฯ หรือจะให้โอกาสในการกลับเนื้อกลับตนเป็นคนดี ท่าทีความเคลื่อนไหวหยุดความร้อนแรงลงในชั่วขณะ


          ความเงียบ ความระวังตัวของนายทวีศักดิ์ฯ ในการก้าวย่างไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม นำไปสู่การจับตาเฝ้ามองตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐเงียบได้ไม่นาน ธาตุแท้ที่ฝังอยู่ในสายเลือดพุ่งพล่านสุดท้ายตัวตนความเป็นแนวร่วม ผกร. ไม่สามารถปืดบังซ่อนเร้นอำพรางท่าทีของตัวเองได้อีกต่อไป ในหน้าเฟสบุ๊คส่วนตัวเต็มไปด้วยข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเต็มพรืดไปหมด การไปปรากฏตัวยังเวทีเสวนาต่างๆ ด้วยการโจมตีหน่วยงานรัฐมีหรือจะขาดคนที่ชื่อทวีศักดิ์ ปิ



         ล่าสุดกับประเด็นฉาวชายแดนใต้ เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ต่อกรณี นายทวีศักดิ์ ปิ บก.สำนักสื่อวาร์ตานี, นายฮาซัน ดีมายาบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา พร้อมพวกที่สวมเสื้อที่มีการวิพากษ์ว่าเป็นเสื้อแบ่งแยกดินแดน โดยผนวกรวม จ.สตูล และ 4อำเภอของจังหวัดสงขลาเข้าไปด้วย แต่ในเวลาต่อมานายฮาซัน ดีมายาบุ ได้ออกมาระบุเป็นแค่การโปรโมทเสื้อตาดีกาห้าจังหวัดชายแดนใต้   นั่นคือความพลิ้วเล่นลิ้นของคนกลุ่มนี้ เมื่อรัฐเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดดำเนินคดีก็เลยกลับกลอกแก้ตัวน้ำขุ่นๆ


          พฤติกรรมและท่าทีที่ผ่านมาย่อมส่งผลในปัจจุบันและอนาคต อดีตคือกระจกสะท้อนตัวตนของคนแต่ละตน โดยเฉพาะ นายทวีศักดิ์ ปิ แนวร่วมขบวนกร BRN จึงไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวในทุกอริยบถ ที่คอยสนับสนุนและคอยออกตัวให้กับกลุ่มขบวนการมาโดยตลอด


          ตระกูล“ปิ”ที่ตกเป็นข่าวดังคือ 


  • นายปัญญา ปิ ซึ่งเป็นสมาชิก ผกร. เป็นมือประกอบระเบิดของกลุ่มก่อความไม่สงบ อยู่ในเครือข่ายของนายอับดุลเลาะ ปุลา มีหมาย ป.วิอาญา และนายอิสมาแอ ปุลา โดยเมื่อปี2552 กรณีเหตุการณ์ กลุ่ม ผกร.ทำการลอบวางระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนนิบงชนูปถัมภ์ เขตเทศบาลนครยะลา แต่เกิดข้อผิดพลาด เป็นเหตุให้ผู้ร่วมก่อเหตุเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุคือ นายซาลาฮูดิน ปุลา ซึ่งเป็นน้องชายของ นายอับดุลเลาะ ปุลา จากการตรวจสอบโทรศัพท์ของนายซาลาฮูดิน ปุลา พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายปัญญา ปิ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการควบคุมตัว นายปัญญา ปิ และให้การยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันประกอบระเบิดดังกล่าวกับนายอับดุลเลาะ ปุลา และนายอิสมาแอ ปุลา

          คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวของบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กร ที่มีความสัมพันธ์เป็นเครือข่าย การจัดกิจกรรมในพื้นที่ทุกกรณีย่อมมีนัยแอบแฝงซ่อนเร้น ไม่เว้นแม้กระทั่งการจัดทำเสื้อที่กล่าวอ้างโปรโมทตาดีกาลึกๆ ย่อมมีมากกว่าที่เห็น การทำไวนิลของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่มีการโฆษณาแฝง “กำหนดใจตนเอง” เข้าไปจนกลายเป็นประเด็นให้เจ้าหน้าที่ต้องตามเก็บ

----------------------

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ย้อนรอยเหตุปล้นรถที่ยะลา พบทำแบบเดียวกันมาแล้ว 4 ครั้ง เชื่อ “อูไบดีละ-รอกิ” ร่วมลงมือก่อเหตุ



           ย้อนรอย! เหตุการณ์ปล้นรถใน จ.ยะลา พบก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาแล้วถึง 4 ครั้ง ก่อนนำไปก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมไปถึงเหตุคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถของห้างเซ็นทรัลฯ เกาะสมุย เมื่อปี 2558 เจ้าหน้าที่เชื่อ “อูไบดีละ-รอกิ” แกนนำร่วมลงมือก่อเหตุ


        วันนี้ (28 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุกลุ่มคนร้าย 7-8 คน แต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืนครบมือ ตั้งด่านลอยบนเส้นทางในหมู่บ้านทุ่งคา-ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ก่อเหตุดักปล้นรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน บง 2816 ยะลา ซึ่งเป็นของร้านรับทำอะลูมิเนียม ก่อนที่จะยิงลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และลูกจ้างสูญหายก่อนไปพบกลายเป็นศพอีก 1 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.55 น. ของคืนวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา บนถนนระหว่างหมู่บ้าน ม.2 บ้านทุ่งคา ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา




          ล่าสุด จากการตรวจสอบข้อมูลเหตุการณ์ปล้นรถยนต์ในพื้นที่ จ.ยะลา พบว่า มีเหตุการณ์ปล้นรถยนต์ในลักษณะเดียวกันถึง 4 ครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2555 มีกลุ่มคนร้ายประมาณ 10 คน แต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืนครบมือคล้ายเจ้าหน้าที่ ได้ตั้งด่านลอยบนเส้นทางบ้านฮุแตปูโล๊ะ-กือลอง ม.13 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา ดักปล้นรถยนต์กระบะบรรทุกไอศกรีม ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ ตอนเดียว สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บจ 9411 ยะลา ซึ่งจะนำไอศกรีมไปขายในหมู่บ้าน โดยคนร้ายได้จับตัวคนขับ และนำไปผูกตัวติดไว้กับต้นไม้ริมคลองใกล้ที่เกิดเหตุ ก่อนที่คนขับรถจะแก้มัดหนีรอดมาได้ และได้เดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บันนังสตา โดยภายหลังเกิดเหตุคนร้ายได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปด้วย และมีการตรวจสอบภายหลัง รถยนต์คันที่คนร้ายปล้นไปได้นำไปก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ในพื้นที่ จ.นราธิวาส

         ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2558 เกิดเหตุคนร้ายจำนวนไม่ต่ำกว่า 7-8 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ได้ดักปล้นรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า ไฟเตอร์ 4 ประตู ยกสูง 4×4 สีน้ำตาล ทะเบียน กข 4892 ยะลา ซึ่งเป็นของ อบต.ละแอ อ.ยะหา จ.ยะลา และคนร้ายได้จับคนขับรถผูกมัดมือทิ้งไว้ข้างทาง จากนั้นอีก 11 วัน คนร้ายได้นำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถของห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุย เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2558






          เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2559 เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายจำนวนไม่ต่ำกว่า 7-10 คน แต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืน ได้ตั้งด่านลอยบนเส้นทางบ้านฮูแตปูโล๊ะ-กือลอง ม.2 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา และได้ก่อเหตุดักปล้นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ สีเทา แบบตอนครึ่ง หมายเลขทะเบียน บต 1845 ยะลา ของ นายสุนัน ทองเนตร อายุ 53 ปี ซึ่งขณะเกิดเหตุ นายสุนัน ทองเนตร และนางเรณู จิตบาล อายุ 61 ปี ภรรยา ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายได้ขับรถกลับมาจากซื้อสินค้าในตลาดเมืองยะลา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบนถนนชนบท ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้านมีกลุ่มคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 7-8 คน ออกมาปิดถนน ก่อนจะสั่งให้จอดรถขอทำการตรวจค้น จากนั้นกลุ่มโจรได้ยึดรถโดยจับตัวผู้เสียหาย และใช้กระสอบสีดำคลุมศีรษะ นายสุนัน และให้นอนมาในแค็บหลังรถ ส่วน นางเรณู คนร้ายอีกกลุ่มได้จับไปเป็นตัวประกัน

          จากนั้นเชื่อว่ากลุ่มโจรได้นำรถกระบะคันดังกล่าวไปบรรทุกระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งได้ประกอบไว้แล้วในถังแก๊สหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 2 ถัง ก่อนที่จะบังคับให้ นายสุนัน ขับรถเข้ามาในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา และให้นำรถมาจอดที่หน้าบริษัทโตโยต้า พิธานพาณิชย์ ยะลา โดยมีคนร้ายอีกรายขับรถจักรยานยนต์นำทางเข้ามายังจุดจอดรถ จากนั้น นายสุนัน ได้รีบวิ่งลงจากรถพร้อมตะโกนแจ้งชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวว่าภายในรถมีระเบิด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รีบเข้ามาเก็บกู้เอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด




          และล่าสุด เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อคืนวันที่ 26 ก.ค.2559 ที่ผ่านมา เกิดเหตุกลุ่มคนร้าย จำนวน 7-8 คนแต่งกายชุดดำ พร้อมอาวุธปืน ได้ตั้งด่านลอยบนเส้นทางบ้านทุ่งคา-ยุโป ม.2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา และดักปล้นรถยนต์ของร้านเอกโลหะซึ่งรับทำอะลูมิเนียม ขณะที่ลูกจ้าง จำนวน 3 คน ขับรถยนต์กลับจากทำงาน โดยคนร้ายได้ยิงลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ 1 ราย อีกคนวิ่งหนีเอาตัวรอดไปได้ และสูญหายไปอีก 1 คน ซึ่งเชื่อว่าคนร้ายได้นำตัว นายอดิศร สุขาเขิน อายุ 25 ปี ลูกจ้างคนที่สูญหายติดรถไปด้วย

         โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 4 เหตุการณ์มีลักษณะการก่อเหตุที่เหมือนกัน ทางหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่เชื่อว่า เป็นการร่วมมือก่อเหตุของ นายอูไบดีละ รอมมือลี แกนนำก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ อ.กรงปินัง และนายรอกิ ดอเลาะ แกนนำกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งแกนนำทั้ง 2 กลุ่ม มีหมายจับคดีความมั่นคงในพื้นที่จำนวนหลายสิบคดี และเชื่อว่าการก่อเหตุปล้นรถยนต์ครั้งล่าสุด คนร้ายมุ่งหวังจะนำไปก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง













        

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้