วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังร่วม เข้าปิดล้อมพื้นที่ตำบลบาโร๊ะ รวบ 5 ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง



          วันที่ 28 ธ.ค. 59 เวลา 18.00 น. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.ยะลา ผบ.นปพ. ร่วมประจำจังหวัดยะลา ร่วมกับกองข่าวภัยแทรกซ้อน กอ.รมน.ภาค 4 สน. พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.ฉก.ทพ.41 ผบ.นปพ.ร่วม ชร. ร.ต.อ.สุรวุฒิ เกษมสุข สารวัตรสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ จาก ร้อย.ทพ.4703 และ สภ.ยะหา ได้จัดกำลังร่วมติดตามบังคับใช้กฏหมายบุคคล ในพื้นที่ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา หลังสืบทราบมาว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่


         โดยผลการปฏิบัติหลังจากเข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมาย เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลตามหมาย ป.วิอาญา จำนวน 5 ราย คือ

  • 1.นายมูฮำหมัด สาแมฮาดี (1-9505-00099-73-1) อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 98/2 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2557 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 2.นายมูฮัมหมัด มะแตฮะ (1-9505-00157-21-9) อายุ 19 ปี บ้านเลขที่ 172 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 3.นายอาบีดีน เจ๊ะลง (3-9499-00198-50-2) อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 89 ม.2 ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 4.นาย เกษม สตาปอ (1-9505-00076-72-3) อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 102/1 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 5.นาย อิสมาแอ เจะหะ(3-9404-00305-31-0)อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 72/2 ม.4 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดยะลาที่ 275/2559 ฐานความผิด ร่วมกันเป็นอังยี่ ซ่องโจร ร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานฯโดยไตรตรองไว้ก่อน

        นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย คือ นายเกษม สะตาปอ ที่อยู่ 102/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นน้องชายของ นายสะอูดี สะตาปอ แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่ถูกวิสามัญ ในเขตกาบังเมื่อปีที่ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหลายเหตุการณ์ในพื้นที่แต่ยังไม่มี่หมายจับ โดยทั้งหมดจะส่งควบคุมตัวที่ศูนย์ซักถาม ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลพิสูจน์อาวุธปืน 3 กระบอกยึดจากผู้ต้องสงสัยปัตตานีพบเชื่อมโยงเหตุฆาตกรรมอีหม่าม ยะโก๊บ หร่ายมณี





ปัตตานี-จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 เวลา 05.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ หมู่ที่ 6 บ้านปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี



ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการตรวจค้นบริเวณสวนได้ทำการควบคุมตัว นายอีลียัส โต๊ะอีเล พร้อมทำการตรวจยึดของกลางเพื่อส่งพิสูจน์หลักฐาน จำนวน 9 รายการ เป็นอาวุธปืนพก จำนวน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขประจำปืน BHS 7869, ปืนพกรีวอลเวอร์ (TAURUS) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขประจำปืน UL922866 จำนวน 1 กระบอก และปืนพกออโตเมติก (BERETTA) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ หมายเลขประจำปืน H278932 พร้อมซองกระสุน 1 อัน จำนวน 1 กระบอก

ส่วนรายการอื่นๆ ประกอบด้วย ซองกระสุนปืนเล็กกล (M16) ขนาด .227 (5.56 มม.) ชนิดบรรจุ 30 นัด จำนวน 1 ซอง, กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .357 MAGNUM จำนวน 42 นัด, กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL จำนวน 54 นัด, กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 27 นัด, กระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 325 นัด และกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เสียสภาพ จำนวน 2 นัด


ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่าอาวุธปืนพก จำนวน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขประจำปืน BHS7869 เคยใช้ก่อเหตุซึ่งมีคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) จำนวน 12 คดีด้วยกัน ส่วนปืนพกออโตเมติก (BERETTA) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ หมายเลขประจำปืน H278932 เคยใช้ก่อเหตุยิงในคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) จำนวน 2 คดี และปืนพกรีวอลเวอร์ (TAURUS) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขประจำปืน UL922866 ยังไม่มีประวัติในสารบบ


ส่วนคดีสำคัญของอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM ที่มีความเชื่อมโยงในการก่อเหตุ 12 คดี พบว่าคนร้ายเคยใช้ก่อเหตุมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ถึงปี 2556 เป็นที่น่าสังเกตว่าคนร้ายทำการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีทั้งหมด มีผู้เสียชีวิต 10 ราย ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยคดีสำคัญได้แก่ก่อเหตุยิงและเผานายไพโรจน์ พรหมจันทร์ รปภ.องค์กรทหารผ่านศึก บริเวณถนนสาย 42 ตรงข้ามตลาดนัดบานา ยิงนายสุเนตร ทับทิมทอง ช่างไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เสียชีวิต บริเวณตำบลตะลุโบะ ยิง ร.ต.ต.พิสูตร เงินพจน์ ข้าราชการบำนาญเสียชีวิต บนถนนโรงเหล้า ต.สะบารัง ยิงนายมาโนช ชฎารัตน์ ข้าราชการครูเสียชีวิต บนถนนสายหน้าวัง ต.จะบีงติกอ และทำการก่อเหตุ

ทำการก่อเหตุยิง นายยะโก๊ป หร่ายมณี โต๊ะอีหม่ามประจำมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีเสียชีวิต บริเวณถนนยะรัง ซอย 6 ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี การกระทำของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนปลิดชีพ “นายยะโก๊บ หร่ายมณี” อิหม่ามมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นห้วงแห่งการถือศีลอด และอยู่ในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ในขณะที่ “อิหม่ามยะโก๊บ” เดินจับจ่ายตลาดเพื่อเลือกซื้ออาหารเตรียมตัวออกปอซอ

ในส่วนของความคืบหน้าคดี ศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกหมายจับ ป.วิอาญา 2 หมาย คือ นายมาฮูเซ็น แมฮะ หมายเลขบัตรประชาชน 3-9401-00073-68-4 อยู่บ้านเลขที่ 72/1 ม.2 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และนายอาดือนัน สิเดะ หมายเลขบัตรประชาชน 3-9410-00070-94-4 อยู่บ้านเลขที่ 39/2 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลตรวจปลอกกระสุนเหตุคนร้ายลอบยิงปลัดมายอเชื่อมโยงคดีสำคัญ 17 คดี มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 20 ราย

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%87

            จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.59 เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีคนร้ายยิง นายสันติภพ นิลภูศรี ปลัดอำเภอมายอ เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน ม.2 ต.เกาะจัน อ.มายอ จ.ปัตตานี


         ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ นายสันติภพ นิลภูศรี ปลัด อ.มายอ จ.ปัตตานี พร้อมเจ้าหน้าที่ อ.ส. รวม 5 นาย ร่วมออกตรวจสอบเด็กจมน้ำที่บ้านเกาะจัน ด้วยรถหุ้มเกราะ เมื่อมาถึงถนนภายในหมูบ้าน อส.มูฮัมหมัด ซือมิงดอเราะ ได้สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์วิ่งสวนมา โดยมีนายซอบือรี เจะหะ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งมีหมายจับ จำนวนหลายหมาย จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมแต่นายซอบือรีฯกับพวกไม่ยอมหยุด และได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม คนร้ายได้ทิ้งรถไว้แล้ววิ่งหลบหนี อาศัยความชำนาญพื้นที่ หลบหนีไปได้

         หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และฝ่ายปกครอง ได้เข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบของกลางปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 4 ปลอก

        ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นปลอกกระสุนปืนของกลางทั้ง 4 ปลอก ใช้ยิงมาจากอาวุธปืน M16 กระบอกเดียวกัน และตรวจพบใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติอยู่ในสารบบ รวม 17 คดี เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 20 ราย


แฟ้มภาพเหตุคนร้ายยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ เสียชีวิต อ.เมือง จ.ปัตตานี


  • คดีสำคัญเช่นเมื่อ 23 เม.ย.55 ลอบยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ เสียชีวิต บนถนนสาย 412 ม.5 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี, 15 พ.ย.55 ยิงนายสำลี สิทธิจันทร์ ได้รับบาดเจ็บ และนางถนอม แท่นสุวรรณ ภรรยา เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านน้ำดำ ม.3 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, 5 ก.ค.56 ยิง อส.ทพ. สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4401 เสียชีวิต 2 นาย , บนถนนสายปุลากง-กาเสาะ ม.1 ต.ปุลากง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี, 3 พ.ย.56 และ ยิง ร.ต.อ.สันติ อาแวบือซา เสียชีวิต บนถนนเทศบาล 2 ม.2 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี



แฟ้มภาพคนร้ายยิง ร.ต.อ.สันติ อาแวบือซา เสียชีวิต อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี


แฟ้มภาพเหตุคนร้ายยิง 2 สามีภรรยา บาดเจ็บ ภรรยาเสียชีวิต ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

          ผลจากระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า อาวุธปืนใช้ก่อเหตุในพื้นที่ อ.มายอ 1 ครั้ง, อ.หนองจิก 3 ครั้ง, อ.ยะหริ่ง 4 ครั้ง, อ.ยะรัง 2 ครั้ง, อ.เมืองปัตตานี 4 ครั้ง ซึ่งคนร้ายกลุ่มนี้ได้ทำการก่อเหตุมาตั้งแต่ ปี 54-59

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำผิดหลักญิฮาด แต่ทำไมมุสลิมบางคนในพื้นที่ปิดหูปิดตา แถมยังสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน น่าคิด!!





           “โลกของอิสลามมีวิธีการต่อสู้หลากหลายวิธี ส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ส่วนการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นวิธีการสุดท้ายในอิสลาม”

          “นอกจากนั้น เวลาเกิดศึก อิสลามมีกฎในการทำศึกว่าจะฆ่าสตรี เด็ก หรือคนชราไม่ได้ แม้แต่สิ่งแวดล้อมเองก็ไม่สามารถทำลายได้ เพราะฉะนั้นในศาสนาอิสลามมีกฎการทำศึกที่ค่อนข้างเข้มงวดในแง่ที่ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน คือทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดความสูญเสียให้น้อยที่สุด”


         “สำหรับเหตุการณ์ยิงผู้หญิงท้อง ตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าใครเป็นคนก่อเหตุ แต่ผู้ที่กระทำต้องถือเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง ผิดหลักทั้งกฎหมายสากลและกฎหมายอิสลาม เหมือนอย่างที่พูดว่าการทำศึกในอิสลามนั้นทำได้ แต่ต้องเป็นเครื่องมือสุดท้ายหลังจากเครื่องมืออื่นๆไม่สามารถทำงานได้แล้ว และการทำศึกในศาสนาอิสลามมีกฎเข้มงวดมาก ในลักษณะของการห้ามไปเข่นฆ่าหรือทำลายผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี คนชรา เด็ก รวมถึงสิ่งแวดล้อม”

      
        “วิธีการที่ใช้ในการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างเปลี่ยนรูปแบบไปมาก เพราะถ้าหากเรามองย้อนกลับไป เราจะเห็นได้ว่ากองกำลังผู้ก่อความไม่สงบจะพุ่งเป้าไปที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าในปัจจุบันเราจะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงพุ่งเป้าไปที่พลเรือน เป็นลักษณะของการก่อความรุนแรงในแง่ของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นไปทั่ว การใช้วิธีรุนแรงต่อเป้าหมายพลเรือนนี้ จะทำให้ฝ่ายผู้กระทำการเสียความชอบธรรมทางการเมือง”

         “เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ลอบยิงลอบฆ่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก หรือแม้แต่พระ เรื่องแบบนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยมุสลิมและคนไทยพุทธในพื้นที่ 

         จริงๆ แล้วปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าหากว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนไม่ดี ไม่ว่าจะระหว่างศาสนา หรือระหว่างนิกายอะไรต่างๆ มันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น” 




         ดร.ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลใด ถือเป็นความรุนแรงที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันประณาม เพราะเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนแอ ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้เป็นผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ด้วย ศาสนาอิสลามไม่ยอมรับ และถ้ามองกันในเชิงของมนุษยธรรมก็เชื่อว่าขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง

ที่มา : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หิ้วตัว 3 ผู้ต้องหา! เตรียมระเบิดป่วนกรุง ชี้จุดวางแผน-ซุกชิ้นส่วนประกอบระเบิด!!




โดย : "Ibrahim"



            ตอกหน้าองค์กรภาคประชาสังคมตามๆ กัน เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มและองค์กรต่างๆ ได้ดาหน้าออกมาเคลื่อนไหวกรณีเจ้าหน้าที่ปูพรหมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายสิบราย ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเลือกปฏิบัติกับผู้ที่มาจากพื้นเพจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มาศึกษา มาทำมาหากินในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล พร้อมเรียกร้องให้ทำการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข



  • สุดท้ายเป็นอย่างไร? 
        หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวกรอง ต้องระดมสรรพกำลังรวบตัวผู้ต้องสงสัยได้อย่างทันท่วงที หากบ้าจี้ตามคำเรียกร้องของกลุ่มและองค์กรงี่เง่า ลองนึกภาพดูกับความสูญเสียที่เกิดจากน้ำมือในการก่อเหตุลอบวางระเบิดของคนกลุ่มนี้ จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติแค่ไหน? อีกทั้งในขณะที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศยังอยู่ในอาการเศร้าโศกจากการสวรรคตของในหลวง แต่คนเนรคุณแผ่นดินเกิดกลุ่มนี้พยายามสร้างความปั่นป่วนมุ่งทำร้ายจิตใจคนไทยซ้ำสอง

         ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ พร้อมกำลังตำรวจคอมมานโด ตำรวจ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ตำรวจน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกันควบคุมตัว 3 ผู้ต้องหาเตรียมลอบบึ๊มป่วนกรุงและเขตปริมณฑลชี้จุดวางแผน และแหล่งซุกซ่อนชิ้นส่วนประกอบระเบิด



           ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย นาย ตาลมีซี โต๊ะตาหยง นาย อับดุลาซิร สือกะจิ และ นาย มูบารีห์ กะนะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ จ.2326-2328/2559 ในข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ใช้ในครอบครอง, อั้งยี่, ซ่องโจร มาชี้จุดที่เตรียมวางระเบิด และค้นหาชิ้นส่วนประกอบระเบิด บริเวณด้านหลังตลาดสดเคหะบางพลี หมู่ 16 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

         ในการนี้ได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษทางน้ำ และเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด ทำการงมค้นหาเหล็กเส้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง จากนั้นควบคุมตัวทั้งหมดไปชี้จุดยังห้องพัก หมายเลข 207 ภายในหอพักไม่มีชื่อ ซอยเทศบาลบางเสาธง 35 ซอย ฝ. 7 และซอย ฝ.9 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งผู้ต้องหานำชิ้นส่วนประกอบระเบิดมาซุกซ่อนไว้ใต้ฝ้าเพดานห้องน้ำชั้น 2 และจุดอื่นๆรวม 4 จุด ก่อนควบคุมตัวกลับไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองปราบปรามทันที เพื่อขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการต่อไป



         อย่าขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้กระชากหน้ากากไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังของความชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิด 7 จุด ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ก่อนหน้านี้ ว่ามีความโยงใยเชื่อมโยงไปถึงใครบ้างไม่ต้องไว้หน้า แต่น่าแปลกใจการจับกุมผู้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา 
  • เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่? 
  • ใคร? คือผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้สั่งการ...

          ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลของหน่วยความมั่นคง พอจะทราบว่าใคร? อยู่เบื้องหลัง แต่ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ในทัศนะผู้เขียนหากให้คาดเดาคงหนีไม่พ้นนักการเมืองบางกลุ่ม ผู้ที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี มีเดิมพันในเรื่องแหล่งพลังงานงานในทะเลที่ประเทศมหาอำนาจต้องการ เพื่อให้กลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวแลกกับเอกราชในดินแดนแห่งนี้ โดยมีประเทศเพื่อนบ้านชักใยอยู่เบื้องหลัง.

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตโจรใต้ ลอบระเบิด อบต.มะกรูด เมื่อปี 57


789


Posted on 30/11/2016 by admin


คืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิงชาวบ้าน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เสียชีวิต 4 ราย รวม ปลัด อบต. มะกรูด เจ็บอีก 9 ราย ก่อนวางระเบิดขณะหลบหนี ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย

กรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 ก.ย.57 คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามยิงชาวบ้านเสียชีวิต ก่อนวางระเบิดขณะหลบหนี เหตุเกิดบริเวณหน้า อบต.มะกรูด ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่เกิดเหตุพบ ผู้เสียชีวิต 4 ราย ทราบชื่อ นายประสิทธิ์ สินธุอุทัย ปลัดเทศบาล ต.มะกรูด นายจำนงค์ โนสิทธิ์ หน.ส่วนโยธา นายจิรวัฒน์ ศิริพันธ์บุญ เจ้าหน้าที่พัสดุ นายสนอง คงเหมือนเพชร ชาวบ้าน ทั้งหมดถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม นอกจากนี้พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ประกอบด้วย นายอิสมาแอ มะลีเละ นายสุชาติ ไชยอ่อนแก้ว นายธาริน ชุมพงศ์ นางจริยา สาคร น.ส.วิมลศรี จันทร์เพชร เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ใกล้กันในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนอาวุธสงครามตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ความคีบหน้าของคดีล่าสุดเมื่อ 29 พ.ย.59 มีรายงานข่าวว่า ที่ ศาลจังหวัดปัตตานี ได้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงและลอบวางระเบิด ที่ อบต.มะกรูด ตามคดีหมายเลขที่ อ 839/2559 เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี




นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม จากเหตุปะทะที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อ 4 ธ.ค.57 ต้องสงสัยร่วมยิง และวางระเบิด สนง.เทศบาล ต.มะกรูดฯ 11 ก.ย.57 โดย ร่วมปล้นรถ จาก อ.จะนะฯ มาก่อเหตุ ต่อมาตรวจยึด รถยนต์กระบะ ที่ใช้ก่อเหตุ (นำทาง) พื้นที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งเป็นบ้าน ภรรยานายมูฮัมหมัดฟังดีฯ

ผลการซักถาม นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ ให้การยอมรับว่าได้ร่วมก่อเหตุยิง และวางระเบิด สนง.เทศบาล ต.มะกรูดฯ จริง โดยทำหน้าที่ขับรถยนต์กระบะ (ของตนเอง) นำรถที่ปล้นมาทำการก่อเหตุ อีกทั้งยังยอมรับว่า ปืนพกที่เจ้าหน้าที่ยึดมาได้จากเหตุปะทะ เป็นของนายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ ซึ่งเป็น ผกร.ระดับหัวหน้า Platong ซึ่งได้หลบหนีจากเหตุปะทะ

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ที่กระทำผิดด้วยความยุติธรรม ตามขั้นตอนของกฎหมาย มีการซักถามนำไปสู่การยอมรับว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยไม่มีการบังคับขู่เข็นแต่ประการใด กระทำด้วยความสมัคใจจนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนฟ้องร้องต่อศาล จนกระทั้งในที่สุดศาลจังหวัดปัตตานี ได้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายมูฮัมหมัดฟังดี มามะ





————————–

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความในใจ จากไทยพุทธ 3 + 1 จชต.



ความในใจ จากไทยพุทธ 3 + 1 จชต. เหมือนตกอยู่ใต้อุ้งมือของ ผกร.ต่างเชื้อชาติและศาสนา (ที่มีใบอนุญาตให้ไล่ล่า ยิง ระเบิด เผา ล้างเผ่าพันธุ์ไทยพุทธได้โดยไม่ต้องรับโทษตามกฏหมายไทย )

พี่น้องไทยพุทธทุกๆท่าน

  • เราไม่ได้มาขอความช่วยเหลือ เพราะทุกวันนี้ ยังมองไม่เห็นเลยว่ามีใครช่วยเราได้ 
  • เราก็ไม่สามารถป้องกันชีวิตของเราและครอบครัวอันเป็นที่รัก รวมทั้งทรัพย์สินได้ เช่นกัน...เพราะผู้กระทำต่อเรา มีทั้งอาวุธ และ กฏหมายคุ้มครอง ซึ่งต่างจากเรา ที่ไม่สามารถจะมีแม้แต่ อาวุธป้องกันตัวเอง ก็ผิดกฏหมาย โดนเจ้าหน้าที่จับกุมกันเป็นระนาว หัวหน้าครอบครัวเข้าคุก พ่อ แม่ ภรรยา ลูกเล็ก ๆ ไม่มีใครดูแล หาเลี้ยง กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง

           เราเพียงต้องการความเข้าใจ และกำลังใจจากพี่น้องคนไทยพุทธ ... พร้อมตอบคำถามที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ทำไม่เราต้องปล่อยให้มันไล่ล่าอยู่ได้

อ้างอิง
  • เมื่อ 1 ต.ค.59 มทภ.4 ประกาศเชิญชวนผกร.กลับบ้านโดยจะเดินทางไปรับด้วยตนเอง ในทุกสถานที่
  • เมื่อ 15 พ.ย.59 นายทหาร เดินทางไปรับมอบตัว ผกร.ระดับสั่งการ กองกำลัง ผกร. ที่ก่อเหตุนับสิบคดี กันอย่างเริงร่า ท่ามกลางความเจ็บปวดของเหยื่อผู้ถูกกระทำ 
  • และในวันที่ 15 พ.ย. 59 เดียวกันนี้ ผกร.คนสำคัญอีกคนหนึ่งก็ถูกปล่อยตัว หลังเข้ารับการอบรม 6 เดือน พร้อมใบอนุญาตให้... อย่างถูกกฏหมาย


         ที่น่าเจ็บปวดไปยิ่งกว่านั้น เมื่อใดที่ไทยพุทธแค่พยายามจะรวมตัวตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเอง บรรดาแนวร่วมที่เป็นพุทธแต่ชื่อ ก็จะเรียงหน้ากันออกมาปราม ห้ามพี่น้องไทยพุทธเคลื่อนไหวโดยอ้างจะเป็นการสร้างความแตกแยก พร้อมยกสารพัดหลักศาสนาขึ้นมาอ้าง....


         ขณะที่ด้าน ผกร.นั้น แค่มารับศพผกร.จาก รพ. ก็มีทั้งขบวนรถแห่แหนกันมา ถึง รพ. ก็จัดขบวนส่งเสียงเชียร์กันเป็นที่เอิกเกริก แล้วพลาดไม่ได้ก็คือ ..... "เยี่ยวยาๆๆ มาด่วนๆๆๆ (?)"


           ขบวนแห่รับศพของ ผกร.ที่เคารพ (ซึ่งปะทะกับ จนท.และเสียชีวิตเมื่อ 25 พ.ย.59) 

            เมื่อวันก่อน เพื่อบอกเล่าให้พี่ๆน้องๆไทยพุทธได้เห็นภาพกันจะจะ ว่าทำไมเรากลายเป็นชนกลุ่มน้อยไทยพุทธใน 3+1 จชต. ไปแล้วหรือไร ทำไมเราขยับตัวทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอ ๆ ๆ ว่าจะถึงคิวตัวเองเมื่อไร เท่านั้นหรือ ?

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้