วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

จนท.ทหาร-ตำรวจ สนธิกำลังพิสูจน์ทราบถังแก๊สและอุปกรณ์ประกอบระเบิดซุกซ่อนในป่าสาคูบ้านไอปาตู



Posted on 18/09/2016 by admin


เมื่อ 18 ก.ย.59 เวลา 14.30 น. ร้อยเอกสำเริงฤทธิ์ เพชรราช ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4812กรมทหารพรานที่ 48 และ ร้อยตำรวจโททรงชัย พ่วงรอด รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ได้ร่วมสนธิกำลัง จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ เพื่อเข้าทำการพิสูจน์ทราบดงป่าสาคูบ้านไอบาตู ม.4 ต.โต๊ะเด็ง หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า พื้นที่ดังกล่าวคนร้ายใช้เป็นสถานที่ในการซุกซ่อนอุปกรณ์และเป็นสถานที่ในการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง เพื่อเตรียมใช้ก่อเหตุร้ายในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง





           เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจึงได้กระจายกำลังกันเข้าพิสูจน์ทราบในพื้นที่ดังกล่าว จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ได้ทำการตรวจพบเจออุปกรณ์ในการประกอบระเบิดซุกซ่อนไว้ จำนวน 2 จุด ซึ่งห่างกันจุดละ 20 เมตร โดยจุดแรก เจ้าหน้าที่พบถังแก๊สปิกนิกสีฟ้า ขนาด 5 ก.ก.ยี่ห้อ ปตท. วางอยู่ในระหว่างซอกโคนต้นสาคู จุดที่ 2 พบตะปูเรือใบและเหล็กเส้นตัดสั้น น้ำหนักถุงละ 20 ก.ก. ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ เพื่อส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส นำไปตรวจคราบลายนิ้วมือแฝงอย่างละเอียดอีกครั้ง



           โดยของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ได้นั้น คาดว่าเป็นของสมาชิกแนวร่วมในพื้นที่ แอบนำมาซุกซ่อนไว้เพื่อเตรียมใช้ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง แต่โชคดีที่ชาวบ้านให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมสนธิกำลังมาทำการตรวจยึดเอาไว้ได้เสียก่อน

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559

ชาวชุมชนกรือเซะรวมตัวรื้อสิ่งก่อสร้างของกลุ่มลัทธิชีอะห์ หวั่นสร้างความขัดแย้งในชุมชน




         ปัตตานี - ชาวบ้านในชุมชนบ้านกรือเซะและพื้นที่ใกล้เคียง รวมตัวกันทุบรื้อถอนสิ่งก่อสร้างของกลุ่มลัทธิชีอะห์ หลังถูกอ้างว่าสร้างเอาไว้สำหรับวางตู้น้ำดื่ม เพื่อบริการให้แก่ผู้มาเยือนมัสยิด แต่ชาวบ้านในพื้นที่กลับไม่พอใจ และได้พยายามสั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อนหน้าแล้ว


         วันนี้ (16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่บริเวณมัสยิดเก่ากรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ได้มีชาวบ้านจากชุมชนบ้านกรือเซะ และชุมชนใกล้เคียงนับร้อยคนได้ร่วมกันออกมารื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่อ้างว่าไว้สำหรับวางตู้น้ำดื่มบริการให้แก่ผู้มาเยือนมัสยิด ซึ่งถูกก่อสร้างติดกับอาคารคลุ่มบ่อที่อาบน้ำละหมาด เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ตัวแทนของชาวบ้านได้สั่งระงับการก่อสร้างไว้แล้ว และแนะนำให้ผู้ก่อสร้างทุบรื้อออก เพราะชาวบ้านในพื้นที่ไม่พอใจ ภายหลังสืบทราบมาว่า สิ่งก่อสร้างดังกล่าวมาจากผู้ที่อ้างตัวเองว่านับถือลัทธิ หรือนิกายชีอะห์





         แต่ภายหลังจากที่ตัวแทนชาวบ้านได้ยับยั้งไม่ให้มีการก่อสร้างเพิ่ม และให้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทันที แต่ผู้ดำเนินการกลับไม่เลิกละความพยายามที่จะดำเนินการต่อ ทำให้ชาวชุมชนบ้านกรือเซะ และชุมชนใกล้เคียงได้รวมตัวกันนำค้อน เครื่องเจาะไฟฟ้า มาทำการรื้อถอนด้วยตัวเอง ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง สิ่งก่อสร้างดังกล่าวก็หายไปในพริบตา สร้างความพึงพอใจให้แก่ชาวบ้านที่ร่วมกันรื้อถอนเป็นอย่างมาก

        ซึ่งผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามไปยังผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาที่ได้ร่วมกันรื้อถอนในครั้งนี้ว่า มีการลักลอบก่อสร้างโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนในชุมชน และผู้นำศาสนาในพื้นที่ นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่สืบทราบมาว่า เป็นสิ่งก่อสร้างของกลุ่มที่นับถือลัทธิ หรือนิกายชีอะห์ ซึ่งมีหลักความเชื่อที่ขัดแย้งต่อหลักความเชื่อของประชาชนในพื้นที่เดิมที่นับถือแนวทางของอะห์ลีซุนนะห์ วัลญะมาอะห์






          ทั้งนี้ กลุ่มที่ก่อสร้างที่อ้างว่าจะเป็นที่วางแท็งน้ำดื่มไว้ เพื่อต้องการเผยแพร่ลัทธิของกลุ่มชีอะห์ ในพื้นที่อีกด้วย เคยห้ามมาแล้วแต่ยังไม่ลดละความพยายาม พร้อมที่จะนำโลโก้ของกลุ่มลัทธิ หรือนิกายชีอะห์ติดเอาไว้ที่ผนังสิ่งก่อสร้างดังกล่าวไว้เป็นสัญลักษณ์ด้วย จึงทำให้ตัวแทนของชาวบ้านไม่พอใจต่อพฤติกรรมดังกล่าว

          โดยนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่กับสังคมพี่น้องมุสลิม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการที่จะช่วยกันส่งเสริมและปกป้องสิทธิความเชื่อศาสนาอิสลาม ที่นับถือกันมาอย่างช้านานต่อแนวทางอะห์ลีซุนนะห์ วัลญะมาอะห์ ด้วยการยับยั้งและเข้าไปรื้อถอน อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมที่นี่ ดังนั้น จะเป็นนิกายใดก็ตามแต่ ขอให้เป็นแนวทางของอะห์ลีซุนนะห์ วัลญะมาอะห์ มิฉะนั้นอาจจะกลายเป็นดังเช่นเหตุการณ์นี้






ศาสนาอิสลาม สามารถแบ่งกลุ่มเป็นนิกายต่าง ๆ  ได้ 6 กลุ่มคือ
  • กลุ่มแรก ซุนนี่ หรืออะฮ์ลุสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์
  • กลุ่มที่สอง มุอ์ต๊ะซิละฮ์
  • กลุ่มที่สาม ญับบะรียะฮ์
  • กลุ่มที่สี่ ค่อวาริจญ์
  • กลุ่มที่ห้า มุรญิอะฮ์
  • กลุ่มที่หก ชีอะฮ์

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

จุฬาราชมนตรี ประณามผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าโรงเรียนในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส




          วันนี้ 7 ก.ย. – สำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงการณ์ห่วงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขณะนี้รุนแรงมากขึ้น พร้อมประณามเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหน้าโรงเรียนในจังหวัดนราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 7 คน


           หลังวานนี้มีเหตุสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เมื่อคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์บอมบ์ก่อเหตุหน้าโรงเรียนบ้านตาบา อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ทำให้มีเด็กนักเรียนอายุเพียง 4 ขวบ เสียชีวิตพร้อมพ่อ และมีผู้บาดเจ็บหลายคน



           ล่าสุดสำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงการณ์ประณามคนร้ายที่กระทำการโหดร้ายและไร้ซึ่งมนุษยธรรมนอกเหนือคำสอนของศาสนาอิสลาม ที่ระบุว่า แม้อยู่ในสภาวะสงครามและจำเป็นต้องป้องกันตัวยังมีข้อห้ามในการทำร้ายเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้บาดเจ็บ ผู้ครองตนเป็นพระ และนักบวชในศาสนาอื่น ๆ รวมถึงห้ามเผาทำลายศาสนสถานของทุกศาสนา เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น ขอเรียกร้องประชาชนทั่วไป ชาวมุสลิม ผู้นำศาสนา และภาคประชาสังคม ร่วมมือร่วมใจแสดงออกถึงการต่อต้าน และไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเรียกร้องภาครัฐเร่งเยียวยาญาติครอบครัวผู้เสียชีวิต หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และวางมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่



ส่วนบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านตาบาวันนี้ ผู้นำศาสนาและประชาชนชาวไทยมุสลิมกว่า 500 คน ประกอบพิธีละหมาดฮายัต ขอพรจากพระเจ้าให้พื้นที่เกิดสันติสุข จากนั้นกลุ่มนักเรียนร่วมกันถือป้ายข้อความ “ทำร้ายพวกหนูทำไม, หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์” เดินรณรงค์แสดงพลังต่อต้านความรุนแรง ขณะที่ผู้ว่าฯ นราธิวาส และประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสได้ร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้นำศาสนา โดยขอให้ทุกคนร่วมมือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

เกิดเหตุระเบิดหน้า รร. ในตากใบ พ่อ-นร.อนุบาลเสียชีวิต




       6 ก.ย. 2559  เกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อเวลา 08.25 น. ที่หน้าโรงเรียนบ้านตาบา ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 10 ราย เป็นครู ผู้ปกครอง และตำรวจที่อำนวยการจราจรอยู่ด้านหน้าโรงเรียน


       ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 2 คนเป็นพ่อลูกกัน คือ นายมะเย็ง เว๊าะบ๊ะ อายุ 36 ปี กับ เด็กหญิงมิตรา เว๊าะบ๊ะ อายุ 4 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล โดยนายมะเย็งและลูกสาวถูกสะเก็ดระเบิดขณะกำลังเดินเข้าโรงเรียน  ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ประกอบด้วย
  • 1.ดาบตำรวจประพิศ บุญสร้าง อายุ 52 ปี
  • 2.ดาบตำรวจ กิตติพงษ์ ศรีขำ อายุ 47 ปี
  • 3.สิบตำรวจตรี วรรณุชิต แซ่ค้อ อายุ 22 ปี
  • 4.สิบตำรวจตรี เตาฟิค อารง อายุ 29 ปี
  • 5.สิบตำรวจตรี จรัสพัฒน์ สุขตลอดยิ่งขึ้น อายุ 24 ปี
  • 6.นางสาว นูรไอนี ยูโซ๊ะ อายุ 25 ปี
  • 7.นายตัลมีซี มะดาโอ๊ะ อายุ 23 ปี อาการสาหัส
  • 8.นายซาบรัสดี มะแอ อายุ 41 ปี
  • 9.นางกูสีหม๊ะ กูมะ อายุ 39 ปี
  • 10.นางสาว เจ๊ะสตี อาแวเต๊ะ อายุ 29 ปี

         สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนี้ เบื้องต้นตำรวจระบุว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายซุกไว้ในรถจักรยานยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์บอมบ์ โดยคนร้ายขี่มาจอดบริเวณหน้าโรงเรียน แล้วหลบหนีไป ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้น  ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 02.30 น. คนร้ายลอบเผาเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในพื้นที่บ้านสะโต หมู่ 5 ตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ทำให้เสาส่งสัญญาณได้รับความเสียหาย

         เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงอาสาสมัครทหารพราน วีรยุทธ์ พรหมนุ้ย อายุ 25 ปี ขณะออกกำลังกายที่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ทพ.4201 บ้านกูวิง ม.4 ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี กระสุนถูกบริเวณแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ


         ต่อมา เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีการแถลงข่าวว่า หลังเกิดเหตุ พลโท วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาตรวจสอบ และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุในครั้งนี้มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วนต่อไป พร้อมทั้งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมเป็นวงกว้าง

           นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังระบุด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงเป็นความพยายามของกลุ่มโจรในการสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยไม่เคยคำนึงถึงเป้าหมาย ดังเช่นเหตุการณ์นี้ที่มีเด็กตกเป็นเหยื่อ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มองค์กรเครือข่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องหาความเป็นธรรมในพื้นที่ ได้ออกมาร่วมกันประณามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ และร่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงอันเกิดจากการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรงกันอย่างกว้างขวาง พร้อมกับขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสคนร้าย ผ่านสายด่วน โทร.1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

          ด้านสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ และขอประณามการกระทำของผู้ไม่หวังดีในครั้งนี้ และขอต่อต้านการใช้ความรุนแรงอันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ขาดเมตตาธรรม ไร้มนุษยธรรม ผิดต่อกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


         "ทางสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากเรียกร้องให้กลุ่มและองค์กรร่วมกันรณรงค์ ต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยอาวุธสงคราม และการกระทำที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และป่าเถื่อน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเกิดความเศร้าสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น และต่อสังคมโดยรวม"  ท้ายนี้ขอวิงวอนต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ดังต่อไปนี้
  • 1. ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทางสู้
  • 2. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางป้องกันปกป้องดูแลผู้บริสุทธิ์
  • 3. ขอให้เจ้าหน้าที่นำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้โดยเร็ว
  • 4. ขอให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทุกฝ่ายควรเฝ้าระวังและห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด
  • 5. ขอให้ทุกฝ่ายเคารพพื้นที่ที่มีเด็กและเยาวชน ในทุกพื้นที่ไม่เพียงแค่พื้นที่สาธารณะเท่านั้น

        สภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบยอมรับการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุขและขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ครั้งนี้และเชื่อมั่นว่าสันติภาพที่

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559


ศาลจังหวัดปัตตานี พิพากษาประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหา ผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นภาคใต้



        เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2559 ที่ผ่านมา รายงานผลการพิพากษาคดีอุกฉกรรจ์ฯ ของศาล จ.ปัตตานี ตัดสินคดีพิพากษาประหารชีวิต ผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 นาย
  • 1.นายฟัครุดิน สนิตา

  • 2.นายรุสมัน มะหลง

  • 3.นายรอมือลี นิมะ

          ในฐานความผิด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ, ร่วมกันซ่อนเร้นศพ ฯ ตามหมายเลขคดีดำที่ อ.1033/2559 เหตุเกิดในพื้นที่รับผิดชอบ ของ สภ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี  กรณีคดีเมื่อวันที่ 03 พ.ค.58 เวลา 20.00 น. สภ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี รับแจ้งจากทหารพราน ร้อย ร.4406 ว่ามีราษฎรพบศพลอยอยู่ในลำคลองใส่กระสอบทิ้งไว้ใต้สะพานยือลอ เขตรอยต่อระหว่าง บ้านยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส – บ้านกูวิง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี จึงประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าว


         จากการตรวจสอบพบว่าเป็นศพของนายสะมะแอ มิง อายุ 45 ปี ซึ่งหายไปจากบ้าน เมื่อ 1 พ.ค. 58 สภาพศพ ถูกมัดมือ มัดเท้า ด้วยสายไฟ ลำคอถูกมัดด้วยถุงพลาสติกซึ่งม้วนเป็นเชือก ถูกใส่ไว้ในกระสอบ

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คนเยอรมัน “ไม่ปลื้ม” นโยบายเปิดประตูรับผู้อพยพของนายกฯหญิง “อังเกลา แมร์เคิล”



             ผลสำรวจชี้ชัด คนเยอรมัน “ไม่ปลื้ม” นโยบายเปิดประตูรับผู้อพยพของนายกฯหญิง “อังเกลา แมร์เคิล”

          ผลสำรวจล่าสุดโดยสำนักวิจัย “YouGov” ที่มีการเผยแพร่ในวันเสาร์ (30 ก.ค.) พบข้อมูลที่ระบุ กลุ่มตัวอย่างชาวเยอรมัน ร้อยละ 66 จากจำนวนผู้เข้าร่วมการสำรวจทั้งหมด 1,017 คน ไม่สนับสนุนและไม่เชื่อมั่นในนโยบาย “เปิดประตูรับผู้อพยพเข้าประเทศ” ของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ว่า จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมสำหรับเยอรมนี

        ผลสำรวจล่าสุดของ YouGov ที่จัดทำขึ้นโดยการรวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างทั่วเมืองเบียร์ในระหว่างวันที่ 26 - 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า มีชาวเยอรมันในขณะนี้เพียงร้อยละ 27 เท่านั้น ที่สนับสนุนนโยบายนี้ของนางแมร์เคิล


         ผลสำรวจที่ออกมาซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างชาวเยอรมันสูงถึงร้อยละ 66 ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรับผู้อพยพเข้าประเทศนั้น ถือเป็นผลสำรวจที่มีสัดส่วนของผู้คัดค้านนโยบายนี้ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ผลสำรวจที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมปีที่แล้ว ที่พบว่า ในเวลานั้นมีชาวเยอรมันร้อยละ 51 ไม่ปลื้มกับนโยบาย “ชักปัญหาเข้าบ้าน” ของนายกรัฐมนตรีหญิงเมืองเบียร์

          ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดถูกเผยแพร่ออกมาภายหลังจากที่นางแมร์เคิลเพิ่งกล่าวสุนทรพจน์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยืนยัน จะไม่ขอทบทวนนโยบายเปิดประตูรับผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นชาวซีเรีย และชาวอัฟกัน เข้าประเทศ พร้อมกับการยืนยันว่า ชีวิตและทรัพย์สินของคนเยอรมันจะยังคงปลอดภัยถึงแม้จะมีผู้อพยพจำนวนมากจากต่างวัฒนธรรมและต่างศาสนาเข้ามาอาศัยในประเทศ

         ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่า จำนวนผู้อพยพจากซีเรีย อิรัก และ อัฟกานิสถาน ที่เดินทางเข้าสู่แผ่นดินยุโรปไปแล้วเมื่อนับถึงเดือนมีนาคมปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 4,812,993 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 600,000 ราย ได้ลงทะเบียนขอลี้ภัยในเยอรมนี เมื่อนับถึงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชายชาวอิหร่าน รณรงค์เรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงที่ถูกบังคับให้สวมฮิญาบออกจากบ้าน





            เว็บไซต์เมโทร รายงานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ชายชาวอิหร่านร่วมรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงที่ถูกจำกัดสิทธิด้วยกฎหมายบังคับคลุมผมด้วยฮิญาบในที่สาธารณะ ด้วยการโพสต์ภาพตัวเองใส่ฮิญาบคู่กับภรรยาและญาติฝ่ายหญิงในโลกโซเชียล




         การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ซึ่งถูกบังคับโดยกฎหมายที่เขียนไว้หลังการปฏิวัติอิสลามตั้งแต่ปี 2522 ที่ระบุว่าผู้หญิงทุกคนต้องสวมผ้าคลุมผม หรือ ฮิญาบ หากฝ่าฝืนจะถูกปรับเงิน หรือแม้แต่อาจถูกตัดสินรับโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะต้องรับโทษจำคุก มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งร่วมในการแสดงออกด้วยการออกจากบ้านโดยไม่สวมฮิญาบแล้ว ขณะที่บางรายถึงกับโกนศีรษะด้วย


          ล่าสุด ชายชาวอิหร่านได้ร่วมแสดงออกในแคมเปญ “มายสเตลธีฟรีดอม” หรือ “อิสรภาพลับๆของฉัน” แคมเปญที่ริเริ่มโดย มาซิห์ อาลีเนจาด หญิงนักเคลื่อนไหวอาศัยในนครนิวยอร์ก ที่เรียกร้องให้ผู้ชายร่วมโพสต์ภาพและแฮชแท็ก  หรือชายสวมฮิญาบ

         
         โดยล่าสุด อาลีเนจาด ได้ภาพที่มีผู้ส่งเข้าร่วมแคมเปญแล้วกว่า 30 ภาพนับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอาลีเนจาด ระบุว่า ชายส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยอยู่ในอิหร่าน และได้เห็นความทุกข์ของผู้หญิงจากตำรวจและการบังคับให้ต้องใส่ฮิญาบ


         ขณะที่ชายอิหร่านรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “ผมใส่ฮิญาบระยะเวลาหนึ่งเพื่อจะได้เข้าใจความรู้สึกของภรรยาที่ต้องใส่ฮิญาบเป็นประจำทุกวัน”

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้