วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โจรใต้บุกยิงจุดตรวจประชารัฐสามัคคีที่นราฯ เจอ ตร.ยิงสวนกลับหนีกระเจิง





นราธิวาส - โจรใต้บุกยิงจุดตรวจประชารัฐสามัคคี ในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส แต่กลับถูก ตร.ยิงสวนกลับเผ่นหนีกระเจิง โชคดีไร้คนเจ็บ เชื่อกลุ่มก่อความไม่สงบสร้างสถานการณ์รายวัน

วันนี้ (18 ต.ค.) พ.ต.อ.ภักดี ปรีชาชน ผกก.สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส, พ.ต.ท.นิติ สุขสันต์ รักษาราชการแทน รอง ผกก.ปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร จ.นราธิวาส, ร.ต.อ.สัณฐิติ ทองจันทร์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.สุไหงปาดี และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง ร่วมเดินทางไปตรวจสอบเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจุดตรวจประชารัฐสามัคคี ซึ่งตั้งอยู่บ้านปะลุรู ม.3 ต.สุไหงปาดี เหตุเกิดในช่วงเวลา 20.00 น. ของคืนวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เกรงคนร้ายจะวางแผนลวงเพื่อดักสังหาร

เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนพกขนาด 9 มม. ตกอยู่บนถนนหน้าฐาน จำนวน 4 ปลอก และหัวกระสุนปืนพกขนาด .38 ตกฝังดินอยู่ที่ทางเข้าจุดตรวจ จำนวน 1 หัว รวมทั้งปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ของเจ้าหน้าที่ตกอยู่ที่บริเวณทางเข้าจุดตรวจจำนวนหนึ่ง และห่างจากฐานไปประมาณ 200 เมตร ซึ่งเป็นป่าสวนยางพาราที่รกทึบ เจ้าหน้าที่พบร่องรอยของล้อรถจักรยานยนต์ของคนร้ายที่ใช้เป็นเส้นทางหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน




จากการสอบสวน ส.ต.อ.สหรัฐ ใต้กิ ผบ.หมู่ปฏิบัติการพิเศษ สภ.สากอ อ.สุไหงปาดี ทราบว่า จุดตรวจดังกล่าวเป็นจุดตรวจร่วมของเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ 3 ฝ่ายคือ สภ.สากอ สภ.แว้ง และตำรวจจากกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษภูธร จ.นราธิวาส จำนวน 20 นาย ได้ถูกส่งตัวมาปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจประชารัฐสามัคคี

ซึ่งก่อนเกิดเหตุตนและ ส.ต.ท.เอกพันธ์ ขวัญนิมิต รอง ผบ.หมู่กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร จ.นราธิวาส ได้ขี่และนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กลับจากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเลี้ยวรถเข้าจุดตรวจ ทันใดนั้นได้มีคนร้าย จำนวน 4 คน ขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นพาหนะ เมื่อผ่านบริเวณหน้าจุดตรวจคนร้ายได้ชะลอความเร็วให้คนที่นั่งซ้อนท้ายทั้ง 2 คัน ชักอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. และขนาด .38 ออกมายิงใส่ ส.ต.อ.สหรัฐ และ ส.ต.ท.เอกพันธ์ จำนวน 5-6 นัดซ้อน แต่กระสุนพลาดเป้า

จากนั้น ส.ต.อ.สหรัฐ และ ส.ต.ท.เอกพันธ์ จึงได้นำรถจักรยานยนต์ล้มตะแคงบนถนนหน้าฐาน พร้อมใช้เป็นที่กำบัง และใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกายยิงตอบโต้ใส่กลุ่มคนร้าย ที่กำลังเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีไล่หลังไปจำนวนหลายนัด แต่กระสุนพลาดเป้า และคนร้ายสามารถอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่คาดว่า น่าจะเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มสมาชิกแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่เพื่อลอบดักสังหารเจ้าหน้าที่รายวัน


วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

“ฟามี มูดอ” ก่อเหตุยิง-ระเบิดซ้ำ คาดแสดงศักยภาพครบรอบ 13 ปีเหตุการณ์ม็อบตากใบ




นราธิวาส - ความคืบหน้าคนร้ายก่อเหตุยิง และลอบวางระเบิดซ้ำในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น จนท.คาดกลุ่มโจรใต้หวังแสดงศักยภาพครบรอบ 13 ปี ในเหตุการณ์ม็อบตากใบ เชื่อเป็นฝีมือการกระทำของ “ฟามี มูดอ” แกนนำระดับปฏิบัติการในพื้นที่

วันนี้ (16 ต.ค.) พล.ต.ต.มนัส ศิกษมัต ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร ผกก.สภ.ตากใบ, น.ท.พงศกร แสงกุล ผบ.ฉก.นราธิวาส 30 และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส รวมทั้งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารจำนวนหนึ่ง ร่วมเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ 2 จุดคือ 1.ที่จุดตรวจบ้านตาบา ม.1 ต.เจ๊ะเห ซึ่งนายวันรูซาริล เบนวันโมฮัมหมัดซายเอน อายุประมาณ 50 ปี เป็นชาวมาเลเซียถูกลูกหลงเสียชีวิต และ 2.ที่บริเวณพงหญ้ารกทึบข้างปั้มจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง พี.ที. ซึ่งตั้งอยู่ ม.2 ต.เจ๊ะเห ที่เป็นจุดคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหาร พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร ผกก.สภ.ตากใบ และสารวัตรสอบสวน ที่ได้เดินทางเข้าสนับสนุน และตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ส่งผลทำให้รถยนต์ของทางราชการถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหาย แถมไฟฟ้าดับ ซึ่งเหตุเกิดเมื่อเวลา 21.12 น. ของคืนวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยกเลิกภารกิจ เกรงว่าคนร้ายจะวางแผนลวงเพื่อดักสังหารซ้ำ

จากการตรวจสอบจุดตรวจบ้านตาบาพบว่า คนร้ายจำนวน 2-3 คน ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่จุดตรวจ โดยใช้หลังกำแพงบ้านของชาวบ้านเป็นจุดซุ่มยิง โดยเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ตกอยู่จำนวน 20 ปลอก ส่วนที่บริเวณบังเกอร์หน้าฐาน เสาไฟฟ้าข้างฐาน รวมทั้งเพิงขายของของชาวบ้านถูกกระสุนปืนจนเป็นรูพรุน






ส่วนจุดที่ 2 บริเวณพงหญ้ารกทึบข้างปั้มจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง พี.ที. เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดลึก 1 ฟุต และต้นหญ้ารกทึบเตียนราบในรัศมี 4 ฟุต และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก น้ำหนัก 25 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ลากสายไฟฟ้าเข้าไปในป่าประมาณ 100 เมตร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน และพงหญ้ารกทึบริมทาง ส่วนฝั่งตรงกันข้ามเป็นร้านจำหน่ายอาหารตามสั่งของ นายมณทพ ดารอเดร์ อายุ 35 ปี เลขที่ 25 ม.2 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ตู้ใส่อาหาร และกระจกห้องเก็บของถูกสะเก็ดระเบิดแตกได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุด

ด้าน พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร ผกก.สภ.ตากใบ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นจากการประเมินสถานการณ์ และพฤติกรรมของคนร้าย เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของ “นายฟามี มูดอ” ซึ่งเป็นสมาชิกแกนนำระดับปฏิบัติการที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.ตากใบ ซึ่งเคยร่วมก่อเหตุในลักษณะเดียวกันที่จุดตรวจบ้านตาบา เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2555 และในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะหลบหนีไปกบดานในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว






ส่วนกรณีกระแสไฟฟ้าดับ ซึ่งเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากสายไฟฟ้าถูกสะเก็ดระเบิดขาด จนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ม.1 และ ม.2 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ นั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.ตากใบ ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าซ่อมแซมแล้ว และคาดว่าจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ชาวบ้านใช้ได้ตามปกติในเวลาเที่ยงของวันนี้

ขณะที่ศพของ นายวันรูซาริล เบนวันโมฮัมหมัดซายเอน ชาวมาเลเซีย ที่ถูกลูกหลงเสียชีวิตนั้น หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้นำศพผู้เสียชีวิตไปเก็บไว้ที่ห้องดับจิต โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อประสานเครือญาติประเทศมาเลเซีย มารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพเนื่องในวันคล้ายวันครบรอบ 13 ปี เหตุการณ์ม็อบตากใบ ซึ่งเหตุการณ์ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการสลายม็อบ จนทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 68 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547



วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"พลังมวลชนชาวนราธิวาส เดินขบวนรอบเมือง ต่อต้านความรุนแรง เรียกร้องขอคืนสันติสุขให้กับพื้นที่"



           เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 ต.ค.60 ณ สำนักงานเทศบาลเมืองนราธิวาส นาวาโท สาคเรศ โชติประดา ผบ.ฉก.นย.ทร.33 พร้อมด้วยนักเรียน ข้าราชการ ครู ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร กลุ่มสตรี และพ่อค้าประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส จำนวน 300 คนได้เดินขบวนถือป้ายข้อความต่างๆต่อต้านความรุนแรงตามเส้นทางต่างๆ


           เพื่อแสดงเจตนารมไม่เห็นด้วยกับการกระทำความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐของกลุ่มผู้ไม่หวังดีทุกรูปแบบเพื่อหันมาร่วมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นกับแผ่นดินเกิด ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส เชิญชวนให้ประชาชนตระหนักถึงภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส โดยเฉพาะย่านธุรกิจ ชุมชน รวมถึงสถานที่ราชการ โรงเรียน พร้อมให้สังเกตพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยที่เข้ามาทำทีและมีทีท่าที่น่าสงสัยแอบเข้ามาซื้อของตามร้านต่างๆและในมืออาจจะถือสิ่งของที่อแลกตาและเดินออกจากร้านไปด้วยมือเปล่า อีกทั้งรถจักรยานยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สภาพเก่า จอดทิ้งไว้ แล้วเดินไปขึ้นรถยนต์หนีไป โดยการเดินขบวนรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในครั้งนี้มีระยะทางกว่า 10 กม.รอบเมือง ย่านชุมชน ถนนสายสำคัญ ย่านธุรกิจ

          และนอกจากนั้นแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.นย.ทร.33 ยังแจกใบปลิวที่มีรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส เพื่อง่ายต่อการแจ้งเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงหากพบวัตถุต้องสงสัยที่อาจจะสร้างอันตรายและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ประกอบด้วย 
  • (1).นายสาโรช กาญจนพงศ์ นายอำเภอเมืองนราธิวาส 081 – 8672357 
  • (2).พ.ต.อ.เจริญ ธรรมขันธ์ผกก.สภ.เมืองนราธิวาส 080 – 0991144 
  • (3) นาวาโท เรศ โชติประดา ผบ.ฉก.นย.ทร.33 087 – 0986573 
  • (4) นาวาตรี ยีพญา โยวะผุย รองผบ.ฉก.นย.ทร.33 086 – 1088442 
  • (5) นาวาตรี พลพิพัฒน์ เศวตวงศ์ นายทหารยุทธการ 084 – 3372544
  • (6)ร้อยโท เฉลิมชัย ศรีหะรัญ ผบ.ร้อย.ปืนเล็กที่ 2 หมายเลข 056 – 3069492 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.


         เราไม่ใช่แค่ร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และเพื่อนๆในพื้นที่ จชต แต่เราร่วมกันดูแลและมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ ไปด้วยกัน...

ผบ.สูงสุดกองทัพเมียนมากล่าวโทษ "จักรวรรดิอังกฤษ" ต้องรับผิดชอบโรฮีนจา



          สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า - พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า ได้กล่าวระหว่างการหารือกับนาย สก็อต มาร์ซีล เอกอัคราชทูตสหรัฐ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยนายมาร์ซีลได้ได้แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงในรัฐยะไข่ ที่ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยกว่า 500,000 คนไปยังบังกลาเทศ โดยพลเอก มิน อ่อง หล่าย ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารในรัฐยะไข่เป็นไปอย่างเหมาะสมแล้ว พร้อมทั้งตำหนิ การโฆษณาชวนเชื่อ ของบางกลุ่มที่ประเมินจำนวนผู้ลี้ภัยโรฮีนจามากเกินความเป็นจริง อีกทั้งกล่าวว่า เมียนมาไม่ได้เป็นผู้นำชาวเบงกาลีเข้ามา แต่เป็น จักรวรรดินิยมบริติช อดีตเจ้าอาณานิคมเมียนมา ซึ่งควรเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์นี้ และกล่าวย้ำว่า  เบงกาลีไม่ใช้พลเมืองเมียนมา

           ทั้งนี้ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่ออกมากล่าวถึงกรณีผู้อพยพชาวโรฮีนจา หลังจากที่เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐได้ออกมาแถลงในเชิงแบ่งรับแบ่งสู้ถึงกรณีโรฮีนจาว่ารัฐบาลเมียนมาไม่ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของการอพยพครั้งนี้ รวมทั้งกล่าวโทษที่ชาวโรฮีนจาเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีทหารเมียนมาก่อน

           อย่างไรก็ตาม ตามการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติพบว่า ขณะนี้มีชาวโรฮีนจามากกว่า 5 แสนคนแล้วที่อพยพลี้ภัยกระจายตามค่ายผู้พักพิงตามชายแดนเมืองคอกซ์ บาร์ซา ของบังกลาเทศ

ไฟฟ้าดับ!! โจรใต้ระเบิดเสาไฟฟ้าชาวบ้านเดือนร้อนหลายตำบล



          วันที่ 14 ต.ค.60 เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จชต. นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.ต.อ.ฐมณ์พงศ์ เพ็ชรพิรุณ ผกก.สภ.หนองจิก พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.ทพ.43 พร้อมด้วยชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดปัตตานี เข้าไปตรวจสอบเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าจนได้รับความเสียหาย และทำให้เกิดไฟดับหลายตำบล เหตุเกิดริมถนนสายมะพร้าวต้นเดียว-ดอนยาง ม.1 ต.ลิปะสะโง อ.หนองจิก เหตุเกิดเมื่อคืนที่ผ่านมา


           โดยเจ้าหน้าที่ได้ปิดเส้นทางดังกล่าวไว้ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้ชุดเก็บกู้ระเบิดได้เข้าไปตรวจสอบเนื่องจากเกรงว่าคนร้ายอาจจะดักระเบิดลูกที่สองหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบ และจากการตรวจสอบพบเสาไฟฟ้าถูกระเบิดจนล้มได้รับความเสียหาย จำนวน 2 ต้น โดยจุดแรกพบว่าที่โคนเสาไฟฟ้าถูกแรงระเบิดจนหักเป็นสองท่อนและมีชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ และขณะที่กำลังจะเข้าไปตรวจสอบเสาไฟฟ้าที่หักจุดที่สองปรากฏว่าพบระเบิดบรรจุในกล่องเหล็กทรงกลมยาวประมาณ 40 เซนติเมตรผูกกับโคนเสาไฟฟ้า เจ้าหน้าที่จึงได้กันพื้นที่ไว้ก่อนจะทำการยิงทำลายเพื่อตัดวงจรระเบิด จากการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง หนัก 20-25 กิโลกรัมภายในบรรจุปุ๋ยยูเรียและสะเก็ตระเบิดจุดชนวนแบบตั้งเวลาเหมือนกับจุดแรก เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมวัตถุพยานนำไปตรวจสอบไว้เป็นหลักฐาน


พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบกภ.จ.ปัตตานี เปิดเผยถึงว่า คนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้เป็นกลุ่มเดียวกันที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาซึ่งเป็นแกนนำระดับมือระเบิด ซึ่งการจับกุมทั้งสองคนและนำตัวไปสอบสวนที่หน่วยซักถามในค่ายอิงคยุทธบริหารปัตตานี ปรากฏว่าทั้งสองคนให้การรับสารภาพถึงบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะเหตุระเบิดเสาไฟฟ้าครั้งนี้หนึ่งในสองรับว่า ระเบิด สองลูกนี้จริง ๆ แล้วจะนำไปก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ในอีกตำบล แต่เนื่องจากเรารู้ทันแผนการของคนร้ายจึงได้ระวังป้องกันและวางแผนเพื่อจับกุม ทำให้คนร้ายไหวตัวจึงนำระเบิดทั้งสองลูกไปก่อเหตุกับเสาไฟฟ้าซึ่งโชคดีที่ช่วงเกิดเหตุไม่มีประชาชนผ่านไปมาจึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

เหตุครั้งนี้ก็ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะไฟฟ้าดับทั้ง 3 ตำบล เชื่อว่าคนร้ายพยายามตอบโต้เพื่อแสดงศักยภาพและสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ ตลอดจนวางแผนก่อเหตุทำร้ายประชาชนที่สัญจรไปมาและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความวิตกกังวลในการสัญจรของประชาชน ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ไม่ดีในพื้นที่ ทำลายเศรษฐกิจ แทนที่เศรษฐกิจนำมาสู่ความก้าวหน้า มีรายได้ให้ดียิ่งขึ้น แต่ ผกร.กลับมาทำลายสิ่งนั้นช่างไม่เห็นใจพี่น้องประชาชนและที่น่าสลดใจกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์และเด็กที่ไม่มีทางสู้

หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสผู้ก่อเหตุ กรุณาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป


วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รอง ผบ.ตร.แถลงหมายจับ 19 โจรใต้ คดีลอบวางระเบิด และยิง จนท.เสียชีวิต รวบได้แล้ว 6 คน



ปัตตานี -  รอง ผบตร.แถลงขอออกหมายจับ 19 โจรใต้ในคดีลอบวางระเบิด และยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิต พร้อมนำตัว 6 ผู้ต้องหาที่จับกุมได้แล้วมาทำการสอบสวนขยายผล

วันนี้ (9 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วยคณะนายตำรวจระดับสูง เดินทางมาที่ศาลจังหวัดปัตตานี เพื่อยื่นคำร้องขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง จำนวน 2 คดี คือ คดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ขณะเดินทางด้วยรถยนต์หุ้มเกราะเพื่อไปดูแลความปลอดภัยโรงเรียนบ้านตะบิ้ง จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิตทันที 4 นาย และบาดเจ็บ 2 นาย เหตุเกิดพื้นที่ ม.1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา 

และคดีลอบยิง ด.ต.พิทักษ์ รัตนหิรัญ ผบ.หมู่ ป.สภ.สายบุรี เสียชีวิต เหตุเกิดขณะเดินทางไปดูแลความปลอดภัยครูโรงเรียนบ้านบางตาหยาด เทศบาลตำบลตะลุบัน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 คดี ศาลจังหวัดปัตตานี ได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 19 คน โดยแยกเป็นคดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่กรมทหารพราน จำนวน 6 คน ซึ่งจับได้ก่อนหน้านี้แล้ว 1 คน คือ นายมะยูโซะ มะยะเด็ง ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่วนผู้ต้องหาอีก 5 คน ขณะนี้ยังหลบหนีหมายจับ ประกอบด้วย
  • 1.นายยาการียา บาโง
  • 2.นายสุไลมาน ดอเลาะ
  • 3.นายแพนดี หะยีวาเตะ
  • 4.นายอายมาน กูโน และ
  • 5.นายมารวาน มีทอ



ขณะที่คดีลอบยิง ด.ต.พิทักษ์ รัตนหิรัญ ศาลได้อนุมัติหมายจับ จำนวน 13 คน และจับกุมได้แล้ว 5 คน โดยผู้ที่ถูกจับกุม 5 คน ประกอบด้วย
  • 1.นายมะกอเซ็ง กรือซง
  • 2.นายนัสรู ยูโซะ
  • 3.นายกอฮา วาจิ
  • 4.นายอับดุลฮากิม เบ็ญฮาหลีม
  • 5.นายอิมรอน เจะแว
ส่วนอีก 8 คน ยังหลบหนีหมายจับ ประกอบด้วย
  • 1.นายฮาวารี โตะเจ
  • 2.นายมะรูซี อาแวกาจิ
  • 3.นายหมัดไซฟูดีน ลอแมง
  • 4.นายมูหามะกอดาฟี บือราเฮง
  • 5.นายอาบูดีย์ มูรอแม็ง
  • 6.นายสุกรี สาอิ
  • 7.นายอัซมาน สะมะแอ และ
  • 8.นายฮาเล็ม หะยีคาเร็ง

    จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา รอง ผวจ.ปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม และออกหมายจับผู้ต้องหาคดีความมั่นคงทั้ง 2 คดี ที่ศาลได้ออกหมายจับทั้ง 19 คน 

โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน มาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่วางกำลังอย่างเข้มงวดขณะนำตัวมาร่วมแถลงข่าว ซึ่งก่อนการแถลงข่าว รอง ผบ.ตร ได้ให้ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ทำการตรวจร่างกายโดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจร่างกายว่ามีบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้ายขณะถูกจับกุม หรือถูกควบคุมตัวหรือไม่ ซึ่งภายหลังตรวจร่างกาย แพทย์ระบุว่าทั้ง 6 คน ไม่พบร่องรอยบาดแผลแต่อย่างใด 

จากนั้น รอง ผบ.ตร.ให้ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน แสดงตนเพื่อยืนยันตัวตนตามหมายจับ พร้อมกับกล่าวยอมรับต่อคำให้การที่เคยรับสารภาพไว้ต่อเจ้าหน้าที่ขณะถูกควบคุมตัว โดยมีสักขีพยานทั้งทนายความ ผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เป็นแค่อาชญากรกลับเหิมเกริม..ประกาศไม่หยุดยิงจนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่าย





โดย : "แบดิง โกตาบารู"


         กลุ่มอาชญากร จชต. (BRN) ซึ่งเป็นกองกำลังหลักที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “บีบีซีไทย”(สื่อโจร) เมื่อต้นสัปดาห์ โดยทำการเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มาเจรจาสันติภาพโดยตรงกับกลุ่มตน แทนการเจรจากับกลุ่ม “มารา ปาตานี” พร้อมทั้งประกาศ จะยิงประชาชนต่อไป จนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่ายเท่านั้น...

          นั่นคือ “ความเหิมเกริม” ของกลุ่มอาชญากร จชต. ใช้ชีวิตชาวบ้านเป็นเดิมพันแอบอ้างศาสนานิยมความรุนแรง แสวงหาผลประโยชน์ใส่กลุ่มตนแต่กลับต่อรองทางการเมือง

          แล้วกลุ่มอาชญากรกลุ่มนี้จะมาเรียกร้อง “สันติภาพ” ทำไม? เพื่ออะไร? ทั้งๆ ที่ทำได้แต่กลับไม่ลงมือทำ อีกทั้งเนื้อแท้เป็น “ผู้ทำลายสันติภาพ” ด้วยการฆ่าประชาชนมาถึง 13 ปี ทำไม? จะต้องรอการพูดคุยก่อนถึงจะทำ นี่หรือ? “พวกอาชญากรอ้างสันติภาพ”

         เป็นแค่อาชญากรก่อเหตุร้ายที่น่ารังเกียจ แล้วยังจะมาเรียกร้องสิทธิในการเจรจา หลงลืมไปหรือไร!! ว่าชาวบ้านเขาไม่เอามึง!! และรังเกียจความรุนแรง ความสุดโต่งของพวกนอกรีตนอกศาสนา เห็นชีวิตพวกเขาเป็นแค่ “เครื่องมือเรียกร้องผลประโยชน์”

         ฝากคำถามไปยัง “มาราปัตตานี” และผู้อยู่เบื้องหลังในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเสือก” อย่างมาเลเซียที่เป็นปี่เป็นขลุ่ย ช่วยออกมาชี้แจงต่อชาวโลกหน่อยว่า “ปาหี่สันติภาพ” นี่มันอะไรกัน?


          ใครได้ใครเสีย ใครหนุนหลัง แล้วอย่างนี้จะพูดคุยกันไปหาพระแสงอะไร? เป็นแค่อาชญากรก่อเหตุไม่มีแม้ที่จะซุกหัวนอน เหมือน “ควายสีซอ” แต่กลับเหิมเกริม..เสือกออกแถลงการณ์โง่ๆ อีก อย่าบอกนะว่านับถือศาสนาอิสลามมันอายเค้า!!


           ในเมื่อ “ควายสีซอ” เรียกร้องรัฐบาลไทยให้มาเจรจาสันติภาพโดยตรงกับกลุ่มตน แทนการเจรจากับกลุ่ม “มารา ปาตานี” พร้อมทั้งประกาศจะไม่หยุดยิงจนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่ายเท่านั้น ชัดแล้วนะ!! พี่น้องประชาชนกลุ่มใด? นักการเมืองหน้าไหน? ภาคประชาสังคมที่กระทำตัวเป็นอีแอบ หรือแม้แต่นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน นักสันติภาพ นักการศาสนา ท่านใดที่ยึดมั่นสนับสนุนแนวทางกลุ่มอาชญากรบีอาร์เอ็น แสดงตนได้เลย!! อย่าเงียบรอดูท่าที อย่ากำกวม และอย่าเบี่ยงเบนประเด็น 

         ในเมื่อ “ควายสีซอ” เดินหน้าประกาศเข่นฆ่าผู้คนต่อไปตราบใดที่ยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ หากนิ่งเฉยเท่ากับว่าสนับสนุนความรุนแรง และสนับสนุน“กลุ่มอาชญากร”
ขอพี่น้องประชาชน ชาวไทยตลอดจนชาวโลกได้ตาสว่างเห็นว่า “กลุ่มอาชญากร” และแนวร่วมอาชญากรทั้งมวล ยังคงประกาศใช้ความรุนแรงมาต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองต่อไป แล้วท่านจะทนกับพวกมันถึงเมื่อไรกัน...



         สุดท้ายอย่าลืมขอแรงช่วยกันยกย่องสรรเสริญ “บีบีซีไทย” ซึ่งเป็นเครือข่าย “บีบีซี” ของประเทศผู้ดีอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นตำรับนักล่าอาณานิคมตัวจริงที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ “กลุ่มอาชญากร” นิยมความรุนแรง เป็นกลุ่มขบถต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจากประเทศไทย หวังว่าใครที่เกี่ยวข้องน่าจะต้องดำเนินการอะไรบางอย่างกับสื่อโจรนี้ ถ้าคิดไม่ออกก็ไปดูฟิลิปปินส์เขาทำอย่างไรกัน เผื่อจะมีแนวทางกันบ้าง….
------------------------

ใบสั่ง... ใคร? บงการ NGOs ไทย


ใบสั่ง... ใคร? บงการ NGOs ไทย

โดย :  "แบดิง โกตาบารู"


         “จุดคบไฟใต้”เริ่มเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 คือ “จุดกำเนิดความรุนแรง” ที่หล่อเลี้ยงสถานการณ์ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา จากสถิติความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มที่นิยมความรุนแรงมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อเหตุจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตรวม 961 คน และมีเด็กกำพร้าในและนอกพื้นที่กว่า 10,000 คน

  •  การใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางความรุนแรง และการสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อเด็กเหล่านี้อย่างไร? 
  •  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคนในพื้นที่จะร่วมแก้ปัญหาหาทางออกแนวทางไหน? 
  • ในเมื่อความรุนแรงยังคงถูกยัดเยียดให้ประชาชนเป็นผู้รับกรรม การสูญเสียที่ยังไม่ยุติ อนาคตผ้าขาวที่เปื้อนเลือดจะเป็นเช่นไร? หากกลุ่มโจรใต้ยังคงใช้ความรุนแรงยังเป็นทางออกของการปัญหาแทนการพูดคุย..

         13 ปีไฟใต้ โรงเรียนยังคงถูกเผา และเด็กยังคงได้รับผลกระทบ ปฏิบัติการความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย สะท้อนว่า “เด็กยังคงถูกโอบล้อมด้วยความรุนแรงไม่รู้จบ!!”

          แล้วเป็นฝีมือใครล่ะ!! เจ้าหน้าที่รัฐหรือ!! ที่ทำการก่อเหตุ ทำการลอบระเบิด ลอบยิง เผาโรงเรียน ทำลายเสาไฟฟ้า เสาสัญญาณโทรศัพท์ที่ผ่านมา...

        การพูดคุยสันติสุขของกลุ่มคิดต่างจากรัฐ โดยมีมาเลย์เป็นผู้อำนวยความสะดวก “การกำหนดพื้นที่ปลอดภัย” หรือ “เซฟตี้ โซน”กำลังเผชิญอุปสรรค หลังปรากฎกลุ่มโจรใต้ออกมาประกาศเรียกร้องรัฐบาลไทยให้มาเจรจาสันติภาพโดยตรงกับกลุ่มตน แทนการเจรจากับกลุ่ม “มารา ปาตานี” และจะยิงประชาชนต่อไป จนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่าย กับกลุ่มตนเท่านั้น...

        ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด มีทั้งผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บ้างต้องพิการแขนขาขาด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ถามว่าเกิดจากน้ำมือของใคร?

         แต่เป็นที่น่าแปลกใจกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ จชต.ที่มีมากถึง 521 องค์กร กลับมากดดันรัฐ ตั้งคำถามกับรัฐ ส่วนราชการ และคนในพื้นที่แก้ปัญหาอะไรอยู่? ท่ามกลางความรุนแรง...อยากถามกลับไปยังกลุ่ม NGOs ตั้งองค์กรขึ้นมาหาพระแสงอะไร?

         แทนที่จะกดดันโดดเดี่ยวกลุ่มโจรใต้ ช่วยกันประณามเปิดโปงความชั่วร้ายที่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ซึ่งผลจากการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ฉุดให้เศรษฐกิจการค้าการลงทุนในพื้นที่ต้องชะงักงัน ไม่มีใครกล้ามาลงทุนประชาชนว่างงาน แต่องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ กลับมาตั้งคำถามห่วยๆ มีสักครั้งมั๊ย!! ที่คุณหรือเธอ ทั้งหลายทำงานตามแนวทางและวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างแท้จริง ทำงานเพื่อส่วนรวม เคลื่อนไหวเพื่อประชาชน หรือ!! ที่ทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐ ด่ารัฐ ความเสี่ยงมันจะน้อยกว่าด่าโจร หรือเป็นใบสั่งของใคร? บางคน

         ประชาชนในพื้นที่ จชต.ทั้งหลาย ดูเอาเถิด!! ว่าเราจะหวังพึ่งพาอาศัยกับเหลือบริ้นไรกลุ่มนี้ได้หรือไม่? การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ
  • NGOs ที่มีมากถึง 521 องค์กร มีเงินทุนสนับสนุนไหลมาจากต่างประเทศในการทำกิจกรรมปีหนึ่งจำนวนเท่าไหร่? 
  • หรือจะกลายเป็นอาชีพใหม่ไปแล้วในการเรียนลัดสร้างชีวิตสร้างอนาคตของผู้คนเหล่านี้ ที่ยึดไอดอลจากผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ที่ทำการด่ารัฐ คอยจับผิดรัฐ ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่แล้วรวย 
  • ขยายผลการละเมิดสิทธิมนุษยชน การคุกคามเด็กและสตรี ขายข้อมูลที่มีการบิดเบิือนให้องค์กรระหว่างประเทศ 
          ทั้งหมดทั้งสิ้นคุณและเธอทั้งหลายไม่ต่างจากคนที่เนรคุณประเทศชาติ หวังผลประโยชน์จากสถานการณ์ความรุนแรง..หากินบนซากศพของประชาชนผู้บริสุทธิ์...แล้วอย่างนี้สมควรให้ NGOs เหล่านี้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยต่อไปอีกหรือ?...

-------------------------------

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โทรไปหาทั่นแมงทับเลยหนู่ แด๋วเอาฮอไปรับนะ



           เป็นไปตามกรรม?!? ญาติวรรณา สาวผู้ต้องหาระเบิดราชประสงค์ ร้องช่วยถูกตุรกีจับพร้อมสามีนานกว่า 2 ปี ลูก 2 คนเกิดในคุกสุดลำบาก อยากกลับมาติดคุกไทย?!....
           จากกรณีคนร้ายวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค. 2558 เป็นเหตุให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิต 20 รายและได้รับบาดเจ็บกว่า 100 ราย ต่อมาออกหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดมีนบุรี และ1ในนั้นคือ นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู สัญชาติตุรกี เลขที่ จ.806/2558 ลงวันที่ 1 ก.ย.2558 ข้อหาร่วมกันมีซึ่งยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหารายนี้เป็นสามีของ น.ส.วรรณา สวนสัน อยู่ในกลุ่มจัดที่พักให้กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งทราบว่า 2 สามีภรรยาเดินทางออกจากประเทศไทยพร้อมกัน


          จากนั้นวันที่ 3 ธ.ค.58 มีรายงานว่า มีการควบคุมตัว นางวรรณา และนายเอ็มระห์ ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาร่วมกันมียุทธภัณฑ์ และครอบครองวัตถุระเบิด ทั้งคู่เดินทางไปยังประเทศตุรกี ก่อนเกิดเหตุระเบิด โดยพบว่า นางวรรณา เกี่ยวข้องในการเปิดห้องพัก เช่าบ้านให้กลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเพื่อนของสามี ตำรวจไทยอยู่ระหว่างการประสานขอตัวผู้ต้องหารายนี้มาดำเนินคดี ซึ่ง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้ได้เพิ่มเติม และมีทั้งคนไทยและต่างชาติ อยู่ในความควบคุมในต่างประเทศ การประสานงานของอัยการ และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทย


       ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 30ก.ย.60 ทางครอบครัวของ นางวรรณา สวนสัน หรือ นางไมซาเราะห์ อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดพังงา ซึ่งเป็น 1 คนในผู้ต้องหาผู้ต้องหาตามหมายจับเหตุระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อปี 2558 เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ทางรัฐบาลไทย เข้าช่วยเหลือครอบครัวของเธอ และ นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู ชาวตุรกี ที่เป็นสามีถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศตุรกี จับกุมพร้อมถูกยึดพาสปอร์ตและห้ามเดินทางออกนอกประเทศ อีกทั้งถูกคุมขังเป็นเวลากว่า 2 ปี จนทำให้ทางญาติพี่น้อง เกิดความกังวลใจและสงสารหลานอีก 2 คน ที่เกิดในห้องขังต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก จึงต้องการให้ทางรัฐบาลไทยเข้าช่วยเหลือ นำตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย


        ก่อนหน้านี้ทางญาติ ได้มีการทำหนังสือไปถึงทางสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทางรัฐบาลขอตัวนางวรรณา สวนสัน กลับมาที่ประเทศไทย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงฝากสื่อให้ช่วยเหลือ ขณะที่นางเอมอร สวนสัน พี่สาว เปิดเผยว่า ได้ติดต่อถึงนางวรรณา ที่ถูกจับกุมอยู่ที่ประเทศตุรกีว่า อยากกลับมาประเทศไทยหรือไม่ เพื่อมาพิสูจน์ความจริงว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากช่วงก่อนเกิดเหตุระเบิดราชประสงค์ ปี 2558 นางวรรณาได้เช่าโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมานคร และเช็คเอาท์ออกไปก่อนแล้วเป็นเวลา 2 เดือนก่อนจะเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น

ยึดเพียบ!! อุปกรณ์ประกอบระเบิด หลังผู้ต้องสงสัยยอมรับสารภาพ



Posted on 05/10/2017 by admin


เมื่อวันที่ 03 ต.ค.60 เวลา 10.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ยะรังร่ วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ทพ.22 ฉก.ทพ.23 หน่วยซักถาม ขกท.สน.จชต ชปข.1หน่วยแยก ขทก.พล.ร 15 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จ.ปัตตานี ชุดสืบสวนคดีความมั่นคง ลงพื้นที่ตรวจสอบและคุมผู้ต้องสงสัยตรวจสอบวัตถุสงสัยที่อาจนำมาสู้การก่อเหตุในพื้นที่ ซึ่งได้ร่วมกันตรวจยึดอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการประกอบด้วย

  • 1.แกลลอนขนาด 5 ลิตร สีแดง ภายในบรรจุเหล็กเส้นตัดท่อนคละขนาด จำนวน 1 แกลลอน
  • 2.แกลลอนขนาด 6 ลิตร สีเหลือง ภายในบรรจุเหล็กเส้นตัดท่อนคละขนาด จำนวน 1 แกลลอน
  • 3.แกลลอนขนาด 6 ลิตร สีเหลือง ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 4.แกลลอนขนาด 6 ลิตร สีเหลือง ฝาสีดำภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 5.แกลลอนขนาด 5 ลิตร สีเทา ฝาสีเทา ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 6.แกลลอนสีขาวขุ่น ฝาสีทอง ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 7.แกลลอนขนาด 40 ลิตร ฝาสีดำ ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 8.แกลลอนสีขาวขุ่น ภายในบรรจุของเหลวขุ่น ขนาด 10 ลิตร จำนวน 1 แกลลอน



           สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ต.ค 60 จนท .ได้ควบคุมตัวนายสุกรีมัน โต๊ะรายอ (1-9803-00101-71-3) ที่อยู่ 124 ม.1 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จว.ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุในพื้นที่ยะรัง-แม่ลาน จ.ปัตตานี ผลการดำเนินกรรมวิธี ซักถาม ที่ฉก.ทพ.43 ให้การรับสารภาพว่าเป็นสมาชิกก่อเหตุรุนแรง ฝ่ายโรจิสติก ทำหน้าที่จัดเก็บ อุปกรณ์ในการก่อเหตุ และ ให้การยอมรับว่าได้จัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุในพื่นที่ ม.2 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

           ล่าสุดวันที่ 3 ต.ค. 2560 นายสุกรีมัน โต๊ะรายอ ได้สมัครใจ นำเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดตามบัญชีข้างต้น มาชี้สถานที่จัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ ผลการตรวจสอบปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ได้พบอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด จำนวนหลายรายการ จึงทำการตรวจยึดส่ง พงส.สภ.ยะรัง เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.


ตรวจยึดอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ


           วันที่ 3 ต.ค.60 เวลา 10:40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรยะรัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ทพ.22 ฉก.ทพ.23 หน่วยซักถาม ขกท.สน.จชต ชปข.1หน่วยแยก ขทก.พล.ร 15 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ปัตตานี ชุดสืบสวนคดีความมั่นคง ได้ร่วมกันตรวจยึดอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ

  • 1.แกลลอนขนาด 5 ลิตร สีแดง ภายในบรรจุเหล็กเส้นตัดท่อนคละขนาด จำนวน 1 แกลลอน
  • 2.แกลลอนขนาด 6 ลิตร สีเหลือง ภายในบรรจุเหล็กเส้นตัดท่อนคละขนาด จำนวน 1 แกลลอน
  • 3.แกลลอนขนาด 6 ลิตร สีเหลือง ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 4.แกลลอนขนาด 6 ลิตร สีเหลือง ฝาสีดำภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 5.แกลลอนขนาด 5 ลิตร สีเทา ฝาสีเทา ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 6.แกลลอนสีขาวขุ่น ฝาสีทอง ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 7.แกลลอนขนาด 40 ลิตร ฝาสีดำ ภายในบรรจุปุ๋ยยูเรีย จำนวน 1 แกลลอน
  • 8.แกลลอนสีขาวขุ่น ภายในบรรจุของเหลวขุ่น ขนาด 10 ลิตร จำนวน 1 แกลลอน


            พฤติการณ์ในการตรวจยึด สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2ต.ค 60 จนท .ได้ควบคุมตัวนายสุกรีมัน โต๊ะรายอ ที่อยู่ 124 ม.1 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จว.ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุในพื้นที่ยะรัง-แม่ลาน จ.ปัตตานี ผลการดำเนินกรรมวิธี ซักถาม ที่ฉก.ทพ.43 ให้การรับสารภาพว่าเป็นสมาชิกก่อเหตุรุนแรง ฝ่ายโรจิสติก ทำหน้าที่จัดเก็บ อุปกรณ์ในการก่อเหตุ และ ให้การยอมรับว่าได้จัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุในพื่นที่ ม.2 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 


           วันนี้ 3 ต.ค. 2560 นายสุกรีมัน โต๊ะรายอ ได้สมัครใจ นำเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดตามบัญชีข้างต้น มาชี้สถานที่จัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ ผลการตรวจสอบปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ได้พบอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด จำนวนหลายรายการ จึงทำการตรวจยึดส่ง พงส.สภ.ยะรัง เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบ

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม