วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

โจรใต้ ฆ่ารายวัน แม้ราษฏร์มุสลิมด้วยกันก็ไม่เวัน





วันที่ 29 ก.ย.2558 เวลา 03.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ได้รับแจ้งเหตุ คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงราษฎรเสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ นายกอรี กูวะ อายุ 26 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านทีเลขที่  70 หมู่ 9 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เหตุเกิดห่างจากบริเวณ โรงเรียนตาเนาะปูเต๊ะ ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ประมาณ 200 เมตร

ความพยายามของกลุ่ม PerMAS….. ลัทธิกาเฟรปาตานีลูกซีนา กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเอง ยกระดับปัญหา จชต.เป็นปัญหาระหว่างประเทศ



           กรณีวันสันติภาพสากลเมื่อ 21 ก.ย.58 เครือข่ายภาคีกลุ่ม PerMAS โดยชมรมนักศึกษาปาตานี ในประเทศอินโดนีเซีย จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงใน จชต. และอ่านแถลงการณ์ระบุปัญหาสันติภาพเป็นปัญหาของชาวปาตานีทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและชาวปาตานีต้องการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง ซึ่งกลุ่มดังกล่าวอ้างว่า ตราบใดปัญหาในปาตานียังไม่เป็นปัญหาระหว่างประเทศ ความทุกข์ทรมานของคนปาตานีก็ยังมีอยู่ต่อไป พร้อมจะนำแถลงการณ์ยื่นต่อองค์กรระหว่างประเทศ
กลุ่มนักศึกษา PerMAS ทำการปลุกระดมในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) อย่างต่อเนื่อง มีหลายคนสงสัยกระทำได้หรือไม่? หรือมีความเป็นไปมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปสู่การลงประชามติ ในการกำหนดใจตนเอง แยกตัวเป็น “เอกราช” จากรัฐบาลไทย


การกำหนดใจตนเอง (Self-determination)

           กฎกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองข้อ 1 ระบุว่า “ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองโดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรี ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน”

สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ข้อนี้ไม่สามารถกระทำได้ตามที่มีการรณรงค์และปลุกกระแสมาอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาคประชาสังคม เนื่องจากประเทศไทยได้ทำข้อแถลงตีความ (ข้อสงวน) สิทธิในการกำหนดใจตนเองไม่ได้กระทำได้ในทุกๆ เรื่อง และมีข้อสงวนไว้ว่า “มิให้ตีความว่าอนุญาต หรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐ เอกราชอธิปไตย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”

          การเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ จชต. ไม่ได้พูดทั้งหมด แต่มีการนำเอาเนื้อหาเพียงบางส่วน แล้วนำไปปลุกกระแส ปลุกระดม มีการจัดเวทีเสวนาโน้มน้าวให้มีผู้เห็นด้วยนำไปสู่การสนับสนุนฝ่ายตนเอง จะไม่มีการกล่าวถึงข้อสงวน และกล่าวถึงกรณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาได้บัญญัติการออกเสียงประชามติไว้ว่า “ต้องเป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนส่วนใหญ่ จึงจะให้มีการออกเสียงประชามติ”

          จะเห็นได้ว่าประเด็นการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) มิได้เป็นการขัดแย้งกันในแง่ของกฎหมาย หรือมีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่ปัญหาเกิดจากการนำกฎกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมือง มาทำการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงข้อแถลงตีความ (ข้อสงวน) ที่รัฐบาลไทยได้กระทำไว้ต่างหาก

         ดังนั้นการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) จึงกระทำไม่ได้ในพื้นที่ จชต. ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมามิได้เปิดช่องให้มีการทำประชามติในเรื่องปัญหา จชต. เมื่อไม่มีการเปิดช่องการทำประชามติเอาไว้ หรือฟังเสียงคนทั้งประเทศเท่ากับว่ากระบวนการที่จะนำไปสู่การกำหนดใจตนเองก็ไม่สามารถกระทำได้ตามที่ได้มีการปลุกกระแสดังกล่าวขึ้นมาแต่อย่างใด

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ จชต. ใคร? คือผู้กระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์......



       กลุ่ม Patani Oversea Society (POS PATANI) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เยอรมนี อ้างเนื่องในวันสันติภาพสากล (21ก.ย.58) ทั่วโลกมีการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพเรียกร้องให้ทุกเชื้อชาติยุติการใช้ความรุนแรง ไม่มีการต่อสู้ระหว่างประชาชน และการใช้อาวุธของนักล่าอาณานิคมต่อชนต่างเชื้อชาติ แต่เชื้อชาติปาตานียังถูกครอบครองโดยอาณานิคมสยาม ทั้งที่ชาวปาตานีก็ต้องการสันติภาพ, อิสรภาพ และเอกราช เช่นเดียวกับเชื้อชาติอื่นๆ ในโลก แม้ความคาดหวังดังกล่าวยังห่างไกลแต่ก็เชื่อว่าวันหนึ่งปาตานีจะได้รับอิสรภาพจากการครอบครองของไทยอย่างแน่นอน

        การออกมากล่าวอ้างดังกล่าว พร้อมทั้งทำการกล่าวหารัฐบาลไทยใช้อาวุธต่อชนต่างเชื้อชาติ ย้อนกลับไปดูในบัตรประจำตัวประชาชนของท่านดูว่าประชาชนในพื้นที่ จชต. มีการระบุว่าเป็น “เชื้อชาติปาตานี” หรือ “เชื้อชาติไทย”

       ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป้าหมายอ่อนแอ ผู้หญิง เด็ก และคนชรา เกิดจากการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่ม ผกร. ที่มุ่งก่อเหตุสร้างสถานการณ์เพื่อยั่วยุให้ฝ่ายความมั่นคงใช้กำลังเข้าทำการปราบปราม นำไปสู่เงื่อนไขให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง และมีความพยายามให้ปัญหา จชต. เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Armed conflict)

        กำลังเจ้าหน้าที่ทหารที่ลงมาปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต. ลงมาเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าตำรวจ เป็นเพียงการรักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นการบังคับใช้กฎหมายภายใต้กฎหมายอาญาภายในประเทศ (Domestic Criminal Law) เท่านั้น ไม่ได้ลงมาเพื่อทำสงครามเข่นฆ่ากับฝ่ายที่เห็นต่างแต่อย่างใด

        ซึ่งแน่นนอนว่า ฝ่ายคิดต่างจากรัฐนอกจากจะกำหนดยุทธวิธีในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ให้กับผู้ก่อเหตุรุนแรง (Perpetrator of Violence) ลงมือก่อเหตุแล้ว ยังได้กำหนดกรอบในการต่อสู้ให้กับกลุ่มแนวร่วมองค์กรภาคประชาสังคมทำการเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งประเด็นที่สำคัญได้แก่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ จชต. โดยเฉพาะการตรวจ DNA, การชี้ให้เห็นว่าปัญหา จชต. เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Armed conflict) และมีการปลุกกระแสเรียกร้องในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination)

       แอดมินขอฝากให้พ่อแม่พี่น้องใน จชต. ได้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง มีความพยายามสร้างความแตกแยก ความแตกต่างระหว่างพี่น้องชาวไทยพุทธ พี่น้องชาวไทยมุสลิม ทำลายการอยู่ร่วมอย่างพหุวัฒนธรรม มีการโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร สร้างสถานการณ์แล้วโยนผิดให้เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่รัฐได้ให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ จชต. แทบทุกด้านเพื่อพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งจากการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมที่ผ่านมาประชาชนมีความพึงพอใจในเกณฑ์ที่สูง

        การสร้างสันติสุข รัฐบาลไทยได้เดินหน้าในการพูดคุยกับกลุ่มที่เห็นต่างกลุ่มต่างๆ ปรับความเข้าใจ นำไปสู่ความร่วมมือเพื่อนำพาสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่ในเร็ววัน “หนึ่งเดียวประเทศไทย”(SATU THAILAND) 
  • ไม่มีปาตานี มีแต่ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นจังหวัดๆ หนึ่งของประเทศไทย 
  • อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ 3 จชต. ไม่มีเชื้อชาติปาตานี มีแต่เชื้อชาติไทย

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

ผู้สร้างบาปเวรให้พี่น้องชาวใต้

video

ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของ"กัลยาณมิตร"ต่างศาสนา ณ ชายแดนใต้....






            เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 เวลา 15.00 น. หลวงตาวีระ จิตตธัมโม และคุณธิดาพร อึ้งรังษี ผู้ประสานงานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯประจำจังหวัดปัตตานี เดินทางเยี่ยมเยียน เปาะจิเซ็ง (คุณตาอุเซ็ง แวหลง) เนื่องจากไม่สบายเป็นเวลา 5 เดือน โดยมีอาการปวดหลัง เปาะจิเซ็ง และหลวงตาวีระถือเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ที่มีความสัมพันธ์กันมาช้านาน

           โดยที่เปาะจิเซ็ง เคยได้รับพิจารณาคัดเลือกจาก ศอ.บต. เป็นหนึ่งในผู้แสวงบุญ(พิธีฮัจญ์) ณ.เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย แต่ไม่ได้ร่วมพิธีดังกล่าว เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วย

          ปัจจุบันเปาะจิเซ็ง มีอาการดีขึ้นตามลำดับ ทางคุณธิดาพร อึ้งรังษี ได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคพร้อมเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่ง แก่เปาะจิเซ็ง เพื่อใช้จ่ายในระหว่างพักรักษาตัว และทางสมาคมกู้ชีพ กู้ภัย สันติปัตตานี ได้ส่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินระดับพื้นฐาน (EMT) เพื่อตรวจวัดความดันและให้คำแนะนำแก่เปาะจิเซ็งเรื่องการรับประทานอาหารที่มีผลต่อความดัน โดยที่สมาคมฯยินดีที่ช่วยเหลือในการรับ ส่ง เปาะจิเซ็ง ไปพบหมอ ตามใบนัด

เหล้าและใบโคคาใช้มอมเมาเด็กก่อนบูชายัญ



          ในปี 1999 (2542) มีการพบศพเด็กชาว Inca (อิงก้า) อายุกว่า 500 ปี เป็นหนึ่งในตัวอย่างศพที่เก็บรักษาไว้ได้อย่างดีที่สุดเที่เคยค้นพบ เพราะสภาพอากาศหนาวเย็นบริเวณหลุมฝังศพ ศพทั้งสามอยู่ในสภาพตายซากฝังอยู่ในหลุมศพ ตั้งอยู่ที่ยอดเขาสูงตะหง่าน 22,100 ฟุต (6,700 เมตร) บนภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ Vocal Llullaillaco (โหว่กั่น ยู้ยาอี้ย่าโก่) เทือกเขา Andes (อ้านเด่) ใกล้กับชายแดนอาร์เจนตินกับชิลี เป็นส่วนหนึ่งของ พิธีศักดิ์สิทธิ์ capacocha rito (กาป่าโช่กา ริโต้) มีการเตรียมการเป็นอย่างดี ก่อนชั่วโมงสุดท้ายที่ความตายจะมาถึง พิธีกรรมนี้เกิดขึ้นช่วงกลางจักรวรรดิ Inca ตามที่ได้บันทึกเหตุการณ์/ประวัติศาสตร์โดยชาวสเปญ หลังได้รับชัยชนะครอบครองอาณาจักร Inca

         แต่ข้อมูลที่ให้รายละเอียดเรื่องราวที่ผ่านมา ที่รวบรวมมาจากสิ่งทอ เครื่องประดับ และข้าวของที่พบอยู่ในหลุมศพ ทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราว/เหตุการณ์ ได้จากผลการตรวจตัวอย่างเส้นผมคนตายทั้ง 3 คน พบว่า เด็กเหล่านี้มีการดื่มกิน  Chicha (ชิชา) (เหล้าข้าวโพดและผลไม้อื่น)  และใบ Coca (โก้ก่า/โคคา) (ใบพืชที่มีปริมาณโคเคนสูง) จำนวนมากเป็นเวลากว่า 1 ปี เพื่อมอมเมาเหยื่อให้มึนงงและสับสน จำต้องยอมรับชะตากรรมอย่างไร้ความรู้สึก ที่ต้องเสียสละชีวิตเพื่อบูชายัญ อันเป็นส่วนหนึ่งพิธีกรรมศาสนา Inca เด็กสาววัย 13 ขวบ หรือที่เรียกว่า สาวน้ำแข็ง/สาวน้อย เด็กชาย Llullaillaco และเด็กหญิงสายฟ้า (มีรอยฟ้าผ่าที่ศพตามการตั้งชื่อของนักวิจัย) มีอายุระหว่าง 4 และ 5 ขวบ ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า เด็กทั้ง 3 คนมีอายุมากกว่าประมาณการไว้ 2 ปี แต่ผลการวิเคราะห์จาก CT Scan ระบุผลชัดเจนตามนี้



          ผลการศึกษาครั้งใหม่พบว่า เด็ก ๆ ชาวอินคาต่างถูกขุนให้อ้วนขึ้น ก่อนที่จะเสียชีวิตในพิธีบูชายัญ นักวิจัยได้ค้นพบเรื่องราวที่น่าตกใจ/น่าเศร้า จากการเก็บตัวอย่างเส้นผม Andrew Wilson (เอ็นดริว วิลซั่น) นักโบราณคดีมหาวิทยาลัย Bradford (เบร็ดเฟริต) สหราชอาณาจักร กล่าวว่า  " เรื่องมัมมี่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แต่ในความคิดของผม เธอจะต้องมีการเตรียมการเป็นอย่างดีสำหรับการเป็นมัมมี่ ตามที่ผมได้ศึกษา เธอดูราวกับว่าเพิ่งจะหลับไป ผมคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากอากาศที่เย็นจัด มัมมี่ที่นี่ไม่ใช่มัมมี่ถูกผึ่งให้แห้ง หรือเป็นเพียงแค่โครงกระดูก แต่เป็นคน เป็นเด็ก และข้อมูลที่เราได้รวบรวมขึ้นมา จากผลการศึกษาเส้นผม ความจริงได้ชี้ชัดไปว่า มีเรื่องราวที่ทำให้พวกเราต้องสะเทือนใจ ก่อนถึงวาระสุดท้ายของเธอ ในช่วงหลายเดือนและหลายปีที่ผ่านมา "



การวิจัยจากเส้นผม

           เพราะเส้นผมงอกขึ้นเดือนละประมาณ 1 เซนติเมตร และยังคงไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น เส้นผมงอกขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างคงที่ ทำให้สามารถกำหนดระยะเวลา และชนิดของอาหารที่คนเรากินได้ (ระยะเวลาสัมพันธ์กับความยาวเส้นผม)

          " สาวน้อยมีผมยาวที่ถักทอ ความยาวเส้นผมบอกระยะเวลา และบันทึกอาหารการกินที่เธอดื่มกิน เช่น ใบ Coca และเหล้า Chicha เหล้าหมักที่ทำจากข้าวโพดหรือผลไม้อื่น ๆ มีสัญลักษณ์ที่แสดงว่าพวกเธอถูกคัดเลือกเพื่อการเสียสละ โดยใช้เวลาเป็นปีก่อนที่ความตายจะมาเยือนอย่างแท้จริง ในช่วงเวลานี้ชีวิตพวกเธอเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา มีการกินดื่มอย่างไม่อั้นทั้งใบ Coca กับเหล้า Chicha ของเหล่านี้ปกติจะถูกสงวนไว้ให้กลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น ไม่ได้ใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อในชีวิตประจำวัน "



         " พวกเราคาดว่า สาวน้อยเป็นหนึ่งใน aellas (อ่าเอ้ย่า) เป็นสาวน้อยวัยรุ่นที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว เธอต้องออกห่างจากชุมชน/สังคมดั้งเดิมของเธอ ภายใต้การควบคุมดูแลของพวกหมอผี ข้อสังเกตเรื่องพิธีกรรมนี้ มีการจดบันทึกตามคำบอกเล่าชาว inca มีอยู่ในส่วนหนึ่งจดหมายเหตุบันทึกชาวสเปน "

         " ผลการตรวจสอบตัวอย่างเส้นผมจากเด็กที่โชคร้ายเหล่านี้ เรื่องราวที่น่าหดหู่และเย็นยะเยือกเริ่มคลี่คลาย จากการที่เด็กถูกขุนให้อ้วนขึ้นเพื่อการเสียสละ "

        การวิเคราะห์ที่ผ่านมาโดยกลุ่มนักวิจัยของ Wilson ด้วยพื้นฐานการวัดไอโซโทปทางกัมมันตรังสี จากตัวอย่างธรรมชาติเส้นผม (และตัวอย่าง DNA อีกทีมหนึ่ง) นักโบราณคดีพบว่าก่อนหน้านี้เด็กได้รับการเลี้ยงดูตามปกติ ด้วยอาหารประเภทพืชผักทั่วไป เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด บ่งบอกว่าพวกเขามีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวบ้าน/ชาวนา 1 ปีก่อนจะเข้าพิธีบวงสรวง มีการปรับปรุงอาหารเตรียมความพร้อมเด็กที่จะเข้าพิธี โดยให้เด็ก ๆ ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี



         " ไอโซโทปและ DNA ที่ใช้ในการพิสูจน์ศพ  ได้เปิดเผยนัยสำคัญพิธีกรรมก่อนบูชายัญว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเรื่องอาหารของพวกเด็ก ๆ แสดงให้เห็นว่าอาหารเด็กที่ถูกคัดเลือก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารชั้นดีเหมือนชนชั้นสูง เช่น โปรตีนจากเนื้อสัตว์ (เนื้อลาม่าแห้ง) ข้าวโพด ใบ Coca เหล้า Chicha พร้อมกับสัญลักษณ์ในการไว้ผม ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ถูกจัดฉากขึ้นมา พร้อม ๆ กับการยกระดับชนชั้น/สถานะของเด็ก ๆ เริ่มมีการนับเวลาถอยหลังชีวิตพวกเด็ก ๆ ที่จำต้องเสียสละเพื่อการบูชายัญ ทุกคนจะมีอัตราการบริโภคใบโคคากับเหล้าสูงมาก ในช่วงก่อน 2-3 สัปดาห์ก่อนเดินทางถึงที่บูชายัญ "

        หลักฐานที่รวบรวมมาพร้อมกับหลักฐานอื่น ๆ ทางด้านโบราณคดีและรังสีวิทยา ให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า สาวน้อยที่มีอายุได้รับชื่อเสียงมากกว่าเด็กหญิงเด็กชาย ได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากเด็กชาย Llullaillaco กับเด็กหญิงสายฟ้า หลังจากที่ถูกเลือกให้ต้องทำพิธีกรรมบูชายัญจากจักรพรรดิ์ Inca สาวน้อยได้เปลี่ยนสถานะภาพเป็นบุคคลสำคัญ ส่วนเด็กชายกับเด็กหญิง อาจจะทำหน้าที่เป็นบริวาร/คนรับใช้เธอที่ปรโลก



       " สาวน้อย กลายเป็นคนอื่นมากกว่าที่เคยเป็นมา การเสียสละของเธอถูกยกย่องว่าเป็นเกียรติยศ " การเสียชีวิตของพวกเด็ก ๆ ยังคงเป็นปริศนา แต่ Wilson และทีมงานสันนิษฐานว่า บรรดาเด็ก ๆ ต่างเดินทางออกจากเมืองหลวง Cuzco (กู้โกะ) อาณาจักร Inca ไปที่ภูเขาไฟ Llullaillaco ตามเส้นทางจะแวะพักแต่ละหมู่บ้าน มีการดื่มเหล้า Chicha และกินใบ Coca จำนวนมาก ใข้เวลาเดินทางมาถึงบริเวณภูเขาประมาณ 3 - 4 เดือน ในช่วงเวลานี้นักวิจัยพบโมเลกุลเหล้า Chicha ใบ Coca จากตัวอย่างเส้นผมของเด็กทั้ง 3 คนในอัตราที่สูงมาก

         มัมมี่สาวน้ำแข็ง/สาวน้อยสภาพศพที่ถูกค้นพบ อยู่ในท่านั่งไขว่ห้างและเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ราวกับว่าเธอกำลังนั่งหลับอยู่ในช่วงเวลาที่ความตายมาเยือน ยังพบว่า มีใบโคคาปึกใหญ่ที่ยังเคี้ยวคาอยู่ในปากและฟันของเธอ บ่งบอกว่าให้เธอผ่อนคลายก่อนที่จะเสียชีวิต ยังมีผ้าโพกศีรษะบนศีรษะของเธอ ผมถักเปียอย่างประณีต มีข้าวของวางอยู่บนผ้าทอที่ได้รับการพาดบนหัวเข่าของเธอ


ต้น Coca ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:Colcoca01.jpg

            ผล CT Scan ศพสาวน้อย รายงานว่า  “ เธอเสียชีวิตขณะที่ยังอิ่มอยู่และยังไม่ได้อุจจาระ ในความคิดของผม ผมคิดว่า เธอไม่ได้อยู่ในอาการที่ทุกข์โศก ขณะที่เธอจะเสียชีวิต ยังไม่ชัดเจนว่าสาวน้อยตายอย่างไร แต่เธออาจจะยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมอากาศที่เย็นจัด เธออาจจะถูกวางอยู่ในตำแหน่งสุดท้ายของเธอ ในขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่ หรือไม่นานหลังจากเธอตาย “ Wilson ให้สัมภาษณ์กับ LiveScience

เผย 5 พิธีกรรมฆ่าสัตว์บูชายัญ เทศกาลสังเวยชีวิตจากทั่วโลก




          การฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ เป็นพิธีกรรมที่มีมาแต่โบราณ ผูกพันอยู่กับเรื่องความเชื่อตลอดจนศาสนา นัยว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อเทพเจ้า หรือสิ่งที่ตนนับถือ แม้ในยุคนี้การบูชาด้วยการฆ่าสัตว์สังเวยชีวิตจะลดน้อยลงอย่างมากแล้ว แต่ในหลาย ๆ พื้นที่ พิธีกรรมนี้ก็ยังถูกสืบสานต่อมา ลองมาดูรวม 5 การฆ่าสัตว์บูชายัญ พิธีกรรมสังเวยชีวิตจากทั่วโลก ที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันวันนี้

1. บูชาเจ้าแม่กาธิมัย ที่เนปาล

           พิธีกรรมฆ่าสัตว์บูชาเจ้าแม่กาธิมัย ที่ประเทศเนปาล เป็นการพิธีบูชายัญของศาสนาฮินดู ซึ่งเชื่อว่าการบูชาเจ้าแม่กาธิมัยเช่นนี้จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และนำมาซึ่งโชคลาภได้ พิธีกรรมนี้ถูกจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ที่วิหารเจ้าแม่กาธิมัย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ และนับเป็นพิธีกรรมฆ่าสัตว์บูชายัญที่มีใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของจำนวนสัตว์ ที่ถูกสังหาร โดยมีการประมาณกันว่าจำนวนสัตว์ที่ถูกสังเวยในพิธีกรรมนี้มากถึง 250,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นควาย แต่ก็มีการสังเวยด้วยแพะ หมู ไก่ หนู รวมถึงนกพิราบ ด้วยเช่นกัน

        ควายจำนวนมากที่ถูกสังหารด้วยวิธีการตัดคอ เพื่อบูชายัญต่อเทพเจ้าตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตบาราทางตอนใต้ของกรุงกาฏมา ณฑุ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวานนี้ (24) ตามประเพณี ซึ่งเชื่อว่า จะช่วยนำโชคลาภและความเจริญมั่งคั่งมาให้

        พิธีบูชายัญดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล “คาธิไม” ของชาวฮินดู ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 5 ปี ที่ศาสนสถานคาธิไม ห่างจากกรุงกาฏมาณฑุ เมืองหลวงประมาณ 150 กิโลเมตร โดยในแต่ละครั้งจะต้องสังเวยด้วยชีวิต ควาย แพะ ไก่ และนกพิราบ กว่า 200,000 ตัว

        คณะกรรมการการจัดงาน เผยว่า มีควายถูกฆ่าบูชายัญไปแล้วกว่า 15,000 ตัวเมื่อวานนี้ แต่ แพะ ไก่ นกพิราบ ที่ถูกฆ่าสังเวยชีวิตในวันนี้ (25) มากมายจนนับจำนวนไม่ได้ ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อต่อเทพเจ้าคาธิไม เทพเจ้าแห่งอำนาจ ตามความเชื่อของชาวเนปาล ซึ่งร้อยละ 80 จากประชากร 27 ล้านคนเป็นชาวฮินดู

       พิธีกรรมดังกล่าวถูกนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนป ระณามอย่างหนัก รวมถึง บริชิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเรียกร้องให้ชาวเนปาลยุติประเพณีที่สืบทอดกันมานานนับร้อยปีนี้



2. บูชาเจ้าแม่กาลี ที่อินเดีย

          การบูชาเจ้าแม่กาลี หรือ พระนางอุมาเทวี ถูกจัดขึ้นที่วิหารเจ้าแม่กาวี ในเมืองกัลกัตตา ของประเทศอินเดีย เพื่อขอดลบันดาลให้เกิดความสงบ ปัดเป่าความชั่วร้าย โดยจะฆ่าแพะเพื่อนำเลือดสด ๆ มาบูชาพระนาง



3. พิธีกุรบานของชาวมุสลิม

         พิธีกุรบานของชาวมุสลิม คือการฆ่าสัตว์ในช่วงเทศกาลอีดิลอัฎฮา หลังจากการไปแสดงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครเมกกะ ซาอุดีอารเบีย 

          ประวัติที่มาของการทำกุรบาน : ตามประวัติศาสตร์อิสลามที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์กุรอาน อัลลอฮฺทรงต้องการ ที่จะทดสอบความศรัทธาของนบีอิบรอฮีม (หรืออับราฮัม) 

          ดังนั้น คืนหนึ่ง อัลลอฮฺจึงได้ทรงทำให้นบีอิบรอฮีม ฝันว่าพระองค์ทรงมีบัญชาให้ท่านเชือดอิสมาอีล ลูกชายของท่านเป็นการพลีถวายให้แก่พระองค์ ในวันรุ่งขึ้น นบีอิบรอฮีม จึงได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้อิสมาอีลฟัง อิสมาอีลมิได้ตกใจกลัวต่อคำบอกเล่าดังกล่าวแต่ประการใด ซ้ำยังบอกแกนบีอิบรอฮีมผู้เป็นพ่อว่า "หากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าแล้วก็ขอให้พ่อปฏิบัติตามและ พ่อจะพบว่าฉันเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้อดทน" (ดูกุรอาน 37:102)

          ดังนั้น นบีอิบรอฮีมจึงได้นำอิสมาอีลไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อทำตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ในระหว่างทาง อิบรอฮีมได้ถูกมารร้ายล่อลวงมิให้ท่านทำตามคำสั่งถึงสามครั้งในที่ต่าง ๆ กัน แต่ท่านก็สามารถที่จะเอาชนะ การล่อลวงของมารร้ายและใช้หินขว้างขับไล่มันไปในที่สุด 

         เมื่อมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งนบีอิบรอฮีม จะใช้เป็นที่เชือดบุตรและเตรียมจะลงมือเชือด อัลลอฮฺก็ทรงเห็นว่านบีอิบรอฮีมเป็นผู้ศรัทธาที่พร้อมจะ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์จริง พระองค์จึงได้มีบัญชาให้นบีอิบรอฮีมเชือดแกะหรือแพะแทน ลูกชายของท่าน 

        การเชือดสัตว์พลีจึงเป็นที่ปฏิบัติอย่างหนึ่งในการประกอบพิธีฮัจญ์ ทั่งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มุสลิมได้รำลึกถึงวีรประวัติแห่งความศรัทธาต่อพระเจ้าและการเสียสละ อันสูงส่งของนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีล

        หลังจากสมัยนบีอิบรอฮีม การกุรบานได้ผิดไปจากเจตนารมณ์และการปฏิบัติดั้งเดิม กล่าวคือพวกชาวอาหรับ ก่อนหน้าสมัยท่านนบีมุฮัมมัด บางพวกได้เชือดสัตว์พลีของจริงอยู่ แต่เจตนาในการเชือดนั้นเพื่อเป็นการ เซ่นสรวงเทวรูปที่พวกตนเคารพสักการะและเอาเลือดของสัตว์ที่ตนเชือดนั้นสาดไปที่กำแพงก๊ะอฺบ๊ะฮฺ ส่วนเนื้อก็แจกให้คนจนเอาไปกิน 

         มาถึงสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด หลังจากที่ได้ยึดนครมักก๊ะฮฺ และทำลายเทวรูปบูชารอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺลงจนหมดสิ้น แล้วท่านก็ได้ปฏิรูปการทำฮัจญ์ให้กลับสู่แนวทาง ที่ถูกต้อง การทำกุรบานซึ่งเป็นหนึ่งในข้อปฏิบัติของการทำฮัจญ์ ก็ได้ถูกปฏิรูปให้กลับเข้าสู่เจตนาเดิมและวิธีการ ปฏิบัติที่แท้จริงของมัน นั่นคือ การอุทิศให้แก่อัลลอฮฺ

        จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ไม่มีการงานใดสำหรับลูกหลานอาดัมในวันแห่งการเชือด (คือวันอีดอัฎฮา) ซึ่งเป็นที่รักยิ่ง ณ พระองค์ ดียิ่งไปกว่าการหลั่งเลือด (หมายถึงการเชือด กรฺบาน

         แท้จริงมัน (สัตว์ที่ถูกเชือด) จำนำเขา, ขน และกลีบเท้าจองมันมาในวันกิยามะฮฺ และ เลือด (ของสัตว์ที่ถูกเชือด) จะถึงยังพระองค์อัลลอฮฺก่อนที่จะหลั่งลงพื้นดิน (เป็นการเปรียบเทียบถึงการรับผลบุญที่รวดเร็ว) ดังนั้นพวกท่านจงดีใจต่อสิ่งดังกล่าว (หมายถึงดีใจต่อการได้รับภาคผลในการทำกุรฺบาน)” 



4. พิธีฆ่าควายบูชายัญของชาวโทราจา ที่อินโดนีเซีย

        โทราจา เป็นชนเผ่าพื้นเมืองาทงตอนใต้ของเกาะสุลาเวสี ชาวโทราจาจะจัดงานล้มควายเมื่อมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิต โดยจำนวนควายที่ถูกฆ่าจะแปรผันความเกียรติศักดิ์ของผู้ตาย ยิ่งเป็นคนมีชื่อเสียงมากก็จะยิ่งฆ่าควายหลายตัว ทั้งเพื่อเป็นการแสดงความเคารพอาลัยครั้งสุดท้าย และเพื่อน้ำเนื้อที่ได้มาทำอาหารจัดเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน




5. พิธีบูชายัญ Matagh ที่อาร์เมเนีย

        Matagh เป็นการบูชายัญของชาวอาร์เมเนียน โดยจะฆ่าไก่ตัวผู้หรือแกะ สังเวยต่อเทพเจ้าพื้นบ้านของตน ทั้งเพื่อแสดงความสำนึกผิด ส่วนใหญ่เพื่อแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้าที่ช่วยให้แคล้วคลาดจากเคราะห์ภัย

พฤติกรรมโจรใต้ขี้ขลาดฆ่าชิงทรัพย์ผู้หญิง...



ตรวจสอบกระสุนเป็นอาวุธปืนปล้นฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ...สุดท้ายนำรถ จยย. บอมบ์ บริเวณร้านขายของชำ หลังวัดสังฆสิทธิ์ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อ 17 ก.ย.58

         กรณีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 จากเหตุคนร้ายจำนวน 2 คน ได้ใช้รถจักรยานยนต์ ประกบยิงนางสาวอัญชสา ฟองสุวรรณ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส เสียชีวิต หลังก่อเหตุได้ทำการแย่งชิงรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 ไอ ทะเบียน 461 นราธิวาส ไปด้วย เหตุเกิดในพื้นที่ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

        หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายได้นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปประกอบระเบิด และได้ จยย.บอมบ์บริเวณร้านขายของชำ หลังวัดสังฆสิทธิ์ และทำการลอบวางระเบิดจุดอื่นๆ อีก 8 จุด ในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 17 ก.ย.58 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 13 ราย

         ในส่วนของการตรวจสอบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ ที่คนร้ายใช้ยิงนางสาวอัญชสา ฟองสุวรรณ พบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนพก จำนวน 2 กระบอก คือ ขนาด .38 นิ้ว และ ขนาด 9 มิลลิเมตร
สำหรับอาวุธปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร เป็นของ สิบตำรวจเอกธรรมรงค์ กองรัมย์ ที่ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิต พื้นที่อำเภอระแงะ จ.นราธิวาส ไปเมื่อ 11 ตุลาคม 2555 และนำอาวุธปืนของผู้ตายไปด้วย เคยก่อเหตุมาแล้ว จำนวน 5 เหตุการณ์

         การก่อเหตุทั้ง 2 เหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกัน กลุ่ม ผกร.มีการวางแผน และก่อเหตุปล้นรถ จยย. ประทุษร้ายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเป้าหมายที่อ่อนแอ เด็ก สตรี มุ่งหวังเพื่อสร้างสถานการณ์ก่อกวนให้เกิดความวุ่นวายสร้างความเดือดร้อน และความเสียหายให้เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว และทำลายภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ

          อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ออกหมายจับผู้ก่อเหตุแล้ว 9 ราย จับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 6 ราย อยู่ในระหว่างหลบหนีอีก 3 ราย ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจค้นพื้นที่ใกล้เคียงที่คาดว่ากลุ่มคนร้ายจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวต่อไป

'อาเดม-ยูซุฟู'ทำแผน ชี้จุด วางบึ้ม/ทิ้งมือถือลงคลอง











'อาเดม-ยูซุฟู'ทำแผน ชี้จุด วางบึ้ม/ทิ้งมือถือลงคลอง 

          ตำรวจ-ทหารคุมกันแน่น "อาเดม-ยูซุฟู" ทำแผนจุดวางกระเป๋าซุกระเบิดแยกราชประสงค์ และจุดทิ้งโทรศัพท์มือถือคลองแสนแสบ 

          วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558 เวลา 15:40 น. เมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 26 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนายไมไรลี ยูซุฟู และนายอาเดม คาราดัค หรือนายบิลาเติร์ก มูฮัมหมัด 2 ผู้ต้องหาขบวนการลอบวางระเบิด มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ หลังจากที่ผู้ต้องหาทั้งคู่ได้ให้การรับสารภาพ ว่าเป็นผู้ลอบวางระเบิด โดยจุดสำคัญบริเวณท้าวมหาพรหม นายอาเดมได้นำกระเป๋าบรรจุระเบิดมาวางทิ้งไว้ ก่อนพาไปทำแผนยังจุดสวนลุมพินี ในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังก่อเหตุแล้ว ส่วนนายไมไรลี ยูซุฟู ทำแผนบริเวณลานน้ำพุห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และคลองแสนแสบ เพื่อชี้จุดที่ทิ้งโทรศัพท์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่งมขึ้นมาเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจได้แบ่งกำลังในการคุ้มกันดูแลสถานการณ์เป็น 2 ชุด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน.. ข่าวที่เกี่ยวข้อง.. ตำรวจสั่ง.ปิดสกายวอร์ค รอคุมตัว"ยูซุฟู-อาเดม"ทำแผน นำตัว 'อาเดม-ยูซุฟู' ขึ้นศาลทหาร ฝากขัง 12 วัน “

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

อัลกุรอานไม่ได้ห้ามฆ่าคนเปลี่ยนศาสนา ดังนั้นฆ่าได้?




        คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม คือ อัลกุรอาน แต่ ฮะดิษ เป็นงานเรียบเรียงทางวิชาการ คนละเรื่องกัน และมักจะมีคนอ้าง ฮะดิษ ราวกับว่า คือ อัลกุรอาน และอาศัย ฮะดิษ นี่แหละ สร้างความเลวร้าย และจุดด่างพร้อยให้อิสลาม

ฮะดิษ คือ : งานวิชาการของมนุษย์ ที่พยายามรวบรวม เรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านศาสดา 
รากศัพท์ มาจากบาลีสันสกฤต : [อะดีด อะดีดตะ] ว. ล่วงแล้ว. น. เวลาที่ล่วงแล้ว. (ป. ส. อตีต).[อะดีด อะดีดตะ] ว. ล่วงแล้ว. น. เวลาที่ล่วงแล้ว. (ป. ส. อตีต).

  • "นักฮะดิษนิยม"คือ กลุ่มคน ที่บังคับให้มุสลิมยึดถือฮะดิษ ที่กลุ่มตัวเองคัดสรรค์นั้น เป็นหลักการของอิสลาม กล้าอ้างว่า ฮะดิษ เท่าเทียม หรือ แม้กระทั่ง เป็นสิ่งเดียวกับอัลกุรอาน

         ทั้ง ๆ ที่การอ้างงานวิชาการดังกล่าวนั้น ไม่ได้รับอำนาจใด ๆ จากคัมภีร์ต้นทาง คือ อัลกุรอาน เลย และยัง บังคับให้มุสลิมเชื่อทุกอย่าง โดยไม่อนุญาติ ให้มุสลิมเลือก ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี สอดคล้องกับอัลกุรอาน อะไรคือสิ่งที่ไม่ดี แต่เป็นการเหมาแพ๊กกันไปว่า ถ้าจะละหมาดตามงานวิชาการนี้ ก็ต้องยอมรับการฆ่าคนเปลี่ยนศาสนา และ ปาหิน

          ซึ่งในโลกนี้นั้น ไม่ใช่มุสลิมทุกคนที่เป็นนักฮะดิษนิยม และ ใน นักฮะดิษนิยมนั้น ก็แตกออกเป็นหลายสาย แล้วแต่จะเลือกนิยมฮะดิษแหล่งใด จนก่อเกิดเป็นนิกาย ในแง่มุมบางส่วนของสังคมมุสลิมการฆ่าคนเปลี่ยนศาสนา เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง ของนักฮะดิษนิยม ดังประโยคนี้

       "... คนเปลี่ยนศาสนาถ้าเขาทำแบบอย่าง หรือชักชวนเลิกนับถือศาสนา การทำให้คนออกจากศาสนาอิสลาม ถือว่าสำคัญมาก เราไม่ต้องการดังกล่าว จึงกำหนดโทษประหาร .. "

        อีกทั้งการฆ่านั้น นักฮะดิษนิยมยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องเป็นขบถหรือ บ่อนทำลายแผ่นดิน
แค่หมดศรัทธาในอิสลาม ก็ฆ่าได้แล้ว


        นักนิยมฮะดิษ นั้น จะยึดถือในระบบปราชญ์ หรือผู้รุ้อย่างมาก โดยอ้างว่าผู้รุ้ในสถาบันของตัวเองนั้น คือ ผู้รุ้แจ้ง ตามอัลกุรอาน และ อัลกุรอาน ให้ตามผู้รุ้ แต่จากการสืบสาวส่วนใหญ่นั้น อายะห์ที่กยกมา ไม่ได้ขยายความหรือยืนยันว่าหมายถึง กลุ่มดังกล่าว หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่อย่างใด เมื่อไม่สามารถสืบสาวได้ก็มีการพยายามยันยันว่า ตัวข้านี่แหละผู้รุ้ เกิดความขัดแย้งมากมายใน อิสลาม แตกนิกาย แตกแยกแม้แต่ในระดับสังคมย่อยของมุสลิมเช่นระหว่าง มัสยิด

        นอกจากนี้ นักฮะดิษนิยม ยังบังคับว่า มุสลิมนั้นคือผู้ปฎิบัติตามงานวิชาการที่ถูกคัดสรรค์ของปราชญ์ และทำความเข้าใจอัลกุรอาน ได้จากการขยายความและอธิบายของปราชญ์เท่านั้น  ไม่เช่นนั้น ถือว่าหลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม  ซึ่งปราชญืเหล่านี้เอง ก็ได้สร้างทางออกให้กับผู้ไม่เชื่องานวิชาการ คือ การตกศาสนา และประหาร  เป็นระบบเผด็จการวิชาการเบ็ดเสร็จที่อ้าง ผลงานมนุษย์ว่าเป็นของพระเจ้า และ ฆ่าผู้ไม่เห็นด้วย ในขณะที่ ผู้รุ้เหล่านั้นก็สืบสานอำนาจ ในฐานะปราชญ์ระดับสูงหรือ สายเลือดกษัตริย์เหนือแผ่นดินดังกล่าว


          อิสลามนั้นไม่มีนักบวช และ พระเจ้าสั่งให้มนุษย์นั้นอ่านคัมภีร์อัลกุรอานโดยตรง แต่ นักฮะดิษนิยมพยายาม บังคับใหมุสลิมหลีกหนี การทำความเข้าใจอัลกุรอานด้วยตัวเอง ซึ่งขัดกับวจนะ และ ผูกขาดความเข้าใจในแง่มุมของศาสนา ให้เหลือเพียงเหลี่ยมเดียว การแปลของนักวิชาการนั้น บ้างก็ครบถ้วน บ้างก็มีปัญหา เช่น 
  • พบมีการแปล ว่า พระเจ้าทรงรุ้แม้แต่อยู่ในทรวงอก ว่าคือ การมีเซ็กกลางแจ้งและ สิ่งนี้ ถูกรวมเข้ามาในระบบวิชาการ และจัดลำดับเป็นความหน้าเชื่อถือระดับสุง ยังไม่นับรวมเรื่องเล่าอื่นๆที่สร้างความมัวมองให้ท่านศาสดา
  • การเล่าถึง การปรึกษาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์และหลั่งนอกกับทาสทั้งที่ตัวเองมีภรรยาแล้ว โดยมีท่านศาสดาอยู่ใกล้ๆและให้คำตอบเกี่ยวกับการหลั่งนอกว่าทำได้หรือไม่เป็นต้น
ซึ่งงานเหล่านี้ ล้วนอยู่ในฮะดิษ และ ไม่มีในอัลกุรอานทั้งสิ้น

ในแง่การพิสูจน์หลักฐานของนักฮะดิษนิยมนั้น สิ่งที่มักกระทำเป็นหลักคือ
  • (1) การหยิบอัลกุรอานที่ไม่เกี่ยวข้อง มาเพื่ออธิบายฮะดิษว่าถูกต้องอย่างไร
  • (2) และเอาฮะดิษจากสถาบันเดียวกันนั้นมาสนับสนุนฮะดิษตัวเองซ้ำอีกครั้ง เช่น กรณี การฆ่าคนเปลี่ยนศาสนา ได้มีการพยายามยก อายะห์สงคราม ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน มายืนยันว่า นี่คือการอนุญาติที่ให้ฆ่าคนที่เปลี่ยนศาสนา และยกฮะดิษจากแหล่งเดียวกันมาอธิบายซ้ำ ๆ เป็นต้น
  • (3) แล้วจบด้วยการยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้รุ้ คนที่ไม่รุ้ไม่มีสิทธิแสดงความเห็นแม้ความเห็นนั้นจะเป็นความเห็นที่เรียบง่าย เป็นภาษาไทยที่เข้าใจตรงกันก็ตาม
        แต่ นักฮะดิษนิยม ที่กระทำสิ่งเหล่านี้มักจะกระทำเป็นหลงลืมการสั่งใช้หลายๆประการที่อยู่ในอัลกุรอาน เช่น

  • "..ไม่มีการบังคับให้นับถือศาสนา.. " อัลบะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 256 หรือ การไม่อนุญาติให้ฆ่าคนบริสุทธิ์ 
  • {5:32}...ผู้ใดสังหารชีวิตหนึ่งโดยไม่ใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือไม่ใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้สังหารมนุษย์ทั้งมวล....

        แต่ในทางกลับกัน นักฮะดิษนิยม กลับใช้คำอ้างที่ คัดค้านกับสภาพนักวิชาการ-ผู้รุ้ที่ฝักฝ่ายตัวเองอย่างมากคือการอ้างว่า อัลกุรอานไม่ได้ห้ามฆ่าคนเปลี่ยนศาสนา ดังนั้นฆ่าได้? เป็นต้น

           ราวกับกล่าวว่า อิสลามห้ามกินหมู แต่ไม่ได้ห้ามกินน้ำซุบกระดูกหมู 

ก่อนที่จะไปต่อคือ คำถามพื้นฐาน
  • อะไรคือคุณธรรมของการฆ่าคนเปลี่ยนศาสนา ทั้งผู้ที่เกิดมาในครอบครัวมุสลิม หรือ ผู้ที่เข้ามาแล้วอยากออกจากการเป็นมุสลิม
  • การฆ่าคน เหล่านี้ให้อะไรกับโลกใบนี้บ้าง ?
      นี่คือคำถามในฐานะมนุษย์ต่อมนุษย์  และ คำถามในแง่มุมศาสนาคือ พระเจ้าย้ำว่า ไม่มีการบังคับให้นับถือศาสนา คุณฆ่าเค้าเพราะเค้า ไม่อยากเป็นมุสลิมได้อย่างไร

      พระเจ้าไม่อนุญาติให้ฆ่า คนบริสุทธิ์ นอกจากการลงโทษฆาตกร หรือ ผู้ที่บ่อนทำลายในแผ่นดิน คนบริสุทธิที่เปลี่ยนศาสนาอยู่บ้าน และไม่ได้เป็นฆาตกร  คุณเอาอำนาจอะไรไปฆ่าเค้า
นั่นคือคำถามที่นักนิยมฮะดิษ ต้องตอบ


        สุดท้ายการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดานั้นเป็นเรื่องของความยินยอมพร้อมใจ และ มุสลิมควรนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นอุทาหรณืไม่ว่าจะสำหรับเพื่อนต่างศาสนิก หรือผู้ที่เสียศรัทธาในอิสลามเฉกเช่นเดียวกัน เพราะแท้จริงแล้วเค้าเหล่านี้ไม่ได้เสียศรัทธาในศาสนา แต่อาจเกิดจากการเสียศรัทธาในกฏเกณฑ์ต่างๆที่มนุษย์ตั้งขึ้นย่อมเป็นไปได้ 

ผมขอจบด้วยอัลกุรอานอายะห์นี้ครับ


          "จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของเจ้า โดยสุขุมและการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า"

ซูเราะฮ์ อัลนะห์ โองการ 125


ถ้ามันผู้ใดอ้างว่า มันสร้างทุกสิ่งในโลกนี้ มันบันดาลทุกสิ่งในโลกนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามประสงค์ของมัน มันคงปฏิเสธิไม่ได้ว่า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งฝลงานของมัน



         เมื่อเขาผู้ใด โองการณ์ใด บันทึกใด ๆ บังอาจ อหังการณ์ ประกาศว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ เขามันเป็นผู้ทำทำมัน เป็นผู้บันดาลมันให้เกิดขึ้น มีขึ้นในโลกนี้ เหตุนี้ เขาผู้นั้นจะบอกว่าเข้าไม่ได้เป็นผู้ทำได้หรือ

        ยิดดะฮ์ : กษัตริย์ซัลมาน ผู้รับใช้มัสยิดฮารอมทั้งสอง ส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และญาติผู้เสียชีวิต

        เมื่อวันพฤหัสบดี ที่บรรฮุจยาตเกิดการแตกตื่น จำทำให้บรรฮุจยาต เสียชีวิต 717 คนและบาดเจ็บอีก 805 คน เขาย้ำที่จะแก้ปัญหา และจะดำเนินการให้บรรดาฮุจยาต สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

          เขากล่าวว่า แผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เพื่อใหบริการ แก่บรรดาฮุจยาต ยังคงดำเนินการต่อไป และจะไม่หยุดพัก แม้ว่าผลของการสอบสวนจะออกมาอย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า เขาได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนแผนปัจจุบัน และการเตรียมการ และให้มีความพยายามมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจในการให้บริการที่ดี และการเคลื่อนที่ของบรรดาฮุจยาต ในช่วงของการประกอบพิธีฮัจย์

         กษัตริย์สาบานว่า ทุกอุปสรรคและความยากลำบาก ล้วนเป็นหน้าที่ที่จะต้องออกไปช่วยเหลือ เพื่อให้แขกของพระเจ้าสามารถที่จะปฏิบัติพอธีรกรรามของพวกเขา ได้อย่างสะดวกสบาย และง่ายดาย
เขา กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นความเจ็บปวด และขณะนี้ก็ได้เริ่มมีการสอบสวน แต่ไม่ได้หมายความว่า “ เราควรจะบ่อนทำลายการทำงานที่งดงามของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และผู้ที่ให้การบริการแก่ผู้แสวงบุญ

        เขาแสดงความยินดีกับประชาชนและผู้แสวงบุญในโอกาสวันตรุษอิดิลอัฏฮา และขอพรต่ออัลลออ์ได้โปรดประทานพรให้กับประชาชาติมุสลิม

        ก่อนหน้านี้ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน นาฟ ได้รับคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ผู้แสวงบุญแตกตื่น และให้ส่งผลการสอบสวนไปยังกษัตริย์ซัลมาน

       เขาได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในช่วเทศการฮัจย์ เพื่อที่จะติดตามและหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับที่นายพล มันซูร อัตตุรกี โฆษกกระทรวงมหาดไทยกล่าว
เกี่ยวกับการศึกษาพื้นที่โดยรอยในบริเวณมีนา และถนนที่มุ่งไปสู่ยัมรอต เขากล่าวว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะพื้นที่ตรงนั้นเปนพื้นที่เฉพาะเจาะจง

      มงกุฏราชกุมารกล่าวว่า เส้นทางสายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมฮัจย์ และมีความแออัด และถนนก็แคบ ไม่สามารถ ที่จะนำไปอ้างเป็นจินตนาการของใครบางคนได้

      เขากล่าวว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้มีการพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังถึงปัญหาความแออัดที่เกิดขึ้น เนื่องจากความหนาแน่นและจำนวนของผู้แสวงบุญมีสูงที่อยู่บนถนนสายที่จะไป ยัมรอตเส้นนั้น แต่ถนนที่เกิดเหตุนั้น เป็นถนนภายในมีนา ไม่ใช่ถนนที่จะไปสู่มุซดาลีฟะฮ์

      เขาเน้นว่าราชอาณาจักรจะไม่ลังเลที่จะแก้ไขสาเหตุของการแตกตื่น และค่าใช้จ่ายในการเยียวยา โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศมีความกระตือรือร้น ที่จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้แสวงบุญ และจะช่วยให้บรรดาผู้แสวงบุญ ได้ปฏิบัติตามพิธีกรรมของพวกเขา ได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

        นายพลอัตตุรกี กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของผู้แสวงบุญในถนนในสายที่ 204 ในช่วงที่ตัดกับถนนเส้น 223 เขากล่าวอีกว่า อุณหภูมิที่สูง และความเหนื่อยล้าเนื่องจากการหิวข้าวของผู้แสวงบุญ





          วันนี้ (25 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุผู้แสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประสบอุบัติเหตุสลดใจอีกครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 717 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 863 คน ทำให้ญาติผู้แสวงบุญคนไทยเกิดความวิตกกังวลว่าอาจจะมีคนไทยร่วมอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้สำนักงานกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้มีการออกแถลงข่าวมาเป็นระยะๆ หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ยังไม่พบคนไทยร่วมอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากโซนดังกล่าวไม่ใช่โซนคนเอเชีย หรือคนไทยใช้เส้นทางเดินไปขว้างเสาหินที่ทางการซาอุดีฯ ได้กำหนดไว้แต่ต้น

           ล่าสุด สำนักงานกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงข่าวฉบับที่ 3 ชี้แจงกรณีดังกล่าว เพื่อให้พี่น้องชาวไทยได้รับรู้ข้อเท็จจริงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า สาเหตุเกิดจากการแออัดบริเวณสามแยกที่บรรจบกับเส้นทางหลักถนน 204 ที่เป็นถนนเส้นหลักที่จะเดินทางไปขว้างเสาหิน ก่อนถึงสถานที่ขว้างเสาหินประมาณ 1 กิโลเมตร โดยบริเวณดังกล่าวใกล้กับกระโจมที่พักของผู้แสวงบุญของประเทศมุสลิมแอฟริกา ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์สลดใจในครั้งนี้ได้มีผู้แสวงบุญทั้ง 2 เส้นทางจำนวนมาก หลั่งไหลเข้ามาจนเกิดการแออัดเหยียบล้มตายในที่สุด ซึ่งไม่ได้เป็นอย่างข่าวลือที่อ้างว่า มาจากสะพานชั้นสองพังล้มทับผู้แสวงบุญ และส่วนที่เหลือวิ่งหนีกันจนเป็นเหตุล้มเหยียบกันตายแต่อย่างใด จึงเรียนให้พี่น้องชาวไทยได้รับรู้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
       

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

รวบผู้ต้องสงสัยกลางป่ายางในจ.นราธิวาส





           วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ.2558 15:53 น.จนท.นราธิวาส รวบผู้ต้องสงสัย กลางป่ายางพารา 3 ราย พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสิน และสารเสพติดหลายรายการ

          พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผุ้บังคับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส สั่งการให้ พ.ต.ต.สุรศักดิ์ คชภักดี สารวัตรกลุ่มงานสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส นำกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการ เข้าทำการพิสูจน์ทราบพื้นที่เป้าหมาย หลังเจ้าหน้าที่ได้มีการสืบสวนสอบสวนพบว่า ในพื้นที่หมู่ 2 บ้านลูโบ๊ะสาวอ ตำบลลูโบ๊ะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นแหล่งจำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้เดินเท้าเข้าพิสูจน์ทราบ ในป่าสวนยางพารารกทึบ พบชายต้องสงสัยจำนวน 3 คน กำลังกบดานอยู่ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น พบของกลางจำนวนหลายรายการซุกซ่อนไว้ ได้แก่ 

  • อาวุธปืน AK 47 จำนวน 1 กระบอก หมายเลขประจำปืนถูกลบ 
  • กระสุนปืน AK47 จำนวน  25 นัด 
  • อาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก
  • กระสุนขนาด 11 มม. จำนวน 6 นัด 
  • แม็กกาซีนบรรจุกระสุนขนาด 11 มม. 1 อัน
  • แอมแฟตามีน (ยาบ้า) จำนวน 47 เม็ด 
  • ยาไอซ์ น้ำหนัก 0.47 กรัม 
  • ใบกระท่อม 30 มัด รวมน้ำหนัก 1.8 กก. 

         เจ้าหน้าที่จึงได้นำของกลางทั้งหมดพร้อมชายทั้ง 3 คน มาสอบปากคำ เพื่อขยายผลที่กลุ่มงานสืบสวนสอบสวน ทราบว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 ราย คือ 

  • 1.นาย ฟาริส อายุ 22 ปี 
  • 2.นาย อาหามะ อายุ 33 ปี และ 
  • 3.นาย ซุเพียน อายุ 27 ปี 

         เจ้าหน้าที่จึงได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 ราย ส่งพนักงานสอบสวน โดยตั้งข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครอง รวมทั้งมียาเสพติดให้โทษ ซึ่งพบว่าทั้ง 3 ราย เป็นเอเยนต์รายใหญ่ในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้เดินทางมาตรวจสอบคราบลายนิ้วมือแฝงตามของกลางทั้งหมดเพื่อตรวจสอบว่าเคยใช้ก่อเหตุในคดีความมั่นคงหรือไม่ต่อไป

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

โจรใต้ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ แขวนป้ายผ้าโจมตีรัฐบาล หลายจุดในพื้นที่ปัตตานี


           วันนี้ (21 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ ผกก.สภ.เมืองปัตตานี ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณเชิงสะพานจะบังติกอ ถ.โรงอ่าง ต.สะบารัง อ.เมืองปัตตานี จึงประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบ โดยเมื่อไปถึงพบว่าจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณเพิงขายของของชาวบ้าน ซึ่งช่วงเกิดเหตุนั้นร้านปิด แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร และมีชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลปัตตานี จำนวน 3 นาย ทราบชื่อ
  • 1. ส.ต.ต.สุดีรือมัน ยีลาเตะ อายุ 29 ปี
  • 2. ส.ต.ต.ยศยิ่ง ชูฉางหวาง อายุ 27 ปี
  • 3. ส.ต.ต.ภูมิเดช ตฤณตระการ
         จากการสอบสวนทราบว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นายกำลังยืนดูแลความปลอดภัยพื้นที่รับผิดชอบ ปรากฏว่าคนร้ายได้กดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ทำให้เกิดเหตุระเบิดเสียงดังสนั่นและมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบ



         เมื่อเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองจิกรับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบป้ายผ้าติดไว้ที่กำแพงโรงเรียนบ้านปาแดลาลง ม.5 ต.บ่อทอง และมีวัตถุต้องสงสัยแขวนไว้ที่ต้นไม้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ได้เข้าตรวจสอบพบว่าภายในถุงมีสายไฟแต่ไม่พบดินระเบิด ส่วนป้ายผ้าเขียนเป็นภาษามลายูระบุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ

        นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าที่บริเวณป้อม ชรบ. หน้า ร.ร.บ้านโคกม่วง ม.7 ต.ตุยง อ.หนองจิก มีการแขวนป้ายผ้า จำนวน 1 จุด บริเวณศาลาหน้ามัสยิดคลองขุด ม.1 ต.บางเขา อ.หนองจิก จำนวน 1 จุด และพื้นที่ อ.ยะหริ่ง บริเวณ ม.3 ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง มีการแขวนป้ายผ้า จำนวน 1 จุด โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอ และเชื่อว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดิมก่อกวนโดยการติดป้ายผ้าและวางระเบิดปลอมเพื่อสร้างความวุ่นวายในพื้นที่





วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

ผู้ว่าฯ ปัตตานีสั่งเข้มหลังพบมีรายงานโจรใต้เตรียมสร้างสถานการณ์ป่วนต่อเนื่อง


19 กันยายน 2558 14:44 น.


ปัตตานี - ผู้ว่าฯ ปัตตานี สั่งกำลังเจ้าหน้าที่คุมเข้มหลังมีรายงานว่า ผู้ก่อความไม่สงบเตรียมที่จะก่อเหตุสร้างความวุ่นวายขึ้นในพื้นที่ หลังจากเกิดเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

วันนี้ (19 ก.ย.) เจ้าหน้าที่กองกำลังร่วมในพื้นที่เขตรอยต่อของจังหวัดปัตตานี และนราธิวาส ได้ตั้งจุดตรวจตามแนวเขต รวมไปถึงการลาดตระเวนเส้นทางเพื่อปิดกั้นการลักลอบเข้ามาในพื้นที่ เพื่อหลบหนี หลังจากกลุ่มก่อความไม่สงบได้ก่อเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จนทำให้เกิดความวุ่นวาย และหวาดกลัวต่อประชาชนในพื้นที่

นายวีรพงค์ แก้วสุวรรณ ผู้ว่าฯ ปัตตานี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่งคงจังหวัดปัตตานี ได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยกำลังในพื้นที่ให้ดูแลความปลอดภัยพื้นที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีรายงานว่า กลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ได้มีการเคลื่อนไหวระดมแนวร่วม และวัตถุระเบิดเตรียมที่จะก่อเหตุสร้างความวุ่นวายก่อกวนสร้างสถานการณ์ จึงขอให้ทุกหน่วยวางกำลังคุมเข้ม และลาดตระเวนเส้นทางดูแลความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงประชาชนให้เกิดความปลอดภัย




ขณะที่การรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ยังคงเข้มงวดในการตรวจค้นรถทุกชนิดที่ผ่านเข้าออกในเขตตัวอำเภอ รวมไปถึงบนถนนสายหลัก และสายรอง โดยมีการเฝ้าจับตารถต้องสงสัยตามโปสเตอร์ที่อาจจะมีการดัดแปลงสี และทะเบียนที่ผ่านมายังจุดตรวจ และการตรวจจับด้วยกล้องวงจรปิดเพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถจังหวัดปัตตานี

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุลอบวางระเบิดขึ้นใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้หน่วยกำลังในพื้นที่มีการคุมเข้มเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่อำเภอ โดยเฉพาะ อ.เมืองปัตตานี เจ้าหน้าที่ได้เดินเท้าออกประชาสัมพันธ์ร้านค้าต่างๆ ให้ช่วยเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ และบุคคลต้องสงสัยเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น


หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้