วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ึความคืบหน้าเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ฐานปฏิบัติการ จนท.ทหาร และบ้านเรือนประชาชน






         จากการตรวจสอบพบเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็ก แบบสี่ประตู สีขาว หมายเลขทะเบียน ขค 7214 สงขลา รถยนต์กระบะคันดังกล่าวถูกคนร้ายจำนวน 4  คน ขับขี่รถ จยย. ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดขนาด ยิงขึ้นฟ้า 4-5 นัด และบังคับให้ นายสาแม  มีนา ขึ้นรถและจับเป็นตัวประกันไปด้วยขับหลบหนีไป เหตุเกิด หน้าบ้านเลขที่ 70/2 บ้านค่าย หมู่ที่ 7  ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อ 23 กรกฎาคม 2560 เวลา 19.45 นาฬิกา จนกระทั่งคนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุดังกล่าว ภายในรถพบศพ นายสาแม มีนา อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 1 ตำบลปะกาฮะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด บริเวณศีรษะ ซึ่งการสังหารดังกล่าวเป็นการกระทำของคนร้าย เพื่อเป็นการทำลายพยานหลักฐาน เพราะตัวประกันได้เห็นหน้าคนร้าย
         คาดว่า กลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้น่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่เชื่อมโยงในการปล้นรถกระบะแล้วฆ่าเจ้าทรัพย์ก่อนจะนำระเบิดไปซุกในรถแล้วขับไปก่อเหตุ คาร์บอมบ์ที่ห้างบิ๊กซีปัตตานี เมื่อวันที่ 19 พค.ที่ผ่านมา
          จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4   ส่วนหน้า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียการกระทำซึ่งใช้พี่น้องประชาชน และยานพาหนะของพี่น้องประชาชนเป็นเกราะกำบัง และการยิงและขว้างระเบิดดังกล่าวยังโดนบ้านเรือนราษฎรผู้บริสุทธิ์ ในการก่อเหตุถือเป็นการกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อนรวมถึงการสังหารเจ้าของรถซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนา บุคคลเหล่านี้ จะไม่ได้รับแม้แต่กลิ่นไอของสวรรค์ โดยรถคันดังกล่าวหากหลุดรอดออกไป คาดว่าจะนำไปประกอบระเบิดแต่เจ้าหน้าที่ ได้ติดตามได้เสียก่อน การกระทำที่เหี้ยมโหดนี้สมควรที่ทุกส่วนร่วมกันประณาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้รวบรวมพยานหลักฐานตลอดจนกล้องวงจรปิดหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาบังคับใช้กฎหมาย และสั่งให้หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ได้ไล่ติดตามคนร้าย ต่อไป
           สำหรับคนร้ายที่บาดเจ็บ หากผู้ใดพบเห็นให้แจ้งมาที่หมายเลข 1341 ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือ หน่วยความมั่นคงในพื้นที่และการให้ที่พักพิงต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา

********************************

รองโฆษก กอ.รมน.เปิดเผยกรณีเหตุคนร้ายปล้นรถยนต์ และก่อเหตุยิงใส่ฐานทหารที่ปัตตานี

รองโฆษก กอ.รมน.เปิดเผยกรณีเหตุคนร้ายปล้นรถยนต์ และก่อเหตุยิงใส่ฐานทหารที่ปัตตานี

       
       ยะลา - รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยถึงกรณีเหตุคนร้ายปล้นรถยนต์ และก่อเหตุใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ฐานปฏิบัติการ จนท.ทหาร ร้อย ร.2533 ฉก.ปน.24 และบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ใกล้เคียงกับฐานปฏิบัติการ
      
       วันนี้ (24 ก.ค.) ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ร.2533 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 และบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ใกล้เคียงกับฐานปฏิบัติการ เหตุเกิดบริเวณพื้นที่หมู่ 2 บ้านท่าด่าน ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 19.45 น.นั้น โดยพฤติกรรมคนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับรถยนต์กระบะไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียนเป็นพาหนะ โดยขับผ่านหน้าฐานหมวดปืนเล็กที่ 2 ร้อย ร.2533 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 จากนั้นคนร้ายได้ขว้างระเบิดแสวงเครื่อง และใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงใส่จำนวนหลายนัด ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ จึงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และคาดว่าคนร้ายได้รับบาดเจ็บ
      
       “หลังก่อเหตุคนร้ายขับรถหลบหนีผ่านบ้านเรือนราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้เคียง พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่บ้านเลขที่ 13 ซึ่งเป็นบ้านของ นางมณฑี พรหมสะอาด กระสุนปืนถูกผนังบ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย บ้านเลขที่ 53/3 ซึ่งเป็นบ้านของ นายประจักษ์ นิมมานรัตน์ กระสุนปืนถูกผนังบ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย และบ้านเลขที่ 53/4 ซึ่งเป็นบ้านของ นางจิต ธนูสังข์ กระสุนปืนถูกกระจกรถยนต์กระบะที่จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านได้รับความเสียหาย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต่อมา เมื่อเวลา 21.30 น. ได้รับแจ้งว่า พบรถยนต์กระบะคันที่ใช้ก่อเหตุจอดทิ้งไว้ในคลองส่งน้ำบ้านปะกาจินอ หมู่ที่ 6 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ห่างจากฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 2 ร้อย ร.2533 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 ประมาณ 3 กิโลเมตร
      
       จากการตรวจสอบพบเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ แบบ 4 ประตู สีขาว หมายเลขทะเบียน ขค 7214 สงขลา รถยนต์กระบะคันดังกล่าวถูกคนร้าย จำนวน 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อ และหมายเลขทะเบียนเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงขึ้นฟ้า 4-5 นัด และบังคับให้ นายสาแม มีนา ขึ้นรถ และจับเป็นตัวประกันไปด้วย และขับหลบหนีไป เหตุเกิดหน้าบ้านเลขที่ 70/2 บ้านค่าย หมู่ที่ 7 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2560 เวลา 19.45 น. จนกระทั่งคนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุดังกล่าว ภายในรถพบศพ นายสาแม มีนา อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดบริเวณศีรษะ ซึ่งการสังหารดังกล่าวเป็นการกระทำของคนร้ายเพื่อเป็นการทำลายพยานหลักฐาน เพราะตัวประกันได้เห็นหน้าคนร้าย คาดว่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้น่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่เชื่อมโยงในการปล้นรถกระบะแล้วฆ่าเจ้าทรัพย์ ก่อนจะนำระเบิดไปซุกในรถแล้วขับไปก่อเหตุคาร์บอมบ์ที่ห้างบิ๊กซี ปัตตานี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา” พ.อ.ยุทธนาม กล่าว
      
       รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังกล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสีย การกระทำซึ่งใช้พี่น้องประชาชน และยานพาหนะของพี่น้องประชาชนเป็นเกราะกำบัง และการยิง และขว้างระเบิดดังกล่าวยังโดนบ้านเรือนราษฎรผู้บริสุทธิ์ ในการก่อเหตุถือเป็นการกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อน รวมถึงการสังหารเจ้าของรถ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนา บุคคลเหล่านี้จะไม่ได้รับแม้แต่กลิ่นอายของสวรรค์ โดยรถคันดังกล่าวหากหลุดรอดออกไปคาดว่าจะนำไปประกอบระเบิด แต่เจ้าหน้าที่ได้ติดตามได้เสียก่อน การกระทำที่เหี้ยมโหดนี้สมควรที่ทุกส่วนจะร่วมกันประณาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้รวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนกล้องวงจรปิด หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาบังคับใช้กฎหมาย และสั่งให้หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ได้ไล่ติดตามคนร้ายต่อไป สำหรับคนร้ายที่บาดเจ็บหากผู้ใดพบเห็นให้แจ้งมาที่หมายเลข 1341 ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หรือหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ และการให้ที่พักพิงต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา
         

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เพื่อนผู้เห็นต่างอยากกลับบ้าน...




โดย "แบมะ ฟาตอนี"


           การให้โอกาสต่อผู้กระทำความผิดให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ถือได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่หลงผิดมีที่ยืนในสังคม กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย พัฒนาถิ่นเกิด อีกทั้งให้คนเหล่านี้กลับมาอยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งแทนการหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ

         “โครงการพาคนกลับบ้าน”
เป็นโครงการหนึ่งของหน่วยงานความมั่นคงที่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่หลงผิดได้รายงานตัวแสดงตน โดยความสมัครใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ในห้วงที่ผ่านมามีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว


          ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและโจมตี “โครงการพาคนกลับบ้าน” คือผู้เห็นต่างจากรัฐที่ไม่ต้องการสูญเสียสมาชิก ไม่อยากให้บรรดาสมาชิกหันหลังให้กับขบวนการ และที่สำคัญไม่อยากเสียมวลชนที่หันมาสนับสนุนโครงการของรัฐแทนการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา


        ผู้เขียนได้รับข้อมูลทางลับ มีผู้หลงผิดจำนวนมากติดต่อขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน โดยรัฐยินดีนำออกนอกพื้นที่ทั้งครอบครัว จัดหาที่ทำกินเปลี่ยนข้อมูลบุคคลให้ใหม่ โดยมีสัญญาให้มีการมอบอาวุธให้กับทางการ


        เพื่อพิสูจน์ความจริงตามที่ได้รับข้อมูลทางลับเท็จจริงแค่ไหน? หรือเป็นแค่ข่าวลวง ข่าวโคมลอยที่ตั้งใจปล่อยเพื่อต้องการหวังผลอะไรบางอย่าง จึงนำไปสู่การพบปะพูดคุยซึ่งได้ยินคำยืนยันจากปากแกนนำอาร์เคเค โอดครวญอยู่อย่างลำบาก ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนอดมื้อกินมื้อ ถูกแกนนำทอดทิ้งไร้การเหลียวแล


         จุดนัดพบแห่งหนึ่งในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ใกล้เทือกเขาตะเว ต้องเดินทางบนถนนลูกรัง เมื่อมาสุดถนนต้องเดินเท้าลัดเลาะไปตามไหล่เขา ต้องผ่านลำน้ำไหลเอื่อยๆใสเย็น สภาพพื้นที่ทั่วไปอุดมสมบูรณ์ มีเรือกสวนผลไม้สลับสวนยางพาราเป็นระยะๆ รู้สึกร่มรื่นกับธรรมชาติอย่างบอกไม่ถูก ใช้เวลาเดินทางร่วม 4 ชั่วโมงก็ถึงที่นัดหมาย


         จุดหมายปลายทางคือกระต๊อบหลังเล็กๆ ณ ตรงนั้นมีชายฉกรรจ์ 4 คน นั่งรออยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นกล่าวแนะนำตนเองว่าเป็นแกนนำระดับสั่งการ มีชื่อเรียกในขบวนการว่า“เจ๊ะฆูมัง”ซึ่งอดีตเคยเป็นครูสอนตาดีกาแห่งหนึ่งในอำเภอเจาะไอร้อง หลังเข้าร่วมขบวนการรับผิดชอบในปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธอาร์เคเคในพื้นที่รับผิดชอบ “เจ๊ะฆูมัง” ได้กล่าวว่าเขาและลูกน้องได้เดินเท้าลงจากฐานบนเทือกเขาตะเวมาตั้งแต่เมื่อวานเพื่อมาคุยตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า


         “เจ๊ะฆูมัง” ได้เล่าการใช้ชีวิตอยู่บนฐานเทือกเขาตะเว ต้องอยู่อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะสัตว์ป่า ดุร้ายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ อีกทั้งต้องคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติการไล่ล่า การจะใช้ชีวิตในป่าไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ส่วนฐานที่ตั้งอยู่เน้นพื้นที่จุดใกล้แหล่งน้ำ และเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ สามารถหาของป่ามากินได้เพื่อประทังชีวิตและความอยู่รอด


        ส่วนการทำหน้าที่หรือภารกิจที่มุ่งให้เกิดความวุ่นวายและการสูญเสียนั้นจะรอรับคำสั่งให้ทำงาน “เจ๊ะฆูมัง”กล่าวว่าจะรู้จักเพียงผู้สั่งงานเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนในขบวนการในลำดับที่ใหญ่กว่านั้นจะไม่มีการเปิดเผยชื่อตำแหน่งรู้เพียงเป็นคนกว้างขวางใหญ่โต


         เขายังเล่าต่อว่า สาเหตุที่ออกมาให้ข้อมูลเพื่อเปิดใจคุยครั้งนี้ เพราะตนเองและสมาชิกในกลุ่มต้องทนกับความลำบาก เนื่องจากถูกกลุ่มขบวนการทอดทิ้งไม่เหลียวแล นอกจากต้องอดทนกับสภาพความเป็นอยู่ และยังไม่มั่นใจถึงอนาคตที่จะได้รับ “ว่าคุ้มหรือไม่” โดยมีเพื่อนหลายคนเริ่มปรึกษากันถึงทางเดินใหม่ และตกลงปลงใจจะขอเข้าร่วม “โครงการพาคนกลับบ้าน” เพื่อกลับไปใช้ชีวิตสันติสุขกับครอบครัว

         การต้องมาอยู่อย่างหลบซ่อนอย่างนี้ต่อไปไม่ได้มีผลดีอะไรกับทุกคนและครอบครัว การจะไปไหนมาไหน พาครอบครัวไปเที่ยวก็เกรงกลัวฝ่ายเจ้าหน้าที่จะจับกุม มันไม่ใช่หนทางที่สามารถทำให้เรามีความสุขได้เลย ขณะเดียวกันเมื่อใครในกลุ่มมีคดีติดตัวแล้ว ขบวนการไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือแต่อย่างใด


        “เจ๊ะฆูมัง” ยังฝากบอกไปยังระดับผู้บงการสั่งการใหญ่ในขบวนการให้รับรู้ว่าสิ่งที่พวกเราทั้งหลายได้ทำและต่อสู้อยู่ในปัจจุบันนี้ เปรียบได้เหมือนคนอยู่บนเรือที่ลอยไปกับกระแสน้ำ ทั้งอนาคตหรือปัจจุบันพวกเรายังไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร หากสักวันหนึ่งต้องถูกจับ หรือเกิดอะไรขึ้น ใครที่เป็นคนในขบวนการควรจะยื่นความช่วยเหลือเข้ามาบ้าง แต่ที่ทุกคนยังทำและเชื่อเพราะสิ่งที่ขบวนการพยายามส่งผู้นำศาสนามาบิดเบือนหลักคำสอน และได้ปลูกฝังว่าสิ่งที่ทำจะเป็นบุญและได้ขึ้นสวรรค์


         “เจ๊ะฆูมัง” ยังได้กล่าวความคิดอันแรงกล้าของตนเองว่าไม่เคยคิดหลบหนี สู้เพื่อขบวนการ แต่เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย อุดมการณ์และความคิดที่ตนเองเชื่อมาโดยตลอดนั้นมันไม่ใช่ การสั่งให้ทำการก่อเหตุด้วย การลอบยิง ลอบระเบิด ทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนเหล่าผู้บงการไม่เคยคิดและคำนึงถึงความถูกต้อง มีแต่จะสั่งการให้สร้างความรุนแรงยิ่งๆขึ้น จนมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและผิดหลักศาสนาสอน


          เขายังเชื่อว่าหากวันข้างหน้าตนเองต้องตายไปกับการต่อสู้ คงเป็นรูปแบบเดิม ๆ ที่ขบวนการยกย่องเป็นวีรบุรุษที่ทำการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ แต่อนาคตของครอบครัว พ่อแม่ และเมีย โดยเฉพาะลูกที่จะเติบโตขึ้นมาเขาจะเลือกทางเดินและใช้ชีวิตเช่นไร?


          “เจ๊ะฆูมัง” ได้กล่าวทิ้งท้ายฝากไปยังเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ในขบวนการ หรือที่คิดอยากจะเข้าไปนั้นจงคิดให้หนัก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่าไปหลงเชื่อขบวนการ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ได้รับผลกระทบคือครอบครัวเราเอง ที่ต้องอยู่อย่างลำบากไม่ได้รับการเหลียวแลจากขบวนการเลย และไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือใดๆ ให้กับสมาชิก


         จะเห็นได้ว่าจากข้อมูลทางลับ มีผู้หลงผิดจำนวนมากติดต่อขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านนั้นมีมูลความจริง ซึ่งคาดว่าแนวร่วมส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตคนในครอบครัว มากกว่า “เอกราชจอมปลอม” ของนายทุนที่หลอกใช้มาแสนนาน โดยที่ไม่ตอบแทนอะไร? นอกจากคำขู่และมอบความตาย...

---------------------

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิสามัญโจรใต้ ระเบิด Big C ปัตตานีดับคามัสยิด




           เมื่อเช้ามืดวันที่ 11 ก.ค.60(วันนี้) พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 นำกำลังร่วม 50 นายเข้าปิดล้อมตรวจค้นบริเวณมัสยิดบ้านกาฮง ม.5 ต.ปะกาฮารัง อ.เมืองปัตตานี หลังมีแหล่งข่าวแจ้งว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจะเข้ามาในพื้นที่ เพื่อเตรียมก่อเหตุความไม่สงบ


            ขณะเจ้าหน้าที่มีการกระจายกำลังตามจุดต่างๆก็พบบุคคลน่าสงสัย จำนวน 3 คน อยู่หลังมัสยิด จึงแสดงตัวเพื่อตรวจค้น แต่ปรากฏว่าผู้ต้องสงสัยทั้งหมดวิ่งหนี แต่1ใน3ผู้ต้องสงสัยคิดสู้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ 3 นัด เพื่อเปิดทางหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงตอบโต้เสียชีวิตทันที ส่วนผู้ต้องสงสัย 2 รายที่หลบหนีนั้นกำลังตามไล่ล่าตัว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ถูกวิสามัญทราบชื่อคือ นายสุดิง มามะ อายุ 29 ปี ตรวจสอบมีหมายจับ ป.วิอาญา 1 หมาย ที่ลำตัวมีบาดแผลถูกยิง จำนวน 5 นัด ข้างตัวพบอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก สำหรับนายสุดิง มามะ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับที่ส่วนเกี่ยข้องกับการก่อเหตุลอบวางระเบิดที่ห้างบิ๊กซีปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.60 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ เข้าเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งหมด ได้แก่ ปืนสั้นหลายกระบอก เป้สนาม และเปลนอน โดยเฉพาะปืนสั้นที่ยึดได้ เชื่อว่า น่าจะเคยนำไปก่อเหตุมาแล้ว จึงส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบ คาดว่า จะทราบผลไม่เกิน 3 วัน อย่างไรก็ตาม สำหรับคนร้ายที่หลบหนี เจ้าหน้าที่ยังคงกระจายกำลังไล่ล่า และปิดล้อมสกัดเส้นทางเข้า-ออกทุกเส้นทาง


           ด้าน พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี กล่าวว่า จากการข่าวกรองและที่มีชาวบ้านแจ้งแบะแส พบความผิดสังเกตของกลุ่มคน เกรงว่าจะมีการรวมตัวประทำสิ่งผิดกฎหมาย จนนำไปสู่การจัดกำลังวางแผนเข้าตรวจพิสูจน์ทราบตามข้อมูลแจ้งเตือนก่อนนี้แล้ว และเกรงอาจจะเป็นไปตามข่าว นำไปสู่การวางแผนรวม 3 ฝ่าย ก่อนทำการเข้าตรวจพิสูจน์ทราบ และเกิดการต่อสู้ยิงปะทะคนร้ายเสียชีวิตดังกล่าว ทั้งนี้ได้ทำการตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะข้อมูลที่ชาวบ้านแจ้งว่ากลุ่มคนร้ายใช้บริเวณหลังมัสยิดทำการไม่เหมาะสม ซึ่งก่อนนี้เคยเกิดเหตุใช้ก่อเหตุร้ายมาแล้ว ซึ่งชาวบ้านหลายคนแสดงความรู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากให้เรื่องร้ายต่างๆ ต้องทำให้พื้นที่หม่นหมอง และยังให้ข้อมูลว่าอีก 2 ราย ที่อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุปะทะและหลบหนีไปได้นั้นคือ มีนายมะนาเซ ไซดี มีหมายจับ ป.วิ.อาญาคดีความมั่นคง 7 หมาย และนายยูโซะ แมะตีเมาะ ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบวางคดีระเบิด โดยทั้ง 2 คน มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่บ้านดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ขณะนี้ได้สั่งให้มีการสนธิกำลังร่วม 3 ฝ่าย เสริมเข้าตรวจและไล่ล่ากลุ่มคนร้ายในระยะ 5 กิโกเมตร โดยคาดว่าจะมีแนวร่วมแอบให้การช่วยเหลือหลบหนีกบดาน


           สำหรับการก่อเหตุครั้งนี้เจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มแนวร่วมขบวนการใช้เหตุการณ์ปลุกกระแสยกย่องอาชญากรและ เป็นวีรบุรุษอีกเช่นเคย

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เผยผลสอบปากคำผู้ให้ที่พักพิง “ลุกมาน มะดิง” รับเป็นแนวร่วม มีหน้าที่จัดเก็บเงินสนับสนุน





           ยะลา - โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เผยความคืบหน้าคดี “ลุกมาน มะดิง” ระบุผลสอบปากคำผู้ให้ที่พักพิงรับสารภาพ เป็นแนวร่วมกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบ โดยมีหน้าที่จัดเก็บเงินสนับสนุนของกลุ่มขบวนการ

         วันนี้ (8 ก.ค.) พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้สนธิกำลังเข้าติดตามจับกุม นายลุกมาน มะดิง ผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 5 หมาย ณ บ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 6 ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา เป็นเหตุให้นายลุกมาน มะดิง เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว 2 สามีภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านคือ นายสือดี มาหะมะ และนางสีตีพาตีเมาะ เซ็งกะจรี มาทำการซักถาม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เหตุเกิดเมื่อ 30 มิถุนายน 2560 ในการนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอชี้แจงความคืบหน้าให้ทราบ ดังนี้คือ

  • 1. ผลจากการซักถาม นายสือดี มาหะมะ ในขั้นต้นให้การยอมรับว่าเป็นแนวร่วม มีหน้าที่จัดเก็บเงินรายเดือนจากสมาชิกแนวร่วมในพื้นที่ และให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยเฉพาะ นายลุกมาน มะดิง ได้เคยมาพักพิงที่บ้านแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องคดีตามกฎหมาย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดยะลา ได้มีคำสั่งพิพากษาตัดสินลงโทษให้จำคุก นายสือดี มาหะมะ และนางสีตีพาตีเมาะ เซ็งกะจรี ซึ่งได้ให้การรับสารภาพว่า ได้ให้ที่พักพิงแก่นายลุกมาน มะดิง ที่เสียชีวิตจากการปะทะจริง จึงให้ลดโทษเหลือจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ตามคดีดำที่ 1980/2560 และคดีแดงที่ 1972/2560 ลง 7 กรกฎาคม 2560


  • 2. จากการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายครั้งที่ผ่านมา พบว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงมักจะเข้ามาอาศัยพักพิง และหลบซ่อนเพื่อเตรียมก่อเหตุความรุนแรงที่บ้านญาติ แนวร่วมและผู้ให้การสนับสนุน ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะได้รับโทษในฐานให้ที่พักพิง ซึ่งได้กำหนดอัตราโทษสูงสุดให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาทแล้ว อาจได้รับโทษฐานเข้าไปมีส่วนร่วม หรือสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งมีอัตราโทษที่สูงขึ้นอีกด้วย จึงถือเป็นบทเรียนที่สำคัญที่พี่น้องประชาชนต้องให้ความสำคัญ และตระหนักถึงผลกระทบจากการให้ความช่วยเหลือหลบซ่อนพักพิง และให้การสนับสนุนกับผู้ก่อเหตุรุนแรงดังตัวอย่าง คำพิพากษาที่ปรากฏแล้ว ดังนั้น หากพบบุคคลแปลกหน้า หรือบุคคลต้องสงสัยเข้ามาในเขตที่พักของตน จะต้องรีบแจ้งให้ผู้นำท้องที่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

  • 3. สำหรับผลคืบหน้าการตรวจพิสูจน์อาวุธปืน และปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ พบว่าเคยก่อเหตุมาแล้ว 5 เหตุการณ์ ตั้งแต่ปี 2555-2559 เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐ และพี่น้องประชาชนได้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ทรัพย์สินของทางราชการและพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายอีกจำนวนหนึ่ง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ได้พยายามบังคับใช้กฎหมายโดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นและเครือญาติ แต่นายลุกมาน มะดิง ได้ต่อสู้ขัดขืน จนเกิดการปะทะ และนำไปสู่ความสูญเสียดังกล่าว จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ดุลยพินิจในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร เพื่อมิให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มองค์กร แนวร่วมที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ และบิดเบือนข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ผ่านสายด่วนโทร 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จนท.แสดงความเสียใจ..เหตุคนร้ายลอบยิงประชาชนเสียชีวิต 3 ราย ที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี แต่ไร้วี่แวว NGO



Posted on 07/07/2017 by admin


        วันนี้ 7 กรกฎาคม 2560 เวลา 09.30 น. พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธไม่ทราบชนิด และขนาด ยิงเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนและราษฎรเสียชีวิต 3 ราย ในเขตพื้นที่ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อ 6 กรกฎาคม 2560 ห้วงเวลา 18.35 – 19.20 น. นั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ

  • 1. นายมะแอ แวดอเลาะ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 3 ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดบริเวณตลาดนัดบ้านตาแบ๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
  • 2. นายมะรบอิน มะเกะ เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดบริเวณหน้ามัสยิดบ้านคลองโต๊ะเนาะ หมู่ที่ 3 ตำบลสะกำ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
  • 3. นายซำซูดิง เจะซอ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116/2 บ้านกูบังบาเดาะ หมู่ที่ 4 ตำบลสะกำ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดบริเวณบ้านกูบังบาเดาะ หมู่ที่ 4 ตำบลสะกำ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี

         ซึ่งทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 3 ราย โดยแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยบูรณาการกำลังร่วม 3 ฝ่าย และกำลังภาคประชาชน เข้าคุ้มครองและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมกับเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้เร่งทำการสอบสวนและตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของทั้ง 3 ราย หากพบว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ก็จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบ ที่ได้กำหนดไว้แล้วต่อไป

        สำหรับในห้วงที่ผ่านมา กลุ่มผู้เหตุรุนแรงยังคงพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ และการโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ในขณะที่กลุ่มแนวร่วมที่แอบแฝงอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชนบางคน ได้พยายามเคลื่อนไหว

        เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในอำนาจรัฐ และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้พี่น้องประชาชน ใช้วิจารณญาณในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

—————————-

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ศาสนา ความหมายของศาสนา


ศาสนา ความหมายของศาสนา

คำว่า "ศาสนา" ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Religion" และคำว่า "ศาสนา" ในภาษาไทย มีรากศัพท์มาจาก ภาษาสันสกฤตว่า "ศาสน"แต่หาก เขียนว่า "สาสนา" จะเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี ว่า "สาสน" (ประยงค์ สุวรรณบุบผา, 2537: 164)

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก  (2527 : 28-36) ทรงให้ความหมายว่า ศาสนา มีความหมายสรุปได้เป็น 2 นัย คือ
     (1) คำสั่งสอน
     (2) การปกครอง

พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต) (2527: 291) ทรงให้นิยามว่า  "ศาสนา" คือ คำสอน คำสั่งสอน ปัจจุบันใช้หมายถึงลัทธิความเชื่อถือ อย่างหนึ่ง ๆ พร้อมด้วยหลักคำสอน ลัทธิพิธี องค์การ และกิจการทั่วไป ของหมู่ชนผู้นับถือลัทธิความเชื่อถืออย่างนั้น ๆ ทั้งหมด

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) (2531: 91) ทรงอธิบายว่า "ศาสนา
คือ คำสั่งสอน ท่านผู้ใดเป็นต้นเดิม เป็นผู้บัญญัติสั่งสอน ก็เรียกว่าศาสนาของท่านผู้นั้น หรือท่านผู้บัญญัติ สั่งสอนนั่นได้นามพิเศษอย่างไร ก็เรียกชื่อนั้นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงมีมาก คำสอนก็ต่างกัน..."
สุชีพ ปุญญานุภาพ (2532: 9) อธิบายความหมายคำว่า
“ศาสนา” ไว้ว่า

     1. ศาสนา คือ ที่รวมแห่งความเคารพนับถืออันสูงส่งของมนุษย์
     2. ศาสนา คือ ที่พึ่งทางจิตใจ ซึ่งมนุษย์ส่วนมากย่อมเลือก
ยึดเหนี่ยวตามความพอใจ และความเหมาะสมแก่เหตุแวดล้อมของตน
     3. ศาสนา คือ คำสั่งสอน อันว่าด้วยศีลธรรม และอุดมคติสูงสุดในชีวิตของบุคคล รวมทั้งแนวความเชื่อถือ และแนวการปฏิบัติต่าง ๆ กัน ตามคติของแต่ละศาสนา




ราชบัณฑิตยสถาน (2539: 783) ให้ความหมายของ “ศาสนา” ว่า “ลัทธิความเชื่อของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่าย ปรมัถต์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรม เกี่ยวกับบุญบาป อันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็น หรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อนั้น ๆ”
         จากนิยามดังกล่าวในข้างต้น จะเห็นว่านักคิดท่านต่าง ๆ ต่างให้นิยามของศาสนาไปตามโลกทัศน์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเมื่อเราพิจารณาคำนิยามเหล่านี้แล้ว อาจจะเกิดปัญหาว่า นิยามใดดีที่สุด หรือเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจากนิยามของคำว่า “ศาสนา” ย่อมถูกต้องและเหมาะสมแตกต่างกันออกไปตามหลักความเชื่อของศาสนานั้น ๆ

       เมื่อเกิดปัญหาในเรื่องของการนิยามแล้ว จึงนำไปสู่การพิจารณาว่า นิยามที่ดีของศาสนานั้น ควรเป็นอย่างไร ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ได้มีผู้เสนอว่า “วิธีการนิยามศาสนาที่ดีนั้น ควร พิจารณาหาสิ่งที่มีคุณลักษณะร่วมกันที่มีอยู่ในทุกศาสนา มาใช้เป็นคำนิยามของคำว่า ศาสนา” และหากพิจารณาบรรดาศาสนาทั้งหลายที่มีอยู่
ในโลกนี้ เราจะพบว่า มีลักษณะร่วมกัน ที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้




ทุกศาสนาจะต้องมีหลักคำสอน หลักคำสอนทางศาสนา
มีหน้าที่สั่งสอนให้มนุษย์ประพฤติดี เพื่อนำมนุษย์
ไปสู่เป้าหมายที่สำคัญของศาสนา อีกทั้งทำให้มนุษย์
ได้พบกับสัจธรรมในชีวิต ซึ่งเมื่อพิจารณาตามนัยยะ
นี้แล้วจะเห็นว่า คำสอนทางศาสนานั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์
จะต้องปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย สูงสุดของศาสนา
ที่แต่ละปัจเจกบุคลนับถืออยู่


        หลักคำสอนของทุกศาสนาจะมีลักษณะเป็นเรื่องราวของ ความเชื่อมากกว่าเหตุผล เนื่องจากหลักคำสอนของแต่ละศาสนามุ่งสร้างความเชื่อ ความศรัทธาในคำสอนของศาสนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์ อีกทั้งกายอมรับศาสนารของมนุษย์เกิดจากความเชื่อทาง ศาสนา ที่ (บางศาสนา)
สามารถยอมรับศาสนานั้น ๆ ได้โดยไม่สนใจความถูกต้องในเชิงเหตุผล
 หรือบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์



        
          ศาสนาทุกศาสนาเน้นเรื่องของระดับจิตใจมากกว่าเรื่องทางวัตถุ โดยเรื่องที่ให้ความรู้สึกทางอารมณ์ หรือจิตใจนั้น จะถูกแสดงออกโดยผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อทางศาสนา และการแสดงออกผ่านทางการกระทำ เป็นต้นว่า ผู้ที่เคร่ง ศาสนามักจะมีความมั่นคงทางจิตใจสูง เพราะเขามีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้น ทำให้จิตใจสงบ เป็นตัน 


         จากลักษณะทั่วไปที่ศาสนาต่าง ๆ มีอยู่ร่วมกัน ทำให้สรุปความหมายของคำว่า “ศาสนา” ได้ว่า “ศาสนา หมายถึง หลักคำสอนที่เป็นแบบแผนของความเชื่อ ความมั่นคงทางจิตใจ และเป็นแบบแผนพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่เป้าหมายที่ดีงามในชีวิต” กระนั้นก็ตาม การพิจารณาว่าสิ่งใดจัดเป็นศาสนาหรือไม่นั้น โดยปกติจะพิจารณาจากองค์ประกอบของศาสนา กล่าวคือ ระบบความเชื่อถือ หรือหลักคำสอนใดก็ตามที่มีองค์ ประกอบดังต่อไปนี้ กับนับได้ว่าเป็นศาสนา

        1. ศาสดา คือ ผู้ก่อตั้งศาสนา หรือผู้คิดค้น ริเริ่มในการ นำคำสอนไปเผยแผ่ เช่น พระพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา

        2. มีศาสนธรรม หรือหลักคำสอนอันเป็นผลงานของศาสดาในรูปของ หลักคำสั่งสอนที่มีเหตุผล เช่น พระพุทธ ศาสนามีธรรมะ และพระวินัย เป็นหลักคำสอน

        3. มีศาสนบุคคล คือ สาวก หรือศาสนิกชนผู้เชื่อฟัง เชื่อถือ ปฏิบัติตามคำสั่งสอน เช่น พระพุทธศาสนามีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

         4. มีศาสนพิธี คือ พิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา ซึ่งในแต่ละ ศาสนาก็จะมีพิธีกรรมของตนเอง เช่นพระพุทธ ศาสนา มีพิธีบรรพชา อุปสมบท, ศาสนาคริสต์มีพิธีมิซซา เป็นต้น

        5. มีศาสนสถาน คือ สถานที่เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม หรือเป็นที่อาศัยของผู้เผยแผ่ศาสนานั้น ๆ เช่น พระพุทธ ศาสนามีวัด อาราม โบสถ์ วิหาร, ศาสนาอิสลามมีมัสยิด ศาสนาสิขมีคุรุด วารา เป็นต้น









มูลเหตุที่ทำให้เกิดศาสนา

        มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ได้ประสบกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งความน่ากลัว แปลก ประหลาด และมหัศจรรย์สำหรับ ตัวมนุษย์ เช่น ความมืด ความสว่าง พายุพัด ฟ้า แลบ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ไฟป่า เป็นต้น และด้วยความที่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านั้น มนุษย์จึงเกรงกลัว ปรากฏการธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น .ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาสิ่งที่จะมาคุ้มครองป้องกันตนจากภัยอันตรายที่คิดว่าจะได้รับจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ รวมทั้ง

แสวงหาสิ่งซึ่งเชื่อว่าสามารถคุ้มครองให้อยู่อย่าง เป็นสุข ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดวัฒนธรรม ตลอดจนประเพณี ยอมรับนับถือพลังลึกลับทางธรรมชาติว่าเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือมนุษย์ และได้สร้างขนบธรรมเนียมที่คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น และควร ประพฤติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยอมรับ นับถือ จากความเชื่อของกลุ่มคน และขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จึงค่อย ๆ วิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นลัทธิ
และศาสนาต่าง ๆ นั่น เอง มีผู้เสนอว่า ศรัทธา หรือ ความเชื่อนับเป็นจุดเริ่มต้นทางศาสนาทั้งปวง ซึ่งศรัทธา ในทางศาสนานั้นมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่


  • ศรัทธาอันเป็นญาณสัมปยุต คือ ความเชื่อที่ประกอบด้วย ปัญญา รู้เหตุ รู้ผล และ
  • ศรัทธาอันเป็นญาณวิปปยุต คือ ความเชื่ออันเกิดจากความไม่รู้เหตุรู้ผล


        หากจะแยกให้เห็นมูลเหตุของศาสนาตามวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึง ปัจจุบัน สามารถแยกได้ดังนี้ (เสฐียร พันธรังสี, 2513:18)
















1. เกิดจากอวิชชา อวิชชา คือ ความไม่รู้ ในที่นี้ได้แก่
ความไม่รู้เหตุรู้ผล เริ่มแต่ความไม่รู้เหตุผลทางภูมิ -ศาสตร์ ทางดาราศาสตร์ ไม่รู้ชีววิทยา และไม่รู้จักธรรมชาติอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อมีความไม่รู้เหตุผล ก็เกิดความกลัว ในพลังทางธรรมชาติ ต้องการความช่วยเหลือจาก ธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือตน จึงมีการสร้างขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อบูชาเอาใจสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นเพื่อที่จะสามารถช่วยให้มนุษย์มีความอยู่รอดไม่มีภัยต่อ ๆ ไป

2. เกิดจากความกลัว มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้าที่ คือ การต่อสู้กับธรรมชาติ และสู้สัตว์ร้ายนานาชนิดและ โดยเฉพาะกับมนุษย์ด้วยกันเอง ยามใดที่เราสามารถ เอาชนะ ธรรมชาติหรือคนได้ ความเกรงกลัวธรรมชาติ สัตว์ร้าย หรือมนุษย์ย่อมไม่มี แต่ถ้าไม่สามารถต่อสู้ได้ มนุษย์จะเกิดความกลัวต่อสิ่งเหล่านั้น และในยามนั้นเอง ที่มนุษย์ต้องพากันกราบ ไหว้บูชา และแสดงความ จงรักภักดี ทำพิธีสังเวยเซ่นไหว้ต่อธรรมชาติดังกล่าว ด้วยความหวังหรืออ้อนวอนขอให้สำเร็จตามความ ปรารถนาอันเป็นผลตอบแทนขึ้นมาเป็นความสุข ความปลอดภัยและอยู่ได้ในโลก

3. เกิดจากความจงรักภักดี ความจงรักภักดีเป็นศรัทธา ครั้งแรกที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมเชื่อว่า เป็นกำลังก่อให้เกิด ความสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศาสนาที่นับถือ พระเจ้า (ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม) มุ่งเอา ความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหลักใหญ่ในศาสนา ในกลุ่มชาวอารยันมีสาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) มีคำสอนถึงภักติมรรค คือ ทางแห่งความภักดี อันจะ ยังบุคคลให้ถึงโมกษะ คือหลุดพ้นได้ แม้ในทางพระพุทธศาสนา ก็ยอมรับว่า ศรัทธา หรือความเชื่อ ความเลื่อมใสเท่านั้นที่จะพาข้าม โอฆสงสารได้ เมื่อเป็นดังนี้แสดงว่ามนุษย์ ยอมตนให้ อยู่ใต้อำนาจของธรรมชาติเหนือตน อันเป็นสิ่งที่ มนุษย์สร้างขึ้นเองซึ่งเรียกว่าเทพเจ้า หรือพระเจ้าอย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดตามมาคือมนุษย์ยอมให้
เครื่องเซ่นสังเวยแก่ธรรมชาตินั้น ๆ ด้วย ลักษณะนี้
จึงเท่ากับว่า มนุษย์ เสียความเป็นใหญ่ในตน
ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่ตนคิดว่ามีอำนาจเหนือตน


4. เกิดจากปัญญา ศรัทธาอันเกิดจากปัญญาคือ
มูลเหตุให้เกิดศาสนาอีกทางหนึ่ง แต่ศาสนาประเภทนี้
มักเป็น ฝ่ายอเทวนิยม คือไม่สอนเรื่องเทพเจ้า
สร้างโลก ไม่ถือเทพเจ้าเป็นศูนย์ กลางแห่ง
ศาสนา
 หากแต่ถือความรู้ประจักษ์จริงเป็นสำคัญ 
เช่น พระพุทธศาสนา ความเน้นหนักของพระพุทธ
ศาสนา คือ ญาณ หรือปัญญาชั้นสูงสุดที่ทำให้รู้แจ้ง
ประจักษ์ความจริง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

5. เกิดจากอิทธิพลของบุคคลสำคัญ ศาสนาหรือ
ลัทธิที่เกิดจากความสำคัญของบุคคลเป็นปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน ที่มีเรื่องราว หรือความสำคัญ
ของบุคคลที่อยู่ ณ ที่นั้น ความสำคัญของบุคคลที่เป็น
เหตุเริ่มต้นของศาสนา หรือลัทธิ โดยมากมักมีเหตุ
เริ่มต้นโดยความบริสุทธิ์จากจิตใจของมนุษย์ ไม่มี
ใครบังคับ ไม่มีใครวางหลัก อีกทั้งเมื่อใครนับถือ
ความสำคัญของบุคคลผู้ใดก็จะพากันกราบไหว้
และเคารพบูชา

6. เกิดจากลัทธิการเมือง ลัทธิการเมืองอันเป็น
มูลเหตุของศาสนาเป็นเรื่องสมัยใหม่ อันสืบเนื่อง
จากการที่ลัทธิการเมืองเฟื่องฟูขึ้นมา และลัทธิ
การเมืองนั้นได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อคนบางกลุ่ม
เป็นต้นว่า กลุ่มคนยากจน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ได้
ละทิ้งศาสนาเดิมที่ตนเองนับถืออยู่ แล้วหันมา
นับถือลัทธิการเมืองดังกล่าวเป็นศาสนาประจำสังคม
หรือชาตินิยมลัทธิการเมือง เป็นต้นว่า ลัทธินาซี
ลัทธิฟาสซิสม์ และลัทธิคอมมิวนิสต์



ประเภทของศาสนา 
การจัดประเภทศาสนานั้น มีวิธีการจัดแบ่งที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง เป็นต้นว่า แบ่งประเภท ของศาสนาตามระบบความเชื่อ 



1. ศาสนาแบบโลกิยะ (Secular Religion) คือการรวมเอาความเชื่อหรือหลักการที่เกี่ยวกับความเชื่อในโลกนี้ อย่างเดียวเท่านั้น โดยปฏิเสธความมีอยู่ของชีวิตในโลกหน้า ศาสนา ประเภทนี้รวมเอาหลักการของคอมมิวนิสต์ ลัทธิฟาสซิสม์ ลัทธิวัตินิยม สังคมนิยม รวมทั้งความประพฤติและระเบียบ กฎหมาย ประเพณีที่ยึดปฏิบัติกันอยู่ในสังคม
2. ศาสนาแบบศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Religion) คือศาสนาตามประเพณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความลึกลับในชีวิต ทั้งในโลกหน้า ศาสนาแบบนี้รวมคำสอนของศาสนาใหญ่ ๆ ซึ่ง เสริมให้บุคคลปฏิบัติตามกรอบที่ดีของศีลธรรมทั้งบูชาและยกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่ในศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู เป็นต้น


แบ่งตามชื่อศาสนา

1. ชื่อตามผู้ตั้งศาสนา ได้แก่ ศาสนาขงจื๊อ ตั้งชื่อตามท่านขงจื๊อ หรือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ตั้งชื่อตามท่านศาสดา โซโรอัสเตอร์

2. ชื่อตามนามเกียรติยศของผู้ตั้งศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ คำว่าพุทธะ แปลว่า ท่านผู้รู้ ทั้ง ๆ ที่นามแท้จริงของพระพุทธเจ้าคือ สิทธัตถะ โคตมะ หรือศาสนาเชน คำว่า เชน มาจาก คำว่า ชินะ แปลว่าผู้ชนะ ทั้งที่ชื่อจริงของผู้ตั้งศาสนาคือ วรรธมานะ เป็นต้น

3. ชื่อตามหลักคำสอนในศาสนา ได้แก่ ศาสนาเต๋า คำว่า"เต๋า" แปลว่า ทาง (The Way) หรือทิพยมรรคา (The Divine Way) ศาสนาชินโต คำว่า "ชินโต" แปลว่า ทางแห่งเทพทั้งหลาย (The Way of the Gods) เป็นต้น




แบ่งประเภทตามการที่มีผู้นับถืออยู่หรือไม่ 

1. ศาสนาที่ตายไปแล้ว (Dead Religions) หมายถึง ศาสนาที่เคยมีผู้รับถือในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีใครนับถือ หรือดำรงไว้คงไว้เพียงชื่อที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น ศาสนาของอียิปต์โบราณ ศาสนาของเผ่าบาบิโลเนียน ศาสนาของกรีกโบราณาเป็นต้น

2. ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Religion) หมายถึง
ศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออยู่จนถึงปัจจุบันนี้
     ก. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออก คือ
          จีน และญี่ปุ่น ได้แก่ ศาสนาขงจื๊อ ศาสนาเต๋า
          และศาสนาชินโต
     ข. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียใต้ เช่น อินเดีย
          ปากีสถาน ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์
          หรือฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาซิก
     ค. ศาสนาที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันตก คือ
          ดินแดนปาเลสไตน์ เปอร์เชีย และอารเบีย ได้แก่
          ศาสนายูดาย หรือยิว ศาสนาสโซโรอัสเตอร์
          ศาสนาคริส์ และศาสนาอิสลาม
แบ่งประเภทตามความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า

1. ศาสนาที่นับถือพระเจ้า หรือ "เทวนิยม" (Theism) คือ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างโลก และสรรพสิ่ง ต่าง ๆ ซึ่งศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์แยกเป็น

  • ก. เอกเทวนิยม (Monotheism) จะนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ได้แก่ ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาสิข และศาสนาเต๋า
  • ข. พหุเทวนิยม (Polytheism) นับถือพระเจ้าหลายองค์ บางครั้งยังผสมผสานกับการบูชาธรรมชาติ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาชินโต และศาสนาขงจื๊อ

2. ศาสนาที่ไม่มีการนับถือพระเจ้า เรียกว่า "อเทวนิยม" v(Atheism) ได้แก่ ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน


ความสำคัญของศาสนา

ศาสนามีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์ คือ

1. ศาสนาทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  เพราะทุกศาสนาล้วนมุ่งหวังให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนดี และเมื่อศาสนิกชนเป็นคนดีแล้วสังคมก็ย่อมจะปราศจากความเดือดร้อน 
2. ศาสนาเป็นบ่อเกิดแห่งธรรมจรรยา และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม และหากบุคคลในสังคมประพฤติปฏิบัติตามหลักทางศีลธรรมที่ศาสนานั้น ๆ วางไว้ย่อมทำให้สังคมมีความสุข 
3. ศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะศาสนิกชนสามารถดำเนินวิถีชีวิตตามแบบอย่างของพระศาสดา หรือปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา 
4. ศาสนาจะช่วยให้มนุษย์ทราบว่าสิ่งใดดีชั่ว ถูกผิด ตามมาตรฐานของศาสนานั้น ๆ และทราบถึงผลแห่งการ กระทำนั้น ๆ เช่น คำสอนเรื่องหลักกรมในพระพุทธศาสนา ว่าทำดีได้ดี หรือทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น 
5. ศาสนาเป็นแหล่งรวมศิลปวิทยาการ และถ่ายทอดวิทยาการเนื่องจากจะเป็นแหล่งความรู้ของศาสตร์ แขนงต่าง ๆ และถ่ายทอด
ศาสตร์เหล่านั้นไปสู่มนุษย์ในสังคม ความรู้ทางการ แพทย์ ศิลปกรรม
สถาปัตยกรรม การช่าง การดนตรี และหัตถกรรม เป็นต้น
 
6. ศาสนาเป็นเครื่องส่งเสริมความมั่นคงในการปกครองประเทศ
เช่น พระมหากษัตริย์ไทยทรงยึดมั่นและดำเนิน นโยบายในการปกครองประเทศด้วยหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ
 
7. ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจเมื่อปุถุชนเกิดความทุกข์ร้อนใจ
กล่าวคือ เมื่อคนเราเกิดความทุกข์กายและใจ ก็ย่อมจะหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น และรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหา คือการนำหลักธรรมทางศาสนาที่คนเคารพนับถือมาเป็นที่พึ่งทางใจ และนำหลักธรรมมาใช้
เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา 


หน้าที่พลเมืองต่อศาสนา 

1. ศึกษาหลักธรรม และปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา ตลอดจนนำหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่ตนเองและผู้คนในสังคม

2. ศึกษาความสำคัญของศาสนาที่มีต่อสังคมไทยและประชาชนชาวไทย โดยให้เห็นคุณค่า ของศาสนาที่ตนนับถือ ตลอดจนคุณค่าของศาสนาที่คนอื่น ๆนับถือ เพื่อนำหลักจริยธรรม ในศาสนา มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ และทำให้สังคมมีความสงบสุข

3. ศึกษาและเข้าร่วมประกอบศาสนพิธีตามโอกาสซึ่งการประกอบพิธี กรรมทางศาสนานั้น ไม่ควรขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายบ้านเมือง ตลอดจนไม่ขัดกับจารีตประเพณี อันดีงาม ของสังคมไทยที่สืบทอดกันมา

4. เผยแผ่ศาสนาที่ตนนับถืออยู่ไปยังศาสนิกชน ผู้นับถือศาสนาเดียวกัน และศาสนิกชนต่างศาสนา
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนา และเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ทาง ด้านศาสนาระหว่างกัน

5. ปกป้องและรักษาศาสนาที่ตนเองนับถือ ตลอดจนสถาบันและองค์กรทางศาสนาต่าง ๆ มิให้ผู้ใดสร้างความ เสื่อมเสียให้ได้ และหากมีผู้ใดเกิดความเข้าใจผิดในศาสนาที่เรานับถือ ก็ควรให้ความกระจ่างและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

6. ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น ๆ กล่าวคือ ไม่ดูหมิ่น หลักคำสอน ศาสดา คัมภีร์ ศาสนิกชน และ พิธีกรรม
ทางศาสนา ตลอดจนไม่ทำลายรูปเคารพ หรือโบราณสถานและโบราณวัตถุ ของศาสนาอื่น ๆ

7. ส่งเสริมให้มีกิจกรรมระหว่างศาสนา และศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดี ระหว่างกัน และเพื่อประสานความช่วยเหลือกันในอนาคต

8. ช่วยพัฒนาศาสนสถาน เนื่องจากศาสนสถานเป็นที่ประกอบพิธีกรรม และเป็นที่พำนักของนักบวช ตลอดจนเป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรมของ ศาสนาต่าง ๆ ดังนั้น ศาสนิกชนที่ ดีควรช่วยกันพัฒนา ศาสนสถานของตนให้ สะอาดเรียบร้อยและทำนุบำรุงส่วนที่เสียหายให้มีความมั่นคงแข็งแรงต่อไป





PerMAS รับเงินสนับสนุนจากใคร?




โดย : ‘แบดิง โกตาบารู’


          เคยมีใครสงสัยหรือไม่? ว่ากลุ่มและองค์กรภาคประชาสังคมเถื่อนที่ตะเบ็งเหยงๆ เห่าหอนอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายฝูง เอาเงินทุนจากไหนมาทำการเคลื่อนไหว?
 

        รวมไปถึงการทำกิจกรรม ลงพื้นที่ นับวันยิ่งได้ใจเพราะไม่มีใครตรวจสอบ และกล้าทำอะไรได้ วันดีคืนดีองค์ภาคประชาสังคมเหล่านี้สร้างความขมขื่นหยิบยื่นให้กับสังคมไทยด้วยการแสร้งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไปยื่นหนังสือให้กับสถานทูตต่างชาติ หรือยื่นหนังสือไปยังองค์กร UN


           นักเคลื่อนไหวบางคนเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ซึ่งคนธรรมดาอย่างเราๆ ถือว่าไม่มีโอกาสบ่อยเช่นนั้น ยิ่งค่าตั๋วเครื่องบิน

          ค่ากินค่าที่พักยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีกไม่ใช่น้อยๆ แล้วเอาเงินมาจากไหน? ใคร? สนับสนุนให้....ทั้งที่บางคนเป็นนักศึกษา กำลังศึกษาเล่าเรียนยังไม่มีรายได้ ทุกเช้าจะต้องแบมือขอเงินจากพ่อจากแม่ใช้อยู่เลย..?


           คำถาม?..ข้างต้นผู้เขียนคิดว่าหลายท่านอาจจะมีคำตอบอยู่แล้วในใจ อาจจะมีคำตอบที่หลากหลายกันออกไป หลายคนคิดว่าองค์เหล่านี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ บ้างก็ตอบโดยไม่ต้องยั้งคิดว่ารัฐบาลนั่นแหละตัวดีสนับสนุนเงินทุนให้


          แต่มีบางคนแบบว่าเป็นจำพวกเนียนๆ คิดวิเคราะห์เจาะลึกถึงรากเหง้าของปัญหา กลับมองว่า "ขบวนการค้ายาเสพติด ค้าน้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี"นั่นแหละคือผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มขบวนการ และองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่ม


          เอ๊ะ!!..แล้วใครผิดใครถูกล่ะที่กล่าวมา...เป็นอันว่าถูกต้องทั้งหมดครับ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมากถึง 420 องค์กร ในความเป็นจริง มีทั้งองค์กร ที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป แต่ที่น่ากลัวและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างสันติสุขในพื้นที่คือองค์กรที่มีกลุ่มขบวนการแอบแฝงชักใยอยู่เบื้องหลัง และที่สำคัญมีกลุ่มค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษีอยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนเงินทุนในการเคลื่อนไหว


        ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องราวการบริจาคเงินวันละ 1 บาท เพื่อสนับสนุนให้กับกลุ่มขบวนการ ซึ่งครั้งแรกที่ได้รับรู้เฉยๆ ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร? และคิดว่าอาจเป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปากที่หามูลความจริงแทบไม่ได้!!


          ยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่ผู้เขียนสงสัยและไม่รู้!! กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่มีเพียงสมาชิกผู้ชายเพียงอย่างเดียวหรือ!! หรือว่าจะมีกลุ่มผู้หญิงด้วยที่ทำการเคลื่อนไหวเป็นสมาชิกแนวร่วม....


           และแล้วเรื่องราวสงสัยคาใจ!! ทั้งหมด ได้รับความกระจ่างเมื่อผู้เขียนได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวท่านหนึ่ง เปิดเผยว่าเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี และได้เชิญตัวเจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้หญิง เนื่องจากสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวได้เกี่ยวข้องกับการค้าของผิดกฎหมาย และหลบเลี่ยงหนีภาษี โดยนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่


          หลังจากการซักถาม ผู้ถูกควบคุมตัวได้ยอมรับว่าตนเองนั้นได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เมื่อประมาณปี 2537 เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ฝ่ายสตรี และสมาชิกแต่ละคนจะต้องบริจาคเงินสนับสนุน (ซากาด) รายเดือนๆ ละ 100 – 200 บาท ให้กลุ่มเพื่อเป็นทุนให้กับครอบครัวสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อยู่ในระหว่างหลบหนี หรือเสียชีวิต



         ที่น่าสนใจคือกลุ่มดังกล่าว มีหน้าที่สนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านรัฐ และเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีการระดมสมาชิกภายในกลุ่มไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักศึกษา PerMASเพื่อร่วมรับฟังการบรรยายในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และกฎหมายพิเศษที่มีการประกาศใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง



          การอ้างว่า“ซากาด”แต่ข้อเท็จจริง คือ“การข่มขู่”หรือขอร้องแกมบังคับให้บริจาค จะเป็นการบริจาคได้อย่างไร? 

           ในเมื่อมีการกำหนดว่าสมาชิกจะต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 100 บาท เมื่อมีการกำหนด“ขั้นต่ำ”จึงมิใช่การบริจาคโดยความสมัครใจ แต่จะเข้าข่ายเป็นการล่อลวงบังคับประชาชนใช่หรือไม่? หรือเป็นลักษณะการข่มขู่กรรโชคทรัพย์ประชาชน


       กลุ่มนักศึกษา PerMAS เอาเงินที่ได้จากการขู่เข็ญชาวบ้านมาจัดโครงการอบรมเยาวชนเพื่อปลูกฝังความคิดความเชื่อที่ผิดๆ ในเรื่องประวัติศาสตร์ปัตตานี จัดเวทีปลุกกระแสเรียกร้องในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination)


         การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ซึ่งมีประธานเป็นผู้ขับเคลื่อนงานการเมือง นายสุไฮมิง ดูละสะ อดีตประธานที่เพิ่งพ้นวาระ หรือแม้กระทั่งประธานคนปัจจุบันอย่าง นายอารีฟีน โสะ ไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจตัวจริงในการตัดสินใจ เป็นแค่หุ่นเชิดบังหน้าให้กับ นายอาเต็ป โซ๊ะโก ซึ่งการบริหารจัดการทุกอย่างภายในองค์กร และการขอทุนในการทำโครงการของ PerMAS ได้กลายเป็นธุรกิจในครอบครัวของ นายอาเต็ป โซ๊ะโก ไปแล้ว


          การจัดทำโครงการของกลุ่มนักศึกษา PerMAS มีการเขียนวัตถุประสงค์ที่หมิ่นเหม่ต่อการแบ่งแยกดินแดน เพื่อสร้าง “หมู่บ้านปกครองตนเองตัวอย่าง”


       การสร้าง “หมู่บ้านปกครองตนเองตัวอย่าง” ของกลุ่มนักศึกษาPerMAS มีวัตถุประสงค์อะไร? ในทางการเมือง...


          ที่กล่าวมาเป็นแค่ชุมชนเล็กๆ ชุมชนหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ที่ได้มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรี ที่มีการรวมกลุ่มขึ้นมา เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานการเมืองของนักศึกษา PerMAS


         ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มี 33 อำเภอ บวกรวม 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา รวมทั้งสิ้น 37 อำเภอ ในอำเภอหนึ่งมีกี่ชุมชน กี่หมู่บ้าน ลองคิดเล่นๆ กันดูนะครับ และจะมีอีกกี่กลุ่มที่รวมตัวขึ้นมาโดยอาศัยการเปิดสหกรณ์บังหน้า เพื่อระดมทุนในการสนับการก่อเหตุในพื้นที่ให้ย้อนกลับมาทำร้ายลูกหลานของพ่อแม่พี่น้องปาตานีด้วยกันเอง


         นั่นคือความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการในการต่อต้านรัฐ คอยติดตามว่าหน่วยงานความมั่นคงจะเอาจริงเอาจริงแค่ไหน? ที่สำคัญจะต้องไม่ทิ้งการสลายโครงสร้างแหล่งบ่มเพาะ และทำการตรวจสอบแหล่งเงินทุนสนับสนุนกลุ่มขบวนการที่จัดตั้งขึ้นมาในรูปแบบการรวมกลุ่มให้สิ้นซากเสียก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นหอกข้างแคร่คอยทิ่มแทงแผลเก่าให้เจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุด...และหากยังปล่อยให้มีการดำเนินการดังเช่นที่ผ่านมา อย่าหวังว่าจะเกิดสันติสุขอย่างแท้จริงในพื้นที่แห่งนี้....

------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แกนนำ RKK สารภาพใช้ยาเสพติดชักจูงวัยรุ่นในพื้นที่เข้าสู่ขบวนการ



            เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมตัว นายอุสมาน มามะ มีหมาย ป.วิอาญา 1 หมาย แกนนำสำคัญของกลุ่มอาร์เคเค ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชักจูง หลอกเด็กเยาวชนเข้าไปเป็นแนวร่วมขบวนการฝึกยุทธวิธีการต่อสู้ โดยอ้างกับครอบครัวว่า ตนเองว่าจะช่วยพาไปบำบัด แต่กลับพาไปซุมเปาะห์ บังคับให้ใช้ยาเสพติด และร่วมก่อเหตุ 

           โดยขณะจับกุมนายอุสมาน มีอาการซึมเศร้าของคนติดยาเสพติด ความนายอุสมานยอมรับว่า ได้ชักชวนเด็กจำนวนมากโดยใช้ยาเสพติดตอบแทน เป็นเหตุให้เด็กเยาวชนมีความผิดในคดีความมั่นคง มีหมาย ป.วิอาญาติดตัวหลายคน จนเด็กไม่กล้าอยู่กับครอบครัว บางรายต้องจบชีวิตลงเพียงเพราะลงเชื่อกลอุบายของกลุ่มขบวนการอาร์เคเค





         อยากฝากเตือนไปยัง พ่อ แม่ ให้ดูแลลูกๆ อย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลที่มาล่อลวง หากไม่ใช้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรง

‘ลุกมาน มะดิง’ หมดประโยชน์ถูกกำหนดให้ตาย...ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่



โดย : "แบมะ ฟาตอนี"


           ความตาย “นายลุกมาน มะดิง” ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับและเป็นที่ต้องการตัวอันดับต้นๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ก่อเหตุรุนแรงคนนี้มีหมาย ป.วิอาญาติดตัวถึง 5 หมาย เคยก่อกรรมทำชั่วในพื้นที่มาแล้วอย่างโชกโชน.....


แต่กลับ “ถูกกำหนดให้ตาย” เมื่อไร้ประโยชน์ต่อขบวนการ


          นายลุกมาน มะดิง ได้ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิตภายในบ้านญาติในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา หลังเกิดเหตุเมื่อกระแสข่าวการตายได้แพร่สะพัดออกไป กลับมีบุคคลบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ “กระทำเกินกว่าเหตุ” ตอกย้ำด้วยการเผยแพร่สภาพบ้านหลังเกิดเหตุได้รับความเสียหาย

         ผลจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จนกระทั่งนำไปสู่ความสูญเสียเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่กระนั้นแล้วจากการฟังข่าวมาเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการในครั้งนี้ มีการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เชิญผู้นำศาสนาในพื้นที่ทำการเกลี่ยกล่อมเพื่อให้นายลุกมานมอบตัวแต่ก็ไร้ผล..ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ให้โอกาส เดินทางไปพบกับครอบครัว นายลุกมาน ถึง 3 ครั้ง 3 ครา เพื่อให้คนใกล้ชิดช่วยพูดให้เข้ามอบตัวกับทางการแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น


  • ความตาย นายลุกมาน มะดิง “ใคร? กำหนด” 
  • ใคร?.. คือผู้อยู่เบื้องหลังในการวางแผนทั้งหมด
  • ใคร? กำหนดพื้นที่สังหาร 
  • ใคร? ปล่อยกระแสข่าวใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ว่ากระทำการเกินควรหลังเกิดเหตุ

          ผู้เขียนได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากแหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลถึงที่มาของความตายนายลุกมาน มะดิง สาเหตุเกิดจากฝ่ายตรงข้ามได้ให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือกับเจ้าหน้าที่ต่อความเคลื่อนไหวของนายลุกมาน ที่มากบดานยังบ้านญาติ ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่สังหารไว้แล้ว โดยยืมมือเจ้าหน้าที่กำจัด นายลุกมานฯ ต้องตาย “เนื่องจากหมดประโยชน์”


           น่าสงสัยกันมั๊ย!! อยู่ดีๆ มีการแจ้งความเคลื่อนไหว นายลุกมาน มะดิง มาหลบซ่อนพักพิงบ้านญาติในพื้นที่ ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ควานหาตัวแทบเป็นแทบตายแต่ไร้วี่แววความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด


           ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นมานานนับสิบกว่าปี มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน และ มีความเชื่อมโยงกับปัญหาภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม และเป็นการยากที่จะปฏิเสธ ในการปฏิบัติของกลุ่มขบวนการ มีการตัดซอยแบ่งงานกันทำ หน้าที่ใครหน้าที่มัน เพื่อตัดตอนในการสืบสาวไปถึงตัวผู้บงการตัวจริง เช่นเดียวกับสมาชิกบางคนที่หมดประโยชน์จะมีการกำจัดทิ้งโดยยืมมือเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกล่อให้เข้าทำการติดตามจับกุม ปล่อยข่าวมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ ผลลัพธ์อย่างที่เห็น 

“ความตายนายลุกมาน มะดิง”เป็นความตั้งใจของกลุ่มขบวนการ


          ขบวนการบีอาร์เอ็น กระทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุ และรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตน “แสดงความมีตัวตน” ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ขณะเดียวกันทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ กล่าวหามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน บิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานี ความไม่ได้รับความเท่าเทียมในสังคม การบังคับใช้กฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อใส่ร้ายเจ้าหน้าที่สร้างความเกลียดชัง นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม ทำลายการอยู่ร่วมพหุวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่

          แท้จริงแล้วกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มที่ไร้อุดมการณ์ เป็นกลุ่มโจรที่มุ่งแสวงแต่เรื่องผลประโยชน์ เป็นนักรบหน้าตัวเมียมุดผ้าถุง หลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืดไม่กล้าเปิดเผยตัว ที่สำคัญเป็นกลุ่มคนบาป “บิดเบือนได้แม้แต่ศาสนา” ฆ่าได้แม้ผู้นับถือศาสนาเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเข่นฆ่ากันเองภายในองค์กร...

         ฝากไปยังผู้ที่หลงผิดทำงานรับใช้ให้กับกลุ่มขบวนการอยู่...ศพต่อไปอาจจะเป็นคุณ!! หากยังไม่หันหลังให้กับองค์กรชั่วองค์กรนี้..แล้วลูกเมียคุณจะอยู่กับใคร?

คนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ


คนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ “แม่ทัพภาค 4” เมินโจรใต้ขู่ตั้งค่าหัว 1 ล้าน



          คนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ “แม่ทัพภาค 4” เมินโจรใต้ขู่ตั้งค่าหัว 1 ล้าน ย้อนเอาเวลาไปขโมย “นกเขา-นกกรงหัวจุก” ได้มากกว่า


          เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Suding Su Patani ได้โพสต์ภาพของ พล.ท.ปิยวัฒน์ ลงบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา แล้วเขียนว่า “ประกาศตัดหัวให้ 1,000,000” ว่า ตนคิดว่าขบวนการพวกเขาน่าจะมีความระส่ำระส่าย ไม่สามารถควบคุมกันได้ ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ด้านเศรษฐกิจ และมวลชน จึงหันมาโพสต์ข้อความแบบนี้ขึ้นมา ขณะเดียวกันเงิน 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก สำหรับพวกขบวนการที่แอบอยู่ข้างบนภูเขา ตนจึงคิดว่าการที่โพสต์ประกาศค่าหัวตนนั้น เป็นเพียงการลดปมด้อยของพวกเขา ที่ไม่มีงาน ไม่มีอาชีพ อีกทั้งก็ไม่มีใครสนับสนุนเงินทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภัยแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก็ไม่ให้ความสนับสนุนเช่นกัน ดังนั้นเงิน 1 ล้านบาท จึงมีค่า และมีความหมายสำหรับพวกเขา


          พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวต่อว่า ในความเป็นจริงประชาชนในพื้นที่ เขาปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ซึ่งพวกเขามองว่าเงิน 1 ล้านบาท ไม่มีค่าสำหรับเขา เพราะว่าพี่น้องประชาชนมีอาชีพสุจริต มีรายได้ และมีงานทำกับโครงการของรัฐบาล จึงทำให้มีความมั่งคั่ง และยั่งยืน อาทิ มีโครงการเลี้ยงไก่เบตง เลี้ยงปลากือเลาะ และเลี้ยงกบภูเขา เป็นต้น ถือเป็นโครงการที่ดีในการสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ถ้าประชาชนตั้งใจประกอบอาชีพ ตนเชื่อว่า 1 ปีต้องมีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทแน่นอน


        “ผมคิดว่าคนโง่อยู่ที่ปาก คนฉลาดอยู่ที่ใจ ซึ่งคนที่เขียนเรื่องนี้มาบ่งบอกอยู่แล้วว่ามีความคิดอย่างไร เงิน 1 ล้านบาท ไม่ต้องมาทำอะไรผมหรอกครับ ไปขโมยนกเขา นกกรงหัวจุกเถอะ 2 ตัวก็ได้ 2 ล้านแล้ว ไม่ต้องเสี่ยงมาสังหารผม” พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าว

            เมื่อถามว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น จะเพิ่มมาตรรักษาความปลอดภัยให้ตนเองหรือไม่ แม่ทัพภาค 4 กล่าวว่า ทำงานตามปกติไม่มีอะไร ซึ่งเรื่องนี้ถ้ามองอีกมุมคิดว่าดีเสียอีกให้เขามาหาเรา เราจะได้ไม่ต้องไปหาเขา

         เมื่อถามต่อว่า แล้วเชื่อมโยงกับโครงการพาคนกลับบ้าน หรือไม่ พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับโครงการนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เขาไม่ต้องการความรุนแรง แต่ต้องการความสงบ ซึ่งการนำโครงการต่างๆ ลงไปในพื้นที่ ทำให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงการพัฒนา โดยใช้หลักมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

——————–

โจรใต้ฉวยโอกาส!! ดักซุ่มในป่ายิงจนท.บาดเจ็บสาหัส 1 นายที่นราธิวาส




             เมื่อช่วงเย็นวันที่ (5 ก.ค.) เจ้าหน้าที่รับแจ้งมีเหตุเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4213 ถูกคนร้ายดักซุ่มยิงที่บริเวณลำธาร หลังที่ตั้งฐานปฏิบัติการณ์ชั่วคราวของกองร้อยทหารพรานที่ 4213 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านไอร์กรอส ม.6 ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 1 นาย จึงสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

             โดยพบที่โขดหินด้านล่างของลำธาร ซึ่งเป็นทางลาดอยู่ต่ำกว่าฐาน 10 เมตร มีกองเลือดจำนวนหนึ่งตกอยู่ ส่วนที่บริเวณป่ารกทึบด้านขวามือ ห่างจากกองเลือดประมาณ 70 เมตร เจ้าหน้าที่พบร่องรอยคล้ายทางเดิน มีกอไม้และกิ่งไม้หักอยู่ ซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่คนร้ายใช้อาวุธปืนดักซุ่มยิง แต่ไม่พบปลอกกระสุนปืนของคนร้ายทำตกหล่นไว้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นป่าที่ค่อนข้างรกทึบ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคือ ส.ท.มินทร ทัศนัยนา อายุ 28 ปี ซึ่งถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณหน้าอกขวา 1 นัด เพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลสุคิริน ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่เนื่องจากอาการสาหัส แพทย์จึงได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก

           จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.ท.มินทร ได้เดินลงจากฐานปฏิบัติการณ์ช่วยคราว เพื่อลัดเลาะไปอาบน้ำที่บริเวณลำธาร และขณะที่ ส.ท.มินทร กำลังเดินอยู่นั้น ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนแฝงตัวดักซุ่มอยู่ในป่ารกทึบบริเวณลำธาร จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงใส่ ส.ท.มินทร จำนวน 1 นัด เมื่อถูกกระสุนปืน ส.ท.มินทร จึงล้มลงทั้งยืน แล้วคนร้ายได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไป

          ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี โดยอาศัยความชำนาญในพื้นที่ ดักซุ่มยิงเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่กับชุดเฉพาะกิจนราธิวาส ในการตรวจค้นและกดดันกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่เคลื่อนไหวอยู่บนเทือกเขา

——————–

ผลพิสูจน์อาวุธปืน BERETTTA ขนาด 9 มม.ของ “ลุกมาน มะดิง” พบใช้ก่อเหตุรวม 6 คดี

Image result for ลุกมาน มะดิง



               
            เผยผลตรวจสอบอาวุธปืน 9 มม.ของ “ลุกมาน มะดิง” คนร้ายที่ถูก จนท.วิสามัญ ภายในบ้านเป้าหมายใน ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา พบใช้ก่อเหตุเพียบรวมแล้ว 6 คดี และผลปืนเชื่อมโยงเหตุการณ์มากถึง 59 เหตุการณ์
            จากกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร่วมติดตาม และจับกุมโดยการบังคับใช้กฎหมาย ในพื้นที่บ้านเป้าหมาย ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา หลังจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า มีผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง ได้เข้ามาเคลื่อนไหว และหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านเลขที่ 163 ม.4 ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา
          ซึ่งในระหว่างการเจรจาเพื่อให้บุคคลเป้าหมายออกมามอบตัวนั้น ได้เกิดการยิงปะทะกันขึ้น จนเป็นเหตุให้ นายลุกมาน มะดิง อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา คดีความมั่นคง จำนวน 5 หมาย ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฯ เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนขนาด 9 มม. ของคนร้ายได้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
              ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (4 ก.ค.) มีรายงานจากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา สรุปผลการตรวจสอบอาวุธปืน BERETTTA ขนาด 9 มม. ที่ยึดได้จาก นายลุกมาน มะดิง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า อาวุธปืนกระบอกนี้ใช้ก่อเหตุ 6 คดี (รวมทั้งเหตุการณ์ล่าสุด) และผลปืนสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งหมด 59 เหตุการณ์ (ปืนเชื่อมเหตุ)
สำหรับผลปืนกระบอกดังกล่าว พบว่า ใช้ก่อเหตุ ดังนี้


เหตุการณ์ที่ 1
 เมื่อวันที่ 25 ก.ค.55 เหตุการณ์ระเบิดแล้วยิงตำรวจชุด รปภ.ครู สภ.ท่าธง เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ที่ ม.7 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา


เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ก.ย.55 เกิดเหตุยิงแล้วเผา อส.ทพ.เสียชีวิต 3 นาย และชาวบ้าน 1 ราย ที่ ม.13 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา


เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.56 เกิดเหตุระเบิดแล้วยิงเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ที่ ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา



เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อวันที่ 23 ม.ค.58 เกิดเหตุคนร้ายยิง อส.เสียชีวิต 2 นาย เอาปืนไป 3 กระบอก (ในจำนวนนั้นมีปืน 9 มม. ลูเกอร์) ที่ ม.2 ต.บาโงย อ.รามัน จ.ยะลา


เหตุการณ์ที่ 5 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.59 ชุดปราบยาเสพติดยิงปะทะคนร้าย จับได้ 3 ราย หลบหนี 1 ราย ที่ ม.4 ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา



และเหตุการณ์ที่ 6 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.60 นายลุกมาน ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ภายในบ้านเลขที่ 163 ม.4 ต.บือมัง อ.รามัน จ.ยะลา พบปลอกกระสุน จำนวน 41 ปลอก

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้