วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชาวเบตงรวมพลัง ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ #เบตง เรายัง OK…OK BETONG

 
ชาวเบตงรวมพลัง ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ #เบตง เรายัง OK…OK BETONG


             วันที่ (29 ธ.ค. 60) นายดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง พร้อมด้วยนายสมยศ เลิศลำยอง นายกเทศมนตรีเมืองเบตง ได้นำส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มพลังมวลชนชาวอำเภอเบตง กว่า 1,000 คน รวมตัวเดินถือป้ายรณรงค์ไม่เอาความรุนแรงทุกรูปแบบ มุ่งสู่บริเวณสี่แยกหอนาฬิกาเทศบาลเมืองเบตง ซึ่งเป็นใจกลางเมืองเบตง เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ชาวเบตงรวมพลัง ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อำเภอเบตง” ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อย่างใกล้ชิด
               นายดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 19.30 น.ได้เกิดเหตุลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า ริมถนนสาย 410 บ้าน กม.26 หมู่ที่ 1 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ทำให้เสาไฟฟ้าล้มเสียหาย จำนวน 5 ต้น ทำให้ไฟฟ้าดับเมืองเบตง เป็นระยะเวลากว่า 18 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อเมืองต้นแบบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ภาคธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวเกิดความเสียหายตามมา พี่น้องชาวอำเภอเบตงจึงรวมพลังขึ้นเดินรณรงค์ไม่เอาความรุนแรง และร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ชาวเบตงรวมพลัง ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อำเภอเบตง” และขอให้ทุกคนพร้อมใจติดแฮชแท็กในโซเชียลว่า #เบตง เรายัง OK…OK BETONG ทั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงความสามัคคี พลังที่บริสุทธิ์ ในการแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ ไม่เอาความรุนแรงทุกรูปแบบ และขอสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่





วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปะทะเดือด!จนท.บุกฐานซ่อนตัวผู้ก่อการร้ายบนเทือกเขา จ.นราธิวาส

วันที่ 28 ธ.ค.60 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารทำการลาดตระเวนพื้นที่ชายป่า เนื่องจาก สืบทราบว่าเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส


ต่อมาเวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่กำลังพิสูจน์ทราบพื้นที่ป่าบริเวณเทือกเขาตะเว ในพื้นที่ บ.บือแจง ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ ได้พบฐานปฏิบัติการ บริเวณพิกัด RG 041797 และพบบุคคลพักอาศัยในขณะนั้น 4 คน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อเข้าตรวจสอบ แต่ทางกลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ จนเกิดการปะทะกันประมาณ 15 นาที จากนั้น กลุ่มคนร้ายได้ใช้ความชำนาญพื้นที่หลบหนีเข้าในป่าทึบไปได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

 

จากการตรวจสอบบริเวณฐานพบว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการสร้างเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว จำนวน 9 หลัง และ สามารถตรวจยึดอาวุธปืนเล็กยาว M16 A1 จำนวน 1 กระบอก (หมายเลขถูกลบออก) พร้อมเครื่องกระสุน และข้าวของเครื่องใช้ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้วางกำลังบริเวณฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป


วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สกัดความพยายามจี้เครื่องบิน หรือ ไฮแจ๊ค เครื่องบินสายการบินไทย TG342 จากการาจีมากรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่สนามบินการาจี ประเทศปากีสถาน สามารถสกัดความพยายามจี้เครื่องบิน หรือ ไฮแจ๊ค เครื่องบินสายการบินไทย TG342 จากการาจีมากรุงเทพฯ โดยสามารถจับกุมหนุ่มมาเลย์วัย 20 ชื่อ Al Muhd Alfie Kqhyriel ได้ที่สนามบินหลังตรวจพบว่าได้ซุกอาวุธจำนวนมากที่สนามบิน ก่อนจะโดยสารขึ้นเครื่องบินการบินไทย TG342 มากรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายหรือไม่



ALERT Possible hijacking attempt on Thai Airways #TG342 foiled by Airport Security Forces at Karachi Airport, Pakistan

A Malaysian was arrested late Friday at Jinnah International Airport, Karachi, for trying to smuggle firearms and ammunition in his luggage, the Airport Security Force (ASF) told Arab News on Saturday.
Al Muhd Alfie Kqhyriel, 20, was arrested by the ASF as he was travelling to Kuala Lumpur via Bangkok from Karachi on Thai Airways flight #TG342.
He was handed over to intelligence agencies after a preliminary investigation, the ASF said, adding that he was taken in for questioning to ascertain if he had links with any terrorist outfit.
“The involvement of terrorist groups can’t be completely ruled out,” said an ASF spokesman. “Further investigations will disclose the motives and people connected with the Malaysian youth.”
The ASF found four pistols and four magazines in his luggage, and 70 rounds of ammunition were found concealed in the soles of his shoes.
It was the first visit to Pakistan by Kqhyriel, who arrived in Karachi a week ago, the ASF said. Officials said it is not sure that he had planned a hijacking as the firearms were going in cargo.

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กอ.รมน.เผยรวบคนร้ายยิง ตร.ขณะละหมาดวันศุกร์และลอบวางระเบิด ทพ.4412 ที่สายบุรี



           ปัตตานี - กอ.รมน.เผยจับคนร้ายคดียิง ตร.ท่องเที่ยวเสียชีวิตที่ อ.ไม้แก่น ขณะละหมาดวันศุกร์ในมัสยิด และคดีคนร้ายลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4412 เสียชีวิต 4 นายที่ อ.สายบุรี

          วันนี้ (26 พ.ย.) ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ได้ชี้แจงความคืบหน้ากรณีจับกุมคนร้ายลอบยิง ด.ต.อิสรานันท์ แวเด็ง ตำรวจท่องเที่ยว ขณะละหมาดวันศุกร์ (เสียชีวิต) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ณ มัสยิดบิญญา ต.ตะโละไกรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี และเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4412 เสียชีวิต 4 นาย เมื่อ 22 กันยายน 2560 บริเวณถนนสาย 42 (เก่า) ม.1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

        จากการติดตามจับกุม และบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยการสนธิกำลังหน่วยปฏิบัติการร่วมกองกำลัง ทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้, หน่วยปฏิบัติการร่วมจังหวัดปัตตานี, หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 44, หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธินทหารเรือ และ กองกำกับการสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ติดตามปิดล้อมนำไปสู่การปะทะกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เสียชีวิต 2 คน และ จับกุม 14 คน ซึ่ง 3 คน ใน 14 คน ให้การรับสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.สายบุรี และ อ.ไม้แก่น ดังนี้ 
  • 1.นายอามีน เฮาะยา 
  • 2.นายมาหะมะซอรี สะแม และ 
  • 3. นายมูลีด ลาเต๊ะ



            โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ย.60 พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำทั้ง 3 คน โดยมีทนายความและ ผู้นำศาสนาร่วมเป็นพยานรับฟังการสอบสวน สรุปได้ดังนี้

  • 1. เหตุลอบยิง ด.ต.อิศรานันท์ แวเด็ง เมื่อวันที่ 25 ส.ค.60 ณ มัสยิดบิญญา ม.4 ต.ตะโละไกรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี มีผู้ต้องสงสัย 2 คน คือ 
                   1.) นายมาหะมะซอรี สะแม รับสารภาพว่าเข้าร่วมขบวนการฯ ประมาณปี พ.ศ. 2543 เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ 6 เหตุ โดยเหตุลอบยิง ด.ต.อิศรานันท์ มีหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์นำทางมือปืน ให้การซัดทอด 5 คน พร้อมได้พาไปทำแผน 3 จุด จุดที่ 1 จุดประชุมและวางแผนยิง ด.ต.อิสรานันท์ จุดที่ 2 จุดนัดพบมือปืนเพื่อนำทางไปก่อเหตุ จุดที่ 3 จุดแยกทางกับมือปืน 
                  2.) นายมูลีด ลาเต๊ะ รับสารภาพว่าเข้าร่วมขบวนการฯ เมื่อปี พ.ศ. 2555 เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ จำนวน 4 เหตุ โดยเหตุลอบยิง ด.ต.อิศรานันท์ฯ มีหน้าที่ตรวจดูเป้าหมาย และความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ในวันเกิดเหตุ ให้การซัดทอด 1 คน ได้พาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จำนวน 3 จุด จุดที่ 1 จุดดูภาพเป้าหมาย จุดที่ 2 จุดสำรวจเป้าหมายก่อนก่อเหตุ จุดที่ 3 จุดดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่

            จากเหตุดังกล่าวที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติหมายจับจำนวน 1 หมาย จากการชี้ตัวของพยานว่าทำหน้าที่เป็นมือปืน และได้อนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม จำนวน 6 หมาย รวม 7 หมาย จับกุมแล้ว 2 คน




  • 2. เหตุลอบวางระเบิด รถกระบะ ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครู เมื่อ 22 ก.ย.60 บริเวณถนนสาย 42 (เก่า) ม.1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี 2 คน คือ 
              1.) นายอามีน เฮาะยา รับสารภาพว่าเข้าร่วมขบวนการฯ เมื่อ พ.ศ. 2552 เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ จำนวน 4 เหตุ โดยเหตุลอบยิงวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน 4412 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี เมื่อ 22 ก.ย.60 ทำหน้าที่ดูเป้าหมายให้การซัดทอด 6 คน ได้พาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จำนวน 2 จุด จุดที่ 1 จุดรับตัวผู้ร่วมประชุมเดินทางไปวางแผน จุดที่ 2 จุดประชุม/วางแผน 
              2.) นายมาหะมะซอรี สะแม รับสารภาพว่าจากเหตุลอบยิงวางระเบิด จนท.ทพ.4412 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี เมื่อ 22 ก.ย.60 ทำหน้าที่ ดูเป้าหมาย และให้การซัดทอด 2 คน โดยได้พาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จำนวน 2 จุด จุดที่ 1 จุดนัดพบเพื่อรับคำสั่งให้ สำรวจเป้าหมาย จุดที่ 2 จุดสำรวจเป้าหมาย ก่อนก่อเหตุ 3 วัน

         จากเหตุลอบวางระเบิดดังกล่าวที่ผ่านมา เคยควบคุมตัว นายมะยูโซ๊ะ มะยะเด็ง สารภาพว่าร่วมก่อเหตุ และซัดทอด นำไปสู่การออกหมายจับ ก่อนหน้านี้ 6 หมายจับ และได้อนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม จำนวน 7 หมาย รวม 13 หมาย จับกุมแล้ว 3 คน




            จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตลอดจนเป็นการทำลายบรรยากาศ โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนในพื้นเกิดความเบื่อหน่าย ต่อการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา

           กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และใช้งานการเมืองนำการทหารโดยแนวทางสันติวิธีในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“แบดาอี”คนดีแห่งรามัน กับความหวาดกลัวของกลุ่มขบวนการ



         เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 20.35 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รามัน รับแจ้งเหตุได้มีผู้ถูกลอบยิง ทราบชื่อภายหลังว่า นายอายุ อาแว ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสนำส่ง รพ.รามัน และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

         นายอายุ อาแว หรือ “แบดาอี” อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 ม.5 ต.ยะต๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเดินทางกลับจากการละหมาดที่มัสยิดยาแมะตีบุ ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ขณะที่แบดาอีขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่บ้านพักและกำลังนำจักรยานยนต์ไปเก็บอยู่นั้น คนร้ายใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ไม่ทราบสี ยี่ห้อและแผ่นป้ายทะเบียนมาจอด และใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงแบดาอีจากด้านหลัง จำนวน 3 นัด โดยกระสุนนัดแรกถูกบริเวณขาซ้าย นัดที่ 2 บริเวณไหล่ซ้าย และนัดที่ 3 เจาะเข้าบริเวณซี่โครงด้านขวา ถูกนำตัวส่ง รพ.รามัน แพทย์พยาบาลทำการผ่านำหัวกระสุนออกแต่ในเวลาต่อมาได้เสียชีวิตลง

        จากเหตุการณ์ที่เกิดเป็นการกระทำที่อุกอาจของคนร้ายที่มุ่งต่อชีวิต ซึ่งผู้คนในพื้นที่ อ.รามัน และคนส่วนใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่รู้จัก “แบดาอี” ที่ได้รับทราบข่าวต่างรู้สึกเสียใจและอาลัยอย่างยิ่งต่อการจากไปของ นายอายุ อาแว เป็นอย่างมาก เนื่องจาก นายอายุ อาแว หรือ “แบดาอี” เป็นผู้ที่ขยันทำงานช่วยเหลือสังคม เป็นผู้ที่เสียสละทำงานเพื่อส่วนรวม อีกทั้งยังให้ความร่วมมือต่อเจ้าหน้าที่รัฐต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างดี


           การสูญเสีย “แบดาอี” ในครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นบุคคลที่ยึดมั่นและศรัทธาต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่แท้จริง ซึ่งนอกจากเป็นบุคคลที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้องแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง ของคนในพื้นที่และบุคคลทั่วไปอีกด้วย

          จากการสูญเสียคนดีที่ชื่อ “แบดาอี” ในครั้งนี้ นับเป็นการสูญเสียวีรบุรุษรามันคนสำคัญโดยตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา “แบดาอี” เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนช่วยในการสร้างความเข้าใจต่อผู้คนในพื้นที่ ในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการรณรงค์และประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ ของภาครัฐให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบและเข้าใจนำไปสู่ความร่วมมือในทุกมิติ


          การกระทำของคนร้ายในครั้งนี้คาดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.รามัน เนื่องจากต้องการทำลายคนดีซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับคนส่วนใหญ่ และแสดงความสุดโต่งด้วยการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกัน อยากเรียกร้องไปยังแกนนำกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ได้ลงมือกระทำในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม “จากผู้ที่ทำลายเป็นผู้สร้าง” เพราะผู้ที่ทำร้ายประชาชนคือผู้ทำลายสันติภาพ และสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

         ในสังคมปัจจุบันนี้การอยู่ร่วมกันนั้น ทุกคนต้องช่วยกันยกย่องเทิดทูลผลักดันคนดี และต้องช่วยกันขับไล่กดดันให้พวกคนเลวให้ออกไปจากสังคมที่ดีที่สวยงามของเรา จากนี้ไปคุณงามความดีของ นายอายุ อาแว หรือ “แบดาอี” ที่ท่านได้ทำความดีให้กับพี่น้องจะคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ และจะนำพาท่านสู่สวรรค์ พวกเราชนรุ่นหลังขอสดุดีให้ท่าน เป็น “วีรบุรุษรามัน” คนดีที่ดำเนินตามแนวทางของนบีตลอดไป
———————————-

"ขบวนการโจรใต้กลัวศาสนา"




            นายอายุ ฮาแว หรือ แบดาอี บุคคลแห่งสันติ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ให้แง่คิดหลักการศาสนาที่ถูกต้องให้กับเยาวชนในพื้นที่ปฎิบัติได้ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน 

           เมื่อหลักศาสนาถูกเผยแพร่ได้อย่างถูกต้องตามหลักของท่านศาสดานบีมูฮัมหมัด (ซล.) ก็ทำให้กลุ่มขบวนการที่ต้องการบิดเบือนศาสนาอยู่แล้ว เพื่อหวังให้เยาวชนในพื้นที่เข้าร่วมกับขบวนการ เสียผลประโยชน์ในการสร้างมวลชนของตนเอง เพราะคนในพื้นที่ได้รับการปฏิบัติจากหลักคำสอนที่ถูกต้อง ทำให้กลุ่มขบวนการมองว่าถ้ายังมีบุคคลที่เผยแพร่ศาสนาที่ถูกต้องอยู่ ก็จะทำให้กลุ่มตนเองเสียผลประโยชน์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องกำจัด 

           ซึ่งที่ผ่านมาโจรใต้ได้ก่อเหตุยิงบุคคลเหล่านี้มาแล้ว ดังเช่น ยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามมัสยิดกลางปัตตานี ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อปี 56 โจรใต้ยิง อุสตาสดารี เสียชีวิต เมื่อ 20 มิ.ย. 60 

         บุคคลที่ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาอย่างถูกต้องบุคคลเหล่านี้จะถูกโจรใต้ยิงเสียชีวิต อย่าง นายอายุ ฮาแว เป็นกรณีล่าสุด  เราจะเห็นได้ว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้กลัวบุคคลเหล่านี้ กลัวการเผยแพร่ศาสนาที่ถูกต้อง เพราะกลุ่มขบวนการจะบิดเบือนศาสนาหลอกให้คนเข้าร่วมขบวนการได้ยากขึ้น และจะถูกต่อต้านในอนาคต จึงต้องกำจัดบุคคลเหล่านี้ออกไปแหละนี้คือความชั่วอีกด้านหนึ่งของโจรใต้ที่ทำร้ายฆ่าคนศาสนาเดียวกัน

วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ดูงานแบบสันดานไทยหรือไร? เหตุใดจึงทำลายโบราณสถานของของเพื่อนร่วมโลก




         นักเรียนไทยเขียนภาษาไทยบนแผ่นหินโบราณจนถูกประจานในโซเซียล โรงเรียนยืนยันจุดที่นักเรียนเขียนไม่ใช้โบราณสถานตามที่เป็นข่าว แต่พร้อมขอโทษที่ทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง พร้อมมีการลบข้อความดังกล่าวออกแล้ว วอนสังคมหยุดเผยแพร่

           วันนี้ (23 พ.ย.) หลังจากทีทางเฟซบุ๊กของ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักจัดรายการชื่อดัง ได้เดินทางไปยังประเทศจอร์แดน และได้ไปพบ การเขียนข้อความภาษาไทยลงบนแผ่นหิน บริเวณแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่มีภาพสลักหิน และภาพลายเส้น ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งเมื่อมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในความไม่เหมาะสม และทำให้ชื่อเสียงของประเทศเสียหาย นั้น



           ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ โรงเรียนซอลีฮียะห์ ม.3 ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อพบกับผู้อำนวยการของโรงเรียนเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่เมื่อไปถึงทราบว่า ทาง ดร.อับดุลเลาะ ยีเลาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนซอลีฮียะห์ กำลังศึกษาดูงานที่ประเทศจอร์แดน โดยจะมีกำหนดกลับวันที่ 26 พ.ย.60

          โดยมีนายอับดุลการีม มะแซ รักษาการแทน ผอ.โรงเรียนซอลีฮียะห์ รักษาการ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลที่เกิดขึ้นว่า ในห่วงเวลาดังกล่าว ทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้เดินทางไปยังประเทศจอร์แดน เพื่อไปศึกษาดูงาน แต่เมื่อไปถึงทางศิษย์เก่าของโรงเรียนก็ได้เดินทางไปต้อนรับ และในวันที่เกิดเหตุ ทางศิษย์เก่าของโรงเรียนได้พาคณะของ ผอ.ไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ และขอยอมรับว่าภาพที่เห็นในเฟซบุ๊กนั้น เป็นฝีมือของศิษย์เก่าจริง ๆ แต่ขอ ยืนยันว่าสถานที่นั้นไม่ใช่แหล่งโบราณที่ผาหินเปตราที่เป็นข่าว แต่แท้จริงมีการเขียนข้อความที่ผาหินวาดิรัม ซึ่งอยู่ห่างจากผาหินเปเตรา กว่า 100 กิโลเมตร และสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ นักท่องเที่ยวนิยมเขียนข้อความต่างๆ เมื่อมาถึงที่นี้





              ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ทางโรงเรียนก็พร้อมที่จะขอโทษ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้ที่อ่านเฟซบุ๊ก และก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ซึ่งทางโรงเรียนได้ประสานไปยังทางสถานทูตไทยประจำประเทศจอร์แดน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด และได้นำนักเรียนที่เขียนข้อความไปลบข้อความเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางสถานทูตไทยประจำประเทศจอร์แดน จะมีการแถลงข่าวทำความเข้าใจอีกครั้ง และทางโรงเรียนขอวอนอย่าได้เผยแพร่ภาพดังกล่าวต่อ เพราะจะทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยเสียหายได้

          นายอับดุลการีม กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สอบถามไปยังเด็กนักเรียนที่เขียนข้อความดังกล่าว ก็รู้สึกเสียใจและไม่ทราบว่าเรื่องจะบานปลายได้ขนาดนี้ ซึ่งทางเด็กได้รับผิดชอบเดินทางไปลบข้อความแล้ว และได้มีการนัดพูดคุยกับ อ.เผ่าทอง ทองเจือ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และพร้อมขอโทษในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะที่ทำไป เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์



วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

โจรใต้วางระเบิดป่วนสุไหงปาดี ฝนตกเกิดลัดวงจร





              เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 พ.ย. 60 นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดอโณทัย รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมเดินทางไปตรวจสอบบริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างเทศบาลตำบลปะลุรู อ.สุไหงปาดี กับ บ้านโต๊ะเด็ง ม.1 ต.โต๊ะเด็ง ซึ่งมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงเวลา 20.30 น. ของคืนวันที่ 20 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ


              เมื่อเจ้าหน้าที่ถึงที่เกิดเหตุ พบ ที่บริเวณรั้วลวดหนามสวนลองกองริมถนนของชาวบ้าน มีหลุมลึก 50 ซ.ม.กว้าง 100 ซ.ม. และมีซากเศษชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้งต้ม หนัก 20 ก.ก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและกระเด็นไปตกในสวนลองกองของชาวบ้าน แถมอนุภาพของระเบิดในครั้งนี้ยังทำให้เสาปูนซิเมนต์ที่ปักไว้ยึดลวดหนามของชาวบ้านหัก 1 ต้น ลวดหนามขาด 3 เส้น เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน



            จากการสอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงทราบว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมาได้มีฝนตกลงมาแต่ไม่หนักมากนัก จู่ๆประมาณเวลา 20.30 น.ของคืนวันที่ 20 พ.ย. 60 ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าเป็นยางรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังซ่อมแซมถนนสายดังกล่าวเกิดยางแตก จึงไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งมาช่วงเช้าพบมีร่องรอยของการเกิดระเบิดที่บริเวณริมรั้วสวนลองกองของชาวบ้าน จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว


            ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่ได้อาศัยความมืดลักลอบนำระเบิดแสวงเครื่องมาวางซุกซ่อนไว้ที่จุดดังกล่าว เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารช่างที่จะเข้าทำการซ่อมแซมถนนสายดังกล่าวเป็นประจำทุกวันในช่วงเช้า แต่บังเอิญในช่วงคืนที่ผ่านมาได้เกิดมีฝนตกลงมา ซึ่งอาจจะทำให้วงจรจุดชนวนระเบิดเกิดการลัดวงจร ทำให้ระเบิดลูกดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้นก่อน

จับผู้ต้องสงสัยซึ่งมีหมายจับคดีความมั่นคง คาดเกี่ยวข้องกับคดีประกบยิงผู้ช่วยพยาบาล



                 เมื่อ 20 พ.ย.60 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการร่วม เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดยะลา (ชุดปฏิบัติการจงอาง, กองร้อยทหารพรานที่ 4715), และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อำเภอบันนังสตา จัดกำลังบังคับใช้กฎหมาย ในพื้นที่ ม.4 บ้านบันนังกูแว ตำบล/อำเภอ บันนังสตา จังหวัดยะลา


           สืบเนื่องจากเหตุยิง นางวนิดา ศรีแก้ว ในพื้นที่ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 20 พ.ย.60 ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่จัดกำลังร่วม ติดตาม บังคับใช้กฎหมาย ตรวจค้นพื้นที่ บ้านบันนังกูแว หมู่ 4 ตำบาล/อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 68/1 หมู่ 4 ตำบล/อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

             ผลการปฏิบัติ พบนายซับรี เจะแว  พฤติกรรม สมาชิก ผกร.กลุ่มนายอับดุลเลาะ ตาเปาะโต๊ะ ซึ่งนายซับรี เจะแวกับพวก มีพฤติกรรมการก่อเหตุโดยใช้รถ จยย.ประกบยิงเป้าหมายอ่อนแอบนถนนสาย 410 ระหว่างบ้านเงาะกาโป - บ้านกาโสด และบ้านเงาะกาโป - ทางลัดเขื่อนบางลาง เป็นบุคคลตามหมายจับคดีความมั่นคง หมายจับศาลจังหวัดยะลาที่ จส.105/2557 ลงวันที่ 22 เม.ย.57 ข้อหา "ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฯ" จากเหตุยิง นายดอรอแม ดาราเซะ นางอาอีเสาะ เฮงดารา และ ด.ญ.นูรอีมาน ดาราเซะ เสียชีวิตทั้ง 3 คน เหตุเกิดบนถนนสาย 410 ทางเข้าบ้านบันนังกูแว ม.4 ต./อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2557

            จึงได้นำตัวไปลงประจำวันที่ สภ.บันนังสตา และส่งตัวให้กับ ฉก.ทพ.33 ทำบันทึกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ส่งตัวไปศูนย์ซักถาม ฉก.ทพ.41 เพื่อดำเนินการซักถามขยายผลต่อไป

เหตุวางระเบิด ตร.ชุด รปภ.ครู เชื่อเป็นการตอบโต้หลังจับกุมแกนนำระดับปฏิบัติการ


ยะลา - คนร้ายลอบวางระเบิดตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยครู สภ.บันนังสตา เชื่อกลุ่ม นายอับดุลเลาะ ตาเปาะโต๊ะ ตอบโต้หลังฝ่ายความมั่นคงจับกุมแกนนำก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการในพื้นที่ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี

วันนี้ (21 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากกรณีเหตุระเบิดที่ริมถนนสาย ตะบิงตีงี-ทรายแก้ว บ้านทรายแก้ว ม.3 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด รปภ.ครู สภ.บันนังสตา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จึงได้แจ้ง พล.ต.ต.กฤษฏา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา, พ.ต.อ.มุสตอฟา มะนิ ผกก.สภ.บันนังสตา พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

โดยเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบว่า เจ้าหน้าที่ได้นำตัวตำรวจ 2 นาย ทราบชื่อคือ จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และ ส.ต.ต.เทียมเมฆ ทองฉัตร ที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลบันนังสตา ไปก่อนหน้าแล้ว


              ซึ่งในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะตราโล่ของ สภ.บันนังสตาจอดอยู่ ห่างจากรถยนต์กระบะพบรถ จยย.ของเจ้าหน้าที่ล้มคว่ำอยู่ โดยที่บริเวณป้ายทางเลี้ยวริมถนน ได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดกั้นที่เกิดเหตุ ก่อนให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา และชุดสุนัขสงครามจาก ฉก.อโนทัย เข้าตรวจสอบโดยรอบที่เกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มคนร้ายอาจจะซุกระเบิดเอาไว้อีกลูก

               จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบเศษกล่องเหล็กที่คาดว่าคนร้ายใช้บรรจุระเบิด กระเด็นอยู่รอบบริเวณจุดเกิดเหตุ นอกจากนั้นยังพบเศษเครื่องวิทยุสื่อสารตกอยู่ จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในกล่องเหล็กน้ำหนักประมาณ 5 กก. จุดชนวนด้วยระบบวิทยุสื่อสาร

             จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร ซึ่งเป็นหัวหน้าชุด รปภ.ครู นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บันนังสตา จำนวน 8 นาย โดยใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน และรถยนต์กระบะ 1 คัน ลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยครูในพื้นที่ ในขณะที่ จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร และส.ต.ต.เทียมเมฆ ทองฉัตร ขี่รถ จยย. นำหน้ารถยนต์กระบะ ขี่ผ่านตรงจุดเกิดเหตุ คนร้ายที่คาดว่านำระเบิดมาใส่ไว้ในป้ายทางเลี้ยวริมถนนก่อนหน้านี้ได้จุดชนวนระเบิดทันที




            แรงระเบิดเป็นเหตุให้ จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร เสียชีวิตทันที ส่วน ส.ต.ต.เทียมเมฆ ทองฉัตร ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการก่อเหตุตอบโต้เจ้าหน้าที่ โดยกลุ่มของนายอับดุลเลาะ ตาเปาะโต๊ะ และนายอาหามะ ลือแบซา แกนนำก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ หลังจากวานนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายซับรี เจะแว ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความมั่นคง แนวร่วมก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการได้

              ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทาง พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิต โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว



เหตุระเบิดบันนังสตา พรากชีวิต “จ.ส.ต.ทศพร” ในวันเกิดของลูกชายวัย 9 ขวบ


ยะลา - สลดใจเหตุระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยครู สภ.บันนังสตา จ.ยะลา พรากชีวิต จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร ในวันเกิดของลูกชายตนเองวัย 9 ขวบ
วันนี้ (21 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยครู สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะปฏิบัติหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ลาดตระเวนเส้นทางเพื่อส่งครูไปยังโรงเรียน ในพื้นที่บ้านทรายแก้ว หมู่ 3 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา จนทำให้ จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร ถูกระเบิดเสียชีวิต และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าเศร้าสลดใจยิ่งนัก เมื่อทราบว่า สำหรับ จ.ส.ต.ทศพร เสธสารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับคณะครู ในวันนี้เป็นวันหยุดลาพัก แต่ จ.ส.ต.ทศพร เสสาร ยังคงขอปฏิบัติหน้าที่ และที่เศร้าใจยิ่งกว่านั้นวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ 21 พ.ย. เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 9 ขวบ ของ ด.ช.ฐิติกร เสสาร บุตรชายเพียงคนเดียวกับภรรยาที่หย่าร้างกันไป แต่ก็มาเกิดเหตุการณ์ที่ต้องทำให้สูญเสียผู้เป็นพ่อในวันนี้ .


สำหรับ จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร ได้ลงมาปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันหลายคนที่ขอย้ายกลับภูมิลำเนาไปแล้ว แต่ จ.ส.ต.ทศพร เสธสาร ยังคงยื่นขอปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาเคยร่วมปฏิบัติหน้าที่กับ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีตผู้กำกับ สภ.บันนังสตา และยังเป็นที่รักของเพื่อนตำรวจที่เคยปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง




วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“ซายูตี อาลีมามะ” ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียิงถล่มจุดตรวจกรงปินัง มอบตัวต่อผู้ว่ายะลา



   
  “ซายูตี อาลีมามะ” ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียิงถล่มจุดตรวจกรงปินัง มอบตัวต่อผู้ว่ายะลา



          เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 60 เวลา 09.35 น. ที่ห้องประชุมพิกุล อาคารศาลากลางจังหวัดยะลา นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วย นายเจษฎา จิตรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พลตรีสมชาติ เปรมจิต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา ได้ร่วมกันรับมอบตัว นายซายูตี อาลีมามะ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง เหตุร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มจุดตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กรงปินัง เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งนายซายูตี อาลีมามะ ได้เข้ามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องและร่วมก่อเหตุดังกล่าว โดยจะขอต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งนี้หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา รับมอบตัวนายซายูตี แล้วก็จะดำเนินการส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กรงปินัง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป


           สำหรับนายซายูตี อาลีมามะ เคยมี
  • หมายจับของศาลจังหวัดยะลา จ.ส.303/2552 และ ฉฉ.131/2552 ในพฤติการณ์ร่วมก่อเหตุซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่ม เป็นเหตุให้ ร.ต.อ.ธรณิศ ศรีสุข (ผู้กองแคน) เสียชีวิต ที่ถนนสายสุราษฎร์-บ้านภักดี ม.3 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2550 และ
  • ร่วมก่อเหตุซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่ม เป็นเหตุให้ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ(หมวดตี้) เสียชีวิต และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บอีก 4 นาย ที่ถนนสายเขื่อนบางลาง-บ้านสันติ 1 ม.2 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2551 
  • และได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้ยกฟ้องแล้ว




วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รวบเครือข่ายโจรใต้ที่สตูล พร้อมปืน M 16 และเครื่องกระสุน ผู้ต้องหาตามหมายจับหนีรอดไปได้



สตูล-เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสตูล พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 5-6 คน อาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล และมีพฤติกรรมต้องสงสัย




เจ้าหน้าที่จึงทำการเข้าไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พบกลุ่มวัยรุ่น 5-6 คน อยู่บนรถยนต์ สีเทา จอดอยู่ ห่างจากบ้านประมาณ 5 เมตร จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเห็น ต่างพากันทยอยกันเดินเลี่ยงและวิ่งหลบหนี โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ 1 คน คือนายฮีซาม มอซู อายุ 27 ปี




ทั้งนี้จากการตรวจค้นบ้านและบริเวณโดยรอบ พบกระเป๋าสะพายหลังสีดำจำนวน 1 ใบ วางอยู่ติดกับผนังบ้าน แต่เมื่อเปิดออกก็พบ อาวุธปืน M 16 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน 68 นัด เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย





เบื้องต้นผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าอาวุธปืนดังกล่าวไม่ใช่ของตัวเอง พร้อมกับเปิดเผยว่า ได้นั่งรถยนต์คันกล่าวมาพร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน เพื่อมารับเพื่อนอีก 3 คน ที่บ้านเกิดเหตุ ซึ่ง 1 ในนั้นคือนายซอบรี หลำโสะ ผู้ก่อการร้ายที่มีหมายจับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้