วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จับนายอุสมาน มามะ ผู้ต้องหา 1 หมาย ป.วิอาญา เคยบุกถล่มตำรวจน้ำตากใบปี 55


จับแล้ว!! นายอุสมาน มามะ ผู้ต้องหา 1 หมาย ป.วิอาญา เคยบุกถล่มตำรวจน้ำตากใบปี 55


         กรณีเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ก่อเหตุลอบวางระเบิด ใช้อาวุธสงครามกราดยิง และโปรยตะปูเรือใบสกัดกั้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หลายตำบลของ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จำนวน 7 จุด เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2555

           ซึ่งคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกถล่มโจมตีสถานีตำรวจน้ำอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้ ด.ต.ธรนินทร์ พ่อนผาสุก ผบ.หมู่ตำรวจน้ำ ถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณขาขวา 1 นัด บาดเจ็บ ในเหตุการณ์เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิซิ สีบรอนซ์ ทะเบียน กท 2758 ปัตตานี ที่จอดอยู่บริเวณโรงรถถูกกระสุนปืนของคนร้ายได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ที่บริเวณด้านนอกรั้วของสถานีตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน อาก้า เอ็ม 16 อูซี่ และปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ตกอยู่ จำนวนกว่า 50 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ

            ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.60 เจ้าหน้าที่ นปพ.ร่วม น.ธ. สนธิกำลังบุกจับ นายอุสมาน มามะ ในพื้นที่ บ.ตะเหลียง อ.ตากใบ มีหมาย ป.วิอาญา 1 หมาย โดยพฤติกรรมคนร้ายมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ยิงถล่มโจมตีตำรวจน้ำตากใบ เมื่อปี 55และร่วมกันวางแผนสั่งการยิง ตชด. เมื่อปี 58 จากการจับกุมนายอุสมาน มามะ ตรวจพบปัสสาวะเป็นสีม่วง และยอมรับสารภาพว่าเสพยาบ้า ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.


จนท.3 ฝ่ายปิดล้อมจับกุม นายรุสลี ยูโซ๊ะ พร้อมอาวุธปืนในบ้านพัก



          เมื่อวันนี้ 28 มิ.ย.60 เวลา 16.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ได้สนธิกำลังร่วมกันจับกุมผู้ต้องสงสัย นายรุสลี ยูโซ๊ะ อายุ 22 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 237/3 ม.6 ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พร้อมด้วยของกลาง 5 รายการ ประกอบด้วย

  • 1.อาวุธปืนยาว AK-47 หมายประจำตัวปืน 55629 จำนวน 1 กระบอก
  • 2.ซองกระสุนปืน จำนวน 2 ซอง
  • 3.กระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. จำนวน 3 นัด
  • 4.ถุงพลาสติกใสสีฟ้า จำนวน 1 ถุง
  • 5.กระเป๋าผ้าสีดำสำหรับใส่กีต้าร์ จำนวน 1 ใบ

           โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าว พร้อมตั้งข้อกล่าวหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งของกลางทั้งหมดเจ้าหน้าที่นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงปาดีฯ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.



โจรใต้ระส่ำ!! ขาดแคลนวัตถุระเบิดใช้ก่อเหตุต้องหนีหัวซุกหัวซุน






           โจรใต้ระส่ำหนัก หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการปิดท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 6 จุด ส่งผลขาดแคลนวัตถุระเบิดนำเข้าจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านใช้ในการก่อเหตุ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเชิงรุกบังคับใช้กฎหมายต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน


            นโยบายปิดด่านชายแดนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวน 6 จุด ซึ่งเป็นท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อทำการสกัดกั้นการนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย แต่ที่เป็นประเด็นหลักเพื่อจำกัดอิสรเสรีของโจรใต้ในการเดินทางเข้าออก ซึ่งพบว่าที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้าวัตถุระเบิดที่มีการประกอบในฝั่งมาเลย์เข้ามาทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในฝั่งไทย หลังก่อเหตุข้ามฝั่งหนีการจับกุมไปกบดานเงียบในประเทศมาเลเซีย


            จากนโยบายการปิดด่านชายแดนซึ่งเป็นท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก ส่งผลดีต่อภาพรวมในการแก้ปัญหาพบว่าสถิติการก่อเหตุลดลง กลุ่ม ผกร.ในฝั่งไทยไม่กล้าทำการก่อเหตุซึ่งยากในการหลบหนี ส่วนกลุ่ม ผกร.ในฝั่งมาเลย์ไม่สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ตามปกติ อีกทั้งการประกอบระเบิดในฝั่งมาเลย์ยากต่อการลักลอบขนเข้ามาทำการก่อเหตุ


           ส่วนการปฏิบัติการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่หลายๆ จุด ส่งผลให้กลุ่ม ผกร.ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนละทิ้งฐานปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่กดดันจำกัดพื้นที่ขาดอิสระในการเคลื่อนไหว อย่างเช่นกรณีเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าพิสูจน์ทราบบริเวณพื้นที่ป่าภูเขา ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เกิดการปะทะคนร้ายบาดเจ็บหลบหนีเข้าป่าไป



        จะเห็นได้ว่าจากนโยบายการปิดด่านชายแดนซึ่งเป็นท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก ประกอบกับการปฏิบัติการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ได้ส่งผลดีต่อประชาชนโดยตรง และส่งผลดีต่อภาพรวมต่อสถานการณ์ สถิติเหตุการณ์ลดลง ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอันเป็นผลมาจากการกระทำของกลุ่ม ผกร.

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทรัมป์ ..ยกเลิกจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ละศีลอด สิ้นสุดเดือนรอมฎอน ที่ทำเนียบขาว



ปธน.ทรัมป์ ..ยกเลิกจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ละศีลอด สิ้นสุดเดือนรอมฎอน ที่ทำเนียบขาว หลังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่อดีตผู้นำสหรัฐฯ ทั้งคลินตัน, บุช และโอบามาทำมาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี



เมื่อ 26 มิ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยกเลิกธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อเนื่องมานานเกือบ 20 ปี ด้วยการไม่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำละศีลอด ที่ทำเนียบขาว เนื่องในวันอีฎิ้ลฟิตริ ซึ่งเป็นวันที่ชาวมุสลิมทั่วโลกฉลองวันขึ้นปีใหม่ และเป็นการสิ้นสุดเดือนแห่งการถือศีลอด หรือเดือนรอมฎอน หลังจากธรรมเนียมปฏิบัตินี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และได้ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดจนถึงประธานาธิบดีบารัค โอบามา




บีบีซี แจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่า นายเร็กซ์​ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำขอจากหน่วยงานด้านศาสนาและกิจการต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ ให้มีการจัดงานเลี้ยงละศีลอดอาหารค่ำวัวันอีฎิ้ลฟิตริที่ทำเนียบขาวแล้ว อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกแถลงการณ์ถึงชาวมุสลิมว่า ในนามของประชาชนชาวอเมริกัน, เมลาเนีย และข้าพเจ้า ของส่งความปรารถนาดีแด่ชาวมุสลิมที่เฉลิมฉลองเนื่องในวันอีฎิ้ลฟิตริ


ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสิ้นสุดเดือนถือศีลอด หรือเดือนรอมฎอน ที่ทำเนียบขาว ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีการจัดขึ้นทุกปี เริ่มตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน มาจนถึงจอร์จ ดับเบิลยู.บุช จนโอบามาถือเป็นประธานาธิบดีคนที่สาม ที่จัดเลี้ยงละศีลอดเป็นประจำทุกปี ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังได้ส่งสารแสดงความปรารถนาดีไปยังมุสลิมทั่วโลก เนื่องในโอกาสเริ่มต้นเดือนรอมฎอนด้วย.

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ตม.มหาชัย“ทลายรังพระเถื่อน-ต่างด้าวหนีเข้าเมือง-ซ้ำซาก” พกเงินเป็นหมื่น





               วันที่ 21 มิ.ย.60 “ที่บริเวณป่าละเมาะ ฝั่งตรงข้ามตลาดมหาชัยเมืองใหม่”ถนนพระราม 2 ต.คอกกระบือ พ.ต.อ.เดชรพี คงดี ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มคนคล้ายพระสงฆ์หลบเข้าไปพักอาศัยอยู่ และช่วงเช้าออกบิณฑบาตอยู่เป็นประจำพร้อมด้วย ด.ต.สกล แลเลิศ ผบ.หมู่ ตม.จว.สมุทรสาคร เข้าตรวจสอบหลังพร้อมด้วย ด.ต.สกล แลเลิศ ผบ.หมู่ ตม.จว.สมุทรสาคร




         เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ อยู่ที่หมู่ 2 ต.คอกกระบือ อ.เมืองสมุทรสาคร ปรากฏว่า กลุ่มพระดังกล่าวกำลังพักอาศัยหลับนอน พร้อมผูกเปลไว้กับต้นไม้จำนวนหนึ่ง จึงแสดงตัวขอตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 4 รูป โดยมีบางรายสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ แต่ไม่มีเอกสารการเข้าเมือง จึงนิมนต์ไปยังวัดเจษฎารามพระรามหลวง ตำบลมหาชัย อ.เมืองฯ เพื่อขอให้ทางวัดช่วยตรวจสอบเอกสาร ก่อนพบว่า มีหนังสือรับรองสองฉบับๆ หนึ่งเป็นหนังสือไทย ซึ่งเป็นหนังสือรับรอง ว่า พระกิตโพธิ์ อายุ 28 ปี สัญชาติกัมพูชา ประเทศกัมพูชา เลขที่ N0907917 ออกที่ KITH PROD มาอยู่จำพรรษาที่วัดเกียรติไพบูลย์ ต.พันดอน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ลงวันที่10 พฤศจิกายน 2558 ลายเซ็นพระครูกิตติรัตนสุนทร ประธานสงฆ์ ส่วนอีกฉบับเป็นตัวหนังสือภาษาเขมร ชื่อนายคิด พรต อายุ 30 ปี สัญชาติกัมพูชา และนายดานิง อายุ 25 ปี สัญชาติกัมพูชา





          “จากการสอบสวนว่า หลังเข้ามาประเทศและมาพักอาศัยตามป่ารกร้างได้กว่า 1 สัปดาห์ ค่อนออกบิณฑบาตรไปตามปรกติ อย่างไรก็ตามน่าจะมีขบวนการพาเข้ามา ส่วนเส้นทางเข้าเมืองส่วนใหญ่มาทางชายแดน อาทิ จังหวัดจันทบุรี โคราช อยุธยา และสมุทรสาคร ด้านพระที่จับได้ชาวต่างด้าวจำนวน 2 รูป สัญชาติกัมพูชา ส่วนพระไทยอยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยมีของกลางอาหารแห้ง และเงินมีธนบัตรประมาณ 10,000 บาท จึงนำตัวทำการสึกก่อนแจ้งข้อหาบุคคลต่างด้าวหลบหนีเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะผลักดันกลับไปยังประเทศภูมิลำเนา”

โซเชียลแชร์ว่อน ชายสวมชุดดะวะห์โชว์ยิงปืน เอ็ม 16-อาก้าฉลองรายอ



ยะลา - โลกโซเชียลแชร์ว่อน ชายสวมชุดดะวะห์โชว์ยิงปืน เอ็ม 16-อาก้า คาดเป็นการยิงเฉลิมฉลองต้อนรับวันฮารีรายอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้



            วันนี้ (26 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อโซเชียลและสังคมออนไลน์โดยเฉพาะในกลุ่มไลน์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายกลุ่ม ได้มีการแชร์คลิปวีดีโอ โดยมีชายหนุ่มชาวมุสลิมสวมชุดดะวะห์ ในขณะที่ใช้อาวุธปืนสงคราม เอ็ม 16 และ อาก้า รวมทั้งปืนพกสั้น สลับกันยิงใส่สวนยางพารา ยิงขึ้นฟ้า กันเป็นที่สนุกสนาน


           โดยผู้ที่อยู่ในคลิปได้พูดเป็นภาษามาลายูท้องถิ่น (ภาษายาวี) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แปลเป็นไทยได้ว่า ถ่ายคลิปให้เห็นอีก 2 คนหรือเปล่า แม็คหนึ่งให้ยิง 3 คน รวมทั้งได้ยินเสียงเด็กร้องภายในคลิปด้วย ซึ่งคลิปดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นที่ใด แต่เชื่อว่าอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีคนมาแสดงความคิดเห็นว่า ถ่ายคลิปโชว์ฉลองรายอ



           ทั้งนี้นอกจากคลิปดังกล่าว ยังมีผู้ที่แชร์ภาพร่องรอยของความเสียหายของหลังคาบ้าน ซึ่งถูกหัวกระสุนปริศนาไม่ทราบที่มา ตกใส่หลังคาบ้านจนเป็นรูในค่ำคืนของวันที่ประกาศเป็นวันฮารีรายอ


           ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบว่า บุคคลที่ปรากฏในคลิปคือผู้ใดแล้ว โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า กลุ่มบุคคลในคลิป ยิงปืนเพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลฮารีรายอ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคำสั่งจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ให้มีการประชาสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ห้ามการยิงปืนขึ้นฟ้า หรือ การจุดประทัดเฉลิมฉลอง จนสร้างความรำคาญให้กับคนส่วนรวม และยังทำให้เกิดอันตรายกับผู้ที่เล่นประทัดได้






"สะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำพูโล ถูกมาเลเซียจับข้อหามีอาวุธปืน"



          ตามที่มีข่าวสารออกมาว่า นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ หรือ นายสะมะแอ สะอะ อายุ 60 กว่าปีอดีตผู้นำขบวนการพูโล ได้ถูกทางการมาเลเซียเข้าควบคุมตัว ในข้อหามีอาวุธปืนครอบครอง


          นายสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำพูโล ถูกมาเลเซียจับ ข้อหามีอาวุธปืนผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อนายหะยีสะมะแอ แต่ไม่ไม่สามารถติดต่อได้ จึง ประสานกับคนใกล้ชิด และข้าราชการทหารระดับสูง ทราบว่าเป็นเรื่องจริง โดยผู้ใกล้ชิดในพื้นที่ เปิดเผยว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเวลาประมาณ บ่าย 2 โมงเย็น จนท.ทางการมาเลเซียได้ทำการปิดล้อมที่ร้านอาหารของหะยีสะมะแอ ที่รัฐเปรัค ทางตอนเหนือของมาเลเซีย ประเทศมาเลเซีย และพบอาวุธปืน จึงได้ถูกควบคุมตัว ไปฝากขังที่เรือนจำบาลิ่ง รัฐเคดาห์ มาเลเซียสาเหตุทราบว่า ในบริเวณดังกล่าวมีเหตุยิงกัน จึงได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ดังกล่าว


        สำหรับ นาย หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตหัวหน้าขบวนการพูโล ซึ่งมีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ถูกจับกุมดำเนินคดีและติดคุกในเรือนจำไทยหลายปี กระทั่งได้รับการพักโทษและปล่อยตัวเป็นอิสระเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2558 ตามนโยบายสร้างสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อกระบวนการสันติวิธี ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

        จากนั้นนายสะมะแอ เดินทางกลับที่บ้าน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี และไปๆมา ที่มาเลเซีย เพราะเปิดร้านอาหารที่รัฐเปรัค นอกจากนั้น ได้ช่วยเหลือโครงการของรัฐ และร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะ โครงการนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เพื่อให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์ แพะ สร้างอาชีพสร้างรายได้

        อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้ใหญ่ฝ่ายทหารหลายท่านรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นคงต้องให้ศาลมาเลเซียดำเนินการตามขั้นตอนของประเทศมาเลเซีย และจากนั้นจะติดต่อเพื่อช่วยเหลือในโอกาสต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งทางญาติได้เดินทางไปเยี่ยมแล้ว"

‘ซะกาด’เงินบริจาค..กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นนำไปใช้ทำอะไร?



"กะ กันดา"

        “ซะกาต” ภาษาอาหรับ: زكاة‎ IPA: [zækæːh] หรือ ทานประจำปี หมายถึงทรัพย์สินส่วนเกินจำนวนหนึ่ง ซึ่งมุสลิมต้องจ่ายให้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับเมื่อครบรอบปี ถ้ามุสลิมคนใดมีทรัพย์สิน เงินทอง สินค้าที่เหลือในรอบปีแล้วไม่ทำการบริจาค ผู้นั้นก็ผู้หนึ่งที่ทำผิดบัญญัติของอิสลาม


        โทษของผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมจ่ายซะกาต 
        ใคร? ที่ไม่ยอมจ่ายซะกาตโดยปฏิเสธการวาญิบของมัน ในขณะที่เขารู้หุก่มของมันดีถือว่าเขาเป็น “กาฟิร” ต้องทำการเก็บซะกาตจากเขา และต้องโทษประหารหากเขาไม่กลับตัวเตาบัตเพราะเขาได้ตกจากศาสนาแล้ว แต่หากเขาไม่ยอมจ่ายเพราะความตระหนี่ถือว่าไม่ตกจากศาสนา และต้องทำการจัดเก็บจากเขาพร้อมกับลงโทษด้วยการยึดทรัพย์ของเขาครึ่งหนึ่ง

        วาญิบเหนือผู้ที่ครอบครองทรัพย์ครบพิกัดที่จะต้องทำการจ่ายซะกาตของทรัพย์นั้น เพราะอัลลอฮฺได้สัญญาด้วยการลงโทษที่แสนสาหัสสำหรับทุกคนที่ไม่ยอมจ่ายซะกาต


         ที่กล่าวมาคือ บทบัญญัติของศาสนาอิสลามในการจ่าย“ซะกาต”และบทลงโทษของผู้ที่ไม่ยอมจ่าย ผิดบทบัญญัติของศาสนา ซึ่งมุสลิมที่ดีจะต้องปฏิบัติตาม และหากไม่ปฏิบัติยังถือว่าเป็นการผิดกฎหมายในบางประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลาม ส่วนในประเทศไทยของเราพี่น้องมุสลิมจะต้องจ่ายทั้ง“ซะกาต”และเงินภาษีให้กับรัฐ


        จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยคนส่วนใหญ่ต่างนับถือศาสนาอิสลาม และเป็นพื้นที่เกิดปัญหาความไม่สงบจากกลุ่มที่คิดต่างจากรัฐทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ตลอดจนมีการปลุกระดม บ่มเพาะ เพื่อแย่งชิงมวลชนเข้าร่วมเป็นสมาชิกขบวนการ โดยอาศัยความเป็นมลายู การนับถือศาสนา เชื้อชาติ รวมถึงประเพณีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์เดียวกัน จึงง่ายต่อการชักนำสร้างความรู้สึกร่วมให้ผู้คนเหล่านั้นต่อต้านอำนาจรัฐ


          สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นใช้ได้ผลตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาคือประเด็นในเรื่องของศาสนา อาศัยความละเอียดอ่อนในเรื่องของความรู้สึกต่อความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาของผู้ที่นับถือ นำไปสู่การบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาให้กลุ่มสมาชิกแนวร่วมหลงเชื่อ โดยอาศัยผู้นำศาสนาที่ผู้คนเคารพนับถือ อิหม่าม อุสตาส ในการใส่ข้อมูลผิดๆ บ่มเพาะจนกระทั่งคนเหล่านั้นเห็นถูกเป็นผิด ยอมถวายตัวลงมือก่อเหตุและเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องฆ่าคนแล้ว ได้บุญ ไม่บาป เป็นการต่อสู้เพื่อศาสนากำจัดผู้รุกรานแผ่นดินเกิด


         กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น ได้อาศัยบทบัญญัติศาสนาอิสลามในการแสวงประโยชน์จากการจ่าย“ซะกาต” 

        หลายท่านคงได้ยินได้ฟังนี้มาว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการจัดเก็บเงิน“ซะกาต”จากพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ 1 บาทต่อคน ซึ่งในความคิดของใครหลายคนอาจจะคิดว่าเงิน 1 บาทเล็กน้อยมาก ผู้เขียนเองก็สงสัยมานานเหมือนกันว่าเป็นความจริงหรือไม้? อย่างไร? แต่ได้เพียงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ จนกระทั่งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้ที่คร่ำหวอดปฏิบัติงานอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีข้อมูลความจริงครบถ้วนอยู่ในมือ และแล้ว..ถึงบางอ้อ!!!..แท้จริงแล้วกลุ่มขบวนบีอาร์เอ็นนำเงินที่ได้จากการบริจาคนั้นไปใช้ทำอะไร?


        ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน ขบวนการบีอาร์เอ็นกล้าที่จะบิดเบือนหลักศาสนา ไม่มีความย่ำเกรงต่อพระเจ้า ไม่เกรงกลัวต่อบาป นำเงินจากการบริจาค“ซะกาต”ของพี่น้องมุสลิมไปใช้ผิดประเภทผิดหลักศาสนา ผิดอย่างไร? เรามาดูข้อมูลกันค่ะ..


         การแสวงผลประโยชน์ของกลุ่ม BRN ซึ่งนับวันยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกที เค้าลางความชั่วร้ายที่เห็นจางๆ ในอดีต กลับเริ่มปรากฏกายให้เห็นชัดขึ้นท่ามกลางกลิ่นควันปืนและเสียงระเบิด เสียงโอดโอยของผู้บาดเจ็บ เสียงร่ำไห้ของผู้สูญเสีย ความเชื่อมโยงของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นกับเครือข่ายค้าของเถื่อน ยาเสพติด มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง หรือกระทั่งแม้แต่การเรี่ยไร หรือขอรับเงินบริจาค เพื่ออ้างนำไปสร้างมัสยิดเพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ หรือสถาบันการศึกษาทางศาสนาปอเนาะ กลับพบว่ามีเงินทุนที่ได้รับจากการบริจาคทั้งในพื้นที่เอง และจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จากการบอกเล่าของคนในพื้นที่ได้ให้ข้อมูลว่าเงินเหล่านี้บางส่วนมีการนำไปสร้างหรือใช้งานจริง แต่เงินบางส่วนได้ส่งให้กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นนำเงินไปจัดซื้อหาอาวุธ อุปกรณ์ผลิตระเบิด อีกทั้งเป็นค่าจ้าง ค่าเลี้ยงดูผู้ก่อเหตุรุนแรงที่หลบหนีเงื้อมมือของกฎหมาย


        ยังไม่นับรวมถึงเงินที่ได้รับการบริจาค“ซะกาต”ของพี่น้องมุสลิม แกนนำกลุ่มขบวนการกลับเอาไปใช้ส่วนตัว เสวยสุขสำราญอยู่ดีกินดียังต่างประเทศ รวมทั้งมีการนำไปสร้างบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่ให้กับตัวเองญาติพี่น้องในเมืองไทย ซึ่งผิดหลักศาสนาอย่างร้ายแรง ที่นำเงินบริจาค“ซะกาต”ไปใช้ในทางที่ผิดถือว่าเป็น“บาปหนัก”

         ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมานานหมักหมมมาหลายสิบปี คนที่ตั้งใจบริจาค“ซะกาต”มีความคิดดี แต่คนคิดชั่วกลับนำบริจาค“ซะกาต”ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลองคำนวณเล่นๆ กันดูค่ะว่าเงินบริจาคที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ร่วมกัน“ซะกาต” 1 บาทต่อคน หากประชากรในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ บวกรวม 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา มีพี่น้อง 3 แสนคน ตกเดือนหนึ่งได้เงิน“ซะกาต” 3 แสน ปีหนึ่ง 3 ล้านหกแสนบาท แล้วเวลาที่ผ่านมาเงิน“ซะกาต” ที่กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นนำไปใช้รวมแล้วร่วมๆ เกือบ 100 ล้านกว่าบาทกลับมาซ้ำเติมปัญหาด้วยการก่อเหตุ “สุมไฟใต้” ไม่ให้มอดดับเพื่อผลประโยชน์ของแกนนำเพียงไม่กี่คน แล้วปัญหาความเดือดร้อนทั้งปวงตกอยู่ที่ใคร? คงหนีไม่พ้นพี่น้องมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เองที่ต้องตกเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ นำไปสู่ความเดือดร้อนที่กลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นหยิบยื่นให้....จากเงินบริจาค“ซะกาต”ของเราเอง....

-----------------------

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ความโหดร้าย...ไร้ความเป็นมนุษย์ในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์



โดย...มลายูบางกอก


          เราทุกคนทั่วโลกล้วนรู้ดีว่าเดือนรอมฎอน เป็นเดือนแห่งความเมตตาจากพระผู้อภิบาล แห่งสากลจักรวาล ที่พระองค์ทรงมีให้แก่ชั้นฟ้าและแผ่นดิน ดังนั้นในเดือนรอมฎอนของทุกๆ ปีบรรดาปวงบ่าวผู้ศรัทธาจะพยายามปฏิบัติอิบาดะฮฺ เพื่อสนองคำบัญชาของพระองค์ที่ได้สั่งใช้ และให้ละเว้นในสิ่งที่พระองค์ ทรงห้าม จุดประสงค์เดียวเท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาได้ตั้งใจทำอิบาดะฮฺ ก็เพื่อทำการภักดีที่มีต่อพระองค์อย่างแท้จริงและหวังความโปรดปรานความเมตตาแก่เพื่อนมนุษย์


          แต่ก็ยังมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นมนุษย์ แต่จิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉานขาดความยำเกรง ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 การกระทำอันโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมของกลุ่มที่มีจิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉานแต่มีร่างกายเป็นมนุษย์ ที่ได้สร้างความเสียใจสะเทือนใจ ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ต่อประชาชนทั่วประเทศที่ได้รับทราบข่าวสาร 

           ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการ กองร้อย 15324 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 จำนวน 10 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เมื่อลาดตระเวนมาถึงจุดเกิดเหตุ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องที่ได้ซุกซ่อนฝังไว้ใต้ผิวถนน เป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิต จำนวน 6 นาย เป็นนายทหารชั้นประทวน 1 นาย พลทหาร 5 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย




            การกระทำอันโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่ได้สร้างความเสียใจสะเทือนใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ต่อประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่มุสลิมทั่วโลกต่างมุ่งขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) แสวงหาสร้างความดี งดเว้นการกระทำชั่วร้ายทั้งปวงตามบัญญัติอิสลาม
         มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ รู้ดี รู้ชั่ว อะไรควรกระทำและอะไร ไม่ควรกระทำ ในห่วงเดือนอันศักดิ์สิธิ์นี้ ต่างจากสัตว์เดรัจฉานซึ่ง คิดดีไม่ได้ ทำดีไม่เป็น ไม่รู้ว่าอะไรควรกระทำ และอะไรไม่ควรกระทำ เปรียบเช่นเดียว กับ กลุ่มสัตว์เดรัจฉานกลุ่มนี้ที่ได้ตั้งกลุ่มเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ไม่ให้ความยำเกรงเคารพภักดี ได้ฆ่าชีวิตผู้ปกป้องแผ่นดิน และดูแลสร้างความสงบสุขต่อประชาชนของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จนเกิดการนองเลือด บนแผ่นดินที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.)สร้าง กลุ่มสัตว์เดรัจฉานกลุ่มนี้แน่นอนอัลลอฮฺ (ซ.บ.)ได้ห้ามสวนสวรรค์แก่เขา และที่พำนักของเขาก็คือนรก..........


---------------

ใคร?..คือคนสั่งตาย‘อุสตาสดารี’


"แบมะ ฟาตอนี"


           สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงเดินหน้าก่อเหตุไม่เว้นวัน แม้ว่าเดือนนี้จะเป็นเดือนรอมฎอน เดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมก็ตามที ซึ่งผู้ที่ลงมือปฏิบัติการไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป เดินหน้าเข่นฆ่าผู้คนด้วยการลอบยิง ลอบวางระเบิดคร่าชีวิตประชาชน เจ้าหน้าที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้นำศาสนา


          ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมาคนร้ายได้ลงมือก่อเหตุด้วยการลอบยิงนายอาแว เตาะซาตู หรือ“อุสตาสดารี”อุสตาสสอนศาสนา และเป็นเจ้าของโรงเรียนมูลนิธิชุมชนอิสลาม บ้านปะแดลางา หมู่ที่ 5 ตำบลตะลุปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา


          “อุสตาสดารี”ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า“ชัยฏอนชั่ว”กำลังมาพรากชีวิตหยิบยื่นความตายถึงหน้ามัสยิดในโรงเรียนสอนศาสนาของตนเอง ซึ่งพฤติกรรมของคนร้ายเป็นการกระทำที่อุกอาจหวังผลต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่กำลังปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฏอน




สาเหตุความตาย“อุสตาสดารี”




         “อุสตาสดารี”เป็นผู้นำศาสนาท่านหนึ่งที่ไม่นิยมความรุนแรง หาทางออกของความขัดแย้งด้วยแนวทาง“สันติวิธี”เป็นผู้ที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้อง ในขณะเดียวกันที่ผ่านมาต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบของกลุ่มขบวนการ


         อีกทั้ง“อุสตาสดารี”ยังขัดขวางความต้องการของ “นายดูนเลาะ แวมะนอ”ในการเอาคนของกลุ่มขบวนการขึ้นเป็นผู้นำศาสนาในพื้นที่


  • การตายของ“อุสตาสดารี” ซึ่งจะพอมองออกถึงเค้าลางปมสังหารในครั้งนี้ว่ามาจากสาเหตุใด? 
  • ใคร? คือผู้สั่งการ 
      
       เมื่อปะติดปะต่อจิ๊กซอร์เข้าด้วยกันแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังสั่งตาย “อุสตาสดารี” คงจะเป็นใครเสียไม่ได้นอกจากแกนนำคนสำคัญเป็นแกนนำสุดโต่งของกลุ่มขบวนการBRN “นายดูนเลาะ แวมะนอ” ซึ่งหลบหนีหมายศาลกบดานเงียบยังประเทศเพื่อนบ้าน คอยบัญชาการให้มีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ นำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน และเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ 

           อีกทั้งในบางเรื่องอาจจะมาจากความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่มขบวนการ จึงมีการสั่งตายตามมา  “ ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว ” กำจัดเสี้ยนหนามยอกอกแล้วโยนผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นคือพฤติกรรมเดิม ๆ ที่กลุ่มขบวนการหน้าตัวเมียใช้มาโดยตลอด.


-------------------------

ทพ.สนธิกำลังลาดตระเวนพื้นที่รือเสาะ ก่อนยิงปะทะคนร้ายกว่า 15 นาที

เดือด! ทพ.สนธิกำลังลาดตระเวนพื้นที่รือเสาะ ก่อนยิงปะทะคนร้ายกว่า 15 นาที

         
       นราธิวาส - จนท.ทหารพราน สนธิกำลังลาดตระเวนหลังชาวบ้านแจ้งมีกลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่รือเสาะ ก่อนเปิดฉากยิงปะทะกลุ่มผู้ก่อการร้าย คนร้ายได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ตรวจพบขนำที่คนร้ายใช้เป็นเพิงพักบนเทือกเขาบูโด
      
       วันนี้ (25 มิ.ย.) พ.อ.พสิษฐ์ ชาญเลขา หัวหน้าชุดปฏิบัติการร่วมจังหวัดนราธิวาส/ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 46 พ.อ.อิศรา จันทะกระยอม ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 และชุดรบพิเศษควบคุมที่ 543 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รือเสาะ และฝ่ายปกครอง จำนวน 4 ชุดปฏิบัติการ ใช้กฎอัยการศึกในการปิดล้อม หลังรับแจ้งข่าวจากชาวบ้านในพื้นที่เชิงเทือกเขาบูโด บ้านบือแนลือโบ๊ะ ม.4 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ว่า มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายเข้ามากบดานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังกว่า 50 นาย เข้าปิดล้อมพื้นที่ดังกล่าว
         
เดือด! ทพ.สนธิกำลังลาดตระเวนพื้นที่รือเสาะ ก่อนยิงปะทะคนร้ายกว่า 15 นาที
       
       หลังรับแจ้ง พ.อ.พสิษฐ์ สั่งการให้กองกำลังทหารพรานนำกำลังปิดล้อมเพื่อลาดตระเวน พร้อมประสานขอกำลังเสริมจาก ร.ท.วรวิทย์ ทรัพย์เจริญ ผู้บังคับชุดรบพิเศษควบคุมที่ 543 นำกำลังเจ้าหน้าที่ 20 นาย พร้อมชุดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษร่วมจังหวัดนราธิวาส รวมกำลังเจ้าที่ กว่า 50 นาย เข้าพื้นที่ ซึ่งขณะลาดตระเวนถึงบ้านบือแนลือโบ๊ะ ม. 4 ต.สุวารี เกิดเหตุคนร้ายประมาณ 3-5 คน ใช้อาวุธปืนพกสั้น และปืนสงครามยิงเข้าใส่กลุ่มเจ้าที่ทหาร จนเกิดการยิงปะทะขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เชิงเขา จนทั้งสองฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกันเป็นระลอกๆ นานกว่า 15 นาที คนร้ายเห็นจวนตัวจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเบิกทาง และอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีขึ้นเขาบูโด
      
       หลังสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณเชิงเขาบูโด พบเพียงรอยเลือดซึ่งคาดว่าเป็นของกลุ่มคนร้ายที่ได้บาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารนำกำลังปิดล้อมไล่ล่าพื้นที่ล้อมเขาบูโด ต.สุวารี อ.รือเสาะ เพื่อติดตามคนร้ายที่หลบหนีกบดาน มาดำเนินคดีต่อไป
         
เดือด! ทพ.สนธิกำลังลาดตระเวนพื้นที่รือเสาะ ก่อนยิงปะทะคนร้ายกว่า 15 นาที
        
เดือด! ทพ.สนธิกำลังลาดตระเวนพื้นที่รือเสาะ ก่อนยิงปะทะคนร้ายกว่า 15 นาที

วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สื่อออนไลน์บิดเบือน!! กรณี ยิงเยาวชนหาของป่าที่ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา


Posted on 23/06/2017 by admin


        วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โดย พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจง ดังนี้

        จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลด้านการข่าวอื่นๆ ขณะนี้ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาแล้วจำนวน 2ราย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งความคืบหน้าต่อไป


               สืบเนื่องจากสื่อออนไลน์ ได้มีการแพร่กระจายข้อมูลอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในสื่อออนไลน์ในเหตุ คนร้ายยิงเยาวชนอายุ 18-19 ปี ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เสียชีวิต 3 คน ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ขอชี้แจงว่าภายหลังเกิดเหตุดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ร่วมประสานบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ รวมถึงมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้กระทำการอย่างโหดเหี้ยมทารุณที่ทุกศาสนิกชนและสังคมต่างร่วมกันออกมาประณามการกระทำอันสุดโต่งไร้อุดมการณ์นี้ จึงอาจเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีออกมาสร้างกระแสข่าวทางลบเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยได้กล่าวหาและโยนความผิดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมทั้งมีการแชร์ข้อความใส่ร้ายอันเป็นเท็จแพร่กระจายไปยังพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวางเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนทั่วไปตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดีอันจะนำไปสู่ความรู้สึกขาดความเชื่อมั่น ความไม่เข้าใจที่จะเป็นไปตามเป้าหมายของฝ่ายผู้เห็นต่างหรือผู้ที่คิดร้ายทำลายชาติและต้องการมุ่งหวังทำลายความรู้สึกสร้างความแตกแยกซึ่งความรักความสามัคคีในหมู่พี่น้องประชาชนและภาครัฐ อันเป็นการกระทำความผิดที่ส่งผลต่อความมั่นคงในพื้นที่เป็นอย่างมาก


            ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญานคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ความถูกต้องอย่างรอบคอบก่อนการแชร์ข้อมูลหรือส่งข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความบิดเบือนหรือข้อความที่มีความสุ่มเสี่ยงสร้างความแตกแยกในสังคมต่างๆ ไปยังกลุ่มเพื่อนหรือผู้รู้จัก

            จากกรณีดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า กำลังติดตามสืบค้นผู้ปลอมแปลงแอบอ้างและส่งข้อความบิดเบือนดังกล่าวรวมถึงกลุ่มผู้กระจายข่าวสารอื่นๆ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 โดยในขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมข้อมูลสืบค้นและติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ หากประชาชนทราบแหล่งที่มาของผู้ไม่ประสงค์ดีในการบิดเบือนใส่ร้ายหรือผู้ส่งภาพ/ข้อมูลอันเป็นเท็จที่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นภาครัฐ รวมถึง ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน พี่น้องประชาชน ท่านสามารถแจ้งเบาะแสความเคลื่อนไหวผ่านสายด่วน 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฆ่าผู้บริสิทธิ์ ช่วงรอมฏอน ได้บุญหรือบาป ?



โดย... มลายูบางกอก

           การสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลลอฮฺพระผู้ซึ่งนำทางเราสู่สิ่งนี้ (อิสลาม) โดยที่เราจะมิได้ทางนำหากพระองค์มิทรงให้ทางนำแก่เรา โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงประสาทพร ความศานติ และความจำเริญแด่นบีของเรา (มุฮำหมัด) วงศ์วานและเหล่าสหายของท่านทั้งมวล


          ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุข และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานความรัก ความเอื้ออาทร ความถูกต้อง และความเป็นธรรม 

          แต่มีคำถามอยู่ตลอดว่า การก่อเหตุช่วงเดือนรอมฏอน ได้บุญหรือบาป? 

        เป็นคำถามที่ไม่น่ามีขึ้นในหมู่พี่น้องมุสลิมในบ้านเรา แต่ก็ได้ยินทุกปี โดยเฉพาะในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งรอมฎอนปีนี้ก็ยังได้ยินได้อ่านพบ แท้จริงแล้วเดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งการถือศีล ศึกษาพระคัมภีร์สำหรับชาวมุสลิม และวิงวอนขออภัยโทษถึงความผิดที่ผ่านมาจากพระผู้เป็นเจ้า ขอให้ได้รับการนำทางที่ถูกต้องและให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย 


         แต่...สมุนกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์บนหน้าแผ่นดิน บนคราบน้ำตาของประชาชน ผู้บริสุทธิ์ อย่าง BRN-ซาตานในคราบมนุษย์ มุสลิมสุดโต่ง ได้ใช้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการระดมพล ก่อเหตุร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ และได้บิดเบือนว่าจะได้รับบุญเพิ่มเป็นหลายเท่า 

          
        ซึ่งชาวมุสลิมทั่วไปไม่ได้เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ แต่กลุ่มหัวสุดโต่งอย่าง BRN กลับใช้การตีความประวัติศาสตร์ศาสนา สร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่ม โดยไม่ยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าหลอกลวงมุสลิมด้วยกัน แต่คิดๆ แล้ว ก็เหมือนหลอกใช้ หรือหลอกมุสลิมเราให้ไปตายแทน เพียงเพื่อผลประโยชน์ของ BRN-ซาตานในคราบมนุษย์สุดโต่ง มีเลือดมีเนื้อแต่มิยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้จะอยู่ในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์


        ยืนยันได้ว่าคำหลอกลวงบิดเบือนของกลุ่มผลประโยชน์ BRN-ซาตานในคราบมนุษย์ ผู้นำพาความชั่วร้าย และเป็นผู้ชักจูงมวลมนุษย์ไปในทางที่ผิด เนื่องจากความคิดจุดมุ่งหมายของกลุ่มนี้ คือการสร้างความหวาดกลัว การก่อเหตุนองเลือดในช่วงเวลาของการถือศีลเช่นนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมได้รุนแรงมากกว่าในช่วงเวลาปกติ

         แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแลกมาด้วยความชอบธรรมของกลุ่มที่จะถูกตั้งคำถามจากชาวมุสลิมด้วยกันมากขึ้น ว่าเหตุใดผู้ที่เรียกตนเองว่ามุสลิม จึงเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผู้ส่งเสริม สนับสนุน ให้เราได้ปฏิบัติศาสนกิจ รวมถึงพี่น้องมุสลิมด้วยกันในเดือนแห่งการแสวงบุญ


        ในคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเรื่องการฆ่าผู้บริสุทธิ์ไว้ว่า “แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิได้เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดิน ก็เหมือนกับเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด และผู้ใดไว้ชีวิต ก็เหมือนว่าได้ไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล” (อัล-มาอิดะฮ์ 32)

        และในคัมภีร์อัลกรุอานยังได้กล่าวเรื่องบาปและความผิดที่ยิ่งใหญ่ และถือเป็นความชั่วร้ายที่สุดทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ รองลงมาจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ คือการฆ่าชีวิตที่บริสุทธิ์ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า “และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นจะได้พบกับความผิดอันมหันต์ การลงโทษในวันกิยามะฮฺจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ” (อัลฟุรกอน: 68-69)


        อิสลามเรียกร้องให้อยู่ในหนทางแห่งสันติเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ เพศ สีผิว หรือแม้แต่ศาสนา ดังในคัมภีร์อัลกุรอานที่กล่าวว่า “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย (อัลอันบียาอ์ : 2:107)
         “รอมฎอน” เดือนแห่งความบริสุทธิ์ เดือนแห่งความดีงาม มุสลิมเราทุกคนปฏิบัติศาสนกิจในเดือน “รอมฎอน” นี้อย่างเคร่งครัด ตามบทบัญญัติของศาสดา 

        ดังนั้นใน ไม่ว่าเดือนอนรอมฎอน หรือเดือนไหน ๆ จึงไม่ควรที่จะมีการทำลายล้าง และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้น เพื่อความสงบสุขและสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้บ้านเรา เพราะอิสลามไขว่คว้าสันติภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความยุติธรรม อินชาอัลลอฮฺ
                                                                 --------------------------

ขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ BRN หลอกใช้งานแล้วลอยแพ




โดย...มลายูบางกอก

          เมื่อนายูหลอกใช้นายู เอาบัญญัติอิสลามที่เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตมาบิดเบือน สร้างความเสื่อมเสียต่ออิสลาม และสร้างความเจ็บปวดให้คนมุสลิมเราเป็นอย่างยิ่ง หลายครั้งอยากจะพูดว่าอดทนไม่ไหวแต่ก็ต้องเก็บไว้ ด้วยเพราะความโหดเหี้ยมของขบวนการแสวงหาผลประโยชน์อย่าง BRNพวกซาตานในคราบมนุษย์ ที่มักจะคิดหากลอุบาย หลอกลวงบังคับข่มขู่มุสลิมให้ทำความชั่ว หลายคน ที่ต้องตกอยู่ในกับดักวังวนของความชั่วด้วยความทุกข์ทรมาน จะหนีก็หนีไม่ได้เพราะเป็นห่วงครอบครัว ที่อยู่ข้างหลัง

           นายบูคอรี ฮะซา เป็นอีกคนในหลายๆ คน ที่ต้องทนทุกข์ต่อความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา อยู่แบบอดมื้อกินมื้อ เพราะต้องคอยหลบซ่อน หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่หลังจากที่ถูกหลอกให้ตกอยู่ ในวังวนของการก่อเหตุสร้างความชั่ว ทั้งๆ ที่รู้ว่าถูกหลอกใช้แต่ก็ต้องยินยอมทำ แล้ววันหนึ่งอัลลอฮฺได้ประทานความเมตตาให้ครอบครัวได้มองเห็นทางสว่าง โดยได้โทรศัพท์หาแม่ทัพภาค 4 เพื่อช่วยเหลือให้หลุดออกจากวังวนความชั่วจากขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ BRN พวกซาตานในคราบมนุษย์


        วันที่ 14 มิ.ย.60 เมื่อเวลา 16.00 น. ณ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 33 บ้านยีลาปัน ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4/ผอ.รมน.ภาค 4 นั่งเฮลิคอปเตอร์บินไปรับตัว นายบูคอรี ฮะซา อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง มือระเบิด 5 คดี ซึ่งเป็นคนที่ 9 ที่ติดต่อขอมอบตัวต่อแม่ทัพภาค 4

       นายบูคอรี ฮะซา ได้เล่าว่าหลังจากก่อเหตุร้ายตามสั่งการแล้ว ก็ไม่ได้รับการเลี้ยงดู ดูแล หรือถามข่าวคราวทุกข์สุขจากขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ BRN ซาตานในคราบมนุษย์เลย มันน่าเศร้าใจรู้เลยว่าถูกหลอกใช้แล้ว ตอนนั้นมันเหมือนอยู่ตัวคนเดียวความคิดมันสับสนจะขอความช่วยเหลือจากขบวนการก็ไม่ได้ จึงได้หลบหนีออกจากบ้านไปแอบอาศัยอยู่บ้านญาติและเพื่อนสนิท ที่ปัตตานี และยะลา ทนความลำบาก ไม่ไหว 

         ต่อมาญาติ ๆ และภรรยาทราบว่าทางการมีโครงการพาคนกลับบ้านให้แจ้งความประสงค์หากจะมอบตัวแล้วทางท่านแม่ทัพจะเดินทางมารับด้วยตนเอง จึงได้ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้ท่านได้ช่วยเหลือเพราะไม่มีใครแล้วหากหลบซ่อนต่อไปกลัวว่าจะโดนพวกขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ BRN ซานตานในคราบมนุษย์แอบฆ่าปิดปาก


         ต้องขอบคุณทางราชการ โดยเฉพาะท่านแม่ทัพภาค 4 และผู้อำนวยความสะดวกทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญและเข้าใจพี่น้องไทยมุสลิมเราที่หลงผิด ถูกหลอกจากพวกแสวงหาผลประโยชน์ BRN พวกซาตานในคราบมนุษย์ที่มุสลิมเราเข้าใจกัน ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างผู้คนธรรมดาได้อยู่กับครอบครัว ผมเชื่อมั่นในเรื่องโครงการพาคนกลับบ้านหากไม่มีโครงการนี้ คนหลงผิดถูกหลอกก็หมดโอกาสที่จะกลับเนื้อกลับเนื้อตัว และเชื่อมั่นในกระบวนการทางกฎหมายไทย ( นายนายบูคอรี ฮะซา กล่าว )
เดือนนี้เป็นเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ เป็นเดือนที่พี่น้องมุสลิมขออภัยโทษมุ่งมั่นทำความดี จึงขอเชิญบรรดาผู้หลงผิดหรือถูกหลอก จากพวกแสวงหาผลประโยชน์BRN ซาตานในคราบมนุษย์ ได้แสดงความกล้าหาญตัดสินใจเข้ามอบตัวต่อทางราชการ เพื่อได้กลับมาร่วมถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และเฉลิมฉลองความสุขร่วมกับครอบครัวเหมือน นายบูคอรี ฮะซา และยังเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จับ นายอับดุลฮาลีม มะสาแม คนร้ายลอบยิง นายภัทรพงศ์ จันทร์ดิษฐพงษ์ เมื่อ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา




         เมื่อ 11 มิถุนายน 2560 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี, หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 และ สืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ (สส.สภ.โคกโพธิ์ฯ) เข้าจับกุม นายสิทธิชัย สาแม หรือ แบ บุคคลต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว และมีพฤติกรรมเป็นผู้ค้ายาเสพติดในบริเวณที่เกิดเหตุ จากการซักถามเบื้องต้น นายสิทธิชัยฯ    ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมือปืนที่เป็นคนลงมือก่อเหตุ คือ นายอับดุลฮาลีม มะสาแม อยู่บ้านเลขที่ 118 หมู่ 5 ตำบลป่าบอน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

       จากนั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2560 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมปัตตานี (นปพ.ร่วมปัตตานี) เข้าปิดล้อมตรวจค้น โรงเรียนอิสลามสามัคคี หมู่ 6 ตำบลป่าบอน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จนสามารถควบคุม นายอับดุลฮาลีม  มะสาแม อยู่บ้านเลขที่ 118 หมู่ 5 ตำบลป่าบอน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จากการดำเนินกรรมวิธีซักถามเบื้องต้น นายอับดุลฮาลีมฯ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิง นายภัทรพงศ์ ฯ นำไปสู่การขยายผล จุดซุกซ่อนอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุที่บ้าน นายมะนาเส ตำมูดี บ้านเลขที่ 28/3 หมู่ 1 ตำบลป่าบอน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และสามารถตรวจยึดอาวุธปืนลูกซองสั้น (ไทยประดิษฐ์) ซึ่งซุกซ่อนไว้ในบ้านหลังดังกล่าว  หลังจากนั้นจึงได้ควบคุมตัว นายมะนาเสฯ ส่ง สถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ฯ เพื่อดำเนินตามกฎหมาย ต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สอบผู้ต้องหาสารภาพถูกว่าจ้าง ปมขัดแย้งยาเสพติด





         ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.60 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมรายงานผลการซักถาม นายอับดุบฮาลีม มะสาแม ณ หน่วย.ซักถาม ฉก.ทพ.43 ซึ่งได้จับกุมเมื่อ 12 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา โดยนายอับดุลฮาลีมฯ ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงนายภัทรพงศ์ จันทรดิษฐ์วงษ์ ได้รับบาดเจ็บเมื่อ 10 มิ.ย.60 โดยใช้ ปืนลูกซองสั้นยิงเข้าศีรษะ 1 นัด  ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากนายสิทธิชัย สะแม หรือ แบ (จับกุมแล้ว) เป็นเงิน 5,000 บาท สาเหตุเนื่องจากขัดแย้งปัญหาเรื่องยาเสพติด รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการซักถามจะรายงานให้ทราบต่อไป.

วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คืบหน้าเหตุระเบิดตากใบ จนท.เชื่อหวังข่มขวัญแนวร่วมที่เบนเข็มช่วยทางการ




        เหตุวางระเบิดตากใบ 2 จุดเพื่อข่มขวัญแนวร่วมที่ให้ความร่วมมือกับทางการ ด้านทหาร 7 รายที่บาดเจ็บปลอดภัยแล้ว


        เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารสังกัด ร้อย ร.15123 ฉก.นราธิวาส 30 จำนวน 2 จุด ในพื้นที่บ้านปูลาเจ๊ะมูดอ หมู่ 5 ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่งผลทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 7 นาย เหตุเกิดในช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยจุดที่ 1 เกิดขึ้นที่บริเวณหัวสะพานข้างประตูด้านหลังของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งนราธิวาส จากการตรวจสอบรถ จยย.ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ พบว่าเป็นรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ สีดำแดง ทะเบียน 1กก 8446 นราธิวาส ของนางมารียะ มะเกะ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ 4 ต.ศรีบรรพต อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ที่แจ้งหายไว้ที่ สภ.ศรีสาคร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายมะรูจิ สะมะแอ เพื่อนบ้านได้ขอยืมไปซื้อบุหรี่ที่ร้านค้าในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 ก่อนที่จะกลับมาบอกนางมานียะว่ารถได้ถูกขโมยไป โดยคนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิกที่ตัดแบ่งออกเป็นครึ่งซีก หนัก 10 กก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร นำไปวางซุกไว้ที่สำหรับใส่หมวกนิรภัยใต้เบาะ

        ส่วนจุดที่ 2 จากการตรวจสอบพบว่าคนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบใส่ไว้ในถังดับเพลิง หนัก 20 กก.จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ที่คนร้ายนำไปวางซุกไว้ใต้โคนต้นมะพร้าว ห่างจากจุดเกิดเหตุแรก ประมาณ 800 เมตร เพื่อจุดชนวนดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารที่เดินทางมาปิดกั้นเส้นทาง เพื่อไม้ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องผ่านไปยังจุดเกิดเหตุ




        โดยเหตุระเบิดทั้ง 2 จุด ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ รวม 7 นาย ซึ่งมีอาการสาหัส 2 นาย ได้ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ คือ 1. ส.ท.กิตติพงศ์ ผอมเสน 26 ปี มีแผลฉีกขาดที่ก้นทั้ง 2 ข้าง 2.พลทหารศิริเขต มรรคาเขต ถูกสะเก็ดระเบิดที่ต้นขาขวาและซ้าย ส่วนอีก 5 นาย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลตากใบ คือ 1.พลฯสิทธิพงศ์ คาราวะ 2.พลฯธนภูมิ ขุนชำนาญ 3. พลฯอามีน ยอดณรงค์ 4.พลฯธัชนนท์ บุญพันธ์ 5.พลฯ มูหะหมัด ปานเพ็ชร ซึ่งทั้ง 7 นายอาการปลอดภัยแล้ว

       ด้าน พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร ผกก.สภ.ตากใบ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือการกระทำของกองกำลังติดอาวุธ กลุ่มนายมามะ แมฮะ ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.ตากใบ โดยเชื่อว่าคนร้ายได้ประกอบระเบิดที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แล้วลอบนำเข้ามากับเรือ ก่อนที่จะนัดแนะกันก่อเหตุในครั้งนี้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะข่มขวัญสมาชิกแนวร่วมที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือกับทางการ จนนำไปสู่การดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ในวันนี้จะเดินทางไปซ่อมแซมบ้านให้กับเครือญาติของผู้หลงผิดรายหนึ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รวบ!! ผกร.ระดับปฏิบัติการ ตามหมายจับ ป.วิอาญา ยิง 2 พ่อลูก (อบต.บือจะ) เสียชีวิต




            วันที่ 1 มิ.ย.60 เวลาประมาณ 04.00 น.ร้อย.ทพ.4412,ชป.พิเศษ และชปข.ฉก.ทพ.44,ชุดสืบฯสภ.สายบุรี เข้าทำการติดตามจับกุมนายอานัส สาแลแม เลขบัตรประชาชน 3-9612-00104-72-9 เป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญาที่ จ.170/51 ลง9 ก.ย.51 ของศาล จ.นราธิวาส
       โดยพฤติกรรมของผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธและเครื่องกระสุนโดยไม่มีใบอนุญาต โดยใช้อาวุธปืนยิงนายอาแซ มานิ๊ (อบต.บือจะ) และนายมะยูกี มานิ๊ ลูกชาย อบต.จนเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อ 25 มิ.ย.51และบุคคลดังกล่าวมีชื่ออยู่ในทำเนียบกำลังรบของกลุ่มผกร.พื้นที่ ต.ผดุงมาตร อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการในพื้นที่
       ในการปฏิบัติครั้งนี้ พบนายอานัส สาแลแม บุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ที่บ้านเลขที่35/1 ม.1ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นภายในบ้านไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงควบคุมตัวนำส่งเจ้าพนักงาน สภ.เพื่อดำเนินคดีต่อไป.


ทำไมโลก ต้องทนกับคนพวกนี้



          เมื่อวันที่ 31 พ.ค.60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงกลางกรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

          รายงานข่าวระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่ที่จตุรัสซานบัคใกล้กับสถานทูตต่างชาติ และทำเนียบประธานาธิบดี โดยระเบิดถูกซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์คันหนึ่ง แรงระเบิดสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและอาคารที่อยู่ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุนับร้อยเมตร รวมทั้งมีควันสีดำและเขม่าปกคลุมในพื้นที่

          สื่อต่างชาติในกรุงคาบูลรายงานว่า บรรยากาศในเมืองหลวงเต็มไปด้วยความสับสนหลังเกิดเหตุเนื่องจากผู้บาดเจ็บมีจำนวนมาก โดยผู้ที่อยู่เหตุการณ์ต่างเร่งให้ความช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ตำรวจได้เข้ามาปิดกั้นพื้นที่แล้ว









         นายนาจิบ ดานิช โฆษกกระทรวงความมั่นคงภายในของอัฟกานิสถานว่ามีคนเสียชีวิต 80 ศพ บาดเจ็บ 350 คน พร้อมระบุว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นระเบิดฆ่าตัวตายใกล้กับสถานทูตเยอรมนี

        ขณะที่ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นาลของสหรัฐฯ รายงานว่า มือระเบิดฆ่าตัวตายขับรถบรรทุกที่ซุกซ่อนระเบิด เข้าไปจอดใกล้ประตูทางเข้าพื้นที่ความมั่นคงสูง จากนั้นกดชนวนระเบิดแรงระเบิดทำให้พนักงานคนหนึ่งของสาขาท้องถิ่นของวอลสตรีทเจอร์นาล บาดเจ็บ ประตูและกระจกของอาคารสำนักงานฯแตกเสียหาย แม้ว่าจะตั้งอยู่ในพื้นที่ความมั่นคงสูงและต้องผ่านด่านตรวจหลายจุดจึงจะสามารถเข้าไปภายในพื้นที่นั้นได้

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม