วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กระชากหน้ากาก แกนนำกลุ่มเคร่งศาสนา เบื้องหลัง...จอมลามก


                    ตำรวจจาการ์ตาออกหมายจับ นายรีซีค ชีฮับ ผู้นำแนวร่วมผู้พิทักษ์อิสลาม (เอฟพีไอ) ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายปราบปรามสิ่งลามกอนาจาร กรณีส่งข้อความลามกและภาพโป๊เปลือยสนทนากับฟีร์ซา ฮุสเซน นักเคลื่อนไหวหญิงที่ต้องสงสัยว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับเขา ตำรวจจาการ์ตามั่นใจมีหลักฐานมากพอดำเนินคดี รวมถึงบันทึกย้อนหลังการสนทนาทางแอพพลิเคชั่น WhatsApp ระหว่างทั้งคู่ ซึ่งมีมือดีนำมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตก่อนหน้านี้

                    ฟีร์ซา ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเดียวกันเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา และตำรวจออกหมายเรียกนายรีซีคมาให้ปากคำสองครั้งเมื่อเดือนที่แล้วกับเดือนพฤษภาคม แต่ก็ไม่มาปรากฏตัวทั้งสองครั้ง เนื่องจากเขาและครอบครัวเดินทางไปแสวงบุญในซาอุดีอาระเบีย การออกหมายจับจะเป็นขั้นตอนไปสู่การขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่ตำรวจต้องการตัวมากที่สุด และหากยังไม่มีวี่แววว่าผู้ต้องหาจะเดินทางกลับ ก็จะขอให้ตำรวจสากลออกหมายจับแดงเป็นหนทางสุดท้าย


         หลายคนมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องมือถือสากปากถือศีล เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของผู้ชายที่ตัวเขาเองและกลุ่มของเขา ต่อต้านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่ครองของตัวเอง ต่อต้านโสเภณี ต่อต้านสื่อลามกอนาจาร และการดื่มแอลกอฮอล์
          นายชีฮับได้รับการยกย่องจากคนในกลุ่มว่าเป็นวีรบุรุษ เป็นตัวแทนของอิสลาม แต่เขากลับถูกตั้งข้อหาเสียเอง จากการแลกเปลี่ยนเนื้อหาสื่อลามกอนาจารกับผู้หญิงซึ่งไม่ใช่ภรรยา

         นายรีซีคเป็นแกนนำ เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาที่ทำสงครามกับสถานเริงรมย์ ต่อต้านสิ่งมึนเมา การค้าประเวณี และมีบทบาทสำคัญในการระดมพลชุมนุมใหญ่ต่อต้าน บาซูกิ ทยาฮาจา ปูร์นามา หรือ อาฮก อดีตผู้ว่าการจาการ์ตาซึ่งเป็นคริสต์คนแรก ในข้อหาหมิ่นพระคัมภีร์อัลกุรอานในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ข้อกล่าวหานี้จุดความแตกแยกในอินโดนีเซีย และทำให้อาฮกจากที่เป็นตัวเก็งต้องพ่ายเลือกตั้งผู้ว่าการ ทั้งต่อมายังถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี


         นักวิเคราะห์มองว่าการออกหมายจับรีซีค เป็นหลักฐานล่าสุดว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เริ่มพยายามสกัดกั้นกระแสสุดโต่งในประเทศมุสลิมใหญ่สุดของโลก ก่อนจะแผ่อิทธิพลไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะเอฟพีเอ จากที่เคยเป็นกลุ่มที่ถูกมองข้ามเพราะทัศนคติสุดโต่ง ไม่ได้สะท้อนความเป็นชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ แต่ระยะหลังกลับมีอิทธิพลมากขึ้น จากการประท้วงโค่นอาฮก
        ก่อนมาถึงคดีสื่อลามก รีซีคถูกแจ้งข้อหาอื่นรวมถึงดูหมิ่น ปัญจศีล หลักปรัชญาของประเทศ หมิ่นประมาทประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซีย รวมถึงหมิ่นศาสนาคริสต์ด้วยการตั้งคำถามว่าพระเยซูไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า เขาเคยถูกจำคุกมาแล้ว 2 ครั้ง ในข้อหาก่อความรุนแรงและก่อกวนความสงบ หากถูกตัดสินมีความผิดข้อหาแพร่สื่อลามก อาจถูกลงโทษจำคุก 5 ปี

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ตำรวจมาเลย์รวบ ๖ สมาชิกไอเอส รวมถึง “มูฮัมหมัด จูไนดี” ที่เคยเข้าออกไทย ๙ ครั้ง


  • - ๒๗ พ.ค.๖๐ ทางการมาเลเซียจับกุมชาย ๖ คนไปสอบปากคำฐานมีส่วนพัวพันกับกลุ่มนักรบรัฐอิสลาม (ไอเอส) คาด เตรียมวางแผนก่อการโจมตีนองเลือดใน ๓ ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ชายที่พัวพันกลุ่มไอเอสทั้ง ๖ คนนี้ ถูกรวบตัวจากต่างสถานที่กัน ในระหว่างวันที่ ๒๓-๒๖ พ.ค. ที่ผ่านมา โดยสมาชิกกลุ่มไอเอสรายแรกที่ถูกตำรวจมาเลเซียรวบตัวได้ คือ “มูฮัมหมัด มูซาฟา อารีฟฟ์ จูไนดี” อายุ ๒๗ ปี ซึ่งมีประวัติพัวพันกับกลุ่มไอเอสในซีเรีย และมีคดีลักลอบขนอาวุธสงครามจากพื้นที่ภาคใต้ของไทยเข้ามายังมาเลเซีย ติดตัวอยู่ โดยก่อนหน้านี้พบข้อมูลว่า จูไนดี เดินทางเข้าออกประเทศไทย “มากกว่า ๙ ครั้ง” โดยที่ “ทางการไทยไม่ทราบ” ว่าเขาเป็นสมาชิกกลุ่มไอเอส
  • - ขณะที่ผู้ที่ถูกจับกุมอีก ๒ คนต่อมา มีทั้งครูสอนศาสนา นักธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเป็นสมุนของมูฮัมหมัด ฟุดฮาอิล โอมาร์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นในมาเลเซียที่มีส่วนพัวพันกับกลุ่มไอเอส และอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุโจมตีที่รัฐซาบาห์ของมาเลเซียเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
  • - ขณะที่ชายอีก ๓ คนที่เหลือที่ถูกตำรวจมาเลเซียบุกรวบตัว ล้วนมีประวัติให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มไอเอสในประเทศซีเรีย

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

อินโดนีเซียค้นพบเมืองพุทธโบราณอายุนับ 1000 ปี




         ใต้ทะเลลึกอินโดนีเซีย ได้มีพระพุทธรูปสงบนิ่งอยู่เป็นพันปี..ย่อมแสดงว่าดินแดนแห่งนี้เคยมีศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่ก่อนศาสนาอื่นจะเข้ามาแทนที่ หลังจากศาสนาพุทธที่ประเทศอินเดียถูกทำลายลงศาสนาพุทธได้มาลงหลักปักฐานมั่นคงที่ดินแดนอินโดนีเซีย
       แต่แล้วมุสลิมก็ส่งคนแทรกเข้าสู่ในวังสำเร็จพร้อมดึงมกุฎราชกุมารเข้ารีตนับถืออิสลาม เมื่อมงกุฏราชกุมารเข้านับถืออิสลามได้ทำการยึดอำนาจจากพระราชบิดาพร้อมสั่งทำลายพระพุทธศาสนาขนย้ายพระพุทธรูปและเทวรูปต่างๆไปทิ้งทะเลลึก พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเชียก็ถูกทำลายย่อยยับจากนั้นจนถึงปัจจุบัน
 
      ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาระบุว่า “ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียจะเป็นประเทศนับถือศาสนาอิสลาม แต่อดีตเคยมีพระพุทธศาสนาแบบมหายานเข้ามาประดิษฐานอยู่ พระพุทธศาสนาได้รุ่งเรืองมาก ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 มีโบราณสถานที่สำคัญสองแห่งอยู่ในอินโดนีเซียคือ โบโรบุดูร์ หรือ บรมพุทโธ ตั้งอยู่ที่ราบเกตุ (kedu)ในภาคกลางของชวา ห่างจากเมืองยอกยาการ์ตา (Jogjagata) ในปัจจุบันทางเหนือประมาณสี่สิบกิโลเมตร และพระวิหารเมนดุต (Mendut) ซึ่งอยู่ห่างจาก โบโรบุดูร์ไปทางทิศตะออกสามกิโลเมตร ต่อมาเมื่ออิสลามได้ขยายอำนาจครอบงำอินโดนีเซียในปีพุทธศักราช 2012 ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาขณะที่พระพุทธศาสนาตกอยู่ในภาวะเสื่อมโทรมตลอดระยะเวลาอันยาวนาน”
 

 

        พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียมีส่วนผสมของฮินดูจนบางครั้งแยกกันไม่ออก ฮินดูและพุทธจึงอยู่ร่วมกันจนมีผู้มองว่า “ศาสนาพุทธแตกกิ่งก้านมาจากฮินดู แต่มีความอ่อนโยนและลึกซึ้งกว่า แผ่ขยายสู่จีนและผ่านทางการออกธุดงค์ของพระสงฆ์ ก่อนเข้าสู่ชวาและสุมาตรา โดยพื้นฐานแล้วศาสนาพุทธแตกสาขามาจากฮินดูก็จริง แต่ละทิ้งแนวคิดเรื่องวรรณะเช่นเดียวกับความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าหลายองค์ และเสนอแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม ชาวพุทธในอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นคนจีน แม้จะเป็นพุทธที่ผสมผสานกับความเชื่อของบรรพบุรุษคือลัทธิเต๋าและขงจื้อ แต่คนจีนส่วนใหญ่ชอบบอกว่าตนเป็นคนพุทธ
 

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เหยื่อเหตุยึดเมืองปินส์พุ่ง 21 ศพ คนนับหมื่นอพยพ-ตำรวจโดนฆ่าตัดคอ


           ทหารและกลุ่มติดอาวุธซึ่งก่อเหตุยึดเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนาของประเทศฟิลิปปินส์ เผชิญหน้ากันเป็นวันที่ 3 ในวันพฤหัสบดี ขณะที่ เหตุความรุนแรงทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ราย และชาวเมืองตัดสินใจอพยพ...


           สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนนับหมื่นคนอพยพหลบหนีการปะทะกันระหว่างทหารและนักรบติดอาวุธ ซึ่งยึดเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์เอาไว้ตั้งแต่เมื่อวันอังคาร จนทำให้ ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วเกาะมินดาเนา และกำลังพิจารณาจะขยายขอบเขตออกไปอีก


            เหตุความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันอังคารที่ 23 พ.ค. หลังกองกำลังความมั่นคงบุกโจมตีแหล่งกบดานของกลุ่มติดอาวุธ ‘เมาเต’ ซึ่งประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) ไปแล้ว โดยนักรบติดอาวุธกระจายกำลังอย่างรวดเร็วไปจุดไฟเผาอาคารหลายแห่ง เข้ายึดสะพานหลายสาย, โรงพยาบาล 1 แห่ง, เรือนจำอีก 2 แห่ง, โบสถ์ 1 แห่ง และมหาวิทยาลัยอีก 1 แห่ง


         กองทัพฟิลิปปินส์ระบุว่า เหตุปะทะกันทำให้ทหารเสียชีวิตไป 7 นาย และบาดเจ็บ 33 นาย ส่วนฝ่ายนักรบติดอาวุธเสียชีวิต 13 ราย กลุ่มติดอาวุธยังก่อเหตุฆ่าตัดคอผู้บังคับการตำรวจเมืองมาราวีด้วย
ตอนนี้ทหารกับกลุ่มติดอาวุธได้ตั้งด่านของตัวเอง และตั้งสิ่งกีดขวางบนถนนทั้งในและนอกเมืองมาราวี ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากแห่อพยพออกจากเมือง ซึ่งมีประชากรจำนวนกว่า 200,000 คน แห่งนี้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีสภาพเหมือนเมืองร้าง


ขณะเดียวกัน นายมูจิฟ ฮาตามัน ผู้ว่าราชการเขตปกครองตนเองมินดาเนา ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธปล่อยตัว           นักโทษ 107 คนออกจากเรือนจำ โดยในจำนวนนี้มีหลายคนที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม ‘เมาเต’ ด้านคริสตจักรคาทอลิกในฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า กลุ่มติดอาวุธใช้ชาวคริสต์และนักบวชเป็นโล่มนุษย์ และได้ติดต่อกับพระคาร์ดินัล พร้อมขู่จะประหารตัวประกัน หากกองทัพรัฐบาลไม่ยอมถอนกำลังออกไป


           ทั้งนี้ ประธานาธิบดีดูเตร์เต ระบุว่าการใช้ กฎอัยการศึก หมายความว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสามารถตั้งด่านตรวจ จับกุม และตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายคำสั่ง และระยะเวลาการใช้กฎอัยการศึกอาจจะยืดเยื้อออกไปได้เท่าที่จำเป็น นอกจากนี้ ดูเตร์เตระบุด้วยว่า กำลังพิจารณาเพิ่มมาตรการความมั่นคงบนเกาะวิสายาส์ ซึ่งอยู่ติดกับเกาะมินดาเนา และอาจประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพื่อกำจัดกลุ่มไอซิสออกจากประเทศ

แนวร่วม “ไอเอส” เผาโบสถ์ฟิลิปปินส์-จับบาทหลวงเป็นตัวประกัน

แนวร่วม “ไอเอส” เผาโบสถ์ฟิลิปปินส์-จับบาทหลวงเป็นตัวประกัน
เอเจนซีส์ - กลุ่มติดอาวุธในภาคใต้ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นเครือข่ายรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ลงมือเผาโบสถ์แห่งหนึ่ง และจับบาทหลวงกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งเป็นตัวประกันวันนี้ (24 พ.ค.) หลังจากประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ประกาศใช้กฎอัยการศึกบนเกาะมินดาเนาเพื่อกวาดล้างกลุ่มก่อการร้าย 
อาร์คบิชอป โซกราเตส วิลเลกัส ประธานสมาคมบาทหลวงคาทอลิกแห่งฟิลิปปินส์ แถลงว่า “คุณพ่อ ชิโต ซูกาน็อบ และชาวบ้านคนอื่นๆ อยู่ภายในโบสถ์ Our Lady Help of Christians ในขณะที่สมาชิกกลุ่มติดอาวุธเมาเต (Maute) บุกเข้าไปภายใน และได้จับตัวคุณพ่อชิโต กับคนอื่นๆ ไปเป็นตัวประกัน”
“พวกเขาขู่จะสังหารตัวประกันทั้งหมด หากรัฐบาลไม่หยุดส่งกองกำลังออกไปไล่ล่าพวกเขา”


เมื่อค่ำวานนี้ (23) ประธานาธิบดี ดูเตอร์เต ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วเกาะมินดาเนาทางภาคใต้ของประเทศ หลังกลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ซึ่งประกาศสวามิภักดิ์ต่อไอเอสพยายามเข้ายึดเมืองมาราวี (Marawi) จนเกิดปะทะกับกองกำลังความมั่นคงอย่างรุนแรง


เหตุปะทะที่มาราวีซึ่งมีประชากรราว 200,000 คนและส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เริ่มขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (23) หลังจากทหารฟิลิปปินส์ได้บุกตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งเพื่อตามล่าตัว อิสนิลอน ฮาปิลอน แกนนำกลุ่มติดอาวุธอาบูไซยาฟ (Abu Sayyaf) ซึ่งมักก่อเหตุลักพาตัวชาวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่


ฮาปิลอน ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “ผู้ก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดในโลก” และมีค่าหัวสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์
เดลฟิน โลเรนซานา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ระบุว่า กลุ่มชายติดอาวุธกว่า 100 คนได้ตอบโต้ปฏิบัติการของทหารด้วยการเผาอาคารบ้านเรือน และใช้กลยุทธ์เบนความสนใจอื่นๆ 


นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงชี้ว่า ฮาปิลอน กำลังพยายามชักจูงกลุ่มติดอาวุธในฟิลิปปินส์ที่สวามิภักดิ์ต่อไอเอสให้จับขั้วเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงกลุ่มเมาเตซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ใกล้ๆ เมืองมาราวี


“เราขอเรียกร้องให้กลุ่มเมาเตที่อ้างว่าจับอาวุธต่อสู้ในนามของพระเจ้าผู้ทรงเมตตาและทรงกรุณายิ่ง ซึ่งก็คือพระเจ้าองค์เดียวกับที่เราชาวคริสต์เคารพบูชา จงกระทำในสิ่งที่เป็นเกียรติอย่างแท้จริง นั่นคือแสดงความเมตตาและความกรุณา ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ 2 ประการของพระผู้เป็นเจ้า” อาร์คบิชอฟ วิลเลกัส ระบุ


“ในขณะที่ถูกจับนั้น คุณพ่อชิโตกำลังปฏิบัติหน้าที่ของนักบวช ท่านไม่ใช่นักรบ ท่านไม่มีอาวุธ และไม่เป็นภัยคุกคามต่อผู้ใดเลย การจับกุมท่านและสาวกของท่านจึงฝ่าฝืนทุกๆ ธรรมเนียมของการสู้รบที่มีอารยธรรม”

ล่าสุด โฆษกตำรวจและทหารฟิลิปปินส์ยังไม่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจับตัวประกันครั้งนี้


กลุ่มติดอาวุธซึ่งสวามิภักดิ์ต่อไอเอสเผาอาคารบ้านเรือนในเมืองมาราวี ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ (ภาพ - ทวิตเตอร์)

กลุ่มติดอาวุธซึ่งสวามิภักดิ์ต่อไอเอสเผาอาคารบ้านเรือนในเมืองมาราวี ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ (ภาพ - ทวิตเตอร์)










ถล่มไอเอส! เมืองมาราวี ปธน.ดูเตอร์เต ประกาศใช้ความรุนแรงสูงสุด


“ฟิลิปปินส์”เปิดฉากจัดหนัก ถล่มระเบิดใส่เมือง “มาราวี” กวาดล้างกลุ่มไอเอส หลังชาวบ้าน 2 แสนคนอพยพหนีตาย จนกลายเป็นเมืองร้าง “ดูเตอร์เต” กร้าวพร้อมยกระดับใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด แฉโคตรโหดจับชาวบ้าน 9 คนมัดแล้วยิงทิ้งจนร่างพรุน ขณะที่อินโดนีเซีย”ระส่ำหนัก เจอระเบิดพลีชีพ 2 ลูกซ้อน เชื่อ “ไอเอส” อยู่เบื้องหลัง ด้านอังกฤษสั่งยกเลิกแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อการร้ายกับสหรัฐ หลังปล่อยหลักฐานรั่วออกสื่อ


ทั่วโลกยังคงต้องหวาดผวากับภัยคุกคามจากเครือข่ายก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งตกอยู่ภายใต้วิกฤตการณ์ จากการถูกกลุ่มติดอาวุธ “เมาเต” ซึ่งประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอเอส บุกยึดเมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา โดยจุดไฟเผาและยึดอาคารหลายแห่ง สะพานหลายสาย โรงพยาบาล เรือนจำ โบสถ์ และมหาวิทยาลัยอีก รวมทั้งลงมือฆ่าตัดคอผู้บังคับการตำรวจของเมือง จนกระทั่ง ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ต้องประกาศกฎอัยการศึกทั่วทั้งเกาะตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมส่งกำลังทหารบุกเข้าโจมตีแหล่งกบดานของกลุ่มดังกล่าว


“มาราวี”ร้าง-2แสนคนทิ้งเมืองหนี
โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมว่า ทั้งฝ่ายทหารและกลุ่มติดอาวุธต่างพากันติดตั้งสิ่งกีดขวางบนถนนทั้งในและนอกเมือง พร้อมกับตั้งด่านของตัวเอง ขณะที่ประชาชนซึ่งมีจำนวนกว่า 200,000 คน ในเมืองมาราวี ต่างพันกันอพยพออกจากเมืองเพื่อหนีตายกันอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเมืองทั้งเมืองเวลานี้แทบกลายสภาพเป็นเมืองร้างไปแล้ว เนื่องจากประชาชนต่างหวั่นเกรงการคุกคามของกลุ่มนักรบหัวรุนแรงเมาเต

วางบึ้มไว้ทั่วเมือง-จับชาวบ้านเป็นตัวประกัน
ด้านเจ้าหน้าที่ทางการทหารของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า การยุติวิกฤตครั้งนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะแม้จะยังเหลือกลุ่มติดอาวุธอยู่ทั่วเมืองเพียง 30-40 คน แต่นักรบกลุ่มนี้มีการเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็วผ่านบ้านเรือนของราษฎร มีการวางระเบิดและยังจับตัวประกันไว้ส่วนหนึ่งด้วย


โคตรโหดจับ9คนมัดยิงพรุนทั้งร่าง
กองทัพฟิลิปปินส์แจ้งด้วยว่า ทหาร 5 คน ตำรวจ 2 คนเสียชีวิต ขณะที่ฝ่ายสมาชิกติดอาวุธหัวรุนแรงเสียชีวิตไป 13 ศพ และประชาชนอีกอย่างน้อย 11 ศพ โดยพบว่ามีพลเรือนถูกฆ่าตายไป 2 ศพในโรงพยาบาลที่กลุ่มติดอาวุธบุกยึดไว้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา รวมทั้งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนการเสียชีวิตของพลเรือน 9 คน ในสภาพถูกจับมัดติดกันแล้วยิงด้วยกระสุนปืนจนพรุนไปทั้งร่าง ก่อนทิ้งศพให้นอนตายอยู่ในทุ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากด่านตรวจกองทัพ


เดือด!กองทัพทิ้งบอมบ์ถล่มตลอดวัน
ด้าน พ.ท.โจ-อาร์ เอร์เรรา โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ แถลงว่า กองทัพใช้ยุทธวิธีโจมตีทิ้งระเบิดทางอากาศอย่างแม่นยำลงไปในพื้นที่เป้าหมายย่านที่อยู่อาศัยของเมืองมาราวี สามารถมองเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมาได้ในพื้นที่ที่ถูกโจมตีทิ้งระเบิด ประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองมาราวีซึ่งมีประชากรทั้งหมด 200,000 คน และตั้งอยู่ห่าง 800 กม.ทางใต้ของกรุงมะนิลา ได้เดินทางหลบหนีออกจากเมืองแล้ว แต่โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์เตือนว่า หากยังมีประชาชนอยู่ในเมืองมาราวีก็ขอเตือนให้ออกจากพื้นที่ที่โดนโจมตีทิ้งระเบิดและการยิงต่อสู้ ขอให้ออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัย หรือไม่ก็ขอให้อยู่แต่ในที่อาศัยเท่านั้น


“ดูเตอร์เต”กร้าวพร้อมใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด
ขณะที่ ประธานาธิบดีดูเตอร์เต้ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากรัสเซีย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะไม่มีการใช้กำลังความรุนแรงเกินเลยภายใต้กฎอัยการศึก แต่หากกลุ่มติดอาวุธยังขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทางการก็จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด และไม่รับประกันความปลอดภัยทางชีวิต


กลุ่มติดอาวุธพื้นที่อื่นฮือปะทะ
“หากผมคิดว่าคุณต้องตาย คุณก็ต้องตาย หากคุณต่อสู้ ขัดขืน เราจะจัดการขั้นเด็ดขาดนั่นคือความตาย” ดูเตอร์เต กล่าวและว่า มีความเป็นไปได้ที่ทางรัฐบาลจะประกาศใช้กฎอัยการศึกทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากพบว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธและเจ้าหน้าที่ทางการกำลังขยายสู่พื้นที่อื่นๆ อย่าง เมืองวิซายาส และ ลูซอน


ประกาศกฎอัยการศึกเพิ่มอีก3จังหวัด
วันเดียวกัน ทางการฟิลิปปินส์ได้ประกาศกฏอัยการศึกขยายครอบคลุมไปอีก 3 จังหวัดบนเกาะบาสิลัน, ซูลู และทาวี-ทาวี นอกจากนี้ ประธานาธิบดีดูเตอร์เต ยังได้ออกคำสั่งให้กองทัพฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะกองทัพเรือปิดล้อมเกาะต่างๆ ใกล้กับเมืองมาราวี โดยเฉพาะบริเวณทะเลที่กั้นระหว่างเกาะมินดาเนากับเกาะวิซายาสแล้ว และเขาจะประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหารือมาตรการขั้นต่อไปในการจัดการกับสถานการณ์ในมาราวี เพื่อไม่ให้การก่อการร้ายลุกลามไปทั่วเกาะมินดาเนา


“อินโดนีเซีย”ระส่ำโดนบึ้มพลีชีพ
ส่วนที่ประเทศอินโดนีเซีย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ได้เกิดเหตุระเบิดพลีชีพขึ้น 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันประมาณ 5 นาที ที่บริเวณสถานีรถโดยสารในเขตกัมปุง เมลายู กรุงจาการ์ตาฝั่งตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย เป็นมือระเบิด 2 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 คน เป็นตำรวจ 5 คน และพลเรือนอีก 5 คน


โดย นายเซตโย วาซิสโต โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เผยว่า ขณะเกิดเหตุตำรวจหลายนายกำลังรักษาความปลอดภัยบริเวณดังกล่าว เพราะมีขบวนพาเหรดกำลังเดินผ่านมา โดยเสียงระเบิดดังขึ้นก่อนที่ขบวนพาเหรดจะมาถึง ซึ่งได้สร้างความแตกตื่นโกลาหลแก่ประชาชนจำนวนมาก


เชื่อฝีมือ“ไอเอส”บงการเบื้องหลัง
ขณะที่ต่อมา ตำรวจหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายจะสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวได้แล้ว โดยพบว่าทั้ง 2 คน มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของผู้ก่อการร้ายที่ทางการต้องการตัว และเชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องหรือมีกลุ่มไอเอสอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน
ขณะที่ นายเซตโย ตั้งข้อสังเกตว่า คนร้ายกลุ่มนี้อาจได้แรงบันดาลใจจากเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่เมืองแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ หรือการก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้ายในเมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ ทำให้รู้สึกฮึกเหิมและอยากลงมือบ้าง


จับ“พ่อ-น้อง”มือบึ้มอังกฤษ/รวบผู้ต้องสงสัยคนที่8
ด้านความคืบหน้าเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่คอนเสิร์ตระหว่างการจัดแสดงคอนเสิร์ตของ อะรีอานา กรานเด ในเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 22 คน ซึ่งรวมทั้งเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บ 116 คนนั้น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจอังกฤษได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยรายที่ 8 ที่อาจเป็นเครือข่ายของ นายซัลมาน อาเบดี มือระเบิดที่เสียชีวิตหลังก่อเหตุ


ขณะที่พ่อและน้องชายของ นายอาเบดี ก็ยังถูกทหารลิเบียควบคุมตัวที่กรุงทริโปลี เมืองหลวงของประเทศลิเบียอีกด้วย หลังจากตำรวจอังกฤษได้จับกุมพี่ชายของนายอาเบดีได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์


โวยสหรัฐปล่อยภาพหลักฐานให้สื่อ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมในวันพฤหัสบดี เนื่องจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้เปิดเผยภาพหลักฐานวัตถุระเบิดที่ทางการอังกฤษรวบรวมได้จากที่เกิดเหตุ ประกอบด้วยเศษชิ้นส่วนของกระเป๋า น็อต แหวนสกรู รวมถึงชิ้นส่วนที่มีความเป็นไปได้ว่าถูกใช้บรรจุวัตถุระเบิด นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า หลักฐานการก่อเหตุเหล่านี้มีพลังทำลายล้างสูง และวัตถุที่ถูกนำมาใช้ประกอบเป็นสะเก็ดระเบิดนั้นถูกบรรจุอย่างมืออาชีพ


สั่งระงับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทันที
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอังกฤษ ชี้ว่า การเปิดเผยภาพโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือแก่การสอบสวนของหน่วยต่อต้านก่อการร้ายของอังกฤษ และอาจกระทบต่อการสืบสวนสอบสวน โดยทีมสอบสวนอังกฤษมีความเชื่อใจในประเทศหุ้นส่วนด้านความมั่นคง ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลวงในและข่าวกรองด้านการก่อการร้าย เพื่อปกป้องประชาชนทั้งในและต่างประเทศ แต่เมื่อมีการละเมิดความไว้วางใจที่มีต่อกัน จะกระทบต่อความสัมพันธ์ ส่งผลเสียหายต่อการสอบสวนของอังกฤษ บั่นทอนความเชื่อใจของเหยื่อ พยานและครอบครัวผู้ประสบเหตุ ขณะที่สถานีโทรทัศน์บีบีซีอังกฤษรายงานว่า ตำรวจอังกฤษได้ระงับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐแล้ว  เนื่องจากข้อมูลความลับที่รั่วไหลหลายเรื่องมาจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐทั้งนั้น และเป็นการเผยแพร่หลักฐานที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในช่วงระหว่างสอบสวนการก่อการร้าย

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รีด 6 ล้านแต่ บิ๊กซีไม่ยอมจ่าย??? "คาร์บอมบ์" หวังผล ศก. โยง "KFC"


รีด 6 ล้านแต่ บิ๊กซีไม่ยอมจ่าย??? "คาร์บอมบ์" หวังผล ศก. โยง "KFC"
เผยลึก!กลุ่มอิทธิพลก๊วน BRN ส่งสมุน.............


         จากกรณีเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ห้างบิ๊กซี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.60 ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว และที่น่าตกใจก็คือผู้ก่อเหตุมีตำแหน่งเป็นถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และขณะเดียวกันประเด็นเรื่องบีอาร์เอ็นคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุยังคงถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะหากไปเปิดดูข่าวในพื้นที่กับ ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ หรือ pulony.blogspot.com ที่ขึ้นหัวข้อข่าวว่า “เมื่อ BRN วางแผนสังหารหมู่ประชาชน เชื่อมโยงกลุ่มทุนมุ่งทำลายเศรษฐกิจ” โดยในเนื้อหาได้มีการชูประเด็นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ขึ้นมาเป็นสาเหตุหลักในการก่อเหตุคาร์บอมบ์เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจ


          ทั้งนี้โดยเริ่มตั้งแต่แผนการทำลาย คู่แข่งทางเศรษฐกิจ ของกลุ่มทุนนอกพื้นที่อย่างเช่น KFC ที่ยอดขายดีมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และติดยอดขายดี1ใน 3 ของประเทศ โดยเฉพาะกับ KFC ห้างบิ๊กซี สาขาปัตตานี มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการ BRN ส่งกลุ่มบุคคลเข้าไปข่มขู่ และเรียกเก็บเงิน6ล้านบาท แต่ทางบิ๊กซีไม่ยอมจ่าย สุดท้ายมีการเคลื่อนไหวอ้าง KFC ไม่มีเครื่องหมายฮาลาล และบีบคั้นกดดันทุกวิถีทาง มีการปลุกระดมไม่ให้คนมุสลิมในพื้นที่กินไก่KFC สุดท้าย KFC ต้องยกเลิกการขายในพื้นที่ จ.ชายแดนภาคใต้ทุกสาขา 

       และเมื่อมีการถอน KFC ออกไปจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีไก่ทอดของประเทศมาเลเซีย เข้ามาเปิดดำเนินการแทน


เช่นเดียวกันกับห้างบิ๊กซี สาขาปัตตานี ที่มีประชาชนแห่ไปใช้บริการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากซึ่งทั้งหมดก็ดูจะเป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้ เพื่อครอบครองในเรื่องผลประโยชน์ทั้งหมดในพื้นที่ ซึ่งในสื่อท้องถิ่นระบุว่าแผนการดังกล่าวนี้ เป็นของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ต้องการหวังผลทำลายคู่แข่งทางเศรษฐกิจ และเพื่อสนับสนุนกลุ่มทุนของตนเอง เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุก็มีความเคลื่อนไหวทางธุรกิจหนึ่งในพื้นที่เกิดขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นๆ นี้ที่ถูกเปิดออกมาจากสื่อท้องถิ่นจึงน่าสนใจ และถือเป็นเรื่องที่คนภายนอกอาจมองข้าม เพราะคงคิดแต่เพียงว่าเมื่อมีการก่อเหตุความรุนแรงก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ที่หวังผลทางด้านการเมืองเท่านั้น.

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คนหาย NGO ปลุกกระแสโซเชี่ยล กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ ผลสุดท้าย




           งามหน้าไปตามๆ กันเมื่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและ นาง อัญชนา หิมินะ ประธานกลุ่มด้วยใจร่วมถึงติงสื่อแนวร่วมทั้งหลาย ได้เผยแพร่ข้อความผ่านสื่อและ แถลงการณ์ กรณีนายดาโ มะถาวร ครูสอนตาดีกา สะบ้าย้อย จ.สงขลา ถูกอุ้มระหว่างเดินทางกลับบ้าน ขณะที่ต่อมาได้มีการเผยแพร่ข้อมูลเซียลว่าการหายตัวไปของ นายดาโหะ มะถาวร พร้อมมีการชี้นำว่า
การหายตัวไปในครั้งนี้เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร



http://prachatai.org/journal/2017/05/71530http://prachatai.org/journal/2017/05/71491



         กรณีเหตุการณ์ ดาโหะ มะถาวร หรือ เจ๊ะฆูโอะ ผู้อำนวยการและครูสอนโรงเรียนตาดีกาประจำหมู่บ้านทุ่งพอ (ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐาน สำหรับเด็กช่วงชั้นประถมศึกษา) ม.3 อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ถูกอุ้มโดยกลุ่มคนร้ายไม่เปิดเผยตัวตน เมื่อ 13 พ.ค. 2560 เวลาประมาณ 20.20 น. และได้รับการปล่อยตัวที่สถานีขนส่ง (บขส.) จ.สตูล เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 60 ถึงบ้านอย่างปลอดภัย ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 60 เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัว นายดาโหะ มะถาวร ไปยังค่ายอิงคยุทธ (ศูนย์ซักถาม) เพื่อสอบถามหาความจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร
ความจริงที่เกิดขึ้น

          นายดาโหะยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่ารู้จักกับ น.ส.นาดา เจริญผล ทางเฟสบุ๊ค เมื่อ ก.ค.59 หลังจากนั้นได้มีการพูดคุยทางข้อความเฟสบุ๊ค/ทางไลน์และทางโทรศัพท์ ได้ประมาณ 5 เดือน หลังจากนั้นนายดาโหะได้มีการนัดพบที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สถานที่นัดพบเป็นบ้านเช่าของ น.ส.นาดา ฯ (ปัจจุบันได้เลิกเช่าไปแล้ว) และได้อาศัยบ้านดังกล่าวประมาณ 3 คืน หลังจากนัดพบกันและได้กลับบ้านของตนและมีการติดต่อกันเรื่อยมา 

          จนกระทั่งถึง 13 พ.ค. 60 เวลาประมาณ 0600 ตนจึงได้ติดต่อกับ น.ส.วนาดา ฯ อีกและให้มารับตนที่หน้าบ้านของตน ในขณะ น.ส.นาดา ฯ เดินทางมาขับรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้าวีออส สีบรอนต์ จำทะเบียนไม่ได้ มาจาก จ.สตูล ตนได้ขับรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ 125 ไอ สีดำ ออกไปกินน้ำชากับเพื่อนชื่อ นายตอเล๊ะ เด็นมานิ ห่างจากบ้านประมาณ 500 เพื่อรอเวลา น.ส.นาดาฯ มาถึงที่ดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 2030 น.ส.นาดา ฯ ได้ขับรถดังกล่าวมาถึงหน้าบ้าน หลังจากนั้นได้รับโทรศัพท์จาก น.ส.นาดา ฯ บอกว่าถึงหน้าบ้านแล้ว ตนจึงได้ขับรถดังกล่าวมาที่บริเวณหน้าบ้านของตน และได้จอดรถดังกล่าวบริเวณหน้าบ้านหลังจากนั้น และได้เดินไปขึ้นรถของ น.ส.นาดา ฯ หลังจากขึ้นรถไปแล้วประมาณ 5นาที ตนได้โทรศัพท์บอกภรรยาชื่อ น.ส.หม๊ะกรือซา เจะหมะ ว่ามีคนมารับและให้นำรถ จยย.ที่จอดบริเวณหน้าบ้าน ให้นำมาจอดภายในบ้านด้วย



        ตนถึงบ้าน น.ส.นาดาฯ พื้นที่ จ.สตูล เวลาประมาณ 0200 หลังจากนั้น ได้ติดต่อทางไลน์กับน้องชายชื่อ นายรุดดี มะถาวร มีใจความว่า “ตอนนี้สบายดีบอกพ่อกับแม่ด้วยไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวจะโทรหา” หลังจากนั้น ได้นอนที่บ้านหลังดังกล่าว 

       จากนั้นเวลาประมาณ 0500 นายดาโหะ ได้โทรศัพท์หาภรรยา มีใจความว่า “สบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ภรรยาถามว่ามีใครทำอะไรหรือเปล่า นายดาโหะตอบไปว่า ไม่มีใครทำอะไร” หลังจากวางสายไปได้ประมาณ 5 นาที นายดาโหะ ได้โทรศัพท์หาน้องชายและบอกว่ายังปกติไม่มีใครทำอะไร 

       หลังจากนั้นน้องชายได้ถามกับว่าอยู่ที่ไหน จึงตอบไปว่าไม่รู้เหมือนกัน จากนั้นได้วางสายไป จนกระทั่งเวลาประมาณ 1100 ของวันที่ 14 พ.ค. 60 น้องชายได้โทรศัพท์ติดต่อ นายดาโหะ บอกว่าสบายดี และน้องชายได้ถามว่าอยู่แถวไหน จึงตอบไปว่าจำไม่ว่าอยู่ที่ไหน และได้วางสายไป 

       ต่อมาเวลาประมาณ 1500 นายอำเภอสะบ้าย้อย (จำชื่อไม่ได้) ได้ใช้โทรศัพท์ของน้องชายโทรมาหา นายดาโหะ และถามว่าสบายดีไหม เป็นยังไงบ้าง นายดาโหะ ตอบไปว่าสบายดี หลังจากนั้นนายอำเภอ ได้ฝากบอกทิ้งท้ายว่าให้โทรศัพท์หาภรรยาทุกๆ หนึ่งชั่วโมง จึงได้วางสายไป 

        ต่อมาเวลาประมาณ 1630 ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ชื่อ นายตอพา และสมสา ได้โทรศัพท์มาหา นายดาโหะ และสอบถามเหมือนกับนายอำเภอสะบ้าย้อย หลังจากนั้นเวลาประมาณ 1900 นายดาโหะ ได้โทรศัพท์หาภรรยาและอยากคุยกับลูก แต่ภรรยาได้บอกว่าลูกนอนแล้วค่อยคุยพรุ่งนี้ จากนั้นวางสายไป 

         ต่อมาเช้าวันที่ 15 พ.ค. 60 เวลาประมาณ 0700 นายดาโหะ ได้มีการพูดคุยกับ น.ส.นาดา ฯ นายดาโหะ บอกว่าจะกลับบ้านแล้ว เพราะที่บ้านวุ่นวายแล้ว หลังจากนั้นเวลาประมาณ 0830น.ส.นาดาฯ ได้ขับรถ จยย.ยี่ห้อ (จำไม่ได้) ไปซื้อตั๋วให้กับนายดาโหะ หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ ได้รอรถตู้บริเวณหน้าบ้านของ น.ส.นาดา ฯ จนกระทั่งเวลาประมาณ 1000 ได้ขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับ แต่ในขณะเดินทาง ได้โทรศัพท์หาน้องชายว่าให้มารับที่ บขส.หาดใหญ่ จนถึงเวลาประมาณ 1200 ได้ถึง บขส.หาดใหญ่ จากนั้นน้องชายได้มารับและกลับมาที่บ้านของตนเวลาประมาณ 1400 และนี้คือความจริงทั้งหมด


          แต่ประเด็นที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และสื่อทั้งหลายแถลงการณ์เผยแพร่ข้อมูล เพื่อชี้นำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำโดยไร้การตรวจสอบข้อเท็จจริง ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่เคยจำกับบทเรียนที่เกิดขึ้นในการนำเสนอการไม่ตรวจสอบข้อมูลการบิดเบือดข้อมูล 

        
          ดังเช่น กรณี กอ.รมน.ภาค 4 สน. ฟ้องหมิ่นประมาท แพร่รายงานสิทธิมนุษยชนปี 59 อันเป็นเท็จ แต่ทั้งนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ก็ได้ถอนฟ้องให้ กลับไม่สำนึกแทนที่จะตรวจสอบข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของตน แต่ก็ยังไม่หลาบจำยังหน้าดานหน้าทน เสนอข้อมูลบิดเบือนอันเป็นเท็จ นี่คงเป็นบทเรียนในการออกแถลงการณ์การเผยแพร่ข้อมูล ถ้าถามหาความรับผิดชอบของ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และสื่อบางสำนักจะมีมากน้อยแค่ไหน? ควรจะออกมาขอโทษต่อสังคมและคนในพื้นที่โดยเฉพาะครอบครัวของนายดาโหะด้วย หรือแค่เป็นการกระทำสาดโคลนใส่ผู้อื่นแต่ไม่ยอมชำระล้างปล่อยให้เหม็นต่อไป...คอยติดตามกันต่อไป

วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผลประโยชน์.. “เงินบริจาค” ของกลุ่ม BRN นำเยาวชนไปเข้าคุก??




"RUSLAN"


            อิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ และขันติธรรม ดังนั้นผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประพฤติตนขัดแย้ง กับหลักการดังกล่าว ยิ่งกว่านั้นไม่มีแหล่งกำเนิดใดๆ จากอัลกุรอาน และหะดิษของท่านนบีมุฮัมมัด ที่บ่งชี้ไปในทิศทางดังกล่าว การเรียกร้องในอิสลามที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ได้เชิญชวนด้วยวิธีการที่เฉลียวฉลาด และนิ่มนวลซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะถือได้ว่า เป็นความรุนแรงแต่ประการใด ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะ อัลนะห์ล โองการที่ 125 ความว่า “จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี แจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้นพระองค์ทรงรู้ดียิ่ง ถึงผู้ที่หลงจากทางของพระองค์ และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาของผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง”


           เมื่อย้อนกลับจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต. สามารถเห็นได้ว่าการปฏิบัติของกลุ่ม BRN พยายามชักจูงชี้นำให้ผู้หลงผิด ปฏิบัติตัวผิดจากหลักคำสอนของศาสนาที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอาน และยังใช้วิธีและเหตุผลชั่วๆ เพื่อให้เด็กเยาวชนเข้ามามีส่วนในการก่อเหตุ ดูได้จากมือระเบิดที่บิ๊กซีปัตตานี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา จากการจับผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี เพื่อเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ การทำงานเป็นขบวนการของกลุ่ม BRN หวังแค่ผลประโยชน์ฝ่ายตน และต้องการทำลายคนในพื้นที่ สร้างความคิดผิดๆ เพื่อความสะใจภัยใต้อุดมการณ์อุบาทว์ของกลุ่ม BRN โดยใช้งบประมาณจากการบริจาคของประชาชนบางส่วน นำเยาวชนไปเข้าคุก?? นั้นเอง


         “สถาบันการศึกษา”คือเป้าหมายหลักของกลุ่มขบวนการ โดยเลือกใช้สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา สถาบันปอเนาะ ทำการขับเคลื่อนงานการเมืองผ่านองค์กรนักศึกษา อุสตาซและเยาวชนผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน เคลื่อนไหวจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นต่อเป้าหมาย เด็ก เยาวชน นักเรียนโรงเรียนสอนศาสนา นักศึกษา และกลุ่มปัญญาชน โดยใช้ “อัตลักษณ์”และ“วาทกรรม” ในการขับเคลื่อนขยายฐานมวลชน ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบการเคลื่อนไหวขององค์กรนักศึกษาสถาบันต่างๆ โดยมีกลุ่มบางกลุ่ม ซึ่งรู้จักกันดีได้พยายามปลุกระดมด้วยการจัดเวทีเสวนา เคลื่อนไหวในพื้นที่และนอกพื้นที่มาโดยตลอด นอกจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังมีการขยายเครือข่ายไปยังสถาบันการศึกษานอกพื้นที่อีกด้วย


          เช่นเดียวกับการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่ม BRN ที่ยิ่งนับวันยิ่งมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ทั้งมีการค้าของเถื่อน ค้ายาเสพติด และสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ต่อคนในพื้นที่คือ การเรี่ยไร หรือขอเงินรับบริจาค เพื่อไปสร้างอาคาร สถาบันปอเนาะฯลฯ เงินเหล่านี้บางส่วนก็นำไปสร้างหรือใช้งานจริง แต่กลุ่มเห็นแก่ตัวบางกลุ่มนำเงินส่วนนี้ไปเป็นค่าจ้าง ค่าเลี้ยงดูผู้ก่อเหตุรุนแรงซึ่งทำผิดกฎหมาย ร่วมไปถึงการสร้างบ้านใหม่ให้กับตัวเอง ซื้อรถใหม่ ซึ่งตามหลักศาสนาไม่สนับสนุนให้ทำในลักษณะนี้ เพราะเป็นการนำเงินไปใช้ในทางที่ผิดถือว่าบาปหนัก แต่กลุ่มไร้สมองไร้อุดมการณ์คงไม่คิดเช่นนั้นหรอก!! 
     
         ปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นนับสิบๆปี ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากกลุ่มผู้ที่มีอุดมการณ์ใหม่ๆพร้อมที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง สมมุติว่าเราลองคำนวณเงินบริจาคที่ประชาชนในพื้นที่ ที่มีจิตสัทธาให้การบริจาค 1 บาท/คน แล้วประชากรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดยะลา ปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และ4 อำเภอจังหวัดสงขลา มีพี่น้องที่ต้องจำใจ ประมาณ 3 แสนคน ตกเดือนละ 3 แสน ปีละ 3 ล้านหกแสนบาท เวลาที่ผ่านมา หากตีค่าเป็นเงินรวมๆ ก็เกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ไม่ใช่น้อยๆ เป็นสิ่งล่อตาล่อใจสำหรับกลุ่ม BRN ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์ก็เป็นได้ ปัญหาตามมาคงไม่ใช่ใครที่ไหนคงหนีไม่พ้นเยาวชนในพื้นที่ ที่ต้องรับกรรมจากความคิดไร้อุดมการณ์ของกลุ่ม BRN หึหึ..


         อย่างนี้ไม่เรียกว่า “กลุ่มผลประโยชน์ BRN” แล้วจะเรียกว่าอะไร..... ความรุนแรงต้องหมดไป ทุกเชื้อชาติและศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความแตกต่าง ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ แม้ปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างในสังคมเดียวกันจะมีอยู่ทั่วไป แต่หากมีการเคารพ และยอมรับซึ่งความแตกต่าง มีความไว้ใจและมีความปรารถนาดีต่อกัน สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ประชาชนทุกชาติพันธุ์ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข.

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ฅนกับควายทำนา ประสาควาย



         เรื่องนี้ขบวนการโจรใต้ มีแต่ได้กับได้ เพราะคนที่เข้าโครงการของรัฐ ก็จะได้มีช่องทางกลับมาอยู่กับครอบครัว ได้เงินไปประกอบอาชีพ ส่วนขบวนการแทบไม่เสียอะไร เพราะสามารถผลิตนักรบรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา

          ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบงบประมาณที่ใช้ใน "โครงการพาคนกลับบ้าน" ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พบว่าใช้งบประมาณในปี 2559 ถึง 106,422,600 บาท


           โครงการพาคนกลับบ้าน ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ หลังจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยตัวเลขล่าสุด นับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงวันที่ 5 ก.พ.60 ระบุมียอดผู้เห็นต่างจากรัฐที่เข้ารายงานตัวและร่วมโครงการฯ สูงถึง 4,432 คน

          แม้แต่กรณีแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ขึ้น ฮ.ไปรับมอบตัวผู้เห็นต่างจากรัฐที่โทรศัพท์สายตรงถึงแม่ทัพที่ อ.รามัน จ.ยะลา เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการ "จัดฉาก" จนฝ่ายความมั่นคงต้องออกมาชี้แจงกันอย่างอึกทึก

          ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน 4,432 คน แบ่งเป็น 2 ช่วง แยกเป็น ยอดผู้เห็นต่างฯที่เข้าร่วมโครงการฯ นับจากวันที่ 11 ก.ย.55 (93 คนในวันเดียว) จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2558 (30 ก.ย.58) รวมเวลาประมาณ 3 ปี มีผู้เห็นต่างฯเข้าโครงการฯทั้งสิ้น 1,996 คน จากนั้นในปีงบประมาณ 2559 เพียงปีเดียว (ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.58 ถึง 30 ก.ย.59) ยอดผู้เห็นต่างฯที่เข้ารายงานตัวพุ่งสูงถึง 2,407 คน (มากกว่า 3 ปีก่อนหน้ารวมกัน) ซึ่งเป็นการดำเนินการในยุคที่รัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มมือ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

          ตัวเลขรวม 4,432 คน แยกเป็นกลุ่มที่มีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (หมาย ฉฉ.ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) จำนวน 3,686 คน มีหมาย ป.วิอาญา (หมายจับที่ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) 414 คน และกลุ่มที่ไม่มีหมายใดๆ แต่หลบหนีออกจากภูมิลำเนาเพราะหวาดระแวง หวาดกลัว จำนวน 331 คน

         เมื่อไม่นานมานี้ เครือข่ายชาวไทยพุทธสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมตัวกันยื่นข้อเรียกร้องให้ ศอ.บต.แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุการณ์สังหารชาวไทยพุทธอย่างต่อเนื่องช่วงก่อนและหลังการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯเที่ยวล่าสุด เมื่อ 28 ก.พ.60 โดย 1 ใน 15 ข้อเรียกร้อง คือการให้ยกเลิกโครงการพาคนกลับบ้าน เพราะชาวบ้านกลุ่มนี้มองว่าเป็นโครงการ "พาโจรกลับบ้าน" มากกว่า เนื่องจากเหตุรุนแรงไม่ลดลง และอ้างข้อมูลว่ามีบางคนที่เข้าร่วมโครงการฯแล้วกลับมาก่อเหตุรุนแรงอีก

           ตัวเลขงบประมาณกว่า 106 ล้านบาทที่ใช้สำหรับโครงการพาคนกลับบ้านนั้น เป็นงบของ ศอ.บต.ในปี 2559 เพียงปีเดียว งบก้อนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี (สปส.) ขณะที่มีข่าวบางกระแสระบุว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็มีงบประมาณสำหรับโครงการพาคนกลับบ้านด้วยเช่นกัน แต่ไม่ชัดว่ามีการตั้งงบแยกต่างหาก หรือใช้งบผ่าน ศอ.บต.

          เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านพุ่งสูงที่สุดในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 2,407 คน มากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดรวมผู้เข้าร่วมโครงการฯทั้งหมดตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ซึ่งก็สอดคล้องกับงบประมาณที่สูงกว่า 106 ล้านบาทซึ่งเป็นงบในปี 2559 เช่นกัน

         เมื่อดูตัวเลขโครงการพาคนกลับบ้านในปี 2555 รู้สึกตกใจเมื่อถูกถามว่างบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้สูงถึงปีละกว่า 106 ล้านบาทเชียวหรือ?

         "ทำไมงบถึงเยอะขนาดนั้น เพราะตอนที่ทำโครงการช่วงแรกๆ ไม่ได้ใช้งบมากมายอะไร"

        จากการตรวจสอบของ "ทีมข่าวอิศรา" พบว่า งบประมาณ 106 ล้านบาทเศษ มีการแยกย่อยเป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 96 ล้านบาทเศษ โดยในจำนวนนี้ราว 50 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างถนนใน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ที่เหลือเป็นโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและแหล่งน้ำ แต่ไม่มีการอธิบายรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับโครงการพาคนกลับบ้านอย่างไร

         นอกจากนั้น ยังมีงบรายจ่ายอีกส่วนหนึ่ง คือ การจัดตั้งกลุ่มผู้ร่วมสร้างสันติสุขในระดับอำเภอ ใช้งบ 10 ล้านบาท

         สาเหตุที่โครงการพาคนกลับบ้านใช้งบประมาณสูงในระยะหลังๆ เพราะเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

         เม็ดเงินที่ใช้ในโครงการนอกเหนือจากค่าที่ดินและค่าก่อสร้างตามที่อ้างในเอกสารยังมีอีกหลายส่วน แต่ไม่มีระบุในเอกสาร เท่าที่ตรวจสอบได้ก็เช่น

  • 1. มีการดำเนินการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ หรือ ศปก.อำเภอ เป็นศูนย์กลางรับการแสดงตัวหรือมอบตัวของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ทำให้มีรายจ่ายเรื่องงานธุรการและสำนักงาน

  • 2. มีการจ่ายเงินให้ผู้เห็นต่างฯ และครอบครัว เพื่อช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิตหลังเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมให้ความดูแลด้านอื่นๆ

  • 3. มีการช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว กรณีติดหมาย ป.วิอาญา หรือ หมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม

  • 4. มีการจ่ายเงินรางวัลจูงใจให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกองกำลัง เพื่อให้ช่วยกันติดตามตัวผู้เห็นต่างฯ หรือโน้มน้าวครอบครัวให้พาผู้เห็นต่างฯเข้ารายงานตัว

  • 5. มีการจ่ายเงินจูงใจให้ผู้เห็นต่างฯ ที่พาเพื่อนเข้ารายงานตัว

           นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาทิ กิจกรรมระดมผู้เห็นต่างฯที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านไปพบ พล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 58 (เดือน ธ.ค. อยู่ในปีงบประมาณ 2559) ก็มีข่าวว่ามีค่าใช้จ่ายให้หัวละ 200 บาท เป็นต้น

          ด้านแหล่งข่าวซึ่งอ้างว่าเป็นคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดน เผยว่า จริงๆ โครงการพาคนกลับบ้านไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่สงบสุข เพราะผู้เข้าร่วมโครงการฯ เกือบทั้งหมดเป็นแนวร่วมที่อายุมากแล้ว ส่วนใหญ่มีครอบครัว และไม่อยากหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ขณะที่บางคนก็ "เสียลับ" ถูกเปิดเผยหน้าตาว่าอยู่ในขบวนการ คนเหล่านี้จะได้รับไฟเขียวจากแกนนำขบวนการให้เข้าร่วมโครงการฯได้ โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องไม่เปิดเผยความลับขององค์กรให้เจ้าหน้าที่ทราบ หรือหากต้องให้ถ้อยคำ ก็ให้ข้อมูลที่คล้ายๆ กัน หรือข้อมูลที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หลังจากเข้าร่วมโครงการฯแล้ว ก็สามารถกลับไปอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย ทำมาหากินได้ตามปกติ

        "เรื่องนี้ขบวนการฯมีแต่ได้กับได้ เพราะคนที่เข้าโครงการของรัฐก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบต่ออยู่แล้ว ก็จะได้มีช่องทางกลับมาอยู่กับครอบครัว ได้เงินไปประกอบอาชีพ และต่อสู้คดี ส่วนขบวนการแทบไม่เสียอะไร เพราะสามารถผลิตนักรบรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา" แหล่งข่าว ระบุ

          นับเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งของ "โครงการพาคนกลับบ้าน" ท่ามกลางกระแสความสำเร็จที่ภาครัฐสื่อสารกับสังคม!

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพชี้จุดประกอบระเบิด ที่มัสยิสร้างใน อ.หนองจิก



             ผู้การปัตตานี นำตัวผู้ต้องสงสัยรับสารภาพชี้จุดประกอบระเบิด ที่มัสยิสร้างใน อ.หนองจิก พร้อมสอบ 4 ผู้ต้องสงสัย พร้อมเก็บหลักฐานไว้ตรวจดีเอ็นเอหาความเชื่อมโยง เป็นหลักฐานเพื่อขอออกหมายจับ 4 ผู้ต้องสงสัยตามวงจรปิดต่อไป...


           เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 พ.ค. พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้นำกำลังร่วมกว่า 50 นายเข้าไปปิดล้อมตรวจค้นมัสยิสร้างไม่มีเลขที่ กลางทุ่งนา พื้นที่ ม.1 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังได้รับข้อมูลจากคำรับสารภาพของผู้ต้องสงสัย 1 ใน 2 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ซักถามค่ายอิงยุทธบริหาร จ.ปัตตานีว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นจุดที่นำรถกระบะของ นายนุสน ขจรคำ ที่ถูกฆ่าเสียชีวิตไปทำการประกอบระเบิดแสวงเครื่องก่อนจะนำไปก่อเหตุที่ห้างบิ๊กซี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาโดยเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้น ปรากฏว่าพบกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 4 คนอยู่ภายในบ้าน จึงได้แยกสอบ

         จาการสอบสวนปรากฏว่า 1 ใน 4 ที่เป็นเจ้าผู้ดูแลมัสยิสร้างให้การว่า วันเกิดเหตุไม่อยู่  แต่รู้ว่ามีรถกระบะเข้ามาจอดแต่ไม่รู้ว่าทำอะไร โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงทำการเชิญตัวทั้ง 4 คนเข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อขยายผลต่อไปว่ารู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ และจากการตรวจสอบภายในบ้านพบรถ จยย. 1 คันได้ทำการตรวจสอบว่าเคยนำไปก่อเหตุใดหรือไม่ ส่วนภายในบ้านในห้องนอนพบเบาะที่นอน อุปกรณ์หุงต้ม กระเป๋าเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐานกับดีเอ็นเอเข้าสู่กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ หาความเชื่อมโยงกับข้อมูลในคดีระเบิดคาร์บอมบ์หรือไม่


        จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัว 1 ในผู้ต้องสงสัยที่รับสารภาพว่าเป็นผู้วางแผนและสั่งการมาชี้จุดที่บ้านหลังดังกล่าวว่าเป็นสถานที่ได้นำรถกระบะที่ปล้นมา ทำการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ก่อนจะส่งมอบให้มือระเบิดทั้ง 4 คนที่ปรากฏในภาพวงจรปิดไปก่อเหตุที่ห้างบิ๊กซี ซึ่งการนำตัวมาชี้จุดครั้งนี้เพื่อเป็นหลักฐานในการขออนุมัติออกหมายจับต่อไป


       ด้าน พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวได้ให้การที่เป็นประโยชน์และ สารภาพจุดที่มีการวางแผนก่อนเกิดเหตุ จึงได้นำตัวมาชี้จุดที่นำรถมาประกอบระเบิดและไปก่อเหตุที่ห้างบิ๊กซี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับการยืนยันกับผู้ต้องสงสัย 

       นอกจากนี้ยังมีอีกหลายจุดที่ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพซึ่งก็ในระหว่างการขยายผลแต่ก็ยังตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง ในการตรวจค้นมัสยิสร้างหลังดังกล่าวก็พบผู้ดูแลและพวกรวม 4 คน เบื้องต้นก็ให้การที่เป็นประโยชน์ว่าวันเกิดเหตุมีรถกระบะขับเข้ามาสอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องสงสัย ซึ่งคดีมีความคืบหน้าไปมาก.

สุฮัยมี สะมาแอ รับสารภาพสร้างสถานการณ์หวังแตกแยกทางศาสนาเหตุระเบิดบิ๊กซี ปัตตานี




         ความคืบหน้าการติดตามจับกุมคนร้ายก่อเหตุคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี จ.ปัตตานี นายวีรนันนท์ เพ็งจันทร์ ผวจ.ปัตตานี พร้อมด้วย พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จว.ปัตตานี ร่วมแถลงข่าวว่า หลังจากพบศพเจ้าของรถกระบะถูกฆ่าชิงรถไปประกอบระเบิดเมื่อคืน เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้สั่งการปล้นทรัพย์และฆ่า ก่อนนำรถไปวางระเบิด คือ นายสุฮัยมี สะมาแอ โดยจับได้ที่ ต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และนำตัวไปสอบสวนที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก โดยรับสารภาพว่าอยู่ในกลุ่มที่ก่อเหตุ




           โดยมีผู้เกี่ยวข้องอีก 8 คน ประกอบด้วย
  • 1) นายอันนุงวา กาซอ หมาย ป.วิอาญา 2 หมาย 
  • 2) นายรุสลัน ใบหมะ ป.วิอาญา 2 หมาย 
  • 3) นายเมาลานา สาเมาะ ป.วิอาญา 9 หมาย 
  • 4) นายอิสมาแอ มอซู ป.วิอาญา 4 หมาย 
  • 5) นายบุคอลี หลำโซะ ป.วิอาญา 3 หมาย 
  • 6) นายอับดุลอาซิ จะปะกียา ป.วิอาญา 1 หมาย 
  • 7) นายมะนาเซ ไซร์ดี ป.วิอาญา 1 หมาย และ 
  • 8.นายมูฮำมัด กาซอ ป.วิอาญา 5 หมาย 

ซึ่งทั้ง 8 คนเคยก่อเหตุมาหลายคดีในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และยะลา

         คนร้ายกลุ่มนี้ได้หลบหนีไปยังพื้นที่ยะลาและชายแดนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ส่วนสาเหตุเชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนาด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ถูกควบคุมตัวแล้ว 7 คน เป็นผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น รวมอยู่ด้วย 2 คน ซึ่งได้ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ ส่วนอีก 5 คน กำลังสอบสวน โดยกลุ่มนี้เป็นเพียงผู้ถูกบังคับและมีส่วนรู้เห็นเท่านั้น

        คนร้ายที่ก่อเหตุได้ใช้ศาสนสถานในการก่อเหตุในการปล้น และฆ่าเจ้าทรัพย์ และผู้ต้องหาก่อเหตุมาอย่างโชกโชนในหลายพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยังคงไล่ล่าทุกเป้าหมายที่ได้รับแจ้ง ส่วน นายสูไฮมี สะมะแอ ที่ถูกจับกุมรับสารภาพว่า ร่วมวางแผน และฆ่าชิงรถยนต์กระบะนำไประเบิดห้างบิ๊กซี คนร้ายมีการวางแผนใช้มัสยิดในการก่อเหตุ และอาจจะมีการบีบบังคับบุคคลทางศาสนามาร่วมก่อเหตุ เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนทั้งสองศาสนาในพื้นที่ให้รุนแรงมากขึ้น

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

พาคนกลับบ้านหรือพาโจรกลับบ้าน กลับใจแบบหลอกๆทำให้คนอื่นที่กลับใจจริงต้องนอนสดุ้ง

ในภาพอาจจะมี 1 คน


       จับแล้ว "นายสุไฮมิง สะมะแอ" คนนำศพ นายนุสนฯ เจ้าของรถคาร์บอมไปทิ้ง ตรวจสอบพบว่า เพิ่งเข้า-โครงการพาคนกลับบ้าน เมื่อต้นปี 59 และได้กัน นายก อบต.หนองจิก ไว้เป็นพยาน

        ‪"แม่ทัพภาคที่ 4" เผยจับแล้วตัวจริง "สุไฮมิง สะมะแอ" เอาศพเจ้าของรถไปทิ้ง มีพยานชัดเจน และอุสตาซ / ส่วน นายกฯ อบต.หนองจิก และลูกน้อง 4 คน กันเป็นพยาน ‬/ ต้อง สกรีนโครงการพาคนกลับบ้าน

        พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า จากการสอบปากคำ นายกฯ อบต.เกาะเปาะ อ.หนองจิก ปัตตานี และลูกน้อง4 คน พบว่า ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จึงกันเป็นพยาน

       นอกจากนี้ จากข้อมูลพยานหลักฐาน ทำให้ทหารไปเชิญตัว "นายสุไฮมิง สะมะแอ" เพราะมีพยานยืนยันว่า เป็นคนเอาศพ นายนุสนฯ เจ้าของรถที่ถูกปล้น ไปทำคาร์บอมบ์บิ๊กซีปัตตานี

      ที่สำคัญคือ นายสุไฮมิง เป็นคนที่อยู่ในโครงการพาคนกลับบ้าน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นทำให้ต้องมีการทบทวน ตรวจสอบ คนเข้าโครงการให้มากขึ้น ว่าจะกลับใจจริงหรือไม่

         โดยโครงการพาคนกลับบ้านนี้ เป็นโครงการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ดำเนินการมาหลายปี โดยเป็นแนวร่วมกลับใจ มาเข้าโครงการนี้..!!

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

“คาร์บอมบ์” ลานจอดรถบิ๊กซี ปัตตานี รถพังกว่า 100 เจ็บ 35


อุกอาจ!  “คาร์บอมบ์” ลานจอดรถบิ๊กซี ปัตตานี รถพังกว่า 100 เจ็บ 35(ชมภาพ-คลิป)
ขอบคุณภาพจากสื่อสังคมออนไลน์
       
       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เกิดเหตุระเบิด “คาร์บอมบ์” ที่บริเวณลานจอดรถห้างบิ๊กซีในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบื้องต้น รถยนต์ของพนักงาน และลูกค้ากว่า 100 คัน ได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 35 คน
     

       
       
       
       
       
       
       
       

       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เวลานี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าควบคุมพื้นที่แล้ว มีการห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าบริเวณ รวมถึงกลุ่มผู้สื่อข่าว
     
       สำหรับความเสียหายเบื้องต้น มีอาคารของห้างบิ๊กซีเสียหายบางส่วน รถยนต์ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 100 คัน และมีผู้บาดเจ็บกว่า 35 คนแล้ว ในส่วนของผู้เสียชีวิตยังไม่มีรายงานเข้ามา
     
       นอกจากนี้แล้ว ยังมีรายงานข่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ได้พบระเบิดในพื้นที่อื่นๆ ของเมืองปัตตานีอีก โดยเฉพาะที่ห้างไดอาน่า กลางเมืองปัตตานี
     
       สำหรับความคืบหน้า “MGR Online ภาคใต้” จะรายงานให้ทราบต่อไป
         
     

       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       

       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       
       ภาพจากเฟซบุ๊ก อาสาสมัครกู้ชีพสันติ ปัตตานี
       

       
       ภาพจากไลน์ฝ่ายความมั่นคง
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้