วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประวัติ บ้านดุซงญอ


>

            ดุซงญอ มาจากคำสองคำคือ ‘ดุซง’ ซึ่งหมายถึง ‘สวน’ และคำว่า ‘ญอ’ หมายถึง ‘ท่าน’ ท่านในที่นี้หมายถึงเจ้าพระยาเมืองระแงะ ดุซงญอ หมายถึง สวนของเจ้าพระยาเมืองระแงะ






        ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย (พ.ศ.๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ )เกิดความไม่สงบบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงโปรดเกล้าฯให้ พระยาอภัยสงครามและพระยาสงขลา (เถี่ยนจ๋อง)ผู้กำกับดูแลหัวเมืองมลายู แบ่งเมืองตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง และแต่งตั้งให้พระยาเมืองเป็นผู้ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ เป็นต้นมา ได้แก่

  • ๑.เมืองปัตตานี ต่วนสุหลง เป็นเจ้าเมือง
  • ๒.เมืองยะหริ่ง นายพ่าย เป็นเจ้าเมือง
  • ๓.เมืองสาย นายนิเดะห์ เป็นเจ้าเมือง
  • ๔.เมืองหนองจิก ต่วนนิ เป็นเจ้าเมือง
  • ๕.เมืองระแงะ นิดะห์ เป็นเจ้าเมือง
  • ๖.เมืองรามันห์ ต่วนมันโซร์ เป็นเจ้าเมือง
  • ๗.เมืองยะลา ต่วนยาลอร์ เป็นเจ้าเมือง


        ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธหล้านภาลัย ได้แยกหัวเมืองต่างๆ ทางภาคใต้ เป็น ๗ หัวเมือง และหมู่ บ้านดุซงญอ อันประกอบไปด้วยสุคิริน บองอ บือโลง(รัฐเปรัฐ) อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองระแงะ นิดะห์ เป็นเจ้าเมืองอยู่ในสมัยนั้น โดยมีพระตำหนักอยู่ที่บ้านตันหยงมัส ในปัจจุบัน

           ‘’ดุซงญอ ‘’ เป็นชื่อของ สวนเจ้าพระยาเมืองระแงะ ตามประวัติ เจ้าเมืองระแงะ จะเสด็จไปเยี่ยมสวนที่หมู่บ้าน ‘’ลือแฆ๊ะ ‘’ ( อยู่ใน เขตอำเภอสุคิริน) โดยใช้พาหนะช้างในการเดินทางตามเส้นทางระแงะ-สุคิริน จนชาวบ้านในสมัยนั้นจะเรียกเจ้าเมืองระแงะว่า (รายอลือแฆ๊ะ) และขากลับจะแวะที่บ้านดุซงญอ (สวนเจ้าพระยา) และจะเสด็จ เป็นประจำ






         เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๙ เจ้าเมืองระแงะ ได้มอบหมายให้ นายดาโอ๊ะ แมเราะ เป็นผู้นำหมู่บ้านดูและบ้านดุซงญอประกอบด้วยหมู่บ้าน ต่างๆ ดังนี้ บ้านดุซงญอ บ้านจะแนะ บ้านมาโมง บ้านกุมุง บ้านรือเปาะ บ้านกาแย และแมะแซ ในสมัยนั้น ดุซงญอเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคม ทางบกและทางน้ำ มีการติดต่อค้าขาย อันมีชาวจีน เป็นพ่อค้าใหญ่

         เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๙ นายอูมา เจ๊ะเต๊ะ เป็นบุตรของนายเจ๊ะเต๊ะ ซึ่งนายเจ๊ะเต๊ะ ภูมิลำเนาเดิม มาจากบ้านยะกัง อำเภอเมือง จังหวัด นราธิวาส มีบุตรทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย

  • นายเจ๊ะหลง 
  • นายเจ๊ะเลาะ 
  • นายหะมะ และ
  • นายอาบู ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กองส่วน ท้องถิ่นในสมัยนั้น (ชาวบ้านเรียกว่าโต๊ะแมกอง) เป็นผู้นำหมู่บ้านแทน ได้ดูแลในเรื่องการปรับปรุงเส้นทางการคมนาคม ทางน้ำ เส้นทางไปตันหยงมัส และเส้นทางน้ำไปยังบ้านมาโมง (สุคิริน) ท่านได้เสียชีวิตเนื่องจากป่วยเป็นไข้หนัก


        เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ นายโต๊ะ กาพอ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งแม่กอง ผู้นำหมู่บ้าน เนื่องจากไม่มีผู้ที่มีความเหมาะสม ในการเป็นผู้นำประกอบ นายโต๊ะ กาพอ ก็อายุมากแล้ว

      เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐ นายโต๊ะขาลี เจ๊ะเต๊ะ เป็นบุตรอของนายอูมา เจ๊ะเต๊ะ ซึ่งนายอูมา เจ๊ะเต๊ะ มีบุตรทั้งสิ้น ๖ คน ประกอบด้วย

  • นาง แมะนา 
  • นางแมะซา 
  • นายขาลี 
  • นางสะตีหม๊ะ 
  • นางสะนอ และ
  • นางแลฆอ ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่กองดูและหมู่บ้านดุซงญอ อีกทั้ง ปกครองหมู่บ้านให้มีความสงบสุข ให้ความร่วมมือกับทางราชการมาด้วยดี เช่น การก่อตั้งสถานศึกษา การปรับปรุงซ่อมแซมเส้น ทางการคมนาคมในสมัยนั้น จนท่านอายุมากวัย 84 ปี จึงมอบหมายให้นายมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ซึ่งเป็นบุตร ให้ดูแลกิจการบ้านเมืองต่อ


         เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงยุบเลิกมณฆลปัตตานี คงสภาพเป็นจังหวัด ยุบจังหวัดสายบุรีเป็นอำเภอตะลุบัน และแบ่งพื้นที่บางส่วนของสายบุรี คือระแงะ และบาเจาะ ไปขึ้นกับจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ใช้ระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยามปกครองเป็นจังหวัดและอำเภอ





        หมู่บ้านดุซงญอ ได้มีการพัฒนาหมู่บ้าน โดยก่อสร้างโรงเรียนขึ้นที่บูกิตยือแร โดยนายเพียร นะมาตรซึ่งเป็นนายอำเภอระแงะ ได้ เกณฑ์เด็กเข้าเรียนชั้น ป.1-4 มีนายสมหวัง อามิง เป็นครูใหญ่ และมีลูกศิษย์นายมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ต่อมาได้เป็นกำนันตำบลดุซงญอ

       เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ นายมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ หรือนายประพัฒน์ เจตาภิวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และเป็นกำนันตำบลดุซงญอ โดยขึ้นกับอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

        เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๔๙๐ ได้มีโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา ได้มาระรานชาวบ้านดูซงญอปล้นสะดม ยิงชาวบ้านที่ขัดขืน จับชาว บ้านเป็นเชลยเพื่อหามของไปยังหมู่บ้านบือโลง(รัฐเปรัฐ) มาเลเซีย และในจำนวนนี้ท่านกำนันมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ได้ถูกจับเป็นเชลยด้วย เมื่อมาถึงหมู่บ้านมือแนกาแย ท่านหลอกล่อโจรจีนคอมมิวนิสต์ หลบหนีได้สำเร็จ

         เมื่อปี วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ เกิดกบฏดุซงญอ สืบเนื่องจากเกิดความเข้าใจผิด ที่มีผู้คนกลุ่มหนี่ง ได้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้ กับโจรจีนคอมมิวนิสต์ ที่หมู่บ้านตือกอ เขาวัว (ฆูวอลือมู) มีหัวหน้าชื่อโต๊ะเปรัฐ และนายมะกาแร ได้มาสอนเกี่ยวกับการต่อสู้โดย ใช้เวทมนต์ โดยการอาบน้ำมันชโลมตัว ตำรวจจึงได้ปิดล้อมมีการต่อสู้กัน และมีการปะทะกันจนทำให้กลุ่มดังกล่าวเสียชีวิต ๑๗ ศพ บาดเจ็บ ๓๐ คน ภายหลังชาวบ้านเรียกว่าสงคราม ญาลา (ญาซัลญาลา ลิวัลอิกรอม)

       เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ กำนันได้ประชุมชาวบ้านเพื่อก่อสร้าง มัสยิดมูฮำมาดีดุซงญอ โดยได้มอบหมายให้โต๊ะอีหม่ามอาบีดีน ตาปู (ปะ จูบีดีง) เป็นผู้ดูแลในการก่อสร้าง ได้ศึกษาแบบสถาปัตยกรรมจากมัสยิดในอลาสต้า รัฐเคดาห์ มาเลเซีย ได้จ้างสถาปนิก นายแวเลาะ เยาะ เป็นผู้ก่อสร้าง

         เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ บ้านเมืองมีความสงบ กำนันได้เกณฑ์ชาวบ้าน จัดหากองทุนในการสร้างถนนสายบ้านดุซงญอ – ตันหยงมัส ได้ ก่อตั้งบริษัทดุซงญอการทาง โดยได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ๒๐ ปี กำนันมาหะมะ เจ๊ะเต๊ะ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น นายประพัฒน์ เจตาภิ วัฒน์ ท่านมีความคิดในการพัฒนาหมู่บ้านให้มีความเจริญ ได้ก่อตั้งธนาคารกรุงไทย สาขาตันหยงมัส สร้างศูนย์พัฒนาหมู่บ้าน วางผังเมือง และสร้างอนามัยเพื่อรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย ได้รับยกย่องจากรัฐบาลเป็นอย่างมากจึงได้รับการคัดเลือกไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และท่านได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ที่หมู่บ้านไอกรอส ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒

         เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ นายหะยีอารง บาโด ซึ่งเป็นลูกเขยของนายประพัฒน์ เจตาภิวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกำนันตำบลดุซงญอ ได้ ร่วมกับชาวบ้านในการพัฒนาหมู่บ้าน ท่านรับผิดชอบตำบลดุซงญอ และน้องชายท่านนายอาหะมะ บาโด เป็นกำนันตำบลจะแนะ





        เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ บ้านดุซงอยกฐานะเป็นตำบลดุซงญอ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอระแงะ ต่อมาได้แยกเป็นตำบลดุซงญอ กิ่ง อำเภอจะแนะ คำว่า"ดุซงญอ" หมายถึงชื่อของสวนเจ้าของเมืองระแงะที่ได้มาทำสวนในพื้นที่บ้านดุซงญอ จึงได้เอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อตำบลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

         ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นายหะยีอารง บาโดได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการบริหารท้องถิ่นดุซงญอ(อบต.)โดยตำแหน่งจนครบวาระ และได้เกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑

        ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๕๑ นายประพจน์ เจตาภิวัฒน์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลดุซงญอ คนแรกของตำบล ราษฏรในตำบลดุซงญอได้ร่วมกันเทคะแนน เป็นกำนันตำบลดุซงญอเป็น๒ สมัยติดต่อกัน

        ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นายอับดุลฮาเล็ม ตาปู ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านดุซงญอ และท่านได้เป็นผู้ใหญ่บ้านยังไม่ถึงสามเดือน เสียชีวิตในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในตลาดดุซงญอ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ หลังจากกลับจากพิธีถวายพระพรเนื่องในพ่อแห่งชาติ

        ปี พ.ศ.๒๕๕๒ – ปัจจุบัน นายรอยาลี บาโด ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านดุซงญอซึ่งได้ออกจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น

       ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ – ปัจจุบัน นายรอซิม เจ๊ะอามะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖ บ้านกาเต๊าะ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกำนันตำบลดุซงญอ

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ อุกอาจ ตากผ้าเช็ดตีน ริมถนน






           วันที่ 15 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 21.30น.ได้มีกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงไม่ทราบจำนวน ผ้าเช็ดตีน ออกมาตากบริเวณ สะพาน และ เสาหลักเขต หลายจุดในพืันที่ สภ.อ.ระแงะ น.นราธิวาส ไม่มีรายงานเหตรุนแรง และคาดว่าเป็นการประกาศเชิงสัญญาลักษณ์ของกลุ่ม ไม่่มีที่ตากผ้า โจรพูโล จะขอมาตากผ้าบนถนนอีกครั้ง

ฉาวโฉ่ เปิดข้อมูล อดีตเจ้าอาวาสปาราชิก "วัดน้ำตอหลัง" หนีเข้าอิสลาม พบคดีห้อยหลังเพียบ!!


            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางเรื่องของพระรูปหนึ่งซึ่งได้เปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาอิสลาม โดนการเข้าปฏิญาณตน ต่อมาได้มีการตรวจสอบที่มาที่ไปของการเปลี่ยนศาสนานั้นพบว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการวัดได้เข้าตรวจสอบพระพุทธรูปองค์ประธานซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ของวัดตันติการาม (วัดน้ำตอหลัง) ตั้งอยู่ที่ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส





             โดยหลังจากคณะกรรมการวัดได้เข้าทำการตรวจสอบพบว่ามีร่องรอยความเสียหายที่บริเวณด้านหลังของขององค์พระประธานจริงจึงตรวจสอบภายในอย่างละเอียดได้พบอีกว่า เหรียญของอดีตเจ้าอาวาส พระครูวิโรจน์ ธรรมษาวาส ซึ่งอยู่ภายในองค์พระหายไปประมาณ 1,500 เหรียญ จากนั้นทางคณะกรรมการวัดได้สอบสวนจนทราบว่า พระครูปัญญาธนากร ศิริสุวรรณ อายุ60 ปี พรรษา 23 ชื่อเดิมคือ นายหัสนิล ศิริสุวรรณ ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นผู้เจาะด้านหลังองค์พระเพื่อนำเหรียญออกไป


           จนกระทั่งต่อมาพระครูปัญญาธนากรได้หลบหนีอกจากวัดไปและมาพบว่าได้เข้ารับการปฏิญาณตนเพื่อนับถือศาสนาอิสลาม เมื่อวันที่ 3 ต.ค.และพระครูปัญญาธนากรเข้ารับการปฏิญานตนเพื่อนับถือศาสนาอิสลามทั้งที่ยังสวมใส่จีวรอยู่ แต่หลังเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม ใช้ชื่อว่า “เป๊าะซู”











          จากนั้นเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ได้มีการประชุมร่วมกันกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อปรึกษาหารือถึงข้อเท็จจริงโดยในเบื้องต้นทางคณะกรรมการวัดได้มีการเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นที่ประชุมได้มีมติแจ้งผู้ที่เกี่ยวเกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆภายในกุฏิเจ้าอาวาส ในวันพุธที่ 5 ต.ค. อาคารพิพิธภัณฑ์วัดน้ำตอหลัง พร้อมด้วยบัญชีธนาคาร จำนวน4เล่ม เพื่อทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เด็กหญิงวัย 14 โดนผู้ใหญ่บ้าน กับพวก ลามโซ่ทุบตีจนต้องเข้าโรงพยาบาล






           วันที่15ต.ค.ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เรื่องราวของเด็กหญิงวัย14โดนผู้ใหญ่บ้านกับพวกลามโซ่ทุบตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลรวมทั้งไปแจ้งความแล้วตำรวจก็ไม่รับเหตุเกิดในพื้นที่อ.ทุงยางแดงจ.ปัตตานีโดยระบุว่าผู้ใหญ่บ้านทำเกินกว่าเหตุเด็กอายุ14ปีถูกผู้ใหญ่บ้านทุบตีและกล่าวหาว่าขโมยเงินโดยไม่มีหลักฐานจนเข้าโรงพยาบาลขอความเป็นธรรมกับน้องไปแจ้งความแล้วแต่ตำรวจไม่รับแจ้งขอฝากผู้ทีเกียวข้องดูแลด้วย




            ต่อมาทางเพจอยากดังเดียวจัดให้V.3ได้โพสต์เพิ่มเติมเรื่องดังกล่าวว่าเจ้าของเรื่องติดต่อมาได้นะยินดีช่วยเหลือเหตุเกิดเมือวันที่11ตุลาคม2561กรณีทำร้ายร่างกายเด็กหญิงอายุ14จนอาการบอบช้ำทั่วร่างกายโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย




            เรื่องมีอยู่ว่าน้องผู้หญิงอายุ14โดนทำร้ายร่างกายอาการหนักช้ำทั้งตัวสืบเนื่องจากมีคนแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่าน้องอายุ14ขโมยเงินคนที่แจ้งผู้ใหญ่บ้านก็เป็นญาติผู้ใหญ่บ้านนี้แหละพอเจอน้องผู้ใหญ่บ้านตบหน้าก่อนเลย3ครั้งผู้ใหญ่พร้อมพวกพยายามซักถามเพื่อให้น้องตอบโดยทางกลุ่มผู้ใหญ่ถามน้องว่าน้องจะสารภาพไหมฝั่งน้องบอกไม่ได้เอาตบตีน้องกับเข็มขัดหลายต่อหลายครั้งเหมือนน้องไม่ใช่คนคือเป็นผู้ใหญ่บ้านสามารถทำกับใครก็ได้หรอ






         พอญาติจะเข้าไปห้ามปรามโดนสมุนของผู้ใหญ่จับไม่ให้เข้าไปคนเป็นญาติกันเห็นกันไม่ได้หรอกต้องเข้าไปห้ามถ้าน้องเอาจริงไม่เห็นต้องตบตีกันขนาดนี้เลยบ้านเมืองมีกฎหมายแล้วถ้าสมมติเป็นลูกของคุณบ้างคุณจะรู้สึกยังไงแบบนี้เป็นผู้นำคนไม่ได้หรอกทำเหมือนเด็กเป็นโจรผู้ร้ายที่มีคดีร้ายแรงมีการกักขังหนวงเนียวล่ามโซ่พาน้องไปตบตีเพื่อให้น้องรับสารภาพทำสารพัดอย่างแบบนี้เหมือนใช้วิถีของโจรชัดๆ




             ฝั่งแม่และครอบครัวไม่ยอมเลยพาไปแจ้งความทางตำรวจสภ.ทุ่งยางแดงดันไม่รับแจ้งความคืออะไรมีแบบนี้ได้ด้วยหรอคะแต่ฝั่งครอบครัวกลัวคดีจะเงียบไปเลยฝากให้ทางเพจรับเรื่องให้ด้วยค่ะคือคนในชุมชนไปดูอาการของน้องที่โรงพยาบาลตกใจมากต่างพากันร้องให้ทำไมถึงได้โหดร้ายเพียงนี้ผู้ใหญ่บ้านกับสมุนยังไปบีบบังคับไม่ให้พาเด็กไปโรงพยาบาลจะพาไปคลีนิกไม่รู้ว่าคิดยังไง






            เด็กอาการสาหัสขนาดนั้นสงสัยคงจะกลัวความผิดมั้งคะและมีการไปขมขู่ฝั่งครอบครัวไม่ให้เอาเรื่องมิเช่นนั้นไม่รับรองความปลอดภัยกระบวนการทางกฏหมายก็มีไม่เห็นต้องใช้ความรุนแรงกันเลยน้องเป็นผู้หญิงด้วยทำเหมือนตัวเองไม่เคยมีลูกผู้นำสร้างความรุนแรงกันเองแล้วลูกบ้านจะอยู่ยังไงฝากทางเพจด้วยนะคะสงสารทางครอบครัวเด็กมากไม่รู้จะไปพึ่งใคร








วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วัคซีนไม่มีฮาลาล โรคภัยต่าง ๆ เป็นกำหนดการณ์ของอัลลอฮอยู่แล้ว การฉีดวัคซีนเป็นการฝืนกำหนดการณ์ของอัลลอฮ



ต้นข่าว : เริ่มจากบรรดาบุคลากรสายสาธารณสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปวดหัวเหลือเกินที่ชาวบ้านในพื้นไม่ค่อยให้ความร่วมมือนำพาบุตรหลานมารับวัคซีนให้ครบตามที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนด ซึ่งปริมาณคนที่ปฏิเสธวัคซีนไม่ใช่น้อยๆ มีจำนวนมากมายมหาศาลเลยทีเดียว โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่รอบนอกตัวจังหวัดหรือตัวอำเภอ เมื่อทางฝั่งเจ้าหน้าที่สอบถามถึงเหตุผลของการไม่ยอมรับวัคซีนก้มีเหตุผลที่แอบอ้างถึงผู้รู้ศาสนาในพื้นที่บ้าง เหตุผลที่ร่ำเรียนมา และเหตุผลที่เค้าบอกกันมาปากต่อปาก

เหตุผลหลักๆที่พอจับใจความได้มีดังต่อไปนี้คือ

  • 1. วัคซีนไม่มีฮาลาล ผลิตจากอะไรไม่รู้ พอไม่มีฮาลาลเลยหลีกเลี่ยงด้วยการไม่รับวัคซีนซักกะตัวเยย
  • 2. ร่างกายเราไม่มีเชื้อโรคอะไรอยู่แล้ว จะไปเอาเชื้อโรคมาให้ร่างกายเราทำไม
  • 3. เรื่องโรคภัยต่าง ๆ เป็นกำหนดการณ์ของอัลลอฮอยู่แล้ว การฉีดวัคซีนเป็นการฝืนกำหนดการณ์เฟร้ย

วิเคราะห์ข่าว : ข่าวลือนี้เป็นข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของระบบสาธารสุขในสามจังหวัดเลยทีเดียว การปล่อยข่าวลือข่าวลวงเช่นนี้ บั่นทอนสุขภาวะที่ดีที่ประชาชนควรจะได้รับมาอย่างยาวนาน ทั้งๆที่วัคซีนทุกตัวที่นำมาให้กับเด็กแรกเกิดนั้นเป็นสิทธิที่เด็กๆทุกคนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่พิจารณาเห็นความเสี่ยงของโรครุนแรงที่พบได้บ่อยในแต่ละพื้นที่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์วัคซีนขึ้นมาเพื่อป้องกันความตายจากโรคร้ายเหล่านั้น แต่ก็ยังอุส่าห์มีผู้ใหญ่ใจร้ายที่เจตนาดีอยากปกป้องลูก แต่การเชื่อข่าวสารที่ไร้การตรวจสอบเช่นนี้ก็น่าสงสารลูกๆเจงๆ ขอวิเคราะห์แยกประเด็นดังนี้น่ะครับ


  • 1.วัคซีนไม่มีฮาลาล เป็นข้ออ้างอันดับหนึ่งในการปฏิเสธรับวัคซีนในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่าวัคซีนที่เราฉีดกันอยู่นั้นไม่มีฮาลาลจริงๆ แต่ในกรณีนี้บรรดาผู้รู้ต่างถือเป็นกรณีฎอรูเราะฮ(ความจำเป็น)ที่ต้องรับการป้องกันรักษาในกรณีที่เราไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ซึ่งในกรณีนี้มีเพียงวัคซีนบางตัวเท่านั้นที่กระบวนการผลิตคลุมเครือว่าผลิตจากกระบวนการไม่ฮาลาล เช่น ไวรัสไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ http://www.pharmyaring.com/qareply.php?id=540 

  • ซึ่งในกรณีที่วัคซีนหรือยา หรือกระบวนการรักษาโรคใดๆที่อาจพบว่ามีสิ่งที่ไม่ฮาลาลปนเปื้อนอยู่ อุลามาอก็ยอมรับให้รับวัคซีน หรือการรักษาเหล่านั้นได้เนื่องจากไม่มีตัวเลือกที่ฮาลาลที่ดีกว่าแล้ว ซึ่งกรณีนี้สามารถยกตัวอย่างได้หลายกรณีเลยทีเดียว อย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่ง ซึ่งต้องได้รับการฉีดอินซูลินสังเคราะห์ทุกวัน โดยในอดีตอินซูลินสังเคราะห์เหล่านั้นผลิตจากตับอ่อนของหมู ถึงแม้ว่าจะมีอินซูอินที่ผลิตจากตับอ่อนของวัวอยู่ด้วยแต่อินซูลินประเภทหลังจะก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่า แต่เหล่าอุลามาอ์ก็ยังอนุญาติให้ผู้ป่วยเบาหวานประเภทนี้ได้รับอินซูลินจากหมูเป็นเวลานานแสนนาน จนกระทั่งปัจจุบันอินซูลินผลิตจากเชื้อแบคทีเรียอีโคไล ทำให้ขจัดปัญหานี้ออกไปได้ 
  • อีกตัวอย่างหนึ่งที่แอดมินอยากยกให้เห็นคือกรณีของผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดลิ้นหัวใจ แต่ลิ้นหัวใจเทียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นผลิตจากลิ้นหัวใจของหมู นี่มันยิ่งกว่าการบริโภคเสียอีกเพราะเราเข้าไปเป็นกลไกในการสูบฉีดเลือดเลี้ยงร่างกายเราเลยทีเดียว แต่อุลามาอ์ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าการรักษาเช่นนี้เป็นที่อนุมัติ(ฮาลาล) เนื่องด้วยหลักฎอรูเราะฮที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง 

           แม้แต่ในการเดินทางไปทำฮัจญ์ซึ่งเป็นกฏระเบียบของฝ่ายกิจการฮัจญ์ของประเทศซาอุดีว่าฮุจญาตทุกคนที่เดินทางไปทำฮัจญ์ต้องได้รับวัคซีนที่กำหนดให้ครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะมีวัคซีนโรคติดต่อบางตัวที่มีสิ่งปนเปื้อนที่ไม่ฮาลาลก็บังคับให้ฉีดและอุลามาอก็เห็นชอบกับการบังคับฉีดวัคซีนของฮุจญาตเช่นกัน  http://news.google.com/newspapers?nid=1309&dat=20021022&id=_D4hAAAAIBAJ&sjid=LHsFAAAAIBAJ&pg=6592%2C770758

           ซึ่งต้องยอมรับว่าการเลือกใช้หลักทางฟิกฮที่ว่าด้วยเรื่องฎอรูเราะฮนั้น ยังเป็นที่เข้าใจกันอย่างคลาดเคลื่อนในหมู่มุสลิมด้วยกันเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเรายังไม่เข้าใจว่าการป้องกันโรคในอนาคตคือการรักษารูปแบบหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการรักษาชีวิตของเราไว้ด้วยเช่นกัน






2. ร่างกายเราไม่มีเชื้อโรคอะไรอยู่แล้ว จะไปเอาเชื้อโรคมาให้ร่างกายเราทำไม

ข้อนี้อุลามาอ์ของเมืองไทยเคยโดนคำถามเช่นนี้แล้วได้ให้คำตอบที่มีหลักฐานรองรับดังนี้ครับ http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=qa%2F3210 สรุปคือการฉีดวัคซีนนั้นเป็นการนำเชื้อโรคที่ตายแล้วหรืออ่อนแอเข้าไปในร่างกายเพียงเล็กน้อย และปริมาณที่ให้เป็นปริมาณที่ผ่านการศึกาาจากคนเป็นล้านๆคนแล้วว่าปลอดภัยผลข้างเคียงที่เกิดมีน้อยมาก(ขึ้นอยู่กับวัคซีนแต่ละชนิด) การนำเชื้อเข้าไปเพียงเล็กน้อยนี่เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายของเรามีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาภายหลัง







3. หากคิดแบบนี้วันๆหนึ่งเราคงไม่ต้องทำอะไรเลยสิครับ ถ้าเราได้ฟังคลิปเสียงการตอบปัญหาจากลิ้งข้างบนนั้นเราจะได้ยินชัดเจนเลยว่า ท่านนบีได้สั่งใช้ให้เราดูแลตนเองและป้องกันตัวเองจากโรค ซึ่งแน่นอนว่าโรคทั้งหลายเป็นกำหนดการณ์จากอัลลอฮ แต่การนอนรอความตายอย่างเดียวโดยการไม่หาวิธีป้องกันหรือรักษานี่มันก็ขัดๆกับวิธีการที่นบีสอนอยู่น่ะเออ







ต้องยอมรับจริงๆว่าปรากฏการณ์มุสลิมไม่รับวัคซีนนั้นถูกปลูกฝังมาอย่างช้านาน และในหมู่นักวิชาการในโลกนี้ก็มีกลุ่มคนที่ต่อต้านวัคซีนอย่างจริงๆจังเสียด้วย เช่นแพทย์ชาวเลบานอนคนหนึ่งในอังกฤษเป็นแนวหน้าในการต่อต้านวัคซีน ซึ่งเหตุผลของคุณหมอท่านนี้ก็ยังเป็นที่แคลงใจของบรรดาหมอๆมุสลิมอีกหลายท่านทั่วโลกเช่นกัน ใครอยากลองอ่านความคิดเก็นของคุณหมอท่านนี้ลองอ่านได้ในนี้น่ะครับ http://www.vaccinetruth.org/muslims.htm




แต่ในพื้นสามจังหวัดที่เราอาศัยอยู่นั้นมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกับยุโรปอยู่มาก พื้นที่ของเรายังคงเต็มไปด้วยโรคระบาดรุนแรงที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนอย่างรวดเร็ว แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนราคาไม่กี่สิบบาท สิ่งที่ประจักษ์ให้เห็นในพื้นที่ที่พอจะยกเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการขาดการรับวัคซีนทำให้เกิดความล้าหลังของสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่คือโรคคอตีบ(Diptheria)เป็นวัคซีนพื้นที่เด็กเกิดใหม่ทุกคนได้รับ ตัวโรคนั้นรุนแรงมากเนื่องจากเชื้อจะไปทำลายหลอดลมในเวลาเพียงแค่ 3-7 วันหลังจากได้รับเชื้อ และเมื่อหลอดลมเสียหายสมองจะไม่ได้รับออกซิเจนจะทำให้เด็กตายอย่างรวดเร็ว ซึ่งในประเทศไทยถือเป็นโรคที่หายสาบสูญไปจากพื้นที่ไปแล้ว แต่ปรากฏว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับมาพบการระบาดของโรคนี้ในพื้นที่สามจังหวัดอย่างกว้างขวางเลยทีเดียว ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการขาดความเข้าใจในเรื่องนี้หนักเข้าไปอีกhttp://www.thaimuslim.com/readnews.php?c=1&id=14297







ข่าวลือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แล้วแต่ทัศนะจะเลือกปฏิบัติก็จริง แต่การเหมารวมแบบขาดการตรวจสอบเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสารกับวิถีชีวิตของเด็กๆลูกหลานของเราเสียจริงๆ

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จุฬาราชมนตรี ยืนยัน!! 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่ “ดารุลฮัรบี” ดินแดนแห่งสงคราม



           ตามหลักการของศาสนาอิสลาม คำว่า ดารุลฮัรบี (Dar-ul-Harb) หมายถึง “ดินแดนแห่งสงคราม” (Abode of War) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ปกครองโดยคนมุสลิม และไม่ได้ใช้ชารีอะห์เป็นกฎหมายหลักในการปกครอง ที่ขบวนการได้หยิบยกมาใช้เป็นตรรกะเหตุผลในการต่อสู้ แต่ความเข้าใจว่าดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เป็น ดารุลฮัรบี หรือไม่นั้น ทางจุฬาราชมนตรีได้ยืนยันแล้วว่า ดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ “ดารุลฮัรบี” อย่างที่เข้าใจกันเพราะ

  • 1. คนมาลายูมุสลิมมีสิทธิพลเมือง ยอมรับความเป็นพลเมืองไทยไม่ใช่แค่เพียงการถือบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยเท่านั้น 
  • 2. ไม่มีการห้ามปฏิบัติศาสนกิจ
  • 3. ไม่มีการห้ามเผยแผ่ (ดาวะห์) ศาสนา

         “รากเหง้า” ของปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่ปมของเรื่องการใช้ “คำสอนทางศาสนา” ไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะผู้คนให้เข้าใจผิด โดยมี “ผู้นำศาสนา” ในพื้นที่ร่วมเป็นคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ด้วย พวกเขาเป็นผู้ดำเนินในการบ่มเพาะเพื่อสร้าง“นักรบ” หรือแนวร่วมผู้ลงมือปฏิบัติการ

          ก่อการ้าย ซึ่งที่ผ่านๆ มาพวกเขาทำได้สำเร็จเสมอมา โดยสามารถทำให้คนจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาก่อการร้ายได้ตั้งแต่เมื่อต้นปี 2547 จนมาถึงวันนี้ ระยะเวลา 14 ปีที่กำลังจะผ่านไปกับเงื่อนปมของการใช้ “ผู้นำศาสนา” ให้นำหลักการศาสนาไปบิดเบือนเพื่อบ่มเพาะให้ผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา รวมถึงเยาวชนกลุ่มต่างๆ ให้เข้าใจหลักการศาสนาผิดๆ แล้วหันหน้าเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไปฝึกอาวุธและฝึกการการก่อการ้าย แล้วหวนกลับมาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด...

Mengasahkan oleh Shaikhul Islam akan bahawasanya tiga wilayah sempadan selatan bukan "darulharbi"



        Darulharbi bermaksud "tanah berperang"  (Abode of War) yang ia adalah kawasan yang tidak diperintahkan oleh orang Islam dan tidak menggunakan Syariah untuk menjadikan undang-undang utama didalam pemerintahan negara yang kumpulan kemerdekaan itu mendakwakan dia sebagai alasan untuk bertarung tetapi pemahaman bahawa tanah di wilayah sempadan selatan ini adalah Darulharbi atau tidak. Sheikhul Islam telah mengesahkan bahawasanya tanah di wilayah sempadan selatan bukan "Darulharbi" seperti yang difahaminya kerana
        1. Muslim Melayu mempunyai hak kewarganegaraan dan menerima kewarganegaraan Thailand hanya bukan memegang kad pengenalan Thai sahaja.
        2. Tiada larangan amalan agama.
        3. Tiada larangkan dakwah.
        "Sebab" Keganasan di Wilayah Sempadan Selatan kerana memutarbelitkan"Ajaran agama" untuk mengeratkan orang-orang untuk salah faham dengan  ada “pemimpin agama” di kawasan itu menyertai kumpulan separatis. Mereka bertindakkan sebagai inkubator untuk mewujudkan "pejuang" atau barisan yang beroperasi pengganas. Dan pada masa yang lalu mereka telah berjaya dengan membuatkan beberapa orang berlawan ia akan Thailand sejak awal tahun 2004sehingga hari ini.
        Dengan masa 14 tahun yang hendak lepas dan simpul menggunakan "pemimpin agama" untuk memutarbelitkan ajaran agama untuk mengeratkan akan orang di kawasan itu terutamanya pelajar dan kumpulan pemuda  untuk memahami agama yang salah kemudian bertukar menjadi kumpulan separatis dengan melatihkan senjata dan keganasan dan kembali beroperasi di wilayah sempadan selatan. Perkara-perkara ini terus bergerak ke hadapan tanpa berhenti.

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คนร้าย ซุ่มในความมืด! ดักรัวยิง พ่อดับสลด ลูกสาวบาดเจ็บสาหัส



ลูกเลี้ยงถูกยิงที่ขา ภาพเล็ก พ่อถูกยิงเสียชีวิต

คนร้าย ซุ่มในความมืด! ดักรัวยิง พ่อดับสลด ลูกสาวบาดเจ็บสาหัส
          คนร้าย ดักยิง พ่อลูก / เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 29 ก.ย. ร.ต.ท.ศุภวัฒน์ รินสาร รอง สว.(สอบสวน) สภ.กะพ้อ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุมีคนยิงกันทำให้บาดเจ็บและเสียชีวิต

          เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ บ้านพักบริเวณ ม.2 บ้านอุแตบือราแง ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ พบว่าผู้บาดเจ็บ คือ นายมะสกรี สาแม อายุ 45 ปี และ น.ส.นาเดีย โกะเล๊าะ อายุ 15 ปี ลูกเลี้ยง ถูกคนร้ายดักยิงหลังกลับจากสวนเพื่อเก็บสะตอ คาดว่ามีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คน มาดักรอในที่เกิดเหตุก่อนลงมือยิง ก่อนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป




           ชาวบ้านช่วยกันนำผู้บาดเจ็บ 2 รายส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลกะพ้อ แต่นายมะสกรีทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนน.ส.นาเดีย ลูกเลี้ยง ถูกยิงที่บริเวณขาได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้อาการปลอดภัย

           อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี โดยตั้งแรงจูงใจก่อเหตุไว้ 2 ประเด็น คือ ขัดแย้งเรื่องส่วนตัวกับต้องการสร้างสถานการณ์

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม