วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จับนักร้องดังมาเลย์ ทำเอ็มวีเพลงหมิ่นอิสลาม




           เอเอฟพี รายงานว่า ศิลปินแร็ปและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังรายหนึ่งของมาเลเซีย ถูกจับกุมฐานทำมิวสิกวิดีโอที่ถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นศาสนาอิสลาม สำนักข่าวแห่งชาติรายงาน นามีวี ซึ่งมีชื่อจริงว่า วี เหมิง ฉี ถูกจับกุมที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ หลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ สำนักข่าวเบอร์นามารายงานเมื่อค่ำวานนี้ (21)

          คำว่า “อัลเลาะห์” และเสียงเรียกสู่การละหมาดของศาสนาอิสลามถูกระบุว่าถูกใช้ในคลิปวิดีโอประกอบเพลงภาษาจีนกลางนี้ที่มีชื่อว่า “Oh My God” คลิปวิดีโอนี้เผยให้เห็นภาพนามาวีและนักร้องคนอื่น ๆ ในชุดหลากวัฒนธรรมและศาสนา ทำการแสดงอยู่ภายในมัสยิดและโบสถ์รวมถึงวิหารฮินดู วัดพุธ และวัดลัทธิเต๋า




         มาเลเซีย ปกติจะดำเนินรอยตามหลักอิสลามสายกลาง แต่ความตึงเครียดทางศาสนามีความคุกรุ่นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชาวมุสลิมสายกลางและศาสนิกชนอื่น ๆ แสดงความกังวลถึงการแผ่ขยายของแนวคิดอิสลามอนุรักษนิยม

        เมื่อช่วงก่อนหน้าในปีนี้ โปสเตอร์หนังและป้ายโฆษณาสำหรับภาพยนตร์ฮ่องกงทำเงินเรื่องหนึ่งถูกแก้ไขเพื่อลบตัวละครครึ่งคนครึ่งหมูออก เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากหมูเป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้ศาสนานี้

ใครไปมาเลย์โปรดระวังกันหน่อย




            เมื่อวันที่ 9 ส.ค. เดอะมาเลย์เมล์ออนไลน์รายงานท่าทีจากรัฐมนตรีมาเลเซียว่า กลุ่มคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงควรถูกทางการจับ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญของมาเลเซียไม่เคยมีการบัญญัติเปิดช่องพื้นที่กับกลุ่มคนดังกล่าว

         ดาโต๊ะสรี ชาฮิดัน คาสซิม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวด้วยว่า ประชาชนควรช่วยทางการในการหากลุ่มคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง อย่างกลุ่มคนที่เป็นชื่นชอบและเป็นสมาชิก เว็บไซต์เอธีอิสต์ รีพับลิก (Atheist Republic) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งทางการจะสั่งลงโทษตามกฎหมาย Minister in the Prime Minister’s Department Datuk Seri Shahidan Kassim — Picture by Yusof Mat Isa 


          “กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐไม่ได้พูดถึงกลุ่มคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน” ดาโต๊ะสรีคาสซิมกล่าว พร้อมแนะว่าควรออกล่ากลุ่มคนดังกล่าวและขอให้ประชาชนช่วยระบุคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าด้วย




            รัฐมนตรีผู้นี้ยังเสริมอีกว่าชาวมาเลเซียโดยเฉพาะมุสลิมมาเลย์ต่างหันหน้าออกจากศาสนา เนื่องจากขาดการเรียนรู้ศาสนาที่แท้จริง จึงขอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยให้การศึกษากับกลุ่มคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าอีกด้วย


          ก่อนหน้านี้มีชาวมาเลเซียกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมจัดงานสังสรรค์กับกลุ่มคนที่ชื่นชอบและเป็นสมาชิกเว็บไซต์เอธีอิสต์ รีพับลิก จากแคนาดา รวมไปถึงกลุ่มคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าอื่น และมีภาพการสังสรรค์ดังกล่าวออกมาทางเฟซบุ๊กส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจไปทั่ว ถึงขนาดที่ว่ามีชาวมาเลเซียบางคนถึงกับกร้าวว่าจะออกล่าและสังหารกลุ่มคนเหล่านี้ ขณะที่ทางการมาเลเซียเริ่มสอบสวนเรื่องนี้แล้ว



          เว็บไซต์ดังกล่าวมีผู้ติดตามทั่วโลกแล้วกว่าหลายล้านคน รวมไปถึงมีผู้สนับสนุนทางโลกโซเซียลมีเดีย นอกจากนี้เว็บไซต์ดังกล่าวยังมีการตั้งกงสุลทั่วโลก เพื่อเป็นที่พบปะสำหรับคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าอีก โดยกงสุลดังกล่าวนอกจากมาเลเซียแล้ว ที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็มีการจัดตั้งขึ้นมา

อินเดียก็ไม่เอา!จ่อเนรเทศชาวโรฮีนจาทั้งหมดกว่า4หมื่น



รัฐบาลอินเดียกล่าวว่า ชาวโรฮีนจาทั้งหมดประมาณ 40,000 คนที่อาศัยอยู่ในอินเดีย เป็น "ผู้อพยพผิดกฎหมาย" และเตรียมจะผลักใสออกนอกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนจากหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ว่า นายคีเรน ริจูจู รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยอินเดีย แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาในกรุงนิวเดลี เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลกลางได้สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่รัฐต่างๆ เพื่อให้ระบุตัวตนและเนรเทศผู้อพยพผิดกฏหมาย รวมถึงชาวโรฮีนจา ที่เผชิญกับการกดขี่ข่มเหงในเมียนมา ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ


  
สำนักข้าหลวงใหญ่ผุ้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ได้ออกบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับชาวโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ในอินเดียประมาณ 16,500 คน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้จากการถูกข่มขู่คุกคาม การจับกุม คุมขังและเนเรเทศตามอำเภอใจ  แต่นายริจูจู กล่าวว่า อินเดียไม่สามารถห้ามยูเอ็นเอชซีอาร์จดทะเบียนชาวโรฮีนจา แต่อินเดียไม่ได้เป็นประเทศภาคีข้อตกลงว่าด้วยผู้ลี้ภัย "เท่าที่เราทราบ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ลี้ภัยผิดกฎหมาย พวกเขาไม่มีพื้นฐานที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ ใครก็ตามที่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจะต้องถูกเนรเทศ" นายริจูจู กล่าว


ทางด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานยูเอ็นเอชซีอาร์ประจำอินเดีย กล่าวเมื่อวันจันทร์ ว่า หลักการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาจะเผชิญกับภัยอันตราย ถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศดั้งเดิม และมีผลผูกพันกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ยังไม่ได้รับแจ้่งอย่างเป็นทางการจากทางการอินเดีย เกี่ยวกับแผนเนรเทศผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา และยังไม่มีรายงานว่าได้มีการเนรเทศแล้ว

คลั่งไคล้อันกูละเบื่อกันนัก ดูตัวอย่าง ความอัปรีย์กันครับ

     


     ชาวอินโดนีเซีย 17 คนที่เข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส ในเมืองรักกาทางภาคเหนือของซีเรีย ถูกส่งมอบตัวให้กับตัวแทนรัฐบาลอินโดนีเซีย และเดินทางออกจากซีเรียแล้ว


     สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่า กลุ่มชาวอินโดนีเซียทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ถูกส่งมอบตัวเมื่อวันอังคาร (8 ส.ค.) ที่ด่านข้ามเขตแดนซีเรีย-อิรัก โดยคนกลุ่มนี้ได้ร้องขอให้ส่งพวกเขากลับประเทศ นายลาลู มูฮัมหมัด อิกบัล ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองพลเมืองอินโดนีเซีย ในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มีการติดต่อประสานงานระหว่างทางการอินโดนีเซ๊ย กับหลายฝ่ายที่ควบคุมพื้นที่ต่างๆ ในซีเรีย รวมถึงกลุ่มชาวเคิร์ดซีเรียที่เกี่ยวพันกับการควบคุมตัวชาวอินโดนีเซียทั้ง 17 คน


    อิกบัลกล่าวอีกว่า เบื้องต้นทราบว่าชาวอินโดนีเซียกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงเด็กวันยรุ่นหลายคน และเด็กเล็ก 3 คน ไม่ใช่นักรบ บางคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในซีเรียอยุ่ในคุกของกลุ่มไอเอส หรือในสภาพโดดเดี่ยวอื่นๆ และหลบหนีออกจากเมืองรักกา ด้วยความช่วยเหลือของฝ่ายที่ 3 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. แต่สถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ซับซ้อนมาก ทำให้การส่งมอบตัวไม่สามารถทำได้ง่าย



    เมื่อเดือนที่แล้ว ทีมผู้สื่อข่าวของเอพีในเมืองรักกาได้พบปะกับชาวอินโดนีเซียทั้ง 17 คน และได้ทราบเรื่องราวการเดินทางของพวกเขา จากกรุงจาการ์ตาไปยังเมืองรักกาเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในเมืองรักกา ที่กลุ่มไอเอสประกาศให้เป็นเมืองหลวงของรัฐทางศาสนาในอุดมคติ คนกลุ่มนี้กล่าวถึงความฝันของพวกเขาพังทลายลง จากการที่ได้เห็นความทารุณโหดร้ายของกลุ่มไอเอส และความแตกต่างระหว่างความเป็นจริงของชีวิตภายใต้การปกครองของไอเอส กับรัฐในฝันของชาวมุสลิมที่ไอเอสโฆษณาชวนเชื่อ.
   

วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปิดล้อมบ้านรวบคนร้ายหนีหมายจับ เผยคดีปล้นรถแล้วฆ่า แกะรอยกระสุนพบก่อเหตุถึง 8 คดี




        วันที่ 7 ส.ค. พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี สั่งการให้ พ.อ.หาญพล เพชรม่วง ผบ.ทพ.43 นำกำลังร่วมเข้าปิดล้อมตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย หลังจากพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบเข้ามาหลบซ่อนตัวภายในบ้านไม่มีเลขที่ ในพื้นที่ บ้านปะกาจินอ ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จึงประสาน พ.ต.อ.ฐมณ์พงศ์ เพ็ชรพิรุณ ผกก.สภ.หนองจิก พ.ต.อ.เอกชัย วิเชียร ผกก.สส.ภ.จว.ปัตตานี และผู้นำชุมชนเข้าตรวจค้นพื้นที่

        เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าว พร้อมเรียกบุคคลภายในบ้านออกมาแสดงตัว ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับ ผู้นำชุมชนจึงได้เรียกย้ำอีกครั้ง จนกระทั่งพบผู้ต้องสงสัยแสดงตัวจึงเข้าควบคุมตัว พร้อมกับเข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน พบนายมัตรุสลาน สะอุ อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายอยู่ในบ้านจึงได้ควบคุมตัว จากการตรวจค้นพบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

           จากการตรวจสอบประวัติ นายมัตรุสลาน พบว่ามีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 1 หมาย และหมาย พ.ร.ก.รวมหลายหมาย ก่อนนำตัวไปสอบสวนขยายผลที่หน่วยซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี สำหรับอาวุธปืนที่ยึดได้ ตรวจสอบพบมีทะเบียน ซึ่งเป็นของ นายจีรพงษ์ โชติอัครนิตย์ นายช่าง อบต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก ที่ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตและขโมยอาวุธปืนไป เหตุเกิดที่หน้า อบต.ท่ากำชำ หมู่ 2 บ้านปรัง ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.53

          พล.ต.ต.จตุพร เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเหตุที่คนร้ายกราดยิงบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่หมู่ 8 บ้านดอนยาง ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จนเป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 8 ราย เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนสอบสวนจากพยานหลักฐานต่างๆ จนรู้ตัวคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มปะกาจินอ ทำให้ชุดปฏิบัติการณ์ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว จนทราบว่าบางคนได้เข้ามาในพื้นที่เพื่อเตรียมก่อเหตุ ประกอบกับมีชาวบ้านได้แจ้งว่ามีบุคคลต้องสงสัยเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว จึงสั่งการให้เข้าตรวจสอบพร้อมกับเชิญผู้นำชุมชนมาร่วมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง กระทั่งผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งผู้ต้องหาก็ให้ความร่วมมือยอมมอบตัว



           พล.ต.ต.จตุพร กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าคดีคนร้ายปล้นรถกระบะอีซูซุ ดีแมกซ์ สี่ประตู สีขาว ทะเบียน ขค 7214 สงขลา และจับตัว นายสาแม มีนา อายุ 62 ปี เจ้าของรถเป็นตัวประกัน ก่อนจะนำรถไปก่อเหตุยิงถล่มฐานปฏิบัติการณ์ ร้อย ร.2533 และยิงบ้านเรือนประชาชน 3 หลังได้รับความเสียหาย ที่หมู่ 2 บ้านท่าด่าน ต.ดอนรัก ก่อนจะหลบหนีไป แต่รถเกิดเสียหลักตกในคลองชนประทาน คนร้ายจึงได้ยิง นายสาแม เสียชีวิตทิ้งศพในรถเพื่อปิดปาก เหตุเกิดเมื่อวันที่เหตุเกิดเมื่อค่ำของวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ชุดสืบสวนสอบสวนคดีความมั่นคง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบปลอกกระสุนปืนสงคราม จำนวน 27 ปลอก ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ พบว่า 26 ปลอก ใช้ยิงมาจากอาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 8 คดี คือ 
  • 1.เมื่อวันที่ 1 มี.ค.57 ยิง นายชาญวิทย์ กาซอ ผู้ใหญ่บ้านบ้านกูแบปาเส อ.ยะรัง เสียชีวิต 
  • 2. ยิงฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.2214 เมื่อวันที่ 12 มี.ค.57
  • 3.ยิงเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ปัตตานี ขณะเดินทางกลับจากอารักขาประชาชน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ม.ค.58 
  • 4.ยิงจุดตรวจทางเข้าฐานปฏิบัติการทหารพราน ร้อย.ทพ.2212 เมื่อวันที่ 28 พ.ค.58 
  • 5.ยิง นายดุ่น พันธ์ช่วง ได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 26 ก.ย.58 
  • 6.ยิง นายซุ้ยบี้ ชูช่วยคำ และ นางนวลศรี ณ ตะกั่วป่า สองสามีภรรยาเสียชีวิต เมื่อวันที่ 8 ต.ค.58 
  • 7.ยิง นายทิพย์นัยต์ ดิสโร เสียชีวิต เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.58 และ 
  • 8.ยิง นายดอเล๊าะ มะตาเห เสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 พ.ย.59

          ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง 8 คดีที่เกิดขึ้น จากการวิเคราะห์เชื่อว่า คนร้ายได้มีการเลือกเป้าหมายอ่อนแอ โดยเป็นกลุ่มประชาชนทั้งไทยพุทธและอิสลาม เพื่อสร้างความหวาดกลัววิตกกังวลและหวาดระแวงขึ้นทั้ง 2 ศาสนา ถือเป็นกลยุทธที่กลุ่มก่อความไม่สงบใช้มาโดยตลอดเพื่อต้องการสร้างความแตกแยก 

          แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทางเจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ทั้งตำรวจและทหารได้มีการระดมกำลังเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องสร้างความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นกับ ประชาชน เพื่อสร้างสันติสุขต่อไป

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผกร.เตรียมโยนผิด..มาเลย์หนุนไฟใต้ ด้วยการปักธงชาติมาเลย์ ช่วงเดือนสิงหาคม



ผกร.เตรียมโยนผิด..มาเลย์หนุนไฟใต้ ด้วยการปักธงชาติมาเลย์ ช่วงเดือนสิงหาคม

โดย : RUSLAN


           สถานการณ์ความไม่สงบ ณ ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดเหตุการณ์รายวันได้สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพสินของประชาชน โดยการก่อเหตุของกลุ่มผกร.พยายามสร้างความแตกแยกในลักษณะยั่วยุสร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง เพื่อต้องการให้เกิดความแตกแยกในเรื่องของผู้นับถือศาสนายังคงเป็นความพยายามหลักและดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อหวังผลนำไปสู่สงครามประชาชน เช่นเดียวกับการสร้างจุดเด่นของกลุ่มแนวร่วมที่ได้นำวันสำคัญของชาติมาเลยมาเป็นบทบาทหลักที่จะสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนในพื้นที่ จชต. โดยการโยนความคิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ


           สำหรับวันที่ 1 – 15 สิงหาคมของทุกปีจะมีวันเชิงสัญลักษณ์ของ ผกร.อยู่หลายวันด้วยกัน ซึ่งอาจจะมีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงก่อกวน และสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวผู้ก่อการร้ายระดับแกนนำ ได้สั่งการให้สมาชิกรวมกำลัง ขนย้ายอาวุธ เข้าไปในพื้นที่อิทธิพล คาดว่า จะมีความพยายามก่อเหตุสร้างสถานการณ์ด้วยการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องเขตพื้นที่เมือง ย่านเศรษฐกิจที่มีคนพลุกพล่าน,ทำลายระบบสาธารณูปโภค,ก่อเหตุก่อกวนทำลายกล้องCCTV ลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐ และเป้าหมายอ่อนแอ ทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม ซึ่งหากย้อนดูสถิติการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงของปีที่ผ่านๆ มา จากการเก็บรวบรวมข้อมูล แกนนำ ผกร.มีการสั่งการให้สมาชิกในพื้นที่ทำการก่อเหตุ และก่อกวนเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงความมีตัวตน ต้องการใช้ความรุนแรงไม่ยอมรับแนวทางสันติสุขที่รัฐกำลังเดินหน้าพูดคุยกับกลุ่มคิดต่างโดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยหาแนวทางหยุดปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จชต.


           การก่อเหตุครั้งแล้วครั้งเล่าของกลุ่มผกร. เป็นการกระทำที่ไร้อุดมการณ์ มุ่งกระทำต่อพลเรือน ไม่รู้อะไรถูกอะไรผิด ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนแฝงตัวอยู่ในเงามืด ทำการลอบกัดทีเผลอ อาศัยเครื่องแต่งกายผู้หญิงอำพรางปิดบังใบหน้า แล้วโยนความความผิดให้คนไปทั่ว ไม่มีจุดหมายไร้อุดมการณ์ในการก่อเหตุ เพียงแต่มีความคิดผิดๆ เพื่อที่จะพลังให้กับกลุ่มโดยการนำวันเชิงสัญลักษณ์มาเป็นเครื่องมือให้คนในพื้นที่เกิดความเสียหายเพียงแต่ผลประโยชน์ของกลุ่มแนวร่วมเป็นหลัก แล้วประชาชนยังสมควรจะยกย่องอยู่อีกหรือ!!...

           หากในวันที่ 1 – 15 สิงหาคมได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ นั่นคือความชั่วร้ายที่กลุ่ม ผกร. ได้ยัดเยียดให้กับพี่น้องประชาชน โดยไม่เคยสนใจใยดีต่อความเดือดร้อนของพี่น้องในพื้นที่ ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา นิยมใช้แต่ความรุนแรงปฏิเสธแนวทางสันติวิธี มุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความแตกแยก ความหวาดระแวงต่อกันเป็นวงกว้าง 

          แล้วเรายังจะคิดช่วยเหลือกลุ่ม ผกร.ด้วยการ
  • ให้ที่พักพิง 
  • ให้ที่ซ่อนตัวปิดบังความชั่วอยู่เช่นนี้อีกนานเท่าไหร่...
  • แล้วใครคือผู้เดือดร้อนตัวจริง!! 
  • ตัวเราและพี่น้องของเรามิใช่หรือ!! ที่ต้องรับผลกรรมกับการกระทำของกลุ่ม ผกร.ที่หวังผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักแล้วโยนความผิดให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่ ให้เกิดความเดือดร้อน...









------------------------

ผลพิสูจน์หลักฐาน เหตุปล้นรถยนต์นายสาแม มีนา ก่อเหตุยิงฐานทหาร ฆ่าเจ้าของรถเสียชีวิต เชื่อมโยงคดีสำคัญ 8 คดี เสียชีวิต 4 ราย





             กรณีมีคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย ร.2533 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 และบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ใกล้เคียงกับฐานปฏิบัติการ เหตุเกิดบริเวณพื้นที่ หมู่ 2 บ้านท่าด่าน ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 19.45 นาฬิกา นั้น


            จากการตรวจสอบ คนร้ายขับรถยนต์กระบะเป็นพาหนะ โดยขับผ่าน หน้าฐานหมวดปืนเล็กที่ 2 ร้อย.ร.2533 หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 จากนั้นคนร้ายขว้างระเบิดแสวงเครื่อง และใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่จำนวนหลายนัด จึงเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และคาดว่าคนร้ายได้รับบาดเจ็บ หลังก่อเหตุคนร้ายขับรถหลบหนี ผ่านบ้านเรือนราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้เคียง พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่ บ้านเลขที่ 13 ซึ่งเป็นบ้านของ นางมณฑี พรหมสะอาด กระสุนปืนถูกผนังบ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย, บ้านเลขที่ 53/3 ซึ่งเป็นบ้านของ นายประจักษ์ นิมมานรัตน์ กระสุนปืนถูกผนังบ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย และ บ้านเลขที่ 53/4 ซึ่งเป็นบ้านของ นางจิต ธนูสังข์ กระสุนปืนถูกกระจกรถยนต์กระบะที่จอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน ได้รับความเสียหาย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ


            ต่อมาเมื่อเวลา 21.30 นาฬิกา จนกระทั่งคนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุดังกล่าว ภายในรถพบศพ นายสาแม มีนา สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด บริเวณศีรษะ ซึ่งการสังหารดังกล่าวเป็นการกระทำของคนร้าย เพื่อเป็นการทำลายพยานหลักฐาน เพราะตัวประกันได้เห็นหน้าคนร้าย


          ผลการพิสูจน์หลักฐาน ศพฐ.10 รายงานผลการเชื่อมโยงจากผลการตรวจปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ ปล้นรถยนต์เลขทะเบียน ขค 7214 สงขลา มี นายสาแม มีนา (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ขับ และนำรถไปยิงฐาน มว.ปล.ที่ 2 ร.2533 พื้นที่ ม.2 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จว.ป.น. รายการของกลางที่ส่งตรวจพิสูจน์ จำนวน 2 จุด

  • จุดแรก สถานที่เกิดเหตุ ฐาน มว.ปล.ที่ 2 ร้อย.ร.2533 ม.2 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก. ตรวจพบได้ว่า ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 27 ปลอก ผลตรวจพิสูจน์เบื้องต้นพบว่า จำนวน 26 ปลอก ใช้ยิงมาจาก ปลย.M.16
    •  กระบอกที่ 1 และยังตรวจไม่พบประวัติในสารบบของ ศพฐ.10 และอีกจำนวน 1 ปลอก ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ทราบได้ เนื่องจากตำหนิพิเศษมีน้อยและไม่ชัดเจน และ เศษรองลูกกระสุนปืน (ทองแดง) เสียสภาพ ยืนยันชนิดขนาดไม่ได้ จำนวน 2 ชิ้น และเศษตะกั่วลูกกระสุนปืน เสียสภาพมาก ยืนยันชนิด/ขนาดไม่ได้ จำนวน 1 ชิ้น
  • จุดที่สอง สถานที่เกิดเหตุ คลองชลประทาน ม.7 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จว.ป.น. ตรวจพบได้ว่า ปลอกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 14 ปลอก ใช้ยิงมาจาก ปลย.M.16 – 
    • กระบอกที่ 2 และตรวจพบว่าใช้ยิงจากปืนที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของ ศพฐ.10 จำนวน 8 คดี ดังนี้
      • เมื่อ 1 มี.ค.57 ยิง นายชาญวิทย์ กาซอ (ผญบ. บ.กูแบปาเส ม.4 ต.วัด อ.ยะรัง จว.ป.น.) พร้อมพวก 3 คน (ไม่ได้รับบาดเจ็บ) เหตุเกิดพื้นที่สวนยางระหว่าง บ.วัด ม.1 กับ บ.กูแบปาเส ม.4 ต.วัด อ.ยะรัง
      • เมื่อ 12 มี.ค.57 ยิงฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.2214 (ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ) เหตุเกิดพื้นที่ บ.พงสะตา ม.5 ต.ยะรัง อ.ยะรัง
      • เมื่อ 5 ม.ค.58 ยิง จนท.ทหาร ขณะกลับจากประชุมที่ ฉก.ปัตตานี ซึ่งมี ร.อ.พิสิษฐ์ วราภัสร์ธีรพร พร้อมพวก (ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ) เหตุเกิดพื้นที่ถนนสาย 410 (ปัตตานี-ยะลา) บ.แนปาแด ม.3 ต./อ.ยะรัง
      • เมื่อ 28 พ.ค.58 ยิงจุดตรวจทางเข้าฐานปฏิบัติการทหารพราน ร้อย.ทพ.2212 เหตุเกิดพื้นที่ถนนสาย 410 บ.บาซากะจิ ม.2 ต.กระโด อ.ยะรัง
      • เมื่อ 26 ก.ย.58 ยิง นายดุ่น พันธ์ช่วง (บาดเจ็บ) และ นายเอกพล จันทร์สุวรรณ (ไม่ได้รับบาดเจ็บ) เหตุเกิด บนถนนสาย 43 พื้นที่ บ.ดอนยาง ม.4 ต.บางเขา อ.หนองจิก
      • เมื่อ 8 ต.ค.๕๘ ยิง นายซุ้ยบี้ ชูช่วยคำ และ นางนวลศรี ณ ตะกั่วป่า (เสียชีวิตทั้งสองคน) เหตุเกิดบนถนนสายบ้านยาบี-บ่อทอง พื้นที่ บ.รูแตบองอ ม.๖ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก
      • เมื่อ 19 ธ.ค.58 ยิง นายทิพย์นัยต์ ดิสโร เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสาย 418 ระหว่างกิโลเมตรที่ 4-5 ฝั่งขาเข้าตัวเมืองปัตตานี พื้นที่ บ.ปะกาฮารัง ม.7 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง
      • เมื่อ 24 พ.ย.59 ยิง นายดอเล๊าะ มะตาเห เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณ หน้าโรงเรียนบ้านควนหรัน ม.2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จว.ส.ข.

           และลูกกระสุนปืน (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาด .38 (9 มม.) จำนวน 1 ลูก เศษรองลูกกระสุนปืน (ทองแดง) เสียสภาพ ยืนยันชนิด/ขนาดไม่ได้ จำนวน 2 ชิ้น และเศษตะกั่วลูกกระสุนปืน เสียสภาพมาก ยืนยันชนิด/ขนาดไม่ได้ จำนวน 1 ชิ้น อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์

           ซึ่งจากผลการพิสูจน์หลักฐานของ ศพฐ.10 บ่งชี้ได้ว่าคนร้ายที่ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์น่าจะเป็น กลุ่ม ผกร. โดยทำการเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอกับกลุ่มคนไทยพุทธ-มุสลิมในพื้นที่ เพื่อสร้างความหวาดกลัว ความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นระหว่างคนสองศาสนา เป็นกลยุทธ์ที่ ผกร.ใช้มาโดยตลอดเพื่อสร้างความขัดแย้งทำลายสังคมพหุวัฒนธรรมการอยู่ร่วมอย่างสันติสุข.

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้