วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คนร้าย ยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา



คนร้าย ยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา

          วันที่ 18 พ.ย. 61 เวลา 07.40 น. สภ.บันนังสตา รับแจ้งเหตุมีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายมะนะตือกี เจ๊ะหม๊ะ อายุ 42 ปี ที่อยู่ 54 ม. 4 ต.ธารโต อ.ธารโต จว.ยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบ


เหตุเกิดบริเวณ ร้านน้ำชา บ.กลาบอ ม.6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ยะลา

ปัญหา "นักเรียนผี" และการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบตามอัตราค่าครองชีพขั้นต่ำตามวุฒิปริญญาตรีของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้



            ยังคงมีประเด็นต่อเนื่องจากปัญหา "นักเรียนผี" และการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบตามอัตราค่าครองชีพขั้นต่ำตามวุฒิปริญญาตรีของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่มองว่าเป็นการ "หักหัวคิวเงินเดือนครู" เพราะโรงเรียนบางแห่งมีการยึดบัตรเอทีเอ็มของครูเอาไว้ และจ่ายเงินเดือนไม่ครบตามอัตราที่ควรจะได้รับ


          ปัญหานี้ "ทีมข่าวอิศรา" เกาะติดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสั่งให้มีการตรวจสอบโดย พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 มีการนำกำลังเข้าตรวจสอบโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง และพบบัตรเอทีเอ็มของครูจำนวนมาก ทำให้ต่อมา นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด หรือ "สช.จังหวัด" ในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เข้าไปตรวจสอบการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบ 15,000 บาท โดยย้ำว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

         ล่าสุด "ทีมข่าวอิศรา" ยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้ทบทวนบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย กระทั่งมีข่าวลือในพื้นที่ว่า กระทรวงศึกษาฯ เตรียมยุบ สช.จังหวัดและอำเภอ ซึ่งมีเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล เท่านั้น ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไม่มีสำนักงาน สช.จังหวัด มีแต่ศึกษาธิการจังหวัด

         จากนโยบายนี้ กระทรวงศึกษาฯได้มีหนังสือสั่งการให้ตั้งคณะทำงานทบทวนบทบาทอำนาจหน้าที่ของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้สามารถส่งเสริมนักเรียนซึ่งรับการศึกษาในโรงเรียนเอกชนได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

        ประเด็นที่กระทรวงศึกษาฯสั่งการให้คณะทำงานไปพิจารณา คือ
  • 1.รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ สช.จังหวัด ว่าได้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเอกชนอย่างไร และเรื่องใดบ้าง
  • 2.ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบของการมี สช.จังหวัด และอำเภอในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 
  • 3.ปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณ เงินอุดหนุนรายบุคคล อุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี เงินอุดหนุนด้านกายภาพ และการจ่ายเงินเดือนครูของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • 4.การปฏิบัติงานด้านวิชาการของ สช.จังหวัด มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่โดยตรงเพื่อสนับสนุนงานด้านวิชาการให้แก่โรงเรียนเอกชนในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร และ 
  • 5.สช.จังหวัดและอำเภอในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความมั่นคงและดูแลคุณภาพการจัดการศึกษาเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร

            หนังสือสั่งการของกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาฯ ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากองค์กรตรวจสอบองค์กรหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เพราะพบปัญหา "นักเรียนผี" และการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบตามอัตราที่รัฐกำหนด ซึ่งบางกรณีโยงไปถึงปัญหาความมั่นคง และยังมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบอุดหนุนนมโรงเรียน ตลอดจนค่าอาหารกลางวันเด็กด้วย

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อย่า!!!ให้คนร้าย คนชั่ว ลอยนวลไปก่อเหตุซ้ำ


--------------------------------------------------------
อย่า!!!ให้คนร้าย คนชั่ว ลอยนวลไปก่อเหตุซ้ำ
--------------------------------------------------------

              เมื่อ 15 พ.ย.2561 เวลาประมาณ 12.00 น. คนร้าย ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายอิบรอฮิม มูเซะ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 178 ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณบ้านพักเลขที่ 178 บ้านตาเนาะปูเต๊ะ ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตาฯ ในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 ปลอก และชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนตะกั่วสีทองแดง 1 หัว 

             จากการสอบสวนชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบชื่อคนร้ายคือ นายอิวรอม สตัม หรือเปาะเต๊ะ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งได้หลบหนีไป 

          ทั้งนี้ ในหลักการอิสลาม พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ว่าบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฆ่าผู้ศรัทธาโดยเจตนานั้น คือ การพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล ความโกรธกริ้วและการสาปแช่งของอัลลอฮฺ ตลอดจนการลงโทษที่เจ็บแสบสาหัสซึ่งพระองค์ทรงเตรียมไว้ อัลลอฮฺตรัสไว้ความว่า “และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อันนิสาอ์: 93)

การใช้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา จชต.




                กรณีเพจ: สำนักสื่อ Wartani ได้ทำการโพสต์ข้อความ “ควบคุมตัวอาสาสมัครเครือข่ายตัดเย็บองค์กร Perwani (องค์กรผู้หญิงปาตานี)” เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 เวลา 14.00 น. โดยประมาณ เจ้าหน้าที่สามฝ่าย นำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นราธิวาส หน่วยทหารพราน ฉก.ตันหยงมัส และฝ่ายปกครอง ประมาณ 15 คันรถ ไม่ทราบจำนวนกำลังพลที่แน่นอน ได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านเลขที่ 59 ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยได้แสดงตัวขอตรวจค้นภายในบ้าน และเชิญสมาชิกที่มีอยู่ภายในบ้านขณะนั้น ออกนอกบ้านขณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจคนภายในบ้านทั้งหมด


             เพจ: สำนักสื่อ Wartani ยังได้สาธยายต่อไปอีกว่าจากการตรวจค้นไม่พบสิ่งต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์ไว้จำนวน 1 เครื่อง โดยโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของน้องชายเจ้าของบ้านที่เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเจ้าของบ้านคือ นางสาวคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ไปยัง ฉก.ตันหยงมัส เพื่อทำการซักถามข้อมูล จากนั้นได้ส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อขยายผลเพิ่มเติม ในเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเดียวกันโดยเบื้องต้น ณ ตอนนี้ นางสาวคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ยังคงถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ยังไม่ทราบชะตากรรม

            การโพสต์ดังกล่าวของเพจ: สำนักสื่อ Wartani ต้องการทำลายความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัว นางคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ซึ่งเป็นสุภาพสตรีย่อมมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก โหมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชี้นำทางความคิดให้ผู้ที่ติดตามข่าวสารคล้อยตาม

บรรยากาศเวทีเปิดเผยความจริง
           เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้จัดเวที “เปิดเผยความจริง” กรณีการเชิญตัว นางคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ไปยังศูนย์ซักถาม ขกท.สน.จชต. ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้นำศาสนา ญาติของ นางคอลีเยาะ และชาวบ้านในชุมชนเข้าร่วมรับฟังประมาณ 200 คน ณ มัสยิด บ้านบองอ ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อชี้แจงเหตุผลที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัว นางคอลีเยาะ เนื่องจากต้องสงสัยว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิง นายอาหามะ ฮะซา เสียชีวิตในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 โดยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 8 และ 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457

            ในการเปิดเวทีเริ่มต้นจาก ผู้การ ฉก.ทพ.45 ได้อธิบายให้ทราบถึงสาเหตุของการควบคุมตัว “เยาะ” ไปทำการซักถามเพราะสาเหตุมาจากโทรศัพท์ที่เยาะเอาของน้องชายที่เสียชีวิตไปแล้วมาใช้ เมื่อมีการตรวจสอบทางเทคนิคพบว่ามีความเชื่อมโยงกับแกน ผกร. จึงต้องมีการเชิญตัวเพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ 

            จากนั้น“เยาะ”ได้เล่าในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างการดำเนินการซักถาม ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดีเช่นนี้  
             
          ในเวทีเยาะได้มีคำถามกับผู้การว่าจะมีการเชิญตัวเยาะเข้าไปซักถามอีกหรือไม่? 

          ผู้การ ฉก.ทพ.45 ได้อธิบายว่าหากไม่มีหลักฐานความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องการร่วมก่อเหตุรุนแรงหรือการร่วมสนับสนุน ผกร. เพื่อก่อกวนหรือทำให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ก็ไม่จำเป็นต้องเชิญ 

             แต่ครั้งนี้ที่เชิญเพราะมีความเชื่อมโยงจากโทรศัพท์ดังกล่าวซึ่งเป็นของน้องชายเยาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแกนนำ ผกร. จึงทำให้ต้องเชิญตัวเพื่อซักถามว่าเยาะมีส่วนรู้เห็นกับ ผกร.อย่างไร? เวทีเปิดเผยความจริงที่จัดขึ้นในครั้งนี้ทำให้ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและผู้ร่วมรับฟังได้ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และได้ทราบถึงกระบวนการของ ผกร. ที่หลอกใช้คนที่รู้ไม่เท่าทันต้องคอยสนับสนุน ผกร. อย่างไม่เต็มใจ

         เยาะขอให้คนในชุมชนได้เข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และได้ทราบถึงการเชิญตัวไปซักถาม จนบัดนี้ได้กลับมาบ้านใช้ชีวิตอย่างปกติสุขแล้ว โดยผู้การขอให้ทุกคนในชุมชนได้ช่วยกันมิให้ ผกร.มาหลอกใช้หรือเบียดบังผลประโยชน์ของคนในชุมชนไปใช้สนับสนุนขบวนการ

           หน่วยงานภาครัฐได้โอกาสเปิดช่องทางให้ผู้ที่เคยกระทำความผิดหรืออาจจะหลงผิดรายงานตัวแสดงตนเพื่อเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ทุกคนย่อมเคยผิดพลาดแต่หากสำนึกยอมรับในสิ่งที่เคยทำมา ชุมชนและสังคมพร้อมที่จะให้โอกาสให้อภัยในสิ่งที่ได้กระทำมาในอดีต เพื่อให้ผู้ที่เคยกระทำความผิดเหล่านั้นกลับมาเป็นคนดีของชุมชนของสังคม สามารถกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติดำรงตนอย่างปกติสุขในครอบครัวของตน 

             กรณีบทเรียนนางคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ในครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่หลงเข้าไปอาจรู้ไม่เท่าทัน แต่เมื่อยอมรับผิดชุมชนก็พร้อมให้อภัย เพราะฉะนั้นบทบาทสำคัญยิ่งของชุมชนในการมีส่วนร่วมปกป้องจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน ไม่ให้กลุ่ม ผกร. ชักจูงหลอกใช้ตกเป็นเครื่องมือสนับสนุนการกระทำความชั่วด้วยการก่อเหตุเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนด้วยกันเองอีกต่อไป 

        ส่วนการนำเสนอข้อมูลที่ไม่รอบด้านของเพจ: สำนักสื่อ Wartaniขอให้ผู้อ่านได้ใช้ความรอบคอบในการเชื่อถือตามที่เสนอข่าวหรือไม่!!

----------------

ประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจในขบวนการอาเยาะห์


-------------------------------------------------------------------------
ประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจในขบวนการอาเยาะห์
-------------------------------------------------------------------------

โดย P ‘Ibrahim’


             “อาเยาะห์” คืออะไร?
             ....อาเยาะห์ คือการจัดองค์กรของขบวนการที่จัดตั้งขึ้นในหมู่บ้านหรือชุมชน โดยมีตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ซ้อนอำนาจรัฐของไทยในแต่ละหมู่บ้าน มีโครงสร้างการจัดอย่างครบถ้วนทั้งแกนนำ กองกำลังแนวร่วม ที่ลอบปฏิบัติด้วยวิธีการที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถควบคุมมวลชนในหมู่บ้านมิให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ อาเยาะห์จึงเป็นองค์กรที่เป็นคู่และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่เสมอมา

             อาเยาะห์ มีหน้าที่จัดการงบประมาณและทรัพยากรในหมู่บ้านควบคุมสั่งการให้กองกำลังที่อยู่ในการบังคับบัญชาคือ “RKK” หมู่บ้านละประมาณ 6 คน โดยให้การช่วยเหลือสนับสนุนขบวนการโดยสร้างมวลชนจากชาวบ้านและเยาวชนคอยควบคุมข่มขู่ชาวบ้านมิให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ

             เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมเพจ: สำนักสื่อ Wartani ได้ทำการโพสต์ข้อความ 

           “ควบคุมตัวอาสาสมัครเครือข่ายตัดเย็บองค์กร Perwani (องค์กรผู้หญิงปาตานี)” เจ้าหน้าที่สามฝ่ายสนธิกำลังเข้าปิดล้ค้นไม่พบสิ่งต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์ไว้จำนวน 1 เครื่อง โดยโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของน้องชายเจ้าของบ้านที่เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเจ้าของบ้านไปยัง ฉก.ตันหยงมัส เพื่อทำการซักถามข้อมูล จากนั้นได้ส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อขยายอมบ้านเลขที่ 59 ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยได้แสดงตัวขอตรวจค้นภายในบ้าน จากการตรวจผลเพิ่มเติมโดยยังไม่ทราบชะตากรรม


           การทำการโพสต์ดังกล่าวของเพจ: สำนักสื่อ Wartani ต้องการทำลายความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวเจ้าของบ้านซึ่งเป็นสุภาพสตรีย่อมมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก ซึ่งสิ่งที่สื่อแนวร่วมทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต้องการวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างในบางครั้งเกินเลยจนขาดข้อเท็จจริง

           จากการติดตามข่าวสารในประเด็นดังกล่าวที่ไปที่มาในการควบคุมตัวผู้หญิงเจ้าของบ้าน (ขอสงวนชื่อจริง) เรียกว่า “เมาะ” ก็แล้วกันเพื่อความเข้าใจ ต้นสายปลายเหตุเป็นมาอย่างไร และเจ้าหน้าที่รังแกหรือบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตรีด้วยแล้วหากเป็นความจริงเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้

           จนในที่สุดสิ่งที่ผู้เขียนอยากรู้ก็ปรากฏ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้จัดเวที “เปิดเผยความจริง” เพื่อนำความจริงมาเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ญาติของผู้ต้องสงสัย และชาวบ้านในชุมชนเข้าร่วมรับฟัง ณ มัสยิด บ้านบองอ ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส กรณีการเชิญตัวเมาะมีการนำตัวไปยัง ศูนย์ซักถาม ขกท.สน.จชต. ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานีจริง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561

           ในการเปิดเวทีเริ่มต้นจาก ผู้การ ฉก.ทพ.45 ได้อธิบายให้ทราบถึงสาเหตุของการควบคุมตัวเมาะ ไปทำการซักถามเพราะสาเหตุมาจาก โทรศัพท์ที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ภายในบ้านพักซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นของน้องชายที่เสียชีวิตไปแล้วมาใช้ มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิง นายอาหามะ ฮะซา เสียชีวิตในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 จึงอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 8 และ 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เชิญตัวเพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่

               เมาะได้เล่าในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างการดำเนินการซักถาม ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่เช่นนี้ 

          จากข้อมูลเชิงลึก เมาะให้การยอมรับว่าเมื่อประมาณปี 2546 ตนเองได้ทำการสาบานตนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร. โดยถูกจัดให้อยู่ฝ่ายสตรี (อีบู) มีหน้าที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม ผกร. คอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐแล้วรายงานไปยังแกนนำในพื้นที่ อีกทั้งคอยชักจูงสตรีภายในหมู่บ้านให้เข้ามาร่วมกลุ่ม “อีบู” มีการระดมเงินสนับสนุนกลุ่ม ผกร. ในพื้นที่


             สิ่งที่ประชาชนได้รับจากการออกมาเปิดเผยความจริง ประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจในขบวนการอาเยาะห์ได้ทราบถึงข้อเท็จจริง และได้ทราบถึงกระบวนการของ ผกร. ที่หลอกใช้คนที่รู้ไม่เท่าทันต้องคอยสนับสนุน ผกร. อย่างไม่เต็มใจ 

            กลุ่มขบวนการสร้างมวลชนจากชาวบ้านเยาวชน โดยจะเน้นเลือกคนที่มีนิสัยเงียบๆ ไม่ชอบยุ่งกับใคร เป็นคนรักครอบครัว เคร่งศาสนา เรียนจบชั้น 10 หรือชั้นซานาวีจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือเป็นครูสอนโรงเรียนตาดีกา เมาะคือเป้าหมายคนหนึ่งที่เคยเป็นแนวร่วมทำหน้าที่สอดส่องความเคลื่อนไหวเจ้าหน้าที่รัฐ และระดมเงินทุนสนับสนุน ผกร. ส่วนอาร์เคเคจะคัดกรองจากเยาวชนที่เห็นด้วยกับการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการในแนวทางญิฮาด (การต่อสู้ในแนวทางของพระเจ้า) และคอยควบคุมข่มขู่ชาวบ้านมิให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสงบสุข โดยมีเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย


---------------------------------

ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 3 จชต. เพิ่มอีก 3 เดือน



---------------------------------------------------
ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 3 จชต. เพิ่มอีก 3 เดือน
---------------------------------------------------

              เพราะความไม่สงบ คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเห็นชอบขยายพรก.ฉุกเฉิน3 จ.ใต้ อีก 3 เดือน ปรับลด อ.สุคีริน ออกจากพื้นที่ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

                  วันที่ 16 พ.ย.61 พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4/2561 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ความรุนแรงในพื้นที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่ทุกอำเภอในพื้นที่ 3 จังหวัดใช้แดนภาคใต้ยกเว้นอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2561 และสิ้นสุดในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 54

          นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภายอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เสนอขอปรับลดพื้นที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อนำมาตรการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาบังคับใช้แทน ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก กอ.รมน. ได้ประเมินตามตัวชี้วัดของแผนการและขั้นตอนการปรับลดพื้นที่แล้วพบว่าพื้นที่อำเภอสุคิรินจังหวัดนราธิวาส ผ่านเกณฑ์ตามตัวชี้วัดการประเมิน

พวกหนักแผ่นดินป่วนอีกแล้ว!!

-------------------------------------------
พวกหนักแผ่นดินป่วนอีกแล้ว!!

-------------------------------------------



               เมื่อ 17 พ.ย. 61, 1915 คนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงรบกวน ฐาน ชคต.คอลอตันหยง บ.บาโงสากอ ม.2 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ยิง M-79 เข้าฐาน ชคต.ของร้อย ทพ. 4316 ยังไม่มีรายงานความสูญเสียหรือบาดเจ็บ ยิงจากบนสะพานสาย 418



            จากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นการยิงเอ็ม 79 ใส่ฐาน ชคต.จำนวน 1 นัด แล้วยิงกดด้วยปืนยาวอีกประมาณ 10 นัด จากการสอบถามเวรยาม แจ้งว่าคนร้ายใช้รถกระบะจำนวน 1 คัน รถ จยย.1 คัน เมื่อยิงเสร็จได้หลบหนีไปทางบ้านบ่อโอน บ้านต้นโตนด
ในภาพอาจจะมี สถานที่กลางแจ้ง

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม