วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

‪‎หยุดดรามา คุณโน๊ต อุดม ได้แล้วนะ สมาพันธุ์จันไร‬ ‎NGOs โจรใต้‬ ‎นักศึกษาโจร‬ ไม่ได้แม้ขี้ตีน โน๊ต







สวัสดีค่ะทุกท่าน

         หลังจากที่เงียบมาหลายวัน ได้ยินข่าวมาหลายครั้งถึงกรณีคลิปวีดีโอเดี่ยว 11 ที่ตัดต่อมา กรณีพี่โน้ตพูดถึงจังหวัดยะลา และมีกระแสพาดพิงออกมา ในฐานะที่เป็นน้องสาวพี่โน้ตคนหนึ่ง ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากอยากบอกเล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งที่มาใช้ชีวิตอยู่กับลูกเหรียง 2 ปีที่ผ่านมา

        พี่โน้ตมาที่ลูกเหรียงยะลาหลายครั้ง และมาอยู่ครั้งละหลายๆวัน ครั้งที่นานที่สุดคือครั้งที่พี่โน้ตกับน้องๆและพี่ๆหลายคนมาช่วยกันสร้างห้องน้ำให้ที่บ้านลูกเหรียง ใช้เวลาสร้าง 15 วัน กว่าจะเสร็จใช้งานได้ ท่ามกลางฝนตกหนัก แดดจ้าในบางวัน พี่โน๊ตเป็นแค่คนธรรมดาทั่วไปที่มาใช้ชีวิตที่นี่ เข้าครัวทำอาหารกินกับน้อง ๆ ไปจ่ายตลาด และปั่นจักรยานเล่นกับเด็กๆในซอยใกล้ๆบ้าน และอาจจะมีมื้อพิเศษที่ไปกินข้าวร้านข้างนอกบ้าง (ซึ่งดิฉันยืนยันว่าไม่เคยมีการปิดร้านสักครั้งที่ไปกิน และอาจจะด้วยจำนวนของคนไปกินหลายคน ก็อาจจะทำให้ดูแน่นร้าน หรืออาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในบางครั้ง) และเวลาไปที่ร้านไหนเป็นธรรมดาที่มีเจ้าของร้านขอให้พี่โน๊ตได้เซ็นข้อความไว้ที่ร้าน ซึ่งบรรยากาศก็น่ารักมาก

       ทุกครั้งที่มายะลา พี่โน้ตจะต้องจัดวันลงไปเยี่ยมน้องๆในโครงการเด็กทุน ลูกเหรียง ที่ทางพี่โน้ต และพี่ๆหลักสูตร ABC อุปถัมป์อยู่หลายสิบคน ในจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส เรานั่งเบียดรถเก๋งและรถกระบะกระเตงๆกันไปตามพื้นที่ต่าง ๆ อึดอัดหน่อย แต่เราก็มีความสุขดี หลายบ้านที่พี่โน้ตไปเห็นความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของน้องๆ แล้วช่วยเหลือทันที เป็นเงินให้ครอบครัวเด็ก ๆ และส่งเงินตามมาเพื่อซ่อมแซมบ้านหลายหลัง เพื่อให้น้องๆมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในกรณีที่มีเด็กสูญเสียจากเหตุการณ์รายใหม่ๆ ที่ทางลูกเหรียงลงไปแล้วเรารู้สึกว่าควรช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พี่โน้ตจะเป็นคนแรกทุกครั้งที่ยื่นมือมา บอกพี่ช่วยเอง พี่โน้ตจึงมีลูกสาว ลูกชายรับอุปถัมภ์ไว้ที่นี่ และรับไปเรียนที่กรุงเทพหลายคน นี่เป็นเรื่องที่ผู้ชายคนนี้ทำมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เขาไม่เคยพูด ไม่เคยอยากเล่าออกสื่อแค่นั้นเอง

         ถามว่าทำไมที่ผ่านมาไม่เห็นสื่อ หรือดิฉันพูดอะไรถึงการมาของพี่โน้ตเลย มีแต่คนได้ข่าว และพบเห็นพี่โน้ตบ้างตาม 7-11 เวลาพี่โน้ตพาเด็กๆไปซื้อของ หรือเวลาไปปั่นจักรยานเล่น ดิฉันต้องเรียนตรงนี้เลยว่า แค่มีคนตั้งใจลงมาช่วยเหลือเด็ก ๆและใช้ชีวิตกับพวกเราที่นี่ครั้งละหลาย ๆ วัน ก็เป็นเรื่องที่ดิฉันนับถือในหัวใจของเขามากแล้ว และเคารพในความเป็นส่วนตัวของพี่โน้ต

        ตั้งแต่ครั้งแรกที่พี่โน้ตมายะลา พี่โน้ตบอกว่าพี่อยากมาเยี่ยมเด็ก ๆเท่านั้น อยากมาเงียบ ๆ ดิฉันถามว่าต้องใช้รถคุ้มกันไหมตอนไปรับพี่ และพี่จะนอนโรงแรมที่ปัตตานีไหม ดิฉันจะได้จัดการเรื่องรับส่ง แต่พี่โน้ตบอกว่า พี่นอนที่ลูกเหรียงได้ไหม ดิฉันบอกว่ามันเล็ก น่าจะไม่สะดวกสบาย เรามีแต่ฟูก หมอน เก่าๆไม่มีผ้าเช็ดตัวให้พี่ แต่พี่โน้ตบอกว่าไม่เป็นไรพี่อยู่ได้

       ต้องยอมรับว่าในครั้งแรกที่พี่โน้ตมายะลา ดิฉันค่อนข้างกังวลมาก เป็นห่วงความปลอดภัยของพี่โน๊ต จึงติดต่อแคท ซึ่งเป็นน้องทหารที่ช่วยเหลืองานจิตอาสาด้วยกันหลายครั้ง แคทมีรถตู้ จึงขอให้มาขับรถตู้รับพี่โน้ตจากสนามบิน ดิฉันเข้าใจว่าคนที่มายะลาครั้งแรก รู้สึกอย่างไร ย่อมมีความกังวลใจอยู่ลึกๆ เพราะพึ่งผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นไม่นาน แต่บรรยากาศก็สนุกสนาน เพราะโชเฟอร์อารมณ์ขันของเราคนนี้ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี สร้างความประทับใจต่อการมายะลาครั้งนี้เป็นอย่างมาก

        ดิฉันแค่ขอเป็นส่วนหนึ่งที่อยากบอกเล่าเรื่องราวของที่นี่ให้คนข้างนอกได้รับรู้บ้าง ว่าผู้ชายคนนี้ทำอะไรมากมายที่ดิฉันอาจจะเล่าได้ไม่หมด เพื่อช่วยเหลือเด็กที่นี่ ในหลายเวทีที่กรุงเทพ พี่โน้ตมักจะบอกเล่าให้คนอื่นๆฟังเรื่องอาหารอร่อยของยะลา ร้านขนมไทยที่เขาติดใจ ร้านอาหารใต้ที่เขามาทุกครั้งต้องไปกิน รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สันติ2 อำเภอบันนังสตา ว่ามันอเมซิ่งยะลาขนาดไหน ซึ่งพี่โน๊ตกับน้องๆลูกเหรียงได้ไปนอนที่ 1 คืน พี่โน๊ตประทับใจมาก เพราะแม้แต่ดิฉันเอง ดิฉันก็ไม่เคยไปสัมผัสที่นั่น การบอกเล่าถึงความประทับใจที่นี่ให้คนข้างนอกได้รับรู้ ทำให้หลายคนอยากมา รวมทั้งรายการต่าง ๆที่อยากมาถ่ายทำที่นี่ นั่นเป็นสิ่งที่พี่โน๊ตทำมาตลอด

       ดิฉันขอโทษถ้าการสื่อสารทำให้เข้าใจผิดกัน และขอบคุณทุกๆท่านที่กรุณาอ่านข้อความของดิฉัน เพื่อจะได้รับรู้อีกมุมหนึ่งของคนที่ยังไม่เข้าใจ ดิฉันไม่มีสื่ออะไรที่จะบอกเล่า จึงขอเล่าอนุญาตใช้พื้นที่นี้ในการสื่อสาร ขอบคุณมากๆค่ะ

วรรณกนก เปาะอิแตดาโอะ

“กลุ่มลูกเหรียง” บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ของชายชื่อ “โน้ส อุดม” หลังดรามาเดี่ยว 11

โดย MGR Online
29 พฤศจิกายน 2558 16:15 น. (แก้ไขล่าสุด 29 พฤศจิกายน 2558 16:28 น.)
“กลุ่มลูกเหรียง” บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ของชายชื่อ “โน้ส อุดม” หลังดรามาเดี่ยว 11
         
       ยะลา - ผู้ดูแล “กลุ่มลูกเหรียง” ออกชี้แจงถึงเรื่องราวดีๆ ที่ โน้ส อุดม ทำมาตลอดโดยที่ไม่ต้องการเปิดเผย หลังมีกรณีดรามาการท่องเที่ยวยะลาในโชว์เดี่ยว 11 
     
       วันนี้ (29 พ.ย.) หลังจากที่มีกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โน้ส อุดม แต้พานิช ถึงการโชว์เดี่ยว 11 ครั้งที่ผ่านมา โดยมีการพูดถึงประสบการณ์ชีวิตที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดยะลาปนความสนุกเรียกเสียงฮาจากผู้ชม แต่กระแสคนยะลาบางส่วนกลับไม่ชื่นชม และเห็นว่าเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้บุคคลภายนอก ไม่กล้ามาเที่ยว จ.ยะลา
     
       ล่าสุด น.ส.วรรณกนก เปาะอีแตดาโอะ หรือคุณชมพู่ ผู้ดูแลกลุ่มลูกเหรียง และเป็นกลุ่มที่โน้ต อุดม ได้ลงมาอาศัยอยู่ด้วย และดูแลเด็กเยาวชนในกลุ่มในช่วงที่เดินทางมายังจังหวัดยะลา โดย คุณชมพู่ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊ก กลุ่มลูกเหรียง มีข้อความชี้แจงว่า
        
“กลุ่มลูกเหรียง” บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ของชายชื่อ “โน้ส อุดม” หลังดรามาเดี่ยว 11
        “สวัสดีค่ะทุกท่าน
     
       หลังจากที่เงียบมาหลายวัน ได้ยินข่าวมาหลายครั้งถึงกรณีคลิปวิดีโอเดี่ยว 11 ที่ตัดต่อมา กรณีพี่โน้ต พูดถึงจังหวัดยะลา และมีกระแสพาดพิงออกมา ในฐานะที่เป็นน้องสาวพี่โน้ตคนหนึ่ง ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากอยากบอกเล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งที่มาใช้ชีวิตอยู่กับลูกเหรียง 2 ปีที่ผ่านมา
     
       พี่โน้ต มาที่ลูกเหรียงยะลาหลายครั้ง และมาอยู่ครั้งละหลายๆ วัน ครั้งที่นานที่สุดคือ ครั้งที่พี่โน้ตกับน้องๆ และพี่ๆ หลายคนมาช่วยกันสร้างห้องน้ำให้ที่บ้านลูกเหรียง ใช้เวลาสร้าง 15 วัน กว่าจะเสร็จใช้งานได้ ท่ามกลางฝนตกหนัก แดดจ้าในบางวัน พี่โน๊ตเป็นแค่คนธรรมดาทั่วไปที่มาใช้ชีวิตที่นี่ เข้าครัวทำอาหารกินกับน้องๆ ไปจ่ายตลาด และปั่นจักรยานเล่นกับเด็กๆ ในซอยใกล้ๆ บ้าน และอาจจะมีมื้อพิเศษที่ไปกินข้าวร้านข้างนอกบ้าง (ซึ่งดิฉันยืนยันว่าไม่เคยมีการปิดร้านสักครั้งที่ไปกิน และอาจจะด้วยจำนวนของคนไปกินหลายคน ก็อาจจะทำให้ดูแน่นร้าน หรืออาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในบางครั้ง) และเวลาไปที่ร้านไหนเป็นธรรมดาที่มีเจ้าของร้านขอให้พี่โน๊ตได้เซ็นข้อความไว้ที่ร้าน ซึ่งบรรยากาศก็น่ารักมาก
        
“กลุ่มลูกเหรียง” บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ของชายชื่อ “โน้ส อุดม” หลังดรามาเดี่ยว 11
         
       ทุกครั้งที่มายะลา พี่โน้ต จะต้องจัดวันลงไปเยี่ยมน้องๆ ในโครงการเด็กทุน ลูกเหรียง ที่ทางพี่โน้ต และพี่ๆ หลักสูตร ABC อุปถัมภ์อยู่หลายสิบคน ในจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส เรานั่งเบียดรถเก๋ง และรถกระบะกระเตงๆ กันไปตามพื้นที่ต่างๆ อึดอัดหน่อย แต่เราก็มีความสุขดี หลายบ้านที่พี่โน้ตไปเห็นความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของน้องๆ แล้วช่วยเหลือทันที เป็นเงินให้ครอบครัวเด็กๆ และส่งเงินตามมาเพื่อซ่อมแซมบ้านหลายหลัง เพื่อให้น้องๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในกรณีที่มีเด็กสูญเสียจากเหตุการณ์รายใหม่ๆ ที่ทางลูกเหรียงลงไปแล้วเรารู้สึกว่าควรช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พี่โน้ต จะเป็นคนแรกทุกครั้งที่ยื่นมือมา บอกพี่ช่วยเอง พี่โน้ตจึงมีลูกสาว ลูกชายรับอุปถัมภ์ไว้ที่นี่ และรับไปเรียนที่กรุงเทพฯ หลายคน นี่เป็นเรื่องที่ผู้ชายคนนี้ทำมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เขาไม่เคยพูด ไม่เคยอยากเล่าออกสื่อแค่นั้นเอง
     
       ถามว่าทำไมที่ผ่านมาไม่เห็นสื่อ หรือดิฉันพูดอะไรถึงการมาของพี่โน้ตเลย มีแต่คนได้ข่าว และพบเห็นพี่โน้ตบ้างตาม 7-11 เวลาพี่โน้ตพาเด็กๆ ไปซื้อของ หรือเวลาไปปั่นจักรยานเล่น ดิฉันต้องเรียนตรงนี้เลยว่า แค่มีคนตั้งใจลงมาช่วยเหลือเด็กๆ และใช้ชีวิตกับพวกเราที่นี่ครั้งละหลายๆ วัน ก็เป็นเรื่องที่ดิฉันนับถือในหัวใจของเขามากแล้ว และเคารพในความเป็นส่วนตัวของพี่โน้ต
     
       ตั้งแต่ครั้งแรกที่พี่โน้ตมายะลา พี่โน้ตบอกว่า พี่อยากมาเยี่ยมเด็กๆ เท่านั้น อยากมาเงียบๆ ดิฉันถามว่าต้องใช้รถคุ้มกันไหมตอนไปรับพี่ และพี่จะนอนโรงแรมที่ปัตตานีไหม ดิฉันจะได้จัดการเรื่องรับส่ง แต่พี่โน้ตบอกว่า พี่นอนที่ลูกเหรียงได้ไหม ดิฉันบอกว่ามันเล็ก น่าจะไม่สะดวกสบาย เรามีแต่ฟูก หมอน เก่าๆ ไม่มีผ้าเช็ดตัวให้พี่ แต่พี่โน้ตบอกว่าไม่เป็นไรพี่อยู่ได้
        
“กลุ่มลูกเหรียง” บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ของชายชื่อ “โน้ส อุดม” หลังดรามาเดี่ยว 11
       
       ต้องยอมรับว่าในครั้งแรกที่พี่โน้ตมายะลา ดิฉันค่อนข้างกังวลมาก เป็นห่วงความปลอดภัยของพี่โน๊ต จึงติดต่อแคท ซึ่งเป็นน้องทหารที่ช่วยเหลืองานจิตอาสาด้วยกันหลายครั้ง แคทมีรถตู้ จึงขอให้มาขับรถตู้รับพี่โน้ตจากสนามบิน ดิฉันเข้าใจว่าคนที่มายะลาครั้งแรก รู้สึกอย่างไร ย่อมมีความกังวลใจอยู่ลึกๆ เพราะพึ่งผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นไม่นาน แต่บรรยากาศก็สนุกสนาน เพราะโชเฟอร์อารมณ์ขันของเราคนนี้ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี สร้างความประทับใจต่อการมายะลาครั้งนี้เป็นอย่างมาก
     
       ดิฉันแค่ขอเป็นส่วนหนึ่งที่อยากบอกเล่าเรื่องราวของที่นี่ให้คนข้างนอกได้รับรู้บ้าง ว่าผู้ชายคนนี้ทำอะไรมากมายที่ดิฉันอาจจะเล่าได้ไม่หมด เพื่อช่วยเหลือเด็กที่นี่ ในหลายเวทีที่กรุงเทพฯ พี่โน้ตมักจะบอกเล่าให้คนอื่นๆ ฟังเรื่องอาหารอร่อยของยะลา ร้านขนมไทยที่เขาติดใจ ร้านอาหารใต้ที่เขามาทุกครั้งต้องไปกิน รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สันติ 2 อำเภอบันนังสตา ว่ามันอะเมซิ่งยะลาขนาดไหน ซึ่งพี่โน้ตกับน้องๆ ลูกเหรียงได้ไปนอนที่ 1 คืน พี่โน๊ตประทับใจมาก เพราะแม้แต่ดิฉันเอง ดิฉันก็ไม่เคยไปสัมผัสที่นั่น การบอกเล่าถึงความประทับใจที่นี่ให้คนข้างนอกได้รับรู้ ทำให้หลายคนอยากมา รวมทั้งรายการต่างๆ ที่อยากมาถ่ายทำที่นี่ นั่นเป็นสิ่งที่พี่โน๊ตทำมาตลอด
     
       ดิฉันขอโทษถ้าการสื่อสารทำให้เข้าใจผิดกัน และขอบคุณทุกๆ ท่านที่กรุณาอ่านข้อความของดิฉัน เพื่อจะได้รับรู้อีกมุมหนึ่งของคนที่ยังไม่เข้าใจ ดิฉันไม่มีสื่ออะไรที่จะบอกเล่า จึงขอเล่าอนุญาตใช้พื้นที่นี้ในการสื่อสาร ขอบคุณมากๆ ค่ะ
     
       วรรณกนก เปาะอิแตดาโอะ
     
       ดูเพิ่มเติมที่ : https://www.facebook.com/Luukrieang/posts/1187932401221379
        
“กลุ่มลูกเหรียง” บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ของชายชื่อ “โน้ส อุดม” หลังดรามาเดี่ยว 11

ครูเผยสาเหตุที่เด็กนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ต้องกินหมู

1389620871


ครูเผยสาเหตุที่เด็กนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ต้องกินหมู
กรณีที่เด็กนักเรียนเด็กและผู้ปกครองเด็กนักเรียนมุสลิมโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ต้องกินข้าวกล่องหมู ในสถานที่พักสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลคลองหก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ที่ผ่านมานั้น
นายสุนทร แดงวิไล อาจารย์และรักษาการผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ม.5 บ้านเกาะบาตอ ตำบลเมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมุสลิมไทยโพสต์ว่า… “ทางคณะครูและนักเรียนได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอยุธยา ด้วยเครื่องบิน ซี 130 ของทหารอากาศโดยได้เดินทางไปขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานนราธิวาส หรือสนามบินบ้านทอน ต.โคกเคียน จ.นราธิวาส – ดอนเมือง กรุเทพฯ  ระหว่างวันที่ 11-13 พ.ย.58 ตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนารามจำนวนทั้งสิ้น 103 คน ประกอบด้วย เด็กนักเรียน จำนวน 49 คน ครู 12 คน และผู้ปกครอง 49 คน และได้เข้าพักที่บ้านพัก สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี โดยวันแรกก็ไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ จากนั้นก็ไปสวนสัตว์ดุสิต แล้วก็กลับมานอนที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี
silpachib
วันที่สองก็ไปที่ศูนย์ศิลปะชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นก็ออกไปที่ตลาดน้ำอโยธยา แล้วเข้าไปเที่ยวที่เมืองเก่าอยุธยา แล้วไปทานอาหารที่เมืองเก่าอยุธยามีร้านอาหารหลายร้านแต่เขาไม่เปิดในวันนั้น โดยคุณครูได้ให้ผู้ปกครองไปหาอาหารรับประทานตามอัธยาศัย ก็มีร้านอาหารมุสลิมอยู่ร้านหนึ่งข้างโรงพยาบาล โดยให้ผู้ปกครองสั่งอาหารมื้อเย็นมาเพื่อนำมารับประทานในที่พัก
20130626_6_1372213764_661620
โดยปกติอาหารที่สั่งที่ร้านอาหารในที่พักที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี เขาจะแยกมื้อแรกก็เหมือนกันหมด คือไข่ต้ม กล่องของเด็กกับผู้ปกครองจะแตกต่างกัน โดยของผู้ใหญ่จะเป็นกล่องโฟมใหญ่ ของเด็กก็จะเป็นกล่องโฟมขนาดเล็กแตกต่างลงมา แล้วก็เขียนที่กล่องโฟมว่าเป็นของนักเรียนของผู้ปกครอง
Dusit Zoo - Thailand
ส่วนในวันที่เกิดเหตุนั้นทางร้านเขาไม่ได้เขียนที่กล่องโฟมว่าเป็นของใคร ส่วนอาหารที่สั่งในมื้อสุดท้ายเป็นมื้อเช้าก่อนกลับบ้าน ก็คือ เมนูผัดเผ็ดไก่ แต่ไม่ได้เขียนระบุว่าของเด็กหรือของผู้ใหญ่ แต่ลักษณะของโฟมนั้นแตกต่างกัน
bkk_att20032019
ในช่วงเช้าเขาได้มาส่งอาหารที่รถ แต่ไม่ได้เขียนไว้ที่กล่องโฟมว่าเป็นของผู้ปกครองหรือเด็ก พอปล่อยให้ทุกคนมารับกล่องอาหาร ผู้ปกครองก็รู้ๆ กันว่ากล่องใหญ่เป็นของผู้ปกครอง กล่องเล็กเป็นของเด็ก จากนั้นผู้ปกครองและเด็กก็มารับอาหารที่รถจนเกือบหมด แต่เมื่อผู้ปกครองของเด็กเอาอาหารออกมารับประทาน เขาก็เห็นมาลักษณะของเนื้อที่มีลักษณะที่แปลกๆ(เนื้อหมู) ซึ่งอาหารอาหารที่สั่งไว้มันไม่ใช่แบบนี้ จากนั้นผู้ปกครองคนหนึ่งก็มาบอกครู พอครูรู้ครูตกใจมาก แต่เมื่อหันไปดูกล่องอาหารส่วนใหญ่เขาก็รับไปเกือบหมดแล้ว
S2
ครูก็บอกว่าไม่ได้แล้ว เราผิดแล้ว จากนั้นคุณครูคนที่รับผิดชอบในเรื่องการสั่งอาหารดังกล่าวก็รีบไปที่ร้านเลย จึงได้ไปถามที่ร้านอาหารว่าเป็นยังไงทำกันแบบนี้ได้ยังไง
ทางร้านอาหารได้บอกว่า… อาหารที่มาสั่งนั้น มาสั่งในช่วงกลางคืน และวัตถุดิบที่เป็นเนื้อไก่มันหมด จึงไม่สามารถทำให้ครบตามจำนวนได้ เพราะครูเขาไปสั่งไว้รู้สึกว่าจะ 105 กล่อง ถ้าจำไม่ผิด และเขาก็รู้ว่านักเรียนและผู้ปกครองที่มานี่เป็นมุสลิม มีครูที่เป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและผู้ปกครองที่เป็นพี่น้องไทยพุทธจำนวนหนึ่งด้วย
d16
เขาบอกว่า ข้าวกล่องที่ทำให้นั้น เนื่องจากวัตถุดิบในส่วนที่เป็นไก่หมด เขาจึงได้นำเนื้อหมูมาทำให้กับพี่น้องที่เป็นชาวไทยพุทธ แต่เขาไม่ได้เขียนกำกับมาที่กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยพุทธ(หมู) กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยมุสลิม(ไก่) และคนที่มาส่งกล่องอาหารเขาก็ไม่บอก เพราะตอนที่มาส่งอาหารครูเขาก็อยู่ตรงนั้น เพราะครูกำลังมีกิจกรรมนำนักเรียนมาออกกำลังกายซึ่งอยู่ใกล้ๆ รถบัสทั้ง 2 คันดังกล่าว
1389620871
หลังจากนั้นคุณครูเขาก็ไปบอกผู้ปกครองว่า ยอมรับรับความผิดพลาด คือยอมรับผิด คือมันผิดพลาดไปแล้วไม่รู้จะทำยังไงนะคะ แล้วได้อธิบายสาเหตุว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง แต่ก็มีผู้ปกครองและเด็กบางคนยังไม่ได้ทาน เพราะผู้ปกครองบางคนบอกว่าเขาคนอยู่กับคนจีน เขาบอกว่าเขาเห็นเนื้อเขาก็รู้เขาจึงไม่รับประทานข้างในกล่องที่ไปรับมา นี่คือสิ่งที่เป็นสัตย์จริงตามที่เห็นเพราะเป็นคนที่ร่วมคณะและได้อยู่ในเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยตัวเอง
watermarketayothaya
ครูทั้งหมดจึงได้ขอโทษขอโพย ยอมรับผิด เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว ต้องขอโทษอย่างแรง(ภาษาปักษ์ใต้หมายถึงขอโทษอย่างมากๆ) บางคนผู้ปกครองเขาก็เข้าใจ เขารู้ว่าคุณครูก็ไม่ได้ตั้งใจ
ก็มีผู้ปกครองบางคนเขาโทรศัพท์กลับมาที่บ้าน  เราก็ได้พูดคุยกันในรถ เพราะเราได้เหมารถบัสเพื่อใช้โดยสารในกรุงเทพฯ จำนวน 2 คัน เมื่อมาถึงสนามบินเราก็คุยกันมาตลอดว่า ยอมรับผิด
เพราะเราอยู่ในพื้นที่นี้เราก็รู้ แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่รู้และไม่คาดคิด และทางร้านก็ไม่ได้บอกว่า อาหารในกล่องดังกล่าวมีหมู เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ทางครูเองก็ไม่ได้คาดคิด มันเป็นเหตุ
สุดวิสัยจริงๆ เป็นสิ่งที่เราคณะครูทุกคนยอมรับผิดและมีความรู้สึกเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่มันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ทางผอ.เอง ก็รีบเอารถมารับที่สนามบินบ้านทอน แล้วนำนักเรียนและผู้ปกครอง
กลับไปทานอาหารที่เตรียมไว้ที่โรงเรียน เพราะทราบข่าวว่านักเรียนและผู้ปกครองบางคนยังไม่ได้ทานอาหาร ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดฝัน ไม่มีใครเจตนาหรือตั้งใจให้มันเกิด นี่คือความสัตย์จริง”
ayuttaya
นส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ไม่มีครูมุสลิมร่วมเดินทางไปกับคณะครูและนักเรียนในกิจกรรมครั้งนี้นั้น บังเอิญในวันดังกล่าวครูมุสลิมมีภารกิจส่วนตัวกับทางบ้าน ส่วนครูมุสลิมคนหนึ่งที่ทางโรงเรียนได้ประชุมกันแล้วว่าจะให้ร่วมคณะในการทัศนศึกษาครั้งนี้ก็ติดภารกิจการแข่งเรือของชุมชน จึงไม่มีครูมุสลิมคนไหนสามารถร่วมเดินทางไปด้วย และเนื่องจากในการเดินทางครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีงบประมาณอันจำกัด ทางโรงเรียนได้เรียกเก็บค่ามีส่วนร่วมในการเดินทางครั้งนี้กับคณะครูคนล่ะ 700 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนในการเดินทาง” …รักษาการรองผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนารามกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้คิด.
ที่มา:สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
ภาพ:แฟ้มไฟล์จากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เมื่ีอความจริงปรากฏ ดราม่ากระจาย



          รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม (มุสลิม) เผยสาเหตุที่เด็กนักเรียน กินหมู ออกมาพูดแล้ว

‪         ข้าวกล่องที่ทำให้นั้น เนื่องจากวัตถุดิบในส่วนที่เป็นไก่หมด เขาจึงได้นำเนื้อหมูมาทำให้กับพี่น้องที่เป็นชาวไทยพุทธ แต่เขาไม่ได้เขียนกำกับมาที่กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยพุทธ(หมู) กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยมุสลิม(ไก่) 

         และคนที่มาส่งกล่องอาหารเขาก็ไม่บอก เพราะตอนที่มาส่งอาหารครูเขาก็อยู่ตรงนั้น เพราะครูกำลังมีกิจกรรมนำนักเรียนมาออกกำลังกายซึ่งอยู่ใกล้ๆ รถบัสทั้ง 2 คันดังกล่าว

         เขายอมรับก็ว่า เขาแก้ตัว ไปภาคอื่น ต่างบ้านต่างเมือง ต่อให้เป็นคนใหญ่คนโต แม้งก็แดกใน 7-11 ไม่เป็น พูดเลยไม่มีฮาลาล แต่กว่าหาร้านที่ถูกต้องตามหลักมีฮาลาลรับรองยาก อันนี้ต้องยอมรับบ่าง ทนรอไม่ได้หรอ อีกไม่นาน ก็มีมัสยิดทั้วไทยแล้ว เดียวค่อยกร่าง

         ทำได้ดีก็แค่ยอม หยุดอคิตจะให้คนอื่นเข้าใจเรา ควรเข้าใจเขาบ้าง ถ้าตึงมากเกินไปก็อย่าออกมาใช้ชีวิตในโลกกว้างเลยครับ อยู่มันใน รูนั้นแหละดีแล้ว และถ้าจะออกไปครั้งหน้าเตรียมเสบียงไว้ให้ครบวัน อีกอย่างน่ะ ดูเหมือนที่เม้น ๆ ด่าครู ‎อาฆาตครู‬ แชร์ประวัติข้อมูลครู ผิด พรบ คอมฯคุกนะครับ



          ไม่รู้ว่าอคติไปแล้ว คือมาแก้ยังไงก็ไม่พ้นจะเอาให้ผิดถึงตาย แล้วแต่จะคิด แต่ให้ดีก็อยู่มันในสามจังหวัดนั้นแหละ อย่าออกไปที่อื่นเลย โครงการที่ลงภาคใต้ ให้ลูกหลานมาเที่ยว หยุด ไปซะ พ่อแม่มันพาไปเที่ยวได้แน่นอน ทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิมละ ไปภาคใหนปัญหามากก็นอนอยู่ในบ้านนั้นแระ ‎สบายใจดี อย่าออกไปยุ่งกับโลกคนปกติเค้า‬

ใครยังไม่ได้อ่านก็อ่านความจริงที่นี่


รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม เผยสาเหตุที่เด็กนักเรียน กินหมู

กองบรรณาธิการสำนักสื่อวาร์ตานี
        เมื่อวัน 25 พ. ย. 2558 ทางอาจารย์และรักษาการผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมุสลิมไทยโพสต์ กรณีที่เด็กนักเรียนและผู้ปกครองของเด็ก ต้องกินข้าวกล่องหมู ในสถานที่พักสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลคลองหก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ที่ผ่านมานั้น

        นาย สุนทร แดงวิไล อาจารย์และรักษาการผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ม.5 บ้านเกาะบาตอ ตำบลเมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้เผยว่า “ทางคณะครูและนักเรียนได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอยุธยา ด้วยเครื่องบิน ซี 130 ของทหารอากาศโดยได้เดินทางไปขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานนราธิวาส หรือสนามบินบ้านทอน ต.โคกเคียน จ.นราธิวาส – ดอนเมือง กรุเทพฯ ระหว่างวันที่ 11-13 พ.ย.58 ตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนารามจำนวนทั้งสิ้น 103 คน ประกอบด้วย เด็กนักเรียน จำนวน 49 คน ครู 12 คน และผู้ปกครอง 49 คน และได้เข้าพักที่บ้านพัก สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี โดยวันแรกก็ไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ จากนั้นก็ไปสวนสัตว์ดุสิต แล้วก็กลับมานอนที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี

         วันที่สองก็ไปที่ศูนย์ศิลปะชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นก็ออกไปที่ตลาดน้ำอโยธยา แล้วเข้าไปเที่ยวที่เมืองเก่าอยุธยา แล้วไปทานอาหารที่เมืองเก่าอยุธยามีร้านอาหารหลายร้านแต่เขาไม่เปิดในวันนั้น โดยคุณครูได้ให้ผู้ปกครองไปหาอาหารรับประทานตามอัธยาศัย ก็มีร้านอาหารมุสลิมอยู่ร้านหนึ่งข้างโรงพยาบาล โดยให้ผู้ปกครองสั่งอาหารมื้อเย็นมาเพื่อนำมารับประทานในที่พัก

          โดยปกติอาหารที่สั่งที่ร้านอาหารในที่พักที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี เขาจะแยกมื้อแรกก็เหมือนกันหมด คือไข่ต้ม กล่องของเด็กกับผู้ปกครองจะแตกต่างกัน โดยของผู้ใหญ่จะเป็นกล่องโฟมใหญ่ ของเด็กก็จะเป็นกล่องโฟมขนาดเล็กแตกต่างลงมา แล้วก็เขียนที่กล่องโฟมว่าเป็นของนักเรียนของผู้ปกครอง

          ส่วนในวันที่เกิดเหตุนั้นทางร้านเขาไม่ได้เขียนที่กล่องโฟมว่าเป็นของใคร ส่วนอาหารที่สั่งในมื้อสุดท้ายเป็นมื้อเช้าก่อนกลับบ้าน ก็คือ เมนูผัดเผ็ดไก่ แต่ไม่ได้เขียนระบุว่าของเด็กหรือของผู้ใหญ่ แต่ลักษณะของโฟมนั้นแตกต่างกัน

          ในช่วงเช้าเขาได้มาส่งอาหารที่รถ แต่ไม่ได้เขียนไว้ที่กล่องโฟมว่าเป็นของผู้ปกครองหรือเด็ก พอปล่อยให้ทุกคนมารับกล่องอาหาร ผู้ปกครองก็รู้ๆ กันว่ากล่องใหญ่เป็นของผู้ปกครอง กล่องเล็กเป็นของเด็ก จากนั้นผู้ปกครองและเด็กก็มารับอาหารที่รถจนเกือบหมด แต่เมื่อผู้ปกครองของเด็กเอาอาหารออกมารับประทาน เขาก็เห็นมาลักษณะของเนื้อที่มีลักษณะที่แปลกๆ(เนื้อหมู) ซึ่งอาหารอาหารที่สั่งไว้มันไม่ใช่แบบนี้ จากนั้นผู้ปกครองคนหนึ่งก็มาบอกครู พอครูรู้ครูตกใจมาก แต่เมื่อหันไปดูกล่องอาหารส่วนใหญ่เขาก็รับไปเกือบหมดแล้ว

          ครูก็บอกว่าไม่ได้แล้ว เราผิดแล้ว จากนั้นคุณครูคนที่รับผิดชอบในเรื่องการสั่งอาหารดังกล่าวก็รีบไปที่ร้านเลย จึงได้ไปถามที่ร้านอาหารว่าเป็นยังไงทำกันแบบนี้ได้ยังไง

          ทางร้านอาหารได้บอกว่า… อาหารที่มาสั่งนั้น มาสั่งในช่วงกลางคืน และวัตถุดิบที่เป็นเนื้อไก่มันหมด จึงไม่สามารถทำให้ครบตามจำนวนได้ เพราะครูเขาไปสั่งไว้รู้สึกว่าจะ 105 กล่อง ถ้าจำไม่ผิด และเขาก็รู้ว่านักเรียนและผู้ปกครองที่มานี่เป็นมุสลิม มีครูที่เป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและผู้ปกครองที่เป็นพี่น้องไทยพุทธจำนวนหนึ่งด้วย

           เขาบอกว่า ข้าวกล่องที่ทำให้นั้น เนื่องจากวัตถุดิบในส่วนที่เป็นไก่หมด เขาจึงได้นำเนื้อหมูมาทำให้กับพี่น้องที่เป็นชาวไทยพุทธ แต่เขาไม่ได้เขียนกำกับมาที่กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยพุทธ(หมู) กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยมุสลิม(ไก่) และคนที่มาส่งกล่องอาหารเขาก็ไม่บอก เพราะตอนที่มาส่งอาหารครูเขาก็อยู่ตรงนั้น เพราะครูกำลังมีกิจกรรมนำนักเรียนมาออกกำลังกายซึ่งอยู่ใกล้ๆ รถบัสทั้ง 2 คันดังกล่าว

             หลังจากนั้นคุณครูเขาก็ไปบอกผู้ปกครองว่า ยอมรับรับความผิดพลาด คือยอมรับผิด คือมันผิดพลาดไปแล้วไม่รู้จะทำยังไงนะคะ แล้วได้อธิบายสาเหตุว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง แต่ก็มีผู้ปกครองและเด็กบางคนยังไม่ได้ทาน เพราะผู้ปกครองบางคนบอกว่าเขาคนอยู่กับคนจีน เขาบอกว่าเขาเห็นเนื้อเขาก็รู้เขาจึงไม่รับประทานข้างในกล่องที่ไปรับมา นี่คือสิ่งที่เป็นสัตย์จริงตามที่เห็นเพราะเป็นคนที่ร่วมคณะและได้อยู่ในเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยตัวเอง

           ครูทั้งหมดจึงได้ขอโทษขอโพย ยอมรับผิด เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว ต้องขอโทษอย่างแรง(ภาษาปักษ์ใต้หมายถึงขอโทษอย่างมากๆ) บางคนผู้ปกครองเขาก็เข้าใจ เขารู้ว่าคุณครูก็ไม่ได้ตั้งใจ

ก็มีผู้ปกครองบางคนเขาโทรศัพท์กลับมาที่บ้าน เราก็ได้พูดคุยกันในรถ เพราะเราได้เหมารถบัสเพื่อใช้โดยสารในกรุงเทพฯ จำนวน 2 คัน เมื่อมาถึงสนามบินเราก็คุยกันมาตลอดว่า ยอมรับผิด

           เพราะเราอยู่ในพื้นที่นี้เราก็รู้ แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่รู้และไม่คาดคิด และทางร้านก็ไม่ได้บอกว่า อาหารในกล่องดังกล่าวมีหมู เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ทางครูเองก็ไม่ได้คาดคิด มันเป็นเหตุ

          สุดวิสัยจริงๆ เป็นสิ่งที่เราคณะครูทุกคนยอมรับผิดและมีความรู้สึกเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่มันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ทางผอ.เอง ก็รีบเอารถมารับที่สนามบินบ้านทอน แล้วนำนักเรียนและผู้ปกครอง

          กลับไปทานอาหารที่เตรียมไว้ที่โรงเรียน เพราะทราบข่าวว่านักเรียนและผู้ปกครองบางคนยังไม่ได้ทานอาหาร ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดฝัน ไม่มีใครเจตนาหรือตั้งใจให้มันเกิด นี่คือความสัตย์จริง”

           ในส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ไม่มีครูมุสลิมร่วมเดินทางไปกับคณะครูและนักเรียนในกิจกรรมครั้งนี้นั้น บังเอิญในวันดังกล่าวครูมุสลิมมีภารกิจส่วนตัวกับทางบ้าน ส่วนครูมุสลิมคนหนึ่งที่ทางโรงเรียนได้ประชุมกันแล้วว่าจะให้ร่วมคณะในการทัศนศึกษาครั้งนี้ก็ติดภารกิจการแข่งเรือของชุมชน จึงไม่มีครูมุสลิมคนไหนสามารถร่วมเดินทางไปด้วย และเนื่องจากในการเดินทางครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีงบประมาณอันจำกัด ทางโรงเรียนได้เรียกเก็บค่ามีส่วนร่วมในการเดินทางครั้งนี้กับคณะครูคนล่ะ 700 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนในการเดินทาง” รักษาการรองผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนารามกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้คิด.



ขอขอบคุณ สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ตอบโจทย์..อังคณา นีละไพจิตร


ใคร?..ผิด ใคร?..ถูก ประเด็นตรวจ DNA เด็ก 5 เดือน!!!

              ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจ และมีการเคลื่อนไหวทางสื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์กับประเด็นเจ้าหน้าที่ทำการ DNA เด็กอายุ 5 เดือน ทายาทโจรใต้ระเบิดเมืองหาดใหญ่

           เป็นไปตามคาดกับการจุดไฟให้ลุกโชนเพื่อทำการเผาผลาญทำลายความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ กับการตรวจ DNA เชื้อไฟที่มีการสะสมพร้อมทำลายให้เป็นจุล ด้วยการสุมไม้และราดน้ำมันบนเปลวเพลิง มีการส่งต่อเป็นทอดๆ ซึ่งพอจะปะติดปะต่อการเล่นเป็นทีมของกลุ่มและองค์กรแนวร่วมพิทักษ์โจรใต้ ปัจจุบันนี้เปิดเผยตัวตนโดยไม่ต้องแอบซ่อน

        นางอังคณา นีละไพจิตร มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ/คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี จนท.เก็บ DNA ของเด็กอายุ 5 เดือน ว่า ผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และเห็นว่าการตรวจ DNA ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหามาตลอด เช่นเดียวกันกับเรื่องการตรวจโทรศัพท์มือถือของประชาชนหรือผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัว ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของก่อน แต่เจ้าหน้าที่มักใช้ช่องทางความไม่รู้กฎหมายของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ

          อยากให้ท่านผู้อ่านลองเปิดใจกว้างฟังความรอบด้าน อย่าเพิ่งเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหากข้อมูลที่ได้รับการยัดเยียดเหมือนที่เคยเป็นมาหลายสิบปีจากกลุ่มและองค์กรเหล่านี้ ที่กระทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญแทบทุกเรื่อง ใช่สิลูกตาสีตาสาลุงป้าน้าอา มีการแนะนำให้ร่ำเรียนแต่วิชาศาสนา ครอบครัวผู้มีอันจะกิน ผู้มีอิทธิพลหรือแนวร่วมขบวนการส่งเสียร่ำเรียนเมืองนอก เพื่อจบกลับมาจะได้เป็นแกนนำชี้นำทางความคิด ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้  แต่อย่าลืมว่าสมัยนี้ประชาชนเค้ารู้เท่าทันไม่โง่ให้ใครมาชี้นำอีกต่อไป

         ขอแนะนำบทความให้ไปอ่านกันดูจะได้ประดับความรู้ไม่ให้กลุ่มหรือองค์พิทักษ์โจรใต้มาหลอกเราได้ เกร็ดความรู้ในแง่กฎหมายที่เห็นต่างกัน (ตอนที่ 2): เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ จชต. หรือไม่?

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปีกการเมืองแนวร่วมโจรใต้ปั่นกระแสตรวจ DNA ละเมิดสิทธิ


โดย
‘แบดิง โกตาบารู’

            จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงได้เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 57/1 ม.1 บ้านดอนรัก ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.เจ๊ะปาตีเมาะ แวกือจิ หลังจากมีการสืบทราบว่า มีกลุ่มเป้าหมายหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่


          ผลการตรวจค้นในครั้งนี้ไม่พบพฤติกรรมต้องสงสัย ไม่พบสิ่งผิดปกติผิดกฎหมายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ได้นำบุคคลภายในบ้านเพื่อทำการตรวจเก็บสารทางพันธุกรรม DNA พิมพ์ลายนิ้วมือ ได้แก่ นายมาอุเซ็น แวจิ, น.ส.ซอมารีย๊ะ มะลี, น.ส.เจ๊ะปาตีเมาะ แวกะจิ และ ด.ช.ชาลีฟ มะลี ทารกวัย 5 เดือน ลูกชายของนายเสรี แวมามุ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัว


          ทันทีที่กระแสข่าวได้แพร่สะพัดออกไป กลุ่มมวลชนปีกการเมือง BRNผู้สนับสนุนโจรใต้ ได้ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย กล่าวหามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน มุ่งปกป้องผลประโยชน์ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุ ไม่ให้ถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมาย การตรวจสารพันธุกรรม DNA ผู้ใกล้ชิดโจรใต้กลายเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้สนับสนุนมุ่งใส่ร้าย ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติไปตามขั้นตอนและปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย ต้องการหลักฐานมัดตัวฟ้องร้องคนผิดมาลงโทษดำเนินคดี


         โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายปิดล้อมและตรวจค้น บ้านเลขที่ 57/1 ม.1 บ.ดอนรัก ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในครั้งนี้มีผู้นำหมู่บ้านซึ่งเป็นกำนันอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตลอดเวลา และได้เดินทางมายัง สภ.หนองจิก กับผู้ถูกเชิญตัว


        ความเชื่อมั่นต่อความแม่นยำ เที่ยงตรง ของนิติวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญที่ทำการตรวจพิสูจน์ DNA นำไปประกอบหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาเอาผิดต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งความเชื่อมั่นต่อกระบวนการพิสูจน์ด้วย DNA มีมาตรฐานตามหลักสากลมีใช้กันทั่วโลก


          พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีคอยปกป้องโจรใต้ฟาตอนี นำประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากล่าวอ้าง เพื่อทำลายหลักการ ด้อยค่าเจ้าหน้าที่มุ่งเอื้อผลประโยชน์ให้กับคนร้าย มากกว่าประชาชนปาตานีผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักศึกษาPerMAS สำนักสื่อ Wartani หรือแม้กระทั่งมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ร่วมคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA)


          จึงเชื่อได้ว่า การออกมาคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ของกลุ่มดังกล่าวมีนัยแอบแฝงซ่อนเร้น ไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจ กลัวผู้ก่อเหตุรุนแรงจะถูกจับกุมดำเนินคดีมากกว่า โดยไม่ใส่ใจผลกระทบของคนส่วนใหญ่ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุเหล่านี้ได้ไปสร้างความเดือดร้อนไว้ให้

         คำถามจากสังคมและครอบครัวผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลุ่มโจรใต้กระทำ หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ยิ่งตอกาย้ำความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมรัฐ การตรวจวัตถุพยานด้านนิติวิทยาศาสตร์ (DNA) จึงมีความสำคัญยิ่ง การเก็บพยานวัตถุในที่เกิดเหตุจึงมีความสำคัญ กับการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) จะได้มีความแม่นยำ จับกุมผู้กระทำได้ถูกต้อง ถูกตัว ไม่ต้องถูกกล่าวหาว่าจับแพะ


        ส่วนความเคลื่อนไหวขององค์กรมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมปัตตานี ได้ออกมาผสมโรงว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง เข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็กหลังมีการเก็บสารพันธุกรรม (DNA) เด็กชายวัย 5 เดือนของทายาทผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง  พร้อมทั้งได้มีการปลุกระดมองค์กรแนวร่วม ผกร.ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกันคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ในทุกรูปแบบโดยผู้ที่ถูกตรวจไม่มีการเซ็นยินยอม


         ผู้เขียนเองก็มีความสงสัยว่าการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ของเด็กชายวัย 5 เดือน ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุตามที่ได้มีการกล่าวหาหรือเปล่า และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองให้มีการตรวจหรือไม่?  ด้วยความสงสัยผู้เขียนได้ตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ และได้คำตอบที่ได้รับตอกหน้ากลุ่มและองค์กรที่ทำการเคลื่อนไหวอย่างจังและได้เปิดเผยว่า “ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่จับตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ในวันดังกล่าว ได้เซ็นเอกสารยินยอมทุกคนโดยไม่มีการบังคับขู่เข็นใดๆ จากเจ้าหน้าที่ต่อหน้ากำนันซึ่งเป็นสักขีพยาน โดยเฉพาะ ด.ช.ชาลีฟ มะลี วัย 5 เดือน น.ส.ซอมารีย๊ะ มะลี ซึ่งเป็นแม่ เซ็นเอกสารยินยอมให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจ”


          นายเสรี แวมามุ เป็นสมาชิก ผกร. ที่มีความโหดเหี้ยม คงจะจำข่าวดังเมื่อ 31 มีนาคม 2555 กับเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดโรงแรมลีการ์เดนท์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน ผู้เสียชีวิตที่ถูกไฟคลอก 5 ราย มี 3 พ่อลูกรวมอยู่ด้วย ขณะกำลังขับมอเตอร์ไซต์พ่วงข้างลงไปจอดยังชั้นใต้ดินของโรงแรมกลับถูกย่างสดตายทั้งเป็น ด้วยฝีมือของ นาย เสรี แวมามุ


         นอกจากนี้ นายเสรี แวมามุ ยังมีคดีอื่นๆ อีกหลายคดี เช่นคดีใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 กราดยิงชาวบ้านเสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บ 8 คน หน้าร้านขายของชำเลขที่ 57/1 ม.8 บ้านหนองสาหร่าย ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557



        จากการออกหมายจับ นายเสรี แวมามุ ได้ถูกตั้งข้อหา 8 ข้อหา คือร่วมกันฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย, ร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันสะสมกำลังพล หรืออาวุธ หรือรวบรวมทรัพย์สิน หรือกระทำผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีการก่อการร้ายแล้วกระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยปกปิดไว้, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร เพื่อการก่อการร้าย และร่วมทำมีใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์


        กลุ่มองค์กรเหล่านี้ทำไมไม่รณรงค์ให้กลุ่มโจรใต้เลิกก่อเหตุ ทำไมไม่รณรงค์ให้ยุติความรุนแรง แสวงหาทางออกร่วมกันด้วยสันติวิธี แต่กลับมาเรียกร้องโน่นนี่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนที่ก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นก่อวินาศกรรม มีผู้บาดเจ็บล้มตายทำไมไม่กล่าวถึง หรือว่าจะต้องให้ผู้ใกล้ตัว บุคคลภายในครอบครัวของคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบบ้างจึงจะสำนึก


          และหากวันนั้นมันโดนกับครอบครัวของท่านบ้าง อยากเห็นน้ำหน้าพวกมองโลกสวยอย่างพวกมึงบ้างจะรู้สึกเช่นไร? วันนี้ปกป้องคนที่กระทำความผิดไปเถอะ!! นั่นคือบทบาทที่กลุ่มหรือองค์กรของพวกท่านได้รับมอบหมายมา แต่อย่างน้อยน่าจะมีจิตสำนึกของความเป็นคน รู้สำนึกรับผิดชอบชั่วดี สมองน้อยๆ สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรชั่ว อะไรดี หรือในสมองมีแต่ความรุนแรง เสพติดเอกราชที่พยายามเรียกร้อง ฝันไปเถอะ!!!!


          การตรวจเก็บสารทางพันธุกรรม DNA ของน้องชาลีฟ มะลี การตรวจของลูกจะมี DNA ของพ่อบวกกัน เมื่อตรวจของลูกจะได้ของพ่อด้วย เจ้าหน้าที่ไม่เคยมีตัวอย่าง DNA ของ นายเสรี แวมามุ มาก่อน นายเสรีฯ เคยทำอะไรไว้จะได้เปรียบเทียบในสารบบ ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามจับกุม แม่นยำ ตรงตัว ซึ่งหากไม่แม่นด้วยหลักฐานฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐจะโดนและถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ต่อจากนี้ไปต้องดูความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการติดตามตัว นายเสรี แวมามุ มาดำเนินคดีและรับโทษต่อไป…..

                                                              -----------------------

เรื่องเล่า‘RKK’กลับใจกับประสบการณ์หลงผิด


เรื่องเล่า‘RKK’กลับใจกับประสบการณ์หลงผิด

         สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ก่อเกิดนับร่วมสิบกว่าปี ผู้ที่คิดต่างจากรัฐยังคงมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่อ่อนแอ และส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้รับความเดือดร้อน ต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ร่วมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีทางเลือก ไม่อาจหลีกหนีปัญหาเนื่องจากเป็นมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอน ที่ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ

        กลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิกแนวร่วมขบวนการจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในการก่อเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเป็นผู้หลงผิด หรือมีบางส่วนถูกกดดันจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จากแกนนำ ผกร.ที่ทำหน้าที่คุมกำลังอยู่ในหมู่บ้าน ได้ข่มขู่คุกคามไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ บีบบังคับให้สนับสนุนขบวนการ จนในที่สุดบุคคลเหล่านี้ต้องเข้าร่วมเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์เพียงเพื่อให้ตนเองและบุคคลในครอบครัวได้รับความปลอดภัยในชีวิตไม่ถูกระรานจากกลุ่มขบวนการ

         ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุย และรับฟังคำบอกเล่าจากการเปิดใจของสมาชิก RKK ท่านหนึ่งที่เคยหลงผิดเข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งดีที่ข้อมูลเหล่านี้จะได้ทำการเผยแพร่เพื่อสื่อให้สาธารณชนได้รับรู้ว่ายังมีสมาชิกแนวร่วมอีกหลายชีวิตที่ถูกแกนนำ ผกร.บีบบังคับให้เข้าร่วมขบวนการ และยังบังคับขู่เข็ญทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ หากไม่กระทำตามจะไม่รับรองความปลอดภัยบุคคลในครอบครัว

          “ตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายปล้นปืนค่ายทหารที่ปิเหล็ง เมื่อต้นปี 47 ผมจำได้ว่าในหมู่บ้านของผมจากที่ผู้คนเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กลับได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน วิถีชีวิตได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม มีหลายครอบครัวจำใจต้องละทิ้งถิ่นฐานอพยพย้ายหนีไปปักหลักอาศัยอยู่ที่อื่น แต่ครอบครัวของผมไม่ได้ย้ายตามเพื่อนบ้านเหล่านั้นไป ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ต้องทนอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงจาการกระทำของผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ และยังคิดอยู่เสมอว่าผู้ก่อเหตุอย่าได้มาทำร้ายคนในครอบครัวของผมเลย”

          เปิดฉากแรกในการสนทนาระหว่างตัวผู้เขียนกับอดีต RKK ผู้หลงผิดท่านหนึ่งที่อดีตเคยเข้าร่วมทำการเคลื่อนไหวกับกลุ่มขบวนการ ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลง หลังจากได้เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหารที่ปิเหล็ง เมื่อต้นปี 47 ซึ่งเหตุการณ์หลังจากวันนั้นมาความรุนแรงได้ขยายเป็นวงกว้างสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนกันถ้วนหน้า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ทำลายสถาบันครอบครัว และชุมชนที่เคยอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข จากน้ำมือการกระทำของ RKK ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ BRN ซึ่งในขณะนั้นได้ใช้วิธีความรุนแรงทุกรูปแบบ ทำการลอบยิง ลอบวางระเบิด อย่างไร้ความปราณี และไร้มนุษยธรรม อีกทั้งยังข่มขู่ประชาชนผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่ให้การสนับสนุน จนต้องย้ายหนีละทิ้งถิ่นฐาน หรือแม้กระทั่งโดนลอบทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ยังมีอีกบางส่วนที่โดนบีบบังคับจนต้องจำยอมเข้าสู่ขบวนการ

        อดีตผู้หลงผิดได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วังวนของความชั่วร้ายในการเข้าร่วมขบวนการ เป็นสมาชิก RKK ทั้งที่ในส่วนลึกแล้วไม่อยากจะเข้าร่วมแต่ต้องจำใจ จำยอม เพื่อเหตุผลบางอย่าง 
          “ผมย้ายไปอยู่ที่อื่นเหมือนหลาย ๆ ครอบครัวที่ได้ย้ายหนีจากการคุกคามของกลุ่มขบวนการไม่ได้ เนื่องจากลูกสาวทั้งสองของผมยังเล็กอยู่ โดยเฉพาะคนโตกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐแห่งหนึ่ง ส่วนคนเล็กเพิ่งคลอดได้แค่ 10 กว่าวันเอง ครอบครัวผมถึงแม้ว่าไม่ได้ร่ำรวยเงินทองเป็นแค่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งแต่อยู่กันอย่างมีความสุข พร้อมหน้าพร้อมตาตามประสาพ่อแม่ลูก”

        “ผมต้องเข้าร่วมขบวนการ เป็นความคิดของผมที่โลดแล่นเข้ามาในสมอง ณ ตอนนั้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นทางออกหนทางเดียวเท่านั้น ในเมื่อผมเป็นสมาชิกแนวร่วมแล้วจะสามารถคุ้มครองให้สมาชิกในครอบครัวของผมปลอดภัยไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม และถูกหมายเอาชีวิตจาก RKK ที่เคลื่อนไหวอยู่ในหมู่บ้านได้อีก”

        จากจุดเริ่มต้นปล้นปืนต้นปี 47 ย่างเข้าสู่ปี 48 ผู้หลงผิดท่านนี้ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก RKK อย่างเต็มตัว แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมขบวนการนานถึง 8 ปีเต็ม กลับพบว่าไม่มีสิ่งดีๆ ใดเลยที่เข้ามาสู่ชีวิตของเขาและครอบครัว แถมสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ย่ำแย่ มิหนำซ้ำสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนานั่นคือเป็นบุคคลตามหมายจับของศาล มีทั้งหมาย ป.วิ.อาญา และหมาย พ.ร.ก.ฯ ชีวิตถึงทางตันอนาคตดับมืดไร้แสงสว่างคลำหาทางออกไม่เจอ อีกทั้งปัญหาสุขภาพประดังเข้ามารุมเร้า พื้นที่รับผิดชอบที่ทำการเคลื่อนไหวอยู่ไม่มีแม้ยารักษา อยู่อย่างอนาถาอดๆ อยากๆ ขบวนการไม่ได้ให้การช่วยเหลือใดๆ เลย อีกทั้งไม่ได้ให้การเหลียวแล อย่างเช่นที่แกนนำเคยพูดไว้อย่างสวยหรูในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหลอกให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการ ณ เวลานั้นอยากกลับไปหาลูกเมียเพื่อทำการรักษาตัวที่บ้านเกิด แต่ก็กลัวเจ้าหน้าที่มาจับกุม จะเข้ามอบตัวกับทางการก็ไม่มีเงินทองในการต่อสู้คดีความในชั้นศาล

       “ผมเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของขบวนการ เริ่มต้นงานแรกด้วยการพ่นสี ทำลายป้ายจราจร ป้ายบอกทาง เผายางรถยนต์สร้างความปั่นป่วน ใช้รถจักรยานยนต์ในการลาดตระเวนเส้นทางในเขตรับผิดชอบที่แกนนำมอบหมาย เพื่อทำการหาเป้าหมายในการก่อเหตุ และศึกษาเส้นทางในการหลบหนี หลังจากนั้นได้รับสั่งการให้ทำการก่อเหตุด้วยการลอบยิง โดยเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ เด็ก ผู้หญิง หรือคนชรา ไม่มีการแยกแยะชาวไทยพุทธ-มุสลิม”

         อดีตผู้หลงผิด ยังได้กล่าวถึงหน้าที่รับผิดชอบอีกอย่างหนึ่ง คือ การหาสมาชิกแนวร่วมที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะทำการก่อเหตุ ให้มาร่วมประชุม วางแผนเตรียมการกับแกนนำ โดยให้รับผิดชอบในการเตรียมการในการสนับสนุนเรื่องอาหารการกิน รวมทั้งที่ซ่อนตัวทั้งก่อนก่อเหตุ และหลังจากการก่อเหตุเสร็จสิ้นแล้ว

เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน จุดพลิกผันของชีวิต


      “ผมได้รับฟังข่าวสารว่าหน่วยงานภาครัฐ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ สามารถเข้ามารายงานตัว แสดงตน เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมายกับโครงการพาคนกลับบ้าน”

        อดีตผู้หลงผิดได้กล่าวพร้อมกับสีหน้า แววตายิ้มแย้มอย่างเปี่ยมสุขเมื่อได้ทำการเล่าเรื่องราวของตนมาถึง ณ ตรงนี้ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญของตนเองและครอบครัว แสงสว่างรำไรรออยู่เบื้องหน้านำพาไปสู่ทางออกทั้งที่ก่อนหน้านี้มืดมิดเหมือนคนที่สิ้นอนาคต หลังจากนั้นได้หาโอกาสกลับมาบ้านพูดคุยกับครอบครัว และตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นยังไม่มีความมั่นใจในวิธีการและกระบวนการขั้นตอนสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้รับการแนะนำ และช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างจริงใจ ในการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทุกขั้นตอนในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สุดท้ายศาลสั่งไม่ลงโทษปล่อยตัวให้เป็นอิสระ

        “ชีวิตของผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ ผมไม่ต้องใช้จ่ายค่าดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้เงินสักบาท แต่ที่สำคัญที่สุดคือทุกวันนี้ผมมีความสุข อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ- แม่-ลูก ดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนกับคนทั่วๆ ไปในหมู่บ้าน ผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนได้เล็งเห็นว่า โครงการพาคนกลับบ้าน ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นโครงการที่ดี จึงอยากเชิญชวนไปยังผู้ที่หลงผิด มีความเกรงกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ หนีหมายศาล หลบหนีการจับกุม และกลัวการถูกดำเนินคดีความ ได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวหันหลังให้กับขบวนการ แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ประตูสู่การกระทำความดีได้เปิดกว้างไว้สำหรับพวกเราทุกคน”

       ชีวิตที่ต้องให้ใครต่อใครตราหน้าว่าเป็นแนวร่วมกลุ่มขบวนการ มีแต่สร้างรอยบาปให้กับตัวเองและครอบครัว อีกทั้งการเข่นฆ่าผู้คนผิดต่อหลักคำสอนศาสนา ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง จะต้องมีคดีความติดตัว หลบหนีการติดตามจับกุมใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ได้อยู่กับครอบครัวเชื่อได้ว่ายังมีผู้ที่คิดต่างจากรัฐอีกหลายคนที่ต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ ตัวอย่างเรื่องราวของอดีตผู้ที่เคยหลงผิดที่ได้รับโอกาสจาก “โครงการพาคนกลับบ้าน” จนนำมาสู่การมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับครอบครัว สังคมไทย และภาครัฐยังเปิดโอกาสให้สำหรับคนที่กล้ากลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีเสมอ…

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เรื่องเล่า‘RKK’กลับใจกับประสบการณ์หลงผิด

12297881_1162960003736940_1193173996_o

สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ก่อเกิดนับร่วมสิบกว่าปี ผู้ที่คิดต่างจากรัฐยังคงมุ่งกระทำต่อเป้าหมายที่อ่อนแอ และส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้รับความเดือดร้อน ต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ร่วมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีทางเลือก ไม่อาจหลีกหนีปัญหาเนื่องจากเป็นมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอน ที่ได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ
กลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสมาชิกแนวร่วมขบวนการจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในการก่อเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเป็นผู้หลงผิด หรือมีบางส่วนถูกกดดันจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จากแกนนำ ผกร.ที่ทำหน้าที่คุมกำลังอยู่ในหมู่บ้าน ได้ข่มขู่คุกคามไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ บีบบังคับให้สนับสนุนขบวนการ จนในที่สุดบุคคลเหล่านี้ต้องเข้าร่วมเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์เพียงเพื่อให้ตนเองและบุคคลในครอบครัวได้รับความปลอดภัยในชีวิตไม่ถูกระรานจากกลุ่มขบวนการ
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุย และรับฟังคำบอกเล่าจากการเปิดใจของสมาชิก RKK ท่านหนึ่งที่เคยหลงผิดเข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งดีที่ข้อมูลเหล่านี้จะได้ทำการเผยแพร่เพื่อสื่อให้สาธารณชนได้รับรู้ว่ายังมีสมาชิกแนวร่วมอีกหลายชีวิตที่ถูกแกนนำ ผกร.บีบบังคับให้เข้าร่วมขบวนการ และยังบังคับขู่เข็ญทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ หากไม่กระทำตามจะไม่รับรองความปลอดภัยบุคคลในครอบครัว

“ตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายปล้นปืนค่ายทหารที่ปิเหล็ง เมื่อต้นปี 47 ผมจำได้ว่าในหมู่บ้านของผมจากที่ผู้คนเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กลับได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน วิถีชีวิตได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม มีหลายครอบครัวจำใจต้องละทิ้งถิ่นฐานอพยพย้ายหนีไปปักหลักอาศัยอยู่ที่อื่น แต่ครอบครัวของผมไม่ได้ย้ายตามเพื่อนบ้านเหล่านั้นไป ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ต้องทนอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงจาการกระทำของผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ และยังคิดอยู่เสมอว่าผู้ก่อเหตุอย่าได้มาทำร้ายคนในครอบครัวของผมเลย”
เปิดฉากแรกในการสนทนาระหว่างตัวผู้เขียนกับอดีต RKK ผู้หลงผิดท่านหนึ่งที่อดีตเคยเข้าร่วมทำการเคลื่อนไหวกับกลุ่มขบวนการ ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลง หลังจากได้เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหารที่ปิเหล็ง เมื่อต้นปี 47 ซึ่งเหตุการณ์หลังจากวันนั้นมาความรุนแรงได้ขยายเป็นวงกว้างสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนกันถ้วนหน้า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ทำลายสถาบันครอบครัว และชุมชนที่เคยอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข จากน้ำมือการกระทำของ RKK ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ BRN ซึ่งในขณะนั้นได้ใช้วิธีความรุนแรงทุกรูปแบบ ทำการลอบยิง ลอบวางระเบิด อย่างไร้ความปราณี และไร้มนุษยธรรม อีกทั้งยังข่มขู่ประชาชนผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่ให้การสนับสนุน จนต้องย้ายหนีละทิ้งถิ่นฐาน หรือแม้กระทั่งโดนลอบทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ยังมีอีกบางส่วนที่โดนบีบบังคับจนต้องจำยอมเข้าสู่ขบวนการ
อดีตผู้หลงผิดได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วังวนของความชั่วร้ายในการเข้าร่วมขบวนการ เป็นสมาชิก RKK ทั้งที่ในส่วนลึกแล้วไม่อยากจะเข้าร่วมแต่ต้องจำใจ จำยอม เพื่อเหตุผลบางอย่าง
“ผมย้ายไปอยู่ที่อื่นเหมือนหลายๆ ครอบครัวที่ได้ย้ายหนีจากการคุกคามของกลุ่มขบวนการไม่ได้ เนื่องจากลูกสาวทั้งสองของผมยังเล็กอยู่ โดยเฉพาะคนโตกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐแห่งหนึ่ง ส่วนคนเล็กเพิ่งคลอดได้แค่ 10 กว่าวันเอง ครอบครัวผมถึงแม้ว่าไม่ได้ร่ำรวยเงินทองเป็นแค่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งแต่อยู่กันอย่างมีความสุข พร้อมหน้าพร้อมตาตามประสาพ่อแม่ลูก”
“ผมต้องเข้าร่วมขบวนการ เป็นความคิดของผมที่โลดแล่นเข้ามาในสมอง ณ ตอนนั้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นทางออกหนทางเดียวเท่านั้น ในเมื่อผมเป็นสมาชิกแนวร่วมแล้วจะสามารถคุ้มครองให้สมาชิกในครอบครัวของผมปลอดภัยไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม และถูกหมายเอาชีวิตจาก RKK ที่เคลื่อนไหวอยู่ในหมู่บ้านได้อีก”
จากจุดเริ่มต้นปล้นปืนต้นปี 47 ย่างเข้าสู่ปี 48 ผู้หลงผิดท่านนี้ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก RKK อย่างเต็มตัว แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมขบวนการนานถึง 8 ปีเต็ม กลับพบว่าไม่มีสิ่งดีๆ ใดเลยที่เข้ามาสู่ชีวิตของเขาและครอบครัว แถมสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ย่ำแย่ มิหนำซ้ำสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนานั่นคือเป็นบุคคลตามหมายจับของศาล มีทั้งหมาย ป.วิ.อาญา และหมาย พ.ร.ก.ฯ ชีวิตถึงทางตันอนาคตดับมืดไร้แสงสว่างคลำหาทางออกไม่เจอ อีกทั้งปัญหาสุขภาพประดังเข้ามารุมเร้า พื้นที่รับผิดชอบที่ทำการเคลื่อนไหวอยู่ไม่มีแม้ยารักษา อยู่อย่างอนาถาอดๆ อยากๆ ขบวนการไม่ได้ให้การช่วยเหลือใดๆ เลย อีกทั้งไม่ได้ให้การเหลียวแล อย่างเช่นที่แกนนำเคยพูดไว้อย่างสวยหรูในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหลอกให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการ ณ เวลานั้นอยากกลับไปหาลูกเมียเพื่อทำการรักษาตัวที่บ้านเกิด แต่ก็กลัวเจ้าหน้าที่มาจับกุม จะเข้ามอบตัวกับทางการก็ไม่มีเงินทองในการต่อสู้คดีความในชั้นศาล
“ผมเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของขบวนการ เริ่มต้นงานแรกด้วยการพ่นสี ทำลายป้ายจราจร ป้ายบอกทาง เผายางรถยนต์สร้างความปั่นป่วน ใช้รถจักรยานยนต์ในการลาดตระเวนเส้นทางในเขตรับผิดชอบที่แกนนำมอบหมาย เพื่อทำการหาเป้าหมายในการก่อเหตุ และศึกษาเส้นทางในการหลบหนี หลังจากนั้นได้รับสั่งการให้ทำการก่อเหตุด้วยการลอบยิง โดยเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ เด็ก ผู้หญิง หรือคนชรา ไม่มีการแยกแยะชาวไทยพุทธ-มุสลิม”
อดีตผู้หลงผิด ยังได้กล่าวถึงหน้าที่รับผิดชอบอีกอย่างหนึ่ง คือ การหาสมาชิกแนวร่วมที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะทำการก่อเหตุ ให้มาร่วมประชุม วางแผนเตรียมการกับแกนนำ โดยให้รับผิดชอบในการเตรียมการในการสนับสนุนเรื่องอาหารการกิน รวมทั้งที่ซ่อนตัวทั้งก่อนก่อเหตุ และหลังจากการก่อเหตุเสร็จสิ้นแล้ว
เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน จุดพลิกผันของชีวิต
“ผมได้รับฟังข่าวสารว่าหน่วยงานภาครัฐ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ สามารถเข้ามารายงานตัว แสดงตน เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมายกับโครงการพาคนกลับบ้าน”
อดีตผู้หลงผิดได้กล่าวพร้อมกับสีหน้า แววตายิ้มแย้มอย่างเปี่ยมสุขเมื่อได้ทำการเล่าเรื่องราวของตนมาถึง ณ ตรงนี้ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญของตนเองและครอบครัว แสงสว่างรำไรรออยู่เบื้องหน้านำพาไปสู่ทางออกทั้งที่ก่อนหน้านี้มืดมิดเหมือนคนที่สิ้นอนาคต หลังจากนั้นได้หาโอกาสกลับมาบ้านพูดคุยกับครอบครัว และตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นยังไม่มีความมั่นใจในวิธีการและกระบวนการขั้นตอนสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้รับการแนะนำ และช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างจริงใจ ในการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทุกขั้นตอนในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สุดท้ายศาลสั่งไม่ลงโทษปล่อยตัวให้เป็นอิสระ
“ชีวิตของผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ ผมไม่ต้องใช้จ่ายค่าดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้เงินสักบาท แต่ที่สำคัญที่สุดคือทุกวันนี้ผมมีความสุข อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ- แม่-ลูก ดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนกับคนทั่วๆ ไปในหมู่บ้าน ผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนได้เล็งเห็นว่า โครงการพาคนกลับบ้าน ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นโครงการที่ดี จึงอยากเชิญชวนไปยังผู้ที่หลงผิด มีความเกรงกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ หนีหมายศาล หลบหนีการจับกุม และกลัวการถูกดำเนินคดีความ ได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวหันหลังให้กับขบวนการ แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ประตูสู่การกระทำความดีได้เปิดกว้างไว้สำหรับพวกเราทุกคน”
ชีวิตที่ต้องให้ใครต่อใครตราหน้าว่าเป็นแนวร่วมกลุ่มขบวนการ มีแต่สร้างรอยบาปให้กับตัวเองและครอบครัว อีกทั้งการเข่นฆ่าผู้คนผิดต่อหลักคำสอนศาสนา ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง จะต้องมีคดีความติดตัว หลบหนีการติดตามจับกุมใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ได้อยู่กับครอบครัวเชื่อได้ว่ายังมีผู้ที่คิดต่างจากรัฐอีกหลายคนที่ต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ ตัวอย่างเรื่องราวของอดีตผู้ที่เคยหลงผิดที่ได้รับโอกาสจาก “โครงการพาคนกลับบ้าน” จนนำมาสู่การมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับครอบครัว สังคมไทย และภาครัฐยังเปิดโอกาสให้สำหรับคนที่กล้ากลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีเสมอ…

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สื่อโจร หางโผล่



นี้คือ ตัวอย่างสื่อโจรฟาตอนี ที่เคยเอาข้อมูลใส่ร้ายคนไทยพุทธ สุดท้ายก็ลบข้อมูลพร้อมคลิปทิ้ง !!

            " พวกนักข่าวเลว ! ตอนนี้มีนักข่าวมาจากมาเลย์ และอินโด เข้ามาทำข่าวในเมืองยะลา โดยเปรียบเทียบพื้นที่ยะลาเป็นเขตยาฮูดี (อิสลาเอล) และปาเลสไตน์ ลองอ่านดูครับ และเข้าไปดูเวบที่พวกมันเผยแพร่ครับว่ามันเลวแค่ไหน "

          มันเคยลงข่าวให้ร้ายคนไทยพุทธเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2013 พอมีคนเข้าไปมาก ๆ ก็รีบลบทันที ลบข่าวได้แต่ลบบาปกรรมไม่ได้นะนักข่าวโจร ไปตอบบคำถามในวันพิพาทสาให้ดีละ

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

NGOs‬ แนวร่วมนักศึกษา คัดค้าน การ‎ตรวจDNA‬ อ้างละเมิดสิทธิ ‪‎วาทะกรรม‬ หรือแผนการร้ายใช้เด็ก 5 ขวบเป็นครื่องมือ เปิดทางให้โจรใต้รอดพ้นข้อกฎหมาย


              กลุ่มมวลชนปีกการเมือง ผู้สนับสนุนโจรใต้ ได้ใช้เด็กมาเป็นเครื่องมือ ในการเรียกร้อง การเปรียนกฏหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุ มีสิทธ์ดิ้นหลุดคดีความ ในการตรวจพยานหลักฐาน DNA ผู้กระทำความผิด ในคดีความร้ายแรง เพื่อให้หลักฐานฟ้องร้องเอาคนผิดมาลงโทษไม่ได้

           ในเรื่องความเชื่อมั้นหลักต่อผู้ เชี่ยวชาญที่ทําการตรวจพิสูจน ลายพิมพ DNA พิพากษาความผิดตามหลักฐานที่เที่ยงตรง มีความเชื่อมั่น เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร ตามมาตรฐานและกระบวนการทางกฎหมายในเรื่องการพิสูจน์ ตามหลักสากล ผลดีเอ็นเอ ที่ใช้กันทั้วโลก
แต่กับชายแดนภาคใต้ กลุ่มผู้ไม่หวังดี มักนำหลักสิทธ์ และข้ออ้างเพื่อทำลาย หลักการและเอื้อผลประโยชน์ ให้ผู้ร้าย มากกว่าผู้รับผลกระทบ

          ได้นักศึกษาร่วมคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA)ทุกรูปแบบ จึงเชื้อได้ว่า หากค้ดค้านการตรวจ DNA แล้ว พยานหลักฐานในคดีความมั่นคง เหตุรอบวางระเบิด คดีการสังหารผู้บริวุทธ์ วัตถุพยานทางนิติเวชฯ ต่างอาจถูกเอื้อประโยชน์ให้ผู้ก่อเหตุมากกว่า ที่จะจับคนร้ายมาลงโทษตามกฏหมายคดี
คำถามจากสังคม และครอบครัวผู้บริสุทธ์ เนื่องจากผู้ก่อเหตุ ได้ก่อคดี และมีหลักฐานที่ตกในที่เกิดเหตุ ตรวจวัตถุพยานนิติวิทยาศาสตร์ กับDNA ตรงกับผู้ก่อเหตุ 

           แต่หากคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรมผู้ก่อเหตุไม่ได้แล้วนั้น เราจะเอาหลักฐานอาไรมาคืน คามยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตแต่แล้วสำหรับ  "องค์กร มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ปัตตานี ได้ออกมาชี้แจ้งเจ้าหน้าที่หน่าวยงานความมั่นคง เข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็กหลังมีการเก็บสารพันธุกรรม (DNA) เด็กชายวัย 5 เดือนของทายาทผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง 

          ในการนี้ทางนักกิจกรรมปาตานี ได้ขอเรียนเชิญร่วมรณรงค์ เพื่อคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ในทุกรูปแบบโดยผู้ที่ถูกตรวจไม่มีการเซ็นยินยอม"  
ในเมื่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ปัตตานี  ได้ออกมาชี้แจ้งเจ้าหน้าที่หน่าวยงานความมั่นคง เข้าข่ายละเมิดสิทธิ การตรวจ DNA ญาติของผู้ก่อเหตุ ในเมื่อผู้ก่อเหตุหนีการจับกุม เราจะเอาหลักฐานที่ใหน เรียกร้องให้กับญาติผู้เสียชีวิต เพื่อจับคนผิด สิทธิของผู้บริสุทธื์ถูก เอื้อประโยชน์ให้โจร พ้นผิดแล้วกับมาก่อเหตุอีกครั่ง

          ในเมื่อนักกิจกรรมปาตานี ได้ขอเรียนเชิญร่วมรณรงค์ เพื่อคัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA)ในทุกรูปแบบโดยผู้ที่ถูกตรวจไม่มีการเซ็นยินยอม แล้วนั้น หากวันใหนครอบครัว เกิดเหตุการณ์ร้าย หรือผลพวง จากผู้ร้าย จนทำให้เกิดความศูนย์เสีย คนอันเป็นที่รัก มีวัตถุพยานหลักฐานเป็นอาวุธ ต้องตรวจ DNA ทางนิติวิทยาศาสตร์ ถึงจับผู้ต้องสงสัย ไว้ได้แต่ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ นอกจาก วัตถุพยาน แต่ขัดข้อกฏหมาย คัดค้านการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) ผู้ต้องหาไม่ยินยอม ครอบครัวท่านคงมีความสุข ที่จับคนผิดมาลงโทษไม่ได้

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เหตุผลใด? เจ้าหน้าที่ถึงเข้าโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา...



             เว็บเพจ: Suara Patani เป็น 1 ในหลายๆ เพจที่มีการโพสต์ภาพและข้อความที่สร้างความแตกแยกในสังคม พยายามยั่วยุแบ่งเค้าแบ่งเรานำความต่างทางศาสนามาแบ่งกั้น ไม่เฉพาะแค่ประเด็นศาสนายังนำเรื่องเชื้อชาติ มาตุภูมิใช้คำว่าคนปาตานี คนสยาม ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีประเทศไหนในโลกใบนี้ที่คนในชาตินับถือศาสนาแค่ศาสนาเดียว และมีเชื้อชาติเดียว

          ทุกวันเว็บเพจ: Suara Patani จะทำการโพสต์ในลักษณะยั่วยุ บิดเบือนข้อเท็จจริง โยนผิดให้เจ้าหน้าที่ ตั้งแง่ ตั้งข้อรังเกียจเจ้าหน้าที่ ลามปามไปยังเรื่องประวัติศาสตร์ ความไม่เท่าเทียมในสังคม ในเรื่องกระบวนการยุติธรรม

         แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่แอดมินอยากจะทำความเข้าใจต่อการเผยแพร่ภาพและข้อความของเว็บเพจเจ้าปัญหาคือเรื่องเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถาบันปอเนาะ โรงเรียนสอนศาสนาเอกชน และตาดีกา ซึ่งเจตนาต้องการปลุกเร้าให้นักเรียนเกิดความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐและไม่ให้ความร่วมมือ ลองอ่านข้อความดังกล่าวกันค่ะ มาถาม ถามว่าเป็นไงบ้าง…มากวน กวนฉันเวลาเรียน…มาชวน ชวนฉันทำโน่นนี่…มาถ่าย ถ่ายรูปแล้วก็กลับ…เคยถาม ถามบ้างไหมว่าเราคิดอย่างไร…เคยถาม ถามบ้างไหมว่าเราชอบท่านไหม…เคยถาม ถามตัวเองบ้างไหม ที่ทำไป ได้อะไร?...โรงเรียนของฉันไม่น่าอยู่
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุและผล สถาบันปอเนาะ โรงเรียนสอนศาสนาเอกชน และตาดีกา เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเพื่ออะไร?...

          ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2549 มีการปิดโรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และเมื่อ 5 กรกฎาคม 2550 ปิด “ปอเนาะสะปอม” หรือ “โรงเรียนอิสลามบูรพา” หมู่ที่ 5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส จากการตรวจค้นโรงเรียนทั้งสองเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังและแหล่งกบดานของกลุ่ม ผกร.

           ถัดมาอีกโรงเรียนเป็นข่าวโด่งดัง โรงเรียนยุวอิสลาม บ้านน้ำใส ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัว เหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการปิดล้อมประกาศให้มีการยอมมอบตัวแต่มีการต่อสู้เกิดปะทะ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย หลบหนีรอดไปได้ 2 ราย จับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย
นั่นคือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปเพื่อดูแลไม่ให้กลุ่มขบวนการโจรใต้ฟาตอนีใช้โรงเรียนเหล่านี้เป็นแหล่งเก็บรวบรวมอาวุธ วัตถุระเบิด หลบซ่อนตัว และที่สำคัญไม่ให้มาทำการปลุกระดมชักนำเยาวชนให้เข้าร่วมขบวนการ

           เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตัวแทนจุฬาราชมนตรี ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบสื่อออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อมูลทำให้เกิดความแตกแยกทางศาสนา แต่เมื่อมีการตรวจสอบสื่อออนไลน์ที่ทำการเคลื่อนไหวไม่เฉพาะการสร้างความแตกแยกทางศาสนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สื่อแนวร่วมโจรใต้ฟอตานี ยังปลุกระดม ปลุกปั่นคิดการณ์ไกลทำการแบ่งแยกดินแดนเลยล่ะ....
       แอดมินขอยกตัวอย่างสัก 10 เว็บเพจ แค่นี้ก็หนาวแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองเข้าไปตรวจสอบเนื้อหาดูกันดีกว่าว่าจริงมั๊ย ซึ่งได้แก่

สื่อแนวร่วมได้ทีผสมโรงขยายผลครูให้นักเรียนมุสลิมกินหมู


สื่อแนวร่วมได้ทีผสมโรงขยายผลครูให้นักเรียนมุสลิมกินหมู

       เป็นไปตามคาด ความเคลื่อนไหวของสื่อแนวร่วมที่คอยจังหวะผสมโรงดำเนินการปลุกกระแสสร้างความแตกแยก

       สำนักสื่อ Wartani ระบุผู้ปกครองนักเรียนและชาวบ้านในพื้นที่ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีครู โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ให้นักเรียนมุสลิมรับประทานเนื้อหมูระหว่างเดินทางไปทัศนศึกษาที่ กทม. ซึ่งชาวบ้านรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเตรียมการที่จะดำเนินการต่อไปให้ถึงที่สุด แม้ผู้อำนวยการโรงเรียน จะถูกสั่งย้ายแล้วก็ตาม

        “ชาวบ้านรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเตรียมการที่จะดำเนินการต่อไปให้ถึงที่สุด แม้ผู้อำนวยการโรงเรียน จะถูกสั่งย้ายแล้วก็ตาม”นี่หมายความว่าอย่างไร?

          ประเด็นเรื่องศาสนาเป็นสิ่งละเอียดอ่อนเจ้าหน้าที่รัฐทราบดีว่ามีผลกระทบด้านจิตใจของศาสนิกชนไม่ว่าศาสนาไหนก็ตามแต่ ที่แล้วมาพยายามระมัดระวังหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
อย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก อย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการแสวงประโยชน์โดยใช้ประเด็นในเรื่องศาสนาเพื่อหาแนวร่วม สร้างความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่จะเห็นได้ว่ามีการนำเสนอเรื่องราวดังกล่าวไปขยายผลในสื่อสังคมออนไลน์ อย่างกว้างขวาง โดยสื่อในด้านสร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธ และมุสลิมในพื้นที่ โดยเฉพาะมีการนำเสนอให้ครูไทยพุทธย้ายออกไปจากโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ทั้งหมด

        ความคืบหน้าในการแก้ปัญหา นายลือชัย เจริญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เรียกประชุมปรึกษาหารือแนวทางการแก้ปัญหา โดยมีนายอรรถสิทธิ์ รัตนแคล้ว ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานีเขต 2 ผู้นำศาสนา ทหาร ตำรวจ และผู้ปกครอง เพื่อหาทางออกร่วมกันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ให้บานปลายออกไป พร้อมทั้งได้ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานีเขต 2 ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบภายใน 15 วัน ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการจงใจ ตั้งใจ หรือเป็นการประมาทเลินเล่อ ของครูกันแน่ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

           ผู้ที่เสพข้อมูลข่าวสารในเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ไม่หวังดี ของเหตุการณ์ครั้งนี้ และถือว่าเป็นบทเรียนที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องใส่ใจในการจัดกิจกรรมในครั้งต่อๆ ไป อย่าผิดพลาดเป็นอันขาดมิฉะนั้นแล้วท่านอาจจะเป็นรายต่อไปที่จะต้องสังเวย และมีชื่อติดปากชาวบ้านกับการเล่าต่อไปอีกนาน...และที่สำคัญจะตกเป็นเหงื่ออันโอชะให้กับกลุ่มที่จ้องทำลาย สร้างความแตกแยกในคราบสื่อจอมปลอม

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้