วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เหตุคนร้ายลอบยิง โต๊ะอิหม่าม อ.ยะหริ่ง เชื่อมโยงคดียิงอิหม่ามยะโก๊บ เสียชีวิตในเดือนรอมฎอนเมื่อปี 56


อิหม่ามยะโก๊บ หร่ายมณี ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อ 5 ส.ค.56

          ความคืบหน้าคดีคนร้ายยิงโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดดารุนมูไฮมี เสียชีวิต ใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ผลตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 เชื่อมโยงคดีที่คนร้ายเคยทำก่อเหตุหลายสิบคดี ยิงโต๊ะอิหม่าม ครู นักเรียน ตำรวจ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน มีผู้เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บ 2 ราย

         คดีสำคัญที่เชื่อมโยงคนร้ายกลุ่มนี้คือ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 กรณี คนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ประกบยิง นายยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี เสียชีวิตกลางตลาด ขณะเดินจับจ่ายซื้ออาหาร ในช่วงเดือนรอมฎอน


        จากกรณีเหตุการณ์เมื่อ 26 มิ.ย.59 เวลา 18.20 น. คนร้ายประกบยิง นายอับดุลเลาะ โด อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดดารุนมูไฮมี เสียชีวิต ขณะขับขี่รถ จยย. หน้ามัสยิสตาแกะ บ.กุหมัง ม.4 ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

         จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 ซึ่งได้มีการตรวจรองลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาดประมาณ .38 ที่ตกในที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายเคยใช้ยิงมาจากกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของ ศพฐ.10 รวม 17 คดี ด้วยกัน

  • คดีที่ 1 เมื่อ 16 ธ.ค.47 คนร้ายยิง ส.ต.ท.ชาญุทธ์ ภูดินดา ในพื้นที่ ม.๑ ต.ปิยามุมัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 2 เมื่อ 24 มิ.ย.50 ยิงแล้วเผา นายอำพันธ์ อนุบุตร ณ บ้านเลขที่ 336 ม.2 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 3 เมื่อ 16 ธ.ค.50 ยิงนายนัสรูดิน สาแล๊ะ ขณะเดินทางไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ อ.เมืองปัตตานี บนถนนสาย 42 บ้านโต๊ะโสม ม.1 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 4 เมื่อ 11 มิ.ย.51 ยิงนายสมชาย แดงเพ็ง ได้รับบาดเจ็บ และนายศักดิ์ดา ณ สงขลา ถึงแก่เสียชีวิต บนถนนสายยะหริ่ง – ม่วงหวาน ม.2 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 5 เมื่อ 23 ธ.ค.52 ยิงนายมะ มีนา เสียชีวิต ในร้านน้ำชาเลขที่ 96 ม.2 ถ.รามโกมุท ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 6 เมื่อ 29 พ.ค.55 ยิงนายดิษฐรัช สรเกตุ และนางจุฑามาศ พงศ์พานิช เสียชีวิต บนถนนสายรามโกมุท ม.3 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 7 เมื่อ 20 ก.ย.55 ยิง ร.ต.ต.อับดุลเล๊าะ ดอเลาะ ตลาดนัดสามแยกสาบัน ม.5 ต.ตันหยงดาลอ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 8 เมื่อ 28 เม.ย.56 ยิงนายวายุภักดิ์ ธรรมทินโน เสียชีวิต บริเวณสนามฟุตบอลโรงเรียนตาดีกาบ้านกลาขอ ม.5 ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 9 เมื่อ 3 มิ.ย.56 ยิงนายมะแอ เจ๊ะฮะ เสียชีวิต บนถนนสาย 42 แยกทางเข้าบ้านซะเอาะ ม.2 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 10 เมื่อ 5 ส.ค.56 ยิงนายยะโก๊ป หร่ายมณี ซึ่งเป็นโต๊ะอีหม่ามประจำมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เสียชีวิต บริเวณ ถ.ยะรัง ซอย 6 ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 11 เมื่อ 5 ต.ค.56 ยิงนายอิสมาแอ สะดียามู เสียชีวิต บนถนนในหมู่บ้านสายสะดาวา-ราตาปันยัง ม.6 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 12 เมื่อ 4 ม.ค.57 ยิง ด.ต.มะรอเซะ มูหนะ เสียชีวิต และนายอิสมาแอ มะแซ เจ้าหน้าที่ อส.อ.เมืองปัตตานี ได้รับบาดเจ็บ ในร้านน้ำชาบ้านเลขที่ 73/4 ม.2 ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 13 เมื่อ 24 ก.ค.57 ยิง น.ส.นาศาชล สังข์วิเชียร เสียชีวิต บริเวณหน้าโรงเรียนจงรักษ์สัตย์ ถนนสาย 42 ม.2 ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 14 เมื่อ 19 ก.ย.57 ยิงนายมะยีดิง กะตะแซ เสียชีวิต ถนนสายภายในหมู่บ้าน ม.1 ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 15 เมื่อ 13 ก.ค.58 ยิงนายสกุล ชฎารัตน์ ครูอัตราจ้างโรงเรียนชุมชนบ้านตะลุโบะ เสียชีวิต ถนนสาย 42 ม.3 ต.บาราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • คดีที่ 16 เมื่อ 13 ส.ค.58 ยิงนายอาหาหมัด ดาโอะ เสียชีวิต บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 68 ม.1 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี

  • คดีที่ 17 เมื่อ 26 มิ.ย.59 คนร้ายประกบยิง นายอับดุลเลาะ โด อายุ 56 ปี โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดดารุนมูไฮมี ขณะขับขี่รถ จยย.หน้ามัสยิสตาแกะ บ.กุหมัง ม.๔ ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี



         จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 แสดงให้เห็นว่า คดียิงโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดดารุนมูไฮมี เสียชีวิต ใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นการกระทำของกลุ่ม ผกร. ที่มุ่งสร้างความรุนแรงในห้วงเดือนรอมฎอน สร้างสถานการณ์เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจผิด หากไม่มีการตรวจสอบวัตถุพยาน และรูปคดียังคลุมเคลือจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำไปบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ.

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วงจรปิดจับภาพ “ซูกีมัน กูบารู” มือคาร์บอมบ์เมืองโก-ลก จนท.เข้ม 10 วันสุดท้ายรอมฎอน



          ยะลา - หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แจ้งประสานทุกหน่วยกำลังในพื้นที่เพิ่มมาตรการเข้ม จับตารถยนต์ และรถจักรยานยนต์เป้าหมาย หลังมีข่าวกลุ่มคนร้ายพุ่งเป้าใช้วัตถุระเบิดก่อเหตุในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน พร้อมแจ้งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบ “ซูกีมัน กูบารู” เป็นมือคาร์บอมบ์ในสุไหงโก-ลก เมื่อวานนี้



         มีรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวานนี้ (27 มิ.ย.) โดยได้มีการประสานแจ้งไปยังหน่วยกำลังด้านความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง 4 อำเภอของ จ.สงขลา พร้อมทั้งพื้นที่สำคัญใน อ.หาดใหญ่ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยในห้วงตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.59 ถึง 6 ก.ค.59 ซึ่งเข้าสู่ 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ขอแจ้งให้ทุกหน่วยยกระดับมาตรการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยพื้นที่ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งมีข่าวความเคลื่อนไหวว่า





        กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะปฏิบัติการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยมีการประเมินว่า กลุ่มคนร้ายอาจจะมีการพุ่งเป้าใช้จักรยานยนต์ และรถยนต์ที่ประกอบระเบิดนำไปก่อเหตุคาร์บอมบ์ และอาจจะมีการนำระเบิดขนาดเล็กแบบพกพาปฏิบัติการซุ่มโจมตีต่อเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยครู และฐานปฏิบัติการที่อ่อนแอ จุดตรวจจุดสกัดที่มีกำลังน้อย ให้ทุกหน่วยกำลัง ทุกชุดเพิ่มความเข้มในการออกปฏิบัติหน้าที่ในการลาดตระเวน และตั้งด่านตรวจสอบยานพาหนะ บุคคลตามเป้าหมาย ซึ่งมีรถยนต์ตามเป้าหมาย จำนวน 6 คัน รถจักรยานยนต์ 6 คัน ที่เป็นเป้าหมายในการนำไปก่อเหตุ





         นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงกรณีเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวานนี้ว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบว่า บุคคลที่ก่อเหตุในครั้งนี้คือ นายซูกีมัน กูบารู ผู้ก่อการร้ายที่ทำหน้าที่หน่วยระเบิด เคยมีการก่อเหตุจนได้เลื่อนชั้นตามขั้นตอนของกลุ่มแนวร่วมเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ในตำแหน่งผู้พันหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ก่อเหตุ และเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่า นายซูกีมัน กูบารู ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงแล้ว




วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฆ่าอิหม่าม..คือสูตรสำเร็จปลุกระดมความรุนแรงกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ




           กรณีเหตุการณ์เมื่อ 26 มิ.ย.59 เวลา 18.15 น.เกิดเหตุคนร้ายจำนวน 2 คน ขับขี่รถ จยย.ไม่ทราบรุ่นและหมายเลขทะเบียน ใช้อาวุธปืนพกสั้น ขนาด.38 ประกบยิงราษฎร ขณะขับขี่รถ จยย. พร้อมกับญาติเดินทางไปร่วมเปิดปอซอและละหมาด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย บนถนนสาย บ.ตาแกะ - บ.ฝาง ม.1 บ.เฑียรยา ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

           ผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายอับดุลเลาะ โด อายุ 56 ปี ที่อยู่ 108/1 ม.4 ต.ตาแกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ถูกกระสุนปืนบริเวณเอวด้านซ้าย, สะบักไหล่ด้านซ้าย และต้นคอด้านขวา รวม 4 นัด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
จากการเสียชีวิตของ นายอับดุลเลาะ โด อิหม่าม กลุ่มแนวร่วมขวนการ ผกร.ที่แอบแฝงเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์ ได้ใช้เป็นประเด็นในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ


           ซึ่งที่ผ่านมามักจะใช้ได้ผลในเชิงจิตวิทยาสังคม กลุ่มแนวร่วมขบวนการมีการชี้ให้เห็นว่าเดือนรอมฎอนอันประเสริฐมุสลิมที่ดีเคร่งต่อการปฏิบัติตามหลักศาสนา ฉะนั้นการก่อเหตุร้ายทั้งมวลเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่

           สุดท้ายมักเป็นข้ออ้างในการก่อเหตุเพื่อทำการตอบโต้เจ้าหน้าที่ ด้วยการทำร้ายชาวไทยพุทธ บุคลากรทางการศึกษา พระสงฆ์ และสถานประกอบการของของคนต่างศาสนา

           นั้นคือความชั่วร้ายของไซตอน ของผู้ที่มิใช่มุสลิม ผู้ที่ไม่มีศาสนา แต่อาศัยอยู่แฝงกายอยู่ในร่มเงาของศาสนาอิสลามกระทำความชั่ว ด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาขึ้นมาใหม่ ปลุกระดมให้ผู้ที่ขาดความรู้ในศาสนา หลงเชื่อว่าการเข่นฆ่าผู้คนในเดือนรอมฏอนได้บุญหลายสิบเท่าทวีคูณ และเมื่อเกิดเหตุแล้วกลับโยนผิดให้เจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความเกลียดชัง ความแปลกแตกต่าง แยกเขาแบ่งเรา แตกความสามัคคี นี่คือกุศโลบายของผู้ร้ายตัวจริงในจังหวัดชายแดนใต้.

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สตรีมุสลิม ผู้รัก ดูแด ห่วงใย เอื้ออาทร ต่อสัตว์ที่พระเจ้าสร้างขึ้น



เดซี มาร์ลินา อามิน หญิงสาวมุสลิม อุทิศเวลาและเงินส่วนตัวดูแลสัตว์จรจัด แต่กลับถูกคุกคามทางสื่อออนไลน์อย่างหนัก


เมตตาต่อสัตว์ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง น้ำใจเธอช่างงามแท้ ประเสริฐยิ่งนัก
         เดซี มาร์ลินา อามิน หญิงชาวมุสลิมคนนี้ ได้อุทิศเวลาและเงินส่วนตัวของเธอ ในการหาอาหารให้สัตว์เลี้ยงจรจัดที่อยู่ใกล้บ้านของเธอในลอมบ็อก ประเทศมาเลเซีย เธอทำอย่างนี้มาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว แม้จะมีกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนความพยายามของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยเลิกล้มความตั้งใจเช่นกัน

         อามินต้องเผชิญกับการคุกคามทางออนไลน์อย่างหนัก เมื่อเธอได้โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยเหลือสุนัขจรจัดลงในเฟซบุ๊กของเธอซึ่งมีคนติดตามกว่า 14,000 คน ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะให้กำลังใจในการทุ่มเทเพื่อสัตว์ไร้บ้านเหล่านี้ แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและพยายามต่อต้านการกระทำของเธอ หรือแม้กระทั่งคุกคามชีวิตเธอ อามินบอกว่าเธอได้รับข้อความทางอินบ๊อกซ์เฟซบุ๊กจากคนที่ต่อต้านเธอเยอะมาก มีทั้งคนที่พูดไม่ดี และคนที่บอกว่าจะทำร้ายเธอถึงชีวิต เพียงเพราะเธอช่วยสัตว์เหล่านี้



          ในการตีความข้อบัญญัติบางข้อของคนที่ต่อต้านอามิน สุนัขถือเป็นสิ่งสกปรกสำหรับชาวมุสลิม ทุกคนต้องหลีกเลี่ยงและไม่สัมผัส เขาบอกว่าเธอได้ทำผิดต่อพระเจ้าด้วยการกระทำเช่นนั้น แต่อามินไม่คิดเช่นนั้น เธอไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดอย่างไร เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องกลัวสุนัข หากคิดว่าสุนัขเป็นสิ่งสกปรก ก็เพียงแต่ทำความสะอาดตัวเอง เหมือนที่เธอล้างมือทุกครั้งก่อนปฏิบัติศาสนกิจหลังทำงานนี้เสร็จ
         เธอบอกว่าสำหรับคนที่รักสัตว์ การช่วยสัตว์ที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นไม่ใช่การผิดสัญญาต่อพระเจ้า ตรงกันข้ามกลับเป็นการเติมเต็มมากกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่ทุกเช้าก่อนออกไปทำงานขับรถแท็กซี่ เธอต้องเตรียมอาหาร (ที่ดีต่อสุขภาพด้วยนะ) ไว้ให้หมาและแมวจรจัดที่มีรวม ๆ กว่า 60 ตัว ได้กินกันอย่างเพียงพอ อามินเชื่อว่า พระเจ้าพอใจในสิ่งที่เธอทำและเข้าใจเธอ เธอบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างเพียงมนุษย์เท่านั้น แต่สร้างสัตว์ทั้งหมด การช่วยเหลือสัตว์เหล่านี้ จึงเป็นการดูแลสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

รู้ตัวคนร้ายก่อเหตุประกบยิง อส.ยี่งอ บาดเจ็บเป็นน้องชาย ผกร.ในพื้นที่



Posted on มิถุนายน 24, 2016 by admin


จากกรณีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ปะกบยิงเจ้าหน้าที่ อส.อำเภอยี่งอ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดสกัดบริเวณสามแยกหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอยี่งอ เหตุเกิดขณะที่เจ้าหน้าที่ อส.อำเภอยี่งอขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากไปรับอาหารมื้อเย็น จากกองร้อย เพื่อมารับประทานที่จุดสกัด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ อส.ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย คือ อส.รุสรัส หะยึดอเลาะ ได้รับบาดเจ็บที่น่องขาซ้าย และ อส.ติงมีซี ลายะ ได้รับบาดเจ็บที่น่องขาซ้าย และ บริเวณฝ่ามือข้างซ้าย นำตัว ส่ง รพ.ยี่งอฯ และถูกนำตัวส่งต่อไปที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ ปัจจุบันอาการปลอดภัย



หลังเกิดเหตุหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่รับผิดชอบ ทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อตรวจสอบผู้ต้องสงสัยในทันที จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตรวจพบ รถจักรยานยนต์ต้องสงสัย จำนวน 2 คัน คันที่ 1 คาดว่าเป็นคันชี้เป้า มีนายซาการียา บือซา เป็นผู้ขับขี่ผู้ซ้อนท้าย ชื่อ นายมานิต ขำพร้อม จากการตรวจสอบข้อมูลฐานบุคคล คนขับขี่ เป็นน้องชายของ นาย แวฮาสมิง บือซา ผกร.ในพื้นที่ อ.ยี่งอ ซึ่งขณะนี่ได้หลบหนีอยู่




ส่วนรถจักรยานยนต์คันที่ 2 ผู้ขับขี่เป็นชายไม่ทราบชื่อสวมหมวกกันน๊อค และใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า ผู้ซ้อนท้ายซึ่งเป็นมือปืนสวมแว่นตาดำอำพางใบหน้าขับขี่ตามรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ อส.อำเภอยี่งอ ตั้งแต่สามแยกทางเขาเทศบาล อ.ยี่งอ ไปถึงบริเวณจุดสกัดหน้าเกษตรอำเภอยี่งอ หลังจากนั้นคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ยิงใส่ จนท.อส. ทั้ง 2 นาย และหลบหนี โดยใช้เส้นทางผ่านหน้าโรงเรียนอัครศาสตร์มุ่งหน้าไปทางหลวงหมายเลข 42

เจ้าหน้าที่จะเร่งทำการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ และดำเนินการสืบสภาพบุคคลเป้าหมายทั้ง 2 นายเพื่อเตรียมการในการจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยึดอาวุธปืน พัน.พัฒนา 4 ได้คืนรายวัน ล่าสุดอีก 2 กระบอกในพื้นที่บ้านไอปาตู

13515278_1305676022798670_1811983028_n


นราธิวาส – เมื่อ 23 มิ.ย.59 เวลา 06.00 น. พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ ผบ.ฉก.ทพ.48, พ.ท.ชุติกร ชุมคง รอง ผบ.ฉก.ทพ.48 ได้สั่งการให้ขยายผลการพิสูจน์ทราบค้นหาแหล่งซุกซ่อนอาวุธ “x-ray” ในพื้นที่ บ้านไอบาตู หมู่ 4 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ตามแผนยุทธการพิทักษ์ตะเว – กอ.รมน.ภาค 4 สน.



เจ้าหน้าที่ทหารพรานจัดกำลังจาก ร้อย.ทพ.4804 ซึ่งเป็นกองร้อยเชิงรุก กกล.ทพ.จชต. ทำการสนธิกำลังกับ ร้อย.ทพ.4812 หน่วยละ 2 ชุดปฏิบัติการ, ร้อย.ทพ.4802, ร้อย.ทพ.4803, ร้อย.ทพ.4816 ในการปฏิบัติตามแผนยุทธการพิทักษ์ตะเว-กอ.รมน.ภาค 4 สน.

ผลการปฏิบัติในการพิสูจน์ทราบ เมื่อเวลา 07.45 น. ชป.ลว.ได้ค้นหามาถึงบริเวณ พิกัด RG 188752 ตรวจพบอาวุธ ปลย.เอ็ม.16 เอ.1 จำนวน 2 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ในร่องดินที่มีพงหญ้าปกคลุมรกทึบ เมื่อทำการตรวจสอบหมายเลข อาวุธปืนกระบอกที่ 1 หมายเลข 9093596 และ กระบอกที่ 2 หมายเลข 9537212 ซึ่งเป็นอาวุธปืนของ กองพันพัฒนาที่ 4 ทั้ง 2 กระบอก ที่กลุ่ม ผกร.ทำการปล้นเมื่อ 4 มกราคม 2547


เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงได้ประสานการปฏิบัติกับ สภ.สุไหงปาดี, ปลัดป้องกันอำเภอสุไหงปาดี, สพฐ.10 และ ชุด EOD./ชุดสุนัข กก.ตชด.44 เข้าดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สันดานชั่ว โจรใต้เดือนรอมฎอน..




           เว็บเพจ: Suara Patani ทำการโพสต์ยกระดับการแจ้งเตือน รอมฏอนยังไม่ถึงครึ่งทาง คนปาตานีตายและเจ็บไปเท่าไหร่แล้ว ช่วงนี้จนถึงกลางเดือนสิงหาฯนี้ ต้องระวังเป็นพิเศษ ระวัง "ทีมงูเต๊ะ" ระวังโจรเส้นใหญ่ครับ


         ข้อเท็จจริงประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ จชต.ต่างทราบดีว่าเหตุฆ่ากันตายรายวันเป็นฝีมือใคร? ทั้งๆ ที่เป็นเดือนแห่งบุญ ละเว้นการกระทำความชั่ว ศาสนาสั่งสอนให้กระทำแต่ความดี กลับมีคนบางกลุ่มบิดเบือนหลักศาสนาเสียใหม่ใส่ความสุดโต่ง ความโหดร้ายชี้นำไปในทางที่ผิด ยุยงส่งเสริมการเข่นฆ่าผู้คนในเดือนรอมฎอนได้บุญใหญ่ โดยเฉพาะการฆ่าคนต่างศาสนา


        หลังจากสมาชิกแนวร่วมได้ถูกเป่าหูจากแกนนำกลุ่มขบวนการโจรใต้ให้ทำการฆ่าคนในเดือนรอมฏอน นักเลงคีย์บอร์ดรับลูกต่อด้วย ทำการโพสต์ปลุกระดม..กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐคือผู้กระทำ นี่คือความชั่วร้าย ของไซตอนและแนวร่วมที่ทำการเข่นฆ่าพี่น้องกันเอง

          แต่ที่น่าใจหายคือแนวร่วมในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เสพติดความรุนแรง คราใดที่ความสูญเสียเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ สมาชิกเหล่านี้ต่างแสดงออกถึงความถ่อยป่าเถื่อน ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าศาสนาจะกล่อมเกล่าให้ผู้คนเหล่านี้เป็นคนดีของสังคมและครอบครัว ทั้งๆ ที่ศาสนาอิสลาม คือศาสนาแห่งสันติภาพ

       สาวกของเว็บเพจ: Suara Patani ที่ทำการกด Like 1 พันกว่าครั้งสำหรับภาพบิดเบือนภาพนี้ และ กดแชร์ 1,300 กว่าครั้ง แสดงว่า
  • สาวกเหล่านี้มืดบอด ไม่เปิดใจรับรู้ และไม่ยอมรับความเป็นจริงในสังคม 
  • เห็นผิดเป็นถูก ยอมให้กลุ่มขบวนการจูงจมูกชี้นำ ฝืนความรู้สึกของตัวเองด้วยเหตุผลกลใดสุดแต่แล้วแต่...
     เพราะทุกคนมีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเองแต่กลับไม่ยอมรับสันติภาพ สันติสุข มุ่งใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา 

แล้วสันติสุขที่ผู้คนส่วนใหญ่ฝันหาจะเป็นจริงอีกเมื่อใหร่?...หากเป็นอยู่เช่นนี้.

ตัดท่อน้ำเลี้ยงโจรใต้ เครือข่ายยาเสพติด ยาบ้าสองแสน ยาไอซ์สิบกิโล


           "ป.ป.ส. ผนึกกำลังทหาร ตำรวจ บุกทลายเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชายแดนใต้ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ 3 จชต. ตรวจยึดยาไอซ์ 10 กก. ยาบ้า 200,000 เม็ด ภายใต้แผนประชารัฐฯ"


          12 มิ.ย.59 นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) และนายสิทธิศักดิ์ กัลยาณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. รายงานว่า "เมื่อเวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก และเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้ร่วมกันจับกุมเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ จับผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้ 6 ราย พร้อมของกลางไอซ์ 10 กิโลกรัม ยาบ้าประมาณ 2 แสนเม็ด"

          จากข้อมูลการข่าว สำนักงาน ป.ป.ส. สืบทราบว่า จะมีนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.ปัตตานี ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติด โดยจะสั่งยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือ มาพักไว้ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนลำเลียงไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนัดหมายให้มารับยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพฯเร็วๆ นี้ โดยสืบสวนทราบว่า นายมะแอ ดอเลาะ ร่วมกับ น.ส.ยุพิน วันจรูญ ซึ่งเป็นสามี-ภรรยา อาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ได้ติดต่อว่าจ้างนายสันติภาพ หรือ สัน ยีมะหัด ให้เดินทางจาก จ.ปัตตานี มารับยาเสพติดที่กรุงเทพฯ จากนั้นให้ลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้าของนายมะแอฯ และ น.ส.ยุพินฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

        โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2559 นายมะแอ ดอเลาะ และนายสันติภาพ หรือ สัน ยีมะหัด ได้เดินทางจาก จ.ปัตตานี มากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมรับยาเสพติด เป็นยาบ้าประมาณ 200,000 เม็ด และ ไอซ์ 10 กิโลกรัม แต่ผู้ค้ายาเสพติดจากชายแดนภาคเหนือ ยังไม่พร้อมที่จะส่งมอบยาเสพติดให้แก่นายมะแอฯ และ นายสันติภาพฯ จึงได้ขอเลื่อนการส่งมอบยาเสพติดออกไป ทำให้นายมะแอฯ และ นายสันติภาพฯ เดินทางกลับไป จ.ปัตตานี ก่อนนัดหมายมารับยาเสพติดในภายหลัง


         กระทั่งวันที่ 12 มิถุนายน 2559 เจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายสันติภาพและนายมะแอ จะเดินทางมารับยาเสพติดดังกล่าว จึงทำการติดตามพฤติการณ์ พบว่านายมะแอฯ น.ส.ยุพินฯ และนายสันติภาพ ได้เดินทางจาก อ.หาดใหญ่มากรุงเทพฯ โดยทางเครื่องบิน ถึงกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 09:40 น. เจ้าหน้าที่จึงทำการติดตาม จนเวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ทหารจากศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้เข้าจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไอซ์ 10 กิโลกรัม และยาบ้า 198,000 เม็ด พร้อมยึดเงินสดจำนวน 1 แสนบาท ได้ที่บริเวณปากซอยตรอกสลักหิน ใกล้สถานีรถไฟหัวลำโพง ผู้ต้องหาได้ 6 ราย ได้แก่

  • 1. นายมะแอ ดอเลาะ อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 82/5 หมู่ 5 ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี (ผู้สั่งการ)
  • 2. น.ส.ยุพิน วันจรูญ อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 102 หมู่ 13 ต.นาทัน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์
  • 3. นายสันติภาพ ยีมะหัด อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 15 หมู่ 9 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
  • 4. นายอัมรีย์ มูดอ อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 167/1 หมู่ 1 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส
  • 5. นายอานัส อาแว อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 99 หมู่ 5 ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
  • 6. นายหะ ทองดอเลาะ อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 2040 หมู่ 1 ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

          จากการสอบสวนเบื้องต้น พฤติการณ์ผู้ต้องหาแต่ละราย 
  • ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 เป็นผู้ร่วมกันสั่งการ โดยเดินทางจาก อ.หาดใหญ่มา กทม. เพื่อมารับยาเสพติดพร้อมกับผู้ต้องหาที่ 3 โดย 
  • ผู้ต้องหาที่ 3 เคยเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สถานีรถไฟ หัวลำโพง เดินทางจาก อ.หาดใหญ่มา กทม. พร้อมผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 เพื่อมารับยาเสพติดและมีหน้าที่จัดส่งยาเสพติดทางรถไฟจากหัวลำโพงไปหาดใหญ่ โดยจะเดินทางไปกับขบวนรถไฟดังกล่าวด้วย และได้ติดต่อ ผู้ต้องหาที่ 4 และ 5 ให้ช่วยยกกล่องยาเสพติด ไปเก็บที่ห้องพักของผู้ต้องหาที่ 4 
  • ผู้ต้องหาที่ 4 เป็นพนักงานจัดส่งของที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มีหน้าที่เก็บกล่องยาเสพติดและดำเนินการจัดส่งกล่องยาเสพติด เป็นสัมภาระให้ไปพร้อมผู้ต้องหาที่ 3 ปลายทาง อ.หาดใหญ่
  • ผู้ต้องหาที่ 5 มีหน้าที่ยกกล่องยาเสพติด และดำเนินการจัดส่งกล่องยาเสพติด เป็นสัมภาระ ไปพร้อมกับ ผู้ต้องหาที่ 3 ปลายทาง อ.หาดใหญ่ 
  • ผู้ต้องหาที่ 6 เป็นคนเฝ้าห้องสำหรับเก็บยาเสพติด เพื่อรอส่งไปทางรถไฟ

        นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า "การปฏิบัติการในครั้งนี้ มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันดำเนินการสืบสวน หาข่าว ติดตาม จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการตามแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคงปลอดภัยยาเสพติด ตามนโยบายของ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ดำเนินมาตรการทั้งด้านการปราบปราม การป้องกัน การแก้ไข และการสร้างความเข้มแข็งให้กับหมู่บ้านชุมชนไปพร้อมๆ กัน"

         นายณรงค์ รัตนานุกูล กล่าวต่อว่า "ล่าสุดเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ยังได้ดำเนินการตรวจค้นบ้านเช่า 41/8 ม.3 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ของนายมะแอ ดอเลาะ เบื้องต้น พบยาบ้าอีก 2000 เม็ด ไอซ์ 30 กรัม จยย. 1 คัน ซึ่งจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป"

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อัลเลาะห์ไม่ว่า อิสลามหลบภัยจลาจลศาสนาในวัดพุทธ



วัดพุทธเปิดรับชาวอิสลามหลบภัยจลาจลศาสนา


         ชาวอิสลามหลายร้อยคนได้เข้าไปอาศัยในวัดของชาวพุทธ หลบภัยความรุนแรงจากการจลาจลระหว่างคนสองศาสนา  ความรุนแรงที่เมือลาเฉียวในรัฐชานทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

     
        เอเอฟพี/รอยเตอร์ - ชาวมุสลิมหลายร้อยคนเข้าไปหลบภัยในวัดแห่งหนึ่งของเมืองลาเฉียว หลังถูกทำร้าย และทำลายทรัพย์สินในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ 5 คน อาคารสถานที่ถูกเผาเสียหายนับสิบแห่ง ขณะที่ทางการพม่าพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการส่งทหาร-ตำรวจหลายร้อยนายออกลาดตระเวนรักษาความสงบในเมืองสำคัญของรัฐชาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ และอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศแห่งนี้
     
     
       เยทุต โฆษกประธานาธิบดีออกคำแถลงระบุว่า ความรุนแรงในเมืองลาเฉียว ทำให้ในวันพุธ (29) มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชาวมุสลิม และมีชาวพุทธ 5 ราย ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อความรุนแรง 25 คน ไปสอบปากคำ
     
       ตำรวจอาวุโสผู้หนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยว่า หนึ่งในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนักข่าวที่ถูกม็อบชาวพุทธทำร้าย และยังระบุว่า ทางการได้ส่งทหาร 300 นาย และตำรวจ 200 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์ในเมืองลาเฉียวที่มีประชาชนอาศัยอยู่ราว 130,000 คน และอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของพม่าประมาณ 700 กิโลเมตร




     
       ถึงแม้ยังคงถูกวิจารณ์ว่าทำอะไรไม่ทันการณ์ แต่ในครั้งนี้ รัฐบาลพม่าเคลื่อนไหวค่อนข้างรวดเร็วทีเดียวในการระงับเหตุรุนแรงในลาเฉียว โดยนอกจากการส่งทหาร และตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว ยังมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามการชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย ตั้งด่านตรวจตามท้องถนนเพื่อสกัดผู้ที่อาจเข้าไปก่อปัญหาในเมืองดังกล่าว
     
       เปรียบเทียบกับในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการพม่าใช้เวลาถึง 3 วัน ในการตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อระงับเหตุรุนแรงในเมืองเมกติลา ทางภาคกลางของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 44 คน
     
       ชาวมุสลิมพาครอบครัวไปหลบภัยอยู่ที่วัดมันซู (Mansu Monastery) ซึ่งถูกจัดให้เป็นที่หลบภัยของชาวมุสลิม และมีกำลังเจ้าหน้าที่คอยอารักขา เปิดเผยว่า ได้ขอให้ทหารที่ลาดตระเวนบนถนนช่วยนำพวกเขาไปส่งที่วัดดังกล่าว ขณะที่ชาวบ้านอีกคนที่ได้ไปหลบในบ้านของเพื่อนบ้านชาวจีน ตอนที่ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งถือดาบ และไม้ไล่ทำร้ายและทำลายทรัพย์สินชาวมุสลิมในชุมชน บอกว่ากลัวมาก และไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน













     

        ครอบครัวชาวอิสลามร่วมกันรับประทานอาหารภายในวัfแห่งหนึ่งที่พวกเขาเข้าไปใช้เป็นแหล่งหลบภัยชั่วคราวจากการจลาจลครั้งใหม่ระหว่างคนสองศาสนาในเมืองลาเฉียว รัฐชาน พระภิกษุบานันทา พรนิยะ นันทา เจ้าอาวาสวัดมันซู แสดงความหวังว่าเมืองลาเฉียวจะกลับสู่ความสงบ และปลอดภัยพอที่ชาวมุสลิมจะกลับใช้ชีวิตปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์
     
     
          ต่างไปจากการจลาจล และการใช้ความรุนแรงเขาห้ำหั่นกันระหว่างกลุ่มชนผู้นับถือ 2 ศาสนาในพม่าทุกครั้งก่อนหน้านี้ การจลาจลที่เมืองลาเฉียว ในรัฐชานสัปดาห์นี้ นับเป็นครั้งแรกที่โลกภายนอกได้เห็นชาวอิสลามหลบหนีเข้าหาความปลอดภัยภายในวัดพุทธ พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอุ่น และปลอดภัย พร้อมกับการเลี้ยงดูข้าวปลาอาหาร ในขณะเจ้าหน้าที่ติดอาวุธครบมือดูแลความปลอดภัยให้แก่ทุกคน และดำเนินการเอาความผิดกับผู้ก่อการไม่ว่าจะเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร ภาพเหล่านี้บอกเล่าอะไรได้หลายอย่าง รวมทั้งรากเหง้าของความขัดแย้งที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาใดๆ โดยสิ้นเชิง.


วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

รอง ผอ.รมน.จ.นราธิวาส เผยขณะนี้มีผู้ออกมารายงานตัวเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านในห้วงเดือนรอมฎอนสันติสุข แล้ว 46 คน





รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ฝ่ายทหาร เผยขณะนี้มีผู้ออกมารายงานตัวเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านในห้วงเดือนรอมฎอนสันติสุข แล้ว 46 คน ยืนยันจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

วันนี้ (15 มิ.ย.59) พันเอก สมชาย โปณะทอง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ฝ่ายทหาร/หัวหน้าชุดประสานงานโครงการพาคนกลับบ้านประจำจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า จากการที่ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กำหนดดำเนินโครงการพาคนกลับบ้านในห้วงเดือนรอมฎอนสันติสุขเป็นการเฉพาะ ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนมุสลิมหรือผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ที่ยังคงหลบหนีอยู่ มีหมายคดีความมั่นคง หมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และหมาย ป.วิ อาญา ได้อออกมารายงานตัว มีโอกาสกลับมาประกอบศาสนกิจและอยู่กับครอบครัวในห้วงเดือนรอมฎอน ล่าสุดมีผู้ออกมารายงานตัวเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 46 คน ทั้งนี้ ผู้ที่ออกมารายงานตัว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทนายความ การประกันตัว การพิสูจน์หลักฐาน DNA เป็นต้น

พันเอก สมชาย โปณะทอง กล่าวด้วยว่า สำหรับการดำเนินการโครงการพาคนกลับบ้านในห้วงเดือนรอมฎอนสันติสุข มีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้ ยื่นแสดงความจำนงผ่านศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ หน่วยทหารในพื้นที่ และชุดประสานงานประจำจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เมื่อยื่นแสดงความจำนงเข้าโครงการฯ แล้ว ต้องยุติการเคลื่อนไหว/การก่อเหตุรุนแรง พร้อมย้ำแผนกพาคนกลับบ้าน จะประสานอย่างใกล้ชิดกับสำนักบังคับใช้กฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อพิจารณากลั่นกรองสำนวน/คดี กับคณะกรรมการด้านกฎหมาย เพื่อหาช่องทางและแนวทางดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อให้กลับมาอยู่กับครอบครัวอย่างปกติสุข รวมถึงสนับสนุนต่อการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป

เบตงคุมเข้มหลังคนร้ายมีแผนก่อเหตุใหญ่ย่านเศรษฐกิจเมืองชายแดน




            ยะลา - กองกำลังฝ่ายความมั่นคงในพื้นทีอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตรวจเข้มรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ทุกคันที่เข้าออกเมืองเบตง เพื่อป้องกันการก่อความไม่สงบในพื้นที่ หลังคนร้ายมีแผนก่อเหตุย่านเศรษฐกิจเมืองชายแดน





           วันนี้ (17 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะตามเส้นทางถนนสายหลัก และสายรอง รวมทั้งพื้นที่รอบนอก เส้นทางเข้าเขตเทศบาลเมืองเบตง อย่างเข้มงวด




          หลังหน่วยข่าวความมั่นคงได้แจ้งเตือนว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา เตรียมการก่อเหตุลอบวางระเบิดโดยมีการแอบแฝงในลักษณะเป็นกลุ่มนักแข่งรถจักรยานยนต์ บนถนนสายหลักเพื่อล่อให้เจ้าหน้าเข้าทำการจับกุม และทิ้งรถจักรยานยนต์ที่ประกอบระเบิด แล้วทำการจุดชนวนระเบิดเพื่อลอบสังหารเจ้าหน้าที่ที่เข้าใกล้รถเป้าหมาย




          นอกจากนี้ กรณีหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ จ.นราธิวาส ได้ควบคุมตัวช่างอู่ซ่อมรถยนต์ในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ให้การรับสารภาพ ว่า นายฮาซือมิง ปูเตะ ผู้ก่อการร้าย ป.วิอาญา (มือประกอบระเบิดตันหยงลิมอ) ได้สั่งงานให้ตนเองทำการพ่นสีรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน 4 ประตู สีขาว มาเป็นสีบรอนซ์ เพื่อนำไปประกอบระเบิดคาร์บอมบ์เตรียมก่อเหตุร้ายในเขตเมืองย่านเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้




       และฝ่ายความมั่นคงได้แจ้งเตือนให้กำลังในพื้นที่ จ .ยะลา เฝ้าระวังให้มีการตรวจสอบเข้ม และค้นหารถกระบะคันดังกล่าว เนื่องจากมีผู้พบเห็นว่า มีคนขับมาวนเวียนในพื้นที่ อ.รามัน โดยไม่ทราบเป้าหมายว่าจะไปก่อเหตุในพื้นที่ใด จึงแจ้งเครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายตาสับปะรดให้ช่วยกันตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ หากพบรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าวให้รายงานกลับเข้าศูนย์วิทยุ สภ.เบตง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยทันที









วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เปิดกองหนี้เสียแบงก์อิสลาม 57,000 ล้าน NPFs ขยับเป็น 54% แบงก์กรุงไทย-ออมสิน ทุนหาย-กำไรหด



          หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ “ซูเปอร์บอร์ด” มีมติวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 เห็นชอบ “แผนฟื้นฟูกิจการสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง” ที่มีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ธนาคารทั้ง 2 แห่ง ประสบปัญหาขาดทุนเป็นจำนวนมาก เวลาผ่านมา 5 เดือน ปรากฏว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีการฟื้นฟูดีขึ้นเป็นลำดับ 5 เดือนที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ 503 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ฐานะยังน่าเป็นห่วง

          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หนี้ที่มีปัญหาของ ธอท. ในขณะนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับยอดสินเชื่อคงค้างของธนาคารที่ปรับตัวลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2558 ธอท. มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Non Performing Financing: NPFs) อยู่ที่ 57,000 ล้านบาท เปรียบเทียบกับ ณ สิ้นปี 2557 มียอดสุทธิอยู่ที่ 47,878 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9,122 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างปรับตัวลดลง 4,641 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยอดปรับตัวสูงขึ้นจาก 43.56% เป็น 54.16% ของสินเชื่อคงค้าง

         “หากไปดูงบการเงินของ ธอท. ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่า ธนาคารยังมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต กรณีลูกค้าไม่ปฏิบัติตามสัญญาผูกพัน อาทิ การรับอาวัลตั๋วเงิน, ภาระตามตั๋วแลกเงินค่าสินค้าเข้าที่ยังไม่ครบกำหนด, L/C และภาระผูกพันอื่นๆ คิดเป็นวงเงินรวมอีก 7,515 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 ธอท. ได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไปแล้ว 25,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 53% ของหนี้ด้อยคุณภาพ ทำให้สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ติดลบ 13.23% ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและกฎกระทรวงว่าด้วยการดำรงเงินกองทุนของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 2547 ที่กำหนดให้ธนาคารต้องดำรงสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงไม่น้อยกว่า 8.5%” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าว


          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของ ธอท. ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง จากปี 2556 ที่มีฐานะเป็นบวก 1.07% จนกลายเป็นติดลบ 13.23% ในปี 2557 เป็นผลมาจากปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นจากปี 2556 อีก 9,383 ล้านบาท มีขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 20,092 ล้านบาท และจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของธนาคารให้เป็นราคาปัจจุบัน (Present value) ส่งผลกระทบต่อทุนเรือนหุ้นของธนาคารที่ชำระแล้วมูลค่า 102,768 ล้านบาท ปรับตัวลดลงไป 91,842 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับยอดขาดทุนสะสม ทำให้เงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารติดลบ 8,693 ล้านบาท ส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 2 ไม่มี นอกจากนี้ ธนาคารอิสลามยังนำเงินไปลงทุนในตราสารทุนอื่นๆ พบว่ามีมูลค่าลดลง 169 ล้านบาท สรุปยอดรวมเงินกองทุนของธนาคารอิสลามฯ มียอดรวมติดลบทั้งสิ้น 8,862 ล้านบาท

          “ปัจจุบัน ธอท. มีผู้ถือหุ้นใหญ่ประมาณ 3 ราย ได้แก่ กระทรวงการคลังถือหุ้นในสัดส่วน 48.54% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด 10,277 ล้านหุ้น ธนาคารออมสิน 39.81% และธนาคารกรุงไทย 9.83% ซึ่งการตีราคาทรัพย์สินของธนาคารอิสลามฯ ณ สิ้นปี 2557 ทำให้มูลค่าหุ้นสามัญปรับตัวลดลงไป 89.36% ยอดขาดทุนสะสมเพิ่มเป็น 20,000 ล้านบาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธนาคารอิสลามครั้งนี้ ทำให้ธนาคารออมสินและกรุงไทยต้องนำเงินกำไรส่วนหนึ่งมาตั้งสำรองเพิ่ม ตรงนี้จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ธนาคารของรัฐทั้ง 2 แห่ง โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่กล้าใส่เงินเข้าไปเพิ่มทุนให้กับธนาคารอิสลาม คาดว่าต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม แต่ถ้าใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามา 9,000 ล้านบาท ก็จะช่วยทำให้ฐานะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวดีขึ้น จากติดลบ 13% เป็น 0% ” แหล่งข่าวจากการกระทรวงการคลังกล่าว


           แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า หลังจากซูเปอร์บอร์ดผ่านแผนฟื้นฟูกิจการธนาคารอิสลามวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ได้มอบหมายให้ธนาคารอิสลามฯ ไปหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมทุนให้ได้ภายใน 1 เดือน ปรากฏว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้รับรายงานจากธนาคารอิสลามฯ ว่ามีสถาบันเงินหรือกองทุนมุสลิมเข้ามาเจราจาหลายราย แต่เข้ามาดูข้อมูลแล้วสุดท้ายก็เงียบหายไป ระหว่างที่ยังหาพันธมิตรใหม่ไม่ได้ ธนาคารอิสลามฯ ก็ต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสีย โดยมีเป้าหมายที่จะลด NPFs ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ เพื่อที่จะเงินที่ธนาคารตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 25,329 ล้านบาท กลับมาเป็นรายได้ของธนาคารประมาณ 10,000 ล้านบาท

       แนวทางในการบริหารสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPFs) ทางธนาคารจำแนก NPFs ออกเป็น 4 กลุ่ม ตามคำแนะนำของบริษัทบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ที่ปรึกษา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ธนาคารว่าจ้างเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ของลูกหนี้ที่มีปัญหา 181 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 39,096 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้


  • 1. กลุ่มลูกหนี้ที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ และสามารถฟื้นตัว หากได้รับการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากธนาคาร (Cash Flow) ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้มีจำนวน 15 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคารคิดเป็นวงเงินรวม 4,933 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ที่ใช้หลักทรัพย์มาค้ำประกันไม่คุ้มมูลหนี้ 10 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคาร 3,876 ล้านบาท ทางธนาคารได้มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว 3,271 ล้านบาท
  • 2. กลุ่มลูกหนี้ที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ และสามารถฟื้นตัวได้ จำเป็นต้องลดภาระหนี้ โดยการขายทรัพย์สินบางส่วน ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้มี 33 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคารคิดเป็นวงเงินรวม 10,446 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันคุ้มมูลหนี้ 9 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคาร 9,064 ล้านบาท ที่เหลืออีก 24 ราย เป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีหลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้ คิดเป็นวงเงินรวม 1,381 ล้านบาท ธนาคารได้มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว 3,032 ล้านบาท
  • 3. กลุ่มลูกหนี้ที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ แต่ฟื้นตัวได้ยาก กระแสเงินสดไม่เพียงพอต่อการดำเนินกิจการ การแก้ไขปัญหาหนี้สินต้องใช้เวลามาก ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้มี 25 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคารคิดเป็นวงเงินรวม 4,616 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันคุ้มมูลหนี้ 18 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคาร 1,489 ล้านบาท ที่เหลืออีก 7 ราย เป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีหลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้ คิดเป็นวงเงินรวม 3,127 ล้านบาท ธนาคารได้มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว 2,299 ล้านบาท (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)



          สุดท้ายเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหนี้ หรือปิดกิจการไปแล้ว ลูกหนี้กลุ่มนี้ได้มี 108 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคารคิดเป็นวงเงินรวม 19,101 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันคุ้มมูลหนี้ 53 ราย ค้างชำระหนี้กับธนาคาร 7,232 ล้านบาท ที่เหลืออีก 55 ราย เป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีหลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้ คิดเป็นวงเงินรวม 11,868 ล้านบาท ธนาคารได้มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว 11,717 ล้านบาท

        “ก่อนหน้านี้ ทางธนาคารอิสลามฯ ได้เชิญอัยการผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มลูกหนี้ที่ปิดกิจการหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือกับธนาคารในการแก้ไขปัญหาหนี้ รวมทั้งเร่งขยายผลการสอบสวนไปยังเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติสินเชื่อไม่เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์จนทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะกรณีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายย่อย ซึ่งเป็นเครือข่ายหรือบริษัทลูกของลูกหนี้รายใหญ่มีวงเงินรวมกัน 100 ล้านบาท” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวทิ้งท้าย

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้