วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังร่วม เข้าปิดล้อมพื้นที่ตำบลบาโร๊ะ รวบ 5 ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง



          วันที่ 28 ธ.ค. 59 เวลา 18.00 น. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.ยะลา ผบ.นปพ. ร่วมประจำจังหวัดยะลา ร่วมกับกองข่าวภัยแทรกซ้อน กอ.รมน.ภาค 4 สน. พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.ฉก.ทพ.41 ผบ.นปพ.ร่วม ชร. ร.ต.อ.สุรวุฒิ เกษมสุข สารวัตรสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ จาก ร้อย.ทพ.4703 และ สภ.ยะหา ได้จัดกำลังร่วมติดตามบังคับใช้กฏหมายบุคคล ในพื้นที่ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา หลังสืบทราบมาว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่


         โดยผลการปฏิบัติหลังจากเข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมาย เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลตามหมาย ป.วิอาญา จำนวน 5 ราย คือ

  • 1.นายมูฮำหมัด สาแมฮาดี (1-9505-00099-73-1) อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 98/2 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2557 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 2.นายมูฮัมหมัด มะแตฮะ (1-9505-00157-21-9) อายุ 19 ปี บ้านเลขที่ 172 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 3.นายอาบีดีน เจ๊ะลง (3-9499-00198-50-2) อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 89 ม.2 ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 4.นาย เกษม สตาปอ (1-9505-00076-72-3) อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 102/1 ม.6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องสงสัยตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2547 ส่งควบคุมตัวที่ ศูนย์ซักถาม หน่วยข่าวกรองทางทหารส่วนหน้า จังหวัดชายแดนใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
  • 5.นาย อิสมาแอ เจะหะ(3-9404-00305-31-0)อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 72/2 ม.4 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดยะลาที่ 275/2559 ฐานความผิด ร่วมกันเป็นอังยี่ ซ่องโจร ร่วมกันก่อการร้าย, ร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานฯโดยไตรตรองไว้ก่อน

        นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย คือ นายเกษม สะตาปอ ที่อยู่ 102/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นน้องชายของ นายสะอูดี สะตาปอ แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่ถูกวิสามัญ ในเขตกาบังเมื่อปีที่ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวหลายเหตุการณ์ในพื้นที่แต่ยังไม่มี่หมายจับ โดยทั้งหมดจะส่งควบคุมตัวที่ศูนย์ซักถาม ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลพิสูจน์อาวุธปืน 3 กระบอกยึดจากผู้ต้องสงสัยปัตตานีพบเชื่อมโยงเหตุฆาตกรรมอีหม่าม ยะโก๊บ หร่ายมณี





ปัตตานี-จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2559 เวลา 05.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ หมู่ที่ 6 บ้านปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี



ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการตรวจค้นบริเวณสวนได้ทำการควบคุมตัว นายอีลียัส โต๊ะอีเล พร้อมทำการตรวจยึดของกลางเพื่อส่งพิสูจน์หลักฐาน จำนวน 9 รายการ เป็นอาวุธปืนพก จำนวน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขประจำปืน BHS 7869, ปืนพกรีวอลเวอร์ (TAURUS) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขประจำปืน UL922866 จำนวน 1 กระบอก และปืนพกออโตเมติก (BERETTA) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ หมายเลขประจำปืน H278932 พร้อมซองกระสุน 1 อัน จำนวน 1 กระบอก

ส่วนรายการอื่นๆ ประกอบด้วย ซองกระสุนปืนเล็กกล (M16) ขนาด .227 (5.56 มม.) ชนิดบรรจุ 30 นัด จำนวน 1 ซอง, กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .357 MAGNUM จำนวน 42 นัด, กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 SPECIAL จำนวน 54 นัด, กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER จำนวน 27 นัด, กระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 325 นัด และกระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เสียสภาพ จำนวน 2 นัด


ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่าอาวุธปืนพก จำนวน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ เลขประจำปืน BHS7869 เคยใช้ก่อเหตุซึ่งมีคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) จำนวน 12 คดีด้วยกัน ส่วนปืนพกออโตเมติก (BERETTA) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียนถูกขูดลบ หมายเลขประจำปืน H278932 เคยใช้ก่อเหตุยิงในคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) จำนวน 2 คดี และปืนพกรีวอลเวอร์ (TAURUS) ขนาด .38 SPECIAL ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน เลขประจำปืน UL922866 ยังไม่มีประวัติในสารบบ


ส่วนคดีสำคัญของอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ (SMITH&WESSON) ขนาด .357 MAGNUM ที่มีความเชื่อมโยงในการก่อเหตุ 12 คดี พบว่าคนร้ายเคยใช้ก่อเหตุมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ถึงปี 2556 เป็นที่น่าสังเกตว่าคนร้ายทำการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีทั้งหมด มีผู้เสียชีวิต 10 ราย ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยคดีสำคัญได้แก่ก่อเหตุยิงและเผานายไพโรจน์ พรหมจันทร์ รปภ.องค์กรทหารผ่านศึก บริเวณถนนสาย 42 ตรงข้ามตลาดนัดบานา ยิงนายสุเนตร ทับทิมทอง ช่างไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เสียชีวิต บริเวณตำบลตะลุโบะ ยิง ร.ต.ต.พิสูตร เงินพจน์ ข้าราชการบำนาญเสียชีวิต บนถนนโรงเหล้า ต.สะบารัง ยิงนายมาโนช ชฎารัตน์ ข้าราชการครูเสียชีวิต บนถนนสายหน้าวัง ต.จะบีงติกอ และทำการก่อเหตุ

ทำการก่อเหตุยิง นายยะโก๊ป หร่ายมณี โต๊ะอีหม่ามประจำมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีเสียชีวิต บริเวณถนนยะรัง ซอย 6 ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี การกระทำของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนปลิดชีพ “นายยะโก๊บ หร่ายมณี” อิหม่ามมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นห้วงแห่งการถือศีลอด และอยู่ในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ในขณะที่ “อิหม่ามยะโก๊บ” เดินจับจ่ายตลาดเพื่อเลือกซื้ออาหารเตรียมตัวออกปอซอ

ในส่วนของความคืบหน้าคดี ศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกหมายจับ ป.วิอาญา 2 หมาย คือ นายมาฮูเซ็น แมฮะ หมายเลขบัตรประชาชน 3-9401-00073-68-4 อยู่บ้านเลขที่ 72/1 ม.2 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และนายอาดือนัน สิเดะ หมายเลขบัตรประชาชน 3-9410-00070-94-4 อยู่บ้านเลขที่ 39/2 ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลตรวจปลอกกระสุนเหตุคนร้ายลอบยิงปลัดมายอเชื่อมโยงคดีสำคัญ 17 คดี มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 20 ราย

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%87

            จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.59 เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มายอ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีคนร้ายยิง นายสันติภพ นิลภูศรี ปลัดอำเภอมายอ เหตุเกิดบนถนนในหมู่บ้าน ม.2 ต.เกาะจัน อ.มายอ จ.ปัตตานี


         ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ นายสันติภพ นิลภูศรี ปลัด อ.มายอ จ.ปัตตานี พร้อมเจ้าหน้าที่ อ.ส. รวม 5 นาย ร่วมออกตรวจสอบเด็กจมน้ำที่บ้านเกาะจัน ด้วยรถหุ้มเกราะ เมื่อมาถึงถนนภายในหมูบ้าน อส.มูฮัมหมัด ซือมิงดอเราะ ได้สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์วิ่งสวนมา โดยมีนายซอบือรี เจะหะ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งมีหมายจับ จำนวนหลายหมาย จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมแต่นายซอบือรีฯกับพวกไม่ยอมหยุด และได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม คนร้ายได้ทิ้งรถไว้แล้ววิ่งหลบหนี อาศัยความชำนาญพื้นที่ หลบหนีไปได้

         หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และฝ่ายปกครอง ได้เข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบของกลางปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 4 ปลอก

        ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นปลอกกระสุนปืนของกลางทั้ง 4 ปลอก ใช้ยิงมาจากอาวุธปืน M16 กระบอกเดียวกัน และตรวจพบใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติอยู่ในสารบบ รวม 17 คดี เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 20 ราย


แฟ้มภาพเหตุคนร้ายยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ เสียชีวิต อ.เมือง จ.ปัตตานี


  • คดีสำคัญเช่นเมื่อ 23 เม.ย.55 ลอบยิง อส.ซุลกิฟลี ตาเฮ เสียชีวิต บนถนนสาย 412 ม.5 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี, 15 พ.ย.55 ยิงนายสำลี สิทธิจันทร์ ได้รับบาดเจ็บ และนางถนอม แท่นสุวรรณ ภรรยา เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านน้ำดำ ม.3 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, 5 ก.ค.56 ยิง อส.ทพ. สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4401 เสียชีวิต 2 นาย , บนถนนสายปุลากง-กาเสาะ ม.1 ต.ปุลากง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี, 3 พ.ย.56 และ ยิง ร.ต.อ.สันติ อาแวบือซา เสียชีวิต บนถนนเทศบาล 2 ม.2 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี



แฟ้มภาพคนร้ายยิง ร.ต.อ.สันติ อาแวบือซา เสียชีวิต อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี


แฟ้มภาพเหตุคนร้ายยิง 2 สามีภรรยา บาดเจ็บ ภรรยาเสียชีวิต ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

          ผลจากระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า อาวุธปืนใช้ก่อเหตุในพื้นที่ อ.มายอ 1 ครั้ง, อ.หนองจิก 3 ครั้ง, อ.ยะหริ่ง 4 ครั้ง, อ.ยะรัง 2 ครั้ง, อ.เมืองปัตตานี 4 ครั้ง ซึ่งคนร้ายกลุ่มนี้ได้ทำการก่อเหตุมาตั้งแต่ ปี 54-59

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำผิดหลักญิฮาด แต่ทำไมมุสลิมบางคนในพื้นที่ปิดหูปิดตา แถมยังสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน น่าคิด!!





           “โลกของอิสลามมีวิธีการต่อสู้หลากหลายวิธี ส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ส่วนการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นวิธีการสุดท้ายในอิสลาม”

          “นอกจากนั้น เวลาเกิดศึก อิสลามมีกฎในการทำศึกว่าจะฆ่าสตรี เด็ก หรือคนชราไม่ได้ แม้แต่สิ่งแวดล้อมเองก็ไม่สามารถทำลายได้ เพราะฉะนั้นในศาสนาอิสลามมีกฎการทำศึกที่ค่อนข้างเข้มงวดในแง่ที่ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน คือทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดความสูญเสียให้น้อยที่สุด”


         “สำหรับเหตุการณ์ยิงผู้หญิงท้อง ตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าใครเป็นคนก่อเหตุ แต่ผู้ที่กระทำต้องถือเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง ผิดหลักทั้งกฎหมายสากลและกฎหมายอิสลาม เหมือนอย่างที่พูดว่าการทำศึกในอิสลามนั้นทำได้ แต่ต้องเป็นเครื่องมือสุดท้ายหลังจากเครื่องมืออื่นๆไม่สามารถทำงานได้แล้ว และการทำศึกในศาสนาอิสลามมีกฎเข้มงวดมาก ในลักษณะของการห้ามไปเข่นฆ่าหรือทำลายผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี คนชรา เด็ก รวมถึงสิ่งแวดล้อม”

      
        “วิธีการที่ใช้ในการต่อสู้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างเปลี่ยนรูปแบบไปมาก เพราะถ้าหากเรามองย้อนกลับไป เราจะเห็นได้ว่ากองกำลังผู้ก่อความไม่สงบจะพุ่งเป้าไปที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าในปัจจุบันเราจะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงพุ่งเป้าไปที่พลเรือน เป็นลักษณะของการก่อความรุนแรงในแง่ของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นไปทั่ว การใช้วิธีรุนแรงต่อเป้าหมายพลเรือนนี้ จะทำให้ฝ่ายผู้กระทำการเสียความชอบธรรมทางการเมือง”

         “เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ลอบยิงลอบฆ่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก หรือแม้แต่พระ เรื่องแบบนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยมุสลิมและคนไทยพุทธในพื้นที่ 

         จริงๆ แล้วปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าหากว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนไม่ดี ไม่ว่าจะระหว่างศาสนา หรือระหว่างนิกายอะไรต่างๆ มันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น” 




         ดร.ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลใด ถือเป็นความรุนแรงที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันประณาม เพราะเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนแอ ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้เป็นผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ด้วย ศาสนาอิสลามไม่ยอมรับ และถ้ามองกันในเชิงของมนุษยธรรมก็เชื่อว่าขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง

ที่มา : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม

Gadget

ยังไม่สามารถใช้งานเนื้อหานี้ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัสได้