วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

โจรใต้ป่วนนราฯ-ปัตตานี เผาห้างวอด 2 แห่งเสียหายไม่ต่ำกว่า 15 ล้าน



        ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - กลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุป่วนหลายจุดใน จ.นราธิวาสและปัตตานี ทั้งวางระเบิด วางเพลิงเผาห้างและร้านค้าเสียหายยับกว่า 15 ล้านบาท

         วันนี้ (24 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงกลางดึกที่ผ่านมาเกิดคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนได้ร่วมกันก่อเหตุลักษณะก่อกวน ลอบยิงฐานปฏิบัติการณ์ชุดคุ้มครองตำบล (ชคบ.) ลอบเผายางรถยนต์กลางถนนทางหลวงสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส ลอบยิงฐานปฏิบัติการทหารหน่วยเฉพาะกิจ ในหลายอำเภอของจังหวัดปัตตานี ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต




         โดยเหตุป่วนใน จ.ปัตตานี เริ่มตั้งแต่ช่วงค่ำได้เกิดเหตุคนร้ายซุ่มโจมตีฐานหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษนาวิน (นปพ.ชป.) ในพื้นที่ ต.กะลุบี อ.กะพ้อ ซึ่งเป็นรอยต่อ ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี หลังเกิดเหตุหน่วยงานความมั่นคงได้แจ้งชุดที่ออกปฏิบัติหน้าที่ตามจุดตรวจต่างๆ ให้เพิ่มความเข้มและความระมัดระวัง พร้อมให้มีความพร้อมในการตอบโต้คนร้ายด้วย

        เวลาไล่เลี่ยกันมีรายงานจาก ร้อย.ทพ.นย.ที่ 9 ว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ใช้อาวุธปืนสงครามไม่ทราบชนิดยิงใส่ฐานปฏิบัติการของชุด ชคต.ตะโละไกรทอง ทอง บ้านดินเสมอ ม.1 ต.ตะโละไกรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย




         เวลาต่อมารับแจ้งจากประชาชนว่าได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ นำยางรถยนต์มาวางไว้กลางถนน ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาบริเวณถนนสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส บ้านปาลัส ต.ลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี รถที่สัญจรไปมาไม่กล้าผ่าน ทำให้รถติดยาว เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าเคลียร์ พื้นที่ให้รถสามารถผ่านไปมาได้

         จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. ได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้รถจักรยานยนต์ เป็นพาหนะได้ใช้อาวุธปืนสงครามไม่ทราบชนิด กระหน่ำยิงฐานปฏิบัติการของทหาร ที่วัดบ้านดี ม.3.ต.บาราโหม อ.เมือง ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย โดยเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจะเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด




              ส่วนที่ จ.นราธิวาส เวลาประมาณ 00.30 น. พ.ต.อ.เจริญ ธรรมขันธ์ ผกก.สภ.เมืองนราธิวาส รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ 2 จุด จุดแรกที่บริเวณร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูก ไม่มีเลขที่ ซึ่งตั้งอยู่ ถ.ระแงะมรรคา จุดที่ 2 บริเวณห้างซุปเปอร์ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ เลขที่ 24/2 ถ.จำรูญนรา เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมประสานไปยังหน่วยบรรเทาสาธารณะภัยเทศบาลเมืองนราธิวาส และพื้นที่ใกล้เคียง จำนวนกว่า 20 คัน เพื่อสนับสนุนในการฉีดน้ำสกัดเพลิงทั้ง 2 จุด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อทำการปิดกั้นการจราจร และอำนวยความสะดวกรถดับเพลิงเข้าฉีดน้ำดับไฟ




            โดยจุดแรกต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูกไม่มีชื่อและเลขที่ ซึ่งปลูกสร้างในลักษณะใช้สังกะสีมุงหลังคาและกั้นเป็นฝาผนัง พบว่าเพลิงไหม้อยู่ที่จุดวางสินค้าประเภทพลาสติกกลางร้าน และได้ลุกลามไปที่ร้านจำหน่ายปลาสวยงามที่อยู่ติดกัน เจ้าหน้าที่ใช้เวลาฉีดน้ำสกัดกั้นต้นเพลิงนานเกือบ 2 ชั่วโมง จึงสงบลงและพบว่าร้านค้าถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย 2 คูหา

           ส่วนจุดที่ 2 เป็นห้างซุปเปอร์ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ ที่ใหญ่ที่สุดของ จ.นราธิวาส และเคยถูกคนร้ายลอบวางเพลิงได้รับความเสียหายมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2555 โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณล็อกวางสินค้าประเภทวัตถุไวไฟบรรจุกระป๋อง และขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังฉีดน้ำสกัดต้นเพลิง ก็ได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จนกระทั่งไฟได้ลุกลามไปยังที่วางสินค้าส่วนต่างๆ ของห้าง เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงฉีดน้ำดับไฟไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ติดกัน




           จนเวลาผ่านไปนานประมาณ 4 ชั่วโมง เพลิงจึงได้สงบลงทำให้ห้างซุปเปอร์ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ ได้รับความเสียหายทั้งหมด คาดว่ามูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ตำรวจพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องจะเดินทางเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุทั้ง 2 จุด เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง






หน่วยความมั่นคงแถลงแจ้งดำเนินคดี รร.เอกชนสอนศาสนาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง



         ปัตตานี – ทหารแจ้งดำเนินคดีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อ.หนองจิก เกี่ยวข้องเหตุความรุนแรง หลังนำกำลังตรวจค้นพบหลักฐานสำคัญ

         วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เวลา 17.00 น. ที่ มณฑลทหารบกที่ 46 ปัตตานี พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานีแถลงข่าวกรณีเมื่อ 21 ก.พ.61 กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อผู้บริหารโรงเรียนบางคนของโรงเรียนบากงพิทยา ที่ สภ.หนองจิก ในเรื่องของเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง เพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย

        สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ม.ค.61 เจ้าหน้าที่กำลัง 3 ฝ่ายได้เข้าทำการตรวจค้น โรงเรียนบากงพิทยา บ้านบากง ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ผลการตรวจค้นพบเอกสารสำคัญและวัตถุพยานที่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุร้าย หลายรายการซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานดังกล่าว ประกอบด้วย 1.หนังสือประวัติศาสตร์และการต่อสู้ของรัฐปัตตานี 2.เอกสารแนวทางต่อต้านรัฐ 3.เอกสารบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาในเรื่องที่ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินของโรงเรียนญีฮัดวิทยาให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน


         นอกจากนี้ตรวจพบ ถังแก๊ส, ถังดับเพลิง, ปุ๋ยยูเรีย และเครื่องมือขุดเจาะหลุมระเบิดใต้ถนนหลายรายการ นอกจากนั้นพบการทุจริตการใช้เงินในการบริหารโรงเรียน และพบว่ามีการเอื้อประโยชน์การก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ และให้เป็นแหล่งพักพิง และพบว่าบางคนเป็นผู้มีพฤติกรรมเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้ก่อการร้าย คือนายเมาลานา สาเมาะ, นายฮุสเซ็น ดือรามะ และนายเสรี แวมามุ (เป็นมือระเบิด) ที่มีหมายจับในคดีอาญาระเบิด ยิงหลายคดี และเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.หนองจิก, อ.โคกโพธิ์, อ.เมืองปัตตานี, อ.ยะรัง, อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา


         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องนี้ น.พ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ 127/2561เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดปัตตานีได้เข้าไปตรวจค้นโรงเรียนบากงพิทยาอ.หนองจิก จ.ปัตตานีแล้ว



วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กุศโลบายในการลวงหลอก จากคำกล่าวของ อาบู





         แผนบันได้ 7 ขั้น เป็นที่มาของการแบ่งแยกดินแดน โดยหนึ่งในนั้นคือการจัดตั้ง แนวร่วมและมวลชน แล้วทำอย่างไรถึงจะได้มวลชน ก็อ้างหลักศาสนา บิดเบือนประวัติศาสตร์ อ้างอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ในความเป็นมลายู ปลูกฝังจิตวิญญาณให้ฝักใฝ่ขบวนการตั้งแต่เด็ก ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่หลอกลวงทั้งนั้น เพียงเพื่อจัดตั้งแนวร่วมและมวลชนให้พร้อมต่อต้านรัฐบาลไทย ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน อาบู แกนนำระดับอุดมการณ์ ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และให้การยอมรับสารภาพทั้งหมด


       “อาบู” ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในคำรับสารภาพว่า 

       “เมื่อตอนอายุ 6 - 7 ขวบ เขาจะสอนให้ถมน้ำลาย ถ้าเจอคนไทยพุทธให้ถมน้ำลาย เราจะได้ “คลายบาป” ถ้าไม่ถมน้ำลาย เหมือนกับว่าเรายอมให้เขาเป็นเพื่อนเรา ก็เลยถมน้ำลาย เมื่อก่อนผมก็นึกว่าบาป แต่พอมาปัจจุบันรู้ว่าเป็นเรื่องของการสร้างจิตวิทยา เพื่อต้องการสร้างความแบ่งแยก”


         ที่ผ่านมากลุ่มอาชญากรใต้พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีแต่ความรุนแรง เพียงเพื่อให้เกิดภาพเหตุการณ์ความเลวร้ายและให้ NGOs รายงานไปยังองค์กรระหว่างประเทศให้เข้ามาแทรกแซงการแก้ปัญหา และสุดท้ายก็จะขอลงประชามติในการกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย รับผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลที่มีอยู่ในพื้นที่ สาเหตุหลักที่เขาจะแบ่งแยกดินแดน ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของผลประโยชน์นี่แหละ ซึ่งมีทั้งแหล่งน้ำมัน แร่ธาตุต่างๆ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายผ่านเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย


            อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่างๆ ดูจะเริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะรัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจากการที่กลุ่มอาชญากรใต้บ่มเพาะแนวร่วมใหม่ๆ ด้วยการเข้าทำกิจกรรมในตาดีกาและสถาบันปอเนาะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องคนไทยพุทธ-ไทยมุสลิมด้วยว่าจะต้องช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของบุคคลแปลกหน้าหรือบุคคลต้องสงสัย รวมถึงพฤติกรรมแอบแฝงของพวกนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรมต่างๆ แม้แต่นักศึกษาบางกลุ่มก็ไว้ใจไม่ได้ เช่นนักศึกษา PerMAS นี่ตัวดีเลย เป็นโจรในคราบนักศึกษา ฝักใฝ่ความรุนแรง สร้างภาพ ฉวยโอกาสเรียกร้อง กล่าวหาว่ารัฐละเมิดสิทธิ์


           พวกเราจะยอมตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนชั่วหรืออย่างไรที่นี่คือบ้านของเราจงร่วมกันต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ

จนท. เข้าตาดีกาปลูกฝังความรักชาติ โจรใต้เข้าตาดีกาปลูกฝังความรุนแรง



           จนท. เข้าตาดีกาปลูกฝังความรักชาติ แต่ โจรใต้เข้าตาดีกาปลูกฝังความรุนแรง

  • ปอเนาะ ตาดีกา บางแห่ง (ย้ำนะ!! บางแห่ง เดี๋ยวมาดราม่ากันอีก)
  • เป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีของกลุ่มอาชญากรใต้แบ่งแยกดินแดน

           พวกเขาใช้สถานศึกษาตาดีกาเป็นที่ปลูกฝังแนวความคิด ใส่อุดมการณ์ (จอมปลอม) สร้างเรื่องบิดเบือนหลักศาสนา ประวัติศาสตร์ สารพัดวิธีที่พวกเขาทำ เพียงเพราะต้องการสร้างแนวร่วม เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ จนท.รัฐ เข้ามาทำกิจกรรมในสถานศึกษา สลายแนวความคิดที่ไม่ดี สร้างการรับรู้ ปลูกฝังความรักชาติ  

            ที่ผ่านมามีคำสั่งให้เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความสำคัญของชาติไทยที่ถูกต้อง ซึ่งในปอเนาะ ตาดีกา จะสอนเฉพาะหลักศาสนาเท่านั้น ซึ่งเป็นช่องว่างให้แกนนำอาชญากรเข้าไปใช้ประโยชน์ อ้างศาสนา ดำเนินการสอน มอมเมาในสิ่งที่ผิด ถึงคราวหูตาสว่างกันเสียทีพี่น้องเอ๋ย กับพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการที่ทำลายความสงบสุข แนวร่วมที่หลงผิด ไม่ตายก็ติดคุก หมดสิ้นอนาคต

เพราะใครทำ มิใช่กลุ่มโจรใต้หรอกหรือ?

ปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มอาชญากรใต้ พบอาวุธปืน อุปกรณ์ประกอบระเบิดเพี้ยบ!



               เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 จนท.ทหารพราน นำโดย พ.อ.สมคิด คงแข็ง ผบ.ฉก.ทพ.42 , พ.อ.จเด็จ โฉสูงเนิน รอง ผบ.ฉก.ทพ.42 พร้อมพวก พ.ต.ท.ต่อพันธุ์ ปุสันเทียะ รอง ผกก.สส.สภ.มายอ , ร.ต.อ.อวยพร พรหมเทพ รอง สว.สส.สภ.มายอ พร้อม ชป.สืบสวนฯ สภ.มายอ , จนท.ตร.กก.สส.ภ. จว.ปัตตานี นำโดย ร.ต.อ.ยุทธนา แก้วพูล รอง สว.กก.สส.ภ.จว.ปัตตานี พร้อมพวกร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นกดดันและติดตามตัว ผกร.กลุ่มของนายซอบือรี เจะหะ และนายมาหามะ สะอิ สรุปผลการปฏิบัติดังนี้

เวลา 15.30-16.25น. ปิดล้อมตรวจค้นขนำไม่มีเลขที่ ม.3 ต.สาคอบน อ.มายอฯ ไม่พบผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของขนำ ผลการตรวจค้น พบและตรวจยึด สิ่งของซึ่งอาจมีไว้ ได้มา ใช้กระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดเพื่อนำมาตรวจสอบดังต่อไปนี้

  • 1.ถังดับเพลิงเปล่า เจาะบริเวณส่วนบนของถัง จำนวน 1 ถัง

  • 2.แผงวงจร อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 1 แผง

  • 3.หมวกกันน๊อก 1 ใบ

  • 4.หมวกแก๊บ 1 ใบ

  • 5.เสื้อผ้าซึ่งคาดว่าเป็นของกลุ่ม ผกร. จำนวนหนึ่ง
       จึงดำเนินการส่งให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนสภ.มายอ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


         จากนั้นเวลา 16.30-16.50 น. ตรวจค้นบ้านเลขที่ 23 ม.3 ต.สาคอบน อ.มายอฯ ไม่พบผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าหน้าที่ใช้กฏหมายในการตรวจค้น พบและตรวจยึด สิ่งของซึ่งอาจมีไว้ ได้มา ใช้กระทำความผิด หรืออาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดเพื่อนำมาตรวจสอบ ซึ่งพบ 3 รายการ ดังต่อไปนี้

  • 1.สมุดบัญชีจำนวน 7 ฉบับ
  • 2.วิทยุสื่อสาร จำนวน 1 เครื่อง
  • 3.ผงสีขาวคล้ายสารประกอบวัตถุระเบิด จำนวน 1 ถุง น้ำหนักประมาณ100กรัม 
     ส่งให้ สภ.มายอ เพื่อดำเนินการต่อไป

         ต่อมาเวลา 17.00-17.30น. ตรวจค้นบ้านเลขที่ 80 ม.3 ต.สาคอบน อ.มายอฯ ไม่พบผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน ผลการปฏิบัติ ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด

         เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย เวลา 17.45-18.20น. ตรวจค้นบ้านเลขที่ 49 ม.3 ต.สาคอบน อ.มายอฯ พบ น.ส.ซากีเราะ มะลี(3-9409-00045-99-4)แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน และนำการตรวจค้น สามารถตรวจยึด
  • อาวุธปืนลูกซอง ยี่ห้อ Escort หมายเลขประจำปืน 536066 หมายเลขทะเบียน ปค.03 จำนวน 1 กระบอก
  • เครื่องกระสุนลูกซองเบอร์ 12 รวมจำนวน 16 นัดโดยอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ใส่กระสอบซุกซ่อนอยู่บริเวณต้นตำเสาใหญ่ริมทุ่งนา ม.1 ต.สาคอบน อ.มายอฯ จึงได้ทำการตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สภ.มายอ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.





ปอเนาะ “บากงพิทยา” หนุนก่อการร้าย พบบัญชีรายจ่ายส่อทุจริตงบฯ หลายล้าน



             ปัตตานี - กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งดำเนินคดีโรงเรียนปอเนาะ หลังค้นพบเอกสารปลุกระดมต่อต้านรัฐ ใช้โรงเรียนเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการ สุดอึ้ง พบบัญชีงบประมาณของโรงเรียนส่อทุจริตหลายล้านบาท

           วันนี้ (23 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.ต.อ.สิริวิชญ์ ชาญเตชะสิทธิ์กุล ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยผู้บังคับหน่วยกำลังในพื้นที่ จ.ปัตตานี ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการติดตามจับกุมผู้ก่อความไม่สงบรายสำคัญ โดยเฉพาะการจับกุม นายสาลาฮูดิง ลาเตะ หรือเลาะแคนา และนายมาหามะ เจ๊ะและ พร้อมพวก รวม 9 คน


            พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี เปิดเผยว่า ผลการสอบสวนขยายผลการจับกุมทั้ง 11 รายนำไปสู่การตรวจค้นพบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมากถูกฝังไว้ในพื้นดินภายในป่า ใน ต.บางเขา อ.หนองจิก และเอกสารปลุกระดมมวลชน เอกสารการฝึกชุดปฏิบัติการของชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก หรือ RKK รวมไปถึงผลการบันทึกการประชุมเกี่ยวกับการต่อสู้ทางยุทธศาสตร์ของกองทัพรัฐปัตตานี จำนวนมาก ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารทั้งหมดพบว่า เป็นเอกสารขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อต่อต้านรัฐ

         และที่สำคัญผู้ต้องสงสัยบางคนยังสารภาพว่า กลุ่มก่อความไม่สงบทั้งที่มีหมายจับ และกลุ่มแนวร่วมได้แฝงตัวในหมู่บ้านหลายแห่งใน ต.บางเขา อ.หนองจิก รวมไปถึงได้เข้าไปมาฝึกชุดปฏิบัติการขนาดเล็กในโรงเรียนบ้านบากงพิทยา ต.บางเขา เจ้าหน้าที่จึงได้ตัดสินใจเข้าทำการตรวจค้น ปรากฏว่า พบเอกสารสำคัญ และวัตถุพยานที่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องต่อการก่อเหตุร้ายหลายรายการ สอดคล้องต่อคำให้การของผู้ต้องสงสัย


            สำหรับหลักฐานที่ยึดได้เป็น
  • เอกสารสำคัญที่มีเนื้อหาประวัตศาสตร์บิดเบือนทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชน เอกสารต่อต้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ และ
  • เอกสารบิดเบือนข้อเท็จจริงกล่าวหาในเรื่องที่ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินของโรงเรียนญีฮัดวิทยา ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน โดยเอกสารดังกล่าวเป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน

         นอกจากนี้ ยังได้ยึดถังแก๊ส ถังดับเพลิง ปุ๋ยยูเรีย และเครื่องมือขุดเจาะหลุมระเบิดใต้ถนน ซึ่งได้นำไปทำการตรวจสอบในทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าจะตรงกับหลักฐานเชื่อมโยงกับบุคคล หรือคนร้ายที่ก่อเหตุความไม่สงบก่อนหน้านี้หรือไม่

          และยังตรวจพบหลักฐานสำคัญที่คาดว่าเกี่ยวข้องต่อการทุจริตงบประมาณของรัฐในโครงการอุดหนุนรายหัวนักเรียน และค่าตอบแทนครู เงินเสี่ยงภัย เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ และสวัสดิการอื่นๆ ของครู รวมไปถึงค่าอาหารกลางวัน และอุปกรณ์การเรียนของนักเรียน


         โดยพบว่า โรงเรียนจ้างให้บริษัทเอกชนจัดทำตรวจสอบบัญชี ทราบว่า โรงเรียนบากงพิทยา ได้รับเงินอุดหนุนปีละประมาณ 33 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าตอบแทนรายเดือนของครู จำนวน 17 ล้านบาท จากรายชื่อครู จำนวน 121 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เกินความจริงถึง 76 คน หรือคิดเป็นงบประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และหากรวมเงินอุดหนุนอื่นๆ อีก คาดว่า ผู้บริหารโรงเรียนบางคนอาจจะทุจริตจากเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐในโครงการเรียนฟรี 15 ปี และที่สำคัญยังพบว่าครูสอนศาสนาบางคนมีพฤติกรรมให้การสนับสนุน และอบรมบ่มเพาะแนวคิดอิสลามแนวทางที่รุนแรงด้วย

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฏหมายดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้บริหารโรงเรียนบางคนของโรงเรียนบากงพิทยา ที่ สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ร้อยกว่าชีวิตโจร BRN ,Pulo และ RKK เข้า "โครงการพาคนกลับบ้าน"



             106 BRN ,Pulo และ กกล.RKK เข้า"โครงการพาคนกลับบ้าน"/ รายงานตัวต่อ"บิ๊กอาร์ท" ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ บนแผ่นดินเกิด /กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า-สมช.-ศอบต.-ตร.-มหาดไทย ร่วมคัดกรอง-ซักถาม-เก็บ DNA


            ปัตตานี - วันนี้ (วันที่ 14 ก.พ.61) ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ประชุมหารือแนวทางการปฏิบัติ โครงการพาคนกลับบ้านโดยมี พลตรี เฉลิมพล จินนารัตน์ ผู้แทนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ , นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย, นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม




           การประชุมดังกล่าวเพื่อหารือความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้าน ในประเด็นการอำนวยความสะดวกด้านกระบวนการยุติธรรมและขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติให้กับผู้ที่ยังหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน


           โดยล่าสุดมีผู้ที่ประสงค์เข้ามารายงานตัวเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้านเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 103 คน ประกอบด้วยสมาชิก BRN และ Pulo เก่า รวมถึงผู้ที่เข้าไปหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยภายหลังการประชุมได้มีการพบปะกับผู้ที่เข้ารายงานตัว โครงการพาคนกลับบ้าน จำนวน 103 คน พร้อมญาติพี่น้อง โดยมีผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงกระบวนการและขั้นตอนโครงการพาคนกลับบ้านหลังจากรับรายงานตัว นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำการตรวจ DNA ผู้ที่รายงานตัวเข้าร่วมโครงการในเบื้องต้นอีกด้วย




             พลโท ปิยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้านในขณะนี้ได้เชิญทางด้านกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมและสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงฝ่ายตำรวจ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเพื่อพิสูจน์สัญชาติของผู้ที่เข้าร่วมโครงการล่าสุดจำนวน 103 คนเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นสัญชาติไทย




          หลังจากนั้นจะนำสู่กระบวนการขั้นตอนโครงการ ยืนยันว่าจะดูแลทุกคนด้วยความยุติธรรมตามกระบวนการกฎหมายไทย โดยในขณะนี้มีผู้ที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน 24 คน
ผู้ร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน คนหนึ่งเผยว่า รู้สึกดีใจที่ทางรัฐบาลไทยให้การดูแลพวกเขา ขณะนี้ทุกคนต้องการที่จะกลับมาอยู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และมีความมั่นใจในกระบวนการขั้นตอนของโครงการพาคนกลับบ้าน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การดูแลและมีโครงการนี้ขึ้นมา

หน่วยงานความมั่นคงฟ้องผู้ก่อตั้งองค์กร HAP กล่าวหา จนท.รัฐซ้อมทรมานตนเอง





            เมื่อ 14 ก.พ.61 ที่ สภ.เมืองปัตตานี ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งรับมอบอำนาจจาก ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นผู้แทนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเอาผิด นายอิสมาแอ เต๊ะ ผู้ก่อตั้งองค์กร HAP กรณีการกล่าวหา จนท.รัฐซ้อมทรมานตนเอง ทางสถานีโทรทัศน์ไทย PBS ในรายการนโยบาย By ประชาชน : ยุติซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ต้องมีกฎหมาย ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 ก.พ.61 ที่ผ่านมา

           พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4/แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบอำนาจให้ พ.ท.เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง รอง หน.แผนกกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 สน. พร้อมด้วยทนายความและนายทหารพระธรรมนูญ แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ให้เอาผิดต่อ นายอิสมาแอ เต๊ะ ผู้ก่อตั้งองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) สาเหตุสืบเนื่องจาก นายอิสมาแอล เต๊ะ ได้ไปร่วมรายการทีวี ทางสถานีโทรทัศน์ไทย PBS ซึ่งได้ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 ก.พ.61 ชื่อรายการ นโยบาย By ประชาชน : ยุติซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ต้องมีกฎหมาย ซึ่งนายอิสมาแอฯ ได้กล่าวพาดพิงและกล่าวหาว่า หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐได้ซ้อมทรมานตัวเอง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วเมื่อมีการตรวจสอบไม่มีข้อมูลตามที่นายอิสมาแอฯ ได้กล่าวอ้างในรายการทีวีดังกล่าวแต่อย่างใด

           นายอิสมาแอ เต๊ะ เป็นหนึ่งในผู้ที่รวบรวมข้อมูลให้กับองค์กรสิทธิในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปี 57-58 ในการจัดทำรายงานการซ้อมทรมาน และเมื่อทำการตรวจสอบพบว่าไม่มีข้อมูลการซ้อมทรมานแต่อย่างใด ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าว กอ.รมน.ภาค 4 สน. เคยทำการฟ้องร้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้ว และได้มีการถอนฟ้องในเวลาต่อมา และที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า นายอิสมาแอ เต๊ะ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้มีความพยายามที่จะทำการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐมีการซ้อมทรมานมาโดยตลอด


             การมาแจ้งความดำเนินคดีต่อนายอิสมาแอ เต๊ะ ในครั้งนี้ พ.ท.เศรษฐสิทธิ์ฯ รอง หน.แผนกกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้กล่าวว่าได้มีการยื่นหนังสือมอบอำนาจของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4/แม่ทัพภาคที่ 4 ต่อพนักงานสอบสวน ส่วนประเด็นปลีกย่อย รายละเอียดอื่นๆ ทางคณะทำงานด้านกฎหมายจะเป็นผู้ประสานงานและดูแลในเรื่องของคดี ต่อคำถามว่ามีความกังวลหรือไม่ต่อการกดดันขององค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ถอนแจ้งความดำเนินคดีต่อสื่อผู้จัดการออนไลน์ที่ผ่านมา ซึ่ง รอง หน.แผนกกฎหมาย กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวว่าไม่มีความวิตกกังวลเนื่องจากต้องการพิสูจน์ความจริงออกมาตามที่ นายอิสมาแอฯ ได้กล่าวอ้างนั้นมีข้อเท็จจริงขนาดไหนเพื่อให้สาธารณชนรับรู้ โดยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ และแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีการซ้อมทรมานตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด และในปัจจุบันนี้การบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายแต่ยังอยู่ในระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งจะมีการดำเนินคดีต่อผู้ที่มีหลักฐานและเอกสารชัดเจนเท่านั้นที่ได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐให้เกิดความเสียหาย

           ถอดคำต่อคำที่นายอิสมาแอฯ กล่าวไว้ในรายการนโยบาย 
By ประชาชน : ยุติซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ต้องมีกฎหมาย ทางสถานีโทรทัศน์ไทย PBS

           นายอิสมาแอ เต๊ะ เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี หรือ องค์กร HAP (Patani Human Rights Organization) ซึ่งได้ดำเนินการเคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยมีวิสัยทัศน์ขององค์กร “เข้าใจสิทธิ พัฒนาคน พิทักษ์ความยุติธรรม” ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานอยู่เลขที่ 14 สิโรรส 10 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา มาย้อนคำต่อคำที่ นายอิสมาแอฯ ได้กล่าวไว้ในรายการนโยบาย By ประชาชน : ยุติซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ต้องมีกฎหมาย ทางสถานีโทรทัศน์ไทย PBS เมื่อวันที่ 5 ก.พ.61 นายอิสมาแอฯ เล่าว่า 

         เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นนักศึกษาอยู่เรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา มีเจ้าหน้าที่ไปปิดล้อมตรวจค้น จับกุมที่หอพักแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ซึ่งตนเองอยู่ในหอพักดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกให้มอบตัว จากนั้นเจ้าหน้าที่ลากตนเองไปข้างนอกและถอดเสื้อ ซึ่งตนเองถูกมัดมือข้างหลัง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เตะ ต่อยข้างหลัง และได้เอาไม้ตีบนศีรษะ แล้วเชิญไปยัง ฉก. แห่งหนึ่งในเมืองยะลา เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนเรื่องการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งตัวเองได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ให้ถอดเสื้อให้กินข้าวท่ามกลางสายฝน


             นายอิสมาแอฯ กล่าวว่ามีนักศึกษาทั้งหมด 7 คน แต่เจ้าหน้าที่เรียกตัวเขาเพียงคนเดียว ลากไปที่รถ และเจ้าหน้าที่เอาปืนจี้หัวว่าให้รับสารภาพต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดยะลาแต่ตนเองได้ปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ได้ตบบนหัวและได้เตะด้วยร้องเท้าบูตจนมีเลือดไหล แต่ตอนนั้นไม่มีหมอ ไม่มีหลักฐานอะไรแค่แตกอย่างเดียว ช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่ส่งตนเองไปที่ค่ายปัตตานี

            พอถึงที่นั้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนโดยเอาผ้ามัดตาและมือไขว้หลัง ตัวเองอยู่ตรงกลางคนเดียวโดยมีเจ้าหน้าที่ล้อมรอบ และเจ้าหน้าที่ทำให้ตนเองเหมือนเป็นลูกบอล ทั้งเตะต่อย ซึ่งอยู่ที่ค่ายประมาณ 9 วัน 7 วันแรกถูกซ้อมทรมานอย่างหนัก เช่นให้ตากแอร์ ถอดเสื้อ เพื่อให้รับสารภาพ เอาน้ำราดบนหัว ลากไปที่เสาไฟฟ้าแรงสูงหน้าค่าย มัดมือ ไขว้หลัง และเอาน้ำฉีดบนหน้าให้รับสารภาพ ซึ่งตนเองมีสติและจดจำเหตุการณ์ได้ทุกอย่าง และจากนั้นก็เชิญไปในห้องสอบสวนต่อ เจ้าหน้าที่ให้ตนเองนั่งบนเก้าอี้และมัดมือด้วยยางในรถเอาน้ำเทบนหัว เอาไฟซ็อตบนฝ่าเท้าซึ่งตอนนี้ก็มีบาดแผลอยู่ถูกไฟไหม้ ช็อกอยู่ที่นั้น 9 วัน มีทนายมาช่วยเหลือ ให้ไต่สวนคดีว่าเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเกินกฎอัยการศึก 9 วัน ตนเองถูกปล่อยตัวให้กลับบ้าน ซึ่งในเวลาต่อมาตัวเขาเองได้ไปฟ้องร้องคดี ฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินคดีว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายจริงและมีหลักฐาน เพียงแต่เจ้าหน้าที่ได้ตัดสินว่าแค่จ่ายเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว แต่ว่าไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิด เพราะไม่มี พ.ร.บ.ที่ชัดเจน พ.ร.บ.การป้องกันการปราบปรามการซ้อมทรมาน ถ้ามี พ.ร.บ.นี้ตนคิดว่าผู้กระทำจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาได้

            ผลกระทบจิตใจคือความหวาดระแวง ตัวเองมีอาการสภาพจิตใจไม่ดี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มาคุกคามอยู่บ่อยครั้งที่ทำงาน ซึ่งตนเองได้ก่อตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมาน ซึ่งตนเองหวังว่าหากมีกฎหมายชัดเจน เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และไม่อยากให้ลอยนวล..




วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ผบ.ฉก.ทพ.43 เข้าให้ปากคำตำรวจ กรณีฟ้องเว็บไซต์สื่อออนไลน์ชื่อดังเสนอข่าวทหารซ้อมผู้ต้องสงสัย


            ผบ.ฉก.ทพ.43 เข้าให้ปากคำตำรวจ กรณีฟ้องเว็บไซต์สื่อออนไลน์ชื่อดังเสนอข่าวทหารซ้อม ผู้ต้องสงสัย


             วันที่ 13 ก.พ.61 เวลา 10.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี พันเอก หาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 พร้อมด้วย นายวิฑูรย์ คีรีลักษณ์ ทนายความ และร้อยตรี ณัฐพงศ์ ยิ่งยงศักดิ์ นายทหารพระธรรมนูญ เข้าให้ปากคำ ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ในกรณีการฟัองร้องดำเนินคดี กับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ หลังเผยแพร่ข่าว ผู้ต้องสงสัยถูกซ้อมระหว่างถูกควบคุมตัวในศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ฐานหมิ่นประมาทและนำข้อความที่เป็นเท็จเข้าสูระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน


             ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา พันเอกหาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 พร้อมด้วยทนายความและนายทหารรัฐธรรมนูญ ได้รับมอบหมายจาก พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ให้แจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง กับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ หลังจากที่ได้มีการนำเสนอ บทความ ลงวันที่ 5 ก.พ. 2561 โดยระบุว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง รายหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ชุดซักถามสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ทำการซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และเนื้อหาดังกล่าวยังได้ระบุถึงลักษณะการกระทำทารุณด้วยวิธีการต่างๆ ด้วย


           ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 กล่าวว่า การดำเนินการทางกฎหมายในครั้งนี้ ทำไปเพื่อเป็นการปกป้องชื่อเสียงของหน่วย จากการโดนกล่าวหา เพราะทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นการนำเสนอข่าวของเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้เมื่อข่าวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ไม่ได้กระทบต่อการปฏิบัติงาน แต่กลับส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของกำลังพลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท และเสียสละ มาโดยตลอด จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ที่เสนอข่าว ได้แสดงความรับผิดชอบและออกมาพูดคุยกัน


           ด้านนายวิฑูรย์ ศิริลักษณ์ ทนายความ เปิดเผยว่า ทางหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้นำตัวอย่างหลักฐานซึ่งเป็นข้อโต้แย้งมาเสนอต่อพนักงานสอบสวน พร้อมยืนยันว่าขั้นตอนของการซักถามผู้ต้องสงสัยมีหลายขั้นตอน แต่ขั้นตอนการรับเข้า จะมีการตรวจร่างกายก่อน จึงสามารถยืนยันได้ว่าหน่วยไม่มีการซ้อมทรมาน ในระหว่างกระบวนการซักถาม ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแต่อย่างใด ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

องค์กรสิทธิฯ แนวร่วมอาชญากรใต้ จัดฉากใส่ร้ายรัฐ อ้างละเมิดสิทธิ



โดย : กะกันดา

              เป็นไปได้จริง ๆ กับการจัดฉากใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการทำลักษณะนี้มีมานานแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวให้กับปีกการเมืองให้กับกลุ่มอาชญากรชายแดนใต้ อย่างเช่น กลุ่มนักศึกษา PerMas กลุ่มนักสิทธิเพื่อโจรร้าย อย่าง มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ องค์กรอุปโลก HAP รวมถึงนักวิชาการอาจารย์บางมหาลัยและสื่อแนวร่วม ซึ่งที่ผ่านมามีการปลุกระดมสร้างกระแสกล่าวโจมตีการละเมิดเกินความเป็นจริง กล่าวหาใส่ร้ายแต่งเติมอักษรผ่านสื่อโซเชียล ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็พยายามอย่างมากในการสร้างความเข้าใจด้วยแนวทางสันติวิธีมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาเรื่องนี้



             แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มพวกนี้ไม่เข้าใจหรือมีความพยายามจะไม่เข้าใจ ระยะหลังมีการโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ ทั้งที่ผลการควบคุมตัวของผู้ต้องสงสัยมีการซัดทอด เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ถูกซัดทอดเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ โดยใช้วัตถุหลักฐานในที่เกิดเหตุและ DNA ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ตามหลักสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ แต่กระนั้นกลุ่มเชื้อมะเร็งร้ายพวกนี้ก็ยังคอยยั่วยุปลุกระดมความรู้สึกคนในพื้นที่ว่าเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ จับแพะ ซ้อมทรมาน ทั้งที่ไม่เป็นเรื่องจริง จนมุมมองของคนในพื้นที่หรือคนนอกพื้นที่เองมองว่า การมีพวกมากย่อมอยู่เหนือกฎหมายความถูกต้องไปแล้ว

            ขณะที่สื่อหลักอย่าง “ผู้จัดการออนไลน์” กลายร่างร่วมสร้างความสับสนให้กับสังคม สื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณ ยอมเป็นเครื่องมือสร้างความเอนเอียงในการรับรู้ข่าวสารไม่เป็นกลางในการนำเสนอ แต่ดูไปแล้วตั้งใจในการนำเสนอเพื่อสร้างความเสียหายให้กับหน่วยความมั่นคงในการแก้ไขปัญหาสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ซะมากกว่า 
 
           เป็นกระบอกเสียงสร้างความเกลียดชัง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ให้กับสำนักข่าวตัวเอง



             สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงไม่พอกลับยังกล้าจัดฉากสร้างเรื่องใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน 43 ว่าซ้อมทรมาน

             ทั้งที่เรื่องจริงสำนักข่าวนี้ไม่เคยทำเรื่องไปสอบถามตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยซักถามเลย แต่กลับกล่าวอ้างสร้างละครปั่นกระแส ว่าแฉอดีตผู้ต้องสงสัยซ้อมทรมาน 

            ส่งผลให้มีการตรวจสอบบทความหรือบทสัมภาษณ์ที่ลงในสื่อนั้นไม่เป็นความจริง นำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านบาท และดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมฯ 

        เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 61 ที่ผ่านมา การนำเสนอข่าวสารเพื่อทำลายหน่วยความมั่นคง ซ้ำเติมปัญหาความไม่สงบในพื้นที่โดยการจัดฉากละครสัมภาษณ์ใส่ร้ายคนอื่น มันคืออาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งต้องให้ความสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง หรือเป็นเพราะสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ บรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในสำนักไม่มีจรรยาบรรณสื่อในจิตใจหรืออย่างไร ถึงได้โกหกหลอกลวงจัดฉากละครเท็จเยี่ยงนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์เสนอข่าวเท็จไร้ข้อเท็จจริงไปแล้วกี่รอบ?


                น้ำลดต่อผุด องค์กรนักสิทธิช่วยเหลือโจรร้ายชายแดน รับลูกแถลงการณ์ทันควัน โดยออกแถลงการณ์กดดันให้รัฐถอนฟ้องต่อสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ 

               แต่ถ้าใครอ่านในบทความเรื่องการแฉทรมานของสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ ก็จะรู้ว่า มีการสมมุติตัวละครจาก บทละครรายงานซ้อมทรมานของนักสิทธิ เมื่อ ปี 57- 58 ที่มีการรายงานสู่สาธารณะ ก่อนจะมีการตรวจสอบบทละครจากหลายหน่วยงานปรากฎว่าไม่เป็นเรื่องจริง และถูก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ฟ้องร้องในที่สุด ก่อนที่จะให้มีการถอนฟ้องเพื่อการสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน 

             มาวันนี้ถึงบทเรียนราคา 10 ล้าน ต่อการรับผิดชอบของ ผู้จัดการออนไลน์ที่สร้างเรื่องเท็จโกหกพี่น้องประชาชนบ้าง ว่าจะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองอย่างไร? และกลุ่มนักสิทธิช่วยโจรอาชญากรทั้งหลายจะมีความสำเนียกและมีจิตสำนึกของตนเองหรือไม่? หรือจะเร่งทำผลงานทำลายภาพลักษณ์ของประเทศตัวเองต่อไปเพื่อสนองตัณหาเศษเงินที่ได้รับจากต่างชาติ 

          ก็ขอให้พี่น้องประชาชนพิจารณาติดตามพฤติกรรมของกลุ่มองค์กรสื่อและนักสิทธิฯ เหล่านี้ต่อไป ทำไมหน้าด่านหน้าทน ประชาชนด่าก่นกันทั้งประเทศยังไม่สำนึกรู้สึกตัว ก้มหน้าก้มตาซ้ำเติมเชื้อไฟให้ร้ายประเทศชาติตนเอง กลุ่มที่อ้างตนว่าเป็นสื่อเป็นนักสิทธิฯ มีพฤติกรรมแบบนี้มันสมควรเรียกว่าอะไร? ช่วยตอบที

เหตุระเบิดหลายจุดปัตตานี สันดานดิบ ควายตอนี




โดย :  "กะ กันดา"


           พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียนสอนศาสนามากมายผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด ใครๆ ต่างเชื่อว่าโรงเรียนสอนศาสนาเหล่านี้มีส่วนช่วยกล่อมเกลาจิตใจเด็กและเยาวชนให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคม เมื่อโรงเรียนสอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักบาปบุญ ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ถูกต้องตามแนวทางของนบี ปัญหาการก่อเหตุ การเข่นฆ่ากันรายวันจะลดน้อยลง เพราะคนเหล่านั้นมีความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทำผิด นั่นคือความคิดของใครหลายคนที่คาดหวัง กับการที่มีโรงเรียนสอนศาสนาเป็นจำนวนมากแทรกซึมอยู่แทบทุกหมู่บ้าน




             เช้านี้ ( 11 ก.พ.61) ต้องตกใจตื่นเมื่อเสียงแอพลิเคชั่นไลน์ดังขึ้นรัวๆ มือรีบคว้าโทรศัพท์มาเปิดอ่าน ในใจได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้นเลย แต่ในใจคิดไว้แล้วจะต้องมีเหตุที่ไม่ปกติแน่ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดต้องรีบลุกจากที่นอนกะว่าจะนอนตื่นสายสักวันเนื่องจากเป็นวันหยุดล้มเลิกไป ต้องรีบไปตรวจสอบติดตามข่าวสารความเสียหายที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าปัตตานีบ้านฉัน ผกร. ทำการก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ 3 อำเภอ (อ.ยะหริ่ง, อ.สายบุรี และ อ.ยะรัง) จำนวนหลายจุด มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โชคดีไร้ผู้เสียชีวิต ทำให้ความคิดของผู้เขียนแว๊บขึ้นมา ที่ก่อนหน้านี้ที่ใครหลายๆ คน ต่างเชื่อว่าการที่มีโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่มากมายจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมชี้ชัดแล้วว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลย!! อีกทั้งยังมีผู้ตั้งคำถามต่อสังคม “เมืองที่มีผู้เรียนศาสนามากที่สุด สอนให้เป็นคนดีจริงหรือ!!!” และยังมีผู้ที่คิดว่าโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่คือแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุรุนแรง




           เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งมีข่าวเชิงลึกพบว่าเป็นการสั่งการจากแกนนำที่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และเหตุการณ์ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า นายดุนเลาะ แวมะนอ ได้สั่งการให้ลูกเขยตัวเองคือ นายอิสมะแอ มะเซ็ง ทำการก่อเหตุสร้างความปั่นป่วนวางระเบิดสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ สร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพความมีตัวตน ลักษณะการก่อเหตุหลายจุดในเวลาไล่เลี่ยกัน มีความเหมือนกันคือเป็นการวางระเบิดแบบเร่งด่วน มีการใช้ประทัดยักษ์ ระเบิดกระป๋อง ซึ่งเป็นการหวังผลเพื่อทำการก่อกวนและทำลายความสงบสุขของประชาชน


           นายอิสมะแอ มะเซ็ง ลูกเขย นายดุนเลาะ แวมะนอ กะเกณฑ์กลุ่มวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดเป็นเครื่องมือเพื่อก่อเหตุ โดยไม่หวังผลสร้างความเสียหายมากนัก แต่ต้องการเป็นข่าวหวังผลด้านจิตวิทยาสังคมต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า 

          น่าแปลกใจ!!! และตั้งข้อสังเกตที่กลุ่มคนพวกนี้เห็นประชาชนอยู่กันอย่างสงบสุขแล้วหงุดหงิด ไม่อยากเห็นพี่น้องประชาชนรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องการให้เกิดความแตกแยก ความหวาดระแวงต่อกัน ถามว่ากลุ่มขบวนการทำแล้วได้อะไร? เพื่อความสะใจกระนั้นหรือ!! แนวทางของขบวนการไม่ต้องการความสงบสุขอยู่แล้ว ต้องการใช้ความรุนแรงเท่านั้น มุ่งยัดเยียดความทุกข์ให้กับประชาชน และที่สำคัญไม่เกรงกลัวต่อบาป ไม่ย่ำเกรงต่อพระเจ้า ศาสนาไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจคนเหล่านี้เลย แต่กลับใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ บิดเบือนหลักคำสอนขึ้นใหม่ชักจูงให้ผู้คนหลงผิด “ฆ่าคนแล้วได้บุญหลายร้อยเท่า ไม่ผิด” นี่แหละคือสันดานที่แท้จริงของนักรบควายตอนี...

---------------------

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แจ้งดำเนินคดีสำนักข่าวใต้!! นำเสนอข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซ้อมทรมานในพื้นที่3


              กรณีสำนักข่าวแห่งหนึ่งประจำศูนย์ข่าวภาคใต้ ได้มีการนำเสนอบทความที่เป็นเท็จนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาระบุมาจากการสัมภาษณ์ลับจากแหล่งข่าว อดีตผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง ซึ่งระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ถูกเจ้าหน้าที่ชุดซักถามสังกัดหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 ซ้อมทรมานจนปางตายเพื่อให้รับสารภาพ ลักษณะทารุณทั้งตีด้วยพานท้ายปืน ใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงกับหน่วยทหารในพื้นที่และเป็นนำเสนอข่าวเกินความเป็นจริง


                ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) พันเอกคมกฤช รัตนฉายา ผู้บังคับการกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนใต้ ได้เรียกพันเอกหาญพล เพชรม่วง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 ที่ถูกกล่าวหามาชี้แจงข้อเท็จจริง ได้รับการยืนยันว่า..สื่อมีการนำเสนอข่าวสารเกินความจริงมีความตั้งใจโจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะการซ้อมหรือการทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพของผู้ต้องหานั้นไม่เป็นความจริง และไม่มีปัจจัยใดๆ ให้ต้องกระทำการดังกล่าว…

               สำหรับข่าวสารการรับรู้ในพื้นที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เสนอข้อมูลให้แม่ทัพภาคที่ 4 ทราบแล้ว และมีคำสั่งให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า รวบรวมหลักฐานพยาน และจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เขียนและสำนักข่าวที่ สภ.เมืองปัตตานี เนื่องจากส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ ตลอดจนทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิด เพราะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจ จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีกับสื่อดังกล่าว.





2

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บูคอรี หลำโสะ อาชญากรชั่วที่ทางการหมายหัว



"แบดิง โกตาบารู"

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ที่กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีสำคัญ เผยจับกุม 2 ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและมีความเชื่อมโยงกับ นายบูคอลี หลำโสะ เป็นหัวหน้าและสั่งการก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์รถยนต์กระบะสองสามีภรรยาไปประกอบคาร์บอมบ์ ซึ่งในครั้งนั้นคนร้ายได้ฆ่าโหดแล้วโยนทิ้งแม่น้ำใต้สะพานรวมใจภักดิ์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ในพื้นที่หมู่ 5 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ส่วนสองสามีภรรยาที่เสียชีวิตทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายกาจพน ภูววิมล และนางฐิตาภา ภูววิมล สภาพศพมีเทปกาวปิดตา ถูกจับมัดมือไพล่หลังและถูกตีที่ศีรษะ ส่วนอีกคดีคนร้ายร่วมกันขว้างระเบิดใส่ด่านตรวจตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ บ้านนาจวก ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ซึ่งในครั้งนั้น 3 จชต. และ 4 อำเภอ จ.สงขลา ด่านตรวจจุดสกัดถูกคนร้ายขว้างระเบิดใส่ในเวลาไล่เลี่ยกันสิบกว่าจุด




             จากผลการพิสูจน์ทราบ รู้ตัวผู้กระทำผิดทั้ง 2 คดี จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายฮีชาม มอซู ถูกจับกุมพร้อมยึดอาวุธปืนเอ็ม 16 ในพื้นที่ อ.ควนโดน จ.สตูล ยอมรับสารภาพและซัดทอดผู้ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดี ซึ่งปัจจุบันถูกฝากขังเรือนจำ จ.สตูล และนายสะอุดี ขเดมัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา จากเหตุระเบิด 3 จุด ในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา

            จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ให้การรับสารภาพทั้ง 2 คดี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปประกอบทำแผนรับสารภาพในสถานที่เกิดเหตุ จากการพิสูจน์ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของ ผกร. กลุ่มเดียวกันอีกทั้งผู้ต้องหายังซัดทอด นายบูคอลี หลำโสะ เป็นหัวหน้าและเป็นผู้สั่งการในการก่อเหตุ




             จะเห็นได้ว่าการก่อเหตุฆ่าสองสามีภรรยาจากการสืบสวนในเชิงลึกและคำรับสารภาพของคนร้ายมีการซัดทอด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของกลุ่ม ผกร. ที่มี นายบูคอลี หลำโสะ เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ นายฮีชาม มอซู ซึ่งถูกจับกุมที่จังหวัดสตูลได้เปิดเผยว่าผู้ที่ร่วมปฏิบัติการในครั้งนั้นมี 6 รายด้วยกัน และสอดคล้องกับคำให้การของ นายสะอุดี ขเดมัน ที่หนีการจับกุมไปกบดานกรีดยางพาราบ้านภรรยาที่ อ.เบตง จ.ยะลา ยังได้เปิดเผยว่ายังมี นายรอซารี หลำโสะ ซึ่งเป็นน้องชายนายบูคอรีฯ เป็นประธานในการประชุมสั่งการทุกครั้ง และในเวลาต่อมาศาลจังหวัดนาทวีได้อนุมัติหมายจับ ป.วิอาญา ผู้ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดีแล้ว รวม 11 หมายจับ ผู้ต้องสงสัย 6 คน และจับกุมตัวแล้ว2 คน




          นายบูคอรี หลำโสะ อายุ 28 ปี เลขบัตรประชาชน 1-9006-00053-39-8 อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นหัวหน้าชุด ผกร. พบประวัติเคยก่อเหตุมาแล้วอย่างโชกโชน นอกจากเป็นผู้สั่งการก่อคดีสำคัญข้างต้นแล้ว ยังเคยก่อคดีร่วมกันใช้ไม้ทุบ นายอารมณ์ พรหมทองนวล ครูอัตราจ้าง โรงเรียนบ้านควนหรัน ได้รับบาดเจ็บ เป็นผู้ต้องหารายสำคัญเหตุปล้นเต็นท์รถยนต์มือสองที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 นายบูคอรีฯ เคยผ่านการซุมเปาะ อีกทั้งยังผ่านการฝึกร่างกายและอาวุธกับ RKK อีกด้วย หากยังปล่อยให้อาชญากรชั่วคนนี้ลอยนวล จะกลับมาก่อเหตุลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ สร้างความเดือดร้อนโดยไม่มีการสำนึก ล่าสุดจากข่าวแจ้งเตือนของหน่วยงานความมั่นคง ได้แจ้งว่า นายบูคอรีฯ ได้หลบหนีการจับกุม แอบหลบซ่อนตัวในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งผู้ใดพบเห็นช่วยกันแจ้งเบาะแส ข่าวสารต่อเจ้าหน้าที่ใกล้บ้านท่าน หรือสามารถแจ้งไปยัง กอ.รมน.ภาค4 สน. ที่หมายเลข 1341 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามนำตัวคนร้ายที่ทางการต้องการตัวกลับมาดำเนินคดีต่อไป..
+
----------------------

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม