วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

พลังมวลชนระแงะร่วมต่อต้านความรุนแรง จัดทำพิธี 2 ศาสนาขอสันติสุขสู่ชายแดนใต้


           นราธิวาส - กลุ่มพลังมวลชนชาวระแงะ ร่วมต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ จัดทำพิธี 2 ศาสนาขอสันติสุขคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมรำลึกถึงตำรวจที่พลีชีพครบรอบ 1 ปี จากเหตุการณ์คนร้ายบุกยิงถล่มโรงพักระแงะ

           วันนี้ (30 มี.ค.) ที่บริเวณถนนหน้า สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ ผกก.สภ.ระแงะ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันจัดงานรำลึกครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของ ส.ต.ท.ศุภัทษร สะยุคงทน ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.ระแงะ ที่ถูกคนร้ายใช้รถยนต์กระบะเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงถล่มใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนเข้าแถวหน้าเสาธง เพื่อรับมอบนโยบายจาก พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ ผกก.สภ.ระแงะ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มี.ค.60 ที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ต.อ.สุรพงษ์ ผกก.สภ.ระแงะ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 4 นาย ได้รับบาดเจ็บไปด้วยในเหตุการณ์ครั้งนั้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับ ส.ต.ท.ศุภัทษร สะยุคงทน ผู้ล่วงลับไปแล้ว




         โดยมีพลังมวลชนในพื้นที่ อ.ระแงะ ทั้งไทยพุทธ และมุสลิม ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น เด็กนักเรียนปอเนาะ กลุ่มสตรี และส่วนราชการจำนวนกว่า 1,000 คน ได้ร่วมใจกันเดินทางมาร่วมงาน ถือป้ายข้อความภาษาไทยเขียนคำว่า “รวมพลังชาวระแงะต่อต่านความรุนแรง” และข้อความ “ไม่เอาความรุนแรง” ซึ่งในมือถือลูกโป่งสีขาวคนละ 1 ลูก เป็นสัญญาณความบริสุทธิ์ โดย พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ ผกก.สภ.ระแงะ ได้ทำการกล่าวรายงานต่อ นายสังคม เกิดก่อ นายอำเภอระแงะ ที่ได้เดินทางมาเป็นประธาน เมื่อประธานกล่าวเปิดงานเป็นที่เรียบร้อย กลุ่มพลังมวลชนได้มีการปล่อยลูกโป่งสีขาวขึ้นท้องฟ้า พร้อมเปล่งเสียงเฮแสดงความดีใจ ที่ทุกคนมุ่งหวังให้พื้นที่ปลอดเหตุความรุนแรง




           ต่อมา นายมาหามัดดาลิก ปาทาน ซึ่งเป็นประธานสันติสุข อ.ระแงะ ได้เป็นผู้นำในการประกอบพิธีละหมาดฮายัตของผู้นำศาสนา จำนวนกว่า 300 คน เพื่อเรียกร้องความสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการละหมาดให้กับกลุ่มผู้หลงผิดได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี หันกลับมาร่วมกันสร้างความสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากความรุนแรงไม่ได้สร้างให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อผู้นำศาสนาประกอบพิธีละหมาดฮายัตแล้วเสร็จ 

          นายสังคม เกิดก่อ นายอำเภอระแงะ ได้ทำพิธีวางพวงหรีด ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณลานว่างด้านในหน้าอาคาร สภ.ระแงะ ตามด้วย พ.อ.อิศรา จันทะกระยอม ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 และปิดท้ายด้วย พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ ผกก.สภ.ระแงะ เพื่อรำลึกถึงการจากไปของ ส.ต.ท.ศุภัทษร สะยุคงทน ผู้วายชนม์ที่เสียชีวิตสมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ก่อนที่ผู้ร่วมงานที่นับถือศาสนาพุทธ จะนำดอกกุหลาบสีแดงมาวางไว้บนโต๊ะ ณ จุดเกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 มี.ค.60 พร้อมอธิฐานให้ดวงวิญญาณของ ส.ต.ท.ศุภัทษร สะยุคงทน ไปสู่สุขคติ

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

มารา ปาตานี หรือ ขบวนลา ปาตานี


            แถลงการณ์ของ "มารา ปาตานี" เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มี.ค.61 และมีการนัดสื่อมวลชนไทยบางแขนงไปรายงานข่าว รวมทั้งสัมภาษณ์พิเศษ คาดว่าเป็นที่ประเทศมาเลเซีย

          นายสุกรี ฮารี ตัวเเทนกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ร่วมในคณะพูดคุย และเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฝ่ายมาราปาตานี ได้อ่านเเถลงการณ์ท่าทีของ "มารา ปาตานี" ต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุข สรุปเป็นประเด็นๆ ได้ว่า

  • 1.ความก้าวหน้าและสิ่งที่จะดำเนินการอันสืบเนื่องจากกระบวนการพูดคุยนั้น ยังไม่ใช่ข้อยุติ เพราะเป็นเพียงการพูดคุยในระดับ “คณะทำงานเทคนิค” ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะพูดคุยชุดใหญ่ของไทย
  • 2.มารา ปาตานี พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่เกี่ยวกับ "สิทธิ์ในการกำหนดใจตนเอง" หรือ Right to Self Determination (RSD)
  • 3.มารา ปาตานี เชื่อมั่นในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ โดยคณะพูดคุยที่ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะพัฒนาเป็น "วาระแห่งชาติ" แต่รู้สึกกังวลกับการทำงานของกองทัพภาคที่ 4 ที่ส่งผลต่อบรรยากาศและสวนทางกับการทำงานของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯทั้งสองฝ่าย
  • 4.มารา ปาตานี เน้นว่า โครงการพาคนกลับบ้าน และการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย 14 อำเภอของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่เกี่ยวข้องกับการตกลงของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ

            ขอนำคำกล่าวของอาจารย์พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ที่ได้กล่าวไว้ในเวทีเสวนาทางวิชาการ เรื่อง Right to Self Determination สิทธิในการกำหนดใจตนเองเพื่อสันติภาพปาตานี ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561
"เครื่องมือนั้นมีเพียงแค่ RSD หรือนำไปสู่เอกราชเพียงเท่านั้นหรือ?" 

        แล้วเครื่องมือ RSD แท้จริงแล้วมีใครรับประกันได้บ้างว่าจะนำสู่สิ่งที่เราคาดหวังได้อย่างแท้จริง ในเมื่อจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ จุดเริ่มต้นของคนบางคนที่เรียกร้องสิ่งนี้เขาเริ่มต้นมันด้วย “การใช้กำลังและความรุนแรงโดยไม่เลือกฝ่าย”

          ในเมื่อกลุ่มขบวนการคือคือจุดเริ่มต้นของการใช้กำลังและความรุนแรง ยังมีหน้ามาเรียกร้อง"สิทธิ์ในการกำหนดใจตนเอง" หรือ Right to Self Determination (RSD) อยู่อีกหรือ!! 

        ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเป็นผู้ทำลาย นิยมความรุนแรง ไม่ต้องการสันติภาพ และเคยประกาศกร้าว “จะไม่หยุดยิงจนกว่ารัฐบาลไทยเจรจาสันติภาพ 2 ฝ่ายเท่านั้น” การปฏิบัติการทางทหารของเราไม่ใช่จุดหมายหมายทาง แต่มันคือ วิถีทางสู่เป้าหมาย น่าอนารถใจแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ วิถีทางสู่เป้าหมายของกลุ่มขบวนการคือซากศพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ 

         นี่หรือที่ประกาศว่ากระทำการทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชนปาตานี ที่แท้ทำเพื่อตัวเองและองค์กร

ปาตานีไม่เคยต้องการ "เอกราช" ปาตานีต้องการเพียงความสงบสุข สิทธิในการใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ และการประกอบศาสนกิจอย่างอิสรเสรีเท่านั้น



            ปาตานีไม่เคยต้องการ "เอกราช" ปาตานีต้องการเพียงความสงบสุข สิทธิในการใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ และการประกอบศาสนกิจอย่างอิสรเสรีเท่านั้น

          “ปัตตานี”และ”ปาตานี” คำสองคำนี้คือคำเดียวกัน อาจต่างกันด้วยการออกเสียงสำเนียงภาษา แต่บริบทของความหมายนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน 
  • ปัตตานีนั้นสื่อความหมายถึงพื้นที่เขตการปกครองจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ประเทศไทย แต่
  • ปาตานีนั้นบริบทของคำนั้นหมายถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่จังหวัดปัตตานี,ยะลา และนราธิวาส


          จากสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้แก้ปัญหาและประสบผลสำเร็จตามลำดับ เมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจเกมการต่อสู้ของขบวนการฯ ที่แท้จริง พร้อมทั้งได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการแบบเชิงรุกด้วยความต่อเนื่อง จำกัดพื้นที่และเสรีในการก่อเหตุ ส่งผลให้สถานการณ์ในภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาความรุนแรงได้ผลดีขึ้นชัดเจนก็คือประชาชนปาตานีที่ให้ความเชื่อมั่นและความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการแจ้งเบาะแส ข่าวสาร สิ่งไม่ชอบมาพากลในชุมชน ในหมู่บ้าน ระวังคนแปลกหน้าเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งเมื่อทุกภาคส่วนหันมาร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจังเมื่อนั้นความสันติสุขจะบังเกิดกับพี่น้องประชาชนปาตานีอย่างแท้จริง






         ถึงแม้ 14 ปีที่ผ่านมา ขบวนการ BRN ได้พยายามสร้างจุดแตกหักในพื้นที่ให้เกิดบรรยากาศการสู้รบแบบกองโจรอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งต้องการให้เกิดพื้นที่ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับสากล เพื่อจุดหมายปลายทางคือ ความเป็นเอกราชและอำนาจของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนในขบวนการฯ 

          แต่ก็ไม่อาจจะผลักดันสถานการณ์ไปถึงขั้นนั้นได้ แม้จะใช้ความพยายามจากการก่อเหตุรุนแรงต่างๆ การสร้างปมความขัดแย้งทางศาสนา หรือแม้กระทั่งการดึงองค์กรต่างประเทศให้เข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ 

        เพราะองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการฯ คือ ประชาชนปาตานี 

         แต่หารู้ไม่ว่า เอกราชนั้นไม่ได้อยู่ในสมองของประชาชนปาตานีเลย ในทางกลับกันประชาชนปาตานีส่วนใหญ่หันมาสนับสนุนทางฝ่ายรัฐเป็นจำนวนมาก 

       เพราะที่ผ่านมา 14 ปี ประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์หลายๆครั้ง และต่างเบื่อหน่ายกับวิธีใช้ความรุนแรงของขบวนการฯ รวมทั้งไม่เห็นประโยชน์ใดๆในการเป็นเอกราช ประชาชนปาตานีต้องการเพียงความสงบสุข สิทธิในการใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ และการประกอบศาสนกิจอย่างอิสรเสรีเท่านั้น

สันติภาพชายแดนใต้ ภายใต้"เอกราช"กับ"การปกครองตนเอง"


โดย : "ลมใต้ สายบุรี"

            การจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง Right to Self-determination (RSD) สิทธิในการกำหนดใจตนเองเพื่อสันติภาพปาตานี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ซึ่งจัดขึ้นที่ ม.อ.ปัตตานี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม, ดร.อณัส อมาตยกุล, ดร.ศราวุฒิ อารีย์ และผู้ดำเนินรายการ อาจารย์พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์
อาจารย์พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการได้กล่าวสรุปไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวโดยกล่าวว่า ปัญหาของการพูดถึงหรือคุยเรื่อง RSD ปัญหาหนึ่งคือปัญหาเรื่องของการ ไม่รู้หรือไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่ามันคืออะไร? 

         ซึ่งหมายถึงกับทุกตัวแสดงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานความมั่นคง รัฐ ภาคประชาสังคม หรือนิสิตนักศึกษาที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ประเด็นก็คืออยากจะบอกและชี้ให้เห็นชัดๆ เลยว่าถ้าเราหยิบยกเอาแนวความคิดหรือวิธีการใดก็ตามขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันไม่ได้อยู่ที่ "ผลลัพธ์" เครื่องมือนั้นจะนำเราไปสู่ผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริงหรือไม่ แต่มันขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ "เครื่องมือ" ให้มันถูกต้องตามบริบทนั้นตั้งแต่แรกหรือเปล่า 

         เพราะอะไรถึงกล่าวเช่นนี้ โดยเปรียบเทียบง่ายๆ สมมุติว่าเราเป็นโรคกระเพาะ แล้วเราไปหาหมอ แต่หมอท่านนั้นบอกว่าเราเป็นมะเร็ง แล้วก็ต้องผ่าตัดใหญ่แล้วก็ตัดลำไส้ของเราทิ้งไป แต่พอเราไปหาหมออีกท่านหนึ่งได้ second opinion แล้วหมอท่านนั้นก็บอกว่าคุณเป็นแค่โรคกระเพาะ ไม่จำเป็นต้องตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทิ้งไปเลย ถามว่าแล้วเราจะรู้สึกอย่างไร ทุกวันนี้ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัด แต่เราเลือกใช้มันไม่ต่างที่เราเลือกวิธีการรักษาตัวเองโดยที่ยังไม่เข้าใจว่ามันเหมาะสมหรือไม่?

          บังเอิญว่าประเทศนี้มันไม่ใช่ร่างกายของท่าน ท่านจึงไม่เข้าใจความสำคัญ "วิธีการ" ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายหรือ "สันติภาพ" เราทุกคนต้องการ "สันติภาพ" เราทุกคนต้องการความสงบสุขในพื้นที่ พูดให้ชัด ๆ เราต้องการให้คนในพื้นที่แห่งนี้อยู่อย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และดำรงอัตลักษณ์ของตนเองไว้ได้ คำถามง่ายๆ ก็คือ 
  • เครื่องมือนั้นมีเพียง RSD ที่นำไปสู่เอกราชเพียงเท่านั้นหรือ? 
  • แล้วเครื่องมือ RSD แท้จริงแล้วมีใครรับประกันได้บ้างว่าจะนำสู่สิ่งที่เราคาดหวังได้อย่างแท้จริง 
        ในเมื่อจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ จุดเริ่มต้นของคนบางคนที่เรียกร้องสิ่งนี้ เขาเริ่มต้นมันด้วย "การใช้กำลังและความรุนแรงโดยไม่เลือกฝ่าย"

         ฝ่ายคิดต่างจากรัฐนอกจากจะกำหนดยุทธวิธีในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ให้กับผู้ก่อเหตุรุนแรง (Perpetrator of Violence) ลงมือก่อเหตุแล้ว ยังได้กำหนดกรอบในการต่อสู้ให้กับกลุ่มแนวร่วมองค์กรภาคประชาสังคมทำการเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งประเด็นที่สำคัญได้แก่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ จชต. โดยเฉพาะการตรวจ DNA, การชี้ให้เห็นว่าปัญหา จชต. เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Armed conflict) เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องในการกำหนดใจตนเอง (Right to Self-determination) แยกตัวป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย

          แต่ถึงกระนั้น รอมฎอน ปันจอร์ นักวิชาการและบรรณาธิการเว็บไซต์ Deep South Watch ได้ทำการโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวกล่าวถึง "เอกราช" กับ "การปกครองตนเอง" นั้นมีระยะห่างต่อศูนย์กลางอำนาจของรัฐที่แตกต่างกันอย่างมาก 

         ซึ่งหนึ่งในถ้อยคำและมโนทัศน์ที่สับสนและเคลื่อนอยู่ตลอดในบทสนทนาเกี่ยวกับชายแดนใต้/ปาตานีก็คือคำและความหมายของ Autonomy ที่มักถูกจูง ลาก และดึงให้เข้าใกล้หรือแนบสนิทกับคำว่า Independence หรือ เอกราช 

        ทั้ง ๆ ที่เป็นคนละเรื่องกัน ความสับสนที่ว่านี้มีอยู่ในตัวบทของสื่อมวลชน งานเขียนวิชาการ และแม้แต่เอกสารที่เป็นทางการของราชการ ไม่พักต้องพูดถึงความเข้าใจต่อเรื่องนี้ที่สลับสับสนแพร่หลายกลาดเกลื่อน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเองที่มักตีความเหมาคลุมไปอย่างดื้อๆ ทำให้ตีความและประเมินสถานการณ์ผิดไปอย่างง่าย ๆ

          สิทธิในการกำหนดใจตนเอง Right to Self-determination (RSD) กระทำได้หรือไม่? 

        ในพื้นที่ จชต.กฎกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมือง ข้อ 1 ระบุว่า "ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองโดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรี ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน"

         สิทธิในการกำหนดใจตนเอง Right to Self-determination (RSD) ข้อนี้ไม่สามารถกระทำได้ตามที่มีการรณรงค์และปลุกกระแสมาอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาคประชาสังคม เนื่องจากประเทศไทยได้ทำข้อแถลงตีความ (ข้อสงวน) สิทธิในการกำหนดใจตนเองไม่ได้กระทำได้ในทุกๆ เรื่อง และมีข้อสงวนไว้ว่า "มิให้ตีความว่าอนุญาต หรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐ เอกราชอธิปไตย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน"

          ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันเหมือนกับที่เราติดหล่มเรื่องสันติภาพ 
เราต่อต้านกลุ่มขบวนการต่อต้านความรุนแรง ไม่ได้แปลว่าเราจะได้สันติภาพ หรือกลุ่มขบวนการล้มรัฐบาลไทยได้ มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะได้ "เอกราช" หรือ "การปกครองตนเอง"

         แต่เราจะได้สันติภาพเมื่อเราสร้างสันติภาพ 

         การเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เช่นกัน ถ้าเราเลือกสิ่งนั้นเพราะเราเกลียดอีกสิ่งหนึ่ง มันไม่ได้แปลว่าเราจะได้สิ่งที่เราชอบ เพียงแต่เราเลือกสิ่งที่เราไม่ชอบออกไป และมันก็ไม่ได้ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลหรือกลุ่มขบวนการจะทำในสิ่งที่เราชอบจริงๆ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของปีกการเมืองขบวนการทั้งๆ ที่รู้ว่าสิทธิในการกำหนดใจตนเอง Right to Self-determination (RSD) ไม่สามารถกระทำได้ แต่ยังพยายามดึงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การชี้ให้เห็นว่าปัญหา จชต. เป็นความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Armed conflict) มาทำการเคลื่อนไหวและพยายามยึดโยงร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ เป็นตุเป็นตะกล่าวอ้างข้างๆ คูๆ หลอกให้ผู้คนหลงเชื่อคล้อยตาม

----------------------

โจรใต้ฯ ทำได้ทุกอย่าง นอกจากฆ่าคน...!"! (ไม่ว่าจะเป็นค้าของเถื่อน ยาเสพติด ฯลฯ)




             เชื่อได้สักทีน่ะ!!! อันที่เรียกว่า "โจรใต้ต่อสู้เพื่อมลายูปาตานีนั้น" มันคือพวกที่ขาดผลประโยชน์นั้นแหละ ถูกจัดตั้งโดยมีเป้าหมายหลัก ๆ อยู่ 2 อย่างด้วยกัน คือ 
  • 1. เพื่อโจมตี ใส่ร้าย ดิสเครดิสเจ้าหน้าที่รัฐ 
  • 2. เพื่อปั่นป่วนวิถีชีวิตของคนปาตานีไม่ว่าพุทธ หรือมุสลิม
              เราในถานะเป็นประชาชนจะทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่เป็นภัยคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด เรื่องที่ผิดหลักศาสนา เช่น กระท่อม ยาบ้า โสเภณี ฯลฯ เราสามารถรับรู้สิ่งนี้ได้ด้วยตัวเอง จากที่ขบวนการค้ายาเสพติด วัยรุ่นเมากระท่อมเกือบทุกหลังคาเรือน โดยที่ขบวนการ BRN.ไม่เคยสน


         การบริโภคข่าวสารจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มโจรใต้ฯ ควรคำนึงถึงเนื้อหาความจริง ต้องไม่รีบกล่าวหาฝ่ายหรือองค์กรใดๆ รู้จักวิเคราะห์รูปแบบการก่อเหตุมุ่งหวังชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือไม่
  • ตัวอย่างที่1 เช่น ใบปลิว ป้ายผ้า มักจะใช้คำ ภาษาไทย เชิงขมขู่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ตัวอย่างที่2 ข่าวการก่อเหตุมุ่งชีวิตของประชาชน เพื่อดิสเครดิสเจ้าหน้าที่รัฐ 
          เหตุการณ์ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า มีการยิงฆ่าเด็ก ผู้หญิง คนชรา ประชาชนผู้อ่อนแอ ระเบิด เผารถยนต์ เหตุการณ์เหล่านี้ทางแนวร่วมมักจะโฆษณาชวนเชื่อโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเสมอ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เป็นฝีมือรัฐ

มทภ 4 ลงพื้นที่เบตง เผย มั่นใจ สถานการณ์ดีขึ้นหลังยกเลิก พ.ร.ก.



             ยะลา - แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เชื่อหลังยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์แนวโน้มดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจ ถอนทหาร ไม่กระทบความเชื่อมั่นประชาชนในพื้นที่

           วันนี้ ( 25 มี.ค.) ที่ห้องประชุมไกรลาศ ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอเบตง จ.ยะลา นายดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง พร้อมด้วย\ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ข้าราชการในกำลังพล ศปก.อำเภอเบตง ให้การต้อนรับ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมคณะ เดินทางมาร่วมรับฟังการบรรยายสรุปหลัง ยกเลิก พ.ร.ก.ในพื้นที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พร้อมรับการตรวจเยี่ยมจากคณะฯ




         พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ ถึงสถานการณ์ภาคใต้ว่า มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางลงพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง โรงแรม รีสอร์ทได้ถูกจองเต็มหมดในช่วงวันหยุดยาว หรือเทศกาลต่างๆ ซึ่ง เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าในพื้นที่ภาคใต้ไม่น่ากลัว ไม่น่าอันตราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้การดูแลอย่างเต็มที่




        พร้อมเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในปี 2561 จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับที่น่าพอใจ แต่ไม่ขอยืนยันจะไม่มีสถานการณ์เกิดขึ้นเลย แต่อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำนโยบายให้ประชาชนดูแลกันเอง รองรับการถอนกำลังทหารกลับที่ตั้ง อีกทั้งยังกำชับให้ดูแลกล้อง CCTV ในพื้นที่ จากที่ได้รับรายงานว่า กล้อง CCTV ทั้งหมดในเขตเทศบาลเมืองเบตง มีกว่า 95 % ที่ใช้งานได้




           ส่วนที่เหลือได้สั่งการให้แก้ไขโดยเร็ว เพื่อประสิทธิภาพเต็ม 100% ส่วนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่อำเภอเบตง นั้น หลังจากการยกเลิก พ.ร.ก. ได้กำชับ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท และ ให้ดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้ง พื้นที่ก่อสร้าง สนามบินเบตง ด้วย นอกจากนี้ยังได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ตั้งด่านตรวจ จุดสกัด ให้มีความพร้อมอยู่เสมอ กรณีเมื่อเกิดไฟฟ้าดับ

แม่ทัพภาคที่ 4 โต้ แถลงการณ์ มาราปาตานี ยัน “ไอโอซี” ยังปลื้มโครงการพาคนกลับบ้าน




            ปัตตานี - แม่ทัพภาคที่ 4 โต้ แถลงการณ์ มาราปาตานี 4 ข้อ ทำถึงรัฐบาล ยัน“โอไอซี”ยังปลื้ม “ โครงการพาคนกลับบ้าน”ชื่นชมรัฐบาลดูแลพี่น้องมุสลิมอย่างดี ยันยังคงทำหน้าที่ต่อและทำให้ดีที่สุด

           จากกรณี นายสุกรี ฮารี หัวหน้าคณะกลุ่ม "มาราปาตานี" ออกแถลงการณ์ 4 ข้อถึงรัฐบาลไทย ประกอบด้วย 
  • 1. การพูดคุยที่ดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ระหว่างมาราปาตานีและรัฐบาลไทย ยังคงเป็นระดับทางเทคนิค ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะทำงานร่วมการพูดคุยสันติสุข (JWG-PDP) ข้อตกลงที่บรรลุก่อนหน้านี้จึงไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย 
  • 2. มาราปาตานีเปิดกว้างต่อความคิดเห็นและข้อแนะนำจากประชาชนภายใต้สิทธิกำหนดการปกครองด้วยตนเอง 
  • 3. เรามีความเชื่อมั่นในทีมพูดคุยสันติสุขของไทย ซึ่งได้รับมอบอำนาจมาจากนายกรัฐมนตรี เป็นกระบวนการทางการที่ถูกพัฒนาให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นกังวลต่อคำแถลงการณ์และการกระทำบางประการของแม่ทัพภาคที่ 4 ขัดแย้งกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข และ 
  • 4. มาราปาตานีให้คำมั่นที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งโดยการพูดคุยสันติสุข ต้องการที่เน้นย้ำ ว่า โครงการพาคนกลับบ้าน กับโครงการการกำหนดเขต พื้นที่ปลอดภัย 14 แห่ง ของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่มีส่วนสัมพันธ์กับกระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างมาราปาตานีและรัฐบาลไทยแต่อย่างใด นั้น

               เกี่ยวกับเรื่องนี้ พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวถึงกรณีคำแถลงของนายสุกรี แกนนำมาราปาตานี ว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลใจต่อโครงการที่ปฏิบัติเป็นรูปธรรมไปแล้ว ทั้งโครงการพาคนกลับบ้านและ การประกาศเขตพื้นที่ปลอดภัย 14 แห่ง ตนยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และ จะทำให้ดีที่สุด ทั้งประชาชนในพื้นที่ที่ต้องช่วยกันร่วมกับข้าราชการทุกภาคส่วน ทั้งนี้ในพื้นที่ปลอดภัยดังกล่าวรวม 14 อำเภอ มีการดำเนินการมานานแล้ว เพียงแต่มิได้เป็นข่าวออกไป แต่ระดับผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นตอนลงไปในพื้นที่จะเข้าใจดีและรับทราบในแนวปฏิบัติ ส่วนการเจรจาสันติสุขของตัวแทนฝั่งผู้เห็นต่างกับตัวแทนรัฐบาลไทยเป็นระดับบนที่ยังพูดคุยหาทางออกของปัญหากันต่อไป


         “สิ่งที่นายสุกรีพูดออกมาเป็นแถลงการณ์ 4 ข้อ และเกี่ยวข้องกับโครงการของกองทัพภาคที่ 4 ในยุคที่ผมทำหน้าที่เป็นแม่ทัพนั้น ผมยิ่งชอบ เพราะ ในมุมมองของกลุ่มฝ่ายตรงข้ามเห็นและพูดจาพาดพิงนั้นก็เหมือนกับโครงการเหล่านี้บรรลุเป้าหมาย นายสุกรีจึงแสดงความเห็นออกมาเป็นแถลงการณ์ เนื่องจากผู้คนที่เห็นต่างเริ่มเข้าใจว่ารัฐบาลและทหารไทยนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาเขาเหล่านี้กลับมาเผชิญทั้งข้อเท็จจริงและการต่อสู้ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา อย่างนั้นชีวิตหลังจากนี้ไม่ต้องตกอยู่ในกังวลของความมืดมนมองไม่เห็นอนาคตต่อไป มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยบนแผ่นดินเกิดมากกว่าที่นอนรอคำสั่งจากใครไม่ทราบ”

          แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวอีกว่า โครงการพาคนกลับบ้านที่รีเซตขึ้นใหม่นั้น เมื่อกลุ่มผู้เห็นต่างเริ่มคุยกันปากต่อปากและการที่เจ้าหน้าที่ทหารไทยเข้าไปรับฟังปัญหาถึงถิ่นที่พักพิง เป็นการให้คำมั่นที่เห็นผลจริงแล้วเกิดขึ้นจริง หมดการหวาดระแวงในข้อสงสัยอีกต่อไป จึงมีผู้คนเห็นต่างๆ มากมายพาบุตรหลานขอกลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิม

         “ทางกลุ่มเห็นต่างๆ คงมองว่ากำลังเสียคนของเขาเองกับโครงการพาคนกลับบ้าน แต่หาใช่ไม่เขาเหล่านี้สมควรต้องกลับมาแผ่นดินเกิดของเขา เราสร้างความเข้าใจให้เห็นว่าไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าอยู่บ้านของเราที่ไม่มีวันแบ่งแยกออกไปได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว เราให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินเรื่องคดีให้เขา เราให้อาชีพเขา อยู่กับครอบครัว เด็กๆ และลูกหลานได้ไปโรงเรียน แม้แต่ตัวแทน องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี ที่มีสมาชิกชาติมุสลิมกว่า 57 ประเทศ ที่เมื่อเร็วๆนี้เดินทางมาดูและสังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังชื่นชมกับโครงการพาคนกลับบ้านที่นำผู้เห็นต่างกลับมายังประเทศไทย

             ขอให้การดำเนินโครงการนี้สำเร็จ ยังชื่นชมรัฐบาลไทยที่ให้การดูแลพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างดี พร้อมที่จะรับฟังแนวทางจากรัฐบาลไทยว่ามีนโยบายอะไรในการพัฒนาและจะดูแลความสงบสุขชาวมุสลิมในประเทศไทยอย่างไร และขอให้พี่น้องชาวมุสลิมให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลไทยในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ในฐานะประเทศมุสลิมด้วยกันก็ไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรง และอยากให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติต่อไป นี่คือสิ่งที่ตัวแทนโอไอซี กล่าวกับทางไทย”


           แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อว่า “ใครที่บอกว่าเราจัดฉากนั้น ตนไม่เคยทำพร้อมให้ทุกคนได้ลงพื้นที่มาพิสูจน์ความจริง คนที่มาเข้า ร่วมโครงการ เขารู้กันอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาเลยอยากจะกลับมาบ้านจะไปหาญาติพี่น้องของเขา การที่เราจะมาช่วยกันทำพัฒนาประเทศมันดีกว่า ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รัฐดูแลประชาชนทุกคนเท่าเทียมเหมือนกันหมด แต่ถ้าทำผิดกฎหมายไทย รัฐจับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ที่ผ่านมา เมื่อวันที่2 กุมภาพันธ์ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบกเดิน ทางลงพื้นที่ ก็มีการเปิดรับคนเข้าร่วมโครงการ พาคนกลับ บ้าน แล้ว จำนวน288 คน แล้วก็ยังมีชุดที่ 2 ที่เข้ามาอีก 103 คน ในตอนนี้ก็มีติดต่อเข้ามาแล้วอีกประมาณ 20 - 30 ครอบครัว ”

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ เข้ามอบตัว .............อยากอยู่สังคมปกติ



              นาย มูฮามะกอยี สะมะแอ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 111 ม.6 บ.ปะกาลือสง ต.ตุยง อ.หนองจิก จว.ป.น. เป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ศาลปัตตานี ที่ จ.106/61 ลง 22 ก.พ.61 โดยมีประวัติเกี่ยวข้องในการก่อเหตุรุนแรงและเคยถูกจับกุมแล้ว 2 ครั้ง โดย
  • ครั้งแรกเมื่อ 9 มิ.ย. 53 และ
  • ครั้งที่2 เมื่อ 8 เม.ย.56 
           แต่ศาลตัดสินยกฟ้องและปล่อยตัวทั้ง 2 กรณี ต่อมาล่าสุดคือการมีความเชื่อมโยงกับการประกอบระเบิดเนื่องจากตรวจพบ DNA ของนายมูฮามะกอยี อยู่ในถังน้ำบรรจุอุปกรณ์ประกอบระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่ง จนท.ตำรวจ ตรวจยึดได้ในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อ23 ม.ค. ที่ผ่านมา วันนี้เข้ามอบตัวกับโครงการพาคนกลับบ้านแล้ว


           โดยพี่สาวนายมูฮามะกอยี ซึ่งเป็นผู้ชักชวนผู้ต้องหาให้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านกล่าวว่า “ตอนแรกก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ได้ปรึกษาหลาย ๆ คน เขาก็บอก สบายใจได้ ทางเจ้าหน้าที่จะดูแลให้ความเป็นธรรมอย่างดี ก็เลยไปคุยกับน้องให้มามอบตัวกับผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นจึงไปพูดคุยกับนายอำเภอก่อน ท่านก็รับรองอีกว่าสบายใจได้ พอยิ่งมาเจอแม่ทัพก็ยิ่งสบายใจมากขึ้น และเห็นว่าคนที่มาเข้าโครงการนี้หลายคนสามารถกลับมาทำงานได้ อยู่กับลูกเมียได้ “

           โดยพี่สาวของนายมูฮามะกอยี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ อยากให้ผู้ที่หนีคดีอยู่ในขณะนี้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน จะได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับลูกเมีย ดีกว่าอยู่แบบหลบหนีเพราะหนีกฎหมายยังไงก็หนีไม่พ้น”

ผู้จัดการออนไลน์ สื่อจอมปลอมสร้างข่าวบิดเบือนความจริง.ให้ข่าวเท็จเพื่อทำลายหน่วยความมั่นคง ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ




                สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงไม่พอกลับยังกล้าจัดฉากสร้างเรื่องใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน 43 ว่าซ้อมทรมาน 

                 ทั้งที่เรื่องจริงสำนักข่าวนี้ไม่เคยทำเรื่องไปสอบถามตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยซักถามเลย แต่กลับกล่าวอ้างสร้างละครปั่นกระแส ว่าแฉอดีตผู้ต้องสงสัยซ้อมทรมาน ส่งผลให้มีการตรวจสอบบทความหรือบทสัมภาษณ์ที่ลงในสื่อนั้นไม่เป็นความจริง นำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านบาท และดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมฯ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 61 ที่ผ่านมา 

                การนำเสนอข่าวสารเพื่อทำลายหน่วยความมั่นคง ซ้ำเติมปัญหาความไม่สงบในพื้นที่โดยการจัดฉากละครสัมภาษณ์ใส่ร้ายคนอื่น มันคืออาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด

                 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อน ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งต้องให้ความสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง หรือ เป็นเพราะสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ บรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในสำนักไม่มีจรรยาบรรณสื่อในจิตใจหรืออย่างไร ถึงได้โกหกหลอกลวงจัดฉากละครเท็จเยี่ยงนี้ 

               ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์
  • เสนอข่าวเท็จไร้ข้อเท็จจริงไปแล้วกี่รอบ? 
  • สื่อที่ไร้จรรยาบรรณ สื่อที่ไร้การรับผิดชอบ 
  • เสนอได้แต่รับผิดชอบไม่ได้ 
  • สื่อร้ายชายแดนใต้ ผู้จัดการออนไลน์ใส่ร้ายคนอื่น 
            สำหรับความคืบหน้าคดีแจ้งความสื่อผู้จัดการออนไลน์ พนักงานสอบสวน , ผบ.ฉก.ปัตตานี ได้ส่งหนังสือเพื่อประสาน ไปยัง สำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์แล้ว เพื่อสอบถามหาผู้รับผิดชอบสื่อผู้จัดการออนไลน์ที่นำเสนอข้อมูลเท็จใส่ร้ายคนอื่น ซึ่งที่ผ่านมา ได้ส่งหลักฐานประเด็นการหมิ่นประมาท และนำพยาน 2 ปาก ให้การกับ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี

         ทั้งนี้พนักงานสอบสวน ได้ส่งหนังสือไปยัง พานิชจังหวัดสงขลาแล้ว เพื่อสอบถามผู้รับผิดชอบ สื่อออนไลน์ ดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ

จริงหรือไม่!! เขาว่าปอเนาะเหล่านี้เป็นแหล่งบ่มเพาะโจรใต้



            การศึกษาถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ด้วยความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา และปัญหาด้านต่าง ๆ ที่ทับซ้อนกันอยู่จึงทำให้ที่ผ่านมาทำให้การให้โอกาสและคุณภาพในการศึกษาอาจติดขัดในหลายด้าน แต่ ณ ขณะนี้หลายฝ่ายต่างก็เห็นร่วมกันว่า การพัฒนาด้านการศึกษาจะเป็นการแก้ไขปัญหาความไม่สงบได้อย่างแท้จริงและยั่งยืนที่สุด ทั้งด้านการประกอบอาชีพ ด้านจริยธรรม การปฏิบัติต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนการกินอยู่ การแต่งกาย รวมทั้งการปฏิบัติตามพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติที่เคร่งครัด และเป็นสิ่งจำเป็นที่มุสลิมต้องศึกษา และปฏิบัติให้ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านศาสนาเป็นสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้จากการส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเป็นจำนวนมาก

            โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีต้นกำเนิดจากสถานศึกษาที่เรียกว่า “ปอเนาะ” สถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิม สอนเรื่องศาสนาเป็นหลัก ต่อมารัฐมีนโยบายที่มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างความมั่นคงในพื้นที่และนำไปสู้การประกอบอาชีพอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการพัฒนาและจดทะเบียนเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุน และมีการนำหลักสูตรสามัญเข้าสอนควบคู่กับหลักสูตรศาสนาตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปอเนาะบางแห่งก็ยังคงรูปแบบการสอนศาสนาอย่างเดียวอยู่เช่นเดิม ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นสถานศึกษาในรูปแบบพิเศษอีกหนึ่งรูปแบบ โดยใช้ชื่อว่า “สถานศึกษาปอเนาะ” พร้อมกับให้เงินอุดหนุนบางส่วน ในความช่วยเหลือที่ทางรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือง ยังมีบางสถาบันการศึกษายังคงรับเงินอุดหนุนจากกลุ่มขบวนการ ซึ่งมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว

              อะไร? คือสาเหตุที่คนทั่วไปและเจ้าหน้าที่รัฐ มอง “โรงเรียนปอเนาะ” หรือ “โรงเรียนสอนศาสนาเอกชน” เหล่านั้นในแง่ลบ ซึ่งจะต้องมีเหตุและผลถึงความเป็นมาจะต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้มีความเชื่อแบบนั้น

         เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนของ“โรงเรียนปอเนาะ”เหมือนกับโรงเรียนประจำ กินอยู่หลับนอนอยู่ภายในโรงเรียน การควบคุมดูแลของสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อีกทั้งที่ผ่านมา การเข้าไปตรวจสอบดูแลกระทำได้ยากเพราะมีบุคคลบางกลุ่มพยายามกล่าวอ้างว่า“โรงเรียนปอเนาะ”เป็นสถานที่สอนศาสนา การเข้าไปทำการตรวจสอบเป็นการคุกคามและไม่ให้เกียรติสถานที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปสอดส่อง กลุ่มขบวนการได้ฉวยโอกาสใช้ “โรงเรียนปอเนาะ”บางแห่งใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะ ซ่องสุมกำลังทำการก่อเหตุในพื้นที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

          จึงเกิดเหตุความไม่ชอบธรรมในการบริหารโรงเรียนมีให้เห็นกันหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนบูรพาวิทยา จ.นราธิวาส โรงเรียนญิฮาดวิทยา จ.ปัตตานี และล่าสุด โรงเรียนบากงพิทยา จ.ปัตตานี ที่มีการตรวจสอบความไม่ชอบธรรมในการบริหารจัดการของโรงเรียน มีการฉ้อโกงเงินค่าหัวนักเรียน และสถาบันดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการฝึกอาวุธของกลุ่มโจร บางโรงเรียนปลูกฝังให้นักเรียนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และอบรมบ่มเพาะแนวคิดอิสลามแนวทางที่รุนแรงด้วย ทำให้บางโรงเรียนต้องปิดลง สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือนักเรียนทีขาดโอกาสในการหาความรู้ในการดำรงชีพในอนาคต การบริหารจัดการในสถาบันการศึกษาควรมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริง ไม่มีการทุจริตเงินค่าหัวนักเรียน ไม่ควรรับเงินอุดหนุนจากกลุ่มขบวนการในการพัฒนาโรงเรียน

          ตราบใดที่การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปล่อยให้ขบวนการปลูกฝังแนวความคิดที่ผิด ๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาต่อไป มีการสืบทอดส่งต่อความสำนึกร่วมไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ความสงบสุขที่ทุกคนต่างเรียกหาก็ยังไม่เกิด ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตายอีกกี่ศพ สื่อให้เห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการปลูกฝังความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงรัฐไทยมีการปูพื้นมาตั้งแต่เล็กในโรงเรียนสอนศาสนาที่ยากต่อการตรวจสอบ 
   
         เพราะฉะนั้นถึงเวลาหรือยัง!! ที่จะต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการจัดระบบโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สามารถตรวจสอบได้ สามารถเทียบเท่ากันเหมือนกับต่างพื้นที่ และมีความโปร่งใสตอบโจทย์ต่อสังคมได้โดยไม่มีข้อกังขา!!

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

ซุ่มยิงรถบัสทหารพรานเตรียบสอบติดยศนายสิบที่ปัตตานี กำลังพลเจ็บ 5 นาย



ปัตตานี - คนร้ายก่อเหตุซุ่มยิงรถบัสของทหารพราน ฉก.ทพ.4212 ที่เตรียมเดินทางไปสอบเพื่อติดยศนายสิบ บนถนนสายปัตตานี-นราธิวาส พบมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 นาย

วันนี้ (5 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ร.ต.ท.เจตรินทร์ เจตนุรักษ ร้อยเวร สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยังไม่ทราบชนิดและขนาด ดักซุ่มยิงใส่รถบัสของเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.4212 จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 นาย จากเศษกระจกรถที่แตกกระจาย

โดยในที่เหตุเกิดบนถนนทางหลวงสาย 42 ปัตตานี-นราธิวาส (ฝั่งไปนราธิวาส) บริเวณ ม.4 ต.ตอหลัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี จุดเกิดเหตุที่บริเวณสะพานจีน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างบ้านโต๊ะตีเต กับบ้านจาแบปะตอลัง

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถบัสที่ประสบเหตุนั้น เป็นขบวนรถบัสของ อส.ทพ.ที่เดินทางไปสอบเพื่อติดยศนายสิบ ในระหว่างทางจะมุ่งหน้ากลับไปยังฐานปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ อ.สายบุรี ได้ถูกกลุ่มคนร้ายดักซุ่มยิง จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนความคืบหน้าจะมีรายงานเพิ่มเติมให้ทราบต่อไป




วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ประกบยิง ผช.ผญบ.บาดเจ็บ ขณะขี่ จยย.ลาดตระเวนที่สายบุรี



         ปัตตานี - เกิดเหตุ 2 คนร้ายประกบยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.2 ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์ลาดตระเวนในพื้นที่ ส่วนคนร้ายเร่งเครื่องหลบหนีไปได้

         วันนี้ (2 มี.ค.) ร.ต.อ.สิทธิชัย พูลสวัสดิ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนภายในหมู่บ้านลาลอ ม.2 ต.ละหาร อ.สายบุรี จึงนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.มานะ เดชาวริษฏ์ ผกก. เมื่อไปถึงพบรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ ล้มข้างทางและมีกองเลือดบนถนน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บพลเมืองดีได้ช่วยนำส่ง รพ.สมเด็จพระยุพราชสายบุรี ทราบชื่อ นายยุทธศักดิ์ ทองเอียด อายุ 42 ปี เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.2 ต.ละหาร อ.สายบุรี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนอาก้าที่ขาขวา 1 นัดอาการปลอดภัย แพทย์ได้ส่งต่อไป รพ.ปัตตานี ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน จำนวน 4 ปลอกจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

          สอบสวนทราบว่า ขณะที่ นายยุทธศักดิ์ ขับขี่รถ จยย.ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามปกติทุกวัน ปรากฏว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีคนร้ายเป็นชาย 2 คนขี่รถ จยย.ตามหลังโดยที่ไม่รู้ว่าจะถูกปองร้าย จากนั้นคนร้ายได้ขับรถประชิดตัว คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายจึงชักอาวุธปืนยิงทันที 4 นัด กระสุนถูกเข้าที่ขา 1 นัดได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุได้เร่งเครื่องหลบหนีไป สาเหตุเจ้าหน้าที่เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่สร้างสถานการณ์






1


วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

อาชญากรใต้ใช้เอ็ม16 ยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่ เสียชีวิตที่รือเสาะ



เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 61 เวลา 01.00 น. ร.ต.อ.วันชัย รักบุญเมือง รองสารวัตรสอบสวน สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตบนถนนสายตะโละหะลอ – ยี่งอ ช่วงบริเวณบ้านยือลาแป ม.3 ต.สุวารี จึงส่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่งรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบนายดลนียา ยะโก๊ะ อายุ 31 ปี ชาว อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอาแว ม.6 ต.มะรือโบตก นอนจมกองเลือดเสียชีวิตข้างรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำ ทะเบียนป้ายแดง ก 4790 พิธานสายบุรี ที่ล้มตะแคงอยู่ริมถนน โดยมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม16 ที่บริเวณลำตัวพรุนไปทั้งร่าง

ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม16 ตกอยู่จำนวน 8 ปลอก และจากการตรวจสอบใต้เบาะรถจักรยานยนต์เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพก ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง ที่ใส่ไว้ในซองเก็บกระสุนปืน เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะนำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลรือเสาะ เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตร ก่อนประสานญาติมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนา


จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายดลนียา ได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน เพื่อเดินทางไปทำธุระในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อแล้วเสร็จนายดลนียาได้ขี่กลับบ้านพักบนถนนสายทางลัด ถึงที่เกิดเหตุ มีคนร้ายจำนวน 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบไล่หลังมา เมื่อสบโอกาสคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้าประชิด ก่อนให้คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม16 ยิงใส่จำนวน 8 นัดซ้อน เมื่อถูกกระสุนปืน รถได้เสียหลักล้มคว่ำ ทำให้นายดลนียาเสียชีวิคาที่ แล้วคนร้ายได้อาศัยความมืดหลบหนีไป

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะมาจากปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการที่ยังคงเคลื่อนไหวในพื้นที่ เนื่องจากหากเป็นคนร้ายกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ก่อเหตุยิงคนของทางการ ส่วนใหญ่มักจะรื้อค้นตัวและนำยานพาหนะของผู้เสียชีวิตไป เมื่อพบอาวุธปืนก็จะขโมยนำหลบหนีไปด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเชิญบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้เสียชีวิตมาให้ปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และจะได้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.




หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม