วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชาวบ้านพบวัตถุต้องสงสัยในสวนยาง แจ้ง จนท.ให้มาตรวจสอบและเก็บกู้



            วันที่ 28มิ.ย.61 จนท.ร้อย.ทพ.4701 ได้รับแจ้งจาก นาย จักรภัทร์ มิตทจันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ 7 ต.บ้านโหนด อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยางในพื้นที่สวนยางดังกล่าว ว่าพบวัตถุต้องสงสัย ร้อย.ทพ.4701 จึงประสานมายัง ชป.ทลร.อโณทัย สน.ฉก.ยะลาเพื่อเข้าทำการตรวจสอบและสิ่งที่พบวัตถุต้องสงสัยที่คนร้ายน่าจะนำไปประกองเป็นระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 11 รายการ





  • 1.เหล็กขึ้นรูปทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 ซม. × 14 ซม. (ภาชนะบรรจุ)
  • 2.กระปุกพลาสติกใสจำนวน 1 กระปุก (ภาชนะบรรจุวงจร)
  • 3.แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ ยี่ห้อพานาโซนิคสีแดง จำนวน 3 ก้อน พร้อมขั้วถ่าน (แหล่งพลังงาน)
  • 4.รีเลย์ ขนาด 3 โวลต์ จำนวน 1 อัน
  • 5.ไม้หนีบผ้าพลาสติกดัดแปลงเป็นตัวจุดระเบิด (ระบบจุดระเบิด)
  • 6.ดินระเบิดชนิด แอมโมเนียมไนเตรท (ดินระเบิดหลัก)
  • 7.ดินขยายการระเบิดชนิด PETN
  • 8.เชื้อปะทุไฟฟ้าแสวงเครื่อง จำนวน 1 ดอก
  • 9.เหล็กเส้นตัดขนาด 0.5 ซม.×1 ซม. (สะเก็ดระเบิด)
  • 10.สายไฟVFF ขนาด 2×0.5 SQ.mm.สีแดงดำ ยาว 2 เมตร
  • 11.สายเอ็นตกปลาผูกติดกับพลาสติกเพื่อเป็นฉนวน

ยึดรถขนระเบิดล็อตใหญ่บอกให้รู้ว่า “มาราปาตานี” เป็นได้แค่สากกะเบือ!




พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงกรณียึดรถขนระเบิดล็อตใหญ่

ยึดรถขนระเบิดล็อตใหญ่บอกให้รู้ว่า “มาราปาตานี” เป็นได้แค่สากกะเบือ! ควรจะหันไปเจรจากับ “รัฐบาลมาเลย์” ดีกว่าไหม?

            ถ้าไม่มีเหตุตำรวจทางหลวงจับกุมรถ “กระบะขนระเบิด” เพื่อใช้ก่อวินาศกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องที่จะนำมาเขียนถึงในที่นี้คือ เรื่องที่ “โจรใต้” จำนวน 3 ราย “นำถังแก๊ส” และ “ปืนเอ็ม 16” มารายงานตัวกับ “แม่ทัพ ในเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ “โจรใต้ตัวจริง” ได้ออกมามอบตัวเพื่อเข้าสู่ “โครงการพาคนกลับบ้าน” เพราะที่แล้วๆ มาคนที่ถูกพากลับบ้านยัง “คลุมเครือ” ว่าหลังมอบตัว จะทำให้สถานการณ์ของไฟใต้เย็นลงได้หรือไม่

          แต่ที่ต้องการเขียนถึงและมีประเด็นสำคัญอยู่ประเด็นหนึ่ง นั่นคือ การบรรยาย “สรรพคุณ” โจรใต้ทั้ง 3 รายว่า เคยก่อเหตุร้ายทั้งฆ่าและระเบิดมาแล้วกว่า 60 ครั้ง จนมีคำถามมากมายจากทั้ง “ไทยพุทธ” ในพื้นที่และ “ครอบครัวผู้สูญเสีย” ว่า แล้วเราจะปล่อยให้ “โจรร้าย” ที่ถือเป็นถึง “ฆาตกรคนสำคัญ” เพราะก่อเหตุมาแล้วถึงกว่า 60 ครั้งได้ “ฟอกตัว” แบบจบลงด้วยแค่การนำถังแก๊สและปืน 1 กระบอกเดินมาขอเข้าสู่กระบวนการ “พาคนกลับบ้าน”  นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?!

            เรื่องที่ว่านี้จึงต้อง “ค้างคา” ไว้ก่อน เพราะเรื่องราวการจับกุมระเบิดได้ถึง 41 ลูก พร้อมอุปกรณ์ในการประกอบระเบิดที่ยึดได้อีกจำนวนมาก เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ร้อนแรงกว่าแน่นอน

            เพราะถ้าตำรวจทางหลวง จ.นราธิวาส ไม่สามารถตรวจจับรถกระบะของคนร้ายที่ขนระเบิดจำนวน 41 ลูก  บนถนสายสุไหงโก-ลก - ตากใบได้เสียก่อน เชื่อเหลือเกินว่าหลังจาก “วันรายอแน” ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาของ “มุสลิมปาตานี” ระเบิดทั้งหมดที่ถูกขนข้ามแดนมาจากประเทศมาเลเซียก็คงจะได้ “สำแดงเดช” อาจจะในคืนวันศุกร์หรือวันเสาร์ ซึ่งคงจะกลายเป็น “ข่าวใหญ่ ส่งท้ายเดือนรอมฎอนอีกครั้งหนึ่ง

           ไม่ว่าการจับกุมระเบิดจำนวนมากได้พร้อมผู้ต้องหา 1 คนจะเป็นเรื่อง “ฟลุ๊ก” หรือ “โชคช่วย หรือเป็นเพราะประเทศไทยเรามี “พระสยามเทวาธิราชเจ้า” คอยปกป้องหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็น “โชคดี” และเป็น “ความชอบ” ของตำรวจทางหลวงชุดที่จับกุมได้อย่างแน่นอน

           ประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือ รถขนระเบิดคันนี้ใช้ “เส้นทางไหน” ในการเดินทางจากชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อไปส่งใจจุดนัดพบคือ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส  ถ้ารถขนระเบิดคันนี้ใช้ “เส้นทางสายหลัก” คือ สุไหโก-ลก - ตากใบ คำถามมีอยู่ว่า บนถนนสายนี้จากชายแดนมาเลเซียถึงจุดที่ถูกจับกุมมี “ด่านตรวจ” หรือมี “จุดตรวจ” ของกองกำลัง 3 ฝ่ายคือ ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองอยู่หลายแห่ง ทำไมรถบรรทุกระเบิดคนนี้ถึงสามารถ “ขับผ่านมาได้อย่างลอยนวล” แบบไม่มีข้อสงสัยอะไรจากเจ้าหน้าที่เลย

          ถ้ารถคันนี้ใช้ “เส้นทางสายรอง คือเส้นทางในหมู่บ้าน นั่นก็ต้องตรวจสอบดูให้ชัดว่า ผ่านพื้นที่ไหนบ้าง เพื่อที่จะได้มีการ “วิเคราะห์สถานการณ์” ในการป้องกันให้ตรงกับข้อเท็จจริงในการใช้ “จุดตรวจ” และ “ด่านตรวจ” ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงในการตั้ง “ด่านลอย”ในเส้นทางรองหรือเส้นทางในหมู่บ้าน เพื่อหวังผลในการสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้าย หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทั้งในเรื่องการขนอาวุธและเคลื่อนกำลังพล
แต่คำตอบที่ชัดเจนของการจับรถขนกุมระเบิดได้ครั้งนี้มีอยู่ 2 ประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ กล่าวคือ ประเด็นแรกเป็น “วัตถุระเบิด” ถูกนำเข้ามาจาก “ประเทศมาเลเซีย” ประเด็นที่สอง “บีอาร์เอ็นฯ” ไม่ได้มีความคิดที่จะลดการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย โดยยังคงเดินหน้าก่อเหตุร้ายต่อไป แม้ว่าจะพ้นเดือนรอมฎอนwxแล้วก็ตาม
อันเป็นไปตามข่าวสารที่หน่วยความมั่นคงชั้น “วงใน รับรู้กันว่า ในปี 2561-2562 ถือเป็น 2 ปีที่บีอาร์เอ็นฯ จะใช้ยุทธศาสตร์ในการ “แยกมวลชน” และ “ชี้ความบกพร่องของรัฐ พร้อมๆ ไปกับการก่อเหตุร้าย เพื่อให้ หน่วยงานความมั่นคง “ติดกับ” กับการใช้กำลังที่มีอยู่ในการป้องกันการก่อเหตุร้าย


          มีสิ่งที่หน่วยงานความมั่นคงจะต้อง “สำเหนียก” คือ “ข่าววงใน” ที่มีการระบุข้อมูลว่า หลังจากที่บีอาร์เอ็นฯ ใช้ความรุนแรงในการปลิดชีพบรรดา “มุสลิม” ที่ขวางทางไปแล้วจำนวนหนึ่ง รวมทั้งระดับ “รองประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี” ด้วยนั้น วันนี้บีอาร์เอ็นฯ มีแผนในการปลิดชีพ “ไทยพุทธ” ในพื้นที่ด้วย โดยอาศัย “เงื่อนไข” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นความผิดพลาดของรัฐตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ และแน่นอนว่าหนึ่งในเงื่อนไขดังกล่าวคือ กรณีของ “ปัญหาฮิญาบ” ที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานี

            ถึงวันนี้ข่าวคราวกรณีสังหารรองประธานกรรมการอิสลามปัตตานี มีหลักฐานจาก “หัวกระสุน” ที่สามารถระบุได้แล้วว่า มาจาก “ปืนกองกลาง ที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเคยใช้ในการก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง
และยังมีข่าวด้วยว่า ที่บีอาร์เอ็นฯ ต้องปลิดชีพรองประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี เป็นผลมาจากประเด็นสืบเนื่องจาก “นโยบายรัฐ”ในเรื่องของการพยายามส่งเสริมการศึกษา โดยเน้นให้คนมุสลิมได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่ขัดขัดกับ “ยุทธศาสตร์” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นฯ 

           ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผู้นำศาสนาและผู้นำสังคมจำนวนหลายรายที่มีนโยบายสวนทางกับบีอาร์เอ็นฯ และได้ถูกจัดการไปแล้ว เช่น กรณี “อิหม่ามยะโก๊ะ หร่ายมณี” อิหม่านมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เขาก็ถูกปลิดชีพจากสาเหตุในทำนองเดียวกัน 

            การที่บีอาร์เอ็นฯ ใช้ “ยาแรง” กับคนมุสลิมด้วยกัน นั่นแสดงให้เห็นว่านโยบายในเรื่อง “พหุวัฒนธรรม” ก็ดี นโยบายเรื่อง “กำปงตักวา” ก็ดี อันเป็นนโยบายที่ กอ.รมน.พยายามผลักดัน เพื่อหวังใช้แก้ปัญหาไฟใต้ถือเป็นนโยบายที่ “เดินมาถูกทาง” เพราะถ้าไม่ถูกทางแล้ว คงจะไม่ได้รับการ “ขัดขวาง” จากบีอาร์เอ็นฯ

         แต่การที่บีอาร์เอ็นฯ ใช้วิธีการปลิดชีพผู้นำศาสนาที่อยู่ฝ่ายรัฐคนแล้วคนเล่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นั่นก็ต้องถือเป็น “อุปสรรค” ของการขับเคลื่อนนโยบายที่ดี ซึ่งก็ต้องถือเป็นปัญหาใหญ่ของหน่วยงานความมั่นคงว่าจะแก้โจทย์นี้อย่างไร

           เพราะจะนั่งรอ “ข่าวดี” จากการเวทีถกแถลงในกระบวนการ “พูดคุยสันติสุข ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน นั่นก็อาจจะกลายเป็นเรื่อง “ถั่วสุก งาไหม้” ไปเสีย เพราะชัดเจนแล้วว่ากระบวนการพูดคุยจะเริ่มได้อีกครั้งก็ต้องรอการ “เคาะ” จาก ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศมาเลเซียเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าคงจะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หรืออาจจะต้องรอให้ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลชุดใหม่เสียก่อนจึงจะมีการพูดคุยรอบใหม่

            ที่สำคัญถ้าดูความเคลื่อนไหวจากบีอาร์เอ็นฯ ที่มีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศมาเลเซียในขณะนี้แล้ว ยิ่งเชื่อว่าการพูดคุยครั้งใหม่นั้น “รูปแบบ” จะไม่เป็นไปอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในยุคของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านมาจนถึงในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน

               ดังนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าของหน่วยงานความมั่นคงในขณะนี้จึงคือ ต้องมีการป้องกันการก่อการร้ายให้ได้ผล เพราะระเบิดที่ตำรวจทางหลวงจับกุมยึดได้ที่ ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาสนั้น นั่นย่อมไม่ใช่ “ระเบิดล็อตสุดท้าย” แน่นอน แต่เป็นได้เพียง “ระเบิดล็อตล่าสุด” ที่ถูกนำข้ามแม่น้ำมาจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีระเบิดอีกมากมายที่รอโอกาสในการส่งข้ามแดนจากประเทศมาเลเซีย เพื่อนำเข้ามาก่อวินาศกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และยิ่งบีอาร์เอ็นฯ เกิดความสูญเสียแบบนี้ด้วยแล้ว “ปฏิบัติการเอาคืน จึงเป็นเรื่องที่มีตารมมาได้สูงยิ่ง ถ้าหน่วยงานความมั่นคงไม่มี “แผนรับมือ” ที่รัดกุมดีพอ ต่อไปความสูญเสียอาจจะเกิดกับทุกอย่างที่เป็น “สัญลักษณ์” ของ “ไทยพุทธ ได้อีกระลอกเป็นแน่

           เชื่อหรือยังว่าแผ่นดินปลายด้ามขวานทองไทยจะสงบสุขไม่ได้เลยถ้า “มาเลเซีย” ยังคงเป็น “หลังพิง” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

         ฉะนั้นในการ “ดับไฟใต้” บรรดา “ท่านผู้นำ” ทั้งหลายจะเลือกอะไร? ระหว่างเปลี่ยนมา “เจารจา” กับ “รัฐบาลมาเลเซีย” หรือควรจะเดินหน้า “พูดคุย” กับกลุ่ม “มาราปาตานี” ต่อเนื่องไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังก็คงไม่ต่างไปจากการยอมรับให้ “สากกระเบือ” ได้มีบทบาทต่อไปเท่านั้นเอง

ทลายระเบิดนำเข้าจากมาเลเซียได้ล็อตใหญ่! ใช่ว่าจะไม่มีขนมาซุกไว้อีกทั้งก่อนและหลัง?



แฟ้มภาพ



            ประเด็นสำคัญในการที่ตำรวจทางหลวง จ.นราธิวาส สกัดรถยนต์ขนระเบิดจำนวน 41 ลูกได้พร้อมอุปกรณ์ในการประกอบระเบิด นั่นจะทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่หายใจโล่งออกไปเปลาะหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า “ความปลอดภัยในพื้นที่จะลดลง” เนื่องจากหน่วยข่าวความมั่นคงเองก็เชื่อว่า ยังมีระเบิดที่ถูกนำเข้ามาก่อนหน้านี้ โดยถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ต่างๆ แล้วจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ก่อเหตุด้วยการ “ปูพรม” หลังการปฏิบัติศาสนากิจรายอแนของผู้นับถือศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

          แต่เพราะระเบิดล็อตสุดท้ายที่ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนนำเข้ามาเพื่อใช้ก่อการร้ายในพื้นที่ อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ถูกยึดได้เสียก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ตื่นตัวและปฏิบัติการควบคุมพื้นที่อย่างเข้มข้น ทำให้แผนปูพรมด้วยระเบิด “ไปป์บอมบ์” ของขบวนการต้องล้มเลิกชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าโจรใต้ต้องรอจังหวะและโอกาสให้เจ้าหน้าที่เผลอ แล้วจึงลงมือปฏิบัติการ

         อันจะเห็นได้ว่าหลังยึดได้ระเบิด 41 ลูกครั้งนี้แล้ว ในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส หรือแม้กระทั่งที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ก็มีการป่วนด้วยการทำระเบิดปลอม วางหลอกให้เจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบเก็บกู้อย่างโกลาหล

          คงเป็นไปตามยุทธวิธีการป่วนที่ “เท็จๆ ๆ...” แล้วก็ “จริง” หรือโจรใต้อาจจะวางระเบิดปลอมๆ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อต้องการ “พิสูจน์ทราบ” ถึงการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการตรวจสอบ เก็บกู้ เพื่อประโยชน์ของโจรใต้ในการรับรู้วิธีการของเจ้าหน้าที่ก็เป็นได้

           และที่ต้องเตือนให้ทุกฝ่ายระมัดระวังตัวในการร่วมกันป้องกันเหตุร้ายป่วนเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นคือ “ข่าววงใน” ที่ได้เบาะแสว่าเป้าหมายของโจรใต้ในครั้งนี้คือ “กิจการของคนไทยพุทธ” โดยเฉพาะห้องอาหาร ร้านคาราโอเกะ และแหล่งอบายมุขอื่นๆ  ตามแผน “ชี้ความบกพร่อง” ของรัฐ รวมถึงเป้าหมายอื่นๆ เช่น จุดตรวจสามฝ่ายที่เป็นจุดตรวจที่มักมีจุดบกพร่องในพื้นที่

          ในส่วนของไทยพุทธเอง สิ่งที่ต้องระมัดระวังที่จะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์คือ ประเด็นการวิสามัญ “สุไลมาน”แนวร่วมที่หมาย ป.วิอาญาที่ อ.กระพ้อ จ.ปัตตานี เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าประชาชนในพื้นที่ไม่พอใจเจ้าหน้าที่รัฐต่อปฏิบัติการครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเจ้าหน้าที่มีโอกาที่ “จับเป็น” โดยไม่ต้อง “จับตาย” ก็ได้

           และหากจับสังเกตจะพบว่า ในการฝังศพของสุไลมานมีการตะโกนของประชาชนที่ร่วมฝังศพเฉกเช่นผู้ตายเป็น “นักรบของพระเจ้า” เหมือนกับหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับการตายของแนวร่วมคนสำคัญในพื้นที่

ดังนั้นหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการดับไฟใต้ จึงยังต้องเหน็ดเหนื่อยต่อไปในการป้องกันเหตุร้าย และในการหาแหล่งซุกซ่อนระเบิดที่เชื่อว่า ส่วนหนึ่งถูกนำเข้ามาแล้วและกระจายอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส หรือถ้าหาไม่พบก็ต้องอาศัย “พระสยามเทวาธิราชเจ้า” ให้ปกป้องคุ้มครองคนในพื้นที่ โดยภาวนาให้ระเบิดไปป์บอมบ์เสื่อมสภาพไม่สามารถใช้งานได้ เพราะระเบิดที่ประกอบเองจำพวกนี้เมื่อผ่านเวลา 20-30 วันอาจจะเสื่อมสภาพเองได้

             แต่ก็นั้นแหละการอาศัย “โชคช่วย” ย่อมไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา เพราะโชคไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป เช่นเดียวกับพระสยามเทวาธิราชเจ้าก็มีเวลาพักผ่อน ดังนั้นวิธีการที่ถูกต้องคือ หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำหน้าที่ให้ “หนักกว่าเดิม” และที่สำคัญหน่วยงานในพื้นที่ต้องไม่สร้าง “เงื่อนไขใหม่” ขึ้นมา เพื่อทำให้สถานการณ์ เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

            เรื่องการ “จับตายสุไลมาน” คือเรื่องของการสร้าง “เงื่อนไขใหม่” ให้เกิดขึ้น ทำให้มวลชนในพื้นที่เห็นถึงความ “ไม่จริงใจ” ของหน่วยงานความมั่นคง แม้ประกาศจะยึดมั่นในกฎหมายและในมนุษย์ธรรม เมื่อมวลชนไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานของรัฐ สถานการณ์ในพื้นที่ก็จะเกิดความรุนแรงและกลายเป็น “เปิดช่องทาง” ให้บีอาร์เอ็นฯ ปฏิบัติการตอบโต้ด้วยความรุนแรง โดยอ้างเป็นความชอบธรรม เพราะเป็นความประสงค์ของมวลชน

             โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพในที่เกิดเหตุที่ถูกสื่อนำไปเผยแพร่ ทั้งในสื่อสิงพิมพ์และในโซเซียลมีเดียต่างก็เน้นเป็นภาพคนตาย ภาพเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ ถามว่าภาพเหล่านี้หลุดมาได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่าเป็นภาพของเจ้าหน้าที่ที่มีการปล่อยออกไปตามไลน์ต่างๆ และภาพเหล่านี้ถูกแนวร่วมนำไปทำ “ปฏิบัติการไอโอ” เพื่อทิ่มแทงหน่วยงานของรัฐ ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ “ผู้รับผิดชอบ” ต้องแก้ไขและต้องไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

           หรือในกรณีของการตรวจค้นบ้านพักของ “โซรยา จามจุรี” นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และยังเป็นนักกิจกรรมในพื้นที่ ซึ่งถูกค้นบ้านพักจากการที่พบว่า คนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดตู้เอทีเอ็มในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีเข้าไปป้วนเปี้ยนในบริเวณนั้น หลังจากที่ก่อเหตุผ่านไปแล้ว

              ถ้าเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่เบื้องต้น ถ้าเจ้าหน้าที่ใช้ปิยะวาจาในการสื่อสาร เรื่องก็อาจจะไม่บานปลายจนภาคประชาสังคมต้องออกมาเคลื่อนไหว และหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คงไม่ต้อง “เสียรางวัด” ออกมาแถลงข่าวหลังเกิดเหตุ

          เหล่านี่คือการสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งกลายเป็นว่าในขณะที่หลายหน่วยงานพยายามทำหน้าที่ “ราฟืนจากเตา” แต่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในพื้นที่ยังคง “ซุนฟืนเข้าเตา” เพื่อสร้างความร้อนแรงให้เกิดขึ้น ซึ่งก็เฉกเช่นเดียวกับการ “ดับไฟกองเก่า แล้วก่อไฟกองใหม่” ขึ้นทดแทน จนทำให้มองไม่เห็นว่าไฟใต้จะมอดดับได้อย่างไรและเมื่อไหร่

          แต่ในสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นธรรมดาที่ยังคงมีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้นให้เห็นว่า หลายปัญหาที่กำลังลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ เวลานี้ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องเล็กลงแล้ว เช่นเรื่อง “ฮิญาบ” ในโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ซึ่งทั้งกลุ่มมุสลิมสุดโต่งและกลุ่มไทยพุทธสุดโต่งถูกผู้อยู่เบื้องหลัง “เสี้ยม” ให้ออกมาชนกันเพื่อให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องของ”ศาสนานั้น ณ วันนี้น่าจะเป็น “ฟืนเปียกในกองไฟ” ไปแล้ว

          เรื่องที่อาจจะจุดไม่ติดก็เพราะการที่หลายฝ่ายร่วมมือกันในการแก้ปัญหา ในขณะที่มุสลิมในพื้นที่ก็เห็นว่า เมื่อโรงเรียนแห่งนี้มีกฎระเบียบ ถ้าผู้ปกครองเห็นว่าไม่ต้องการให้บุตรธิดาเรียนที่นี่ก็สามารถไปเรียนที่อื่นๆ ที่ซึ่งสามารถที่จะแต่งกายต่างที่ต้องการได้ ดังนั้นเมื่อมุสลิมส่วนใหญ่ “เข้าใจ” และไม่ต้องการที่จะให้เกิด “ความขัดแย้ง” การแก้ปัญหาก็ง่ายขึ้นนั่นเอง

           หรืออย่างกรณีการตรวจค้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาของ ฉก.ปัตตานี ที่มีคนพยายามให้กลายเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง แต่เพราะประชาชนเข้าใจและรู้ว่าโรงเรียนเหล่านี้มีการ “ทุจริตจริง” การเข้าไปจัดการของหน่วยงานความมั่นคงจึงเป็นการ “คืนความยุติธรรม” ให้กับครูในโรงเรียนให้ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามระเบียบของการจัดการศึกษา

          ดังนี้แล้วการเข้าไปจัดการกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จึงกลายเป็นว่า “ครู” ในโรงเรียนเหล่านั้นได้ประโยชน์ นั่นเท่ากับไฟกองนี้จุดไม่ติดนั่นแหละ

            ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะดับไฟใต้ได้สำเร็จ จึงคือการจัดการกับ “บีอาร์เอ็นฯ” จัดการกับ “เส้นทางลำเลียง” และ “อาวุธ” หรือวัตถุสิ่งของที่ใช้ในการประกอบระเบิดจากประเทศมาเลเซีย สำหรับการ “พูดคุยสันติสุข” ที่ต้องพูดคุยให้ถูกฝาถูกตัวนั้น ก็เพื่อจะได้มีแนวทางของการดับไฟใต้ที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โจรใตัวางระเบิดสวนยาง ยะลา บาดเจ็บ 1 ราย



               เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในสวนยาง ชาวบ้านไปกรีดยาง ได้รับบาดเจ็บขาขาด 1 ราย เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ


             ศูนย์วิทยุ สภ.ยะหา จว.ยะลา รับแจ้งว่า มีเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนลอบวางระเบิดที่บริเวณสวนยางพารา พื้นที่ บ้านแค่ ม.1 ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 ราย หลังรับแจ้ง ร.ต.ท.ปิยะพงษ์ ทิพย์น้อย รอง สารวัตรสอบสวน สภ.ยะหา จ.ยะลาได้รุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารในพื้นที่ ส่วนผู้บาดเจ็บหน่วยกู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชอำเภอยะหา แล้ว ทราบชื่อคือ นางวิภาวรรณ ปลอดแก่นทอง อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 ม.4 ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาดตั้งแต่ใต้หัวเข่า และต่อมาแพทย์ได้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลา


           จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ขณะที่นางวิภาวรรณ ได้เดินทางไปกรีดยางตามปกติ ระหว่างทางได้ถูกคนร้ายลอบนำระเบิดแสวงเครื่องไปวางไว้ และนางวิภาวรรณ ไปเดินเหยียบกับระเบิด เป็นเหตุให้เกิดระเบิดขึ้น ส่งผลให้ นางวิภาวรรณ ถูกแรงอัดระเบิดส่งผลให้ขาด้านซ้ายขาดดังกล่าว ส่วนสาเหตุเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

มูลเหตุพัฒนาการศึกษาใน 3 จชต. ผลพิสูจน์ชีชัดฝีมือโจรใต้ ชะตากรรมเดียวกับ อีหม่ามโยะโก๊ป หร่ายมณี



              มูลเหตุพัฒนาการศึกษาใน 3 จชต. ผลพิสูจน์ชีชัดฝีมือโจรใต้ ชะตากรรมเดียวกับ อีหม่ามโยะโก๊ป หร่ายมณี

              ในที่ประชุมของขบวนการโจรใต้ ณ ประเทศมาเลเซีย ข้อหนึ่งที่กลุ่ม BRN โจรใต้ได้ กล่าว 1 ใน 11 ข้อ คือ ให้เยาวชนมุสลิมศึกษาศาสนาให้มาก ศึกษาสายสามัญหรืออาชีพให้น้อยลง เพราะกลุ่มขบวนการได้มองเห็นแล้วว่า ถ้าการศึกษาในพื้นที่ดี จะทำให้ยากต่อการบ่มเพาะเยาวชนเพื่อหลอกให้มาต่อสู้ในอนาคตได้

             จึงไม่แปลกที่เขาจะกำจัด นายอดุลเดช เจ๊ะแน รองประธานอิสลามประจำจังหวัปัตตานี เพราะเป็นบุคคลที่เน้นพัฒนาการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ นี้คือโจทย์ของฝ่ายความมั่นคงจะแก้อย่างไร


            ความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบยิง นาย อดุลย์เดช เจ๊ะแน รองประธานอิสลามปัตตานี บริเวณ บ้านลาลอ อ.สายบุรีจ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา มีหลักฐานจากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเก็บ “หัวกระสุน” ที่สามารถระบุได้แล้วว่า มาจาก “ปืนกองกลาง” ที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเคยใช้ในการก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง

          และยังมีข่าวด้วยว่า ที่บีอาร์เอ็นฯ ต้องปลิดชีพรองประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี เป็นผลมาจากประเด็นสืบเนื่องจาก “นโยบายรัฐ” ในเรื่องของการพยายามส่งเสริมการศึกษา โดยเน้นให้คนมุสลิมได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่ขัดขัดกับ “ยุทธศาสตร์” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นฯ               

          ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผู้นำศาสนาและผู้นำสังคมจำนวนหลายรายที่มีนโยบายสวนทางกับบีอาร์เอ็นฯ และได้ถูกจัดการไปแล้ว เช่น กรณี “อิหม่ามยะโก๊ะ หร่ายมณี” อิหม่านมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เขาก็ถูกปลิดชีพจากสาเหตุในทำนองเดียวกัน

           การที่บีอาร์เอ็นฯ ใช้ “ยาแรง” กับคนมุสลิมด้วยกัน นั่นแสดงให้เห็นว่านโยบายในเรื่อง “พหุวัฒนธรรม” ก็ดี นโยบายเรื่อง “กำปงตักวา” ก็ดี อันเป็นนโยบายที่ กอ.รมน.พยายามผลักดัน เพื่อหวังใช้แก้ปัญหาไฟใต้ถือเป็นนโยบายที่ “เดินมาถูกทาง” เพราะถ้าไม่ถูกทางแล้ว คงจะไม่ได้รับการ “ขัดขวาง” จากบีอาร์เอ็นฯ

โจรใต้ ทาสยา อาละวาด เรียกออกมายิง สาวดับต่อหน้าลูกวัย 3 ขวบ ตำรวจคาดปมชู้สาว-ยาเสพติด




           เหี้ยมโหด! เรียกออกมายิง สาวดับต่อหน้าลูกวัย 3 ขวบ ตำรวจคาดปมชู้สาว-ยาเสพติด หลังสามีติดคุกคดียาเสพติด มีหนุ่มมาติดพันไม่ขาด ด้านลูกน้อยปลอดภัยคนร้ายไว้ชีวิต

               วันที่ 25 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 24 มิ.ย. ร.ต.อ.สุธี ชูทิพย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.ตันหยง อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักไม่มีเลขที่ ซึ่งตั้งอยู่กลางสวนยางพาราบ้านโคกศิลา ม.6 ต.กะลุวอ อ.เมืองนราธิวาส โดยพ.ต.ท.มะตาฮา มูหนะ รอง ผกก.สภ.ตันหยง ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รุดเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ



น.ส.นูรา เจะสะแลแม อายุ 28 ปี ถูกยิงจมกองเลือด 

                  เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบบ้านหลังดังกล่าวอยู่ห่างจากถนนในหมู่บ้าน ประมาณ 300 เมตร อยู่ภายในสวนยางพารา เป็นบ้านชั้นเดียวสร้างด้วยอิฐปูนแบบเรียบๆ มีชาวบ้านกำลังมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก ตรวจสอบในบ้าน พบศพหญิงสาว สภาพนอนคว่ำจมกองเลือด สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้า กางเกงสีน้ำตาล มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 เข้าที่ กลางหลัง ฝาเท้า กกหู้ซ้ายทะลุเบ้าตาขวา รวม 4 นัด เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ทราบชื่อคือ น.ส.นูรา เจะสะแลแม อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 ม.8 ต.ลำภู อ.เมืองนราธิวาส ต่อมาทางมูลนิธิกู้ภัยอิลลาอะมัร ได้นำส่งศพไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และแพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะส่งมอบให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาอิสลามต่อไป



เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ 

                จากการสอบสวนของ พ.ต.ท.มะตาฮา มูหนะ รอง ผกก. สภ.ตันหยง ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว พร้อมกับสามีและลูกสาววัย 3 ขวบ โดยตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สามีได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไปในข้อหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทำให้ผู้ตายอาศัยอยู่กับลูกสาววัย 3 ขวบเพียงลำพัง โดยก่อนเกิดเหตุชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงจักรยานยนต์ขับมาจอดที่หน้าบ้านของผู้ตาย พร้อมส่งเสียงเรียกให้ผู้ตายมาเปิดประตู เพียงครู่เดียว ก็มีเสียงปืนดังขึ้น 4 นัดซ้อน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว ส่วนคนร้ายอาศัยความมืดขี่จักรยานยนต์หายไป อย่างไรก็ตามขณะเกิดเหตุลูกสาววัย 3 ขวบ ได้นอนหมุดอยู่ในผ้าห่ม ซึ่งมีอาการหวาดผวา โชคดีที่คนร้ายไม่ได้ทำร้ายแต่อย่างใด

            ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่สันนิษฐานเบื้องต้น น่าจะมาจากสาเหตุขัดแย้งในเรื่องยาเสพติด แต่ไม่ทิ้งประเด็นชู้สาว เนื่องจากหญิงสาวผู้ตาย มีหน้าตาดี มักมีชายหนุ่มมาติดพันเสมอ หลังสามีถูกคุมขังในเรือนจำ ส่วนสาเหตุอื่นๆ อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561

คุมเข้มเมืองเบตงหลังหน่วยข่าวพบแผนคนร้ายจ่อก่อเหตุบึ้มหลายจุดครั้งใหญ่



             หน่วยข่าวความมั่นคงใน อ.เบตง จ.ยะลา แจ้งเตรียมพร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดเข้มข้น หลังพบแผนคนร้ายเตรียมก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกันหลายจุดครั้งใหญ่

            วันนี้ (22 มิ.ย.) พ.ต.ท.เชษฐ์วิทย์ นีระฮิง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ ตำรวจตระเวนชายแดน 44 ประสานกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่งคงทุกหน่วย เข้าปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา และพื้นที่รอยต่อตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยย่านเศรษฐกิจ การค้า ชุมชน ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน และสิ่งสาธารณูปโภคอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน

         หลังหน่วยข่าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบแผนคนร้ายเตรียมก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยจักรยานยนต์บอมบ์ เผาสายโทรศัพท์ ระเบิดเสาไฟฟ้า และเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเสียหาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทำลายเศรษฐกิจ และความสงบสุขในพื้นที่ ทั้งเป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่ หลังเครือข่ายแนวร่วมได้มอบตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของกลุ่มขบวนการว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถป้องกันได้



           ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติ ด้วยการตั้งจุดตรวจจุดสกัดแบบไม่ประจำที่ ไม่เป็นเวลาให้มากขึ้น โดยได้กำชับเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุร้ายอย่างเคร่งครัด และจัดกำลังพลออกลาดตระเวนเดินเท้าตามเส้นทางท่อลอดต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบล หมู่บ้านอย่างใกล้ชิด และปิดพื้นที่เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุอีกด้วย พร้อมกับการตั้งด่านตรวจในเส้นทางเพื่อตรวจสอบยานพาหนะ โดยเฉพาะกระเป๋าเดินทางที่อาจมีการซุกซ่อนระเบิดขนาดเล็กไว้

            เนื่องจากมีการจับกุม นายซานูซี ยาแต อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21/1 ม.10 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถยนต์กระบะ และให้การรับสารภาพในเบื้องต้นว่า เป็นคนทำหน้าที่ขนย้ายวัตถุระเบิดจากพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อไปมอบให้กับบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่จะมารอรับในพื้นที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้เป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ ซุกไว้ในกล่องกระดาษทั้ง 2 ใบ รวม 41 ลูก น้ำหนักลูกละประมาณ 500 กรัม ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน




          นอกจากนี้ ภายในกล่องกระดาษเจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจสอบพบของกลาง เป็นวงจรจุดชนวนระเบิดที่ประกอบใส่ไว้ในกล่องพลาสติกแบบ 4 เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 4 นิ้วคูณ 4 นิ้ว จำนวน 36 กล่อง วงจรจุดชนวนระเบิดที่มีการตั้งเวลาให้ระเบิด จำนวน 1 กล่อง รวมทั้งวิทยุสื่อสารที่ตั้งความถี่ 138.100 MZ จำนวน 2 เครื่อง ที่ใช้ในการจุดชนวนระเบิด และไฟฉาย 4 อัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เกรงว่ากลุ่มขบวนการ อาจมีการลักลอบขนระเบิดชนิดเดียวกันที่ตรวจยึดได้ออกจากพื้นที่ที่ได้ซุกซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเข้าพื้นที่เป้าหมายเตรียมการก่อเหตุครั้งใหญ่พร้อมกันในห้วงหลังวันรายอหก หรือ “วันรายอแน” เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเสียหาย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทำลายเศรษฐกิจ และความสงบสุขในพื้นที่




            ซึ่งจากการตรวจสอบพฤติกรรมคนร้าย ในเบื้องต้น นายซานูซี ยาแต มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุสำคัญในพื้นที่มาแล้วหลายครั้ง เช่น เข้าร่วมโจมตีฐาน ร้อย ร.15121 (ฐานพระองค์ดำ) เมื่อ 19 มกราคม 2554, การเข้ายึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เมื่อ 13 มกราคม 2559 และอื่นๆ อีกหลายคดี เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาครอบครองอาวุธปืน และถูกจำขังที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เป็นเวลา 4 ปี พ้นโทษออกมาเมื่อปี 2558

             สำหรับ นายอับดุลอาซิ สามะ ที่หลบหนีไปได้นั้น เจ้าหน้าที่กำลังติดตามจับกุม พร้อมกับขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นที่บ้านพักของนายซานูซี ตรวจพบวัตถุต้องสงสัย เพื่อใช้ในการประกอบระเบิด จำนวน 7 รายการ และตรวจค้นบ้านพักของนายอับดุลอาซิ จากการตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย สำหรับรถยนต์คันที่ใช้ขนระเบิดเป็นรถของนายอุษมา ยาแต น้องชายของนายซานูซี ถูกควบคุมตัว กรณีมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่ ร้อย ร.15121 เมื่อปี 2554 และศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต



โทษไม่เบา!! ผู้ให้พักพิงโจร จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท



              จากเหตุการณ์โจรใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ทำการยิงตอบโต้ ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 รายทราบชื่อคือ นายสุไลมาน มูหะหมัด อายุ 37 ปี ในพื้นที่บ้านกำปงบารู ม.3 ต.กะลุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี แล้วยังพบ น.ส.คอลีเยาะ มะ และนาย นิอานูวา แต บุคคลที่ให้ที่โจรเข้ามาอาศัยพักพิงและหลบซ่อน


                จากการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงมักจะเข้ามาอาศัยพักพิงและหลบซ่อนเพื่อเตรียมก่อเหตุความรุนแรงที่บ้านญาติ แนวร่วมและผู้ให้การสนับสนุน ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายซึ่งนอกจากจะได้รับโทษในฐานให้ที่พักพิงซึ่งได้กำหนดอัตราโทษสูงสุดให้ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท แล้วอาจได้รับโทษฐานเข้าไปมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งมีอัตราโทษที่สูงขึ้นอีกด้วย 

            จึงถือเป็นบทเรียนที่สำคัญที่พี่น้องประชาชนต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบจากการให้ความช่วยเหลือหลบซ่อนพักพิงและให้การสนับสนุนกับผู้ก่อเหตุรุนแรง ดังตัวอย่างคำพิพากษาที่ปรากฏแล้ว ดังนั้นหากพบบุคคลแปลกหน้าหรือบุคคลต้องสงสัยเข้ามาในเขตที่พักของตน จะต้องรีบแจ้งให้ผู้นำท้องที่หรือเจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.

จุดจบของโจรใต้...ไม่ตายก็ติดคุก


โดย "แบมะ ฟาตอนี"


            สถานการณ์ไฟใต้ที่เริ่มก่อตัวเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้หลายๆ ฝ่ายต่างยืนยันว่าเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น บ่งบอกถึงความขัดแย้งที่ซ่อนเงื่อนมาหลายสิบปีเริ่มคลี่คลาย เสมือนหนึ่งเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ประจวบเหมาะกับการทุ่มเททั้งกำลังคนจัดกระบวนทัพดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน การอนุมัติงบประมาณผ่านแผนงานและโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมและได้รับการตอบรับโดยเฉพาะโครงการพาคนกลับบ้านมีผู้เห็นต่างรายงานตัวแสดงตนเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก


              อะไรคือตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ไฟใต้ดีขึ้นหากย้อนไปดูสถิติการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงในแต่ละเดือน รายไตรมาส หรือในรายปี พบว่าเมื่อเปรียบเทียบสถิติการก่อเหตุ ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่การสูญเสีย สถิติผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญของพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่หลายๆ หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเป็นห่วงสถานการณ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาของกลุ่มผู้คิดต่าง มีการปลุกระดมให้สมาชิกทำการก่อเหตุ เข่นฆ่าผู้คนแล้วได้บุญหลายเท่ามากกว่าในห้วงเวลาปกติแต่สถิตอกลับลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน




           ในขณะที่มีผู้เห็นต่างจำนวนมากทยอยเข้ารายงานตัวแสดงตนต่อแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน แต่กลับมีสมาชิกบางส่วนที่ยังคงทำการก่อเหตุในพื้นที่ เนื่องจากความเชื่อผิดๆ ที่ได้รับการปลูกฝังมา ทำการเข่นฆ่าคนต่างศาสนา หรือแม้กระทั่งพี่น้องผู้นับถือศาสนาเดียวกัน กระทำต่อเด็ก สตรีและคนชรา เพื่อต้องการแสดงความมีตัวตนและคงสถานการณ์ความรุนแรงไว้ เจ้าหน้าที่รัฐต้องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางสันติวิธี หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง บังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมผู้มีหมายจับเพื่อนำตัวมาลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมาย 

               สิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้นคือความสูญเสียไม่ว่าต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แล้วเมื่อค่อนรุ่งของวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เกิดเหตุการปะทะกันขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่งผลให้โจรใต้ฟาตอนีเสียชีวิต 1 รายในที่เกิดเหตุพร้อมอาวุธปืนคู่กาย อีกทั้งยังควบคุมตัวเจ้าของบ้านหลังเกิดเหตุไปทำการซักถามขยายผล




            ลำดับเหตุการณ์ในการเข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้เข้าพื้นที่พร้อม นายนิอานูวา แต ซึ่งเป็น ผรส. อีกทั้งยังเป็นพยานในการเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 6 บ้านกำปงบารู ม.3 ต.กะลุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี 

            ในขณะที่กำลังเรียกบุคคลที่เหลืออยู่ภายในบ้าน พบว่ามีผู้ต้องสงสัยกำลังหลบหนีไปทางหลังบ้าน พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ทำการยิงตอบโต้ ทำให้คนร้ายเสียชีวิต ซึ่งทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายสุไลมาน มูหะหมัด อายุ 37 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 8 ม.4ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 

           ในที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนคาบิน ขนาด .30 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุน จำนวน 1 ซอง และปลอกกระสุน จำนวน 1นัด ประวัติของ นายสุไลมาน มูหะหมัด ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับหัวหน้า Platong 2 Kopi 5 รับผิดชอบในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส มีหมายจับของศาล จังหวัดนราธิวาส จำนวน 1 หมาย ตามหมายจับที่ จ.388/52



                 จุดจบของโจรใต้ ไม่ตายก็ติดคุก หรือไม่ก็หลบหนีไปอาศัยยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีโอกาสกลับมาดูแลครอบครัว ลูกเมีย ต้องอยู่ตามลำพังผู้ที่กำลังหลบหนีอยู่มีจำนวนไม่น้อยต้องอยู่อย่างยากลำบาก อาศัยหลับนอนในป่าภูเขา ขาดอาหาร ขาดยารักษาโรค เจ็บไข้ได้ป่วยไม่สามารถไปโรงพยาบาลทำการรักษาได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่จับกุม นั่นคือสิ่งที่ผู้เห็นต่างเลือกทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐได้เปิดช่องทาง เปิดโอกาสให้แสดงตน พิสูจน์ตัวเอง และกลับมาต่อสู้คดีในชั้นศาลแต่กลับไม่เลือก ไม่เห็นแก่ครอบครัวลูกเมีย สุดท้ายได้อะไร? นอกจากความตายที่ไม่อาจฟื้นคืนชีพ ต่างกับแกนนำอยู่สุขสบายในต่างแดนคอยสั่งการในห้องแอร์ ครอบครัวผู้หลงผิดกลับอยู่อย่างแร้นแค้นนี่คือความจริงที่หลายคนรู้ดี.. จึงได้ออกมามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกับโครงการพาคนกลับบ้าน...

*****************

นำตัว 4 มือระเบิดตู้เอทีเอ็มใน อ.เมืองปัตตานี ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พร้อมชี้จุดก่อเหตุรวม 6 จุด เผยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน จ่อออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 4 ราย



นำตัว 4 มือระเบิดตู้เอทีเอ็มใน อ.เมืองปัตตานี ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พร้อมชี้จุดก่อเหตุรวม 6 จุด เผยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน จ่อออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 4 ราย

เมื่อวันที่ (21 มิ.ย.) พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ได้นำตัวผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในคดีลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม จำนวน 6 จุด ในพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา


          โดยพนักงานสอบสวนคดีความมั่นคงตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ได้นำตัว 
  • นายมะยูโซะ มะแซ, 
  • นายมูฮำหมัด แวอุเซ็ง, 
  • นายอิสมาแอล อาแซ และ
  • นายซูไฮมี มะแซ 
เดินทางไปทำการแผนประกอบคำรับสารภาพ จำนวน 4 จุด

เริ่มตั้งแต่ 
  • 1.จุดร่วมประชุมวางแผน ชี้จุดเป้าหมาย และแบ่งมอบหน้าที่ก่อนก่อเหตุ 7 วัน ที่ร้านน้ำชา ม.5 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 
  • 2.จุดที่สอนการต่อสายไฟ เปิดสวิทช์ระเบิดแสวงเครื่อง และการแนะนำการปฏิบัติก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ม.6 ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี 
  • 3.จุดที่นัดหมายก่อนไปรับระเบิดแสวงเครื่อง เพื่อนำไปก่อเหตุในวันก่อเหตุ บริเวณทางเข้ามัสยิดรายอฟาตอนี ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี และ 
  • 4.จุดก่อเหตุ โดยนำระเบิดแสวงเครื่องนำไปวางในวันก่อเหตุ ที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารออมสิน หน้าวิทยาลัยเทคนิค อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง



             พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กล่าวว่า สำหรับคดีลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มนั้น ปัจจุบันศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติออกหมายจับ ป.วิอาญาแล้ว 10 หมาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 8 คน โดยผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ให้การยอมรับสารภาพในคดีนี้ 4 คน ส่วนอีก 4 คน ยังคงให้การภาคเสธ แต่สารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง และเคยก่อเหตุอื่นๆ ในพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี ที่ผ่านมา ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

          อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีก 4 คน ซึ่งจับกุมและควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกแล้ว 1 คน รวมทั้งสิ้นในคดีนี้ทราบตัวผู้กระทำผิด 14 คน จับกุมแล้ว 9 คน และอยู่ระหว่างหลบหนีอีก 5 คน

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โจรใต้ยิงใส่ จนท.ขณะปิดล้อมหวังหนี แต่ถูก จนท.ยิงโต้ตอบ ง่อยไปอีก 1



              วันที่ 20 มิย. พ.อ.ภูมิพัฒน์ บุญเรืองขาว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกรมทหารพรานที่ 44 ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าพบบุคคลเป้าหมายในคดีความมั่นคงเข้ามาหลบซ่อนตัวในพื้นที่ ม.3 ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี จากนั้นจึงประสาน พ.ต.อ.สายูตี กาเตะ ผกก.สภ.กะพ้อ และ หน่วยกำลังในพื้นที่เข้าไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบสายข่าวแจ้งว่าบุคคลเป้าหมายหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านเลขที่ 6 ม.3 ต.กะรุบี ซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นชั้นเดียว จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมบ้านหลังดังกล่าวทันที พร้อมประสานผู้นำท้องถิ่นร่วมในการเจรจาโดยการเรียกให้บุคคลภายในบ้านออกมา และพบ น.ส.คอลีเยาะ มะ ออกมาแสดงตนว่าเป็นเจ้าของบ้านและได้ออกมาหน้าบ้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่จัดกำลังพร้อมโล่กำบังเข้าทำการตรวจสอบภายในบ้าน ปรากฏว่าพบบุคคลต้องสงสัยกำลังที่จะกระโดดออกจากบ้านทางหน้าต่างด้านหลัง แต่ไม่สามารถไปได้เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ปิดล้อม จึงได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงใส่เจ้าหน้าที่ 1 นัดเพื่อเปิดทางหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องกระโดดหลบกระสุนพร้อมกับยิงตอบโต้คนร้ายเพื่อป้องกันตัว คนร้ายพยายามจะหนีออกทางหน้าบ้าน แต่ไปไม่รอดถูกวิสามัญเสียชีวิตภายในบ้าน






            จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ นายสุไลมาน มูหะหมัด หรือ เปาะซู อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8 ม.4 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ตรวจสอบพบว่ามีหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส จำนวน 1 หมาย และยังพบว่ามี พฤติกรรม เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการณ์รับผิดชอบในพื้นที่ อ.รือเสาะ นอกจากนี้ใกล้กันพบอาวุธปืนคาบิน ขนาด .30 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุน จำนวน 1 ซอง และปลอกกระสุน จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน



           หลังเกิดเหตุ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยกำลังในพื้นที่กระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เชื่อว่าน่าจะมีกลุ่มก่อความไม่สงบและสมาชิกแนวร่วมอีกหลายคนที่ยังหลบซ่อนตัวในพื้นที่ เนื่องจาก ผู้เสียชีวิตน่าจะเข้ามาเคลื่อนไหวร่วมกับแนวร่วมในพื้นที่เพื่อเตรียมที่จะก่อเหตุในห่วงปลายเดือนนี้ ตามที่ได้รับข่าวการแจ้งเตือน อีกทั้งก่อนหน้านี้แกนนำมือระเบิด 3 คนในพื้นที่ อ.กะพ้อได้ออกมารายงานตัวพร้อมมอบอาวุธปืนสงครามและระเบิดแสวงเครื่องต่อแม่ทัพภาคที่ 4 เนื่องจากสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำและหวังต้องการยุติความรุนแรงและร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ซึ่งการเคลื่อนไหวของผู้ตายจนกระทั่งถูกวิสามัญครั้งนี้อาจจะมีการตอบโต้ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตราการณ์คุมเข้มทุกพื้นที่


ภาพ/ข่าว สุไลมาน แวมามะ ผู็สื่อข่าว ทีนิวส์ จ.ปัตตานี

คนบางจำพวกมักจะเชื่อ เรื่องโกหกมากกว่าเรื่องจริง



              พฤติกรรมการเข่นฆ่าของผู้ก่อความไม่สงบ เริ่มกลับก่อนจะถึง 10 วันสุดท้ายรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิม แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ยังคงพยายามในการก่อเหตุในเดือนรอมฎอน เพราะหลงผิดเชื่อว่าจะได้บุญหลายเท่า และสร้างตราบาปให้บุคคลอื่นหลงเชื่อ 
 
             หลายปีที่ผ่านมากับเหตุการณ์ความสูญเสีย เราก็จะเห็นรูปแบบของผู้ก่อความไม่สงบในการสร้างความเกลียดชังให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างไทยพุทธ - มุสลิม และประชาชนกับเจ้าหน้าที่
ซึ่งรูปแบบการใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ก็จะเป็นการเล่าบอกต่อกันในร้านน้ำชาแหล่งชุมชน มัสยิด โดยเฉาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันแล้ว สังคมโลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ยุคแห่งการติดต่อสื่อสาร จึงไม่แปลกที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนำมาใช่เป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังซ้ำเติมปัญหาราดน้ำมันเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มนักการเมืองในประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้ในการทำมาหากินโจมตีรัฐบาลเพื่อลดความน่าเชื่อถือดังที่เราเห็นในปัจจุบัน



           การสร้างความขัดแย้งความเกลียดชังในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ยกตัวอย่างเพจแนวร่วม Suara Patani ที่มีผู้ติดตามกว่าเจ็ดหมื่นกว่าคน ซึ่งถ้าใครติดตามก็จะเห็นสมาชิกส่วนใหญ่จะคอมเม้นวิจารณ์ด่าซะมากกว่าชื่นชมหรือเห็นด้วย รูปแบบการใส่ร้ายป้ายสีของเพจนี้ส่วนมากแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์จะใส่ร้ายเจ้าหน้าที่โดยทันทีหรือสร้างข่าวลวงก่อนก่อเหตุเหมือนจะรู้ว่าเหตุต้องเกิด
โดยทีไม่เคยมีพยานหลักฐานอะไรมาแสดง ส่วนมากจะอ้างบิดเบือนบอกว่า “จากแหล่งข่าว
ที่น่าเชื่อถือ” แต่ก็ไม่สามารถที่จะบอกว่า ว่าแหล่งข่าวนั้นมาจากไหน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคนเขียนคิดขึ้นมาเอง มาดูการใส่ร้ายป้ายสีแบบง่าย ๆ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผล แต่คนบางจำพวกกลับหลงเชื่อแบบไร้สติปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริง

              “ศิลปะแห่งการสร้างความแตกแยก” วิธีหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมักจะทำและได้ผล
คือการชี้ให้เห็นว่า “เขาไม่เหมือนกับเรา” เป็นความจริงที่ว่า คนเราทุกคน เกิดมาย่อมไม่เหมือนกัน
มีจุดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา สีผิว ศาสนา ความเชื่อ ถิ่นที่อยู่ วัฒนธรรมอัตลักษณ์หรืออะไรก็ตาม ถ้าถูกหยิบยกเอาประเด็นนั้นมาเป็นความแตกต่าง ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ดังเช่น กรณีไทยมุสลิม 4 ศพ ถูกยิงเสียชีวิต อ.สุคิริน จ.นราธิวาส กลุ่มขบวนการก็นำมาเป็นเครื่องมือการสร้างกระบวนการความร้าวฉาน ความแตกแยกในครั้งนี้



  • -เพจ Suara Patani อ้างว่า ชายไทยมุสลิม 4 ศพ ที่เสียชีวิตจากการถูกยิงจากอาวุธปืน M16 ขณะไปร่อนทอง ในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ (กองโจรสยามไทย ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนไทยรู้สึกเกลียดชัง) 
  • ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลหลักฐานเบื้องต้นของผู้เสียชีวิตไม่มีคดีเกี่ยวกับความมั่นคงหรือคดีอื่น ๆ เบื้องต้นพบข้อมูลเรื่องการขัดผลประโยชน์เรื่องการร่อนทองและเจ้าหน้าที่เร่งทำการสืบสวนโดยการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ อย่างปลอกกระสุนปืน ไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าปลอกกระสุนที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุเคยก่อเหตุคดีความมั่นคงหรือไม่ อีกไม่นานเกินรอความจริงจะปรากฏว่าฝีมือใคร ขอให้รอผลนิติวิทยาศาสตร์ก่อนเถอะ นี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กลุ่มขบวนการพยายามสร้างความรู้สึกว่าคนที่ตายคือมุสลิม
 
             สร้างความรู้สึกเชิงเดียวว่าเขาไม่เหมือนเรา เขาไม่ใช่พวกเรา เขาฆ่าพวกเรา มักจะสร้างความรู้สึกเป็นพวกมากอยู่เหนือความถูกต้อง เลือกป้อนข่าวแต่ด้านเดียว ซึ่งวิธีที่ดีก็คือ อย่าโกหกทั้งหมด แต่ใช้วิธี “เล่าความจริงไม่หมด” จะได้ผลดีที่สุด เพราะมนุษย์จะเชื่อเรื่องโกหกทันทีที่มีเรื่องจริงปะปนอยู่นิดหน่อย โดยขั้นตอนนี้ จะมุ่งสร้างความรู้สึกว่า ถ้าไม่ออกมาต่อสู้ล่ะก็ ฝ่ายเราจะพ่ายแพ้ ถ้าสามารถสร้าง Awareness ในประเด็นความแตกต่าง ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็ถือว่า จุดไฟติดละ เริ่มเติมเชื้อต่อไปได้เลย เหมือนที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกระทำอยู่ในปัจจุบัน



  • -เพจ Suara Patani อ้างว่าเหตุยิงนายอิสมาแอ ดอเลาะ และนายอดุลย์เดช เจ๊ะแน รองประธานกรรมการอิสลาม จ.ปัตตานี หลังกลับจากละหมาดจากมัสยิดในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 7 , 8 มิ.ย. ที่ผ่านมาเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ คำถามที่เกิดขึ้นคือ เจ้าหน้าที่มีความสามารถติดตามเฝ้าตรวจพฤติกรรมของเป้าหมายที่จะลงมือได้ตลอด 24 ชม. เลยหรือ ? คำตอบคือเป็นไปไม่ได้ 
                   แค่เจ้าหน้าที่ขับรถไปในหมู่บ้านสายตาทุกคนในหมู่บ้านก็จับจ้องแล้ว ในปัจจุบันด้วยนั้นมี ชรบ. ในการตั้งด่านตรวจซึ่งจะรู้ว่าใครคือคนในหมู่บ้านใครไม่ใช่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่จะกระทำและไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำด้วย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่กระทำได้คือการเข้าหมู่บ้านมอบของช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังที่คนในพื้นที่นั้นได้รับกันอยู่ทุกวัน การก่อเหตุยิงนายอิสมาแอ และนายอดุลย์เดช คนที่ทำได้นั้นก็คือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านนั้นเองที่รู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายตลอดเวลา ดังที่คติที่รู้กันของกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ว่า เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่พูดไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก พูดไปเรื่องร้ายก็เข้าตนเองและครอบครัว จึงไม่แปลกที่บางคนทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือไม่รู้เรื่องกับคดีที่เกิดขึ้น



              ใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ ใครจะเป็นผู้เสียประโยชน์ ยิ่งเหตุการณ์ความสูญเสียด้วยแล้วไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดขึ้นงานยากลำบากก็ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ต้องสืบเสาะหาหลักฐานกว่าจะรู้ตัวบุคคลก็ปาไปเป็นปี เพื่อความโปร่งใสความยุติธรรมก็ต้องใช้เวลาในการหาตัวคนร้าย ไม่ใช่เกิดเหตุก็ด่วนสรุปว่าฝ่ายโน้นทำฝ่ายนี้ทำอย่างเพจ Suara Patani ทำอยู่ การก่อเหตุความสูญเสียใครได้ประโยชน์นอกจากลุ่มขบวนการโจรใต้ ก่อเหตุเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศรู้ว่ากลุ่มตนเองยังมีศักยภาพอยู่ ก่อเหตุเพื่อสร้างความหวาดระแวงต่อพี่น้องไทยพุทธ – มุสลิม ก่อเหตุเพื่อสร้างภาพความรุนแรงให้เกิดสถิติความสูญเสียเพื่อกลุ่มภาคประชาสังคมนำไปเป็นรายงานประจำปีให้กับสหประชาชาติว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแล้วความปลอดภัยให้ประชาชนได้ ต่างชาติจะได้เข้ามาแทรกแซงจนนำไปสู่ RSD แยกตัวออกจากประเทศไทย จะเห็นได้ว่าทุกเหตุการณ์ความสูญเสียเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มขบวนการโจรใต้ทั้งสิ้น

             ดังนั้นก่อนตัดสินใจเชื่อในสิ่งไหนก็ตาม ขอให้มีคำนี้สั้น ๆ คำเดียว แต่สองพยางค์ คำนั้นก็คือ “สติ” 

  • ใช้สติ ไตร่ตรอง ทบทวน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ 
  • แยกแยะ มองภาพรวมให้ออก 
  • เหตุการณ์นั้น ๆ ใครได้ประโยชน์ 
           จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการสร้างความเกลียดชังของกลุ่มขบวนการจนยากต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้เกิดสันติสุข เพราะสุดท้ายแล้วคนที่รับชะตากรรมความเกลียดชังก็คือคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ รู้อย่างนี้แล้วก็จงรักกัน สามัคคีกัน ไม่ว่าจะพุทธ - มุสลิม พวกเราก็คือคนไทยทั้งนั้นอย่าหลงเชื่อคำบางพวกที่จะทำให้เราแยกจากกัน เราจะกอดกันและไม่มีใครจะแยกเราออกจากกันได้เพราะเราคือคนไทยไม่ใช่ปาตานี

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

และแล้วรอมฎอนปีนี้ก็เดือดจริง! จับตา BRN จะโชนไฟ “ฮิญาบ” ในโรงเรียนสู่ “สงครามศาสนา” ได้หรือไม่?

ขอบคุณภาพประกอบจากสำนักข่าวอิศรา


            สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงของ “เดือนรอมฎอน” ปี 2561 ที่เพิ่งผ่านพ้น นับว่าเป็นไปอย่างที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอนประมาณ 10 วันมาแล้ว ซึ่งได้ชี้ว่าสถานการณ์เดือนรอมฎอนปีนี้จะกลับไปสู่ความรุนแรงเหมือนในอดีตอีกครั้ง
            โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ยุทธศาสตร์ 2 ปีของ “ขบวนการอาร์เอ็นฯ” ที่ยังมีเข็มมุ่ง 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือ การแบ่งแยกคน หรือการสร้าง “สังคมเชิงเดี่ยว” ให้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น และประการที่สองคือ การ “ชี้ความผิดพลาดของอำนาจรัฐ” ทั้งด้านการดำเนินนโยบายและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

          โดยบีอาร์เอ็นฯ จะหยิบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการ “จงใจ” หรือ “พลั้งเผลอ” ไปแปรให้เป็น ปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็น “งานการเมือง” ที่สำคัญของบีอาร์เอ็นฯ นั่นเอง
         นอกจากนั้น บีอาร์เอ็นฯ ยังใช้ความรุนแรงกับ “มุสลิม” ด้วยกัน เพื่อข่มขู่และข่มขวัญให้เกิดความหวาดกลัว แล้วไม่กล้าร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ว่าจะเห็นด้วยและต้องการให้ความร่วมมือก็ตาม
            เช่นการฆ่า “รองประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี” ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานในเรื่องของอาวุธปืนที่ใช้ในการสังหาร เพราะปลอกกระสุนที่พบไม่เคยปรากฏว่าเคยถูกใช้ก่อเหตุมาก่อน แต่ก็มีหลักฐานในการสืบสวนที่ชัดเจนถึงกลุ่มผู้ปฏิบัติการว่า เป็น “แนวร่วมรุ่นใหม่”ของบีอาร์เอ็นฯ
         ดังนั้น ประเด็นอาวุธปืนและปลอกกระสุนจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการที่ตำรวจจะสรุปสำนวนคดี เพราะ “แนวร่วม” หรือ “ชุดปฏิบัติการ” ของบีอาร์เอ็นฯ ในพื้นที่ ย่อมที่จะมีอาวุธใหม่ในการใช้งาน โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้แต่อาวุธเก่าที่เป็น “ปืนกองกลาง” เท่านั้น
           สิ่งที่หน่วยความมั่นคง รวมถึงตำรวจและทหารในพื้นที่ต้องทราบคือ กลุ่มแนวร่วมรุ่นใหม่ของบีอาร์เอ็นฯ จำนวน 2 กลุ่ม กล่าวคือ 
  • กลุ่มแรกเป็นกลุ่มปฏิบัติการด้วย “อาวุธปืน” 
  • และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ปฏิบัติการด้วย “ระเบิดแสวงเครื่อง” ถูกส่งลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพร้อมปฏิบัติการด้วยการประสานกับ “เครือข่าย” ในพื้นที่

          ประเด็นการสังหารรองประธานกรรคมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี มีประเด็นที่ต้องติดตามอยู่ 2 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นแรกผู้เป็นเป้าสังหารเป็นนักการศาสนา และเป็นนักวิชาการสันติวิธีที่สนับสนุนงาน “สันติวิธี” ของ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” มาโดยตลอด อันเป็นการ “ขัดขวาง” นโยบายของบีอาร์เอ็นฯ
ประเด็นที่ 2 ผู้ตายได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ให้เป็น “ประธานอนุกรรมการเพื่อบริหารงานพูดคุยเพื่อสันติสุข” ซึ่งเป็นการพูดคุยที่บีอาร์เอ็นฯ ไม่ได้ส่งเสริมหรือให้การสนับสนุน
            ที่สำคัญประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ต้องมีหน้าที่ดูแล 3 นักโทษเด็ดขาด” ซึ่งเป็นคนของบีอาร์เอ็นฯ ที่ถูกสั่งให้ปล่อยตัวจากเรือนจำเพื่อไปปฏิบัติภารกิจในการพูดคุยสันติสุข เพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ “เซฟตี้โซน” ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
            ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นล้วนนำมาสู่การถูก “สั่งตาย” ได้ทั้งสิ้น เพราะอย่าลืมว่านับตั้งแต่ที่มีการ “พูดคุยสันติภาพ” ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มี พล.ท.ภารดร พัฒนถาบุตร เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย จนมาถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ยังดำเนินการพูดคุยต่อ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเป็นการ “พูดคุยสันติสุข” เวลานี้มีผู้นำศาสนาที่ทำหน้าที่ประสานกับ “กลุ่มมาราปาตานี” ถูกสังหารไปแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ราย
          ดังนั้น การเสียชีวิตของรองประธานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานีอาจจะทำให้ขบวนการสร้าง “สันติวิธี” และการ “พูดคุยสันติสุข” เกิดมีปัญหาและอุปสรรคขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่จะไปร่วมขับเคลื่อนแนวทางสันติวิธีในรูปแบบ “พหุวัฒนธรรม” รวมทั้งการขับเคลื่อนเซฟตี้โซนอาจจะไม่กล้าที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคง
          เมื่อดูตามรูปการณ์ในขณะนี้เชื่อว่า ในส่วนของการเดินหน้าสร้างเซฟตี้โซนระหว่าง พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุย กับตัวแทนของกลุ่มมาราปาตานีอาจจะ “หยุดยาว” จนกว่าประเทศไทยจะมี “รัฐบาลใหม่” ที่มาจากการเลือกตั้ง
           และเมื่อขับเคลื่อนไม่ได้ เรื่องการพูดคุยสันติสุขและเรื่องเซฟตี้โซน รวมทั้งเรื่องผู้ต้องหาเด็ดขาด 3 คนที่ถูกพักโทษ จึงน่าจะเป็น “ภาระ”ของ “ฉก.ปัตตานี” ไปก่อน จนกว่ารัฐบาลมาเลเซียจะส่ง “สัญญาณ” เพื่อขับเคลื่อนโต๊ะการพูดคุยอีกครั้ง
           เพราะหลังจากที่ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียก็ได้ “ปลดดาโต๊ะซัมซามิน” พ้นจากหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย และมีการ “ปลับเปลี่ยนผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล” ที่ต้องถือเป็น “หัวใจ” สำคัญของการแก้ปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทย นอกจากนั้นเวลานี้ มาเลเซียยัง “จัดการปัญหาภายในประเทศ” ตนเองยังไม่เรียบร้อย อำนาจรัฐในมือของ ดร.มหาเธร์ยังไม่ “เสถียร” ดังนั้นเรื่องของการพูดคุยสันติสุขจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผู้นำรัฐบาลมาเลเซีย
          ส่วนเรื่องการ “ฆ่าหมู่มุสลิม” ใน 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งบีอาร์เอ็นฯ ได้ดำเนินการ “ไอโอ” ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น แม้ว่า พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะแถลงข่าวว่าเป็นการกระทำของแนวร่วมบีอาร์เอ็นฯ ในพื้นที่แล้วก็ตาม โดยมีหลักฐานจากปลอกกระสุนปืนที่ระบุได้ว่า มาจากอาวุธปืนที่เคยปฏิบัติการสังหารเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่มาเป็นจำนวนมาก
         แต่เมื่อ กอ.รมน. และตำรวจยังขาดความชัดเจนในที่มาของสาเหตุการสังหารหมู่ 2 เหตุการณ์นี้ ซึ่งก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับมุสลิมที่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้ แถมกลับยังมีอคติกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงสาเหตุของการสังหาร พวกเขาจึงยังเชื่อปฏิบัติการไอโอของบีอาร์เอ็นฯ อยู่นั่นเอง
          สำหรับการ “ฆ่า 4 ศพมุสลิม” ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.สุคิริน กับ อ.จะแนะ จ.นราธิวาสนั้น บีอาร์เอ็นฯ ถือโอกาส “ขยายรอยร้าว” ระหว่างคนในพื้นที่ให้หวาดระแวงซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้นได้อีก เพราะอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันชาวบ้านใน อ.สุคิรินมีการรวมตัวกันต่อต้าน “โครงการพาคนกลับบ้าน” ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องการให้แนวร่วมขบวนการแย่งแยกดินแดนจำนวน 105 คนไปตั้งรกรากใน อ.สุคิริน แต่ได้รับการต่อต้านจน กอ.รมน.ต้องล่าถอยแบบ “ญะญ่ายพ่ายจะแจ” มาแล้ว
          และอีกประเด็นที่อาจจะนำมาสู่การสังหารหมู่ 4 ศพเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งข่าว “วงใน” อ้างว่าแนวร่วมได้ เตือนครอบครัวนี้หลายครั้งว่า ห้ามไปร่อนทองในบริเวณดังกล่าว แต่ก็ไม่เชื่อฟัง เพราะอาจจะเห็นว่าเป็นมุสลิมด้วยกัน
          เหตุผลหนึ่งที่แนวร่วมไม่ต้องการให้มีการร่อนทองในบริเวณนั้น อาจจะมาจากในพื้นที่ อ.จะแนน ที่เป็นรอยต่อกับ อ.สุคิริน และเป็นเขตอิทธิพลของบีอาร์เอ็นฯ เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวและใช้ฝึกแนวร่วม จึงไม่ต้องการให้ชาวบ้านเข้าไปพบเห็นอะไร และเมื่อเตือนไม่เชื่อ จึงทำการสังหาร ซึ่งเป็นการ “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” อีกด้วย
           เช่นเดียวกับกรณี “ฆ่า 5 ศพมุสลิม” ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคนทั้งหมดเป็นกลุ่มผู้ค้ายาและเสพยาเสพติดในพื้นที่ โดยก่อนที่จะมีการฆ่าหมู่ก็มีการเตือนจาก “แกนนำ” บีอาร์เอ็นฯ ให้เลิกการค้ายาเสพติดมาแล้ว แต่ไม่มีเชื่อฟัง
           จึงมีเหตุผลที่เป็นไปได้ว่า บีอาร์เอ็นฯ สังหารคนทั้ง 5 คนเพื่อให้มวลชนเห็นถึงความผิดพลาดของอำนาจรัฐที่ไม่สนใจในเรื่องการปราบปรามยาเสพติด ทั้งที่คนในพื้นที่ต้องการให้มีการการปราบปราบ รวมทั้งต้องการตอบโต้ข้อกล่าวหาของหน่วยงานความมั่นคงว่า บีอาร์เอ็นฯ สนับสนุนให้มีการค้ายาเสพติดเพื่อนำ “เม็ดเงิน” มาใช้ในการสนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นว่า บีอาร์เอ็นฯ กำลังใช้ “เงื่อนไข” นี้ในงานการเมืองของขบวนการ
           และที่สำคัญในอดีต “โจรจีน” หรือ “โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา (จคม.)” ก็เคยใช้วิธีการนี้ในการสร้างฐานให้มวลชนสนับสนุนมาแล้ว ด้วยการจัดการกับมิจฉาชีพ ผู้มีอิทธิพล ผู้ที่ก่อความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยทำหน้าที่ “แทนเจ้าหน้าที่” จนเป็นสาเหตุให้โจรจีนได้รับการสนับสนุนจาก “คนชนบท” ในขณะนั้น ถึงขั้นพร้อมที่จะจ่ายเงิน “ค่าคุ้มครอง” ให้ด้วยความเต็มใจ เพราะได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าจ่ายภาษีให้รัฐ
          ดังนั้น สถานการณ์ไฟใต้ครั้งนี้จึงย่อมไม่หมดไปกับการหมดไปของเดือนรอมฎอน เนื่องจากบีอาร์เอ็นฯ ยังต้องปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์ 2 ปีต่อไป เพื่อสร้างความเข็มแข็งทางการเมืองให้เกิดขึ้น
          เวลานี้แม้จะผ่านเดือนรอมฎอนไปแล้ว แต่ก็ยังมี “ปัจจัยใหม่” ที่จะใช้ในการขยายผลของบีอาร์เอ็นฯ ต่อเนื่องได้อีก นั่นคือให้จับตาเรื่องปัญหา “ฮิญาบ” ใน “โรงเรียนอนุบาลปัตตานี” ซึ่งเรื่องนี้จบแล้วในทางกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังไม่จบในเรื่องของ “ความรู้สึก” และบีอาร์เอ็นฯ ต้องนำไปขยายผลต่อตามยุทธศาสตร์ที่เน้นการ “แยกคน” ที่มีการปฏิบัติการอย่างเข้มข้นใน 2 ปีนี้
           เรื่องฮิญาบที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานีไม่ใช่เรื่องของ “ความบังเอิญ” แต่เป็นเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวอย่างมี “เป้าหมาย” และต้องการให้ “ลุกลาม” ไปทั่วประเทศ เพราะบีอาร์เอ็นฯ จับประเด็นที่จะนำเอา “ไทยพุทธสุดโต่ง” กับ “มุสลิมสุดโต่ง” ให้ออกมาปะทะกัน ส่วนจะได้ผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ว่าจะดำเนินยุทธศาสตร์อย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น
          ทั้งหมดที่นำมาเขียนถึงเพียงเพื่อจะบอกว่าการ “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” นั่นเอง แต่ที่ผ่านมาเป็นเพราะ “รู้เรา” ก็ยังรู้ไม่หมด แล้วยังไม่ “รู้เขา” ให้ถ่องแท้ จึงประเมินบีอาร์เอ็นฯ ผิดพลาดมาโดยตลอด จนนำไปสู่ 14 ปีแห่งความยืดเยื้อของไฟใต้อย่างทุกวันนี้นั่นเอง

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม