วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

แนวทางการต่อสู้ของขบวนการบีอาร์เ็อ็น...


โดย " อิมรอน"


            ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดมาอย่างยาวนานไม่จบสักที ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มขบวนการมีการสร้างคนรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนคนรุ่นเก่าๆ ที่ปลดระวางในการต่อสู้ ด้วยการฝังชิปปลูกฝังแนวความคิด บิดเบือนประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้มีการกำหนดแนวทางในการต่อสู้กับรัฐไทยอย่างชัดเจน


             แผนภูมิด้านล่างคือแนวทางการต่อสู้ของขบวนการ BRN ซึ่งได้มีการปลูกฝังแนวความคิดประกาศจุดยืนฐานอิสลาม สมาชิกแนวร่วมจะต้องเป็นคนมลายู มีความคิดที่ก้าวหน้า รุกเร้าให้มีการก่อเหตุรุนแรงให้มากขึ้น โดยให้ในแต่ระดับมีเอกภาพในการควบคุมสมาชิกด้วยกันเอง



จุดยืนฐานอิสลาม


           จุดยืนฐานอิสลาม คือจุดยืนสำหรับการต่อสู้ของขบวนการ BRN จะต้องยืนอยู่บนฐานใน 2 เรื่องหลักด้วยกัน คือ
  • 1. ดารุลฮัรบี หมายถึง ปัตตานีเป็นดินแดน หรือประเทศที่ต้องทำการขับไล่ผู้รุกรานให้ออกไปจากแผ่นดินปาตานี
  • 2. อิสลามนูซันตารา การต่อสู้จะต้องนำพาปาตานีไปสู่อิสลามนูซันตารา คือเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกประเทศหนึ่งที่ปกครองแบบอิสลาม
คนที่ต่อสู้จะต้องเป็นคนมลายูปาตานี

           คนที่ต่อสู้จะต้องเป็นคนมลายูปาตานี คนมลายูปาตานีจะต้อง 5(NO) ไม่ กับคนสยาม กล่าวคือ
  • 1. NO INFORMATION จะต้องไม่ยอมรับสื่อ หรือข่าวสารใดๆ ที่มาจากฝ่ายรัฐบาลไทย หรือเจ้าหน้าที่รัฐไทย ต้องไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย และต่อต้านข่าวสารทุกชนิดที่มาจากรัฐไทย
  • 2. NO COMPROMISE ไม่ยอมให้อภัย ไม่สมานฉันท์ ไม่คืนดี ไม่ให้คำมั่นสัญญา ไม่เจรจา ไม่ประณีประณอม จะต้องการให้มีการเจรจาเกิดขึ้น
  • 3. NO ASSIMILATE จะต้องไม่อยู่ร่วมกันอย่างเด็ดขาด ไม่กลมกลืนทางวัฒนธรรม ไม่ปรองดองกับสยาม ซึ่งสยามมีความพยายามทำลายความเป็นชนชาติมลายู ทำลายศาสนาอิสลาม
  • 4. NO AUTONOMY  จะต้องไม่เอาเขตปกครองพิเศษ หรือ AUTONOMY อย่างเด็ดขาด เขตปกครองพิเศษไม่ใช่เป้าหมายการต่อสู้ขององค์กร ขบวนการ BRN มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ“เอกราช”
  • 5. NO PALIAMENT จะต้องไม่ยอมรับกฎหมายไทย เพราะกฎหมายไทยเป็นกฎหมายของคนสยาม เป็นกฎหมายของชาวไทยพุทธ จะมาบังคับใช้กับคนมลายู และบังคับคนที่นับถือศาสนาอิสลามไม่ได้
ความคิดก้าวหน้า
             "ความคิดก้าวหน้า" คือ การสู้รบของมลายูอิสลามปาตานี จะสู้รบภายใต้แนวทางของขบวนการ BRN ยอมรับแนวทางการปฏิวัติของขบวนการอย่างเต็มที่ ไม่ยอมรับการเจรจา ไม่ยอมรับการประณีประณอม


การก่อเหตุให้รุนแรงและมากขึ้น

           การก่อเหตุให้รุนแรงและมากขึ้น จะต้องทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย คือ Merdaka (เอกราช) เท่านั้น การก่อเหตุรุนแรงจะต้องกระทำต่อเป้าหมาย 3 เป้าหมาย ด้วยกันคือ
  • 1. เป้าหมายอ่อนแอ ต้องกระทำทันที เช่น ทหาร, ตำรวจ, อ.ส., ทพ.,เจ้าหน้าที่รัฐที่กลับบ้านโดยไม่ระมัดระวังตัว รวมไปถึงสายข่าว หรือมุนาฟิกในหมู่บ้าน สมาชิกของขบวนการ BRN ทุกคนจะต้องมีหน้าที่ในการสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตา รายงานให้สมาชิกปฏิบัติการ RKK ทราบทันที เพื่อทำลายให้หมดสิ้นไป
  • 2. เป้าหมายเข้มแข็ง ก็จะต้องกระทำเช่นเดียวกัน เพื่อแสดงศักยภาพให้มวลชนยอมรับว่าเราเหนือกว่ากองกำลังฝ่ายรัฐ เพื่อให้มวลชนศรัทธาต่อขบวนการ BRN มากกว่าศรัทธารัฐบาลไทย เป้าหมายเข้มแข็ง เช่น ทหาร,ตำรวจ, อส. และเจ้าหน้าที่ที่ลาดตระเวนเป็นกลุ่มก้อนในพื้นที่ หรือกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในฐานปฏิบัติการต่างๆ
  • 3. เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ คือเมื่อกระทำไปแล้วเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อรัฐบาลไทย หรือทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออำนาจรัฐไทย เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกพื้นที่ และในระดับโลก เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น ครู, พระ, วัด,โรงเรียน, คนไทยพุทธ รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ในชุมชน หรือทำลายแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญ

เอกภาพในทุกระดับ
1. เอกภาพในการปฏิบัติ
2. เอกภาพในการขับเคลื่อนองค์กร
3. เอกภาพในการใช้ยุทธวิธี


สมาชิกของขบวนการ BRN ทุกคนจะมีสิทธิเสรีในการปฏิบัติการอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องการปฏิบัติการ การขับเคลื่อนองค์กร ทั้งองค์กรนำ, องค์กรมวลชน และองค์กรทางทหาร รวมถึงการปฏิบัติการทางยุทธวิธีต่างๆ ทุกคนจะมีเอกภาพในการปฏิบัติ แต่จะต้องอยู่ภายในกรอบ แนวทางการขับเคลื่อนขบวนการ BRN จนกว่าเราจะบรรลุจุดมุ่งหมาย นั่นคือเอกราช (Merdaka)เท่านั้น


จากรายละเอียดข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการกำหนดกรอบแนวทางในการต่อสู้ของขบวนการ BRN ประเด็นหลักๆ คงหนีไม่พ้นการบิดเบือน การปลูกฝังแนวความคิดที่ผิดๆ ให้กับเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนคนรุ่นเก่าพร้อมทั้งติดเขี้ยวเล็บทางความคิดปลุกปั่นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ให้สมาชิกแนวร่วมนำไปเป็นเงื่อนไขในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ


ข้อความหลายบรรทัดมีการกล่าวถึงการไม่ยอมรับการเจรจา ไม่ยอมรับการประณีประนอมจากรัฐบาลไทย ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ เปิดเวทีให้กับกลุ่มที่มีความคิดต่างจากรัฐมาพูดคุยกัน แทนที่จะใช้กำลังในการก่อเหตุ ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีใดๆ เลยต่อองค์กรเลย ต่อประชาชนในพื้นที่ รวมไปถึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวในการลงทุนของนักธุรกิจ


ปี 2558 เป็นปีที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม AEC (Asean Economic Community) มีการแข่งขันกันในด้านการค้าการลงทุน หากกลุ่มขบวนการยังยืดเยื้อเดินหน้าในการสร้างสถานการณ์เช่นวันนี้อยู่ นักลงทุนต่างชาติก็ไม่กล้าที่จะมาลงทุนในพื้นที่แห่งนี้ แทนที่จะเกิดการจ้างงานให้กับพี่น้องปาตานีได้มีงานมีการทำ


แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลยังได้มีการกระตุ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนในจังหวัดชายแดนใต้ขึ้นมารองรับ AEC ด้วยการพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลจังหวัดปัตตานี เป็นนิคมร่วมดำเนินงานระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ฟาตอนี อินดัสทรี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.น้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี บนเนื้อที่ 173 ไร่เศษ


พร้อมทั้งดึงบริษัทขนาดกลาง และขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในนิคมดังกล่าว อีกทั้งมีการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนราธิวาสขึ้นมาเพื่อการพัฒนาเสริมสร้างความมั่นที่ยั่งยืนให้กับพื้นที่ต่อไป คาดว่าจะมีการจ้างงานเกิดขึ้นให้กับคนในพื้นที่ได้มีงานทำ กระตุ้นเศรษฐกิจด้านการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวด้านชายแดน เพื่อการพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายด่านพรหมแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องปาตานีจังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้....
------------------------------------

แนวร่วมโจรใต้กับสื่อทางเลือกในการโฆษณาชวนเชื่อ



By : " Ibrahim"


           การพัฒนาที่ทันสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ส่งผลให้สื่อสังคมออนไลน์ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระจายข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ผลงานของฝ่ายกองกำลังทหาร และฝ่ายการเมืองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น ปัจจุบันพบว่ามีการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของแนวร่วมในการใช้สื่อในพื้นที่เพื่อทำการเคลื่อนไหวย้อนแย้งกับรัฐในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับรูปแบบการเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์พบว่า ส่วนใหญ่จะเน้นการเผยแพร่ภาพ ข้อความ มีการแบ่งปันข้อมูลหรือเชื่อมโยงข้อมูล ในลักษณะการยั่วยุเจ้าหน้าที่ มีการสร้างขวัญ กำลังใจ หรือกระตุ้นให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงลงมือก่อเหตุกระทำต่อเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ของหน่วยงานภาครัฐ ต่อเป้าหมายอ่อนแอ อีกทั้งการออกมาใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาโจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความแตกแยกระหว่างไทยพุทธและมุสลิม รวมทั้งมีการข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์หมิ่นศาสนา สอดรับกับการการดำเนินงานของสื่อทางเลือก สื่ออิสระ ที่นำเสนอข่าวในลักษณะตอกย้ำ สร้างกระแสความเกลียดชังทางด้านเชื้อชาติ และศาสนาอีกทางหนึ่งด้วย


           แนวโน้มที่เป็นไปได้ว่า แนวร่วมกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดหาสมาชิก และการเผยแพร่แนวคิด “รัฐเอกราชปาตานี” เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการจัดฝึกอบรมด้านการผลิตสื่อในระดับสถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในระดับมหาวิทยาลัยทั้งในพื้นที่ จชต. และนอกพื้นที่ จชต. เพื่อทำหน้าที่ในการโฆษณาชวนเชื่อสร้างการรับรู้ อีกทั้งทำการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ 

         หาจุดบกพร่องโจมตีและสื่อไปยังองค์กรต่างประเทศ กลุ่ม PerMAS มีบทบาทในการชี้นำทางความคิด ที่ผ่านมามีการติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปฝึกอบรมการผลิตและการเผยแพร่สื่อ มีการใช้เป็นช่องทางติดต่อนัดหมาย จัดประชุม เผยแพร่ภาพ และเฝ้าระวังแจ้งเตือน ที่สำคัญมีการปลุกระดมมวลชนพร้อมเคลื่อนไหวกดดันเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อมีการตรวจค้นบ้านพักสมาชิกในกลุ่ม หรือกรณีมีการจับกุมกลุ่ม ผกร.


          เว็บไซต์และเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อทางเลือก สื่ออิสระ ที่มีบทบาทเคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลุกระดมทางความคิด ความเชื่อของแนวร่วมเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้แก่ 
  • www.puloinfo.org
  • khabarfathani.blogspot.com 
  • suaraampera17.blogspot.com 
  • และอีกหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้กล่าวถึง




          ส่วนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นขาประจำกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ และบิดเบือนข้อมูลแบบสุดโต่ง ได้แก่ 
  • เพจ: Suara Patani, 
  • เพจ: Patani Peace สันติภาพปาตานี, 
  • เพจ:Patani Darussalam News ฯลฯ 
       อีกทั้งยังมีสมาชิกแนวร่วมสมัครใช้ Facebook เพื่อใช้ในการแชร์ต่อข้อมูลไปยังกลุ่มต่างๆ และทำการแท็กไปยังผู้ใช้ Facebook รายอื่นๆ นอกจากนี้ยังมี 
  • สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน ซึ่งเป็นกระบอกเสียงในการออกอากาศ มีการถ่ายทอดสัญญาณสดจากเวทีเสวนาไปยังสถานีวิทยุในเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา 
  • สำนักสื่อ Wartani เป็นสื่อทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว โดยมีการผลิตสื่อมัลติมีเดีย รวมทั้งสื่อทุกชนิดในการสนับสนุนขบวนการ ในห้วงที่ผ่านมาได้ปลุกกระแสในเรื่องชาติพันธุ์มลายูต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง


           กลุ่มขบวนการได้แสวงประโยชน์ของสื่อทางเลือก และสื่ออิสระในการโฆษณาชวนเชื่อต่อกลุ่มเป้าหมาย มีการโน้มน้าวทางความคิดและจูงใจมวลชนด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้เห็นดีเห็นงาม หรือให้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐด้วยการปิดบังอำพรางข้อเท็จจริง กลบเกลื่อนสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดี มีความพยายามปิดบังซ่อนเร้นผู้กระทำหรือต้นตอของข่าวสาร มีการใส่ร้ายป้ายสีด้อยค่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายที่คิดต่างกับขบวนการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตน อีกทั้งได้มีการพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จัดเสวนาระดมความคิด การจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเคลื่อนไหวงานการเมืองเพื่อทำการตอบโต้ บิดเบือน สร้างกระแส และเน้นงานเชิงรุกต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐทุกรูปแบบ


           ธรรมชาติของการใช้งานสื่อในเครือข่ายสังคมออนไลน์ คือ ยากต่อการปิดกั้น ขัดขวาง เนื่องจากผู้ใช้สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว ไม่เกิน 5 นาที การสกัดกั้น ยับยั้ง เครือข่ายนักรบไซเบอร์ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ควรใช้วิธีการเฝ้าระวังป้องกัน การพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และการรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ที่เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดำเนินการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงในพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เข้าถึงเป้าหมายในทุกระดับ ทั้งที่อยู่ในโลกไซเบอร์ซึ่งเป็นโลกเสมือนจริง และโลกแห่งความจริง ให้ทราบถึงข้อกฎหมาย บทลงโทษในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันกับผู้ใช้สื่อ เพื่อป้องปรามไม่ให้บุคคล กลุ่มบุคคลกระทำความผิด ยุติการนำเข้าข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการแก้ไขปัญหาในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

***********************

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ยิงทหาร 5 ศพ ยิงพระ ฆ่าตัดคอชาวบ้าน สะเทือนขวัญทั้งนั้น มาขอมอบตัว นาทีนี้ใครชิงมอบตัวก่อนได้เปรียบ ก่อนแม่ทัพจะเกษียณ




            ข่าวเก่าเมืี่อ 13 ก.ย.52

            โจรใต้ใช้ปืนสงครามกราดยิงถล่มทหารกรณีคนร้ายบุกยิงทหารพรานสังกัดร้อย ทพ. 473 ฉก.ทพ.47 ชุดพัฒนาสันติ ขณะกลับจากร่วมพิธีละศีลอดบริเวณหน้าสถานีอนามัยบ้านตาเซ๊ะ ต.ตาเซ๊ะ อ.เมืองยะลา เสียชีวิตรวม 5 ศพ ตรวจสอบพบเป็นฝีมือ นายอาสมัน ดอฆอ หรือเจ๊ะกูสมาน แกนนำอาร์เคเค ที่เคยก่อเหตุมาโชกโชนทั้งยิงพระ ฆ่าตัดคอชาวบ้าน และฆ่าเผา ผอ.โรงเรียน


            ข่าวใหม่วันนี้ โครงการพาคนกลับบ้าน  21 ก.ค.61

            เมื่อ 21 ก.ค.61,1330 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช มทภ.4/ผอ.รมน.ภาค 4 รับมอบตัว นายกูอาสมัน ดอฆอ สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 120/1 ม.4 บ.วังกระ ตำบลตาเซะ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา  เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ณ บก.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี



เมื่อเขาบีบบังคับให้ผมเป็น RKK





             “ตั้งแต่เกิดเหตุคนร้ายปล้นปืนค่ายทหารที่ปิเหล็ง เมื่อต้นปี 47 จำได้ว่าหมู่บ้านของผมจากผู้คนที่เคยอยู่กันอย่างสงบ กลับได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากได้มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน การใช้ชีวิตได้ผิดแปลกแตกต่างไปจากเดิม จนบางครอบครัวจำใจต้องย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น แต่ครอบครัวของผมไม่ได้ย้ายไปไหน ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน บ้านที่อยู่อาศัยกันมาหลายช่วงอายุคน”


          เป็นบทเริ่มต้นในการสนทนาของผู้เขียนกับอดีตผู้หลงผิดท่านหนึ่งที่เคยเข้าร่วมทำการเคลื่อนไหวกับกลุ่มขบวนการ ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตชาวบ้าน หลังจากได้เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหาร ซึ่งหลังจากนั้นความรุนแรงได้ขยายเป็นวงกว้างได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปทุกหย่อมหญ้า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ทำลายสถาบันครอบครัว และชุมชนที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข จากน้ำมือการกระทำของนักรบ RKK ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ BRN ซึ่งในขณะนั้นได้ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เข่นฆ่า ลอบวางระเบิด อย่างไร้ความปราณี และไร้มนุษยธรรม อีกทั้งยังข่มขู่ประชาชนผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่ให้การสนับสนุน จนต้องย้ายหนีละทิ้งถิ่นฐาน หรือแม้กระทั่งโดนลอบทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ยังมีอีกบางส่วนที่โดนบีบบังคับต้องจำยอมเข้าสู่ขบวนการ
จุดเริ่มต้นกับการเข้าร่วมสมาชิก RKK


           อดีตผู้หลงผิดได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วังวนของความชั่วร้ายด้วยการเข้าสู่ขบวนการ เป็นสมาชิก RKK ทั้งที่ในส่วนลึกแล้วไม่อยากจะเข้าร่วมจำใจ จำยอม เพื่อเหตุผลบางอย่าง

            “ผมย้ายไปอยู่ที่อื่นเหมือนหลายๆ ครอบครัวที่ได้ย้ายหนีจากการคุกคามของกลุ่มขบวนการไม่ได้ เนื่องจากลูกสาวทั้งสองของผมยังเล็กอยู่ โดยเฉพาะคนโตกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนของรัฐแห่งหนึ่ง ส่วนคนเล็กเพิ่งคลอดได้แค่ 10 กว่าวันเอง ครอบครัวผมอยู่อย่างมีความสุข แม้จะไม่ร่ำรวยอย่างใครเขา”

          “ผมจำเป็นต้องไปอยู่กับขบวนการ เป็นความคิดของผมที่โลดแล่นเข้ามา ณ ตอนนั้น ซึ่งคิดว่าเป็นหนทางเดียวเมื่อผมเป็นสมาชิกแนวร่วมแล้วจะสามารถคุ้มครองให้คนในครอบครัวของผมปลอดภัยไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม และหมายเอาชีวิตจาก RKK”

            ปี พ.ศ.2548 อดีตผู้หลงผิดท่านนี้ได้เป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการอย่างเต็มตัว แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมขบวนการนานถึง 8 ปีเต็ม กลับพบว่าไม่มีสิ่งที่ดีใดๆ เลยที่เข้ามาสู่ชีวิต แถมความเป็นอยู่ประจำวันของครอบครัวก็ย่ำแย่ มิหนำซ้ำสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนาจะได้มา นั่นคือหมายจับของศาล มีทั้งหมาย ป.วิ.อาญา และหมาย พ.ร.ก. ชีวิตถึงทางตันอนาคตดับมืดไร้แสงสว่างคลำหาทางออกไม่เจอ อีกทั้งปัญหาสุขภาพประดังเข้ามารุมเร้า พื้นที่รับผิดชอบที่ทำการเคลื่อนไหวอยู่ไม่มีแม้ยารักษา อยู่อย่างยถากรรม ขบวนการไม่ได้ให้การช่วยเหลือและได้รับการเหลียวแล อย่างเช่นที่เขาเคยพูดไว้อย่างสวยหรูในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหลอกให้คนเข้าร่วมขบวนการ ซึ่งในตอนนั้นอยากกลับไปหาลูกเมียเพื่อทำการรักษาตัวที่บ้าน แต่ก็กลัวเจ้าหน้าที่จับกุม จะเข้ามอบตัวก็ไม่มีเงินทองในการต่อสู้คดีความในชั้นศาล

สมาชิกขบวนการคนแรกในหมู่บ้านกับงานมอบหมายในการเคลื่อนไหว

            "ผมเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เข้าเป็นสมาชิกของขบวนการ เริ่มต้นงานแรกด้วยการพ่นสี ทำลายป้ายจราจร ป้ายบอกทาง เผายางรถยนต์สร้างความปั่นป่วน ใช้รถจักรยานยนต์ในการลาดตระเวนเส้นทางในเขตรับผิดชอบที่แกนนำมอบหมาย เพื่อทำการหาเป้าหมายในการก่อเหตุ และเส้นทางในการหลบหนี หลังจากนั้นได้รับการสั่งการให้ก่อเหตุด้วยการลอบยิง โดยเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ เด็ก ผู้หญิง หรือคนชรา ไม่มีการแยกแยะชาวไทยพุทธ-มุสลิม” 

          อดีตผู้หลงผิด ยังได้กล่าวถึงหน้าที่รับผิดชอบอีกอย่างหนึ่ง คือ การหาสมาชิกแนวร่วมที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะทำการก่อเหตุ ให้มาร่วมประชุม วางแผนเตรียมการกับแกนนำ โดยให้รับผิดชอบในการเตรียมการในการสนับสนุนเรื่องอาหารการกิน รวมทั้งที่ซ่อนตัวทั้งก่อนก่อเหตุ และหลังจากการก่อเหตุเสร็จสิ้นแล้ว

จุดพลิกผันเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน ศาลสั่งไม่ลงโทษกลับมาอยู่กับครอบครัวอย่างปกติสุข

         "ผมได้รับฟังข่าวสารว่าหน่วยงานภาครัฐ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ สามารถเข้ามารายงานตัว แสดงตน เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมายกับโครงการพาคนกลับบ้าน”

        อดีตผู้หลงผิดได้กล่าวพร้อมกับสีหน้า แววตายิ้มแย้มอย่างเปี่ยมสุขเมื่อได้ทำการเล่าเรื่องราวของตนมาถึง ณ ตรงนี้ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญของตนเองและครอบครัว แสงสว่างรำไรรออยู่เบื้องหน้านำพาไปสู่ทางออกทั้งที่ก่อนหน้านี้มืดมิดเหมือนคนที่สิ้นอนาคต หลังจากนั้นได้หาโอกาสกลับมาบ้านพูดคุยกับครอบครัว และตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นยังไม่มีความมั่นใจในวิธีการและกระบวนการขั้นตอนสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้รับการแนะนำ และช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างจริงใจ ในการอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทุกขั้นตอนในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สุดท้ายศาลสั่งไม่ลงโทษปล่อยตัวให้เป็นอิสระ

          "ชีวิตของผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ ผมไม่ต้องใช้จ่ายค่าดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้เงินสักบาท แต่ที่สำคัญที่สุดคือทุกวันนี้ผมมีความสุข อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ- แม่-ลูก ดำเนินชีวิตตามปกติเหมือนกับคนทั่วๆ ไปในหมู่บ้าน ผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนได้เล็งเห็นว่า โครงการพาคนกลับบ้าน ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นโครงการที่ดี จึงอยากเชิญชวนไปยังผู้ที่หลงผิด มีความเกรงกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ หนีหมายศาล หลบหนีการจับกุม และกลัวการถูกดำเนินคดีความ ได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวหันหลังให้กับขบวนการ แล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ประตูสู่การกระทำความดีได้เปิดกว้างไว้สำหรับพวกเราทุกคน”

        ชีวิตที่ต้องตกเป็นทาสรับใช้ขบวนการ BRN ชีวิตที่ต้องให้ใครต่อใครตราหน้าว่าเป็นแนวร่วมโจรใต้ มีแต่สร้างรอยบาปให้กับตัวเอง การกระทำที่ผิดต่อหลักคำสอนศาสนา อีกทั้งในทางกฎหมายบ้านเมืองมีคดีความติดตัว ต้องหลบหนีการติดตามจับกุมใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ได้อยู่กับครอบครัวเชื่อได้ว่ายังมีผู้ที่คิดต่างจากรัฐอีกหลายคนที่ต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ ตัวอย่างเรื่องราวของอดีตผู้ที่เคยหลงผิดที่ได้รับโอกาสจาก โครงการพาคนกลับบ้านจนนำมาสู่การมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับครอบครัว สังคมไทย และภาครัฐยังเปิดโอกาสให้สำหรับคนที่กล้ากลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีเสมอ...รีบฉวยโอกาสนั้นซะก่อนที่พรุ่งนี้จะไม่มีโอกาส.....

โต๊ะครูที่ ตาดีกา หรือโต๊ะครวย อันกูละเบื่่อ



ถ้าขบวนการเรียกร้องเอกราช แต่ประชาชนไม่เห็นด้วย แล้วมันจะสำเร็จหรือไม่

            นี่คือคำถามที่กลายเป็นสาเหตุหนึ่งจนทำให้ขบวนการต้องปลุกระดม และปลูกฝังแนวความคิดแบ่งแยกดินแดนให้กับเด็กเล็กในโรงเรียนตาดีกา (บางแห่งที่เขาสามารถควบคุมได้)

            "โต๊ะครูที่ตาดีกาที่ผมเคยเรียนด้วย แกสอนว่า เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เราต้องไล่คนสยาม (ไทย) ออกไป ถ้าเราอยู่เฉยๆ จะกลายเป็นบาป" 

            เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันเป็นการปลูกฝังที่ผิดๆ ให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ เพื่อทำให้เด็กๆ หลงเชื่อและเกรงกลัวต่อบาป จนต้องเข้ารับการซูมเปาะ (ให้คำมั่นสัญญา) ว่าจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับขบวนการ ขับไล่ผู้รุกรานสยามออกไป


อดีตแนวร่วมโจรใต้หลังจากเข้ามอบตัว กล่าว

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ ดักซุ่มยิงคนหาของป่า บาดเจ็บ 4 ที่ สุไหงปาดี



          โจรใต้ดักซุ่มยิงชาวบ้านหาของป่า ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส คาดเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่มีแผนลอบสังหารชาวบ้านที่เป็นชาวไทย–พุทธ


          วันที่ 25 ก.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รองสารวัตรสอบสวน สภ.สุไหงปาดี ร.ต.ท.ภานุวัฒน์ โสดานิล รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บใกล้กับมัสยิดบ้านกำปงบือแน ม.6 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

          ที่เกิดเหตุ พบเพื่อนของผู้ได้รับบาดเจ็บ นั่งรอเจ้าหน้าที่อยู่ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 คน เพื่อนๆ ได้นำตัวขึ้นรถยนต์กระบะส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสุไหงปาดีก่อนหน้านี้แล้ว จากการสอบถามทราบว่า จุดที่คนร้ายดักซุ่มยิงเป็นพงป่ารกทึบ ห่างจากถนนบริเวณมัสยิดไปประมาณ 100 เมตร แต่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้าตรวจสอบ เกรงว่าคนร้ายจะวางแผนลวง ซุกซ่อนวัตถุระเบิดเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่

          ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปดูอาการผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล ทราบชื่อ คือ 
  • 1.นายภานุพงศ์ แก้วเมฆ อายุ 31 ปี ถูกยิงเฉี่ยวที่ข้อมือซ้ายและต้นขาซ้าย 
  • 2.นายสมพร ปุยรุก อายุ 57 ปี ถูกยิงเฉี่ยวที่บริเวณหลัง 
  • 3.นายสุทธิศักดิ์ บุญช่วย อายุ 41 ปี ถูกยิงเฉี่ยวที่บริเวณนิ้วก้อยซ้ายและคาง 
  • 4.นายวิชาญ บุญช่วย 53 ปี ถูกยิงที่บริเวณต้นขาซ้ายและแขนขวา




            จากการสอบสวน นายสุทธิศักดิ์ บุญช่วย ผู้บาดเจ็บ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ชวนเพื่อนๆ จำนวน 11 คน นั่งรถยนต์กระบะ 2 คัน เดินทางไปหาหมูป่าที่บริเวณเชิงเขาหลังหมู่บ้านกำปงบือแน จนกระทั่งล่าหมูป่ามาได้ 7 ตัว จึงพากันหามและเดินทางลงจากเชิงเขาเพื่อกลับบ้านพัก โดยเพื่อน 5 คน ได้แยกย้ายนั่งโดยสารรถยนต์กระบะคันแรกออกจากที่จอดรถไปประมาณ 100 เมตร ส่วนตนและเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บรวม 4 คน นั่งท้ายกระบะหลังยี่ห้อโตโยต้าสีบรอนซ์ ทะเบียน บค 3945 นราธิวาส ซึ่งเพื่อนอีกคนเป็นคนขับ

            เมื่อขับออกจากลานจอดรถไปได้เพียง 10 เมตร ได้ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวน ที่แฝงตัวอยู่ในป่า ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงใส่ตนเองและเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่บริเวณท้ายกระบะจนได้รับบาดเจ็บ โดยตนและเพื่อนอีก 2 คน ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองที่นำมาล่าหมูป่า ยิงตอบโต้ใส่กลุ่มคนร้ายไปคนละ 1 นัด คนร้ายจึงได้อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป เพื่อนที่เหลือจึงได้นำตนและเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บรวม 4 คน ส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี ก่อนที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว

             ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมากลุ่มคนร้ายมีแผนที่จะลอบดักสังหารชาวบ้านที่เป็นไทยพุทธ เจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนให้ระมัดระวังตัว โดยเฉพาะกลุ่มหาของป่า

‘บทเรียนล่าหมูป่า’ความสูญเสียที่ควรจำ!!



" Ibrahim"


             สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่าเป็นการแสดงศักยภาพความมีตัวตนของกลุ่มขบวนการอีกทั้งยังมุ่งทำลายสาธารณูปโภคโดยเฉพาะการปฏิบัติการยิงหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งยังคงมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าดับ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนโดยเพาะในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส


            และล่าสุดจากลางบอกเหตุความเคลื่อนไหวของกลุ่มโจรใต้ที่ลงมือยิงหม้อแปลงไฟฟ้าเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถัดมาแค่วันเดียวกลุ่มโจรใต้ได้ลงมือก่อเหตุลอบทำร้ายชาวบ้านหาของป่าจนได้รับบาดเจ็บ 4 ราย

             ตามรายงานข่าวแจ้งว่าขณะชาวบ้านหาของป่า จำนวน 11 คน ใช้รถยนต์ 2 คันเป็นยานพาหนะ เดินทางไปหาของป่าบริเวณเชิงเขาหลังหมู่บ้านกำปงบือแน ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส โดยได้นำรถยนต์ทั้ง 2 คัน จอดไว้บริเวณด้านล่างหลังมัสยิด จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านได้ล่าหมู่ป่าได้จำนวน 7 ตัว จึงเดินทางลงจากเชิงเขาเพื่อกลับบ้านพัก โดยได้แยกย้ายนั่งโดยสารรถยนต์กระบะคันแรก 5 คน คันที่สอง 6 คน คันแรกขับออกไปก่อน ส่วนคันที่สองเมื่อขับออกจากที่จอดรถประมาณ 100 เมตร ถูกคนร้ายซึ่งซุ่มอยู่บริเวณป่าเชิงเขา ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิง แต่ถูกกลุ่มชาวบ้านหาของป่าใช้อาวุธปืนลูกซองยิงตอบโต้ใส่กลุ่มคนร้าย จนกระทั่งกลุ่มคนร้ายใช้ความชำนาญหลบหนีเข้าป่าไป จากการตรวจสอบพบจุดซุ่มยิง 5 จุด เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. ซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุได้จำนวนหนึ่ง เพื่อส่งพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิยาศาสตร์ต่อไป




            เหตุการณ์ชาวบ้านหาของป่าถูกคนร้ายซุ่มยิงไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งนำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย แต่เหตุใดจึงไม่เกรงกลัว!! หรือหลาบจำ ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการล่าหมูป่า


           หากตั้งคำถามเหตุผลใด? กลุ่มโจรใต้จึงลอบทำร้ายชาวบ้านที่ขึ้นไปหาของป่าบนภูเขา หากจะถอดบทเรียนการก่อเหตุหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา คงจะมีเหตุแค่ผลเดียวคือ ไม่ต้องการให้ชาวบ้านไปรู้เห็นที่ตั้งฐานพักแรมของกลุ่มโจรใต้บนภูเขา 

            วิธีการเดียวที่จะห้ามไม่ให้ใครก็ตามที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นไปคือการสร้างความหวาดกลัวด้วยการลอบทำร้าย ซึ่งการลงมือในแต่ละครั้งมักจะได้ผลในช่วงเวลาหนึ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีกลุ่มชาวบ้านกล้าเสี่ยงตายขึ้นไปหาของป่าอยู่อีกซึ่งเป็นเช่นนี้อยู่ทุกปี เราได้ยินข่าวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ถือได้ว่ายังโชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตแค่ได้รับบาดเจ็บแต่คงเป็นบทเรียนที่จะต้องจดจำ


           หากสถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ยังคงมีการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้อยู่ การเข้าไปหาของป่าก็ต้องล้มเลิกความคิดเอาไว้ก่อน มิเช่นนั้นหากเราเอาชีวิตไปเสี่ยงผลลัพธ์ที่ได้ไม่คุ้มเสีย ฝากไปยังพี่น้องในพื้นที่นำบทเรียนที่ได้รับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ที่รัฐให้ความใส่ใจดูแล แต่ในขณะเดียวกันเราในฐานะประชาชนก็จะต้องดูแลชุมชน ดูแลครอบครัว 

           ที่สำคัญจะต้องดูแลตัวเองก่อน ลดปัจจัยเสี่ยงซึ่งนำมาสู่ความสูญเสีย รออีกไม่นานเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ การใช้ชีวิตประจำวันไม่ต้องหวาดกลัวหวาดระแวงอีกต่อไป 

            เมื่อนั้นจะไปมาหาสู่ จะไปไหนมาไหนก็ย่อมกระทำได้ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันดั่งเช่นในอดีตที่ผ่านมา....

*****************

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

พบอาวุธปืน กระสุนปืนถูกฝังไว้ในสวนยาง





         จากกรณีเหตุคนร้ายคลุมไอ้โม่งปิดหน้า ใช้อาวุธสงครามกราดยิงชาวบ้านเลี้ยงไก่ชนเสียชีวิต ณ บ้านเลขที่ 228 หมู่ที่ 4 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นเหตุให้ราษฎรเสียชีวิตจำนวน 5 ราย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2561


          ซึ่งในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบหลังซึ่งเป็นเล้าเลี้ยงไก่ชนส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ญาติได้นำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย นายอิบรอเฮง มูเซะ อายุ 32 ปี นายอามะ มูเซะ อายุ 33 ปี นายอุสมาน ยูโซ๊ะ อายุ 39 ปี นายฟุรกอน ลาโซ อายุ 25 ปี และนายอรัญชัย ดอเหะ อายุ 27 ปี นอกจากนั้นในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 และ ปลอกกระสุนปืนลูกซองจำนวนหนึ่ง จึงให้พนักงานสอบสวนเก็บไว้เป็นหลักฐาน

         ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ค.6 1 เวลา 14.00 น. ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ ภาระเพิง รอง สว.(สอบสวน) สภ.บันนังสตา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้จัดกำลังเข้าพิสูจน์ทราบแหล่งซุกซ่อนอาวุธปืนในพื้นที่ ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จากการขยายผลการซักถาม นาย อับดุลเล๊าะ มะสาเม๊าะ (ควบคุมตัว 19-25 ก.ค.61) ยอมรับสารภาพ เป็นคนนำอาวุธปืนขนาด 9 มม. จาก นายนอร์ดิน หะยีอาซา มาเก็บซุกซ่อนบนภูเขาในพื้นที่ ม. 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

         ผลการตรวจสอบจุดซุกซ่อนอาวุธปืน ในพื้นที่ บ.ตะโละดือลง ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา พบ ท่อขนาดความกว้าง 10 นิ้ว ยาวประมาณ 1.20 เมตร ฝังอยู่ในดินพื้นที่สวนยาง ตรวจสอบภายในพบวัตถุพยานประกอบด้วย

  • 1. อาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อ สมิธ ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก
  • 2. กระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 8 นัด
  • 3. ซองกระสุน จำนวน 1 ซอง 
  • 4.กระสุนปืน ขนาด5.56 จำนวน 21 นัด
  • 5.กระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 2 นัด

         สำหรับวัตถุต้องสงสัยที่ตรวจยึดได้ เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐานทำการสืบสวนสอบสวน เพื่อหากลุ่มแนวร่วมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อเหตุในพื้นที่ต่อไป.

--------------------

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สถานศึกษาอาจเป็นสถานที่ปลุกระดมบ่มเพาะเยาวชนเข้าสู่กระบวนการกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่




             กลุ่ม ผกร.ยังคงลักลอบใช้สถานที่ทั้งภายในสถานศึกษาและภายนอสถานศึกษาในการบ่มเพาะเยาวชนหรือแนวร่วม ตามจังหวะโอกาสจะเอื้ออำนวย


              แหล่งบ่มเพาะในสถานศึกษานับว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีของกลุ่ม ผกร.เลยทีเดียว เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะแนวร่วมสั้นกว่านอกสถานศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นเยาวชนหรือแนวร่วมที่เข้าสู่ขบวนการบ่มเพาะในสถานศึกษามักมีความตั้งใจในการรับฟังและเชื่อฟังสูงกว่าผู้ที่เข้าร่วมการบ่มเพาะนอกสถานศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจที่มีข่าวคราวโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน หรือปอเนาะมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการมาโดยตลอด เป็นที่ซ่องสุมกำลัง เป็นแหล่งพักพิง หลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธ และเป็นที่ประกอบวัตถุระเบิดของ ผกร.

             นี่คือรูปแบบในการหาสมาชิกแนวร่วมของกลุ่ม ผกร.ฝากผู้ปกครองคอยย้ำเตือนดูแลบุตรหลานอย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มโจรชั่วเหล่านี้ โดยเฉพาะบุตรหลานของท่านที่เป็นเด็กนิสัยดี เรียบร้อย เรียนเก่ง อย่านิ่งนอนใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการ อย่าลืมว่าเด็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คือเป้าหมายของกลุ่มขบวนการ ที่อยู่ในสายตา ผกร. คอยติดตาม ชักชวนให้เข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย ยากที่จะถอนตัว เนื่องจากถูกปลูกฝังอุดมการณ์ เหมือนการฝังซิป ด้วยการบิดเบือนความจริง ใส่ข้อมูลผิดๆ ให้หลงเชื่อตามที่กลุ่มขบวนการต้องการ 

           หลายต่อหลายครั้งที่เกิดการปะทะจนนำไปสู่การสูญเสีย ณ เวลานั้นมันสายเกินแก้ไปเสียแล้ว กว่าจะรู้ว่าลูกตัวเองเป็นสมาชิกแนวร่วม....พ่อแม่ต้องเสียน้ำตา บุตรหลานต้องจบชีวิตลงหมดสิ้นอนาคต หมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเราจะไปร้องเรียกหาอะไรจากใครไม่ได้อีกเลย!!!!!

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทลายแก๊งส์น้ำมันเถื่อน ขุมทรัพย์โจรใต้


           บก.ควบคุม มทบ.42 ร่วมกับ ด่านศุลกากร ปาดังเบซาร์ และ ร้อย.ร.5021 ฉก.ร.5 เข้าจับกุม แหล่งค้าน้ำมันเถื่อนที่ อ.สะเดา ได้ ผู้ต้องหา 2 ราย น้ำมันเถื่อน รวม กว่า 3000 กว่าลิตร อื่นๆ อีกหลายรายการ

            เมื่อ 13 ก.ค.61 เวลา 1000 ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.วรพล วรพันธ์ ผบ.มทบ.42/ผบ.ควบคุม มทบ.42 สั่งการให้ ร.อ.สาธิต สุวรรณราช ผบ.ชป.รส.บก.ควบคุม มทบ.42 พร้อมกำลัง ร่วมกับ ศุลกากร ปาดังเบซาร์ และ ร้อย.ร.5021 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 15/1 ซ.4/2 ถ.เขารูปช้าง อ.สะเดา จ.สงขลา ผลการปฏิบัติ ได้จับกุมตัว นาย ยาการียา ยากหลัง อายุ 32 ปี ที่อยู่ 97 ถ.เขารูปช้าง ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา พร้อมของกลาง
  • 1.น้ำมันเชื้อเพลิง เบนซิน บรรจุใส่ถังเหล็ก จำนวน 400 ลิตร
  • 2.น้ำมันเชื้อเพลิง ดีเซล บรรจุใส่ถังพลาสติก จำนวน 500 ลิตร
  • 3.น้ำมันเชื้อเพลิง ดีเซล บรรจุใส่ถังเหล็กใต้ท้องรถยนต์ของกลางหมายเลข 5 จำนวน 200 ลิตร
  • 4.ปั้มสูบน้ำไฟฟ้า 1 เครื่อง
  • 5.รถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อ มิสซูบิชิไททัน สีเทา ป้ายทะเบียน ขพ-8264 สงขลา 






         โดยนาย ยาการียา ฯ รับเป็นเจ้าของ ต่อมา เข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 5 เทศบาลเมือง ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา และได้จับกุมตัว นายอนุสรณ์ ชูสุวรรณ อายุ 34 ปี ที่อยู่ 5 หมู่ที่ 2 ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา พร้อมของกลาง
  • 1.รถยนต์กระบะ ยีห้อ โตโยต้า (แคป) สีเทาดำ ทะเบียน บง 8050 ดัดแปลงถังน้ำมันใต้ท้องรถ พร้อมบรรจุน้ำมันดีเซล จำนวน 1,200 ลิตร
  • 2.น้ำมันดีเซล บรรจุถังเหล็ก 200 ลิตร จำนวน 4 ถัง รวมจำนวนน้ำมันดีเซล 800 ลิตร 
  • 3.เครื่องสูบน้ำ ยี่ห้อ TELLARINI จำนวน 1 เครื่อง 
         โดยนายอนุสรณ์ ฯ รับเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 และได้นำตัวทั้ง 2 คน ส่งด่านศุลกากรปาดังแบซาร์ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ศาลปัตตานีตัดสิน ประหารชีวิต 3 โจรใต้ ยิงคนส่งขนมปังเสียชีวิต เมื่อ 4 ปีก่อน


ศาลปัตตานีตัดสิน ประหารชีวิต 3 โจรใต้ ยิงคนส่งขนมปังเสียชีวิต เมื่อ 4 ปีก่อน   เหตุโจรใต้กระหน่ำยิงลูกจ้างร้านขนมปังเสียชีวิต


           เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 ธ.ค. 56 พ.ต.อ.วสันต์ พวงน้อย ผกก.สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี นำกำลังรุดตรวจสอบ เหตุยิงกันบนถนนสายปัตตานี-ยะลา ม.4 ต.เมาะมาวี บริเวณจุดเกิดเหตุพบ ผู้เสียชีวิตนอนตายจมกองเลือดอยู่ด้านหลังรถยนต์กระบะแบบบรรทุกส่งของ ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ ทะเบียน บฉ 72 ยะลา ตรวจสอบผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นายทิณกรณ์ บุญเอียด อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 ถ.รถไฟ ต.สะเตง อ.เมืองยะลา มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดเข้าศีรษะและลำตัว 2 นัด อีกทั้งพบขนมเค้กและขนมปังตกเกลื่อนพื้นถนนแต่ไม่พบหลักฐานใดๆ


            สอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นลูกจ้างส่งขนมของร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่ง ก่อนเกิดเหตุขณะขับรถมาจากร้านในตัวเมืองยะลาเพื่อมาส่งของตามร้านค้าต่างๆ ใน อ.ยะรัง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้ตายจอดรถแล้วลงมาจัดขนมตามออเดอร์ของลูกค้า ปรากฏว่ามีคนร้าย 2 คนขี่รถ จยย.มาจอด แล้วชักอาวุธปืนกระหน่ำยิงหลายนัด ต่อหน้าชาวบ้านจำนวนมาก ทำให้เสียชีวิตทันที ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุ จึงเร่งเครื่องหลบหนีไปขณะที่เจ้าหน้าที่กระจายกำลังไล่ติดตามพร้อมปิดล้อมตรวจค้นบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว คาดเป็นฝีมือแนวร่วมในพื้นที่ รู้ว่าผู้ตายมาส่งของเป็นประจำจึงฉวยโอกาสก่อเหตุสร้างสถานการณ์

             ต่อมาเมื่อ 6 ก.ค.61 ศาลชั้นต้น "พิพากษาประหารชีวิต" นายอาหะหมัดซาฮาบูดิง สามุยามา จำเลยที่ 1, นายอาห์หมัดรอมซีย์ ดาโอะ จำเลยที่ 2 และ นายมูฮำหมัดซุกรี อับดุลฮานุง จำเลยที่ 3 ฐานความผิดเกี่ยวกับก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจรฯ และ ฆ่าผู้อื่น เนื่องจาก การดำเนินกรรมวิธีซักถามในกระบวนการซักถามสามารถนำไปสู่พยานหลักฐานในการก่อเหตุได้ และจำเลยทั้ง 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือ "จำคุกตลอดชีวิต"

ตัดท่อน้ำเลี้ยงโจรใต้ ยึดยาบ้าได้ 1,700 เม็ด



       ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จชต.ซึ่งไหลทะลักเข้ามายังพื้นที่ได้เป็นตัวก่อและหนุนเสริมการแก้ปัญหาไฟใต้ สิ่งเหล่านี้ได้มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกลุ่มขบวนการอาชญากรใต้ชนิดแยกกันไม่ออกเลยทีเดียว...หากจะกล่าวถึงเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ ก่อความไม่สงบในพื้นที่เป็นเอเย่นต์ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่อยู่ในรอยต่อกับประเทศเพื่อน จะเป็นพื้นที่หาเงินทุนเพื่อใช้ในการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้


          ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 เวลาประมาณ 21.30 น.ชุดสืบสวน สภ.เมืองยะลาได้ร่วมกันจับกุมตัว นายมะลาวี หรือ วี ดอมะ อายุ 36 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 199/2 ม.13 อ.เมือง จ.ยะลา พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 1,710 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 153.9 กรัมและของกลางอีกจำนวนหนึ่ง

        เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ จนท.ตร. ชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำ ส่ง พงส.สภ.เมืองยะลา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และจะทำการขยายผลเครือข่ายที่ส่วนเกี่ยวข้องมารับโทษ

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โจรใต้ฝั่งระเบิดแก๊สปิกนิก "ดักสังหาร" เจ้าหน้าที่ EOD เก็บกู้สำเร็จ




          เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 11 ก.ค. ร.ต.อ.กฤษดาชัย อาจหาญ รอง สว.(สอบสวน)สภ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยซุกอยู่ในกอหญ้าริมถนนสายบ้านบาลอ-เรียง หมู่ 4 ต.บาลอ ต่อมาพร้อม พ.ต.อ.ภูวนาถ แก้วน้อย ผกก.นายเริงชัย อุนารัตน์ ปลัออำเภอรามัน เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด"ศรศึก-ศรชัย"ภ.จ.ยะลา รุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุอยู่ริมถนน พบถังแก๊สปิกนิกสีส้มน้ำหนัก 5 กก.มีสายไฟฟ้าโผล่ออกมา เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้จึงได้ใช้ความระมัดระวังดำเนินการจนสำเร็จ

            จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าทีทหารพราน กรม ทพ.41 วังพญา เดินเท้าลาดตระเวนเส้นทางสายดังกล่าว พบวัตถุต้องสงสัยวางซุกไว้ในกอหญ้า ตรวจสอบเห็นเป็นถังแก๊สเชื่อว่าเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่องของคนร้ายจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ไปเก็บกู้ไว้ได้ดังกล่าว คาดว่าเป็นของกลุ่มก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่แอบนำมาวางไว้หวังดักทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ออกปฏิบัติหน้าที่










             
             พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา สั่งการ เปิดแผนเชิงรุก พื้นที่เป้าหมายที่คาดว่าเป็นที่นัดหมายประชุมวางแผนก่อเหตุ ทำลายจังหวะลดประสิทธิภาพการก่อเหตุ ทำงานยากขึ้น รวมทั้งตรวจค้นที่ต่างๆ ที่คาดว่าเป็นแหล่งกบด่านของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ พร้อมทั้งสั่งการปิดเมืองทั้ง 4 มุมเมือง แจ้งสถานีตำรวจภูธรทั้งหมดในจังหวัด จับตาเฝ้าระวังแนวเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างใกล้จุด เพิ่มความเข้มโดยเฉพาะ 4 จุดตรวจประตูสู่ จ.ยะลา ทั้งด้านรอยต่อ จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส ประกอบด้วย จุดตรวจขุนไวน จุดตรวจ ท่าสาป จุดตรวจมาลายูบางกอก จุดตรวจโพธิ์ทอง ให้เฝ้าระวังยานพาหนะ และบุคคลต้องสงสัย พร้อมทำการตรวจสอบบัตรประชาชน และนำหมายเลข 13 หลักตรวจสอบไปยังศูนย์เฝ้าระวังตรวจสอบบุคคลที่มีหมายจับคดีความมั่นคงอย่างละเอียด ป้องกันกลุ่มคนร้ายเข้ามาก่อเหตุในย่านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความปลอดภัยและความอุ่นใจแก่ประชาชน



เพจแนวร่วมโจรใต้ฯ กะล่อน ไม่เลิก




            “กรณีที่กระผม นายฮาฟิส ยะโกะระธานสหพันธนิสิตนักศึกษานักเรียนเเละเยาวชนปาตานี (PerMAS) กรณีถูกปฏิบัติการสารสนเทศ หรือที่เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า IO ให้ร้าย ทั้งในเรื่องการทำกิจกรรมในพื้นที่ความขัดแย้งปาตานี และการข่มขู่ทำร้ายอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
ซึ่งกระผมขอยืนยัน และถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อสาธารณะว่า เราในฐานะกลุ่มนักศึกษา ที่ทำกิจกรรม ที่ยึดถือหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ที่มีหัวใจสำคัญคือ เคารพและให้เกียรติกันและกัน ไม่เคยปฏิบัติอย่างที่ถูกกล่าวหาจากเพจผีดังกล่าว และยินดีที่จะพูดคุยกับทุกคน ที่จะร่วมพูดคุยเพื่อนำมาสู่การคลี่คลายปัญหาที่ปาตานีได้”

          ดูลักษณะการพูด การวางประโยคนี่ ดีมาก บอกว่าทำกิจกรรมยึดหลักประชาธิปไตยและถือหลักสิทธิมนุษยชน แต่ลืมไปว่า ตัวเองทำงานเพื่อใคร แค่เป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่งที่คอยเคลื่อนไหวตามคำสั่งเบื้องบน เป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN. 

          คนในพื้นที่ย่อมรู้ดี ประธาน Permas แต่ละรุ่นแต่ละสมัยใส่หน้ากาก เป็นไอ้โม่งกันทุกคน มีเป้าหมายของการทำกิจกรรมหรือเปิดเวทีเสวนาทุกที่ เพื่อหวังที่จะสร้างความแตกแยกในสังคม ยุยงปลุกปั่นเยาวชน ดิสเครดิก ด้อยค่าเจ้าหน้าที่รัฐจากบทบาทที่ทำงานช่วยเหลือสังคมในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัด Permas ยังเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสภาวะสังคมให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

มโนสำนึกสุดท้ายก่อนระดมทุนช่วยเหลืออาชญากร...



โดย : "แบมะ ฟาตอนี"


"สายใยน้ำใจพี่น้องช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ"@บังนังสตา
             เมือวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมาทาง "คญธ" หรือ เครือข่ายญาติเพื่อการเข้าถึงความยุติธรรม ได้จัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้นที่ หมู่ที่ 2 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเพจ: Wartani ได้รายงานข่าวว่ามีพี่น้องประชาชน องค์กร หน่วยงานต่างๆ มาร่วมงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก โดยวัตถุประสงค์หลักของงานเพื่อสมทบทุนในการต่อสู้คดีในชั้นศาล ค่าใช้จ่ายเรียกร้องความเป็นธรรมและเยียวยาให้แก่ครอบครัวจำเลยในคดีความมั่นคงซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์เผารถทัวร์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่างานดังกล่าวได้สิ้นสุดไปแล้วแต่ยังมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขอรับเงินบริจาคผ่านบัญชีธนาคาร


            การจัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อการใดการหนึ่งก็ตามแต่ เป็นเรื่องที่กระทำได้ง่ายมากในพื้นที่ จชต. แห่งนี้ ซึ่งไม่เว้น "การระดมทุนช่วยเหลืออาชญากร" ที่มีพฤติกรรมอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน แต่มีข้อยกเว้นในการช่วยเหลือหรือบริจาคให้กับ "คนต่างศาสนา" ซึ่งไม่สามารถกระทำได้


           การระดมทุนช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม เพื่อผู้ยากไร้ซึ่งมีความเดือดร้อนจริงๆ คงไม่มีใครไปก้าวล่วงและวิพากษ์วิจารณ์ แต่นี่กลับระดมทุนเพื่อช่วยเหลือคนร้าย ที่กระทำตัวสุดโต่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมส่วนรวมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 

          ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากย้อนกลับไปครั้งที่ศาลได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ที่ดินปอเนาะ ญีฮาด ซึ่งมีนายดูนเลาะ แวมะนอ เป็นครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยาในขณะนั้นได้ใช้โรงเรียนเป็นแหล่งซ่องสุมฝึกปรือโจรใต้และมีความเกี่ยวพันกับขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้มีการจัดกิจกรรมกินข้าวยำซับน้ำตา มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้พี่น้องประชาชนให้ความช่วยเหลือลูกชายนายดูนเลาะฯ แกนนำโจรใต้ที่จำเป็นต้องย้ายออกจากที่ดินผืนดังกล่าว อีกทั้งยังมีการ Live สดผ่านสื่อออนไลน์ให้เห็นบรรยากาศการจัดงานซึ่งมีประชาชนนักการเมือง ผู้นำศาสนามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก


           การจัดกิจกรรมของเครือข่ายญาติเพื่อการเข้าถึงความยุติธรรมในการจัดเลี้ยงน้ำชาขึ้นที่ หมู่ที่ 2 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ไม่ได้แตกต่างกับการจัดกิจกรรมกินข้าวยำช่วยเหลือปอเนาะญีฮาดสักเท่าไหร่ ดูแล้วเป็นการ Copy กิจกรรมกินข้าวยำในครั้งนั้นเป็นต้นแบบด้วยซ้ำ และความเหมือนที่ยากปฏิเสธคงหนีไม่พ้นการช่วยเหลืออาชญากร ช่วยเหลือผู้กระทำผิดที่ไม่น่าให้อภัยจากสังคม เป็นเพราะเหตุใด? กลับมีน้องประชาชน องค์กร หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งนักการเมืองมาร่วมงานในครั้งนี้ สมองของคนเหล่านี้ผิดเพี้ยนหรืออย่างไร? รอยหยักสมองไม่สามารถแยกแยะผิดถูก สิ่งไหนควรหรือไม่ควร....


           แต่....ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าคนกระทำผิดควรให้อภัยจากสังคมกระนั้นหรือ? ทั้งที่ในความเป็นจริงคนเหล่านี้ไม่เคยสำนึก และสำเหนียกตนเองว่าได้สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม ที่เคยทำลายชีวิตผู้คนไปแล้วกี่ชีวิต แต่ถึงคราวตนเองเดือดร้อนใช้ความเป็นมุสลิม ดราม่าบีบน้ำตากล่าวหาไม่ได้รับความยุติธรรม เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง

         ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมากลุ่มคนเหล่านี้ได้ทำลายสังคม ทำลายเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่สูญเสียเคยได้รับโอกาสออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมบ้างมั๊ย!! ไม่เคยมีเลย.. มีแต่กลุ่มโจรใต้ที่ยัดเยียดให้ และไม่ได้นานๆ กระทำครั้ง แต่มันเดินหน้าสร้างความรุนแรงเกือบทุกวัน มันไม่ Mass แต่กลับมีคนบางกลุ่มกลับสวนกระแสกลับเรียกร้องความเป็นธรรมและระดมทุนช่วยเหลือให้แก่โจร ในขณะที่คนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายความรุนแรงต้องการสันติสุข แต่กลับมีกลุ่มคนที่ลวงหลอก ด้วยความไม่เข้าใจ หรือต้องการสร้างความเกลียดชังให้อยู่ในสังคมต่อไป


         ผมใช้เวลาเพื่อศึกษาที่มาว่า ต้นตอกระแสในการสร้างความจงเกลียดจงชังสร้างความรังเกียจเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้กระทั่งคนต่างศาสนามาจากไหน ผมพบว่า ล้วน Bias ด้วยเพจหรือกลุ่มบุคคลที่ซ่อนเร้น ผู้ที่มีจุดยืนเดียวกับกลุ่มขบวนการ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นปีกทางการเมืองบ้างเป็นพวกกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่กลุ่มขบวนการจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนย้อนแย้งและดิสเครดิตรัฐ


          ปัจจุบันการทำลายสังคม ทำลายรัฐ หรือแม้กระทั่งการทำลายตัวบุคคล มันทำได้ง่ายแค่คลิกปลายนิ้ว คนก็พร้อมจะหลงเชื่อโดยไม่เฉลียวใจในการตรวจสอบใดๆ ทำให้สังคม รัฐ หรือตัวบุคคลเหล่านั้นเสียหาย และขาดความน่าเชื่อถือ แต่การจัดกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือโจรใต้ วัตถุประสงค์เพื่อต้องการสื่ออะไรบางอย่าง ที่มีนัยแอบแฝงแน่นอน ไม่ใช่แค่เพียงการออกมาระดมทุนช่วยเหลือเพื่อสมทบทุนในการต่อสู้คดีในชั้นศาลค่าใช้จ่ายเรียกร้องความเป็นธรรมและเยียวยาให้แก่ครอบครัวจำเลยในคดีความมั่นคงซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์เผารถทัวร์ที่ผ่านมาเท่านั้น ประการแรกต้องการสื่อให้สังคมรับรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ยอมรับกฎหมายรัฐบาลไทย มุ่งทำการเคลื่อนไหวเพื่อย้อนแย้งรัฐ เคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้แก่จำเลยในคดีความมั่นคงและเยียวยาครอบครัวจำเลยในคดีความมั่นคงซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรม ในสายตาของประชาชนแล้ว "รัฐรังแกประชาชน" ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่มักใช้ได้ผล คราใดที่มีการบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด


           "มโนสำนึกสุดท้ายก่อนระดมทุนช่วยเหลืออาชญากร" สเตตัสนี้ผมไม่ได้เขียนเพื่อกีดกันไม่ให้มีการช่วยเหลือ

            แต่ก่อนที่จะทำการช่วยควรจะคิดและสำนึกสักนิดหนึ่งเพราะสิ่งที่คนบางกลุ่มได้ทำนั้นย่อมหวังผลทางจิตวิทยาสังคม เพื่อต้องการให้ประชาชนด้วยกันย่อมเข้าใจคำว่า "เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ"ในฐานะพี่น้องมุสลิมด้วยกันความเป็นเชื้อชาติศาสนาเดียวกันที่ถูกกระทำ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วบุคคลเหล่านี้ที่เราๆ ท่านๆ ช่วยเหลือนั้นเป็น"อาชญากร" และการช่วยเหลืออาชญากรสมควรหรือ? 

          ผมตั้งใจเขียนเพื่อให้ทุกคนมีสติ ไม่ได้เขียนเพื่อมุ่งทำลาย แต่ให้ทุกคนคิดถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรชั่วเหล่านี้บ้างในฐานะผู้ถูกกระทำ และมองให้รอบด้านให้เห็นแง่มุมอื่นบ้าง ไม่ควรสนับสนุนความรุนแรง.. 

           แต่การช่วยกันบริจาคหรือระดมทุนเสมือนหนึ่งท่านยังต้องการคงความรุนแรงไว้ใช่หรือไม่อีกทั้งสวนกระแสไม่ต้องการสันติสุขที่คนส่วนใหญ่ต้องการ 

           การดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินไม่ใช่มาตั้งศาลเตี้ยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกจับกุมซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์เผารถทัวร์ กระบวนการยุติธรรมสามารถพิสูจน์ได้ใครถูกใครผิดตามพยานหลักฐาน หากไม่ผิดศาลมีคำสั่งยกฟ้อง แต่หากเป็นผู้กระทำผิดก็จะต้องไปชดใช้สิ่งที่ได้กระทำมาในเรือนจำ.... ดีกว่ามั๊ย!!
*****************

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กลุ่มนักศึกษาเคลื่อนไหวแนวความคิดแบ่งแยกดินแดน ตามเลียแข้ง เลียขานายใหญ่ "วัน นอร์" ร่วมรับบริจาคเงิน ช่วยโจรใต้



               ฮาฟิส ยะโกะ ประธาน PerMAS กลุ่มนักศึกษาเคลื่อนไหวแนวความคิดแบ่งแยกดินแดน
ตามเลียแข้ง เลียขานายใหญ่ "วัน นอร์" ร่วมรับบริจาคเงิน ช่วยโจรใต้ สู้ในชั้นศาล ได้ทั้งใจมุสลิม ได้ทั้งคะแนนเสียง



            กลุ่มอดีตนักการเมืองขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและผู้ต้องหาคดีวางระเบิด ฆ่าคนตายในพื้นที่ 3 จชต. ซึ่งยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักศึกษา PerMAS ,กลุ่มมูลนิธิรับเงินต่างชาติ ,กลุ่มที่เรียกร้องแต่ผลประโยชน์ให้กับโจรใต้ ก็เรียกได้ว่าเป็นการหาเสียงไปในตัว โดยจัดงานเลี้ยงน้ำชาบังหน้า ผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็มาร่วมด้วย เพราะว่าเขาจัดงานเลี้ยง กินฟรี มีเกียรติ

          ผมไม่ได้บอกนะครับว่ากลุ่มนักการเมืองพวกนี้ อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้่ายๆ ในบ้านเราหรือเปล่า แต่ที่หน้าคิดคือ เวลาเกิดเหตุร้าย ไม่เห็นมีกลุ่มไหนมันออกมาประณามการกระทำของโจรใต้ หรือขอรับบริจาค เยียวยาเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่โดนโจรใต้ฆ่าตายแม้แต่คนเดียว

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม