วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คนร้าย ยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา



คนร้าย ยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา

          วันที่ 18 พ.ย. 61 เวลา 07.40 น. สภ.บันนังสตา รับแจ้งเหตุมีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายมะนะตือกี เจ๊ะหม๊ะ อายุ 42 ปี ที่อยู่ 54 ม. 4 ต.ธารโต อ.ธารโต จว.ยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบ


เหตุเกิดบริเวณ ร้านน้ำชา บ.กลาบอ ม.6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ยะลา

ปัญหา "นักเรียนผี" และการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบตามอัตราค่าครองชีพขั้นต่ำตามวุฒิปริญญาตรีของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้



            ยังคงมีประเด็นต่อเนื่องจากปัญหา "นักเรียนผี" และการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบตามอัตราค่าครองชีพขั้นต่ำตามวุฒิปริญญาตรีของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่มองว่าเป็นการ "หักหัวคิวเงินเดือนครู" เพราะโรงเรียนบางแห่งมีการยึดบัตรเอทีเอ็มของครูเอาไว้ และจ่ายเงินเดือนไม่ครบตามอัตราที่ควรจะได้รับ


          ปัญหานี้ "ทีมข่าวอิศรา" เกาะติดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสั่งให้มีการตรวจสอบโดย พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 มีการนำกำลังเข้าตรวจสอบโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง และพบบัตรเอทีเอ็มของครูจำนวนมาก ทำให้ต่อมา นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด หรือ "สช.จังหวัด" ในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เข้าไปตรวจสอบการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบ 15,000 บาท โดยย้ำว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ขัดกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ

         ล่าสุด "ทีมข่าวอิศรา" ยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้ทบทวนบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย กระทั่งมีข่าวลือในพื้นที่ว่า กระทรวงศึกษาฯ เตรียมยุบ สช.จังหวัดและอำเภอ ซึ่งมีเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล เท่านั้น ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไม่มีสำนักงาน สช.จังหวัด มีแต่ศึกษาธิการจังหวัด

         จากนโยบายนี้ กระทรวงศึกษาฯได้มีหนังสือสั่งการให้ตั้งคณะทำงานทบทวนบทบาทอำนาจหน้าที่ของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้สามารถส่งเสริมนักเรียนซึ่งรับการศึกษาในโรงเรียนเอกชนได้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

        ประเด็นที่กระทรวงศึกษาฯสั่งการให้คณะทำงานไปพิจารณา คือ
  • 1.รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ สช.จังหวัด ว่าได้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเอกชนอย่างไร และเรื่องใดบ้าง
  • 2.ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบของการมี สช.จังหวัด และอำเภอในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 
  • 3.ปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณ เงินอุดหนุนรายบุคคล อุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี เงินอุดหนุนด้านกายภาพ และการจ่ายเงินเดือนครูของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • 4.การปฏิบัติงานด้านวิชาการของ สช.จังหวัด มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่โดยตรงเพื่อสนับสนุนงานด้านวิชาการให้แก่โรงเรียนเอกชนในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร และ 
  • 5.สช.จังหวัดและอำเภอในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความมั่นคงและดูแลคุณภาพการจัดการศึกษาเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร

            หนังสือสั่งการของกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาฯ ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากองค์กรตรวจสอบองค์กรหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบบทบาทและอำนาจหน้าที่ของ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เพราะพบปัญหา "นักเรียนผี" และการจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบตามอัตราที่รัฐกำหนด ซึ่งบางกรณีโยงไปถึงปัญหาความมั่นคง และยังมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบอุดหนุนนมโรงเรียน ตลอดจนค่าอาหารกลางวันเด็กด้วย

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อย่า!!!ให้คนร้าย คนชั่ว ลอยนวลไปก่อเหตุซ้ำ


--------------------------------------------------------
อย่า!!!ให้คนร้าย คนชั่ว ลอยนวลไปก่อเหตุซ้ำ
--------------------------------------------------------

              เมื่อ 15 พ.ย.2561 เวลาประมาณ 12.00 น. คนร้าย ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายอิบรอฮิม มูเซะ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 178 ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณบ้านพักเลขที่ 178 บ้านตาเนาะปูเต๊ะ ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตาฯ ในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 2 ปลอก และชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนตะกั่วสีทองแดง 1 หัว 

             จากการสอบสวนชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบชื่อคนร้ายคือ นายอิวรอม สตัม หรือเปาะเต๊ะ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ม.4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งได้หลบหนีไป 

          ทั้งนี้ ในหลักการอิสลาม พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ว่าบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฆ่าผู้ศรัทธาโดยเจตนานั้น คือ การพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล ความโกรธกริ้วและการสาปแช่งของอัลลอฮฺ ตลอดจนการลงโทษที่เจ็บแสบสาหัสซึ่งพระองค์ทรงเตรียมไว้ อัลลอฮฺตรัสไว้ความว่า “และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาก็คือนรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อันนิสาอ์: 93)

การใช้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา จชต.




                กรณีเพจ: สำนักสื่อ Wartani ได้ทำการโพสต์ข้อความ “ควบคุมตัวอาสาสมัครเครือข่ายตัดเย็บองค์กร Perwani (องค์กรผู้หญิงปาตานี)” เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 เวลา 14.00 น. โดยประมาณ เจ้าหน้าที่สามฝ่าย นำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นราธิวาส หน่วยทหารพราน ฉก.ตันหยงมัส และฝ่ายปกครอง ประมาณ 15 คันรถ ไม่ทราบจำนวนกำลังพลที่แน่นอน ได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบ้านเลขที่ 59 ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยได้แสดงตัวขอตรวจค้นภายในบ้าน และเชิญสมาชิกที่มีอยู่ภายในบ้านขณะนั้น ออกนอกบ้านขณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจคนภายในบ้านทั้งหมด


             เพจ: สำนักสื่อ Wartani ยังได้สาธยายต่อไปอีกว่าจากการตรวจค้นไม่พบสิ่งต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์ไว้จำนวน 1 เครื่อง โดยโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของน้องชายเจ้าของบ้านที่เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเจ้าของบ้านคือ นางสาวคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ไปยัง ฉก.ตันหยงมัส เพื่อทำการซักถามข้อมูล จากนั้นได้ส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อขยายผลเพิ่มเติม ในเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเดียวกันโดยเบื้องต้น ณ ตอนนี้ นางสาวคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ยังคงถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ยังไม่ทราบชะตากรรม

            การโพสต์ดังกล่าวของเพจ: สำนักสื่อ Wartani ต้องการทำลายความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัว นางคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ซึ่งเป็นสุภาพสตรีย่อมมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก โหมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชี้นำทางความคิดให้ผู้ที่ติดตามข่าวสารคล้อยตาม

บรรยากาศเวทีเปิดเผยความจริง
           เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้จัดเวที “เปิดเผยความจริง” กรณีการเชิญตัว นางคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ไปยังศูนย์ซักถาม ขกท.สน.จชต. ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้นำศาสนา ญาติของ นางคอลีเยาะ และชาวบ้านในชุมชนเข้าร่วมรับฟังประมาณ 200 คน ณ มัสยิด บ้านบองอ ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อชี้แจงเหตุผลที่เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัว นางคอลีเยาะ เนื่องจากต้องสงสัยว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิง นายอาหามะ ฮะซา เสียชีวิตในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 โดยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 8 และ 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457

            ในการเปิดเวทีเริ่มต้นจาก ผู้การ ฉก.ทพ.45 ได้อธิบายให้ทราบถึงสาเหตุของการควบคุมตัว “เยาะ” ไปทำการซักถามเพราะสาเหตุมาจากโทรศัพท์ที่เยาะเอาของน้องชายที่เสียชีวิตไปแล้วมาใช้ เมื่อมีการตรวจสอบทางเทคนิคพบว่ามีความเชื่อมโยงกับแกน ผกร. จึงต้องมีการเชิญตัวเพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ 

            จากนั้น“เยาะ”ได้เล่าในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างการดำเนินการซักถาม ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดีเช่นนี้  
             
          ในเวทีเยาะได้มีคำถามกับผู้การว่าจะมีการเชิญตัวเยาะเข้าไปซักถามอีกหรือไม่? 

          ผู้การ ฉก.ทพ.45 ได้อธิบายว่าหากไม่มีหลักฐานความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องการร่วมก่อเหตุรุนแรงหรือการร่วมสนับสนุน ผกร. เพื่อก่อกวนหรือทำให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ก็ไม่จำเป็นต้องเชิญ 

             แต่ครั้งนี้ที่เชิญเพราะมีความเชื่อมโยงจากโทรศัพท์ดังกล่าวซึ่งเป็นของน้องชายเยาะซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแกนนำ ผกร. จึงทำให้ต้องเชิญตัวเพื่อซักถามว่าเยาะมีส่วนรู้เห็นกับ ผกร.อย่างไร? เวทีเปิดเผยความจริงที่จัดขึ้นในครั้งนี้ทำให้ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและผู้ร่วมรับฟังได้ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และได้ทราบถึงกระบวนการของ ผกร. ที่หลอกใช้คนที่รู้ไม่เท่าทันต้องคอยสนับสนุน ผกร. อย่างไม่เต็มใจ

         เยาะขอให้คนในชุมชนได้เข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และได้ทราบถึงการเชิญตัวไปซักถาม จนบัดนี้ได้กลับมาบ้านใช้ชีวิตอย่างปกติสุขแล้ว โดยผู้การขอให้ทุกคนในชุมชนได้ช่วยกันมิให้ ผกร.มาหลอกใช้หรือเบียดบังผลประโยชน์ของคนในชุมชนไปใช้สนับสนุนขบวนการ

           หน่วยงานภาครัฐได้โอกาสเปิดช่องทางให้ผู้ที่เคยกระทำความผิดหรืออาจจะหลงผิดรายงานตัวแสดงตนเพื่อเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ทุกคนย่อมเคยผิดพลาดแต่หากสำนึกยอมรับในสิ่งที่เคยทำมา ชุมชนและสังคมพร้อมที่จะให้โอกาสให้อภัยในสิ่งที่ได้กระทำมาในอดีต เพื่อให้ผู้ที่เคยกระทำความผิดเหล่านั้นกลับมาเป็นคนดีของชุมชนของสังคม สามารถกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติดำรงตนอย่างปกติสุขในครอบครัวของตน 

             กรณีบทเรียนนางคอลีเยาะ เจ๊ะหลง ในครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่หลงเข้าไปอาจรู้ไม่เท่าทัน แต่เมื่อยอมรับผิดชุมชนก็พร้อมให้อภัย เพราะฉะนั้นบทบาทสำคัญยิ่งของชุมชนในการมีส่วนร่วมปกป้องจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน ไม่ให้กลุ่ม ผกร. ชักจูงหลอกใช้ตกเป็นเครื่องมือสนับสนุนการกระทำความชั่วด้วยการก่อเหตุเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนด้วยกันเองอีกต่อไป 

        ส่วนการนำเสนอข้อมูลที่ไม่รอบด้านของเพจ: สำนักสื่อ Wartaniขอให้ผู้อ่านได้ใช้ความรอบคอบในการเชื่อถือตามที่เสนอข่าวหรือไม่!!

----------------

ประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจในขบวนการอาเยาะห์


-------------------------------------------------------------------------
ประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจในขบวนการอาเยาะห์
-------------------------------------------------------------------------

โดย P ‘Ibrahim’


             “อาเยาะห์” คืออะไร?
             ....อาเยาะห์ คือการจัดองค์กรของขบวนการที่จัดตั้งขึ้นในหมู่บ้านหรือชุมชน โดยมีตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ซ้อนอำนาจรัฐของไทยในแต่ละหมู่บ้าน มีโครงสร้างการจัดอย่างครบถ้วนทั้งแกนนำ กองกำลังแนวร่วม ที่ลอบปฏิบัติด้วยวิธีการที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถควบคุมมวลชนในหมู่บ้านมิให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ อาเยาะห์จึงเป็นองค์กรที่เป็นคู่และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่เสมอมา

             อาเยาะห์ มีหน้าที่จัดการงบประมาณและทรัพยากรในหมู่บ้านควบคุมสั่งการให้กองกำลังที่อยู่ในการบังคับบัญชาคือ “RKK” หมู่บ้านละประมาณ 6 คน โดยให้การช่วยเหลือสนับสนุนขบวนการโดยสร้างมวลชนจากชาวบ้านและเยาวชนคอยควบคุมข่มขู่ชาวบ้านมิให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ

             เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมเพจ: สำนักสื่อ Wartani ได้ทำการโพสต์ข้อความ 

           “ควบคุมตัวอาสาสมัครเครือข่ายตัดเย็บองค์กร Perwani (องค์กรผู้หญิงปาตานี)” เจ้าหน้าที่สามฝ่ายสนธิกำลังเข้าปิดล้ค้นไม่พบสิ่งต้องสงสัยหรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์ไว้จำนวน 1 เครื่อง โดยโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของน้องชายเจ้าของบ้านที่เสียชีวิตไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเจ้าของบ้านไปยัง ฉก.ตันหยงมัส เพื่อทำการซักถามข้อมูล จากนั้นได้ส่งตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อขยายอมบ้านเลขที่ 59 ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยได้แสดงตัวขอตรวจค้นภายในบ้าน จากการตรวจผลเพิ่มเติมโดยยังไม่ทราบชะตากรรม


           การทำการโพสต์ดังกล่าวของเพจ: สำนักสื่อ Wartani ต้องการทำลายความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวเจ้าของบ้านซึ่งเป็นสุภาพสตรีย่อมมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก ซึ่งสิ่งที่สื่อแนวร่วมทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต้องการวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างในบางครั้งเกินเลยจนขาดข้อเท็จจริง

           จากการติดตามข่าวสารในประเด็นดังกล่าวที่ไปที่มาในการควบคุมตัวผู้หญิงเจ้าของบ้าน (ขอสงวนชื่อจริง) เรียกว่า “เมาะ” ก็แล้วกันเพื่อความเข้าใจ ต้นสายปลายเหตุเป็นมาอย่างไร และเจ้าหน้าที่รังแกหรือบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสตรีด้วยแล้วหากเป็นความจริงเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้

           จนในที่สุดสิ่งที่ผู้เขียนอยากรู้ก็ปรากฏ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ได้จัดเวที “เปิดเผยความจริง” เพื่อนำความจริงมาเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนา ญาติของผู้ต้องสงสัย และชาวบ้านในชุมชนเข้าร่วมรับฟัง ณ มัสยิด บ้านบองอ ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส กรณีการเชิญตัวเมาะมีการนำตัวไปยัง ศูนย์ซักถาม ขกท.สน.จชต. ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานีจริง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561

           ในการเปิดเวทีเริ่มต้นจาก ผู้การ ฉก.ทพ.45 ได้อธิบายให้ทราบถึงสาเหตุของการควบคุมตัวเมาะ ไปทำการซักถามเพราะสาเหตุมาจาก โทรศัพท์ที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ภายในบ้านพักซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นของน้องชายที่เสียชีวิตไปแล้วมาใช้ มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิง นายอาหามะ ฮะซา เสียชีวิตในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2561 จึงอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 8 และ 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เชิญตัวเพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่

               เมาะได้เล่าในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างการดำเนินการซักถาม ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่เช่นนี้ 

          จากข้อมูลเชิงลึก เมาะให้การยอมรับว่าเมื่อประมาณปี 2546 ตนเองได้ทำการสาบานตนเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร. โดยถูกจัดให้อยู่ฝ่ายสตรี (อีบู) มีหน้าที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม ผกร. คอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐแล้วรายงานไปยังแกนนำในพื้นที่ อีกทั้งคอยชักจูงสตรีภายในหมู่บ้านให้เข้ามาร่วมกลุ่ม “อีบู” มีการระดมเงินสนับสนุนกลุ่ม ผกร. ในพื้นที่


             สิ่งที่ประชาชนได้รับจากการออกมาเปิดเผยความจริง ประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจในขบวนการอาเยาะห์ได้ทราบถึงข้อเท็จจริง และได้ทราบถึงกระบวนการของ ผกร. ที่หลอกใช้คนที่รู้ไม่เท่าทันต้องคอยสนับสนุน ผกร. อย่างไม่เต็มใจ 

            กลุ่มขบวนการสร้างมวลชนจากชาวบ้านเยาวชน โดยจะเน้นเลือกคนที่มีนิสัยเงียบๆ ไม่ชอบยุ่งกับใคร เป็นคนรักครอบครัว เคร่งศาสนา เรียนจบชั้น 10 หรือชั้นซานาวีจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือเป็นครูสอนโรงเรียนตาดีกา เมาะคือเป้าหมายคนหนึ่งที่เคยเป็นแนวร่วมทำหน้าที่สอดส่องความเคลื่อนไหวเจ้าหน้าที่รัฐ และระดมเงินทุนสนับสนุน ผกร. ส่วนอาร์เคเคจะคัดกรองจากเยาวชนที่เห็นด้วยกับการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการในแนวทางญิฮาด (การต่อสู้ในแนวทางของพระเจ้า) และคอยควบคุมข่มขู่ชาวบ้านมิให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสงบสุข โดยมีเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย


---------------------------------

ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 3 จชต. เพิ่มอีก 3 เดือน



---------------------------------------------------
ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 3 จชต. เพิ่มอีก 3 เดือน
---------------------------------------------------

              เพราะความไม่สงบ คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเห็นชอบขยายพรก.ฉุกเฉิน3 จ.ใต้ อีก 3 เดือน ปรับลด อ.สุคีริน ออกจากพื้นที่ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

                  วันที่ 16 พ.ย.61 พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4/2561 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ความรุนแรงในพื้นที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่ทุกอำเภอในพื้นที่ 3 จังหวัดใช้แดนภาคใต้ยกเว้นอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2561 และสิ้นสุดในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 54

          นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภายอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เสนอขอปรับลดพื้นที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อนำมาตรการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาบังคับใช้แทน ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก กอ.รมน. ได้ประเมินตามตัวชี้วัดของแผนการและขั้นตอนการปรับลดพื้นที่แล้วพบว่าพื้นที่อำเภอสุคิรินจังหวัดนราธิวาส ผ่านเกณฑ์ตามตัวชี้วัดการประเมิน

พวกหนักแผ่นดินป่วนอีกแล้ว!!

-------------------------------------------
พวกหนักแผ่นดินป่วนอีกแล้ว!!

-------------------------------------------



               เมื่อ 17 พ.ย. 61, 1915 คนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงรบกวน ฐาน ชคต.คอลอตันหยง บ.บาโงสากอ ม.2 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ยิง M-79 เข้าฐาน ชคต.ของร้อย ทพ. 4316 ยังไม่มีรายงานความสูญเสียหรือบาดเจ็บ ยิงจากบนสะพานสาย 418



            จากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นการยิงเอ็ม 79 ใส่ฐาน ชคต.จำนวน 1 นัด แล้วยิงกดด้วยปืนยาวอีกประมาณ 10 นัด จากการสอบถามเวรยาม แจ้งว่าคนร้ายใช้รถกระบะจำนวน 1 คัน รถ จยย.1 คัน เมื่อยิงเสร็จได้หลบหนีไปทางบ้านบ่อโอน บ้านต้นโตนด
ในภาพอาจจะมี สถานที่กลางแจ้ง

มุสลิมทุ่งหวังแจง ‘บังเฝน’แค่ทาแป้ง ไม่ได้สรงน้ำเกจิดังเมืองสงขลา


-----------------------------------------------------------------------------------------
มุสลิมทุ่งหวังแจง ‘บังเฝน’แค่ทาแป้ง ไม่ได้สรงน้ำเกจิดังเมืองสงขลา
-----------------------------------------------------------------------------------------


              เฟซบุ๊ก สุรเชษ บิลสัน ได้โพสต์ข้อความ ศาสนามิได้แบ่งแยกความเป็นพี่น้อง
แม้พี่น้องมุสลิมไม่สามารถเข้าร่วมพิธีสรงน้ำศพพ่อท่านผันได้

          …แต่ด้วยความดีของพ่อท่านผันพี่น้องมุสลิมในแถบตำบลนี้ได้มาแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย เช่นเดียวกับยีเฝน บ้านทรายขาว ก็ไม่สามารถสรงน้ำศพพ่อท่านผันได้ เพราะตนเองเป็นอิสลาม ทำได้เพียงทาแป้งให้กับพ่อท่านผันซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายที่คอยช่วยเหลือน้องๆโดยมิได้แบ่งชนชั้นทางศาสนา….


           ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก “คลิปธรรมะจากทั่วโลก” เป็นผู้นำภาพมาเผยแพร่ พร้อมระบุว่า ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เพราะบารมี คุณงามความดีของท่าน พระเทพญาณโมลี ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันกับพี่น้องมุสลิมตลอดมา

         สำหรับพระเทพญาณโมลี นามเดิม ผัน นามสกุล ทองอร่าม อายุ 86 ปี 65 พรรษา เป็นบุตรของ นายแอ และนางเขียว ทองอร่าม เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2475 ที่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 6 ต.ทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา ก่อนจะบวชในวันที่ 17 เม.ย.2496 ณ วัดทรายขาว ต.ทุ่งหวัง โดยมีพระอธิการอ่อน จนฺทสุวณฺโณ วัดทุ่งหวังใน ต.ทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เป็นพระอุปัชฌาย์

          พระเทพญาณโมลี เกจิอาจารย์ ปลุกเสกหลวงปู่ทวดรุ่นหัวมวย และก่อตั้งพุทธมณฑลประจำ จ.สงขลา ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาภายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงประเทศมาเลเซีย โดยการสร้างวัดและส่งพระภิกษุเข้าจำพรรษาเป็นประจำทุกปี เช่น วัดปิเหล็ง อ.สุคิรินทร์ จ.นราธิวาส วัดเขาแก้ว (บ้านแชะ) อ.เทพา จ.สงขลา วัดป่าแจ้งแก้ว (ทวดเสือ) อ.จะนะ จ.สงขลา วัดเกาะลังกาวี-วนาราม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย

          พระเทพญาณโมลี ได้รับการถวายปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ม.) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาชุมชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รับการถวายปริญญาเอก การศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ

ยิงชาวบ้านเสียชีวิต คาร้านน้ำชา บันนังสตา




-----------------------------------------------------------------
เหตุด่วน!! ยิงชาวบ้านเสียชีวิต คาร้านน้ำชา บันนังสตา
-----------------------------------------------------------------

            เมื่อวันที่ 18 พ.ย.61 เวลา 07.40 น. สภ.บันนังสตา รับแจ้งเหตุมีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนใช้อาวุธปืนยิง นายมะนะตือกี เจ๊ะหม๊ะ อายุ 42 ปี ที่อยู่ 54 ม. 4 ต.ธารโต อ.ธารโต จว.ยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบ

เหตุเกิดบริเวณ ร้านน้ำชา บ.กลาบอ ม.6 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ยะลา
พื้นที่รับผิดชอบ สภ.บันนังสตา จว.ยะลา โทร.073-289-384

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การทุจริตเงินอุดหนุนของรัฐในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


------------------------------------------------------------------------------
โรงเรียนยึดบัตร ATM "หักค่าหัวคิวครูใต้" ทหารเข้าตรวจสอบ ครูหวั่น! ไม่อยากมีปัญหาเพราะกลัวตกงาน
------------------------------------------------------------------------------


            การทุจริตเงินอุดหนุนของรัฐในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีข้อมูลปรากฏอย่างต่อเนื่อง


           จากเดิมที่มีประเด็น "นักเรียนผี" ซึ่งหมายถึงแต่ละโรงเรียนมีรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อนกัน หรือมีชื่อนักเรียน แต่กลับไม่มีตัวผู้เรียนอยู่จริง ส่งผลให้มีการเบิก "งบอุดหนุนรายหัวนักเรียน" เกินจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายทุจริต โดยกระทรวงศึกษาธิการเคยตรวจสอบเรื่องนี้และสามารถเรียกคืนเงินอุดหนุนได้ถึง 134 ล้านบาทในช่วง 3 ปีงบประมาณ คือปีงบประมาณ 2556-2558 ทำให้ปัจจุบันปัญหานี้ลดน้อยลง แต่ล่าสุดมีข่าวว่าการทุจริตเงินอุดหนุนได้พัฒนาไปถึงขั้น "หักหัวคิวเงินเดือนครู" ด้วยการยึดบัตรเอทีเอ็มไว้ที่โรงเรียน

           เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าตรวจสอบโรงเรียนเอกชนเป้าหมายหลายแห่งใน จ.ปัตตานี และสามารถตรวจยึดบัตรเอทีเอ็มที่เปิดคู่กับบัญชีเงินเดือนของครูในโรงเรียนได้จำนวน 23 ใบ โดยเป็นบัตรเอทีเอ็มของครู 23 คน เจ้าหน้าที่พบว่าถูกทางโรงเรียนยึดเอาไว้ แล้วเบิกเงินเดือนจ่ายให้ครูต่ำกว่ายอดจริงที่รัฐอุดหนุน

            พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวกับ "ทีมข่าวอิศรา" ว่า รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้กับครูโรงเรียนเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็น "พื้นที่พิเศษ" โดยอุดหนุนให้ครูมีรายรับไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน บวกกับ "เบี้ยเสียงภัย" อีก 2,500 บาทต่อเดือน แต่เดิมมีการโอนเงินให้กับทางโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนนำไปจ่ายให้ครูอีกทอดหนึ่ง แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในปีก่อนๆ พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนจ่ายเงินเดือนครูไม่ครบ มีการหักเอาไว้ประมาณครึ่งหนึ่ง โดยอ้างว่านำไปใช้ในกิจการอื่นของโรงเรียน หรือนำไปจ้างครูเพิ่ม เพราะครูไม่พอ

            ต่อมาหน่วยงานรัฐจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการโอนเงินตรงเข้าบัญชีเงินเดือนครูแทน แต่ก็พบปัญหาใหม่คือ ทางโรงเรียนบังคับให้ครูนำเงินเดือนประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราวๆ 7,000 บาท มอบให้กับทางโรงเรียน โดยอ้างว่าเป็นการบริจาค เพื่อให้โรงเรียนนำเงินไปใช้อย่างอื่น

           ล่าสุด จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของฝ่ายความมั่นคง พบว่า หลายโรงเรียนมีพัฒนาการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ด้วยการยึดบัตรเอทีเอ็มของครูทุกคนไว้ แล้วทำหน้าที่กดเงินเดือนจ่ายให้ครูแทน โดยจ่ายให้เฉลี่ยคนละ 6,400 บาทเท่านั้น เท่ากับหักไปกว่าครึ่ง หรือ 8,600 บาทเลยทีเดียว ส่วน "เบี้ยเสี่ยงภัย" เดือนละ 2,500 บาท ก็ถูกโรงเรียนหักไว้ราวๆ ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
          เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารจึงยึดบัตรเอทีเอ็มของครูไว้เป็นของกลาง เพื่อตรวจสอบดำเนินคดีกับทางโรงเรียน โดยพบโรงเรียนที่ทำพฤติกรรมแบบนี้เฉพาะในพื้นที่ จ.ปัตตานี 3 โรง อยู่ใน อ.ยะรัง อ.สายบุรี และ อ.ทุ่งยางแดง อำเภอละ 1 โรงเรียน เจ้าหน้าที่กำลังประสานให้ครูที่ถูกยึดบัตรเอทีเอ็มเข้าแจ้งความในฐานะผู้เสียหาย แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร เนื่องจากครูไม่อยากมีปัญหากับทางโรงเรียน และกลัวว่าจะตกงาน เพราะในพื้นที่ชายแดนใต้หางานทำยาก การได้เงินเดือนราวๆ 6,000-7,000 บาท ก็ยังดีกว่าไม่มีรายได้อะไรเลย

         ขณะที่ทางผู้บริหารโรงเรียนพยายามชี้แจงว่า เป็นการหักเงินเดือนครูเอาไว้จ้างครูเพิ่ม เพื่อประสิทธิภาพในการสอนหนังสือและดูแลเด็กให้ทั่วถึง เนื่องจากโรงเรียนหลายแห่งมีครูไม่พอ เพราะมีเด็กนักเรียนจำนวนมาก

          อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงมองว่า เหตุผลที่ชี้แจงนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะหากโรงเรียนมีนักเรียนมาก ก็จะได้เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนมากตามไปด้วย ขณะที่เงินเดือนครูที่ โรงเรียนบางแห่งหักเอาไว้ พบหลักฐานเส้นทางเงินว่านำไปจ่ายให้กับคนใกล้ชิดของผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งบรรจุเข้ามาเป็นครูทั้งๆ ที่ไม่มีวุฒิการศึกษา หรือมีวุฒิฯแต่ไม่ตรงกับวุฒิฯที่สามารถบรรจุเป็นครูได้ นอกจากนั้นยังมีบางราย
  • นำเงินที่หักจากครูไปมอบให้กับผู้ก่อความไม่สงบที่ถูกจับกุมด้วย 
  • บางรายติดคุกอยู่ก็ยังรับเงินโอนจากทางโรงเรียน

          จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ "ทีมข่าวอิศรา" พบว่าการจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนให้กับโรงเรียนเอกชนทุกระดับ (ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย) ทั่วทั้งประเทศนั้น มีทั้งการอุดหนุนค่าจัดการเรียนการสอน ซึ่งรวมถึงสมทบเงินเดือนครูเป็นรายปีด้วย นอกเหนือไปจากการอุดหนุนค่าหนังสือเรียน เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพให้ผู้เรียน ในส่วนนี้เรียกว่า "มาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล" หรือ "เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน" ซึ่งนักเรียนในโรงเรียนเอกชนการกุศลและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามของมัสยิดหรือมูลนิธิ ก็ได้รับเงินอุดหนุนเช่นกัน แยกเป็นระดับก่อนประถมศึกษา 13,884.50 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถมศึกษา 13,584.50 บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 16,432.50 บาทต่อคนต่อปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16,732.50 บาทต่อคนต่อปี

            จะเห็นได้ว่า เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนที่คิดง่ายๆ ว่าจ่ายให้เด็กแต่ละคน เฉลี่ยราวๆ 14,000 บาทถึง 16,000 บาทต่อคนต่อปีนั้น ในส่วนนี้ก็มีค่าสมทบเงินเดือนครูอยู่แล้ว ขณะที่งบอาหารกลางวันและอาหารเสริมนม ก็มีการอุดหนุนแยกต่างหาก

            นอกจากนั้นยังมีการอุดหนุนเงินเพิ่มค่าครองชีพให้กับครูโรงเรียนเอกชน ผู้อำนวยการ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้เงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้เงินเดือนบุคลากรวุฒิฯปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 15,000 บาท

           สำหรับในพื้นที่พิเศษซึ่งเป็น "พื้นที่เสี่ยงภัย" อย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐยังมีโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน สถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ "ตาดีกา" ด้วย โดยอุดหนุนทั้งค่าบริหารจัดการ และค่าตอบแทนผู้สอน ตลอดจนสื่อการเรียนการสอน และโครงสร้างด้านกายภาพของโรงเรียนด้วย เฉพาะในส่วนนี้ใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 400-500 ล้านบาท

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แฉทุจริตจ้าง'ครูผี'ตัวติดคุกแต่เงินเดือนยังไหลเข้าบัญชีตั้งแต่ปี53




 ============================================
เปิดเผยการคอร์รัปชั่น กรณี ครูผี เงินเดือนเข้าบัญชี แต่คนอยู่ในคุก โดยระบุว่า
=============================================

            หลากหลายรูปแบบการทุจริตในวงการการศึกษาไทย ที่ผุดขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งนี้เป็นเรื่องของการจ้างครูผี ของโรงเรียนปอเนาะอูลูมูลอิสลามียะห์ ม. 6 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ที่พบพิรุธว่ามีการนำเอาชื่อบุคคลหนึ่งมาเบิกเงินค่าตอบแทนในฐานะเป็นครู ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นครูเลย เงินเข้าบัญชีทุกเดือนตั้งแต่ปี 2553-2561 เดือนละ 4,000 บาท ต่อมาบุคคลที่ว่านี้ถูกจับคดียาเสพติด ตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2560 ปัจจุบันตัวอยู่ในเรือนจำ แต่เงินยังเข้าบัญชีปกติ บุคคลที่ว่านี้ไม่ใช่ใครอื่นไกล เมื่อสืบข้อเท็จจริงก็พบว่าเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ผอ.โรงเรียน

          โรงเรียนสอนศานาอิสลาม หรือ ปอเนาะ ทั่วประเทศมีกว่า 500 โรง แบ่งเป็นสอนเฉพาะศาสนาอย่างเดียวประมาณ 300 โรง สอนทั้งวิชาสามัญและศาสนาด้วยประมาณ 200 โรง ซึ่งโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญและศาสนาด้วยจะได้รับเงินอุดหนุนจากทางราชการ.

คนร้ายยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ ตร.ยะลา ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา



======================================================
เกิดเหตุคนร้ายยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ ตร.ยะลา ขณะเข้าจับกุมกลุ่มวัยรุ่นเสพยา ที่บ้านปูแล หมู่ 1 ต.บาโระ อ.ยะหา ทำให้ ส.ต.ท.อัฟนัน ยะดาหะ ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
======================================================

           เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 9 พ.ย.2561 ร.ต.อ.สมภพ เพชรมณี ร้อยเวร สภ.ยะหา จ.ยะลา ได้รับแจ้งว่ามีเหตุ ใช้อาวุธปืนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชอำเภอยะหา จังหวัดยะลา หลังรับแจ้งจึงได้ไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลดังกล่าว ทราบว่าผู้ถูกยิงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะหา ทราบชื่อคือ ส.ต.ท.อัฟนัน ยะดาหะ อายู 25 ปี ผบ.หมู่ งานปราบปราม สภ.ยะหา จ.ยะลา

           ก่อนหน้านี้ 21.30 น. ร.ต.อ.จตุรงค์ ล้วนสละ รอง สว.สส.สภ.ยะหา จ.ยะลา พร้อมชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายแหล่งมั่วสุมยาเสพติดของกลุ่มวัยรุ่น บริเวณบ้านปูแล หมู่ 1 ต.บาโระ พบวัยรุ่นจำนวน 3 คนกำลังมั่วสุมเสพยาสูตร 4x100 หรือน้ำต้มใบกระท่อมผสมเครื่องดื่มอยู่บนขนำท้ายหมู่บ้าน จึงได้รวมกำลังบุกเข้าจับกุม ปรากฏว่า เมื่อเห็นตำรวจวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวแตกฮือกระโจนลงจากขนำแยกย้ายวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต



          ขณะเดียวกัน ส.ต.ท.อัฟนัน ยะดาหะ ผบ.หมู่ ป.สภ.ยะหา ได้วิ่งไล่ไปอย่างกระชั้นชิด หนึ่งในจำนวนนั้นเห็นจวนตัวจึงได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นลั่นกระสุนยิงสวนไป 2-3 นัด ปรากฏว่า ส.ต.ท.อัฟนัน ถูกกระสุนพวกคนร้ายที่บริเวณเหนือสะโพกซ้ายจนล้มลงได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกวัยรุ่นคนร้ายหลบหนีไปได้ ส.ต.ท.อัฟนัน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหา ปรากฏว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะหา ได้ระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายต่าง ๆ ที่คาดว่าเป็นแหล่งกบดานซ่อนตัว ของคนร้ายกลุ่มนี้ เพื่อติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ชาวบ้านทนไม่ไหว!! แจ้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ผง่ะ!!เจอวัตถุระเบิดพร้อมใช้งานในพื้นที่ไม้แก่น ปัตตานี



--------------------------------------------------------------------
ชาวบ้านทนไม่ไหว!! แจ้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ผง่ะ!! เจออุปกรณ์ประกอบระเบิดที่โจรซ่อนไว้ในกระสอบบริเวณสะพาน หากชาวบ้านไม่แจ้งไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น... ชาวบ้านที่สัญจรไปมา ลูกหลาน เจ้าหน้าที่ อาจจะถูกลูกหลงจากน้ำมือของกลุ่มขบวนการเหล่านี้ ที่หวังทำลายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่ นี้หรือ...สิ่งที่กลุ่มขบวนการมอบให้กับชาวบ้านในพื้นที่???
-------------------------------------------------------------------


         เมื่อวันที่ 04 เวลา 16.00 น. พ.ย.61 ร้อย.ทพ.นย.ที่ 10 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่ามีวัตถุต้องสงสัยใส่ในกระสอบอยู่บริเวณสะพานรอยต่อ บ.กูวิง ม.3 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี กับ บ.ยืนลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส


          จากนั้นได้ทำการจัดกำลัง 2 ชป.ประกอบชุดอากาศยานไร้คนขับของกองร้อยฯ ร่วมกับ ร้อย.ทพ.นย.ที่ 2 ผู้ใหญ่บ้านกูวิง ม.3 และกำลังประชาชนเข้าปิดกั้นพื้นที่ และตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยและพิสูจน์ทราบโดย ชุด EOD ฉก.นย.ทร. ผลคือ เป็นอุปกรณ์เตรียมประกอบวัตถุระเบิด มีรายการดังนี้

  1. ถังแก๊สปิคนิค (ยังไม่ได้ใส่ดินระเบิด) 1 ใบ
  2. ปู๋ยยูเรีย 2 ถุง
  3. คีมตัดสายไฟ
  4. สายไฟ 1.5 มม. ยาวประมาณ 3 ม.
  5. สายไฟต่อระยะ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 20.ม.
เจ้าหน้าที่ ทำการประสาน สภ.อ.ไม้แก่น ส่งวัตถุไปตรวจพิสูจน์หลักฐานต่อไป.

ปิดล้อมตรวจค้นยาเสพติดพื้นที่ปะนาเระ จับกุมตัว 4 ราย





            เมื่อ 5 พ.ย.61 ร.ต.อ. ต่วนมะ เบ็ญดาวุด ผบ.มว.ฯ/หน.ชปส.ร้อย ตชด.444 พร้อมพวกรวม 10 นาย ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.ปะนาเระฯ , เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง อ.ปะนาเระ ฯและเจ้าหน้าที่ทหารพรานฉก.ทพ.42 ได้ร่วมกันทำการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายผู้จำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ ม.3 และ ม.4 ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ผลการปฏิบัติดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดพ.ร.บ.ยาเสพติดจำนวน 4 ราย 4 คนปรากฏรายละเอียดดังนี้


  • รายที่1 ทำการจับกุมตัว นายฮัมดี ขาเร็ง อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่50/2 ม.๓ ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี พร้อมด้วยของกลาง

  1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มพืชกระท่อม)บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสสีขาวมัดปิดปากถุงด้วยยางเส้นใส่อยู่ในถังพลาสติกวางอยู่ในเพิงพักจำนวน 14 ถุง น้ำหนักประมาณ 8.5 กิโลกรัม/นำต้มพืชกระท่อมบรรจุอยู่ในหม้ออลูมิเนียมขนาดเบอร์ 32 วางอยู่บนเตาน้ำหนักประมาณ 5.5 กิโลกรัม รวมน้ำหนักน้ำต้มพืชกระท่อม14 กิโลกรัม
  2. หม้ออลูมิเนียมขนาดเบอร์ ๓๒ใช้ต้มน้ำต้มพืชกระท่อมจำนวน 1ใบ
  3. ที่กรองแบบผ้าใช้กรองน้ำต้มพืชกระท่อมก่อนแบ่งบรรจุใสถุงจำนวน 1 อัน
  4. เตาทำด้วยก้อนอิฐเอามาเรียงกันไม่สามารถยกมาได้
         โดยกล่าวหาว่า ผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มพืชกระท่อม)โดยผิดกฎหมาย/มียาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ (น้ำต้มพืชกระท่อม)น้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัมไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย/เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมแฟตามีนหรือยาบ้า)โดยผิดกฎหมาย และเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานีที่ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ในเคหสถาน หรือรับของโจร

  • รายที่ 2 ทำการควบคุมตัวนาย อานัส มะเซ่ง อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31 ม.4 ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ผลการตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ดำเนินการควบคุมตัวส่งศูนย์คัดกรองอำเภอปะนาเระฯเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด
  • รายที่ 3 ทำการควบคุมตัว นายซาการียา สือรี อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/1 ม.4 ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ผลการตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ดำเนินการควบคุมตัวส่งศูนย์คัดกรองอำเภอปะนาเระเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด
  • รายที่ 4 ทำการควบคุมตัว นายอิบรอเฮง เจ๊ะเล๊าะ อายุ 47เภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ดำเนินการควบคุมตัวส่งศูนย์คัดกรองอำเภอปะนาเระเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด

คนร้ายก่อเหตุอย่างโชกโชน !!!เหตุยิงอส.ทพ.ดับกลางตลาดนัดยะหริ่ง




--------------------------------------------------------------------
ผลตรวจปลอกกระสุนปืนเหตุคนร้ายตามประกบยิงจนท.ทหารพราน เสียชีวิตในบริเวณตลาดนัดบ้านตันหยงดาลอ จ.ปัตตานี 1 นาย และบาดเจ็บอีก 1 นาย พบคนร้ายเคยก่อเหตุมาแล้วอย่างโชกโชน
--------------------------------------------------------------------


           จากกรณีเมื่อวันที่ 2 พ.ย.61 คนร้าย จำนวน 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน เป็นพาหนะลอบยิงเจ้าหน้าที่ อส.ทพ.42 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บอีก 1 นาย ในพื้นที่บริเวณตลาดนัดบ้านตันหยงดาลอ หมู่ที่ 1 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งคนร้ายใช้อาวุธปืนสั้น 9 มม. ยิง จนท.อาสาสมัครทหารพรานดังกล่าว ก่อนคนร้ายหลบหนีและได้ขโมยอาวุธปืนเอ็ม 16 ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายไปด้วยรวม 2 กระบอก หนีขึ้นรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายอีกชุกรออยู่หลบหนีไป


           ล่าสุดเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) ได้ทำการตรวจสอบปลอกระสุนปืนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุสำคัญๆประกอบด้วย ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม.LUGER จำนวน 1 ปลอก (24 คดี) ลูกกระสุนปืนออโตเมติก(ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาด .38(9 มม.) จำนวน 1 อัน (4 คดี) และรองลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์(ทองแดง) ขนาด .38 จำนวน 1 อัน (21 คดี) ฯลฯ

          โดยปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม.LUGER ที่คนร้ายก่อเหตุยิง อส.ทพ.มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในพื้นที่จำนวน 24 คดีสำคัญ

  •  เมื่อ 9 ก.พ.57 คนร้ายยิงและเผานางเบญจพร เกื้อตุ้ง เสียชีวิต ขณะไปซื้อสินค้าในตลาดสด ในพื้นที่ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 22 ด.ค.59 คนร้ายยิงนายซัน ธันวา เสียชีวิต ขณะขับรถจยย.กลับจากหาของป่าในพื้นที่บ้านตาเกะ ต.สะดาวา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 30 ส.ค.61 คนร้ายยิงนายอายิบ มูดอ เสียชีวิต และลูกกระสุนปืนไปถูก น.ส.อามีเน๊าะ สามะ เสียชีวิต ตลาดนัดกรือเซะ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 4 ต.ค. 61 คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนางสาวอารมณ์ จอมเพ็ชร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุและนายกรินท์ ชวิศสกุล เสียชีวิต ขณะกำลังนั่งรับประทานอาหารในพื้นที่ ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี และรองลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์(ทองแดง) ขนาด.38 จำนวน 1 อัน (21 คดี) ประกอบด้วย
  • เมื่อ 24 มิ.ย.50 คนร้ายยิงแล้วเผานายอำพันธ์ อนุบุตร เสียชีวิต ในพื้นที่ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 5 ส.ค.56 คนร้ายยิงนายยะโก๊ป หร่ายมณี เป็นต๊ะอีหม่ามประจำมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 4 ม.ค.57 คนร้ายยิง ด.ต.มะรอเซะ มูหนะ เสียชีวิต และนายอิสมาแอ มะแซ จนท.อส.เมืองปัตตานี บาดเจ็บ ในร้านน้ำชา ต.บานา จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 13 ก.ค.58 คนร้ายยิงนายสกล ชฏารัตน์ ครูโรงเรียนชุมชนบ้านตะลุโบะ เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.บาราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี
  • เมื่อ 26 มิ.ย.59 คนร้ายยิงนายอับดุลเลาะ โด เสียชีวิต เป็นโต๊ะอีหม่ามประจำมัสยิด ในพื้นที่บ้านตาแกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

            ซึ่งจากผลการพิสูจน์หลักฐานของ ศพฐ.10 บ่งชี้ได้ว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ จะเห็นได้ว่าเป็นฝีมือกลุ่มขบวนการที่เคยก่อเหตุมาแล้วอย่างโชกโชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ อ.ยะหริ่ง อ.ยะรัง และ อ.เมือง จ.ปัตตานี ส่วนพฤติกรรมของกลุ่มนี้มุ่งทำการก่อเหตุชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการครู ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา โดยทำการเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอกลุ่มคนไทยพุทธ-มุสลิมในพื้นที่ เพื่อสร้างความหวาดกลัว ความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นระหว่างคนสองศาสนา ตลอดจนสร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ ถือเป็นกลยุทธ์ที่กลุ่มขบวนการนำใช้มาโดยตลอดเพื่อสร้างความขัดแย้งทำลายสังคมพหุวัฒนธรรมการอยู่ร่วมอย่างสันติสุข 

          หากประชาชนท่านใดพบเห็นบุคคลต้องสงสัยกรุณาแจ้งเบาะแสต่อเจ้าต่อหน้าที่ใกล้บ้านตลอด 24 ชั่วโมง

สอบอาหารกลางวันและอุปกรณ์การเรียนโรงเรียนเอกชน กว่า 3000 โรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้



สอบอาหารกลางวันและอุปกรณ์การเรียนโรงเรียนเอกชน กว่า 3000 โรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมประชุม กำลังพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อม สั่งการ ให้เจ้าหน้าที่ทหาร ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจสอบค่าหัว ค่าอุปกรณ์การเรียนรวมถึงค่าอาหารกลางวัน ที่รัฐอุดหนุนให้กับ โรงเรียน กว่า 3000 โรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


เมื่อวันที่ 6 พ.ย.61 พล.ต.จตุพร กล่าวว่า “วันนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารแต่ละหน่วย ไปตรวจสอบ โรงเรียนที่มีการจ่าย อุปกรณ์การเรียนค่าอาหารกลางวัน ให้กับเด็กนักเรียน ไม่เป็นไปตาม ที่รัฐอุดหนุนให้กับโรงเรียน” ในส่วนของเรื่องคดีตอนนี้พนักงานสอบสวนได้สรุปแล้วก็ส่งเรื่องไปให้กระทรวงศึกษาแล้ว ในฐานะที่เป็นเจ้าของงบประมาณกระทรวงการศึกษาจะต้องไปเป็นผู้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน เบื้องต้นเจ้าพนักงาน ได้ ดำเนินการ แจ้งความ ต่อครู โรงเรียนบากง จำนวน 5 คน ในฐานผิดจ้างครูมาสอน ครูผิดในความผิดเรื่อง ครูไม่มีวุฒิการศึกษาที่ทางคุรุสภารับรองและเอามาสอน ปกติรัฐจะจ่ายเงินให้กับทางโรงเรียนแล้วให้โรงเรียนจ่ายให้ครู แต่ทำให้เกิดปัญหาหักเงินครู หักค่าเสี่ยงภัยครู เรื่องนี้มีการร้องเรียนจากครูในพื้นที่จำนวนมาก

อยากให้ทุกส่วนได้มีการตรวจสอบ รวมถึงค่าอุปกรณ์ การเรียนค่าอาหารกลางวัน นม ของเด็กนักเรียนด้วย จึงคิดว่าเรื่องนี้จะต้องขยายตรวจสอบ ทั้งหมดทั้ง 3 จังหวัด เพราะเรื่องนี้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ปัญหาสามจังหวัดถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้องแก้ปัญหาการศึกษาต้องเมื่อมีการประกาศในราชกิจนุเบกษา ออกมาเป็นกฎหมายหน่วยราชการใดที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ในความผิดที่ไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำลังผลักดัน ให้เกิดการรับรู้ถึงสังคมทั่วไปและการแก้ปัญหาการศึกษาในสามจังหวัด เป็นกฎหมายและประกาศในราชกิจนุเบกษาแล้วทุกคนต้องทำตามกฎหมาย ที่จริงโรงเรียนเขามีกำไรจากการบริหารอยู่แล้วยกตัวอย่างว่ามีนักเรียนมากเขาก็จะมีส่วนต่างเยอะ ส่วนต่างการบริหารก็จะมีมากแต่โรงเรียนไม่ยอมขาดทุนกำไร

แม่ทัพภาค 4 พบผู้บริหารและนักศึกษา มอ.ปัตตานี



แม่ทัพภาค 4 พบผู้บริหารและนักศึกษา มอ.ปัตตานี - ย้ำคนรุ่นใหม่คือฟันเฟืองสำคัญเสริมสร้างสันติสุข สาน “สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด”

พบปะเสริมสร้างความเข้าใจในพื้นที่แก่นักศึกษาในสถานศึกษา ภายใต้ชื่อ “วันฟ้าโปร่งที่รูสะมิแล” เพื่อให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญ เพราะคนรุ่นใหม่จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ถิ่นฐานบ้านเกิดให้มีความสงบร่มเย็นในภาคหน้า ตลอดจนช่วยกันเป็นหูเป็นตา

รองผู้การยะลา น้ำท่วมปอดดับกะทันหัน ขณะไปราชการที่ อ.หาดใหญ่





         พ.ต.อ.สุวัตต์ วงค์ไพบูลย์ รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา เสียชีวิตกะทันหันเนื่องจากน้ำท่วมปอด ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ ขณะเดินทางไปราชการที่หาดใหญ่ เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา...


        เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 10 พ.ย.2561 ศูนย์วิทยุสื่อสาร ภ.จ.ยะลา รายงานผู้บังคับบัญชาโดยแจ้งเหตุการเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนของ พ.ต.อ.สุวัตต์ วงค์ไพบูลย์ รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา ด้วยอาการน้ำท่วมปอด โดยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่

         โดยได้รับแจ้งเมื่อเวลา 04.00 น. ตอนย่ำรุ่งที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อตอนเย็นวันที่ 10 พ.ย. พ.ต.อ.สุวัตต์ วงค์ไพบูลย์ ได้เดินทางไปราชการที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพักที่บ้านพักในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จนเวลาสี่ทุ่มที่ผ่านมา พ.ต.อ.สุวัตต์ มีอาการปวดแน่นบริเวณหน้าอก หายใจขัด ทางครอบครัวจึงได้รีบนำตัวส่ง โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่า สาเหตุอาการเกิดจากน้ำท่วมปอด จึงได้รับเข้ารักษาตัวจนเวลา 04.00 น. วันเดียวกัน ศูนย์วิทยุสื่อสารได้รับแจ้งจากทางครอบครัว พ.ต.อ.สุวัตต์ ว่า ท่านได้เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ

         พ.ต.อ.สุวัตต์ วงค์ไพบูลย์ อายุ 57 ปี เป็นหัวหน้างานปราบปรามยาเสพติด ของตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ผลงานด้านปราบปรามยาเสพติดล่าสุด นำกำลังบุกเข้าจับกุมพ่อค้ายาเสพติดที่ อ.เบตง จ.ยะลา ได้ตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้ากว่า 50,000 เม็ด เป็นผู้ที่มีน้ำใจอัธยาศัยดีเป็นกันเอง เป็นที่รักใคร่ของผู้ใต้บังคับบัญชาและทุกภาคส่วน

        ข่าวการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.สุวัตต์ สร้างความเสียใจกับผู้ที่รู้จักมักคุ้น เพราะไม่คาดคิดว่าจะเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน..!!

EOD เข้าเครียร์วัตถุต้องสงสัย ผงะ! พบใบกระท่อม 20 นัด



              เมื่่อ 10 พ.ย.61 เวลา 1000 น. ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 8 ได้รับแจ้งจาก (ลข.) ประสานงาน พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณ เสาไฟฟ้า ถนนหลักทางหลวงหมายเลข 42 หน้าสำนักงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโกลกฯ ต.โฆษิต อ.ตากใบฯ 

             ต่อมา ชปข.8ฯ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยมี จนท.EOD เข้าทำการพิสูจน์ทราบจากการตรวจสอบ ทราบว่า วัตถุต้องสงสัยดังกล่าวเป็นพืชกระท่อม ประมาณ 20 มัด และเงินสด จำนวน 60 บาท บรรจุในกล่องกระดาษ ทิ้งไว้บริเวณเสาไฟฟ้า คาดว่ากลุ่มผู้ค้าพืชกระท่อมได้นำมาซุกซ่อนเพื่อเป็นจุดนัดรับส่งของ หรือนำมาทิ้งเนื่องจากกลัว จนท.ทำการตั้งจุดตรวจ/สกัด

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อาจารย์ในมหาลัยถูกนักศึกษากลุ่มนี้ข่มขู่ หากต่อต้านเราจะตอบโต้ (แนวร่วมในคราบชุดนักศึกษา)



            เครือข่ายแนวร่วมโจรใต้มีอยู่มากมายในพื้นที่ 3 จชต. รวมไปถึงนักศึกษาบางกลุ่ม ในพื้นที่ จ.ยะลา จ.ปัตตานี จ.นราธิวาส รวมไปถึง ใน อ.หาดใหญ่ ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้จะแฝงตัวอยู่ในรั้วมหาลัย คอยปลุกระดมนักศึกษาคนอื่นๆ ให้เข้าร่วมกลุ่ม จนกลายเป็นแก๊งหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่ในรั้วมหาลัย ซึ่งแม้แต่อาจารย์ ก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าระหว่างทางที่กลับบ้านอาจมีระเบิดฝังไว้รอแล้ว ก็เลยต้องจำยอมปิดหูปิดตา ทำหน้าที่อาจารย์ต่อไป 

          แต่ถึงอย่างไรอาจารย์ก็ไม่อาจให้ความร่วมมือกับ จนท.รัฐได้แม้แต่น้อย เพราะเรื่องความปลอดภัยของตัวเองสำคัญกว่า นักศึกษากลุ่ม PerMAS ถูกปลุกระดมมาตั้งแต่เรียนตาดีกา เรียนปอเนาะ ในพื้นที่ ซึ่งพอเข้ามหาลัยก็เลยมาแผ่ขยายแนวความคิดแบ่งแยกดินแดนให้ลุกลามในหมู่วัยรุ่น ส่วนใหญ่จะจัดงานเสวนา งานกิจกรรมพบปะ สังสรรค์ เข้าค่ายภาคฤดูร้อน ลับหู ลับตา จนท. ก็ปลุกระดม สอนให้เกลียดชัง จนท.รัฐ ปลูกฝังให้รู้ว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นประเทศหนึ่งในแผนที่โลก ปลูกฝังให้รู้ว่า จนท.รัฐ ละเมิดสิทธิของนักศึกษาในการทำกิจกรรามต่างๆ เวลามี จนท. ขอเข้าทำกิจกรรมด้วย ก็ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเกรงว่า จุดประสงค์หลักที่จัดกิจกรรม จะไม่สามารถทำได้ จึงต้องคอยระวังไม่ให้ จนท.เข้าไปในงานเด็ดขาด


           พอเข้าใจไหมครับทุกท่าน พวกมันมักจะตบตา จนท.ทุกครั้ง ที่มีการตรวจสอบ พอเข้าไปตรวจก็บอกว่าไม่มีอะไร

           ตอนนี้มันพยายามสร้างเรื่องว่ามีสงครามในประเทศ ยกสัญญา กฎหมายอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่กฎหมายไทย มาอ้าง มาใช้ในพื้นที่ มันจะใช้ได้ยังไงก็ที่นี่ประเทศไทย ต้องใช้กฎหมายไทยเท่านั้น ตอนนี้พวกมันมีเครือข่ายนักศึกษาที่อินโดนีเซีย แอบจัดกิจกรรมประท้วงว่ารัฐไทยกดขี่ข่มเหงคนมุสลิมปาตานี คือมันจะสร้างภาพให้ UN เห็น และจะขอแบ่งแยกดินแดน 

         นี่คือเรื่องสำคัญที่คนไทยหลายคนไม่เคยรู้ รู้ก็แต่เพียงว่า สถานการณ์สงบ งบไม่มา มันเป็นคำที่พวกมันแต่งขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจจากเรื่องแบ่งแยกดินแดน ส่วนพวกหมาลอบกัดก็กัดต่อไป ยิงบ้าง ระเบิดบ้าง กดดันรัฐให้เจรจาต่อรองให้ยกแผ่นดินให้ ทฤษฎี "แยกกันเดิน รวมกันตี" ต่างคนต่างเดินไปคนละทิศทาง แต่ตีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน

หยุด!! บิดเบือน หยุด!!สร้างความเกลียดชัง...หยุด!!ซ้ำเติมความบอบช้ำทางจิตใจต่อเด็กและครอบครัวผู้เสียหาย



           ตามที่ได้ปรากฏข้อความในเฟซบุ๊ก ได้มีการเผยแพร่ข่าวสาร อาสาสมัครทหารพราน สังกัด กองร้อยทหารพรานที่ 4306 ได้กระทำอนาจารนักเรียนชั้น ป.6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 5 ต.ปุโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ภายหลังได้มีการแชร์ข้อความดังกล่าว จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางนั้น ผอ.รมน.ภาค 4 ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวและได้สั่งการให้ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังเกิดเหตุครูประจำชั้นได้นำนักเรียนคนดังกล่าว ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.หนองจิก โดยระบุว่า สงสัยถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่ได้มีการตรวจร่างกายแต่อย่างใด


           จากพฤติกรรมที่ปรากฏของ อาสาสมัครทหารพรานคนดังกล่าวแม้จะอ้างว่าไม่ได้มีการล่วงละเมิดทางเพศแต่ถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดกับนโยบายของ ผอ.รมน.ภาค 4 และกฎเหล็กของเจ้าหน้าที่รัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุดด้วยการปลดอาสาสมัครทหารพรานคนดังกล่าวออกจากราชการตั้งแต่ วันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา

           จากกรณีนี้ ปรากฏความเคลื่อนไหวของสื่อและองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กร ขยายผลและบิดเบือนข่าว ว่า เจ้าหน้าที่ทหารพรานข่มขืนเด็กอายุ 12 ปี เพื่อลดความน่าเชื่อถือ สร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจของเด็กและครอบครัวซึ่งบอบซ้ำจากเหตุการณ์และต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียง ได้รับความอับอาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นแค่การอนาจาร ไม่ได้มีการข่มขืนแต่ประการใด ที่สำคัญ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุดของข้าราชการ ด้วยการปลดอาสาสมัครทหารพรานคนดังกล่าวออกจากราชการทันที และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

           จึงขอให้สื่อและภาคประชาสังคม ได้ใช้วิจารณญาณในการนำเสนอข่าว ในกรณีดังกล่าว ว่าผลจากการมุ่งโจมตีอีกฝ่าย โดย มิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อยุวชนและครอบครัวนั้น แสดงถึงการขาดจรรยาบรรณของสื่อที่ดี และฝากไปยังพี่น้องประชาชนในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเสพข้อมูลข่าวสารจะต้องใช้วิจารณญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสื่อสังคมออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดียที่มีความรวดเร็วในการนำเสนอข้อมูล แต่ข้อมูลอาจจะไม่ครอบคลุมรอบด้าน หรือไม่ครบถ้วน หรือมีการบิดเบือน ฉะนั้น ควรตรวจสอบข้อมูลก่อน โดยเฉพาะการแชร์ต่อข้อมูล “ต้องคิด ก่อนแชร์” 

           มิเช่นนั้นเราจะตกเป็นเครื่องมือและเป็นแนวร่วมมุมกลับ ทำลายสังคมการอยู่ร่วมกับแบบพหุวัฒนธรรม ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน มีความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีการเลือกปฏิบัติ จะต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกระบวนการยุติธรรมไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ หากกระทำความผิดจะมีมาตรการลงโทษสถานหนักทั้งทางวินัยและอาญา ช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐหากพบว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขอให้แจ้งผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารทราบ หรือโทร สายด่วน 1341 หรือแจ้งผ่าน ตู้ ปณ.41 ปณจ.ยะลา 95000

-------------------------

โจรใต้ ลอบยิง อส. เสียชีวิตอีก 1 ราย



           วันที่ 04 พ.ย 61 เวลาประมาณ 1040 น. คนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงเจ้าหน้าที่ อส.เสียชีวิต 1 นาย ทราบชื่อ อส.วินัย หะยี อส.ชคต ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เหตุเกิดบริเวณพื้นที่ ม.5 บ้านกอลอกาเอ ม.5 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา







ดูให้ครบทุกภาพ แล้วจะรู้ว่า ฉีดวัคซีน แล้วทำให้โงจริงหรือ








เลิกอ้าง แผ่นดินมาลายู เลิกอ้างปกครองตนเอง เพราะที่แท้ เอ็งคือผู้อพยบ



            คนมลายูอพยพข้ามฟากจากเกาะสุมาตรา เมื่อ 800 ปี ที่ผ่านมา 

            คำว่า “มลายู” แปลว่า ผู้ข้ามฝาก 

             ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช ว่า “ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ชาวมลายูมีบ้านเมืองอยู่ที่เกาสุมาตรา เช่น ที่เมือง แจมบี (Jambi) และเมืองมานังกาเบา โดยอาณาจักรมลายูยังไม่ขึ้นมาตั้งรกราก อยู่ปลายแหลมมลายู (3 จชต.) จนอีกร้อยกว่าปีต่อมา” หมายความว่า คนมลายูดั้งเดิมอาจจะเป็นชาวน้ำหรือชาวเลที่เคยอยู่เมืองจัมบิเหรือแจมบี แล้วอพยบข้ามฟากมายังแหลมทองของไทย


         บริเวณมหาสมุทรอินเดีย มีการค้าขายทางทะเลกว่าพันปีมาแล้ว มีเมืองท่าและป้อมค่าย เช่น มะริด ตะโกลา และอาณาจักรอะแจ หรืออาเจะห์ ซึ่งอยู่ตอนเหนือของสุมาตรา และมีเส้นทางเดินบกข้ามคาบสมุทรระหว่างรัฐเคดะห์ฝั่งมหาสมุทรอินเดียกับปัตตานี และสงขลาทางอ่าวไทย 

          ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น พ่อค้าชาวเปอร์เซียจากอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ในเกาะสุมาตรา และปลายแหลมมลายู (3 จชต.) ทำให้ประชาชนบางส่วนเริ่มนับถือศาสนาอิสลาม ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2012 คือประมาณห้าร้อยปีมานี่เอง 

         อิบรอฮิม ซุกรี นักประวัติศาสตร์มลายูคนสำคัญ ว่า “ถึงแม้ว่าดินแดนแห่งนี้มีนามว่า ดินแดนมลายู แต่ก็มิได้หมายความว่าชาวมลายูเป็นชานชาติแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ เพราะชาวมลายูเป็นชาติหลังที่สุดที่เข้ามาอาศัย หลังจากชนชาติอื่นได้เข้ามาอยู่แล้วก่อนแล้ว 

          ก่อนหน้านี้มีชาวฮินดูทางมาจากอินเดียวและมีชาวสยามซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่เดิมก่อนแล้ว จนกระทั่งช่วงสุดท้ายชาวมลายูได้อพยบเข้ามาอาศัยอยู่ จนเกิดการรวมเชื้อชาติมีลูกหลานจนถึงปัจจุบันนี้”

--------------

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เจาะลึกแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์ นายอับดุลการิม คาลิบ โฆษก BRN





โดย "Ibrahim"

           จากกรณีการอ่านแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์ของ นายอับดุลการิม คาลิบ (Abdul Karim Kuhalib) หรือ นายรอมลี แบเลาะ รอมือลี/มือลี อดีตครูสอนวิชาสามัญ โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ซึ่งอ้างตนเป็นโฆษกBRN ผ่านสำนักข่าว BBC ไทย


           นายอับดุลการิม คาลิบ มีแนวความคิดหัวรุนแรงและสุดโต่ง ในอดีตเคยเข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 นายอับดุลการิม เป็นหนึ่งในคณะผู้แทน BRN ในการพูดคุยสันติภาพซึ่งใช้ฐานะผู้แทนสภาเยาวชน BRN ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2556 ได้ร่วมกับ นายฮาซัน ตอยิบ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ BRN ในขณะนั้นได้ออกแถลงการณ์ยื่นเงื่อนไขข้อเรียกร้อง 5 ข้อต่อรัฐบาลไทย ผ่านทางคลิปวีดีโอเผยแพร่ทางYoutube ถัดมาในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันได้ร่วมกับ นายฮาซัน ตอยิบ แถลงผ่านทางคลิปวีดีโอ เผยแพร่ทางเว็บไซต์ Youtube เช่นกัน กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยอยู่เบื้องหลังเหตุลอบยิงชาวบ้านเสียชีวิต 6 ศพ ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี รวมทั้งเหตุการณ์อื่นๆ


          การอ่านแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์ของ นายอับดุลการิม คาลิบ โฆษกBRN ผ่านสำนักสื่อ BBC ไทย เนื้อหาในแถลงการณ์มีการสื่อถึง 3 ภาษาด้วยกัน เป็นความตั้งใจต้องการที่จะสื่อต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแนวร่วม อีกทั้งต้องการสื่ออะไรบางอย่างที่ลึกไปกว่านั้นอย่างมีนัยยะสำคัญ


           หากจับประเด็นใจความสำคัญการให้สัมภาษณ์ต่อสำนักสื่อ BBC ไทยของ นายอับดุลการิม มีการแสดงออกถึงท่าทีที่ไม่ได้คาดหวังกับมาเลเซียอีกต่อไป และมองรัฐบาลไทยสมรู้ร่วมคิดกับมาเลเซีย รวมทั้ง BRN ไม่ไว้วางใจ มาราปาตานี องค์กรร่มของฝ่ายขบวนการปลดแอกเอกราชปาตานี เนื้อหาการอ่านแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์ที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อนั้น ตั้งใจเจตนาในการแถลงการณ์ โดยข้อมูลเนื้อหาน่าจะมีการกลั่นกรองจากองค์กรนำแล้ว ซึ่งสอดคล้องและสอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่จัดตั้งโดย BRN และกลุ่มที่เป็นแนวร่วมในการต่อสู้เพื่อไปสู่การกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย




           การออกแถลงการณ์ของโฆษก BRN มีความพยายามขับเคลื่อนให้เป็นไปตามหลักสากล ต้องการสื่อในเรื่องการขัดกันด้วยอาวุธซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ มีความพยายามผลักดันไปสู่นานาชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดขององค์กร จะเห็นได้ว่าท่าทีของ BRN ที่ยึดฐานที่มั่นในประเทศมาเลเซียคอยบัญชาการในการก่อเหตุในจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ในห้วงขณะที่มาเลเซียประสบปัญหาเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ BRN อาศัยช่วงเวลานี้ในการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดช่องให้ประเทศอื่น หรือองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทนที่มาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขกับรัฐบาลไทย


         หากวิเคราะห์เจาะลึกต่อท่าทีของ BRN จากการเปลี่ยนปัจจัยเกื้อหนุนในการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ ดร.มหาธีร์ นายกมาเลย์ ได้แต่งตั้ง ตัน สรี อับดุล ราฮิม บิน โมห์ด นูร์ (Tan Sri Abdul Rahim bin Mohd. Noor) อดีตผู้บัญชาการตำรวจ และผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่แทน ดาโต๊ะ สรี อะหมัด ซัมซามิน ฮาซิม ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียอ้างว่าหมดวาระการทำหน้าที่ ในขณะที่รัฐบาลไทยได้แต่งตั้ง พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทยแทน พล.อ.อักษรา เกิดผล


         จากการเปลี่ยนองคาพยพที่มีผลต่อทิศทางการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ดังกล่าวเบื้องลึกเบื้องหลัง BRN อาจจะถูกกดดันจาก ดร.มหาธีร์ นายกมาเลย์ และตำรวจสันติบาล เพื่อขับเคลื่อนการพูดคุยเดินหน้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแทนการใช้กำลัง ทิศทางบวกจะเห็นได้จากการที่ ดร.มหาธีร์ นายกรัฐมนตรีมาเลย์ได้เดินทางมาเยือนรัฐบาลไทยเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีของไทยอย่างเป็นทางการ และอาจมาจากปัญหาเดิมที่ BRN เป็นคนละพวกกับกลุ่ม มาราปาตานี ตั้งแต่ต้น จะเห็นเค้าลางของการแย่งชิงองค์กรนำในการพูดคุยกับรัฐบาลไทย


          การอ่านแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์ของ นายอับดุลการิม คาลิบ โฆษกBRN หากสังเกตให้ดีจะสอดรับกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษา เยาวชนในพื้นที่ในการแสดงออกถึงจุดยืนและความต้องการของกลุ่มนั่นคือMerdeka ด้วยการก่อกวนทำการพ่นสีบนท้องถนน ป้ายและสถานที่สำคัญๆ


         การพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ของรัฐบาลไทยกับกลุ่มคิดต่างจากรัฐ ต้องยอมรับว่ามีหลากหลายกลุ่ม ซึ่งกลุ่ม มาราปาตานี กลุ่ม Pulo หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่มีนโยบายทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ใช้แนวทางการเมืองในการเรียกร้อง แต่ยังคงมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ Merdeka ซึ่งแตกต่างกับแนวทางการต่อสู้ของ BRN ที่มุ่งใช้ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลไทยจึงต้องให้ความสำคัญเดินหน้าพูดคุยกับทุกกลุ่ม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ


            ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา BRN ยังคงมุ่งก่อเหตุทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ สร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงความมีตัวตน ทำการโฆษณาชวนเชื่อว่า BRN ยังคงมีศักยภาพในการก่อเหตุ แต่ BRN กลับปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นการกระทำของ ผกร. มุ่งบิดเบือนเพื่อโยนผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมทั้งคอยจ้องจับผิดหาข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ใช้องค์กรภาคประชาสังคมแนวร่วมทำการโฆษณาชวนเชื่อไปยังประชาชนในพื้นที่และองค์กรระหว่างประเทศ ส่วนการพูดคุยกับรัฐบาลไทย BRN ต้องการที่จะตัดขาดจาก มาราปาตานี โดยพยายามจะแยกโต๊ะเจรจาและพูดคุยกับรัฐบาลไทยโดยตรง ซึ่ง BRN ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนแต่กลับใช้เงื่อนไขเรียกร้องเอกราช ใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือในการต่อรองให้กลุ่มตนเอง ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าวของ BRN มาเลเซียในฐานะให้ที่พักพิงควรพิจารณาและรับผิดชอบก่อนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้รอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน

----------------------------

ชาวพุทธร้องรับผิดชอบเหตุยิงในตลาดยะหริ่ง



           นางบุษยมาส อิศดุลย์ ประธานกลุ่มเยาวชนนอกระบบบ้านบุญเต็มและรับผิดชอบดูแลสิทธิเยาวชนในคดีความเบื้องต้น กล่าวว่า....เหตุคนร้ายยิง เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย.ทพ.4203 ประจำหน่วยเฉพาะกิจ 42 บริเวณในตลาดนัดบ้านตันหยงดาลอ หมู่ที่ 2 ต. มะนังหยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ อส.ทพ.วราพันธ์ ขุนทอง อายุ 22 ปี เสียชีวิต ทันทีในทีเกิดเหตุและ อส.ทพ.อาทร ทั่วจบ อายุ 23 ปี ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส เสียชีวิตระหว่างนำส่ง โรงพยาบาลยะหริ่ง จ.ปัตตานี


         “เรื่องนี้คิดว่าผู้เกี่ยวข้อง ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบ ว่าใครคือผู้กระทำและด้วยเหตุผลใดในมุมของพวกก่อเหตุ”
     ในขณะที่ทางภาคประชาสังคมกลุ่มผู้หญิงออกมาเรียกร้องถึงพื้นที่ปลอดภัย ตลาด โรงเรียน ถนน แต่ผู้ก่อเหตุเลือกลงมือในตลาด แสดงให้เห็นถึงการไม่รับฟัง และความประมาทของเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่

      “เหตุการครั้งนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการลงมือก่อเหตุอย่างอุกอาจ และสร้างให้พี่น้องประชาชนได้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่มีอาวุธครบมือ ยังไม่รอดแล้วชาวบ้านจะเหลืออะไร”

         มาตรการป้องกันและการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทุกด้าน ควรทบทวนและ มาตรการการไล่ล่าจับกุมผู้ก่อเหตุ จะต้องชัดเจน และถูกตัวจริงๆ

พาสัตว์นรกคืนบ้านห่อทหารคืนแม่



พาสัตว์นรกคืนบ้านห่อทหารคืนแม่

          4 คนร้าย ยิงทหารพราน เสียชีวิต 1 สาหัส 1 พร้อมขโมยอาวุธปืน M16 ประจำกาย 2 กระบอกหลบหนีไป เหตุกลางตลาดนัด อ.ยะหริ่ง #ปัตตานี เป็นเหตุให้ อส.ทพ.วราพันธ์ ขุนทอง อายุ 22 ปี ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 390/33 ม.1 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เสียชีวิต ในที่เกิดเหต บรริเวณ ตลาดนัดบ้านตันหยง พื้นที่ ม.2 ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ



อุกอาจ! กลุ่มคนร้ายประกบยิงอาสาสมัครทหารพรานกลางตลาดนัด ดับ 1 สาหัส 1





       กลุ่มคนร้ายทำทีเดินปะปนชาวบ้าน ก่อนประกบยิงอาสาสมัครทหารพราน 2 นาย กลางตลาดนัดใน จ.ปัตตานี เสียชีวิต 1 สาหัส 1 ซ้ำขโมยปืนเอ็ม 16 คาดเตรียมก่อเหตุความไม่สงบ


          เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 2 พ.ย. 2561 ร.ต.ท.เจตรินทร์ เจตนุรักษ์ รอง สว.สส.สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันบริเวณตลาดนัดบ้านตันหยง ริมถนนสายปัตตานี-นราธิวาส ม.2 ต.มะนังหยง จึงนำกำลังไปที่เกิดเหตุ พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ภายในตลาดนัด มีกองเลือดจำนวนมากบนพื้น ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นอาสาสมัครทหารพราน 2 นาย เจ้าหน้าที่และพลเมืองดีช่วยกันนำส่ง รพ.ยะหริ่ง ทราบชื่อ 


         อส.ทพ.วราพันธ์ ขุนทอง อายุ 22 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .45 มม. เข้าที่ศีรษะ 1 นัดเสียชีวิตในเวลาต่อมา




          ส่วน อส.ทพ.อาทร ทั่วจบ อายุ 23 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเดียวกันเข้าแก้มขวาทะลุแก้มซ้าย อาการสาหัส ซึ่งในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนจำนวน 2 ปลอก ▪▪▪

        จากการสอบสวนทราบว่า ทั้ง 2 นายอยู่สังกัดร้อย ทพ.4203 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ก่อนเกิดเหตุขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาซื้อของในตลาดเป็นจำนวนมาก ปรากฏว่ามีคนร้าย 4 คน เดินปะปนกับชาวบ้าน จากนั้นเข้ามาประกบแล้วชักอาวุธปืนจ่อยิงทั้งคู่ต่อหน้าชาวบ้านจนล้มลงกับพื้น ก่อนหลบหนีคนร้ายได้ขโมยอาวุธปืนเอ็ม 16 ของทั้ง 2 นายไปด้วย




         หลังเกิดเหตุ พ.อ.สมคิด คงแข็ง ผบ.กรม ทพ.42 สั่งกำลังร่วมเข้าปิดล้อมตรวจค้นที่เกิดเหตุทันที พร้อมตรวจสอบประชาชนทุกคนที่อยู่บริเวณตลาดเนื่องจากเกรงว่าจะมีแนวร่วมเข้ามาปะปน เบื้องต้นเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่มาตลอด เมื่อสบโอกาสจึงก่อเหตุทันทีและขโมยอาวุธปืนไปด้วย อีกทั้งสันนิษฐานว่าอาวุธปืนที่คนร้ายขโมยน่าจะเตรียมการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ


https://www.thairath.co.th/content/1410301

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม