วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

สงครามข่าวสาร แย่งชิงมวลชนชายแดนใต้


           ในยุคปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์เราไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ความทันสมัยได้ย่อโลกให้เล็กลงสามารถทำการติดต่อสื่อสารกันได้ภายในแค่กระพริบตา เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นทุกมุมโลกสามารถส่งผ่านและแชร์ต่อกันในทุกช่องทางสื่อเหล่านี้แค่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเกิดเหตุ

          ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด เพราะนับเป็นช่องทางสื่อที่สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

           ยิ่งเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสังคมข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญ คนในสังคมจึงมีปฏิสัมพันธ์ที่รวดเร็ว กว้างขวาง และลงลึกในโลกสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นฝ่ายที่คิดต่างจากรัฐจึงใช้ช่องทางนี้แสวงหาแนวร่วม ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึก แรงจูงใจ การปลุกระดมผ่านช่องทางนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการ “สร้างความรู้สึกร่วม” โดยที่มีสื่อ Social Media เป็นตัวเร่งสำคัญเพื่อเปิดฉากแนวรบ
“สงครามข่าวสาร” บนโลกสังคมออนไลน์ นำมาใช้เพื่อชิงความได้เปรียบในสงคราม เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลความดีและความสำเร็จของฝ่ายตนเอง แต่กลับตอกย้ำความเลวร้ายหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องของฝ่ายตรงข้าม “เพราะท้ายที่สุดแล้วเมื่อฝ่ายใดสามารถปฏิบัติการจนสามารถครอบครองพื้นที่ความรู้สึกได้มากกว่า ย่อมชนะบนแนวรบนี้”

          ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กับการนำเสนอข่าวสารในเชิงบวก โดยความร่วมมือของสื่อในการนำเสนอสิ่งดีๆ ที่มีอยู่มากมายในดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้ เพื่อทำการสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ รวมทั้งต่างประเทศได้เกิดการรับรู้ว่าพื้นที่ จชต. ไม่ได้มีเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากการกระทำของ ผกร. เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างพหุสังคมของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันถึงแม้จะมีความต่างด้านเชื้อชาติและศาสนาก็ตามที มีศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่น สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอีกมากมาย การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

            ที่ผ่านมาสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นสื่อหลัก หรือสื่อทางเลือก ไม่ค่อยจะมีการนำเสนอเรื่องราวในเชิงบวกที่มีอยู่ในพื้นที่กันสักเท่าไหร่ ดั่งคำที่มีการกล่าวถึงสื่อในลักษณะที่ว่า“ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีจ่ายตังค์”ในส่วนของการออกมาแฉเปิดเผยความชั่วร้ายของกลุ่มขบวนการที่มีการก่อเหตุกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็เช่นเดียวกัน อย่าไปคาดหวังให้ยาก จากสื่อมวลชนที่ผ่านๆ มา

           ต้องยอมรับความจริงกันว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคของการต่อสู้ทางความคิด หลายฝ่ายได้หันมาใช้เครื่องมือในการสร้างการรับรู้หลากหลายรูปแบบขึ้นจากยุคสมัยก่อนๆ มีการแย่งชิงไหวชิงพริบชิงความได้เปรียบเพื่อดึงมวลชนให้หันมาสนับสนุนเป็นแนวร่วมของฝ่ายตนเอง

          กลุ่มผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเดินเกมงานการเมืองได้เปิดหน้าชกกับภาครัฐอย่างเปิดเผย ด้วยการจัดเวทีเสวนาปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง (The Principle of Rights to Self-Determination) โดยแสวงหาแนวร่วมจากเครือข่ายภาคประชาสังคม NGOs ที่เคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำการขยายผลให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ มีการบิดเบือนความจริงว่าเหตุที่ยังคงเกิดขึ้นรายวันนั้น มาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

            ในส่วนเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่สนับสนุนปีกการเมืองของกลุ่มขบวนการ ได้ทำการเคลื่อนไหวคู่ขนานกับการจัดเวทีเสวนาในการปลุกระดมในพื้นที่ ด้วยกันปลุกระดม กล่าวหาโจมตีนโยบายในการแก้ปัญหาไฟใต้ของรัฐบาลไทย มุ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงโยนผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ทำการก่อเหตุ คอยหาโอกาสนำข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มาตีแผ่ ทำการขยายผลสร้างการรับรู้ต่อมวลสมาชิกแนวร่วม เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้ทำการเคลื่อนไหวเป็นสมาชิกภาคีภายใต้ “เพจโจรใต้ฟาตอนี”

        “เพจโจรใต้ฟาตอนี” ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะยั่วยุ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องไทยพุทธ – มุสลิม เกิดความหวาดระแวงต่อกัน เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ขอให้ท่านผู้อ่านและประชาชนตั้งข้อสังเกตดูกันให้ดีครับ และได้ใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลข่าวสาร ฟังความรอบด้านก่อนที่จะเชื่อข้อมูลที่ได้มีการเผยแพร่กันจากปากต่อปาก ในสื่อสังคมออนไลน์ และการส่งต่อข้อมูลกันในโปรแกรม Line

         การทำ “สงครามข่าวสาร” เป็นการหว่านพืชหวังผลของกลุ่มขบวนการ โดยการปลุกกระแสมวลชนให้ลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อยึดครองอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. แต่มีมานานแล้วในพื้นที่แห่งนี้!!!...แต่หน่วยงานรัฐเพิ่งมาตื่นตัวหลังจากกลุ่มขบวนการได้หยั่งรากฝังลึกในหมู่บ้าน

          ยุคนี้เป็นยุคของการแย่งชิงสงครามข่าวสาร ทั้งฝ่ายรัฐ และกลุ่มขบวนการ ต่างฝ่ายต่างปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการปิดหูปิดตาประชาชนในยุคปัจจุบันไม่สามารถกระทำได้ รวมไปถึงการปกปิดข้อมูลซ่อนเร้นไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป เพราะความรวดเร็วทันสมัยของเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่สามารถปิดกั้นข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ได้ แต่ขอบอกว่า...สงครามข่าวสารไม่ใช่วิธีการแย่งชิงมวลชนที่แท้จริง แต่การต่อสู้ด้วยความดี ความจริง (ใจ) ความถูกต้อง การเคารพกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างหาก ที่จะครองใจประชาชนอย่างยั่งยืน!!! ลองเปรียบเทียบกันดูครับว่าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กับกลุ่มขบวนการฝ่ายไหนที่มีความจริงใจและอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเป็นที่พึ่งได้ไม่ว่าในยามทุกข์ยามสุข

.....คนเหล่านั้นพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ....

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

'โบโกฮาราม'เผยแพร่คลิปเสียง ประกาศสวามิภักดิ์กลุ่ม'ไอเอส'


http://static.naewna.com/uploads/news/headline/148100.jpg

สะท้อนการเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันของกลุ่มก่อการร้ายทางศาสนาทั่วโลก

           สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มหัวรุนแรงโบโกฮาราม ในไนจีเรีย ประกาศให้การสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส โดยมีการบันทึกเสียงคำประกาศ แล้วนำมาเผยแพร่ในเครือข่ายทวิตเตอร์ โดยเจ้าของบัญชีที่เชื่อว่าเป็น นายอาบูบาคาร์ ชีเกา ผู้นำกลุ่มโบโกฮาราม แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเสียงของนายชีเกาจริงหรือไม่

          ทั้งนี้ หากเป็นความจริงก็นับเป็นกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มล่าสุด ที่ประกาศเป็นเครือข่ายกับกลุ่มไอเอส ซึ่งกำลังขยายกำลังพลและเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีกลุ่มหัวรุนแรงหลายกลุ่มประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอเอส

          นอกจากนี้ ในเสียงบันทึก ผู้นำกลุ่มโบโกฮาราม ยังเรียกร้องให้ชาวมุสลิมสวามิภักดิ์ต่อผู้นำกลุ่มไอเอส ซึ่งมีชื่อเรียกว่า คาลิบ อิบราฮิม หรือนายอาบู บัคร์ อัล-แบกห์ดาดี

           เดิมกลุ่มโบโกฮาราม มีการเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของไนจีเรีย ตั้งแต่ปี 52 และมีการขยายปฏิบัติการไปในประเทศเพื่อนบ้านในเวลาต่อมา โดยเชื่อว่ากลุ่มยังเคยมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์

มาเลเซียแบน ลัทธิวะฮาบี ประธานสภาฟัตวาชี้ไม่เหมาะกับมาเลเซีย


           มันขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐในการที่จะจำกัดขอบเขตของขบวนการนี้ประธานสภาฟัตวากล่าว หลังจากมีประกาศห้ามโดยรัฐเนกรีเซมบีลัน

            กัวลาลัมเปอร์ : สภาฟัตวาแห่งชาติระบุว่า แนวคิดแบบวะฮาบี “ไม่เหมาะสม” ในมาเลเซีย หนึ่งสัปดาห์หลังจากผู้มีอำนาจหน้าที่ด้านศาสนาในเนกรีเซมบีลัน ห้ามไม่ให้ถือปฏิบัติตามนิกายของอิสลามสายเคร่งครัดที่มาจากซาอุดิอารเบีย

           ดร.อับดุล ชุโกรฺ ฮูซิน ประธานสภาฟัตวาแห่งชาติกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติตามแนวทางวะฮาบีชอบประกาศว่ามุสลิมจากแนวทางอื่น ๆ เป็นผู้ปฏิเสธศาสนา เพียงเพราะพวกเขาไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนในแนวทางวะฮาบี

          ศาสนาอิสลามในมาเลเซีย ปฏิบัติตามนิกายซุนนีจากสำนักคิดชาฟิอี และเป็นแนวทางเดียวของศาสนาอิสลามที่ได้รับการประกาศว่าถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ชีอะฮ์ ซึ่งเป็นนิกายใหญ่อันดับสองของอิสลามที่มีผู้ปฏิบัติตามจำนวนมากในอิหร่านและอิรัก ก็ถูกประกาศว่าเป็นแนวทางนอกรีต
          สัปดาห์ที่แล้ว มุฟตีในเนกรีเซมบีลันได้ประกาศว่าขบวนการนี้ (ลัทธิวะฮาบี) เป็นที่ต้องห้าม(ฮะราม) เนื่องจากขัดกับหลักคำสอนของซุนนี ลัทธิวะฮาบี ซึ่งเป็นแนวทางอิสลามที่สำคัญในซาอุดิอารเบีย ถูกกล่าวโทษว่า....ทำให้เกิดกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงขึ้นหลายกลุ่มทั่วโลก

        ดร.อับดุล ชุโกรฺ กล่าวว่า วะฮาบี “ถือว่าการกระทำที่ท่านศาสดามุฮัมมัดไม่เคยปฏิบัติเป็นสิ่งบิดอะห์ ออกนอกศาสนาอิสลาม ไม่ถูกต้องตามซุนนะห์”

         เขากล่าวว่า มันขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐในการที่จะจำกัดขอบเขตหลักคำสอนของแนวทางวะฮาบี โดยผ่านการประกาศ หรือฟัตวา

           คำตัดสินของรัฐเนกรีเซมบีลัน ถูกวิจารณ์จาก ดร.ฮัมดัน มุฮัมมัด ประธานถาวรฝ่ายอุลามาของ PAS ซึ่งกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐขาดการไตร่ตรองในการออกคำประกาศนี้

           “เราเป็นนักเทศนาธรรม ไม่ใช่ผู้พิพากษา ที่จะได้บอกว่าสิ่งนี้เป็นที่อนุญาต สิ่งนั้นไม่เป็นที่อนุญาต เราต้องมีความระมัดระวังในการตัดสิน เพราะมันเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์” เขากล่าว

         ผู้ปฏิบัติตามแนวทางวะฮาบี หรือเรียกอีกอย่างว่า ซาลาฟี ได้เผยแพร่หลักคำสอนของแนวทางนี้ไปทั่วโลกตั้งแต่ยุค 1970s โดยซาอุดิอารเบียให้การสนับสนุนเงินทุนในการเผยแพร่ผ่านทางหนังสือ ทุนการศึกษา และการสร้างสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม

source http://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2015/03/01/wahhabism-out-of-place-in-malaysia-says-fatwa-council-chief/

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

ชี้ตัว 2 หนุ่มมาเลย์ เป็นนักรบอยู่ในคลิปไอซิสฆ่าตัดคอ



ทางการมาเลเซียระบุตัวชาวมาเลเซีย 2 คนที่อยู่ในคลิปวิดีโอการฆ่าตัดคอของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม ซึ่งคาดว่าถ่ายทำขึ้นในประเทศซีเรีย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ดาโต๊ะ อายุบ ข่าน รองหัวหน้ากรมตำรวจแผนกหน่วยพิเศษต่อต้านการก่อการร้ายของมาเลเซีย เผยว่า พบชายชาวมาเลเซีย 2 คนชื่อว่า มอห์ด ฟาริส อันวา อายุ 20 ปี และ มูฮาหมัด วอนน์ดี มูฮัมหมัด เจดี อายุ 26 ปี มีส่วนร่วมในคลิปวิดีโอของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามที่แสดงการฆ่าตัดคอชาวซีเรียคนหนึ่ง ซึ่งเผยแพร่บนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 ก.พ.

นายอายุบ ข่าน ระบุด้วยว่า นายวอนน์ดีเดินทางไปยังประเทศซีเรียพร้อมกับ นางมาห์มูดาห์ อาหมัด ภรรยา เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ขณะที่นายฟาริสเดินทางไปซีเรียตั้งแต่เมื่อเดือน ก.ย. ปีก่อนแล้ว โดยในคลิปวิดีโอดังกล่าวซึ่งมีความยาวเพียง 30 วินาที นายฟาริสคือผู้ที่ชี้นิ้วใส่กล้อง ขณะที่เชื่อว่านายวอนน์ดี เป็นผู้ที่บันทึกวิดีโอนี้ โดยอ้างอิงจากเสียงที่ได้ยินในคลิป

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า นายฟาริสและนายวอนน์ดี เป็นสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธ 'มาจมูอาห์ อัล อาร์คอบิลิตี' ซึ่งมีสมาชิกเป็นทั้งชาวมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ มาเลเซียยกระดับการป้องกันไม่ให้พลเมืองเดินทางไปเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีชาวมาเลเซียอย่างน้อย 39 คนอยู่ในอิรักหรือในซีเรียแล้ว ขณะที่จับกุมพลเมืองที่ต้องสงสัยว่าสมคบคิดกับกลุ่มไอซิสไปแล้ว 40 คน

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ชาวจังหวัดน่าน ยื่นคำขาดห้ามสร้างมัสยิด




            น่าน - ชาวพุทธเมืองน่านมาตามนัด รวมตัววัดพระธาตุแช่แห้งนับพัน ก่อนเดินขบวนถือป้ายต่อต้านการก่อสร้างมัสยิด ยื่นคำขาดผู้ว่าฯ สั่งหยุดก่อสร้าง หวั่นกระทบพุทธศาสนาเอกลักษณ์เมืองน่าน ขู่ไม่ฟังมีประท้วงหนักขึ้นอีกแน่ สะพัดคนมีสีเอี่ยว แถมมีกลุ่มการเมืองจ้องปั่นกระแสต้านทหารต่อ

          สายวันนี้ (1 มี.ค.) นายไกรศักดิ์ กันทะ นายประดิษฐ์ เพชรแสนอนันต์ และพระมหาณรงค์ศักดิ์ หรือพระมหาอ็อต วัดพญาวัด ต.ดู่ใต้ อ.เมือง จ.น่าน พร้อมชาวบ้านจาก อ.ภูเพียง และ อ.เมือง ประมาณ 1,000 คน รวมตัวกันที่วัดพระธาตุแช่แห้ง ก่อนเดินถือป้ายเขียนข้อความต่อต้านการสร้างมัสยิดของชาวมุสลิมใน ต.น้ำแก่น อ.ภูเพียง ไปตามถนน ข้ามสะพานแม่น้ำน่าน เข้าสู่ข่วงกลางเมืองหน้าวัดภูมินทร์ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกมารับทราบปัญหา และรับหนังสือข้อเรียกร้องให้หยุดการอนุญาตสร้างมัสยิดดังกล่าว

          โดยระบุว่า จุดที่จะมีการก่อสร้างมัสยิด อยู่ห่างจากวัดพระธาตุแช่แห้งเพียง 2 กม. และอยู่ใกล้ชุมชนชาวพุทธ อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ถ้ามีการเปิดใช้มัสยิด จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ระงับการก่อสร้างสถานเดียว

         กลุ่มผู้คัดค้านย้ำด้วยว่า การคัดค้านก่อสร้างมัสยิดไม่ได้เกิดจากการกีดกันทางศาสนา แต่การก่อสร้างมัสยิดครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่เปิดเผย ไม่มีการประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความกังวลในหลายประเด็น

          หลังจากการเรียกร้องผ่านไป 30 นาที นายชัยรัตน์ ธาราสันติสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายคณาธิป แสนแย้ง นายอำเภอภูเพียง ได้เดินทางข่วงกลางเมือง เพื่อรับหนังสือร้องเรียนจากชาว อ.ภูเพียง และผู้ที่ต่อต้านการสร้างมัสยิด โดยมีพระมหาณรงค์ศักดิ์ เป็นตัวแทนชาวบ้านยื่นหนังสือให้ระงับการสร้างโดยเด็ดขาด

          นายไกรศักดิ์ กันทะ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ 4 ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน กล่าวว่า ชาวน่านไม่ได้ขัดแย้งต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่การออกมาประท้วงครั้งนี้เป็นเรื่องของศรัทธาชาวพุทธที่ไม่พอใจทางราชการอนุญาตให้สร้างมัสยิดในบริเวณที่มีชาวพุทธอยู่ และห่างจากวัดพระธาตุแช่แห้ง เพียง 2 กม.เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วควรมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะสร้าง เพราะมัสยิดดังกล่าวจะสร้างผลกระทบให้แก่ชุมชนชาวพุทธอย่างแน่นอน

“ถ้าจังหวัดยังดึงดันทำต่อไป ชาวน่านจะรวมตัวกันมากขึ้น เพื่อต่อต้านกันอีกรอบ”
          นายชัยรัตน์ กล่าวว่า จะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดทันที ซึ่งจะต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

         ขณะที่ นายคณาธิป กล่าวว่า การขออนุญาตสร้างมัสยิดไม่ใช่อำนาจของทางจังหวัด แต่อยู่ที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ส่วนการประท้วงของชาวน่านครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นเหตุผลหนึ่งในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มก็คงไม่มีการอนุญาตใดๆ เนื่องจากชุมชนเดิมไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม จะนำข้อเรียกร้องเสนอไปยังกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยเร็ว ถ้าได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วเช่นกัน

                ข่าวแจ้งว่า หลังยื่นหนังสือแล้วมวลชนทั้งหมดได้แยกย้ายกันกลับในเวลา 12.00 น.  ทั้งนี้ มีรายงานว่าการชุมนุมเป็นเจตนาบริสุทธิ์ของประชาชน ซึ่งมีการต่อต้านการก่อสร้างมัสยิดมาอย่างต่อเนื่อง แต่กระแสข่าวที่บานปลายออกไปเกิดจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฉวยโอกาสสร้างกระแส จนเสี่ยงที่จะกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง 2 ศาสนา ทั้งนี้ ยังมีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการทำให้เกิดการสร้างมัสยิด และมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามใช้การชุมนุมดังกล่าวปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลทหารด้วย

           ส่วนชุมชนมุสลิมใน จ.น่าน เป็นประชาชนที่เข้ามาทำงานแล้วรวมตัวกันราว 60 คน เพราะต้องการแก้ปัญหาการประกอบศาสนากิจที่จำเป็นต้องมีมัสยิดไว้ ซึ่งปัจจุบันต้องเดินทางไปที่มัสยิดใน อ.เด่นชัย จ.แพร่ ไกลจากที่พักไปกว่า 130 กม.









วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

ศาลอียิปต์ชี้กลุ่ม “ฮามาส” ในฉนวนกาซาเป็น “องค์กรก่อการร้าย”


ฮามาส (ปาเลสไตน์)

          ศาลอียิปต์ประกาศในวันเสาร์ (28 ก.พ.) ให้กลุ่มฮามาสแห่งพื้นที่ฉนวนกาซาในปาเลสไตน์มีสถานะเป็น “องค์กรก่อการร้าย” ถือเป็นความพยายามในการโดดเดี่ยวกลุ่มฮามาสเพิ่มเติม ของรัฐบาลใหม่แดนไอยคุปต์ ซึ่งสวนทางกับรัฐบาลของพวกอิสลามิสต์ที่ถูกโค่นอำนาจและเคยหนุนหลังฮามาสสุดตัว

          ผู้พิพากษาโมฮาเหม็ด เอล-ซัยเอ็ด แห่งศาลพิเศษว่าด้วยนิติประเด็นเร่งด่วนของอียิปต์แถลงว่า กลุ่มฮามาสมีพฤติกรรมในการก่อความรุนแรงโดยไม่เลือกหน้าทั้งต่อพลเรือนและกองกำลังความมั่นคงของอียิปต์ โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรซีนายซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายบ่อนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงของอียิปต์ไม่ต่างจากกลุ่มก่อการร้าย นับตั้งแต่ที่รัฐบาลอิสลามิสต์ในอียิปต์ภายใต้การนำของโมฮาเหม็ด มอร์ซีถูกโค่นอำนาจในปี 2013

         ในคำแถลงยังระบุว่าอียิปต์พบหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่ากลุ่มฮามาสใช้ “อาวุธหนัก”ในการก่อความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และพลเรือนของอียิปต์ อีกทั้งยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มภราดรภาพมุสลิมซึ่งถือเป็น “องค์กรนอกกฏหมาย” ตามรัฐธรรมนูญอียิปต์

         ด้านมูชีร์ อัล-มาสรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาออกโรงประณามท่าทีล่าสุดของศาลอียิปต์ พร้อมเรียกร้องให้ทางการแดนไอยคุปต์ไม่ปฏิบัติตามและทบทวนคำตัดสินนี้ โดยระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลังและถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแทรกแซงปาเลสไตน์ของอียิปต์

          ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลอียิปต์เพิ่งประกาศแบน “กองพลน้อยอิซเซดีน อัล-กัสซัม” ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของพวกฮามาส และขึ้นบัญชีดำให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายมาแล้วเช่นกัน
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม