วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แผ่นการ บรรไร กับแนวคิดแบ่งแยกชาติ โดยBRN



ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเล่าให้ฟังว่า :

        ".. เหตุการณ์ตากใบที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ไม่ใช่การชุมนุมประท้วงอะไรทั้งสิ้น มันเกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฏอน ก่อนวันเกิดเหตุ ชาวบ้านถูกคนบางกลุ่มมาเชิญชวนให้ไปละศิลอดพร้อมกัน โดยมีรถมารับไปในวันเกิดเหตุ แต่สุดท้าย การไปครั้งนั้นไม่ใช่การไปละศิลอด พูดง่ายๆพวกเขาถูกหลอกให้ไปชุมนุม พวกเขาถูกกักบริเวรไม่ให้ออกมาจากที่ตรงนั้น ทุกคนมีความหวังว่าหลังละศิลอด จะได้กลับไปบ้านเพื่อละหมาดตะรอเวียะ เเละเพื่อได้เจอพ่อแม่ครอบครัวของตัวเอง โดยไม่มีใครคาดคิดเลยว่า การก้าวเท้าออกจากบ้านในวันนั้น คือการก้าวเท้าออกจากบ้านครั้งสุดท้าย โดยไม่มีวันได้กลับไปอีกเลย ด้วยความเหนื่อยและหิวในช่วงเดือนรอมฏอนเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะออกไปข้างนอกเพื่อชุมนุม .."

เคลดิต “ปัตตานี นครรัฐแห่งสันติภาพ”

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โจรใต้ใช้‘ปอเนาะ’หลบซ่อนตัว ยิงเจ้าหน้าที่ปูทางหลบหนีถูกวิสามัญดับ


‘อิมรอน’



สถาบันปอเนาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีข่าวคราวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้สถาบันปอเนาะบางแห่งมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการ เมื่อมีการตรวจค้นเจอผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการหลบซ่อนตัวอยู่ มีการจับกุมอาวุธปืน, อุปกรณ์ประกอบระเบิด และเอกสารตำราที่ใช้ในการปลุกระดมเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาไปหลายโรง


และล่าสุดโจรใต้ฟาตอนีได้ใช้สถาบันปอเนาะในการหลบซ่อนพักพิง หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยังเป็นข้อสงสัยทำไมบาบอเจ้าของสถานศึกษาไม่รู้ไม่เห็น แต่กลับอ้างน้ำขุ่นๆ ได้ระดมชาวบ้านมาช่วยก่อสร้างอาคารโรงอาหารเพื่อให้ทันเปิดเทอม และไม่ทราบมาก่อนว่ามีผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติได้แฝงตัวเข้ามาพักอาศัย


เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 เวลา 02.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนใต้ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกว่า 50 นาย เข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย อาคารโรงอาหารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ภายในโรงเรียนดารุลบารอกะฮ์ (มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ) ซึ่งเป็นศูนย์เด็กกำพร้าบ้านสุไหงปาแน หมู่ 1 บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี หลังสืบทราบว่ามีผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่เข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่


จากการเข้าปิดล้อมเจ้าหน้าที่พบกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนอาศัยอยู่ภายในอาคาร จึงร้องบอกให้ออกมาด้านนอกเพื่อทำการตรวจสอบ แต่ปรากฏว่ามีชาย 3 คน ได้พยายามหลบหนีด้วยการปีนออกมานอกรั้วบริเวณเล้าไก่ด้านข้างโรงเรียน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ 3 นัด เพื่อเปิดทาง เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้จนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น สิ้นเสียงปืนพบมีคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าไปด้านในบริเวณโรงอาหารของโรงเรียนเพื่อนำศพคนร้ายออกมาได้




ส่วนภายในอาคารโรงอาหาร เจ้าหน้าที่พบว่ายังมีผู้ต้องสงสัยหลบซ่อนตัวอยู่ จึงได้เชิญผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนามาเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ยินยอมมอบตัว แต่ผู้ต้องสงสัยยังไม่ยอมออกมาเจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมพื้นที่ทุกด้านไว้ พร้อมทั้งนำเครื่องขยายเสียงพูดจาเกลี้ยกล่อมให้ยอมมอบตัว เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแต่ก็ยังไร้ผล


สำหรับการเข้าปิดล้อมตรวจค้นในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลจากการซักถาม นายมูฮำหมัด เจะหะ ซึ่งถูกควบคุมตัวเมื่อ 29 เมษายน 2558 ที่ผ่านมาว่ามีกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบจากนอกพื้นที่ได้แอบเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ภายโรงเรียนดังกล่าว จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ


ต่อมาเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ บริเวณกำแพงรั้วด้านหลังโรงเรียน จุดที่คนร้ายถูกยิงเสียชีวิตแล้วนำศพคนร้ายออกมาตรวจสอบ ทราบชื่อคือ นายมาฮามะซู เจะหะ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/4 หมู่ 6 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ มีหมาย ป.วิอาญา เจ้าหน้าที่จึงส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลปัตตานี และให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนา




ส่วนผู้ต้องสงสัยที่จับกุมตัวได้ จำนวน 2 คน คือ นายแวสาเฮาะ ดอเลาะ อายุ 30 ปี และ นายสุริยา ตาฮา อายุ 29 ปี บุคคลทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ หมู่ 5 บ้านน้ำใส ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดอาวุธปืนพกขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 1 กระบอก, ซองกระสุน 1 ซอง พร้อมกระสุน และสิ่งของจำนวนหนึ่ง ของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ส่งมอบให้กับสถานีตำรวจภูธรปัตตานี เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ต้องสงสัยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปดำเนินกรรมวิธีซักถามทำการขยายผลต่อไป




จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายมาฮามะซู เจะหะ มีประวัติเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายคดีและมีหมายจับศาล จ.ปัตตานี เลขที่ จ 238/2557 ลง 23 ก.ค.2557 ของ สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ในข้อหาวางเพลิง หมายจับเลขที่ จ 294/2557ลง 27 ส.ค.2557 สภ.เมืองปัตตานี ในข้อหาก่อการร้ายอั้งยี่ ซ่องโจร และวางเพลิง หมายจับเลขที่ จ 91/2558 ลง 1 เม.ย.58 สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในข้อหาก่อการร้าย


จากแหล่งข่าวในพื้นที่ซึ่งได้ไปร่วมพิธีฝังศพ นายมาฮามะซู เจะหะ ที่บ้านน้ำใส ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี พบว่าบรรยากาศมีความเงียบเหงาผู้คนมาร่วมพิธีน้อยมาก ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก็ไม่ได้มาร่วมพิธีฝัง ที่สำคัญโต๊ะอิหม่ามไม่มากระทำพิธีให้มีเพียงกลุ่มญาติๆ และบุคคลจากหมู่บ้านอื่นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มาร่วมพิธี


หากข่าวที่ได้รับมาเป็นความจริงย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้คนในพื้นที่มีความเบื่อหน่ายกับขบวนการโจรใต้เต็มที ไม่เห็นด้วยกับการกระทำความรุนแรงที่ผู้เสียชีวิตได้ก่อขึ้น ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านย่อมรับรู้และซึมซับจากความเดือดร้อนที่ได้รับ แต่ไม่มีใครกล้าปริปากเนื่องจากกลัวเกรงจะถูกทำร้ายจึงได้แต่ก้มหน้าทนทุกข์ทรมานอยู่ร่วมกับสถานการณ์ร้ายที่ขบวนการโจรใต้ยัดเยียดให้


เนื่องจากไม่มีการอาบน้ำศพให้ นายมาฮามะซู เจะหะ โต๊ะอิหม่ามจึงไม่กระทำพิธีให้ ซึ่งไม่เห็นด้วยที่ไม่มีการจัดการศพตามหลักศาสนาอิสลามให้ถูกต้อง ซึ่งการจัดการศพ จะต้องมีการอาบน้ำศพ, ห่อศพ, การละหมาดญะนาซะฮ์ และฝังศพ ขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุหลายรายที่เสียชีวิตไม่มีการอาบน้ำศพซึ่งเป็นความเข้าใจผิดคิดว่าเสียชีวิตเนื่องจากการญีฮาด ซึ่งเป็นกุศโลบายของกลุ่มขบวนการโจรใต้ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อหลอกใช้สมาชิกแนวร่วมที่ไปก่อเหตุตายไปไม่ต้องอาบน้ำศพ


กลุ่มขบวนการโจรใต้ยังคงอาศัยสถาบันปอเนาะในการหลบซ่อนตัว ก่อนหน้านี้องค์กรภาคประชาสังคม และสื่อแนวร่วมได้มีความพยายามโจมตีเจ้าหน้าที่ไม่ให้ไปทำการตรวจค้นติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมายในสถาบันปอเนาะ โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นสถานที่ศึกษาหลักศาสนาอิสลาม เจ้าหน้าที่ควรจะต้องเคารพและให้เกียรติต่อสถานที่ ไม่สมควรใช้เป็นสมรภูมิในการสู้รบ ซึ่งแท้จริงแล้วกลุ่มขบวนการต้องการแอบอ้างเพื่อให้สถาบันปอเนาะมีความปลอดภัย และมีความสะดวกในการซ่องสุมกำลัง ที่สำคัญคือการปลุกระดมนักเรียนในสถาบันปอเนาะให้เป็นสมาชิกแนวร่วมรุ่นใหม่ขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ...นี่คือความจริงที่ประชาชนปาตานีจะต้องรู้เท่าทัน....เล่ห์เหลี่ยมโจรใต้ฟาตอนีเลวๆ....

--------------------------------------------

ผู้นำศาสนไม่เห็นด้วย ไม่ประกอบพิธีทางศาสนาให้ โจรฟาตอนี



โจรใต้ทำพิธีฝังโดยไม่อาบน้ำศพหวังญีฮาด...
ผู้นำท้องถิ่น, ผู้นำศาสนา ไม่เห็นด้วยงดเข้าร่วมพิธีและไม่ประกอบพิธีทางศาสนาให้


        เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 เวลา 02.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนใต้ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกว่า 50 นาย เข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย อาคารโรงอาหารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ภายในโรงเรียนดารุลบารอกะฮ์ (มูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ) ซึ่งเป็นศูนย์เด็กกำพร้าบ้านสุไหงปาแน หมู่ 1 บ้านสุไหงปาแน ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี หลังสืบทราบว่ามีผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่เข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่


         จากการเข้าปิดล้อมเจ้าหน้าที่พบกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนอาศัยอยู่ภายในอาคาร จึงร้องบอกให้ออกมาด้านนอกเพื่อทำการตรวจสอบ แต่ปรากฏว่ามีชาย 3 คน ได้พยายามหลบหนีด้วยการปีนออกมานอกรั้วบริเวณเล้าไก่ด้านข้างโรงเรียน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ 3 นัด เพื่อเปิดทาง เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้จนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น สิ้นเสียงปืนพบมีคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย และจับกุมตัวได้ 2 ราย

         จากแหล่งข่าวในพื้นที่ซึ่งได้ไปร่วมพิธีฝังศพ นายมาฮามะซู เจะหะ ที่บ้านน้ำใส ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี พบว่าบรรยากาศมีความเงียบเหงาผู้คนมาร่วมพิธีน้อยมาก ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก็ไม่ได้มาร่วมพิธีฝัง ที่สำคัญโต๊ะอิหม่ามไม่มากระทำพิธีให้ มีเพียงกลุ่มญาติ ๆ และบุคคลจากหมู่บ้านอื่นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มาร่วมพิธี

         หากข่าวที่ได้รับมาเป็นความจริงย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้คนในพื้นที่มีความเบื่อหน่ายกับขบวนการโจรใต้เต็มที ไม่เห็นด้วยกับการกระทำความรุนแรงที่ผู้เสียชีวิตได้ก่อขึ้น ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านย่อมรับรู้และซึมซับจากความเดือดร้อนที่ได้รับ แต่ไม่มีใครกล้าปริปากเนื่องจากกลัวเกรงจะถูกทำร้ายจึงได้แต่ก้มหน้าทนทุกข์ทรมานอยู่ร่วมกับสถานการณ์ร้ายที่ขบวนการโจรใต้ยัดเยียดให้

        เนื่องจากไม่มีการอาบน้ำศพให้ นายมาฮามะซู เจะหะ โต๊ะอิหม่ามจึงไม่กระทำพิธีให้ ซึ่งไม่เห็นด้วยที่ไม่มีการจัดการศพตามหลักศาสนาอิสลามให้ถูกต้อง ซึ่งการจัดการศพ จะต้องมีการอาบน้ำศพ, ห่อศพ, การละหมาดญะนาซะฮ์ และฝังศพ ขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุหลายรายที่เสียชีวิตไม่มีการอาบน้ำศพ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด คิดว่าเสียชีวิตเนื่องจากการญีฮาด 

        ซึ่งเป็นกุศโลบายของกลุ่มขบวนการโจรใต้ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อหลอกใช้สมาชิกแนวร่วมที่ไปก่อเหตุตายไปไม่ต้องอาบน้ำศพ

อับดุลฮากิม ดาราเซะ ผู้ชายธรรมดา ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้โจรฟาตอนี



        ขอเชิดชูในความกล้าหาญของ อส.ฮากิมจุดแตกหัก...เมื่อ ผกร.บันนังกูแว สั่งให้ อส.ฮากิม ฆ่าพ่อตัวเองเพราะไม่ยอมเข้าร่วมขบวนการ

        "เขาถือว่าผมสกปรกแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นก็มาโยนใส่ กล่าวหาว่าผมเป็นคนทำทั้งหมด" นี่คือคำกล่าวของ อส.ฮากิม หรือ นายอับดุลฮากิม ดาราเซะ อดีต อส.บันนังสตา จ.ยะลา ถึงเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดของเขา และถูกโยงมาถึงตัวเขา ในอำเภอซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแดนสนธยาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

        ชื่อของ อส.ฮากิม ปรากฏเป็นข่าวหลายครั้งหลังเกิดเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ของ จ.ยะลา ช่วงเดือน มี.ค.ถึง เม.ย.2557 เพราะผู้ก่อเหตุได้ทิ้งใบปลิวเอาไว้ เขียนข้อความคล้ายๆ กันว่า เป็นการแก้แค้นตอบโต้ที่รัฐปล่อยให้ อส.ฮากิม ระรานชาวบ้าน

        ภาพของ อส.ฮากิม ถูกวาดไว้ประหนึ่งเป็นยักษ์มาร เขาถูกระบุว่าเกี่ยวพันกับเหตุคนร้ายบุกยิง นายดอเลาะ ผดุง อายุ 66 ปี และ นางมารีแย ผดุง อายุ 60 ปี สองสามีภรรยาจนเสียชีวิตในบ้านเลขที่ 67/1 หมู่ 4 บ้านบันนังกูแว อ.บันนังสตา ซึ่งหลังก่อเหตุได้มีการจุดไฟเผาบ้านซ้ำ

       บ้านบันนังกูแวเป็นบ้านเกิดของ อส.ฮากิม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสองสามีภรรยามุสลิมวัยชราเป็นเรื่องที่คนในพื้นที่รับไม่ได้ และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็ไปปรากฏในใบปลิวใบแล้วใบเล่า เช่น เหตุขว้างระเบิดเข้าไปในร้านขายก๋วยจั๊บ อ.เมืองยะลา เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มี.ค.แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน, เหตุสังหาร ด.ต.เอกพงษ์ ศักดายุทธ อดีตตำรวจสันติบาลวัย 65 ปี เสียชีวิตคาปั๊มน้ำมันใน อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มี.ค.

        รวมถึงเหตุสังหารหมู่ 3 ศพคณะผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นำโดย นายเอียะ ศรีทอง อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านกาสังใน ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา เมื่อบ่ายวันพุธที่ 2 เม.ย. โดยหนึ่งในสามเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหญิง ถูกคนร้ายตัดคออย่างโหดเหี้ยม

       ทั้งหมดไม่ได้กล่าวหาว่า อส.ฮากิม เป็นคนทำ แต่อ้างว่าเป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์อีกศาสนาหนึ่ง เพื่อแก้แค้นตอบโต้พฤติกรรมของ อส.ฮากิม ที่ถูกอ้างว่ากระทำต่อผู้บริสุทธิ์ในศาสนาอิสลาม...ศาสนาเดียวกับเขา

        อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง อส.ฮากิม เองก็ถูกกระทำเช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดหวังสังหารเขากับน้องชายและเพื่อน ขณะขับรถยนต์อยู่ในพื้นที่บ้านบันนังกูแว เมื่อ 16 ก.พ. แต่เขารอดชีวิตมาได้ ถัดจากนั้น 7 วันสองสามีภรรยาตระกูลผดุงก็ถูกสังหาร และมีกระแสข่าวว่าเป็นการกระทำของเขาเพื่อแก้แค้นที่ลูกลอบวางระเบิด

        กระทั่ง 20 เม.ย. ครอบครัวของ อส.ฮากิม คือ นายดอรอแม ดาราเซะ พ่อวัย 54 ปี นางอาอีเสาะ เฮงดาดา แม่วัย 49 ปี และ เด็กหญิงนูรอีมาน ดาราเซะ หลานสาววัยเพียง 2 ขวบ ก็ถูกคนร้ายยิงตายคารถทั้ง 3 คน บนถนนสาย 410 ที่เชื่อมระหว่างบันนังสตากับเมืองยะลา

       หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งให้ พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งภายในท้องถิ่น และออกมาตรการควบคุมอาวุธปืนทุกประเภท กระทั่งนำมาสู่บทสรุปเบื้องต้นว่า เหตุรุนแรงดังกล่าวเป็นการแก้แค้นกันของ "คนสองตระกูล" ในบันนังสตา

แต่หลายคนเชื่อว่าน่าจะมีอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่านั้น!

      ที่ผ่านมา "ทีมข่าวอิศรา" ได้พยายามเสาะหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับ อส.ฮากิม ผ่านการบอกเล่าของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวจากปาก อส.ฮากิม เลย

       กระทั่งล่าสุด "ทีมข่าวอิศรา" ได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับ อส.ฮากิม ในสถานที่ปิดลับแห่งหนึ่ง และได้ขอสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ซึ่งอดีต อส.บันนังสตา รายนี้ก็ยอมเปิดเผยทุกเรื่องอย่างหมดเปลือก

       และนี่คือบทสัมภาษณ์ของ อส.ฮากิม ที่ไม่เพียงสะท้อนตัวตนของเขาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดกว่า 10 ปีที่ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์ความไม่สงบและอิทธิพลของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน!

ถูกชวนเข้าขบวนการ

       ฮากิมเป็นชายหนุ่มวัย 26 ปี รูปร่างสมส่วน สูงราวๆ 170 เซนติเมตร หน้าตาคมเข้ม ผมหยิกฟู เขาเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองสมัยเรียนศาสนาและถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการเอกราชปัตตานี

       "ช่วงปี 2546 ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้น 8 ที่โรงเรียนอาลาวียะห์วิทยา (โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน อ.บันนังสตา ) ผมเป็นลูกอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) พ่อผมเป็นอุสตาซสอนอยู่ที่โรงเรียนคัมภีร์วิทยา ตัวผมเองชอบศึกษาศาสนา ชอบฟังบรรยายและชอบฟังธรรม อะไรที่เกี่ยวกับศาสนาชอบฟังหมด หากรู้ว่าที่ไหนมีบรรยายศาสนาจะชอบไปฟัง จนมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเพื่อนต่างโรงเรียนได้ชวนไปที่บ้านกาสัง (หมู่บ้านหนึ่งใน อ.บันนังสตา) บอกว่าที่นั่นมีบรรยายศาสนาผมก็ไปกับเขา ตามไปฟังทุกวัน ชอบมาก เขาเปลี่ยนสถานที่ไปที่อื่น ผมก็ตามไปฟัง"

      "สุดท้ายไปอยู่ที่บาตูกอ (อ.กรงปินัง รอยต่อกับ อ.บันนังสตา) วันนั้นพอไปแล้วกลับไม่ได้ เริ่มมีการปลุกระดมให้เข้าร่วมขบวนการ ตอนนั้นผมคิดว่าเมื่อกลับไม่ได้แล้ว ก็ทำตามที่เขาบอกก็แล้วกัน ก็เลยตัดสินใจอยู่กับเขา เรียนไปเรียนมาตามที่เขาสอนจนครบ ก็ได้เข้าหลักสูตรฝึกปฏิบัติการ รุ่นผมที่ได้ฝึกมีทั้งหมด 12 คน ผมเป็นคนแรกที่ได้ยศฆอรี (ลำดับชั้นหนึ่งในฝ่ายทหารของกลุ่มขบวนการ) จากการฝึกจบหลักสูตรคอมมานโด"

      เมื่อ ฮากิม ฝึกจนจบหลักสูตรคอมมานโดแล้ว ก็ถึงเวลาออกปฏิบัติการจริง งานแรกของเขา คือ บุกโจมตีโรงพักบันนังสตา เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 พ.ย.2548

      "การถล่มโรงพักบันนังสตาคืองานแรกที่ผมได้ออกปฏิบัติการหลังฝึกหลักสูตรคอมมานโด การออกปฏิบัติการของผมกับพวกกว่าสิบคนในครั้งนั้น มี แบมิง (นาย หาสือมิง จารง) เป็นหัวหน้ากลุ่ม เขาเป็นแกนนำและสั่งการในการออกมาก่อเหตุ หลังจากแบมิงถูกยิงเสียชีวิต ผมเป็นคนพาปืนของแบมิงหนี ซึ่งก็หลบหนีรอดมาได้"

เปลี่ยนฝ่ายไปอยู่กับรัฐ
       ฮากิม เล่าว่า จากเหตุการณ์โจมตีโรงพักบันนังสตา ทำให้รู้สึกกลัวมาก จนเขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย จึงตัดสินใจหันหลังให้ขบวนการ

       "ผมทิ้งปืนทิ้งอะไรที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด แล้วไปหลบซ่อนอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เป็นบ้านของโต๊ะครูที่สนิทกับพ่อ ผมอยู่บ้านเขา เขาสอนผมทุกอย่าง ทั้งอ่านอัลฮาดิษ (คำสอนของท่านนบี) อ่านอัลกุรอาน เขาจะแปลและสอนอธิบายทุกอย่างที่ถูกต้อง ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ผมเรียนและรับรู้มาในอดีตเป็นสิ่งที่ผิด ผมมุ่งสนใจเรียนศาสนาต่อจนจบชั้น 10 (ในอดีตเป็นชั้นสูงสุดของการเรียนศาสนา)"
         "ต่อมาในช่วงปี 2550 ผมตัดสินใจเข้ามอบตัวกับทางราชการ และได้พูดคุยกับปลัดอำเภอบันนังสตาเพื่อขอสมัครเข้าเป็น อส. (อาสารักษาดินแดน) และได้เป็น อส.ใน อ.บันนังสตา โดยเป็น อส.อยู่บนอำเภอ ทำงานฝ่ายทะเบียนและบัตร สมัยนั้นผู้กำกับสมเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) เป็นผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา"

        ฮากิม บอกว่า หลังเข้าเป็น อส.ใหม่ๆ ได้ทำงานบนที่ว่าการอำเภอบันนังสตา ช่วงนั้นการติดต่อระหว่างเขากับขบวนการก็ยังมีอยู่ แต่เป็นลักษณะช่วยบริจาค เพราะเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการอีกแล้ว

       "ตอนนั้นก็ยังติดต่อกับพวกเขาบ้าง เพราะผมไม่อยากมีปัญหา ผมต้องแบ่งเงินเดือน อส.ที่ได้รับทุกๆ เดือนออกมาส่วนหนึ่งเพื่อซื้อข้าวสารบริจาคให้พวกเขาทุก ๆ เดือน ผมออกมาแล้ว ไม่อยากกลับเข้าไปอีก ผมขอแค่ช่วยในแบบนี้ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ว่าอะไรผม และไม่เคยมายุ่งเกี่ยวอะไรกับผมและครอบครัว เป็นอย่างนี้มานานหลายปี"

ความขัดแย้งก่อตัว

       ฮากิม เชื่ออยู่ในใจตลอดมาว่า แม้เขาจะช่วยเหลือบริจาคข้าวสารให้ขบวนการมาตลอด แต่ลึก ๆ แล้วคนของขบวนการคงไม่ไว้ใจเขาเหมือนในอดีต เพียงแต่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้สร้างปัญหาหรือความไม่พอใจอะไรให้กับคนในขบวนการ

       กระทั่งวันที่ 26 เม.ย.2556 มีการยิงปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนของขบวนการ ในพื้นที่บ้านเจาะปันตัง หมู่ 9 (ใกล้กับบ้านบันนังกูแว) ทำให้คนของขบวนการเสียชีวิต 3 คน หลังเหตุการณ์ปะทะจบลง ปัญหาความขัดแย้งกับบคนในขบวนการจากความไม่ไว้ใจในตัวฮากิมก็เกิดขึ้น

       "เหตุการณ์คนของพวกเขายิงปะทะกับเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 ศพ ผมได้ไปในที่เกิดเหตุด้วย แต่ไปในฐานะของ อส.บันนังสตา ที่เป็นชุดเยียวยา หัวหน้าสั่งให้ผมไปถ่ายรูปคนตายเพื่อจะเอารูปไปเดินเรื่องเยียวยาตามหลักเกณฑ์ของอำเภอให้กับครอบครัวผู้ตาย แต่วันนั้นมีนักข่าวทีวีช่องหนึ่งไปทำข่าวในที่เกิดเหตุ นักข่าวเป็นผู้หญิง แล้วมีภาพของผมติดไปในข่าวเหตุการณ์วันนั้นออกไปด้วย ยิ่งหนึ่งในคนที่เสียชีวิตเป็นน้องชายของโต๊ะอิหม่ามคนหนึ่งในบันนังกูแวบ้านเดียวกับผม จึงทำให้คนในขบวนการเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นหนึ่งในกำลังเจ้าหน้าที่ อส.ที่ยิงปะทะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาระหว่างผมกับขบวนการ"

       "หลังจากเหตุปะทะในครั้งนั้น ผมไม่สบาย เข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์ ระหว่างนั้นได้มีโทรศัพท์จากคนที่ผมไม่รู้จักโทรเข้ามาบอกว่า ผมอยู่ร่วมกับพวกเขาไม่ได้แล้ว และบอกให้ผมไปหากุโบร์ (สุสาน) เลือก 2 แห่งที่มีอยู่ในบันนังกูแว ให้ผมไปเลือกว่าจะอยู่กุโบร์ไหน หลังจากนั้นผมก็ปิดเครื่อง ไม่อยากคุยต่อ"

ประกาศแตกหัก
        "จนกระทั่งวันศุกร์ ผมออกจากโรงพยาบาลพอดี ผมได้ไปละหมาดที่มัสยิดบันนังกูแว มีอุสตาซวันรุดี (นาย มาวาดี ดอเลาะ ปัจจุบันหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่) ดึงตัวผมไปคุยที่หลังมัสยิดแล้วถามผมว่า หากุโบร์ได้หรือยัง ผมก็บอกไปว่าผมไม่อยากตายนะ ผมมีเมียมีลูกที่ต้องดูแล พวกเขาบอกผมว่าให้เวลา 3 วันนะ ผมพยายามขอร้องพวกเขา แต่พวกเขาไม่ฟังและยืนยันว่าอย่างไรเสียผมกับพวกเขาจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้อีกแล้ว"

       เมื่อเห็นว่าคำร้องขอของตัวเองไม่เป็นผล ฮากิมจึงเดินตามหลังอุสตาซคนนั้นไปถึงร้านน้ำชาในหมู่บ้าน ซึ่งกำลังมีชาวบ้นหลายคนนั่งชมรายการถ่ายทอดชกมวยทางโทรทัศน์ เขาเดินไปปิดทีวี แล้วประกาศแตกหักกับขบวนการต่อหน้าชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งหมด

        "หากต้องการอย่างนั้นก็ได้ ทุกคนไม่ว่าใครก็รักชีวิตของตัวเอง คุณก็รักชีวิตคุณ ผมก็รักชีวิตผม หากใครอยากได้ชีวิตผมก็เข้ามา ถ้าพวกคุณได้พวกคุณก็ชนะ ถ้าผมได้ผมก็ชนะ" เป็นคำประกาศของ อส.ฮากิม ต่อหน้าชาวบ้าน

ถูกตามไล่ล่า

         หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฮากิมก็ถูกคนของขบวนการติดตามทำร้ายมาตลอด ทั้งไล่ยิงรถ ซึ่งเกิดขึ้นถึง 4 ครั้ง และลอบวางระเบิดรถยนต์ เกิดขึ้น 2 ครั้ง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวตามที่ปรากฏเป็นข่าว

         "พวกเขาส่งคนติดตามความเคลื่อนไหวและประกบยิงผมขณะขับรถยนต์ถึง 4 ครั้ง โชคดีที่ผมเป็นคนขับรถเร็ว จึงปลอดภัยจากกระสุนปืนของพวกเขา แต่ก็มีร่องรอยกระสุนที่รถ และผมไม่ได้แจ้งความ เพียงแต่นำเรื่องไปบอกตำรวจที่อยู่กับผู้กำกับสมเพียร และปลัดอำเภอที่เป็นหัวหน้าผมว่าผมถูกตามยิง ทางตำรวจและหัวหน้าก็ให้ผมระมัดระวังตัวมากขึ้น"

       เมื่อส่งการส่งคนตามลอบยิงไม่เป็นผล และฮากิมก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น ทำให้ขบวนการหันมาใช้วิธีวางระเบิดรถยนต์ของฮากิมแทน โดยครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะเขาสามารถขับรถหลบไปได้ แต่ครั้งที่สอง (16 ก.พ.2557) รถยนต์เก๋งของฮากิมถูกระเบิดจนเสียหาย และเกิดการยิงปะทะกันระหว่าง ฮากิมกับคนร้ายที่มาซุ่มโจมตีด้วย

       "วันนั้น ผม น้องชาย และเพื่อนกำลังเดินทางกลับเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายก อบต.ผมเป็นคนขับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดอัดเข้าที่หน้าห้องเครื่องของรถ น้องชายและเพื่อนสลบติดอยู่ในตัวรถ ตัวผมกระเด็นออกมานอกรถ แต่ยังพอมีสติ จึงได้เอาปืนยิงสวนออกไปข้างทางริมถนน จนพวกเขาหลบหนีไป ทราบภายหลังว่าจุดที่พวกเขาซ่อนอยู่ระหว่างก่อเหตุระเบิดรถผม มีแกลลอนน้ำมัน 20 ลิตรทิ้งเอาไว้ด้วย หากวันนั้นผมไม่สามารถยิงตอบโต้ได้ คงถูกพวกเขาลงมาเผาซ้ำอย่างแน่นอน"


วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ฆ่าแล้วเผา 4 ศพ ที่ บ้านน้อมเกล้า ได้ค่าจ้างคนละ 3,000 บาท





“คำสารภาพ”ของ 2 โจรใต้ (มือประกอบระเบิด-ฆ่าแล้วเผาไทยพุทธ 4 ศพ)

          คำสารภาพของโจรใต้ฟาตอนีไม่ว่าจะสารภาพด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ จะสำนึกผิดเนื่องจากเกรงกลัวต่อบาปที่เคยเข่นฆ่าผู้คน ถือว่ายังดีที่ยังสำนึกได้และรับผิดต่อการกระทำเพื่อขอชดใช้กรรมที่ตัวเองได้ก่อขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่แล้วยอมรับสารภาพเนื่องจากจำนนด้วยหลักฐาน มีจำนวนไม่น้อยถูกซัดทอดจากฝ่ายเดียวกันเองที่ถูกจับกุมก่อนหน้าแล้วมีการขยายผลการซักถาม บังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมตรวจพิสูจน์ DNA แล้วมีความเชื่อมโยงคดีสำคัญ

          ผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ทำการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ในห้วงระยะนี้จะพบว่าเจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมายได้จำนวนหลายรายด้วยกัน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ เป็นการทำลายโครงสร้างของขบวนการโจรใต้ อีกทั้งยังเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของมวลสมาชิกแนวร่วมที่กำลังหลบหนีอยู่ และที่สำคัญคือการจับกุมเป็นโจรใต้ตัวจริงและถูกตัว ไม่ใช่เป็นการจับแพะดังที่สื่อแนวร่วมขบวนการได้มีการนำเสนอข่าวอยู่บ่อยครั้ง

          การจับกุม นายอาซีซัน มะดาแฮ มือระเบิด ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา พร้อมพวกรวม 8 คน ในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 25 เมษายน 2558 ที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้รีบดำเนินการซักถามเพื่อทำการปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุทันที 

        โดยเมื่อ 27 เมษายน 2558 เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยกลับภูมิลำเนา จำนวน 3 คน เนื่องจากเมื่อนำตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการซักถาม มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจากฐานข้อมูลแล้ว ไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงใดๆ ทั้งนี้ได้ทำความเข้าใจกับญาติถึงเหตุผลในการควบคุมตัวในครั้งนี้ และชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้บริสุทธิ์ทันทีเพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติกับครอบครัว 

        เมื่อ 29 เมษายน 2558 เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ร่วมกับผู้ชำนาญการด้านนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ทำการตรวจ DNA ของผู้ต้องสงสัยทั้ง 8 คน ด้วยเครื่องตรวจสารพันธุกรรมแบบเร่งด่วน ผลการตรวจ DNA ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ต้องสงสัย 2 คน คือ นายอาซีซัน มะดาแฮ และ นายซอบรี สือแม 



        ผล DNA ตรงกับวัตถุพยานที่จัดเก็บ DNA คนละ 2 เหตุการณ์ รวมเป็น 4 เหตุการณ์ ซึ่งแบ่งเป็นเหตุการณ์ที่พิสูจน์ทราบพื้นที่ 3 เหตุการณ์ และเป็นเหตุรุนแรงที่สำคัญนำไปสู่การออกหมายจับเพิ่มเติม 1 เหตุการณ์ กล่าวคือ

       เหตุเก็บกู้ระเบิดแสวงเครื่องในถังดับเพลิงฝังไว้ใต้ถนน และยิงทำลายกับระเบิดแบบเหยียบ เหตุเกิดบริเวณ ถนนบ้านไอร์กรอส หมู่ที่ 6 ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 18 สิงหาคม 2554
จากการเก็บกู้ระเบิดแสวงเครื่องในถังดับเพลิง พบกล่องพลาสติกควบคุมการจุดระเบิด จำนวน 2 กล่อง ภายในบรรจุแผงวงจรแบบ DTMF และวิทยุมือถือพร้อมถ่านไฟฉายเอาไว้ ผลการตรวจพบว่ามี DNA ที่เทปกาวสีดำพันถ่านไฟฉายในกล่องทั้งสองกล่อง ตรงกับ DNA ของผู้ต้องสงสัยซึ่งคาดว่าเป็นผู้ประกอบระเบิด จำนวน 2 คน คือ นาย อาซีซัน มะดาแฮ และ นาย สะอารอวี สะมะแอ ซึ่งถูกจับกุมตัวแล้ว เมื่อ 7 กันยายน 2554 

        ผลการซักถามนายสะอารอวี สะมะแอ ยอมรับว่าเป็นมือระเบิดและให้การซัดทอดว่าเคยก่อเหตุลอบวางระเบิดแบบเท้าเหยียบ ร่วมกับนายอาซีซัน มะดาแฮ หลายเหตุการณ์ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และต่อมานายสะอารอวีฯ ได้รับการประกันตัวปัจจุบันได้ทำการหลบหนีประกัน
สำหรับผลการซักถาม นายอาซีซัน มะดาแฮ ให้การยอมรับว่าได้รับฝึกการประกอบระเบิดจาก “นายต่วนแซะ ต่วนกือจิ”และประกอบระเบิดให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเพื่อนำไปก่อเหตุยังสถานที่ต่างๆ ประมาณ 10 เหตุการณ์ด้วยกัน นายอาซีซันฯ ยังได้สาธิตวิธีการประกอบระเบิดแสวงเครื่องในถังดับเพลิงให้กับเจ้าหน้าที่ EOD ได้ดูอีกด้วย
        ส่วน  "นายซอบรี สือแม ให้การยอมรับว่าเคยร่วมก่อเหตุลอบยิงและเผาราษฎรไทยพุทธเสียชีวิต 4 ศพ ในพื้นที่ บ้านน้อมเกล้า ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อ 12 เมษายน 2558 โดยมีผู้ร่วมก่อเหตุด้วยกัน 8 คน 

        นายซอบรี สือแม ยังให้การต่อไปอีกว่าสาเหตุของการก่อเหตุ เพื่อเป็นการสร้างสถานการณ์รุนแรงให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคำสั่งจาก“นายกามา”และ นายกามา เป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้ร่วมก่อเหตุคนละ 3,000 บาท"


       จากการรับสารภาพของ นายอาซีซัน มะดาแฮ ซึ่งเป็นมือประกอบระเบิดที่มีความเชี่ยวชาญให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงนำไปก่อเหตุถึง 10 เหตุการณ์ด้วยกัน ได้สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ มีกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยไปกับน้ำมือโจรใต้กลุ่มนี้ บุคคลในครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับผลกระทบที่ตามมา มีอีกหลายชีวิตต้องได้รับความเดือดร้อน

        ส่วนนายซอบรี สือแม ที่ให้การยอมรับว่าเคยร่วมก่อเหตุลอบยิงและเผาราษฎรไทยพุทธเสียชีวิต 4 ศพ ในพื้นที่บ้านน้อมเกล้า ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เป็นความโหดเหี้ยม และสุดโต่งที่คนปกติต่างไม่กระทำกัน พฤติกรรมเยี่ยงนี้เป็นการกระทำของคนที่ไร้ศาสนา มีจิตใจผิดมนุษย์

      ข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนตั้งใจสื่อ เพื่อต้องการให้เห็นว่าคำสารภาพของโจรใต้ฟาตอนีซึ่งส่วนใหญ่จะยอมรับสารภาพเนื่องจากหลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุด มีหลายรายที่เคยถูกจับกุมแต่หลักฐานไม่เพียงพอเอาผิดต้องปล่อยตัวไปในที่สุด แต่โจรใต้เหล่านี้กลับได้ใจไปก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่กลัวเกรงต่อบาปกรรมและย่ำเกรงต่อกฎหมาย สุดท้ายก็ไม่หนีไม่รอดเงื้อมมือของกฎหมายไปได้พ้น ต้องยอมจำนนด้วยหลักฐาน...พร้อมกับคำสารภาพที่ออกจากปากของโจรใต้ 

        ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์เข่นฆ่าผู้คนศพแล้วศพเล่า...ทำไปได้อย่างไร!!! ไม่เคยคิดถึงใจเขาใจเราบ้างเลยหรือ? หากครอบครัวโจรใต้ตกเป็นเหยื่อบ้างล่ะ!!! จะรู้สึกเช่นไร? กับการกระทำเยี่ยงสัตว์ต่อเหยื่อ คงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ กับความรู้สึกของผู้ที่สูญเสียบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ปิดล้อมศูนย์เด็กกำพร้าบ้านสุไหงปาแนปัตตานี วิสามัญมือขับรถซีวิคคาร์บอมบ์สมุย จับเป็นอีก 2



เมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 2 พ.ค. เจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนใต้ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกว่า 50 นายเข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย อาคารโรงอาหารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ภายในโรงเรียนดารุลบารอกะฮ์ ซึ่งเป็นศูนย์เด็กกำพร้าบ้านสุไหงปาแน หมู่ 1 บ้านสุไหงปาแน ต.บานา อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี หลังสืบทราบว่ามีผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่เข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่


จากการเข้าปิดล้อมเจ้าหน้าที่พบกลุ่มชายหลายคนอยู่ภายในอาคาร จึงร้องบอกให้ออกมาด้านนอกเพื่อตรวจสอบ แต่ปรากฏว่าพบชาย 3 คนได้ปีนออกมานอกรั้วบริเวณเล้าไก่ด้านข้างโรงเรียน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ 3 นัดเพื่อเปิดทางหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้จนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น สิ้นเสียงปืนพบมีคนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย และจับกุมตัวได้อีก 2 ราย แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำศพคนร้ายออกมาจากพื้นที่ได้ 




ส่วนภายในอาคารโรงอาหาร เจ้าหน้าที่พบว่ายังมีคนร้ายอีก 3 คนหลบซ่อนตัวอยู่ จึงเชิญผู้นำชุมชนในพื้นที่มาเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ออกมามอบตัว แต่กลุ่มคนร้ายยังไม่ยอมออกมาเจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมพื้นที่ทุกด้านไว้ พร้อมทั้งนำเครื่องขยายเสียงพูดจาเกลี้ยกล่อมให้ยอมมอบตัวแต่ล่าสุดก็ยังไม่เป็นผล


สำหรับการเข้าปิดล้อมตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลจากการซักถาม นายมูฮำหมัด เจะหะ ซึ่งถูกควบคุมตัวเมื่อ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่ามีกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบจากนอกพื้นที่ได้แอบเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ที่โรงเรียนดังกล่าว จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ


ส่วนการซักถามเจ้าของศูนย์เด็กกำพร้าบ้านสุไหงปาแน ทราบว่าได้ระดมกำลังชาวบ้านให้มาช่วยกันก่อสร้างอาคารโรงอาหาร เพื่อให้เสร็จก่อนวันเปิดเทอมที่จะถึงนี้ โดยไม่ทราบว่ามีกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบ ที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวอยู่แฝงตัวเข้ามาร่วมสร้างอาคารโรงอาหารด้วย


ต่อมาเวลา 13.00 น.เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ บริเวณกำแพงรั้วด้านหลังโรงเรียน จุดที่คนร้ายถูกยิงเสียชีวิตแล้วนำศพคนร้ายออกมาตรวจสอบ ทราบชื่อคือนายมาฮะมะซู เจะหะ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/4 หมู่ 6 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีหมายจับตามพ.ร.ก. 1 หมาย และหมายจับตาม ป.วิอาญา 4 หมาย จากนั้นส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลปัตตานี ส่วนคนร้ายที่จับกุมตัวได้คือนายแวซอเฮาะ ดอเลาะ อายุ 30 ปี และนายสุริยา ตาฮา อายุ 29 ปีบ้านอยู่ หมู่ 5 บ้านน้ำใส ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี จึงควบควบคุมตัวไปซักถาม


วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.ชุดปฏิบัติการพิเศษทหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปิดล้อมโรงเรียนดารุลบารอกะฮ์ บ้านบานา ต.บานา อ.เมืองปัตตานี ระหว่างเจรจาอยู่นานหลายชั่วโมงปรากฏว่านายมาฮะมะซู เจะหะ ซึ่งเป็นคนขับรถฮอนด้าซีวิคที่ร่วมก่อเหตุระเบิดที่สมุย ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนถูกวิสามัญฆาตกรรม จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายมาฮะมะซู มีประวัติเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายคดีและมีหมายจับศาลจ.ปัตตานี เลขที่ จ 238/2557 ลง 23 ก.ค. 2557 ของสภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ในข้อหาวางเพลิง หมายจับเลขที่ จ 294/2557 ลง 27 ส.ค.2557 สภ.เมืองปัตตานี ในข้อหาก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร วางเพลิง และหมายจับเลขที่ จ 91/2558 ลง 1 เม.ย.58 สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในข้อหาก่อการร้าย


ด้านพ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมคนร้าย และสามารถจับกุมคนร้ายได้เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้สนธิกำลังติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมายในเขตพื้นที่ หมู่ 1 ต.บานา อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นไปตามข้อมูลด้านการข่าว จนเกิดการยิงปะทะกันส่งผลให้คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม 1 คน ยินยอมมอบตัว 2 คน และอยู่ระหว่างการเกลี้ยกล่อมให้ออกมามอบตัวอีก 3 คน ในขั้นต้นได้รับการยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับป.วิอาญา ขณะรายงานได้ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วผลการปฏิบัติยังไม่แล้วเสร็จ


พ.อ.บรรพตกล่าวต่อว่า ตั้งแต่เริ่มเข้าปฏิบัติภารกิจนั้น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผบ.ทบ. ในฐานะ รอง ผอ.รมน. ได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างรอบคอบตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก พยายามให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ ความพยายามบังคับใช้กฎหมายของทางราชการจนเกิดการยอมรับทุกฝ่าย ซึ่งได้รับรายงานว่า ผวจ.ปัตตานี พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา เจ้าของสถานศึกษาในพื้นที่ต่างรับรู้รับทราบ และเข้ามาร่วมเกลี้ยกล่อมผู้ที่ยังไม่ยอมมอบตัว รายละเอียดอื่นๆ หน่วยรับผิดชอบโดยตรงจะได้แถลงความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คำสารภาพ คนประกอบระเบิด คนวางระเบิด



ความคืบหน้ากรณีจับกุมนายอาซีซัน มะดาแฮ มือระเบิด และ บุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา พร้อมพวกรวม 8 คน พื้นที่ ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ เมื่อ 25 เมษายน 2558 โดยควบคุมตัว ณ หน่วยซักถามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46

จากผลการซักถามและการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจากฐานข้อมูล มีผู้ที่ถูกควบคุมตัว 3 คน ไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรง จึงได้ปล่อยตัวกลับภูมิลำเนา เมื่อ 27 เมษายน 2558 ทั้งนี้ได้ทำความเข้าใจกับญาติเป็นที่เรียบร้อย สรุปปัจจุบันคงเหลือผู้ต้องสงสัยดำเนินกรรมวิธีซักถามจำนวน 5 คน

เมื่อ 29 เมษายน 2558 ฝ่ายการข่าว กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้หารือร่วมกับ ผู้ชำนาญการด้านนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับผลการตรวจ DNA ของผู้ต้องสงสัยทั้ง 8 คน ด้วยเครื่องตรวจสารพันธุกรรม แบบเร่งด่วน

ซึ่งเมื่อ 26 เมษายน 2558 ชุดนิติวิทยาศาสตร์ฯ ได้ทำการจัดเก็บ DNA ผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีทั้ง 8 คน ณ หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 เรียบร้อยแล้ว สรุปผลการตรวจ DNA ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

พบว่ามีผู้ต้องสงสัย 2 คน คือนายอาซีซัน มะดาแฮ และ นายซอบรี สือแม DNA ตรงกับ วัตถุพยานที่จัดเก็บ DNA คนละ 2 เหตุการณ์ รวมเป็น 4 เหตุการณ์ ซึ่งแบ่งเป็นเหตุการณ์ที่พิสูจน์ทราบพื้นที่ 3 เหตุการณ์ และ เป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สำคัญ สามารถนำไปสู่การออกหมายจับเพิ่มเติม 1 เหตุการณ์ ได้แก่

เหตุเก็บกู้ระเบิดแสวงเครื่องในถังดับเพลิงฝังไว้ใต้ถนน และยิงทำลายกับระเบิดแบบเหยียบ เหตุเกิดบริเวณ ถนน บ้านไอร์กรอส หมู่ที่ 6 ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 18 สิงหาคม 2554

จากการเก็บกู้ระเบิดแสวงเครื่องในถังดับเพลิง พบกล่องพลาสติกควบคุมการจุดระเบิด จำนวน 2 กล่อง ภายในบรรจุแผงวงจรแบบ DTMF และ วิทยุมือถือพร้อมถ่านไฟฉาย

ผลการตรวจ พบว่ามี DNA ที่เทปกาวสีดำพันถ่านไฟฉาย ในกล่องทั้งสองกล่อง ตรงกับ DNA ของผู้ต้องสงสัยซึ่งคาดได้ว่าเป็นผู้ประกอบระเบิด จำนวน 2 คน คือ นายอาซีซัน มะดาแฮ และนายสะอารอวี สะมะแอ ซึ่งถูกจับกุมแล้ว เมื่อ 7 กันยายน 2554

ผลการซักถามนายสะอารอวี สะมะแอ ยอมรับว่าเป็นมือระเบิดและ ให้การซัดทอดว่า เคยก่อเหตุลอบวางระเบิดแบบเท้าเหยียบ ร่วมกับนายอาซีซันฯ หลายเหตุการณ์ในพื้นที่ อำเภอจะแนะ ต่อมานายสะอารอวีฯ ได้รับการประกันตัว แลทราบว่าปัจจุบันได้หนีประกันตัวเรียบร้อยแล้ว

สำหรับผลการดำเนินกรรมวิธีซักถามที่สำคัญ : นายอาซีซัน มะดาแฮ ให้การยอมรับว่า ได้รับฝึกการประกอบระเบิดจาก“นายต่วนแซะ ต่วนกือจิ” และประกอบระเบิดให้กลุ่ม ผกร. เพื่อนำไปก่อเหตุสถานที่ต่างๆ ประมาณ 10 เหตุการณ์

นายอาซีซันฯ สาธิตวิธีการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ในถังดับเพลิง โดยมี ชุด EOD กองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 99 สนับสนุนอุปกรณ์และศึกษาวิธีการ ทั้งนี้หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 46 ได้บันทึกวีดีโอ ไว้เป็นหลักฐานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผลการดำเนินกรรมวิธี : นายซอบรี สือแม ให้การ ยอมรับว่าเป็นร่วมก่อเหตุลอบยิง และเผาราษฎร (ไทย-พุทธ) 4 ศพ เสียชีวิต ในพื้นที่บ้านน้อมเกล้า ตำบล/อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 12 เมษายน 2558 โดย มีผู้ร่วมก่อเหตุด้วยกัน จำนวน 8 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายผล

สำหรับสาเหตุของการก่อเหตุ : นายซอบรี สือแม ให้การว่าเป็นการสร้างสถานการณ์รุนแรงให้เกิดขึ้นโดยรับคำสั่งจาก “นายกามา” และ “นายกามา”เป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้ร่วมก่อเหตุคนละ ๓,๐๐๐ บาท

จากคำยอมรับสารภาพทั้งหมด หัวหน้าหน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 ได้ประสานงานและหารือเกี่ยวกับผลการดำเนินการด้านกฎหมายร่วมกับรองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรสุคิริน
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม