วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ขบวนการฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อสันติสุขหรือ? (KILLING FOR PEACE)



โดย : ‘Ibrahim’

          “สันติสุขชายแดนใต้” จะกลายเป็นแค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานฟังในวันข้างหน้าหรือ?..ทุกคนต่างโหยหาให้หวนกลับมาเป็นเช่นวันเก่า..เมื่อครั้งอดีตที่พี่น้องพื้นที่ชายแดนใต้แห่งนี้ ต่างอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ภายใต้พหุวัฒนธรรม ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา แบ่งเค้าแบ่งเราถ้อยทีอาศัยซึ่งกันและกันมาช้านาน ก่อนที่จะเกิดปัญหาไฟใต้ มีการสร้างความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อกันของพี่น้องในพื้นที่โดยกลุ่มขบวนการ

          หลายองค์กรได้เรียกร้อง “สันติสุข” “สันติภาพ” หรือแม้กระทั่งคิดการไกลไปถึง “เอกราช” แยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลไทย แต่ “KILLING FOR PEACE” ขบวนการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง น้ำตาอีกกี่หยด..เลือดจะต้องอาบแผ่นดินอีกเท่าไหร่ กลุ่มขบวนการเหล่านี้ถึงจะหยุด เป็นพวกปากอย่างใจอย่างบนเวทีพูดคุยต้องการสันติสุข ในพื้นที่กลับสั่งฆ่าผู้บริสุทธิ์

          ศาสนาทุกศาสนาได้สั่งสอนให้ศาสนิกชนกระทำแต่ความดี มนุษย์มีศาสนาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต เป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจ ปฏิบัติตนตามข้อบัญญัติของแต่ละศาสนาซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป

          ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาของกลุ่มที่คิดต่างต้องการแบ่งแยกดินแดน ต้องการเอกราชได้ ใช้กำลังทำการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ บ้างต้องได้รับบาดเจ็บ แขนขาขาดพิกลพิการ ไม่ใช่เป็นเรื่องความขัดแย้งทางด้านศาสนา



           แต่ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มขบวนการกลับใช้ศาสนาอิสลาม ซึ่งคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือ มาบิดเบือน ปลูกฝังแนวคิด ฝังชิปความชั่วร้ายเข้าไปในสมองให้สมาชิกแนวร่วม RKK ทำการเข่นฆ่าผู้คนแล้วได้บุญ อย่างเช่นในห้วงเดือนรอมฎอนที่เหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นถี่ยิบ

           กลุ่มขบวนการ BRN ใช้อิหม่ามที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือ บิดเบือนเสี้ยมสอนให้สมาชิกแนวร่วมมีความเชื่อว่า “การฆ่ากาฟิรฺ” (คนต่างศาสนา) และ “มุนาฟิก” (ผู้กลับกลอก) เป็นสิ่งที่อนุมัติในอิสลาม ผู้ฆ่าจะได้ผลบุญ และหากผู้ที่จะไปฆ่าผู้อื่นกลับถูกฆ่าเสียเอง เขาก็จะได้ขึ้นสวรรค์เป็นการตอบแทนโดยไม่ต้องรอฟังคำพิพากษา

“กาฟิรฺ” มีความหมายโดยรากศัพท์ทางภาษาแปลว่า ผู้ปฏิเสธ ผู้ดื้อดึง ผู้ฝ่าฝืน แต่ในทางศาสนา   “กาฟิรฺ” หมายถึง “ผู้ปฏิเสธต่อศาสนาอิสลาม”
"กาฟิรฺ” จำแนกได้ 3 ประเภท คือ
  • “กาฟิรฺหัรบียฺ” หมายถึง คนต่างศาสนิกที่เป็นคู่สงครามและเป็นศัตรูซึ่งมีความพยายาม ที่จะทำลายล้างศาสนาอิสลาม
  • "กาฟิรฺซิมมียฺ” หมายถึง คนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลาม ซึ่งรัฐจะต้องดูแลพวกเขาด้วยความยุติธรรมและพวกเขาต้องจ่ายภาษีแก่รัฐอิสลาม และ 
  • “กาฟิรฺมุอาฮัด” คือคนต่างศาสนิกที่ได้ทำสัญญา และมีพันธสัญญาที่ไม่รุกรานและไม่ ละเมิดซึ่งกันและกัน


          “มุนาฟิก” คือ “บุคคลที่ยอมรับความเป็นมุสลิมเพียงด้วยวาจาแต่จิตใจปฏิเสธ” ในสมัยท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) มีผู้ที่เป็นมุนาฟิกหลายคน แต่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ไม่เคย อนุญาตให้ฆ่ามุนาฟิกแม้แต่คนเดียว ต่อความคิดของผู้ที่ปลุกปั่นยุยงเยาวชนว่าคนที่เห็นต่างจากตน เป็นกาฟิรฺหรือมุนาฟิกและต้องฆ่าเสียให้หมดนั้น จึงเป็นความ คิดที่ผิดหลักศาสนาอิสลาม ไม่มี อายะฮฺใดเลยที่ปรากฏในอัลกุรอานที่ระบุให้ฆ่า “มุนาฟิก”

         หลายต่อหลายครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการ หรือนักรบ RKK ได้หยิบยื่นให้กับพี่น้องมุสลิมที่รับราชการ หรือทำงานให้รัฐ แม้กระทั่งคนต่างศาสนาต้องเสียชีวิตจากเหตุลอบยิง เหตุลอบวางระเบิด กลุ่มขบวนการ BRN หรือ “จูแว” จะมีปฏิกิริยาในทันที แสดงความคิดเห็นและแสดงความดีใจที่เห็นมุสลิมหรือคนต่างศาสนาเสียชีวิต อยากจะรู้ว่าความต้องการที่แท้จริง “ต้องการความสงบสุข” หรือ “ต้องการความรุนแรง” แล้วสันติสุขที่ทุกคนเรียกหาละ...

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฮาขี้แตก รับคนบ้าเข้าอิสลาม









ฮือฮา! เจ้าอาวาสเข้ารับอิสลาม ระบุนอนไม่หลับตื่นเช้าจึงเข้ารับ แต่หลังเป็นข่าวถูกกดันหนัก



วันนี้ (3 ตุลาคม) เจ้าอาวาสวัดวัดตอหลัง วัดตันติการาม " วัดตอหลัง" ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้เข้ารับอิสลามโดยที่ยังสวมผ้าเหลือง โดยได้กล่าวกาลีเมาะห์ชาดะห์ ที่สำนักงานณะกรรมการอิสลสมประจำจังหวัดนราธิวาส (กอจ.นราธิวาส)


เจ้าอาวาสวัดตอหลัง เดิมชื่อ นายหัสดิน ศิริสุวรรณ เป็นศิษย์เก่า วิทยาลัยเกษตรกรรมนราธิวาส รุ่น 2 คืนก่อนเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสนอนไม่หลับทั้งคืน ฝันและคิดว่า ต้องเข้าอิสลามให้ได้ ในตอนเช้า จึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ อ.เจาะไอร้อง ให้มารับตัว..พาไปเข้ารับอิสลามที่ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดนราธิวาส และหลังเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม


ภายหลังมีการเผยแพร่คลิป การเข้ารับอิสลามของเจ้าอาวาสวันตอหลัง ได้เกิดปฏิกริยาอย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีโทรศัพท์สอบถามไปยังเจ้าอาวาสจำนวนมาก และมีการสอบถามคนที่เผยแพร่คลิปการเข้ารับอิสลาม เพราะเจ้าอาวาสไม่อยากให้สังคมโดยทั่วไปรับรู้กว้างขวางนัก เพราะจะกระทบต่อทางวัด ลูกวัด และตัวเจ้าอาวาสเอง
"ท่านต้องการให้เรื่องค่อยเป็นค่อยไปโดยการอธิบายของท่านเอง และไม่อยากให้คลิปนี้เผยแพร่แบบรวดเร็ว จะเป็นการสร้างเขื่อนไขที่ลำบากต่อเจ้าอาวาสมากยิ่งขึ้น" รองประธานกอจ.นราธิวาส ระบุ


ดูคลิป นาทีเจ้าอาวาสเข้ารับอิสลาม https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1449318885084392&id=617227244960231

https://youtu.be/oWxibr6LIHo 

****************************************************************
เมื่อความจริงปรากฏ



พระดังนราฯ อ้างนอนไม่หลับทั้งคืน “ต้องเข้าอิสลามให้ได้”ที่แท้หนีการตรวจสอบพฤติกรรม
‘ลมใต้ สายบุรี’

จากกระแสในโลกโซเซียล และสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเช่น เพจ:คนเข้ารับอิสลาม กระหึ่มได้มีการตีข่าวและโพสต์คลิปวีดีโอพระทั้งจีวรห่มเหลืองเข้ารับอิสลาม ได้มีการแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ www.muslimtoday.in.th ได้มีการขยายผลเพื่อสื่อต่อสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้คนต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกต และแสดงทัศนะข้กันไปต่างๆ นาๆ บางรายถึงกับจ้องจับผิดกล่าวว่าเป็นการจัดฉาก


จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกระแสในเรื่องดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และพิธีดังกล่าว ได้มีการจัดขึ้นที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ต.ค.59 ซึ่งมีพิธีปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามของพระรูปดังกล่าว 


พิธีปฏิญาณเข้ารับอิสลาม จะมีการยืนยันความศรัทธา 5 ประการด้วยกัน คือ 1.การกล่าวปฏิญาณตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” 2.การละหมาดวันละ 5 เวลา 3.การถือศีลอด 4.การจ่ายซะกาต (จ่ายทาน) และ 5.การทำฮัจญ์

จากนั้น ผู้ทำพิธีก็จะถามผู้ที่เข้ารับอิสลามว่า จะรับหรือไม่รับ ถ้ารับก็จะกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับอิสลาม มีการทำความสะอาดร่างกาย รวมทั้งขลิบอวัยวะเพศชาย


กระแสตีกลับเมื่อเหตุผลิกผันเนื่องจากพระวัดน้ำตอหลังรูปดังกล่าวมีพฤติกรรมเจาะหลังพระประธานนำพระเครื่องนับพันองค์เป็นของส่วนตัว

กรณีพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสที่ จ.นราธิวาส ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา เข้าปฏิญาณตนรับอิสลามทั้งๆ ที่ยังครองผ้าเหลืองส่อเค้าพลิกผัน เมื่อถูกตรวจสอบพบว่าอาจเป็นการพยายามสึกจากพระเพื่อหนีการตรวจสอบพฤติการณ์เจาะด้านหลังองค์พระประธานในศาลาการเปรียญเพื่อนำพระเครื่องที่ประเมินค่ามิได้ออกไป

เมื่อมีการตรวจสอบพระที่เป็นข่าวดังรูปนี้คือ พระครูปัญญาธนากร ศิริสุวรรณ อายุ 60 ปี พรรษา 23 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดตันติการาม หรือ วัดน้ำตอหลัง ตั้งอยู่ที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ชื่อเดิมคือ นายหัสนิล ศิริสุวรรณ ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ตากใบ
จ.นราธิวาส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยในพื้นที่ 

           ข้ออ้างในการเปลี่ยนศาสนาจากพุทธไปรับอิสลามที่มีการระบุในโซเชียลมีเดีย คือ นายหัสนิล ขณะยังเป็นพระ และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำตอหลังนั้น นอนไม่หลับทั้งคืน เพราะคิดแต่ว่าต้องเข้าอิสลามให้ได้ พอรุ่งเช้าจึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ให้ไปรับตัว และพาเข้ารับอิสลาม โดยหลังเข้ารับอิสลามแล้ว เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม ใช้ชื่อว่า “เป๊าะซู”
น้ำลดตอผุดเปลี่ยนศาสนาหนีการตรวจสอบ


         หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีการประชุมร่วมกันที่วัดน้ำตอหลัง โดยมีปลัดอำเภอระแงะ ในฐานะตัวแทนนายอำเภอ, พระผู้ปกครอง, ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และคณะกรรมการวัดตันติการาม รวมถึงชาวบ้าน ได้มีการเปิดโปงพฤติการณ์ของพระครูปัญญาธนากร อดีตเจ้าอาวาส ที่ได้เจาะด้านหลังองค์พระประธานในศาลาการเปรียญ แล้วนำพระเครื่องออกไปนับพันองค์ โดยชาวบ้านและกรรมการวัดทราบเรื่องมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่พระรูปหนีได้กล่าวอ้างในโลกโซเซียลว่านอนไม่หลับทั้งคืน “เพราะคิดแต่ว่าต้องเข้าอิสลามให้ได้”

          ส่วนข้อมูลล่าสุด ภายหลังการประชุม ร่วมกันที่วัดน้ำตอหลัง ตัวแทนกรรมการวัดได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ระแงะ เพื่อเป็นหลักฐาน และตัวแทนจากทุกฝ่าย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินภายในวัด รวมถึงบัญชีเงินฝากของวัดจำนวน 4 เล่มด้วยเพื่อตอบสังคมให้ได้รับการรับรู้ต่อไป.

ใคร? คือจอมบงการโจรใต้ฟาตอนี






"Ibrahim"


      ในที่สุด...โจรใต้ฟาตอนี ก็ได้รับความสำเร็จ ในการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า เจ้าภาพของการต่อสู้ คือ “องค์กรศาสนาอิสลาม” โดยเฉพาะองค์กรศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก (เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า องค์กรอิสลามในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาคอื่นๆ ไม่มีบทบาทในการต่อสู้) ทำให้โฟกัสลงไปได้เลยว่า ผู้นำศาสนา และผู้สอนศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งวิธีการของโจรใต้ปาตานีมักจะอ้างอยู่ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ


  • ประการแรก กล่าวอ้างว่าประเทศไทย ปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม มีการกดขี่ข่มเหง
  • ประการที่สอง ร่ำร้องว่ารัฐบาลไทยข่มเหงรังแกอิสลาม...!!และไม่ได้รับความยุติธรรม
       โจรใต้ฟาตอนี ได้อาศัย 2 ประเด็นนี้ เป็นชนวนคอยจุดกระแสและเป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในชุมชน ถ้าก่อปัญหาไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ “ทำร้าย” หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ทำการทิ้งใบปลิว แขวนป้ายผ้าทำการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ให้ความร่วมมือรัฐ ควบคู่กับการปล่อยข่าวลือส่งผลให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่เป็นความจริง



       โจรใต้ฟาตอนี มีขีดความสามารถในการสร้างผู้นำศาสนา รวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นแกนนำในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่ง และยังสามารถทำให้ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีความเลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างชนิดถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการได้เป็นนักรบของพระเจ้า หลงเชื่อว่าเป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา


       แล้วก็ สร้างภาพให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า “คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละ ไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด”


         โจรใต้ฟาตอนี ได้ใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบ ด้วยการอบรมบ่มนิสัย สร้างนักรบรุ่นใหม่ สร้างความฮึกเหิม ความกล้าหาญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการอบรม จะยินยอมพร้อมใจ ยอมมอบตัวเองเข้าไปรับใช้ โดยไม่ได้นึกแม้แต่นิดว่าแผ่นดินที่อ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้านั้น ที่แท้ก็คือจังหวัดปัตตานีที่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา


        โจรใต้ฟาตอนี บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยยึดครอง  เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้เพียงตารางนิ้วเดียว



สิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์


          ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส และเมืองอะโรสตาร์ หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทย เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯ เหมือนคนบางกอกไม่มีผิดเพี้ยน!!


        ประเทศไทยเสียอีกที่เสียดินแดนให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมาเลเซียให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนคืน กลับสูญเสียดินแดนไปอีกรวมแล้ว 5 จังหวัดด้วยกัน เช่น จังหวัดปีนัง เป็นต้น


        ดินแดนปัตตานี เป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก ประกอบกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างไปส่งเดชว่า ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช


         เรื่องง่ายๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งเหนิง ถูกโจรใต้ปาตานี แหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่เมื่อ 500 ปีก่อน จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ยอมเลิกรา..

         วิธีการที่พวกโจรใต้เอามาใช้อย่างได้ผล นั้นคือเรื่องของการ “บิดเบือน” แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเบือนให้น่าเชื่อถือว่า ว่าเป็นเรื่องจริง โจรใต้ปาตานี ได้อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ “องค์อัลเลาะห์” มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกันพี่น้องอิสลามผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของโจรใต้ปาตานี ขยายวงกว้างออกไปทุกที





         โจรใต้ฟาตอนี ชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริง ต้องเป็นรัฐอิสลามเท่านั้น ผู้นำของประเทศ ต้องใช้หลักการของพระศาสนาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อปัตตานีได้รับการปลดปล่อย คณะกรรมการจะทำการเลือกเฟ้นอย่างสำคัญที่สุด เพื่อจะสรรหาผู้นำของประเทศ


        รู้กันในหมู่ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่ามีทางสองแพร่งที่จะต้องเลือกเดินในอนาคต 
  • แพร่งที่หนึ่ง ผู้นำสูงสุดเลือกมาจากสายสุลต่านเก่า หรือ
  • แพร่งที่สอง เลือกมาจากผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม หรือจะได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านองค์แรก

            วันนี้ ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะไม่เหมือน...คนที่ “บงการ” กับคนที่จะมาเป็น “สุลต่าน” ไม่ได้เกี่ยวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่าน ไม่ได้ร่วมบัญชาการรบ แต่ได้ทำหน้าที่ในระดับสากล


         คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่ “รบ” เป็นการจำเพาะโฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้บอกวิธีการดูเอาไว้ ดังนี้


  • 1. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “อับดุลกาเดร์” ว่ามีใครเป็นคนสายนี้?
  • 2. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ “หะยีสุหลง” ว่ามีใครเป็นลูกเต้า เหล่ากอ?


         สรุปแล้วมีอยู่ 2 สายเท่านั้น ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง “อ๋อ” คนนี้นี่เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า "ใคร"...คือสายเลือดของ"อับดุลกาเดร์"...? และใครคือสายเลือดของ "หะยีสุหลง" ? คนใดคนหนึ่งใน "ต้นตระกูล" นักสู้ดังกล่าวนี้ คือจอมบงการอย่างแน่นอน

           และถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ทั้งอับดุลกาเดร์ (พ.ศ. 2540) เรื่องราวเมื่อ 109 ปีก่อน และหะยีสุหลง อับดุบกาเดร์ (พ.ศ. 2494) เรื่องราวเมื่อ 55 ปีผ่าน เป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่






         เมื่อวิเคราะห์อย่างนี้ ก็จะเหลือ “ผู้บงการ” อยู่หนึ่งเดียวขณะนี้มีบัญชีรายชื่อผู้บงการอยู่หลายคน เช่น มะแซ อุเซ็ง (ค่าหัว 5 ล้านบาท) สะแปอิง ผู้โด่งดังจากโรงเรียนธรรมวิทยา และ ดร.วัน กาเดร์ หัวหน้าขบวนการ “เบอร์ซาตู” ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย


        ไม่มีใครรู้ว่า ดร.วัน กาเดร์ เป็นลูกหลานใคร แต่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ทัพใหญ่”ควบคุมทุกขบวนการเอาไว้ในคอลโทรล ชื่อขบวนการของเขา ไม่ใช่เขาตั้งเอง แต่เขาได้จับเอาองค์กรจัดตั้ง 23 องค์กร เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จึงเรียก เบอร์ซาตู โดยไม่มีคำว่า “พูโล” พ่วงท้ายเลย เบอร์ หมายถึง “อับดับที่...” ซาตู..หมายถึง “หนึ่ง”


       ผู้สันทัดกรณีเอง ก็ไม่อาจวิเคราะห์ฐานะของ ดร.วัน กาเดร์ ได้ แต่น่าจะเชื่อว่า นายคนนี้คือกระเป๋าเงิน “หนึ่งหมื่นล้าน” ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู สร้างกองทัพพระเจ้าให้เติบโตขึ้นมา นอกจากจะเป็นกระเป๋าเงินแล้ว เขายังเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะคือ ท่านอดีตนายกฯ มหาเธร์


       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของจอมบงการ จะยังไม่ชัดก็ตาม ภาพได้ปรากฏชัดออกมาว่า องค์กรศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเจ้าภาพตัวจริง!!



        โจรใต้ฟาตอนี เองมีความจงใจทีจะให้เจ้าภาพตัวจริง คือสถาบันอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรปัตตานีสามารถชูเอาศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม “ปั้นกรอบ” ให้เป็นภาระหน้าที่ของชาวอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เป็นการปกป้องอิสลามจากส่วนกลางไม่ให้ได้รับผลกระทบ


       แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้อาศัย “พลังอิสลาม” เป็นทฤษฏีชี้นำไปในตัวเสร็จพร้อมกันนี้ ก็ได้ป้องกันมิให้อิสลามจากส่วนกลาง เช้ามามีบทบาทร่วมโดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่า ถ้าได้รัฐปัตตานีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่านจุฬาราชมนตรี หรืออิสลามคณะใดก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ในโลก


     พวกเขาคิดการไกลขนาดนั้น ผมพยายามที่จะกะเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้าจอมบงการ คือใคร ซึ่งตอนนี้ท่านอ่านออกได้เองแล้วว่า “คนนั้นกับคนนี้” คือจอมบงการ แม้ว่าโจรใต้ปาตานีจะหาทางให้ศาสนาอิสลามเป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่โจมบงการที่แท้จริงมิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลังอำนาจ และอิทธิพล ที่สำคัญคนๆ นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่น้องมลายูปาตานี


        แล้ววันนี้...เขาบงการต่อ...ในขณะที่รัฐบาลบอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร?...จนถึงไข่แดงแล้วคลี่ให้ดูว่า “ไฟใต้...ใครบงการ?” เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำขื่อเอาไว้...โจรใต้ปัตตานีพวกนี้ ป้วนเปี้ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านหรอกครับ

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชายชาวอิหร่าน รณรงค์เรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงที่ถูกบังคับให้สวมฮิญาบออกจากบ้าน





            เว็บไซต์เมโทร รายงานเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ชายชาวอิหร่านร่วมรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงที่ถูกจำกัดสิทธิด้วยกฎหมายบังคับคลุมผมด้วยฮิญาบในที่สาธารณะ ด้วยการโพสต์ภาพตัวเองใส่ฮิญาบคู่กับภรรยาและญาติฝ่ายหญิงในโลกโซเชียล




         การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ซึ่งถูกบังคับโดยกฎหมายที่เขียนไว้หลังการปฏิวัติอิสลามตั้งแต่ปี 2522 ที่ระบุว่าผู้หญิงทุกคนต้องสวมผ้าคลุมผม หรือ ฮิญาบ หากฝ่าฝืนจะถูกปรับเงิน หรือแม้แต่อาจถูกตัดสินรับโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะต้องรับโทษจำคุก มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งร่วมในการแสดงออกด้วยการออกจากบ้านโดยไม่สวมฮิญาบแล้ว ขณะที่บางรายถึงกับโกนศีรษะด้วย


          ล่าสุด ชายชาวอิหร่านได้ร่วมแสดงออกในแคมเปญ “มายสเตลธีฟรีดอม” หรือ “อิสรภาพลับๆของฉัน” แคมเปญที่ริเริ่มโดย มาซิห์ อาลีเนจาด หญิงนักเคลื่อนไหวอาศัยในนครนิวยอร์ก ที่เรียกร้องให้ผู้ชายร่วมโพสต์ภาพและแฮชแท็ก  หรือชายสวมฮิญาบ

         
         โดยล่าสุด อาลีเนจาด ได้ภาพที่มีผู้ส่งเข้าร่วมแคมเปญแล้วกว่า 30 ภาพนับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอาลีเนจาด ระบุว่า ชายส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยอยู่ในอิหร่าน และได้เห็นความทุกข์ของผู้หญิงจากตำรวจและการบังคับให้ต้องใส่ฮิญาบ


         ขณะที่ชายอิหร่านรายหนึ่ง โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า “ผมใส่ฮิญาบระยะเวลาหนึ่งเพื่อจะได้เข้าใจความรู้สึกของภรรยาที่ต้องใส่ฮิญาบเป็นประจำทุกวัน”

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ผลพิสูจน์กระสุนปืนคนร้ายใช้ก่อเหตุยิงชาวบ้าน 2 แห่ง ในวันเดียวกัน ที่ อ.มายอ เผยเคยก่อคดีมาแล้วในพื้นที่



Posted on 08/08/2016 by admin


           กรณีเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 59 เกิดเหตุคนร้ายประชาชนเสียชีวิต ที่ริมคลองชลประทาน หลัง อบต.ลางา ม.2 ต.ลางา อ.มายอ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ริมน้ำคลองชลประทาน และพบศพลอยอยู่ในคลองสภาพคว่ำหน้า ทราบชื่อ นายมะซาฟวัน อาแซ อายุ 34 ปี ที่อยู่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนปืนขนาด 9 มม.เข้าที่ศีรษะและลำตัว ทราบว่า ผู้ตายขับขี่รถ จยย.ออกจากหมู่บ้านที่เกิดเหตุ เพื่อจะกลับบ้านสายบุรี พอออกมาเพียง 500 เมตร ได้มีคนร้าย 2 คนขับขี่ จยย.ตามประกบและคนร้ายที่ซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนยิง ทำให้เสียชีวิต

          เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบลูกระสุนปืนที่เกิดเหตุ พบว่า อาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุเป็นกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ที่เกิดเหตุจำนวน 2 ปลอก มีความเกี่ยวเนื่องกับคดีที่มีประวัติคนร้ายเคยก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วจำนวนหลายคดีด้วยกัน ประกอบด้วย

  • – คดียิงและเผานางเบญจพร เกื้อตุ้ง เสียชีวิต ขนาดออกไปซื้อของในตลาดนัด ถนนราตาปันยัง-ม่วงหวาน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

  • – คดียิง อส.ทพ.จิรศักดิ์ กิจตานนท์ และอส.ทพ.ธนเลิศ เสพสุข เสียชีวิตทั้ง 2 คน บนถนนภายในหมู่บ้านปือ-ท่าด่าน ต.หน่องแรด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

  • และก่อนหน้านี้วันเดียวกัน (27 ก.ค. 59) คนร้ายยิง นายซาตา เจะมามะ อายุ 42 ปี บ้านอยู่ ต.ลูโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ขับขี่รถ จยย.ออกไปดื่มน้ำชาในหมู่บ้าน ระหว่างทาง บริเวณ ม.4 ต.ปะโด อ.มายอ ได้มีคนร้าย 2 คน ขับขี่ รถ จยย.ตามประกบ และคนร้ายใช้อาวุธปืนสั้นไม่ทราบชนิดยิงถูกลำตัว 1 นัด และรถเสียหลักล้มลง บาดเจ็บ

  • ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบลูกกระสุนปืนที่เกิดเหตุพบลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์(ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาดประมาณ .38 จำนวน 1 ลูก ผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นพบว่าลูกกระสุนปืนของกลาง ใช้ยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติในสารบบ ของ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จำนวนรวม 13 คดี อาทิ

  • – ยิง นายศรัทธา มะเด็ง (ลูกจ้างโครงการจ้างงานเร่งด่วนหน่วยเฉพาะกิจ ปัตตานี 25-เสียชีวิต),บริเวณถนนสายมายอ – ปาลัส ม.3 ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี

  • – ยิงนางปิยะนันท์ ชูปาน ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พนักงาน อบต.แป้น อ.สายบุรีฯ (เสียชีวิต) , ภายในตลาดนัดบ้านตาแบะ ม.3 ต.ลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี

  • – ยิงนางฮามีดะห์ สุหลง (อายุ 61 ปี เสียชีวิต) , บ้านเลขที่ 102 ม.3 ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

  • – ยิงนายอับดุลรอเซะ แมะดอเม็ง (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง ม.2 ต.ท่าน้ำอ.ปะนาเระ(เสียชีวิต) ,บริเวณถนนสายบ้านราวอ ม.4 ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี

  • – ยิง ว่าที่ ร.ต.สมาน มะแซ (หัวหน้าสถานีอนามัยตำบลถนน อ.มายอฯ- เสียชีวิต) ,บ้านเลขที่ 1/2 ม.5 ต.กระเสาะ อ.มายอ จ.ปัตตานี

           จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 ล่าสุด แสดงให้เห็นว่า กรณีคนร้ายยิงประชาชน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อลอบดักสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รายวัน และพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจผิด และถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และผู้ก่อเหตุเองก็มีคดีหลายคดีด้วย เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและสร้างความกระจ่างต่อประชาชนในพื้นที่ อย่าหลงผิดและเชื่อในการกระทำบางอย่างของผู้ไม่หวังดีอาจนำไปบิดเบือนข้อเท็จจริง

———————-

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทัพช้างศึกเตรียมวุ่นกันถ้วนหน้า หลังประเทศซาอุฯสั่งห้ามผู้เล่นไทยพกเครื่องรางของขลังเข้าประเทศเป็นอันขาด




            สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ อาคารพงษ์สุภี วิภาวดี โดยสมาคมฟุตบอลฯได้เรียกประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติกาตาร์ ในวันที่ 25 สิงหาคม และการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 3 นัดแรก ที่จะพบกับ ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย ในวันที่ 1 กันยายน 2559

        โดยการประชุมดังกล่าวมีการหารือเรื่องที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้จำกัดจำนวนในการเดินทางเข้าสู่ประเทศ รวมถึงสั่งห้ามนำเข้าสิ่งของที่อาจผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศซาอุฯ

         “โค้ชซิโก้” กุนซือใหญ่ช้างศึก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ที่ผ่านมาเป็นการประชุมภาพรวมทั้งหมดในการเตรียมทีมชาติไทย รอบ 12 ทีมเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง, อาหารการกิน, รวมถึงเรื่องทั้งหมดตลอดการเดินทางที่เราไปอยู่กาตาร์และซาอุ นอกจากนี้ที่ต้องเน้นอีกเรื่องคือข้อจำกัดในการเดินทางไปซาอุฯ เราจะกำชับทั้งนักกีฬาและผู้สื่อข่าวว่าอะไรที่เอาไปได้หรือไม่ได้ เพราะหากอะไรที่เอาไปไม่ได้ แล้วเราเอาไปมันเสี่ยงผิดกฏหมายเขา”


         ทั้งนี้เเหล่งข่าวใกล้ชิดกับ “โค้ชซิโก้” ยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “สิ่งต้องห้ามที่ประเทศซาอุฯ กำชับนักกีฬาเเละผู้สื่อข่าวชาวไทย อาทิ สิ่งที่เกี่ยวกับหมู ประเภทของกินเช่น หมูสด, น้ำมันหมู นอกจากนี้มีพวก รูปเปลือย, เหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งจะถูกโยนทิ้งทันที เช่นเดียวกับอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นก็จะถูกสั่งห้ามเช่นกัน ยกเว้นศาสนอิสลาม ไม่เว้นกระทั้งพระเครื่อง สิ่งเครื่องรางของขลังที่ติดตัวไปบูชา หากตรวจพบ ก็จะถูกยึดนำไปทิ้งทันที เนื่องจากซาอุฯเป็นประเทศที่ใช้ศาสนาผูกกับกฎหมายบ้านเมือง”

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เบื้องหลังความชั่ว อัสมีน กาเต็มมาดี มือระเบิดตำรวจดับเดือนรอมฏอน





           จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2559 เวลาประมาณ 19.05 น. คนร้ายทำการลอบวางระเบิด บริเวณม้าหินอ่อนระหว่างหน้าร้านศรีปุตรี เลขที่ 84 กับ หจก.อัลฮิจญ์เราะฮ ถนนยะรัง ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ผลจากแรงระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ราษฎรได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายรายการ


           รายละเอียดของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ก.ค.59 เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่ จนท.ตำรวจจราจร สภ.เมืองปัตตานี ซึ่งเป็นชุดบริการจราจร โดยมี ร.ต.ต.มยูนุ จูเฮง เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ให้กับผู้ที่เดินทางมาละศีลอดและละหมาดดอรอเวียะ ที่มัสยิดกลางปัตตานี และระหว่างที่ประชาชนร่วมรับประทานอาหารในบริเวณมัสยิดกลาง จนท.ตำรวจจราจรก็ไปรอให้บริการประชาชน จึงไปนั่งที่บริเวณม้าหินอ่อนระหว่างหน้าร้านศรีปุตรี เลขที่ 84 กับ หจก.อัลฮิจญ์เราะฮ ถนนยะรัง ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดกลางปัตตานี ประมาณ 17 เมตร จากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย


          ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในครั้งนั้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และประชาชนโดย จ.ส.ต.อนุรักษ์ รักบุตร อายุ 34 ปี ได้เสียชีวิต ส.ต.ต.วิชชากร เอกกุน อายุ 27 ปี, ส.ต.ต.สุรศักดิ์ปาสังข์ ได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งราษฎรได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นายยา มอลอ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/1 ม.4 ต.ตาเซะ อ.เมือง จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกบริเวณศีรษะ


         เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานที่ตรวจพบจากที่เกิดเหตุได้แก่ ชิ้นส่วนท่อเหล็ก(ภาชนะบรรจุ) สะเก็ดระเบิด (เหล็กตัดท่อนคละขนาด) ชิ้นส่วนวิทยุสื่อสาร ชิ้นส่วนวงจร DTMF ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ขนาด 1.5 และ 9 โวลต์


        ความเสียหายต่อทรัพย์สินรถจักยานยนต์ จำวนวน 3 คัน (คันของเจ้าหน้าที่ทีบาดเจ็บ) ร้าน หกจ.อัลฮีจญ์เราะ และร้านศรีปุตรี




           ความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ได้รวบรวมพยานหลักฐานและได้ขอออกหมายจับ พรก.ฉุกเฉินฯ นายอัสมีน กาเต็มมาดี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 ซอย 5 ถนนนาเกลือ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ตามหมายจับ ที่ ฉฉ.71/59 ลง 22 ก.ค.59


          การออกหมายจับในครั้งนี้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานีได้ให้พยานดูภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ พยานจำได้ยืนยันว่านายอัสมีนฯ เป็นหนึ่งในคนร้ายที่ทำการก่อเหตุลอบวางระเบิด
นายอัสมีนหรือมีน กาเต็มมาดี หมายเลขบัตรประจำตัว 1-9499-00081-74-9 เกิดเมื่อ 18 ก.ค. 2530 อายุ 20 ปี ภูมิลำเนา 6 ซ.5 ม.5 ถ.นาเกลือ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี


      พฤติกรรมนายอัสมีนหรือมีน กาเต็มมาดี ที่ผ่านมามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดร้านน้องเฟิร์น เมื่อ 4 ธ.ค. 50 เวลาประมาณ 18.40 น. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 25 ราย



        นายอัสมิน กาเต็มมาดี เป็นผู้ชักชวน นายซุกรี สุหลง ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 59 ตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานีที่ 204/2559โดยนายสุกรีฯ ให้การ ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อวันที่1 เมษายน 2557 เวลา 14.10 น. เหตุลอบยิง ร.ต.ต.วัลลภ เจษฎารมย์ เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณ ถ.กะลาพอ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม