แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

         คำให้การคนปัตตานี (อดีต) เมื่อยี่สิบปีก่อน ภาคใต้ไม่เป็นแบบนี้ คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันในสังคมโดยต่างฝ่ายต่างให้เกียรติในศาสนาของกันและกัน ลูกๆหลานๆ ของทุกคนก็เล่นกันตามประสาเด็กโดยไม่เห็นมีเด็กคนไหนลากศาสนามาแบ่งแยกกัน แล้วมันเปลี่ยนไปได้อย่างไร? เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? ผู้นำศาสนามุสลิมสุหนี่เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูกชีอะห์เข้ามาแผ่อิทธิพล ทำให้มีการส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนต่อในประเทศตะวันออกกลาง





          หวังว่าจะกลับมาเป็นหัวหอกในการต่อต้านชีอะห์ แต่ผลที่ตามมากลับเป็นการชักนำสุหนี่หัวรุนแรงเข้ามาในไทยโดยไม่รู้ตัว สุหนี่พวกนี้เป็นศัตรูคู่แค้นกับชีอะห์ เป็นพวกแนวทางยึดตามคัมภีร์แบบสุดโต่ง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ยืนยันแต่เพียงว่าชีวิตของมุสลิมต้องมีเพียงคำสอนของศาสดาเท่านั้น เมื่อมุสลิมรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลต่างชาติ กลับเข้ามาในไทย พวกนี้ก็เริ่มทำลายแนวทางมุสลิมในภาคใต้ยึดถือกันมานาน โดยอ้างว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ผิด มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงคลุมผ้า ล้มล้างประเพณีที่เคยทำกันมา และที่สำคัญที่สุด คือก่อตั้งปอเนาะแนวทาง ที่ตนต้องการ นี่แหละคือจุดเริ่มของความรุนแรงทั้งหลาย เด็กที่จบจากปอเนาะไม่มีทางเลือกในอาชีพอื่นเลย นอกจากต้องไปศึกษาต่อในประเทศมุสลิม เพราะ



            ไม่มีบริษัทไหนรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากคัมภีร์ทางศาสนา เด็กเหล่านี้ต้องไปศึกษาต่อ และเมื่อกลับมาก็ไม่มีงานทำเช่นเดิม จะทำงานใช้แรงก็ไม่ได้ เพราะกลายเป็นผู้รู้ทางศาสนาเสียแล้ว ทางเลือกมีทางเดียวก็คือต้องหาทางสอนศาสนา และต้องหาเงินมาเพื่อจัดตั้งโรงเรียนปอเนาะของตนเอง แต่จะหาเงินที่ไหน? คำตอบก็คือ ต้องหาจากประเทศมุสลิม แต่จะหวังเพียงเงินบริจาคก็ไม่เพียงพอ เงื่อนไขเดียวที่จะได้เงินจำนวนมาก ก็คือต้องใช้เงินเพื่อต่อสู้ศัตรูของศาสนาอิสลาม ต้องเป็นนักรบเพื่อศาสนาเหมือนชาวปาเลสไตน์ จะไปหาศัตรูที่ไหน


         ในเมื่อรอบตัวมีแต่ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาที่ไม่ต่อต้านศาสนาอื่น ศาสนาที่เน้นการปฏิบัติส่วนบุคคล ไม่รุกราน ไม่รังแก ดังนั้นจึงต้องหาทางให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนไทยพุทธกับไทยมุสลิมให้ได้ก ่อน โดยเริ่มจาก
  • การปลุกแนวความคิด มุสลิมเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน ขึ้นมา 
  • เมื่อมีเหตุการณ์มุสลิมขัดแย้งกับชาวไทยพุทธ 
  • เมื่อมีเหตุการณ์คนของรัฐบาลรังแกประชาชน 
  • เหตุการณ์ต่างๆ จะถูกขยายให้เกิดเป็นกระแสมุสลิมถูกคนพุทธรังแกทันที 
  • ทั้งๆ ที่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน แต่ไม่มีใครเห็นนอกเหนือไปจากเป็นการขัดแย้งของบุคคล หรือข้าราชการเลวๆๆ คนหนึ่งรังแกประชาชน
  • ทั้งชาวบ้านมุสลิมเองและพุทธเหมือนกัน ในขณะที่พวกนี้จะฉวยมาเป็นเงื่อนไขเพื่อสร้างความรู้สึกให้มุสลิมเห็นว่ากำล ังถูกรังแกและต้องต่อสู้ 


        ยิงไปกว่านั้น กลุ่มคนเหล่านี้ยังสอนให้เยาวชนเห็นว่าชาวพุทธเป็นคนนอกศาสนา ลูกหลานมุสลิมไม่ควรเข้าไปเป็นเพื่อน โรงเรียนของชาวพุทธจึงเป็นสิ่งที่ต้องห้าม สถานที่ศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเยาวชนมุสลิมคือปอเนาะเท่านั้น
        นอกจากการปั่นกระแสความเกลียดชังแล้ว ยังพยายามหาข้ออ้างทางประวัติศาสตร์มาใช้อ้างเป็นความชอบธรรมว่ามุสลิมเคยเป็นประเทศมีเอกราชแต่ถูกสยามรุกราน มีการก่อตั้งกองกำลังเพื่อยึดประเทศคืน และหาทางกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ตอบโต้ เมื่อมีการเสียชีวิต ก็ใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อไปยังประเทศมุสลิมว่ากำลังต่อสู้เพื่อศาสนา มีนักรบของศาสนากำลังเสียชีวิต เท่านี้เองเงินทองก็ไหลมาเทมา ยิ่งเกิดความรุนแรงขึ้นเท่าไหร่ เงินทองก็ยิ่งเข้ามามากขึ้นเท่านั้น คนกลุ่มนี้แหละที่อยู่เบื้องหลัง ที่บงการ ที่พยายามล้างสมองให้



          "มหาเธย์ โมฮำหมัด "  ผู้ประกาศจะสนับสนุน 3 จังหวัด ในอดีต
จนทำให้ผู้นำหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ส่งสานส์ประท้วงการกระทำดังหล่าวจนหุบปาก


           เยาวชนออกไปตายเพื่อศาสนา เป็นอีแอบอยู่หลังฉาก ไม่เคยเปิดเผยตัว แต่ทำตัวเป็นพี่ใหญ่คอยแจกจ่ายเศษเงินแก่ผู้ที่เป็นแขนขา บางคนมีฐานะร่ำรวย ก็เข้าแบ่งประโยชน์กับเจ้าพ่อในพื้นที่ และนักการเมืองท้องถิ่น เพราะยิ่งสถานการณ์รุนแรงเท่าไหร่ ผลประโยชน์จะยิ่งไหลมาเทมา รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะทำอะไรรุนแรงกับมุสลิม ซ้ำยังให้สิทธิพิเศษทางศาสนาต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือ ให้ค่าตอบแทนครูสอนศาสนา เพื่อที่จะให้มุสลิมไม่ก่อปัญหาขึ้น



ชาวพุทธต้องหวาดผวาเมื่อหมู่บ้านตนโดนยิงจนได้มานอนวัด ที่มีทหารคอยคุ้มกัน

           
ทั้ง ๆ ที่ ชาวไทยพุทธในพื้นที่ก็มี แต่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือแบบนี้จากรัฐบาล ตอนนี้สถานการณ์กำลังรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัฐบาลปราบปรามอย่างเด็ดขาดไม่ได้ เพราะตัวผู้บงการจริงๆ ยังแอบซ่อนตัวอยู่ แถมต้องพะวักพะวนกับข้ออ้างทางสิทธิมนุษยชนที่พวก NGO พยายามใช้เพื่อสร้างผลงาน NGO พวกนี้ก็ไม่ต่างกับพวกอีแอบที่อยู่ข้างหลังมุสลิมชั่วๆบางกลุ่มที่เอาศาสนา มาอ้างเท่าไหร่หรอก เพราะหวังเงินจากต่างประเทศเหมือนกัน ยิ่งมีความรุนแรง ยิ่งมีความสูญเสีย NGO ยิ่งชอบใจ เพราะจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีรัฐบาล ใช้เป็นข้ออ้างจัดกิจกรรม และเงินก้อนโตก็จะถูกส่งมาแบ่งกัน อยากถามรัฐบาลว่า วันนี้ท่านทำอะไรให้ชาวไทยพุทธที่ต้องเป็นเหยื่อของมุสลิมบ้าง อยากถาม NGO ว่า สิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวไทยพุทธอยู่ที่ไหน

         อยากถาม องค์การมุสลิมที่ออกมาเรียกร้องว่า คนที่ประท้วง คนที่ก่อความวุ่นวาย คนที่พยายามฆ่าผู้ไม่เกี่ยวข้อง พวกนี้ยึดถือหลักการสิทธิมนุษยชนและยอมรับความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไหม ถ้าไม่เคยมีหลักการ พวกนี้เอาข้ออ้างอะไรมาเรียกร้องให้รัฐบบาลไทยต้องยึดถือหลักการ สิ่งที่พวกนี้ทำก็คือมือหนึ่งชูสิทธิมนุษยชนนำหน้า แต่อีกมือหนึ่งถือปืนยิงใส่คนรอบข้าง แต่เมื่อถูกยิงตอบโต้กลับกลายเป็นว่าผู้ยิงตอบเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องขอโทษคนที่ยังคงถือปืนยิงใส่ผู้บริสุทธิ์ตลอดเวลา ทราบมาว่า ต่อไป กลันตัน ตรังกานู เคดาห์ และ อื่นๆอีกมาก ก็อยู่ในข่ายการปฏิบัติการเยี่ยงนี้เช่นเดียวกัน
           ในฐานะที่เป็นคนตานีมาแต่กำเนิด เติบโตมาในสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนต่างศาสนาและวัฒนธรรมนะครับ สมัย ที่ผมเป็นเด็กเรียนหนังสือในโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนนับถือศาสนาอิส ลามมากกว่าศาสนาอื่นๆ ผมจึงมีเพื่อนเป็นมุสลิมมากมายไม่ว่าจะเป็น มะยูโซ๊ะ, อับดุลย์กาเดร์, มะนาเซ, แวมารีย๊ะ, ซีตีฮาวอ ฯลฯ เราต่างเป็นเพื่อนที่สนิทสนมเล่นด้วยกันเรียนด้วยกัน ไม่เคยมีความรู้สึกว่าเธอเป็นพุทธ ฉันเป็นมุสลิม เธอเป็นคนไทย ฉันเป็นมลายู 
           ครอบครัวผมจะมีความสนิทสนมกับชาวไทยมุสลิมทุกระดับชั้นมากมาย แม้กระทั่งวังเจ้าเมืองตานีเดิมที่ตำบลจะบังติกอ ก็สร้างแบบศิลปะจีนเนื่องจากช่างที่ก่อสร้างเป็นชาวจีนที่บรรพบุรุษผมจัดหา ให้เนื่องจากสนิทสนมกันกับเจ้าเมืองในอดีต

          เวลาชาวไทยมุสลิมมีงานต่างๆ เราไทยพุทธก็ไปร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็นงานพิธีกรรมทางศาสนาเช่นงานศพ หรืองานรื่นเริงอย่างงานเทศกาลฮารีรายอ และในทางกลับกันเวลางานของเราก็มีชาวไทยมุสลิมไปร่วมด้วย ด้วยความเต็มใจ แม้กระทั่งงานศพญาติผู้ใหญ่ผม ก็มีชาวไทยมุสลิมไปร่วมแสดงความไว้อาลัย





          งานเทศกาลสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จะมีการอัญเชิญเทพแห่รอบเมือง ก็จะมีการแห่เข้าไปในตำบลจะบังติกอซึ่งเป็นชุมชนไทยมุสลิม เนื่องจากในละแวกใกล้วังเจ้าเมืองตานีมีท่าน้ำเป็นท่าภาษีที่ชาวจีนที่จะขน สินค้าจากเมืองยะลามาเมืองตานี หรือขนสินค้าจากปากน้ำตานีไปขายที่เมืองยะลาจะต้องแวะเสียภาษี การอัญเชิญเทพไปที่ท่าน้ำนี้ก็เพื่อเป็นศิริมงคลต่อการค้าขายของชาวจีน เราก็ทำต่อเนื่องกันมานับร้อยปี
         สิ่งที่ผมเล่ามามันไม่เคย มีปัญหา มันไม่เคยมีการแบ่งแยก แตกแยกใดๆ จนกระทั่งมีคำว่า "การเมือง"เข้ามา มันจึงทำให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไป (ขอเลียนแบบแม่พลอยในสี่แผ่นดิน) ยิ่งมาในยุคปัจจุบันมีผู้ที่อ้างตัวเป็นนักวิชาการประจำถิ่นมากขึ้น และพยายามสื่อความคิดของตนให้คนทั่วไปรับทราบ โดยคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองเขียนมันถูกต้อง มีการกล่าวหาว่าประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนต่างๆนานา จนในที่สุดกลายเป็นว่าผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามถูกกลั่นแกล้ง กีดกันต่างๆ ยิ่งเป็นประเด็นร้อนทันที ผมไม่ทราบว่านักวิชาการเอาจุดไหนเป็นเส้นแบ่งในเรื่องเวลาของประวัติศาสตร์ จะเอายุค ร.5, ยุคต้นรัตนโกสินทร์, ยุคกรุงธนบุรี, ยุคกรุงศรีอยุธยา ถ้าผมจะเอายุคก่อนประวัติศาสตร์มาอ้างบ้างละครับว่าทุกคนคือเผ่าพันธุ์เดียว กัน นักวิชาการจะโต้เถียงกับผมหรือเปล่าครับ
http://narater2010.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_ปชป​.​ดันตั้งนครอิสลาม


ปชป​.​ดันตั้งนครอิสลาม
​โพสต์ทู​เดย์​ — ​อดีต​ ​ส​.​ส​.​ปชป​.​ชง​ ​รูปแบบปกครองพิ​เศษชายแดนภาค​ใต้​ ​เลียนแบบมา​เลเซีย

​นายพีรยศ​ ​ราฮิมมูลา​ ​อดีต​ ​ส​.​ส​.​พรรคประชาธิปัตย์​และ​อดีตอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์​ ​วิทยา​เขตปัตตานี​ ​กล่าวว่า​ ​กลุ่ม​ ​ส​.​ส​.​ใน​จังหวัดชายแดนภาค​ใต้​เตรียม​จะ​เสนอรูปแบบการปกครอง​ใน​จังหวัดชายแดนภาค​ใต้​ใน​ลักษณะ​โครงสร้างพิ​เศษเพื่อกระจายอำ​นาจบริหารราชการ​ใน​พื้นที่

​นายพีรยศ​ ​กล่าวว่า​ ​จะ​เสนอโครงสร้างดังกล่าวต่อที่ประชุม​ใน​เวที​ ​ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา​ ​พัฒนา​ ​ชายแดน​ใต้​ ​ระหว่างวันที่​ 14-15 ​ก​.​ค​.​ที่นายอภิสิทธิ์​ ​เวชชาชีวะ​ ​หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​ ​มา​เป็น​ประธาน​ ​ซึ่ง​จัดที่​ ​อ​.​หาด​ใหญ่​ ​จ​.​สงขลา

“​แนวคิดการกระจายอำ​นาจลงสู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดน​ใต้​ ​ควร​จะ​เป็น​ไป​ใน​ลักษณะ​เดียว​กัน​กับ​รัฐกลันตัน​ ​ประ​เทศมา​เลเซีย​ ​โดย​จะ​มีมุขมนตรีทำ​หน้าที่​เสมือนนายกรัฐมนตรีประจำ​รัฐ​ ​ขณะ​เดียว​กัน​สุลต่านประจำ​รัฐ​ ​ก็​จะ​ทำ​หน้าที่ดู​แลงานด้านพิธีการต่างๆ​ ​ซึ่ง​รูปแบบนี้​จะ​ไม่​ใช่​การปกครองตนเอง​หรือ​แบ่งแยกดินแดน​ ​แต่​เรียกว่า​เป็น​การปกครองเฉพาะพื้นที่​” ​นายพีรยศ​ ​กล่าว

​นายพีรยศ​ ​กล่าวอีกว่า​ ​รูปแบบดังกล่าว​สามารถ​เกิดขึ้น​ได้​จริงเพียงแค่การปรับโครงสร้างการบริหารราชการ​ใน​ระดับท้องถิ่น​และ​แก้​ไขกฎหมายบางข้อ​ ​โดย​เฉพาะการเพิ่มบทบาท​และ​โครงสร้างรวม​ถึง​ยกระดับของนายกองค์การบริหาร​ส่วน​จังหวัด​ให้​มี​ความ​ชัดเจนมากขึ้น

​นอก​จาก​นี้​ ​ผู้​ว่าราชการ​จะ​ยัง​มี​อยู่​เหมือนเดิม​และ​จะ​ทำ​หน้าที่ฐานะตัวแทนรัฐบาลกลาง​ ​มีอำ​นาจหน้าที่กำ​กับ​ดู​แลข้าราชการ​ใน​ภูมิภาค​ ​รวม​ถึง​งานพระราชพิธีต่างๆ​ ​ส่วน​งานการเมือง​ให้​เป็น​หน้าที่ของนายกองค์การบริหาร​ส่วน​จังหวัด

​ด้านนายการัณย์​ ​ศุภกิจวิ​เลขการ​ ​ผวจ​.​นราธิวาส​ ​กล่าวว่า​ ​ขอ​ให้​โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทุกแห่งไปสอบตรวจประวัติอุสตาซทุกคน​ ​เพื่อ​ให้​มั่นใจว่าอุสตาซ​ไม่​เป็น​ฝ่ายตรงข้าม​และ​ให้​ถือว่า​โรงเรียนอิสลามบูรพา​ ​เป็น​ตัวอย่างแหล่งซ่องสุมโจรก่อการร้าย​จึง​ขออย่า​ให้​เกิดขึ้น​ใน​พื้นที่อีก

“​ฝ่าย​ความ​มั่นคง​ยัง​คงมีข้อมูลว่า​โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม​ใน​พื้นที่​ ​จ​.​นราธิวาส​ ​หลายโรงเรียนที่มี​ส่วน​เกี่ยวข้อง​กับ​การก่อเหตุ​หรือ​เป็น​ปอเนาะ​ ​สี​แดง​ ​แต่หลักฐาน​ยัง​ไม่​ชัด​ ​จึง​ขอเตือน​ผู้​บริหาร​และ​อุสตาซทุกแห่งอย่า​ไปยุ่งเด็ดขาด​” ​ผวจ​.​นราธิวาสกล่าว

​ทั้ง​นี้​ ​ผวจ​.​นราธิวาส​ ​ได้​เชิญตัวแทนสำ​นักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส​ ​เขต​ 1 ​ผู้​บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม​ใน​พื้นที่​ 13 ​อำ​เภอ​ ​จ​.​นราธิวาส​ ​ทั้ง​ 3 ​เขต​ ​เพื่อชี้​แจงเรื่องการถอนใบอนุญาตโรงเรียนปอเนาะ

​ด้าน​ ​พ​.​อ​.​อัคร​ ​ทิพโรจน์​ ​โฆษกกองทัพบก​ ​กล่าวว่า​ ​ขณะนี้​สามารถ​ควบคุม​ผู้​ต้อง​หา​จาก​การ​เข้า​ตรวจ​ค้น​ทั้ง​หมดรวม​ 356 ​คน​

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_จดหมายจากครูใต้


จดหมาย​จาก​ครู​ใต้​

รื่อง​ ​ขอยืนยันทำ​งาน​ใน​พื้นที่​ 3 ​จังหวัดนี้ต่อไป

​ดิฉัน​เป็น​คนไทยธรรมดาๆ​คนหนึ่ง​ ​ที่​เคยชื่นชม
​นับถือแนว​ความ​คิดของคุณ​และ​ติดตามการทำ​งานของคุณมาช้านาน
​ดิฉันเชื่อ​ใน​ความ​ตั้งใจดีของคุณ
​นานมา​แล้ว​ที่ดิฉันบอกใครๆ​ว่าท่าน​เป็น​นายกรัฐมนตรีที่ดีสุด​
​เหมาะสมที่สุด​ ​และ​ยัง​คิดเช่น​นั้น​อยู่
​แต่วันนี้ดิฉัน​และ​คุณมี​ความ​เชื่อ​ใน​สถานการณ์ภาค​ใต้​ที่ต่าง​กัน
​ดิฉัน​ไม่​เคยมีอคติ​กับ​ใครรวม​ทั้ง​คุณ​
​ดิฉันถือว่า​เราต่างคนต่างมี​ความ​เชื่อ
​เลยขอเรียนว่า

​ทำ​ไม​ถึง​มี​ความ​เชื่อที่ต่าง​จาก​คุณ
​ที่​เห็นว่า​เรื่องที่​เกิดขึ้น​เป็น​ความ​ผิด​ความ​เลวของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
​ที่​ไม่​เข้า​ใจวัฒนธรรมของคน​ใน​พื้นที่​ (คง​ต้อง​รวม​ถึง​ดิฉันที่​เป็น​ข้าราชการครู​ด้วย​ )
​ดิฉันขอเริ่ม​จาก​สิ่งที่ตัวเองเห็นเมื่อ​เป็น​ครูภาค​ใต้​มา​ 35 ​ปี

1. ​ชาวบ้านแท้​ ​เป็น​คนซื่อแต่​เชื่อ​ผู้​นำ​อย่างหูหนวก​ ​ตาบอด
​ผู้​หญิงขยัน​และ​อดทนอย่างเหลือเชื่อ​ ( ​เคยถามคนที่​ไม่​เคยคลุมหัวฮิญาบ
​ว่าทำ​ไมเดี๋ยวนี้​ต้อง​คลุม​ ​เธอบอกว่าผัว​ได้​บุญ​ ) ​ใน​ขณะที่​ผู้​ชาย​
​ขี้​เกียจ​ ​อ้างศาสนา​เพื่อ​ให้​ตัวเอง​ได้​ประ​โยชน์​ ( ​มีลูกกี่คนก็​ได้​ ​ยิ่งมากยิ่งดี
​เพราะ​ถือว่า​เป็น​ของขวัญ​จาก​พระ​เจ้า​ ) ​เชื่อ​ใน​ชีวิตหน้า
​ชีวิตนี้​จะ​ลำ​บากแค่​ไหนก็​ได้​ ( ​ตายก็​ได้​ถ้า​ผู้​นำ​ชี้​แนะ
​ขนาดที่มีลูกสาวสวย​ ​ผู้​นำ​จะ​ชี้​เอา​เป็น​เมียก็​ต้อง​ให้​ )

2. ​ผู้​นำ​ที่​เลว​ ​ใช้​ศาสนาทำ​ให้​ชาวบ้าน​อยู่​ใน​ระบบปิด​ไม่​พูดภาษา​ไทย
​ไม่​คิดว่าตัวเอง​เป็น​คนไทย​ ​ไม่​รับรู้​โลกภายนอก​
​เพื่อ​ให้​ตัวเอง​เป็น​คนสำ​คัญ​ ​และ​มีอำ​นาจเหนือชาวบ้าน​ ​(​ผู้​ปกครองนักเรียน

แอบมา​เล่าว่าอยาก​ให้​ลูกเรียนสูงๆ​บ้าง​ ​ทีลูก​ผู้​นำ
​เขา​ส่งเรียนสูงๆ​ ​แต่ลูกเรา​ ​เขา​บอก​ให้​เรียนปอเนาะ​ได้​บุญ)
​เขา​ขอ​ให้​ครู​ช่วย​หาทาง​ให้​ลูก​เขา​ได้​เรียน​ด้วย
​ครูก็​ช่วย​แล้ว​มาน้ำ​ตาตกทีหลัง​ ​เมื่อมาพบว่า​เด็กมา​เรียนจนจบปริญญา

แล้ว​เขา​ไม่​รู้จักเรา​ ​แถมบางคนทำ​ท่า​เหมือนเรามาอาศัยแผ่นดิน​เขา​อยู่​ )

3. ​โดย​นิสัยคนพื้นเมืองที่มี​ความ​รู้​และ​ได้​เป็น​ใหญ่​ ​จะ​เห็นแก่ตัว
​ไม่​ช่วย​พัฒนาคนระดับล่าง​ให้​มี​ความ​รู้​ ​ไม่​รู้จักบุญคุณคน​โดย​เฉพาะคน

นอกศาสนา​ ​ถ้า​ใคร​ให้​ ​เขา​จะ​รับ​ ​แต่​ไม่​ให้​ตอบ​เพราะ​บาป
​นักการเมืองรุ่นเก่า​จะ​เอื้อประ​โยชน์​กับ​ผู้​นำ​ศาสนา​และ​ชาวบ้าน
(เพื่อคะ​แนนเสียง​ ) ​โดย​ยอมรับเรื่องที่​ผู้​นำ​ปิดโลกของคนพื้นเมือง​จาก

โลกภายนอก​ ​ทำ​ให้​คนพื้นเมือง​อยู่​ไปวันๆ​ ​อย่าง​ไม่​มีอนาคต​ใน​โลกนี้
​เพราะ​โลกหน้าต่างหากที่​เป็น​ของจริง​ ​เมื่อชีวิต​ความ​เป็น​อยู่​ของ​เขา​ยากจน
​ก็​เป็น​ความ​ผิดของรัฐบาลที่​ไม่​เข้า​ไปดู​แล​ ​เมื่อ​เขา​พูดไทย​ไม่​ได้​และ​ไม่

รู้ว่าที่นี่คือประ​เทศไทย​ ​เขา​ก็​ต้อง​ฟัง​ผู้​นำ​ ​ใน​อนาคตพวก​เขา​จะ​เป็น​พลเมือง

ส่วน​ใหญ่​ใน​พื้นที่​เพราะ​มีลูกมาก​ ​และ​คนไทยอพยพหนีตาย​ ​จาก​นั้น​ก็​เรียกร้อง

ขอแผ่นดินที่มี​แต่พวก​เขา​ ​เรื่องนี้​เล่น​ไม่​ยาก​ใน​เวที​โลก​ไม่​ใช่​หรือ​?

4. ​ระยะหลังเริ่มมีขบวนการแบ่งแยกเชื้อชาติ​ ​และ​ส่งเสริม​ให้​ขับไล่ซือแย
(ไทยพุทธ​ ) ​ออก​จาก​แผ่นดินรุนแรงขึ้น​ ​เนื่อง​จาก​ได้​เงินสนับสนุน
​(​จาก​ไหนบ้างคุณน่า​จะ​รู้​ ) ​ได้​ความ​ฮึกเหิมของชาวอิสลามที่ร่ำ​รวยขึ้น
​และ​การปลูกฝังว่าอิสลามว่า​เป็น​พี่น้อง​กัน​ทั้ง​โลก​ ( ​แต่​อยู่​ร่วม​กับ​ใคร​ไม่​ได้​ )
​เรื่องอย่างนี้​เหมือนน้ำ​ท่วมปาก​ ​แต่​ไม่​มี​ใครกล้าพูดดังๆ​ ​ให้​พวกคุณฟัง
​เพราะ​เรากลัวตาย​ ​การฆ่ารายวันเกิดขึ้น​ได้​ ​เพราะ​ผู้​ร้าย​ไม่​ต้อง​ปฏิบัติตาม

กฎหมาย​ ​เรื่องที่พูดมานี้​เพื่อ​จะ​บอกคุณว่า​ ​ใน​เมื่อคนพื้นเมืองถูกครอบงำ​ให้​คิด

ว่า​ ​พวก​เขา​ไม่​ใช่​คนไทย​ ​แผ่นดินนี้​เป็น​ของ​เขา​ ​ทุกสิ่งที่​เรา​ให้​ ​เขา​รับ
​แต่​เขา​ขอบคุณพระ​เจ้าที่บันดาล​ให้​ ​เรา​ให้​จึง​ไม่​มีบุญคุณต่อคนนอกศาสนา

​ดิฉันเจ็บใจเวลาที่​เห็นพวกคุณแสดง​ความ​เห็นใจคนพวกนี้​และ​ว่า​เรื่องที่​เกิด
​ขึ้น​เป็น​ ​วามผิดของคนไทย​ ​คุณรู้​กัน​บ้างไหมว่าทุกสิ่งที่​เราทำ
​เรา​ไม่​เคยมี​ความ​คิดว่า​เรื่องนี้ทำ​ให้​เฉพาะคนไทย​เพราะ​เราทุกคน​เป็น​คนไทย
​ใน​จังหวัดที่ดิฉัน​เป็น​ครูมา​ 30 ​ปี​ ​ดิฉัน​ไม่​เคยเห็น​ส่วน​ข้าราชการไหนที่​แบ่ง​เขา

แบ่งเรา​ ​มี​แต่​เขา​นั่นแหละที่ทำ​ตัวผิดแปลกแตกแยกมากขึ้นทุกวัน
​ถ้า​คุณ​อยู่​ที่นี่​ซึ่ง​เป็น​แผ่นดินไทย​ ​คุณ​จะ​รู้สึกอย่างไร
​เมื่อ​เขา​เรียกร้องเอา​โน่นเอานี่มากขึ้นทุกวัน​ ​ฉัน​จะ​ต้อง​แต่งตัวอย่างนี้
​ฉัน​จะ​ต้อง​หยุดวันนี้​ ​ฉัน​จะ​ไม่​ไหว้ครูร่วม​กัน​คนพุทธ​
​ฉัน​จะ​ไม่​เรียนวิชานี้
​ฯลฯ

​ด้วย​ข้ออ้างว่า​เพราะ​ขัด​กับ​หลักศาสนา​ ​แล้ว​เราก็ยอม​เขา​ทุกเรื่อง
​และ​ให้​เห็น​ความ​แตกแยกชัดเจนขึ้นทุกวัน​ ​นักการเมืองที่​เป็น​พวก​เขา
​ก็พูดเอา​แต่​ได้​ ​และ​การเอา​แต่​ได้​ของ​เขา​โดย​อ้างศาสนา​ ​ก็กดคนของ​เขา

ให้​หูหนวกตาบอด​ ​ให้​ขี้​เกียจ​ ​ให้​ไม่​มี​ความ​รู้​ ​เพื่อ​เขา​จะ​ได้​ใช้​คนพวกนี้​เป็น​ฐาน

​โดย​มีกลุ่มคนที่มองภาพรวม​ใน​เรื่อง​ความ​ไม่​เท่า​เทียมที่คน​ใน​สังคมชนบท​ได้​รับ

(อย่างพวกสิทธิมนุษยชน​ ) ​เป็น​เครื่องมือ​ ​ใจคอคุณ​จะ​ให้​ยอมจนกระทั่งคนไทยที่

อยู่​ใน​ 3 ​จังหวัด​ต้อง​พูดภาษาถิ่นที่​โลกนี้​เขา​ไม่​พูด​กัน​ ​เพื่อ​เข้า​ใจ​เขา​แต่​เขา​ไม่​ต้อง

หัดพูดภาษา​ไทยเพื่อ​อยู่​ใน​โลกปัจจุบัน​ได้​ ​กระ​นั้น​หรือ
( ​แต่ครั้นก็​ยัง​ช่วย​อะ​ไร​ไม่​ได้​หรอก​ ​เพราะ​เขา​ถูกสอนว่า​เรา​เป็น​คนนอกศาสนานอก

เชื้อชาติ​เขา​ )
​ทำ​ไมคนไทยที่มีภาษาถิ่น​ใน​ภาค​อื่น​ ​เขา​ไม่​ทำ​กัน​อย่างนี้บ้าง
​ทำ​ไม​เขา​ถึง​ยอมพูดภาษากลางที่​เป็น​ภาษาราชการ​ ​เพราะ​เขา​คิดว่า​เป็น​คนไทย

​แต่คนพวก​นั้น​ไม่​เคยคิด​ใช่​ไหม
​แล้ว​เรา​จะ​ยอม​ให้​เขา​คิดต่อไป​หรือ​ให้​เขา​เลิกคิด​กัน​เสียที

​ให้​เขา​ได้​หลุดพ้น​จาก​การครอบงำ​ของคนที่หาประ​โยชน์​จาก​ความ​ไม่​รู้ของพวก​เขา​จะ
​ดีกว่า​ไม​ ​ถ้า​หวังดี​กับ​คนพื้นเมืองจริงๆ
​ดิฉันแปลกใจที่คน​ใน​กลุ่มคุณอานันท์​ (ประธานกอส​.)​พร่ำ​พูดแต่​เรื่องกรือเซะ
​เรื่องตากใบ​ ​ทำ​ไม​ไม่​เคยพูด​ถึง​ผลที่มา​จาก​เหตุ
​คุณตัดตอนมา​แต่​ความ​ผิดของเจ้าหน้าที่​ได้​อย่างไร
​ทำ​ไมคุณ​ไม่​พูดบ้างว่าคนที่พาคนพวกนี้มาตายมี​ความ​ผิดไหม
​บ้านเมืองมีกฏเกณฑ์กติกา​ใน​การ​อยู่​ร่วม​กัน​อย่างไร
​คนระดับคุณ​ไม่​เข้า​ใจพวกบ้าคลั่งลัทธิ​เชียว​หรือ

​ทำ​ไม​ต้อง​ดู​แลเอา​ใจคนพวกนี้​ให้​ฮึกเหิมว่ามีคนดีๆ​ใน​สังคมอย่างพวกคุณคอยหนุน
​หลังอยู​ ​เขา​ใช้​ประ​โยชน์​จาก​พวกคุณ​ (ที่พวกดิฉันแอบเรียกว่าพวกซื่อบริสุทธิ์)
​เพื่อสร้างภาพว่า​เขา​เป็น​ฝ่ายถูก​ทั้ง​ที่​เขา​ก่อเหตุร้ายขึ้น​ใน​แผ่นดิน

​ถ้า​คุณ​เป็น​ครูมานาน​ ​เท่า​ดิฉันที่​เป็น​คนภาคกลาง​ ​แต่​ไป​อยู่​ที่นั่น
​คุณ​จะ​รู้ว่ามี​ความ​เปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวขนาดไหน
​ดิฉันเคยไปไหนมา​ไหน​ใน​จังหวัดอย่างคนที่​เป็น​ครู​ ​เจอลูกศิษย์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
​เจอ​ผู้​คนที่มีอัธยาศัย​ ​แม่ค้า​ใน​ตลาดพูด​กัน​รู้​เรื่องบ้าง​ ​ไม่​รู้บ้าง
​แต่ต่างฝ่ายต่างพยายามสื่อสาร​กัน
​จนดิฉันเชื่อว่า​จะ​ใช้​ชีวิตบั้นปลาย​อยู่​ที่นี่​ได้​ ​แต่สิบปีที่ผ่านมานี้
​สถานการณ์​เริ่มเลวร้ายลง​ ​จาก​การเรียกร้องของ​ผู้​ที่อ้างศาสนาทุกวันนี้
​เรา​ต้อง​อยู่​ท่ามกลางการ​ไม่​ไว้​ใจ​กัน

​ทุกอย่างเห็นชัดว่า​เลวร้ายมากขึ้น​จาก​การแยกตัวของพวก​เขา​ที่​เข้มงวดเรื่อง
​การแต่งก​ ​ย​ ​เรื่องภาษา​ ​เรื่องศาสนา​ ​และ​จาก​เด็กที่​เกิด​เป็น​จำ​นวนมาก​ ​จนน่าตกใจ

​เขา​เชื่อว่าลูกคือของขวัญ​จาก​พระ​เจ้า​ ​ยิ่งมีมากยิ่งดี
​แต่​ไม่​สนใจว่า​จะ​เลี้ยง​ให้​มีคุณภาพ​ได้​อย่างไร​ (รัฐบาลดู​แลแก้​ไขไปซิ)
​สังคมของ​เขา​ปัจจุบันนี้​ผู้​ชายก็​ยัง​แสดงโวหารตามร้านน้ำ​ชา
​ทำ​งานอืดๆ​เอื่อยๆ​ ​นึก​จะ​พักก็พัก​ ​นึก​จะ​เลิกก็​เลิก​ ​เพราะ​เพื่อนไปทำ​ถนนที่ปัตตานี
​ต้อง​เอาคนงานอีสานไป​ ​เพราะ​คนที่​โน่น​ไม่​อดทนทำ​งาน
(ดี​แต่​เรียกร้อง)​ไม่​มี​เงินก็ตั้งวงด่าว่าสังคม​ไม่​เป็น​ธรรม
​ใคร​จะ​ทำ​ธุรกิจก็มี​ใบปลิวมาขอค่าคุ้มครอง​แล้ว​ ​ใคร​จะ​อยากมาลงทุน

​เขา​พร่ำ​สอน​กัน​ว่า​ ​พวกคนเจ๊กคนไทยเอา​เปรียบ​เขา
​ทั้ง​ที่มาอาศัยแผ่นดิน​เขา​อยู่​ ​คนที่​เคย​เป็น​มิตร​กัน​ ​ก็มอง​กัน​อย่าง​ไม่​ไว้​ใจ
​ไม่​ทักทายปราศรัย​กัน​เหมือนเดิม​ ​ครูอิสลามบางคน​ ​ที่​ไม่​ใช่​คนที่นี่
​บอกว่าคง​อยู่​ไม่​ได้​เพราะ​เขา​ไม่​คลุมหัวก็​โดนมองแปลกๆ​
​จาก​พวกศาสนา​เดียว​กัน​ ​แต่พวกที่​ไม่​ใช่​อิสลามก็มอง​เขา​อย่าง​ไม่​ไว้​วางใจ​
​ดิฉันเชื่อว่า​ ​ใน​คณะกรรมการสมานฉันท์​ ​ที่​เป็น​ฝ่ายอิสลาม
​จะ​ต้อง​แสดง​ความ​คับ​แค้น​นานับประการ​ ​ที่​ได้​รับ​จาก​บ้านเมือง​
​ช่วย​ถาม​เขา​ด้วย​นะคะว่าทุกวันนี้​เขา​โดนกดขี่​จาก​ใคร
​เขา​ทำ​ตัวกดขี่คนระดับล่างของ​เขา​เอง​หรือ​ใครทำ​ ?
​มี​เรื่องอะ​ไรบ้างที่ภาครัฐปิดโอกาส​เขา​ไม่​ให้​ได้​รับ​แล้ว​ให้​แต่ซือแย
(ไทยพุทธ)​จาก​อดีตจน​ถึง​ปัจจุบัน

​เคยบ้างไหมที่พระบาทสมเด็จพระ​เจ้า​อยู่​หัว​และ​สมเด็จพระนางเจ้า
​จะ​ทรงคิดว่า​เขา​เป็น​คน​อื่น
​ท่านทรงมี​เมตตา​กับ​ทุกคนทุกหมู่​เหล่าอย่าง​ไม่​เคยเลือกที่รักมักที่ชัง
​อย่างนี้​แล้ว​ข้าราชการของท่าน​จะ​ทำ​เช่น​นั้น​ได้​อย่างไร

​แผ่นดินนี้​ ​ประ​เทศนี้
​ให้​ชีวิต​กับ​เขา​ได้​เจริญก้าวหน้ากว่าคนศาสนา​เดียว​กัน
​เขา​ควรสำ​นึก​ใน​บุญคุณ​ ​ของแผ่นดิน​และ​ช่วย​พัฒนาคนของ​เขา
​แต่​เขา​กลับเลือก​ใช้​ความ​กลัว​ ​ความ​ไม่​รู้ของชนชาติ​เดียว​กับ​เขา
​เป็น​ฐาน​ให้​เขา​ได้​เป็น​ใหญ่​ต่อไป​ ​เขา​ทำ​ลาย​ผู้​อื่น
​เพื่อ​ให้​ได้​สิ่งที่​เขา​ต้อง​การ​เขา​คิดว่าทำ​ถูก​ต้อง​แล้ว​หรือ
​แล้ว​พวกคุณก็พลอยเห็นดี​เห็นงาม​ ​สนับสนุน​เขา​ไป​ด้วย​ทั้ง​ที่คุณรู้

เห็น​อยู่​เต็มตาว่า​ ​ประ​เทศที่​ผู้​นำ​แตกแยก​เป็น​ก๊ก​เป็น​เหล่า​
​ประชาชน​ได้​รับ​ความ​เดือดร้อนแค่​ไหน

​ดิฉันขอประณาม​และ​สาปแช่ง​ผู้​อยู่​เบื้องหลัง​ความ​ไม่​สงบ
​จงประสบแต่​ความ​วิบัติ​ใน​ชีวิต

​และ​ขอ​ให้​บาป​ทั้ง​มวลสืบต่อไป​ถึง​ลูกหลาน​ให้​เป็น​ผู้​ที่​ไม่​มี​แผ่นดิน​อยู่​อาศัย
​สม​กับ​ที่บรรพบุรุษ​ได้​เนรคุณต่อแผ่นดินเกิด

​ขออย่า​ให้​ได้​รู้จัก​กับ​ความ​สุขสงบเมื่อมีชีวิต​อยู่​ใน​โลกนี้​และ​เมื่อล่วงลับ
​ไปสู่​โล​ ​หน้า​ ​สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสรวงสวรรค์ย่อมรับรู้​ใน​บาปชั่ว
​ไม่​รับวิญญาณขึ้นไป​อยู่​กับ​พระองค์​ ​ต้อง​ตกนรกหมกไหม้จนชั่วนิรันดร์

​เพื่อชด​ใช้​ความ​ผิดอันเลวร้ายที่ทำ​ต่อมนุษย์​ผู้​บริสุทธิ์​และ​แผ่นดินที่​อยู่
​อาศัย​ใน​ ​ปจัจุบัน

​หนึ่ง​ใน​ครูภาค​ใต

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 24

บทที่ ๒๔ ข้อเสนอความคิดเห็น แนวทางแก้ปัญหา


โดย สอาด จันทร์ดี

รักใดจะใหญ่เท่ารักชาติไม่มี เมื่อรู้ว่าแผ่นดินอันเป็นที่รักจะถูกยื้อแย่งเอาไปไม่ว่าน้อยหรือมาก จิตที่หวงแหนย่อมจะเกิดวิตกกังวลไปต่าง ๆ นานา เกรงว่าจะรักษาเอาไว้ไม่ได้

ดังนั้น จึงเห็นว่าเมื่อได้เขียนเล่าเรื่องพอประเทืองปัญญา ให้แก่ท่านผู้อ่านได้ร่วมรับรู้เอาไว้ว่าไฟใต้ ใครบงการ ? ผมจึงอยากนำเสนอความคิดเห็นแนวทางแก้ปัญหา ดังต่อไปนี้

สรุป หรือ "ย่อ" ความผิดพลาด ๕ ประการของฝ่ายรัฐบาล

๑. คณะผู้บริหารประเทศทุกระดับ ทุกกลุ่มไม่เข้าใจทฤษฏีของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง นั้นก็คือ "คนดี - ทำชั่วได้ยาก ทำดีได้ง่าย ในมุมมองตรงกันข้าม คนชั่ว - ทำดีได้ยาก ทำชั่วได้ง่าย" ซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้ประเทศของเราตกเป็นเหยื่อของโจรชั่วที่ก่อกรรมทำบาป เพราะคนชั่วย่อมทำ ชั่วได้ง่าย

พวกเขาไม่ยอมทำความดี ไม่เลิกฆ่า ประกอบกับคนที่ทางการส่งมาและให้ไปแก้ปัญหาที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้ตระหนักถึงพิษสงร้ายกาจ อันจะเกิดจากพวกคนชั่ว หลงเชื่อว่าแนวทางของรัฐบาล จะแก้ปัญหาได้ เมื่อนำแนวคิดของรัฐบาลเอาไปปฏิบัติ แทนที่จะเกิดผลดี กลับตกอยู่ภายใต้เล่ห์เหลี่ยมของโจร และร้ายแรงจนพากันไปติดกับโจร

๒. ความผิดพลาดอีกประการหนึ่งเกิดจาก "คำเท็จ" ที่โจรปัตตานีประกาศเสมอว่า ข้าราชการข่มเหงรังแกคนพุทธเบียดเบียนอิสลาม รัฐบาลทุกรัฐบาลพากันออกมาแก้สถานการณ์นี้ ด้วยการประกาศว่า "ต่อไปจะดูแล อย่างใกล้ชิด ไม่ให้ข้าราชการชั่วๆ มาข่มเหงรังแก"

เมื่อรัฐบาลประกาศออกมาเช่นนี้ สื่อก็พากันเอามาเสนอ เป็นข่าวต่อ แล้วเผยแพร่ไปทั่วประเทศ เป็นผลทำให้ "คำเท็จ" ที่โจรสร้างขึ้นมากลายเป็นความจริง ทั้งๆที่ไม่จริง เพราะความจริงนั้น พวกโจรปัตตานีเป็นฝ่ายข่มเหงรังแกข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พุทธไม่ได้เบียดเบียนอิสสาม ไม่ว่ากรณีใด ๆ

๓.สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมานาน โจรปัตตานีขัดขวางพี่น้องคนไทยเชื้อสายมลายูไม่ให้ยอมรับการเป็นคนไทย ห้ามไม่ให้เรียนภาษาไทย ห้ามพูดไทย ห้ามร้องเพลงชาติไทย ห้ามแต่งงานกับคนไทยพุทธ ห้ามไม่ให้เคารพนับถือ สถาบันของชาติ ห้ามทุกสิ่งทุกอย่าง และแสดงออกมาอย่างเปิดเผย

ต่อมาผู้นำของประเทศเห็นดีงามกับการให้ถือสองสัญชาติได้อย่างอิสระประเทศไทยทำตามคำขอร้องของผู้นำมาเลเซีย ตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ถูกต้มตุ๋นให้เสียท่ายากที่จะเอาคืน ไทยแก้ปัญหาด้วยการใช้เงิน "ซื้อใจ" ใช้ประโยชน์เอามาปรนเปรอ หมายจะโน้มน้าวจิตใจไม่ให้เกลียดชังประเทศไทย โดยไม่ได้ติดตามดูความเป็นจริง ว่าสิ่งที่ทำไปได้ผลหรือไม่ เป็นความผิดพลาดเชิงนโยบาย ที่กัดกร่อนกินเนื้อตัวเองมาเนิ่นนาน

๔. โจรปัตตานีใช้หลักการศาสนาอิสลาม เอามาเป็น"ทฤษฏีชี้นำ" (element) มีการต่อรองในทุกระดับ โจรปัตตานีใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ข่มขู่แล้วขอ ขอแล้วข่มขู่ สลับกันไปอย่างมีระบบ ทำให้ฝ่ายรัฐบาลตกเป็นเบี้ยล่าง อ้างว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำให้ฝ่ายโจรปัตตานีได้โอกาสบั่นทอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนาฝ่ายรัฐบาลเอง ถูกวิธีการของโจรคุกคามเอา จนเกิดความรู้สึกผิดพลาดต่อพระพุทธศาสนาของตน เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเข้าข้างชาวพุทธมาก จะถูกโจมตีว่าลำเอียง จนสุดท้าย โจรฆ่าพระอย่างป่าเถื่อน เยาะเย้ย ฝ่ายรัฐบาลคงเรียกร้องให้สมานฉันท์ อันเป็นการยอมแพ้โดยปริยาย

๕. ในคณะรัฐบาลและหน่วยราชการ ทำเนียบรัฐบาล หรือ รัฐสภา หรือสภาท้องถิ่น รวมทั้งสื่อบางฉบับ เป็นแนวร่วมของโจร เป็นไส้ศึก หรือมีหัวหน้าโจรปะปนอยู่ด้วย ตั้งแต่ระดับสูง ลงมาจนถึงระดับล่าง โจรจึงมีประสิทธิภาพในการวางแผนก่อวินาศกรรม ออกคำสั่งทับซ้อนจนก่อให้เกิดความผิดพลาด ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งเกิดความสับสน ขลุกขลักน่าตำหนิ

สรุป หรือ "ย่อ" ความต้องการของโจรปัตตานีมี ๒ ประการ

๑. โจรปัตตานีเดินหน้าต่อสู้ "แบ่งแยกดินแดน" ทั้งในและนอกประเทศ ได้วางเครือข่ายเอาไว้อย่างครบถ้วน และได้สร้างองคาพยพให้มีความพร้อมในหลายระดับ ที่จะจัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โจรปัตตานีตั้งเป้า หมายเอาไว้ประการเดียว คือ การแบ่งแยกดินแดน แยกปัตตานี ยะลา นราธิวาส ออกมาเป็นเอกราช ตั้งเป็นประเทศใหม่ขึ้นในโลก วิธีการแบ่งแยกดินแดน จะใช้แนวหน้าเฉพาะผู้คนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ลดจากเดิมที่เคยประกาศว่า ๔ หรือ ๕ จังหวัด เพื่อจะได้ทำให้การต่อสู้มีอำนาจรุนแรง (Violation) อย่างแท้จริง

๒. โจรปัตตานี มีวัตถุประสงค์ที่จะขยายอำนาจของอิสลามให้ขยับเข้าไปเกาะกุมพี้นที่ในทุก ส่วนของประเทศไทย จึงจัดหาทุน ส่งเสริม"มุสลิม" ให้เคลื่อนย้ายครอบครัวไปอยู่ในทุกจังหวัดเอาไว้ให้ได้ แล้วจะขยายไปสู่อำเภอ ลงไปสู่ตำบลและหมู่บ้าน แล้วออกมาตรการ ที่ไหนมีอิสลาม ที่นั่นจะมีสุเหร่า หรือมัสยิด มีนโยบายที่จะยึดหัวหาด สร้างอาณาจักรไทยให้เป็นรัฐมุสลิมให้ได้ภายใน ๑๐๐ ปีข้างหน้า หรือว่าถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็จะต้องได้อำนาจมากกว่าครึ่ง ได้เกาะกุมระบบของประเทศ จนสามารถสร้างรัฐอิสลามในประเทศไทยได้ในที่สุด

ดังนั้นถ้าจะให้โจรสมานฉันท์ โจรต้องได้ในสิ่งที่เขาต่อสู้ถ้าจะให้โจรรับคำขอโทษ เขาจะต้องได้สิ่งที่เขาต้องการตอบแทนก่อนเท่านั้นและถ้าจะให้โจรเลิกการต่อสู้ เขามีคำถามอยู่แล้ว เขาได้อะไรประเทศไทยหมดโอกาสที่จะเจรจาสงบศึก หรือว่า แม้ว่าเขาจะยอมสงบศึก...นั้นเป็นยุทธการที่ถูกวางเอาไว้ เพื่อชัยชนะในวันข้างหน้า

วิเคราะห์ข้อสรุป

ดังนั้น เราจึงวิเคราะห์ได้ ประเทศไทยมีความผิดพลาด แม้จะรู้ว่าเรามีความผิดพลาด เราก็ต้องทบทวนในความผิดพลาดนั้น ค้นให้พบว่ามีรากเหง้ามาจากคณะราษฎร์จริงหรือไม่ ค้นต่อไปว่าการที่คณะราษฎร์ได้อำนาจมาจากพระเจ้าแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ คณะราษฎร์รับเอามาแต่พระราชอำนาจทางอาณาจักร โดยไม่ได้รับเอาความผิดชอบต่อศาสนจักรมาปฏิบัติ เป็นความจริงหรือไม่

อีกท่อนหนึ่ง ที่สำคัญมากได้แก่ คณะราษฎร์ได้ทอดทิ้งพระพุทธศาสนา จนกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้นักการเมืองรุ่นหลัง รวมทั้งข้าราชการทั้งหลาย ก็พลอยทอดทิ้งพระพุทธศาสนาตามไปด้วย จริงหรือไม่

วิเคราะห์อีกทีว่า หนังสือกระเทาะเปลือกไฟใต้ ใครบงการ เล่มนี้ มีมูลความจริงหรือไม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ประเทศไทยจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างรีบด่วนและทรงพลัง เพราะไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว

สรุปแนวทางแก้ปัญหา ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ๕ ประการ

๑. จะต้อง "ผ่าตัด" จัดตั้งหลักการกันใหม่ วาดภาพกว้างทั่วประเทศวิธีการจัดหลักการใหม่ คือต้องรื้อโครง สร้างที่ไม่ดี แล้วสร้างใหม่ขึ้น ให้เป็นโครงสร้าง (Perspective) ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชาติทั้ง ระบบ เพื่อความมั่นคงทียั่งยืนถาวร ป้องกันไม่ให้ขนเผ่าใดไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนไทย โครงสร้างใหม่ จะต้องทำให้เกิดมิติใหม่ ทำให้คนไทยทุกชนเผ่า มีความเต็มใจที่จะเป็นคนไทยด้วยความเต็มใจ และมีความเลื่อมใสศรัทธาในประเทศไทย วิธีการที่จะได้มา 


กล่าวคือให้คณะนักวิชาการ สร้างคู่มือขึ้นมาให้กับนักการเมืองและข้าราชการ และประชาชนทั้งหลาย ให้มีความรู้ในเนื้อหาของโครงสร้างใหม่ แล้วส่งเสริมให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ เป็นการสร้างจารีตประเพณีให้แก่คนไทย เมื่อเกิดเป็นไทย ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติไหนมาก่อนก็ตาม จะต้องเป็นคนไทยทั้งกายและใจ หล่อหลอมให้เป็นคนไทยตั้งแต่เกิด เมื่อเกิดมาแล้วห้ามไม่ให้ผู้ใดปลุกปั่นยุยง ขัดขวางการเป็นคนไทย จัดสร้างหลักสูตร สอนคนไทยให้เข้าใจชาติของตนเองว่า มีกี่ชนเผ่ารวมกันขึ้นเป็นคนไทย แล้วสอนให้รู้ว่า ประเทศไทยมีกี่ศาสนา คนไทยทุกคนมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองศาสนาที่ตนรักและเคารพ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาให้ดีงาม คนไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนก็ตาม ต้องยกย่องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ ห้ามมิให้ชนเผ่าใดอ้างตนเป็นอิสระ ประเทศไทยจะต้องจัดการให้คนไทยทุกเผ่า ไมให้เบียดเบียนกัน แรกเริ่มจะยุ่งยากเพราะเราได้ปล่อยปละละเลยมาเนิ่นนาน เมื่อวันเวลาผ่านไปไม่เกิน ๑๐ ปี ความรู้สึกคนไทยจะดีขึ้น


ประเทศไทยต้องแสดงเอกลักษณ์เทียบมาตรฐานการเป็นชนเผ่าต่างๆในโลก
ชนชาติไหนได้สวัสดิการดีที่สุด ชนชาติไหนได้มาตรฐานดีที่สุด ถ้าชนชาติอื่นมาอยู่ประเทศไทย แล้วต่อสู้กับประเทศไทย ต้องเนรเทศออกไป


๒. จัดตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่กระทรวงหนึ่ง เรียกว่า กระทรวงความมั่นคงภายใน วิธีการได้แก่ให้กระทรวงนี้บริหารความแตกต่างทางความคิด ความแตกต่างในเชื้อชาติ และความแตกต่างใน ขนบธรรมเนียมประเพณี รัฐมนตรีและข้าราชการของกระทรวงนี้ ทำหน้าที่แก้ไขเพื่อการปูรากฐานไปสู่ “ความเป็นคนไทย” ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แล้ววางแผนสร้างคนไทยรุ่นต่อไปให้ยอมรับหรือกลายพันธุ์เป็นคนไทยโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้จิตวิทยาใดเอามาเป็นเครื่องจูงใจอีกต่อไป


๓. ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้วิธีการแก้ปัญหานี้ ถือว่าเป็นทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นปัญหาระยะยาวของประเไทย เราถูกโจรแบ่งแยกดินแดนปลุกปั่นประชาชนเชื้อสายมลายูไม่ให้ยอมรับตัวเองว่าเป็นคนไทย เป็นปัญหาร้ายแรง ยากที่จะแก้ไขให้จบลงได้โดยง่ายนั้น ถือว่าเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงในระบอบการปกครองของไทย เราจะแก้โดยวิธี “โอนอ่อนผ่อนตาม” ต่อไปไม่ได้ หรือจะใช้ระบบเจรจาหย่าศึกก็ไม่ได้ 


เพราะบทสรุปปรากฎชัดออกมาแล้วว่า โจรปัตตานีไม่มีความปรารถนาอย่างอื่น พวกเขามีเป้าหมายต้องการแบ่งแยกดินแดนสถานเดียวเท่านั้น ดังนั้น ทางแก้คือ กองทัพต้องเข้าไปจัดการ รัฐบาลจะต้องเอาความเข้มแข็งของกองทัพเข้าไปจัดการขั้นเด็ดขาด เอาโจรให้อยู่ อย่าให้โจรมีกำลังเคลื่อนไหวได้ ต้องกดดันโจรให้หยุดการกระทำ รัฐบาลต้องประกาศให้รู้ว่าเรารู้วัตถุประสงค์อันแท้จริงของกลุ่มผู้ไม่หวังดีแล้ว เราจะปล่อยต่อไปไม่ได้กองทัพเรือจัดตั้งฐานทัพลอยน้ำ หรือบนเกาะ-เกาะใดเกาะหนึ่ง ตรงข้ามจังหวัดปัตตานี กองทัพอากาศ สร้างกองบินน้อยที่จังหวัดนราธิวาส กองทัพบก สร้างค่ายทหารถาวร ในจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส ตั้งกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนขึ้น เช่นเดียวกับจังหวัดทางภาคเหนือจัดตั้งกองกำลังเสือพรานขึ้นทันที บูรณะซ่อมแซมพระราชวังทักษิณราชนิเวศน์ให้โอ่อ่าใหญ่โตขึ้น ส่วนไหนที่โจรปัตตานีเข้าไปทำลาย ให้รักษาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตั้งนิคมพัฒนาตนเองให้ประชาชนนอกพื้นที่เข้าไปตั้งบ้านเรือน ทำการเกษตร ตั้งนิคมสร้างตนเองให้ครอบครัวทหารและทหารผ่านศึกประกาศให้ประชาชนรับรู้ความจริง แยกประชาชนออกจากโจรให้ได้ มอบหมายให้ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้ทุกคนได้รับทราบ แล้วรับลง ทะเบียนราษฎรที่ยอมรับหลักการใหม่ ให้สามารถรับตัวเลขได้ชัดว่า มีคนที่แยกตัวออกมาจากโจรมากน้อยเพียงใด รัฐบาลกับศูนย์กลางอิสลามแห่ง ประเทศไทย จัดการประชุมและอบรมหลักสูตรสมานฉันท์ ให้สามารถปฏิบัติให้ เกิดเป็นจริงที่ยั่งยืน 


ส่งเสริมให้คนไทยเลิกนำเอาศาสนามาเป็นข้อขัดแย้ง ส่งเสริมให้ทุกคนยอมรับในิสิทธิเสรีภาพที่ทัดเทียมกัน ไม่ให้ผู้ใดเอาเปรียบคนอื่น ไม่ให้ฆ่าคนอื่น ไม่ให้เบียดเบียนศาสนาทั้งทางตรงและทางอ้อม


เรียกร้องต่อสังคมไทยทั้งสังคมให้ตระหนักถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันประกาศประณามกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี ที่ขัดขวางคนอื่นไม่ให้เป็นคนไทย แล้วสร้างสังคมใหม่ (Creator sociality free of war) ให้เป็นสังคมที่ปราศจากการข่มขู่คุกคามไม่ให้ มีคนมาป่วนได้


๔. ปัญหารัฐธรรมนูญ


รัฐธรรมนูญของประเทศไทย มีปัญหาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากคนร่างกับคนที่จะได้อำนาจเป็นคน เดียวกันหรือเป็นกลุ่มเดียวกัน ทำให้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยไม่สมประกอบ พิกลพิการ มีความสมบูรณ์ท่อนหนึ่งแต่อีกท่อนหนึ่งไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะได้แก่รัฐธรรมนูญไม่สามารถยับยั้งคนในชาติเอารัดเอาเปรียบกันได้


รัฐธรรมนูญทุกฉบับ คนที่เป็นคนไทยโดยแท้กลายเป็นผู้ถูกเอาเปรียบ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย ชาวนาถูกฟ้องร้องยึดที่ดินได้ง่ายดาย ชาวนาไทยกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกินในรัฐธรรมนูญก็กำหนดคุณสมบัติปริญญาตรี ซึ่งลูกหลานชาวนาหมดสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมทางการเมือง ทำให้สังคมไทย “เห็นคนรวย” และเห็น “คนชาติอื่น” ที่เจริญกว่าเป็นที่พึ่ง จึงแห่ไปขายเสียงให้แก่พวกเขาเหล่านั้น


ดังนั้น จึงต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีขึ้นในวันข้างหน้าอย่างดีที่สุด
เนื้อหาสาระ ประกอบด้วย ความมั่นคงของสถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
วิธีการสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อความมั่นคงต้องมีหมวดว่าด้วย “ศาสนา” เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ จะได้เป็นการประกาศอย่างเปิดเผยให้สมกับความยิ่งใหญ่ของศาสนา บรรจุหลักการของศาสนาทุกศาสนา คือศูนย์รวมแห่งการสร้างคุณงามความดี ส่งเสริมเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาคือศูนย์รวมแห่งความสมานฉันท์ที่ยั่งยืนตลอดกาล


ต้องมีหมวดว่าด้วย “ชนเผ่า” เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าชนเผ่าเหล่านี้รวมตัวกันเข้าเป็นคนไทย ประกาศอาณาเขตของประเทศไทย จำนวนตารางกิโลเมตรหรือตารางไมล์ จำนวนประชากรของชนเผ่าเอาไว้ในปีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วยกรัฐธรรมนูญฉบับนี้มองแด่ประชาชนทั้งชาติรับเอาไปยึดถือเป็นกฎหมายสูงสุดต่อไป


๕. จัดงานฉลองความเป็นคนไทย


เมื่อสามารถจัดการกับโจรปัตตานีได้สำเร็จ สามารถทำให้ประชาชนยอมรับการเป็นคนไทยได้เมื่อใด เมื่อนั้น ให้จัดงานฉลองขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อแสดงให้ทุกคนได้รับความอบอุ่น ความสมหวัง แสดงนิทรรศการทุกรูปแบบว่า โครงสร้างการพัฒนาภาคใต้ทั้งภาค จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ทำให้สังคมได้เห็นและได้รับรู้ว่าสถานะข้างหน้า เช่น สถานศาสนาอิสลาม พระพุทธศาสนา ระบบการศึกษา มหาวิทยาลัย การแพทย์ การกีฬา โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเทียบเรือน้ำลึก การขนส่งทางทะเล ทางบก ทางอากาศ และรูปร่างความเจริญอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับลัทธิประเพณีของท้องถิ่น


ต่อจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวง/คณะติดตามผลภายใต้การควบคุมของกระทรวงรักษาความมั่นคงภายใน อย่าให้ตกหล่นไปจากหลักการ

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 23

บทที่ ๒๓ อุ้มฆ่าทนาย...สมชาย นีละไพจิตร

เชิญติดตามเรื่องต่อไป......

ในวงการต่อสู้ผู้สืบทอดอุดมการณ์มาจาก "อับดุลกาเดร์" หรือพระยาวิชิตภักดีมีมากมายหลายคนที่เอาตัวเข้ารับใช้อย่างไม่หวั่นไหวว่าตัวเอง จะได้รับความลำบากหรือความทุกข์ทรมาณ เช่น โต๊ะแต, หะยีบูละ, ตวนกูอับดุลยะลา หรือ "นายอดุลย์ ณ สายบุรี" เป็นต้น

เมื่อเอ่ยถึงบุคคลเหล่านี้ ผู้คนในหมู่ของโจรปัตตานีจะมีความดื่มด่ำเลื่อมใสศรัทธา พากันยกเอาไว้เป็นที่เคารพนับถือไม่มีวันลืม เช่นเดียวกัน เมื่อเอ่ยถึง "หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์" โจรปัตตานี ยิ่งจะเกิดอาการขนพองสยองเกล้า เพราะชีวิตการต่อสู้ของ หะยีสุหลง เป็นไปอย่างเปิดเผยและท้าทาย ดังจะเห็นได้ เขาถูกจับกุมส่งขึ้นฟ้องศาลที่จังหวัด ครศรีธรรมราช เขากล้าเผชิญ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ติดคุกก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ของนักต่อสู้ที่น่ายกย่องอยู่แล้ว

เมื่อเขาถูกหลอกให้มาพบตำรวจเมืองสงขลา แล้วถูกอุ้มเอาไปถ่วงน้ำที่เกาะหนูเกาะแมว นั่นแหละ ยิ่งได้เพิ่มดีกรีความยิ่งใหญ่ให้แก่เขาสุดเหลือประมาณ ในโอกาสเดียวกัน ใครก็ตามถ้าได้ใช้อัตตะ ประวัติของเขาไปเป็นบทเรียนทั้งในป่า และในสถาบันการศึกษา จะสามารถอาบใจของนักศึกษาให้ตกเป็นทาส
ทางความคิดได้โดยไม่ยาก

หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ เป็นบิดาในยุคสงครามโลกครั้งที่สองของชาวปัตตานี ยากที่จะหาใครมาเทียบได้ หะยีสุหลงนามนี้เกริกก้องในหมู่เยาวชนกระทั่งบัดนี้

ในทำนองเดียวกัน...ทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ถูกอุ้มเอาไปไหนไม่รู้ จนป่านนี้ยังไม่สามารถค้นหาร่างของเขาพบ ทำให้คดีของเขากลายเป็นคดีมืดมนเกินกว่าจะบอกได้ว่า จะจบลงได้อย่างไร ยิ่งค้นหามากเท่าใด ยิ่งเป็นการเพิ่มราคาให้ทนายสมชายมากมายยิ่งขึ้น

สถานะของสมชาย นีละไพจิตรค่อย ๆ เปลี่ยนจากบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดนขมวดเข้ามาเป็น "ตัวลำแสง" ประกบเข้ากับ "หะยีสุหลง" และคนอื่นๆ ที่เอาชีวิตเข้าแลกกับการต่อสู้เพื่อจะปลดปล่อยปัตตานี

ตอนนี้...โจรปัตตานี ได้อาศัยเนื้อตัวและชื่อเสียง "ของทนายสมชาย" เป็นเรื่องราวปลุกระดมได้เยี่ยมยอดเรื่องเดียวกันนี้ ทำให้ฝ่ายรัฐบาลกลายเป็นจำเลยครั้งแล้วครั้งเล่า ยากนักที่จะชำระล้างให้สะอาดขึ้นมาได้

อับดุลกาเดร์ ตวนกูอับดุลยะลา และ หะยีสุหลง คือยอดวีรบุรุษของพวกเขา สมชาย นีละไพจิตร ก้าวพรวดเข้ามาเป็นวีรบุรุษอีกคนจึงทำให้องค์กรของโจรปัตตานีเติบใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นทุกที

ฆ่ารายวัน...!! เหิมเกริมเกินไป ?!!!

โจรปัตตานีฆ่ารายวัน ไม่มีวี่แววจะหยุดฆ่าใครก็ห้ามโจรไม่อยู่ขณะที่โจร ปัตตานี พากันฆ่ารายวัน.ปากของโจรก็ตะโกนโหยหวน กล่าวหา ทหาร ตำรวจ เข่นฆ่าทารุณรัฐบาลไม่มีวิธีการยับยั้งโจรพวกสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยพากันเงียบ สว. ไกรศักดิ์ ชุนหะวัณ ที่เคยเต้น สว. โสภณ สุภาพงษ์ ที่เคยเต้น...น่าจะเต้นต่อ เรียกร้องสหประชาชาติให้มาดูของจริง โจรปัตตานี ฆ่าคนพุทธทุกวัน

ผมเอารูปท่าน ผอ.(หญิง) ท่านหนึ่ง ของโรงเรียน กับชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ อีกคนหนึ่งที่ถูกโจรฆ่ากลายเป็นศพมาพิมพ์เอาไว้ให้ดูเพื่อจะรำลึกได้ว่า เกิดเป็นคนไทย เจ้าของแผ่นดินแท้ๆ แต่ถูกโจรปัตตานีขับไล่ ถ้าไม่หนีก็จะฆ่า แล้วก็ฆ่าจริง ๆ เมื่อโจรปัตตานีกล้าข่มเหงรังแกคนไทยเจ้าของแผ่นดินถึงจุดหนึ่ง ถ้าทหาร ตำรวจเอาไม่อยู่จะกู้ชาติได้ ต้องอาศัยวีรกรรมหมู่บ้านบางระจันเป็นต้นแบบเพื่อจะปกป้องคุ้มครองปัตตานีให้รอดพ้นจากเงื้อมมือโจรโจรปัตตานี คงเหิมเกริมคิดว่าง่ายเกินไปมันดูง่าย...

เพราะ "คนไทยหมู่บ้านบางระจัน" ยังไม่ตื่นวันไหน...หมู่บ้านบางระจันคืนชีพ...วันนั้น โลกลือไปทั้ง ๓ ภพ

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 22

บทที่ ๒๒ โฉมหน้าผู้บงการซ่อนอยู่ ในองค์การศาสนา

ในที่สุด...โจรปัตตานีก็ได้รับความสำเร็จ ในการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า เจ้าภาพของการต่อสู้ "คือ องค์กรศาสนาอิสลาม" โดยเฉพาะได้แก่ องค์กรศาสนาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก (เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า องค์การอิสลามในกรุงเทพมหานคร ไม่มีบทบาทในการต่อสู้) ทำให้โฟกัสลงไปได้ว่า ผู้นำศาสนา และผู้สอนศาสนาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม วิธีการของโจรปัตตานี จะอ้างอยู่ ๒ ประการ

๑) อ้างว่าประเทศไทย ปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม กดขี่ข่มเหง
๒) รัฐบาลไทยข่มเหงรังแกอิสลาม...!!

โจรปัตตานี ได้อาศัย ๒ ประเด็นนี้ เป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าก่อปัญหาไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ " ทำร้าย" หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ออกเอกสารกล่าวหา ทำให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่จริง

โจรปัตตานีสามารถสร้างผู้นำทางศาสนารวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นหัวหน้าในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่ง กันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่ง และยังสามารถทำให้หัวหน้าแต่ละคนมีความดูดดื่ม เลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการเป็นนักรบของพระเจ้า เป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลาม แล้วก็สร้างให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด

โจรปัตตานี ได้ใช้วิธีหลายรูปแบบ อบรมบ่มนิสัย สร้างนักรบ สร้างความกล้าหาญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการอบรม จะยินยอมพร้อมใจ มอบตัวเองเข้าไปรับใช้ โดยไม่ได้นึกแม้แต่นิดว่าแผ่นดินที่อ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระ เจ้านั้น ที่แท้ก็คือจังหวัดปัตตานีที่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา โจรปัตตานีบิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยยึดครอง เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้เพียงตารางนิ้วเดียวสิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส และเมืองอะโรสตาร์ หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทย เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯยังไงยังงั้นเหมือนคนบางกอก - ไม่มีเพี้ยน (ผู้เขียนไปเยี่ยมชมหมู่บ้านเหล่านี้มาหลายครั้ง)

ประเทศไทยตะหากเสียดินแดนให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมลายูให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนคืน กลับสูญเสียไปเลยรวมแล้ว ๕ จังหวัด เช่น จังหวัดปีนัง เป็นต้น

ดินแดนปัตตานี เป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก ประกอบกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างไปส่งเดชว่า ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช เรื่องง่าย ๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ถูกโจรปัตตานีแหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่เมือ ๕๐๐ ปี ก่อนถึงปัจจุบัน ยังไม่เลิก

วิธีการที่พวกโจรเอามาใช้อย่างได้ผลนั้น เรื่องคือการ "บิดเบือน" แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเปือนให้น่าเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริง โจรปัตตานีได้อาศัยสถาบันของศาสนา แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ "องค์อัลเลาะห์" มาเรียกร้องความสามัคคีจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกัน พี่น้องอิสลามผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของโจรอิสลาม ขยายวงกว้างออกไปทุกที

โจรปัตตานีชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริง ต้องเป็นรัฐอิสลามเท่านั้น ผู้นำของประเทศ ต้องใช้หลักการของพระศาสนาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อปัตตานีได้รับการปลดปล่อยคณะกรรมการจะทำการเลือกเฟ้นอย่างสำคัญที่สุด เพื่อจะสรรหาผู้นำของประเทศรู้กันในหมู่ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่ามีทางสองแพร่งที่จะต้องเลือกเดินในอนาคต แพร่งที่หนึ่ง ผู้นำสูงสุดเลือกมาจากสายสุลต่านเก่า หรือ/แพร่งที่สอง เลือกมาจากผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม หรือจะได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านองค์แรก

วันนี้ ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะไม่เหมือน...คนที "บงการ" กับคนที่จะมาเป็น "สุลต่าน" ไม่ได้เกี่ยวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่าน ไม่ได้ร่วมบัญชาการรบแต่ได้ทำหน้าที่ในระดับสากล คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่ "รบ" เป็นการจำเพาะ

โฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้บอกวิธีการดูเอาไว้ ดังนี้


๑. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ "อับดุลกาเดร์" 
ว่ามีใครเป็นคนสายนี้?
๒. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ "หะยีสุหลง" 
ว่ามีใครเป็นลูกเต้า เหล่ากอ?

สรุปแล้วมีอยู่ ๒ สายเท่านั้น ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง "อ๋อ" คนนี้เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า

"ใคร"...คือสายเลือดของ"อับดุลกาเดร์"...? 
และใครคือสายเลือดของ "หะยีสุหลง" ? 

คนใดคนหนึ่งใน "ต้นตระกูล" นักสู้ดังกล่าวนี้ คือจอมบงการอย่างแน่นอน และถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องวิเคราะห์ให้ ออกว่า ทั้งอับดุลกาเดร์(พ.ศ. ๒๔๔๐) เรื่องราวเมื่อ ๑๐๙ ปีก่อน และหะยีสุหลง อับดุบกาเดร์ (พ.ศ.๒๔๙๔) เรื่องราวเมื่อ ๕๕ ปีผ่าน เป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่

เมื่อวิเคราะห์อย่างนี้ ก็จะเหลือ "ผู้บงการ" อยู่หนึ่งเดียวขณะนี้มีบัญชีรายชื่อผู้บงการอยู่หลายคน เช่น มะแซ อุเซ็ง (ค่าหัว ๕ ล้านบาท) สะแปอิง ผู้โด่งดังจากโรงเรียนธรรมวิทยา และ ดร.วัน กาเดร์ หัวหน้าขบวนการ " เบอร์ซาตู" ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ไม่มีใครรู้ว่า ดร.วัน กาเดร์ เป็นลูกหลานใคร แต่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็น "แม่ทัพใหญ่" ควบคุมทุกขบวนการเอาไว้ในคอลโทรล ชื่อขบวนการของเขา ไม่ใช่เขาตั้งเอง แต่เขาได้จับเอาองค์กรจัดตั้ง ๒๓ องค์กร เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จึงเรียก เบอร์ซาตู โดยไม่มีคำว่า "พูโล" พ่วงท้ายเลย 

เบอร์ หมายถึง "อับดับที่..."
ซาตู..หมายถึง "หนึ่ง"


click to view full image : 1_202001_1_5.jpg , 16,330 bytes , 309x206 pixel
ดร.วัน กาเดร์

ผู้สันทัดกรณีเอง ก็ไม่อาจวิเคราะห์ฐานะของ ดร.วัน กาเดร์ ได้ แต่น่าจะเชื่อว่า นายคนนี้คือกระเป๋าเงิน " หนึ่งหมื่นล้าน" ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู สร้างกองทัพพระเจ้าให้เติบโตขึ้นมา นอกจากจะเป็นกระเป๋าเงินแล้ว เขายังเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะคือ ท่านอดีต นายกฯ มหาเธร์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของจอมบงการ จะยังไม่ชัดก็ตาม ภาพได้ปรากฏชัดออกมาว่า องค์กรศาสนาอิสลามใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเจ้าภาพตัวจริง!! 

โจรปัตตานีเองมีความจงใจทีจะให้เจ้าภาพตัวจริง คือสถาบันอิสลามใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรปัตตานี สามารถชูเอาศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม "ปั้นกรอบ" ให้เป็นภาระหน้าที่ของชาวอิสลามใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เป็นการปกป้องอิสลามจากส่วนกลางไม่ให้ได้รับผลกระทบ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้อาศัย "พลังอิสลาม" เป็นทฤษฏีชี้นำไปในตัวเสร็จ พร้อมกันนี้ ก็ได้ป้องกันมิให้อิสลามจากส่วนกลาง เช้ามามีบทบาทร่วมโดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่า ถ้าได้รัฐปัตตานีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่านจุฬาราชมนตรี หรืออิสลามคณะใดก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ในโลก พวกเขาคิดการไกลขนาดนั้น ผมพยายามที่จะกระเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้าจอมบงการ คือใคร ซึ่งตอนนี้ท่านอ่านออกได้เองแล้วว่า "คนนั้นกับคนนี้" คือจอมบงการ แม้ว่าโจรปัตตานีจะหาทางให้ ศาสนาอิสลาม เป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่โจมบงการที่แท้จริงมิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลัง อำนาจ คน-คนนั้นเคยเป็นถึงรัฐมนตรี เคยเป็นนักการเมืองใหญ่ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของกบฏปัตตานี

แล้ววันนี้...เขาบงการต่อ...ในขณะที่รัฐบาลบอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร จนถึงไข่แดงแล้วคลี่ให้ดูว่า ไฟใต้...ใครบงการ ?

เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำขื่อเอาไว้...โจรปัตตานีพวกนี้ ป้วนเปี้ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านดอกครับ

นี้คือทีวีวงจรปิด ที่สามารถฉายภาพดูได้...แต่รัฐบาลไม่ยอมฉาย...มันถึงได้มืดยังไงล่ะ

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 21

บทที่ ๒๑ คีย์แมนโทน...แฉวิธีโจรจะยึดเมือง


............ผมโทรไปหา "คีย์แมนโทน" ซึ่งตอนนี้ ได้แยกย้ายกลับบ้านตั้งแต่ โรงแยกแก๊สก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่ๆ ด้วยเหตุว่าผมยังคงติดต่อกับคีย์แมนโทนเป็นระยะ ทำให้ผมได้ทราบเรื่องราว ความดุเดือดเลือดพล่าน ของพวกโจรปัตตานี พอที่จะประมวลได้

ครั้งหลังสุด ผมยกหูโทรเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผมบอกว่า ผมหางานรับเหมาใหม่ที่อำเภอจะนะ ห่างจากที่เดิม ๑๐ กม.ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง ซึ่งขณะนี้บริษัทชิโน-ไทย เป็นผู้รับเหมาใหญ่ รับต่อมาจากบริษัทเมรูเบนี (ญี่ปุ่น) มีบริษัทเล็กๆรับเหมาช่วงอีกหลายบริษัท โครงการนี้เป็นโครงการโรงงานไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เขาอยากได้งานทำ จึงรับปากจะรีปไปพบผม

คีย์แมนโทนบอกให้ผมรอพบหน่อย เขาต้องการพบผมเพื่อจะหางานทำ จะไปพบผมที่อำเภอหาดใหญ่ เขาจะมี เวลาช่วงเช้าตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. ถึง ๑๔.๐๐ น แล้วจะรับกลับ ผมรับปากด้วยความดีใจที่จะได้พบโทน ตั้งใจจะต้องหาคำตอบ และจะต้องหางานให้เขาทำ ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้เขาเกิดเข้าใจผิดว่า ผมอยากรู้เรื่องภาคใต้มากเกินไป

แต่ไม่นาน...หลังจากหนังสือเล่มนี้พิมพ์เผยแพร่...ถึงเวลานั้น จะไม่มีอะไรปิดบังอีกแล้ว...เขาต้องรู้ "ตัวจริง" ของผมจนได้ ผมนั่งรออยู่ห้องพัก ขณะนั่งรอ ผมได้เขียนต้นฉบับให้ นสพ. บ้านเมือง อีก ๒ ตอน เป็นเรื่อง "ยะลาวิกฤติ" กับเรื่องประวัติความเป็นมาของโจรปัตตานี แล้วผมก็ส่งให้ "คุณวิเชียร อินจนา" หน.บก.บ้านเมือง อีกไม่นาน คีย์แมนโทนก็โผล่เข้ามาในห้อง คีย์แมนโทนถามเรื่องงาน ผมบอกเขาว่า "คุณช้าง" นายช่างคนเดิม ทำงานอยู่โรงไฟฟ้า จะนะ เพิ่งจะลงมือ ถ้าโทนอยากทำงาน จะฝากให้ เขาบอกว่าเขาอยากทำ ผมจึงต่อโทรศัพท์ถึงคุณช้างที่โรงไฟฟ้า ฝากงานให้เขาทำได้โดยไม่ยาก

ผมถือโอกาสนั้นสอบถามเรื่องราวโจรปัตตานี เขาเล่าให้ฟังอย่างไม่ปิดบังเหมือนเช่นเคย โดยได้นำความน่า กลัวว่าจะเกิดเหตุรุนแรง

...เขาบอกว่าโจรก่อการร้ายได้ส้อง สุมกำลังผู้คนเอาไว้ แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กำหนดดีเดย์ก่อนสิ้นปี ๒๕๔๙ หรืออย่างช้า ต้นปี ๒๕๕๐

กลุ่มที่หนึ่ง เป็นหน่วยกล้าตาย จบวิทยายุทธ์มาจากต่างประเทศ ภายใต้การนำของหัวหน้าโจร ใช้ชื่อจัดตั้งว่า "ดอเยาะ" ดอเยาะรับบัญชามาจากสะแปอิง เจ้าของโรงเรียนธรรมวิทยา คนของดอเยาะส่วนหนึ่ง มาจากอาเจะห์ เป็นนักรบชั้นแนวหน้า ทั้งสองกองกำลัง มีการเตรียมพร้อมที่จะก่อความไม่สงบขั้นรุนแรง

กลุ่มที่สอง มีหัวหน้าโจรชื่อ "มะแซ อุเซ็ง" ค่าหัว ๕ ล้านบาท มะแซ อุเซ็ง มีอำนาจใหญ่โตมาก ถ้าพวกโจรปัตตานีได้รับชัยชนะ มะแซ อุเซ็ง จะได้รับตำแหน่ง ผบ.ทบ. และจะได้เป็นรัฐมนตรีว่า กระทรวงกลาโหม

กลุ่มที่สาม มีหัวหน้ามากมายหลายคน รวบรวมกองกำลังหญิงและเด็กเอาไว้ขึ้นยึดที่ทำการของรัฐ เช่น สถานีตำรวจ สถานีอนามัย โรงพยาบาล สำนักงาน อบต. ที่ว่าการอำเภอ ศาลากลางจังหวัด ศาล วัด ศาลาประชาคม มีเป้าหมายจะปิดล้อมค่ายทหาร และตำรวจ บังคับให้ยอมจำนน โจรจะบุกเข้ายึดพระราชวังทักษิณราชนิเวศน์ แล้วจะใช้เป็นที่ประกาศเอกราช....

คีย์แมนโทนบอกต่อไปว่า ถ้าแผนการต่างๆไม่สามารถไปสู่เป้าหมายได้ โจรปัตตานีจะใช้วิธีก่อกวนทำความเสียหายให้เกิดขึ้นจนทนไม่ไหว การฆ่าตัดคอ เผาดิบ หรือเอามีดเชือดให้เป็นคดีฮือฮา ทำลายความศรัทธา ของประชาชนว่า รัฐไม่มีความสามารถทำให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบลงได้ จะทำให้เกิดความกดดันในรูปแบบต่างๆ หนักหน่วงยิ่งขึ้น

มีเรื่องจริงที่โจรทำได้แล้วในวันนี้ (๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙) ได้แก่การยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ โจรสามารถควบคุมมวลชนได้ครบทุกพื้นที่ พวกข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และคนพุทธกลายเป็น "ตุ๊กตาไขลาน" เดินกะย่องกะแย่งเหมือนคนตายทั้งเป็น

เรื่องจริงอีกเรื่อง ได้แก่ ไม่มีใครรู้ว่า "หัวหน้าบงการใหญ่" อยู่เบื้องหลังคือใคร คีย์แมนโทน บอกว่า ฝ่ายราชการเพ่งเล็งไปที่สะแปอิง โรงเรียนธรรมวิทยา ว่าเป็นหัวหน้าโจรจะว่าสะแปอิงก็ใช่ เพราะว่าผู้ที่จะถูกเปิดตัวให้เป็นผู้นำสูงสุด ในวันประกาศตั้งรัฐปัตตานี ได้แก่ "สะแปอิง"อย่างแน่นอน สะแปอิง มีฐานะทางสังคมสร้างเอาไว้สูง ฝีก "นักรบ" เอาไว้มาก พวกนักรบของสะแปอิง เป็นนักเรียนนักศึกษาระดับเยาว์วัย สมัยหนึ่งเคยมีภาพหลุดรอดออกมาว่า เป็นภาพฝีกการรบในป่า หนังสือพิมพ์เอาไปลงข่าวฮือฮา

ต่อมาไม่กี่วัน..มีข่าวออกมาจากหน่วยเหนือว่า เป็นภาพนักเรียนแต่งแฟนซี ไม่ใช่เป็นภาพนักศึกษาฝีกอาวุธ...

แส่ดงให้เห็นว่า "ไส้ศึก" ทำงานสกัดกั้นเพื่อปกป้องพวกเขาอย่างได้ผล

อย่างไรก็ตาม มนต์ขลังที่จะได้ใครมาเป็นผู้นำของประเทศที่แท้จริงนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ตอนนั้น จะมีหัวหน้าใหญ่ "เบอร์ซาตู ชื้อ ดร.วัน กาเดร์" จากกัวลาลัมเปอร์ รวมทั้งหัวหน้าใหญ่จาก ซ่าอุดิอาระเบีย หรือ กลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมด หรือต่อไปถึงหัวหน้าใหญ่ในประเทศสวีเดน อเมริกา และ ยุโรป จะพากันลงมติว่า จะเลือกใครมาเป็น " สุลต่านองค์แรก" รัชทายาทราชวงค์ที่แท้จริงของเชื้อสายสุลต่าน...ถูกเก็บเอาไว้ในความลี้ลับ เขาลือกันว่าประดาแกนนำต่างๆ รู้กันแล้วว่าเป็นใคร

คีย์แมนโทนบอกว่า ในเบื้องต้นนี้ ขั้นตอนที่สำคัญคือ กำลังอยู่ในข่วงของการเตรียมยึดเมืองให้เป็นที่เปิดเผย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะยึดอย่างไร จึงจะทำให้เป็นที่เปิดเผยได้ สถานการณ์ในเวลานี้ จึงอยู่ในทาง ๒ ปัญหา

ปัญหาที่หนึ่ง - ขณะนี้โจรยึดอำนาจรัฐได้แล้วเกือบหมด แต่ยังไม่มีทางประกาศเปิดเผยได้


ปัญหาที่สอง - โจรกำลังวางแผนขั้นแตกหัก หาทาง "ยึดเมือง" แล้วประกาศแก่ชาวโลกได้

คีย์แมนโทนบอกว่า พวกแกนนำเขาคิดหาหนทางใน ๒ ปัญหานี้อยู่ อันหมายถึงประชาชน ยังคงไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะเป็นอิสลามอยู่ในกลุ่มแนวร่วมของโจรปัตตานี ลักษณะเช่นนี้แหละ ที่แสดงว่าโจรยึดเมืองได้แล้ว แต่เป็นที่รู้กันในหมู่ประชาชนเท่านั้น ยังไม่ได้ประกาศให้ชาวโลกรู้ พวกเขากำลังหาหนทางประกาศอยู่

โทนบอกว่าเขาสงสารและรู้สึกเห็นใจคนพุทธ แต่จะทำอย่างไรได้ มันใหญ่โตเกินไปที่คนอย่างเขาจะออกความเห็น ผมเดินลงมาส่งคีย์แมนโทนที่ลานจอดรถ เขาขับรถออกไปด้วยท่าทางสดชื่นแจ่มใส ไม่มีแววรับทุกข์อะไรเลย ตรงกันข้ามกับชาวหาดใหญ่ทั้งหลาย พากันตกอยู่ในอาการขรึมซึมเศร้าฝังลึก บางคนบอกกับผมว่า ชีวิตไม่ปลอดภัย ถ้าโจรปัตตานีได้ ๓ จังหวัด มันจะกระทบร้ายแรงถึง ๕ - ๖ จังหวัด ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะสาหร่าย กาะลันตา...หรือเกาะตะรุเตา ฉิบหายหมด อ่าวไทย หรืออันดามัน...เสร็จมัน..

ผมบอกกับชาวหาดใหญ่ที่รักกันว่า...
เป็นไปไม่ได้ชาวหาดใหญ่ตอกกลับผมว่า...


รัฐบาลก็พูดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันกำลังจะเป็นไป 


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมเงียบอึ้งเลย...

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 20

บทที่ ๒๐ จากกรือเซะ ถึง ตากใบ

เรื่องราวที่น่าสะเทือนใจไม่มีใครอยากให้เกิด มันก็เกิด 

อันนั้นได้แก่กรณี กรือเซะ และตากใบ หนังสือเล่มนี้จะยังไม่เขียนถึงรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะมันจะนำไปสู่ข้อขัดแย้งมากขึ้น มากกว่าจะเป็นผลดี ผมจะสรุปเพียงสั้นๆว่า เมื่อเกิดการปล้นปีนค่ายทหารพัฒนา อำเภอเจาะไอร้อง...๔ มกราคม ๒๕๔๗ ทำให้สถานที่ราชการที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อนระอุขึ้นมา เมื่อมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี บุกโจมตีเจ้าหน้าที่แล้วหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในสุเหร่ากรือเซะ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ทหารยกกำลังตามเข้าไปล้อมเอาไว้จนเกือบค่ำทำให้ทหารวิตกว่า ถ้าปล่อยให้ตะวันตกดิน สถานการณ์จะพลิกผันอย่างแน่นอน ทหารจึงบุกเข้าจับ แล้วเกิดยิงกันขึ้น ทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีถูกจับตายเรียบในสุเหร่า

มันได้กลายเป็นบาดแผลร้ายกาจบาดหมางใจ กินใจกันรุนแรงอีกคำรบหนึ่ง ได้เกิดวิพากย์วิจารณ์ และตำหนิติเตียนในสื่อและสังคมการเมืองของประเทศไทยว่า "ทหารทำรุนแรงเกินเหตุ"

ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้กระทำรุนแรง เข่นฆ่าผู้คนอย่างไร้ความปราณี เมือทหาร ตำรวจเข้าไประงับเหตุ กลุ่มผู้ไม่หวังดี ไม่ยินยอมให้จับกุม เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกสุดท้ายจึงต้องเป็นเช่นนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนี้ จะให้ทำอย่างไรเช่นเดียวกัน กรณีตากใบ ก็ไม่แตกต่างจากกรณีอื่น ทหาร ตำรวจ ไม่มีทางออกอื่นใดที่จะทำให้เหตุการณ์สงบลงได้ วิธีแก้คือต้องจับกุมคุมตัวผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อจะเอาไปสอบสวน แต่ได้เกิดความผิดพลาดขึ้นมา ทำให้มีคนขาดอากาศหายใจ ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ในที่สุดก็มีคนรุมประนามทหาร

ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า แม้ทหาร ตำรวจ จะพยายามทำแบบอะลุ้มอะล่วย หรือกระทำอย่างเฉียบขาดรุนแรงก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้กลุ่มผู้ไม่หวังดี "ยุติ" การก่อความไม่สงบ เพราะเจตนาของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เป็นกลุ่มโจรปัตตานี มีอุดมการณ์แน่วแน่ที่จะทำให้เกิดสงครามในที่สุด ความเห็นของผู้สันทัดกรณี กล่าวว่า


ถ้าจะเปรียบเทียบกัน ระหว่างการปราบปรามที่ถูกประนามว่า กระทำรุนแรงเกินขอบเขตนั้น ไม่สามารถเทียบได้กับความร้ายกาจรุนแรง ที่ฝ่ายโจรปัตตานี ได้กระทำต่อข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนตาดำๆ มีคนล้มตายในสภาพศพที่ถูกฆ่าอย่างทารุณ ผิดมนุษย์มะนานับไม่ถ้วน ที่เคยกระทำมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

อีกประการหนึ่ง ถ้าไม่มีโจรปัตตานี ไม่มีการเข่นฆ่า ไม่ก่อกบฏต่อแผ่นดิน เราก็จะไม่มีอะไรให้บาดหมาง เพราะว่าหัวใจคนไทยที่แท้จริง ไม่ยินยอมให้ศาสนามาแบ่งแยกให้แตกสามัคคีอยู่แล้ว เราจะสามารถอยู่ร่วมแผ่นดินได้อย่างปกติสุข ต่างคนต่างปฏิบัติตัวปฏิบัติตน ตามความเชื่อถือและความศรัทธาที่แตกต่างกันออกไป

โดยปกตินั้น ขอบเขตความเชื่อของคนพุทธนั้นไม่มีข้อห้ามไม่ให้ร่วมบุญกับคนศาสนาอื่น คนพุทธหรือชาวพุทธ มีลักษณะที่ "ผ่อนคลาย" ในทุกกรณี คนพุทธสามารถเข้าร่วมบุญได้กับทุกคน ทุกศาสนา ถ้าศาสดานั้นๆ ผ่อนปรนให้เข้าร่วมได้ คนพุทธจะเข้าร่วมได้ทันที

ถ้าไม่มีโจรปัตตานี พุทธศาสนากับศาสนาอิสลาม จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข หรือว่า แม้โจรปัตตานี จะปลุกให้คนอิสลามเกลียดพุทธเพียงใด แต่เราก็รู้ว่าศาสนาไม่เกี่ยวเพราะว่าที่แท้จริง...โจรปัตตานีอาศัยศาสนาเป็นเครื่องมือสงครามต่างหากสักวันหนึ่ง จะมีคนพิสูจน์ให้เห็นว่าศาสนาอิสลามไม่เกี่ยว พุทธและอิสลาม ไม่เคยเป็นศัตรูของกันและกัน

กรณี กรือเซะ กับตากใบ...น่าจะเป็นผลพวงความชั่วร้ายที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง**** บัดนี้เรื่องที่คุณสอาด จันทร์ดีเขียนขึ้นจากความเป็นจริง ได้เผยโฉมหน้ามาให้เห็นจะจะแล้ว ด้วยแผนการที่กลุ่มโจร (มี กลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้, มหาธีร์ มูฮัมหมัด - อดีตนายกฯของมาเลเซีย และกลุ่มบงการ "อัลไคด้า" )ได้ร่วมกันทำแผนจะยึดครองประเทศไทยทั้งประเทศใน ๑๐ ปี

เหตุการณ์ที่เขียนนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆแผนลวงโลกเพื่อจะ ดิสเครดิสประเทศไทยต่อสังคมโลก ซึ่งแผนการณ์ได้ถูกแฉโดย เอกสาร "แนวร่วม คนไทยรักชาติ" ฉบับปฐมฤกษ์ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ โดยทีกลุ่มก่อการร้ายที่ กรือเซะ และตากใบ อาจเป็นลูกชาวพุทธที่ถูกลักพาตัวเมือ ๓๙ ปีก่อน ถูกนำไปเลี้ยง และฝีกก่อการร้ายมาฆ่าคนไทยอีกที โดยกล่าวว่า "จำไว้ ให้คนของมันฆ่าฟันกันเอง"



กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 19

บทที่ ๑๙ โจรปัตตานี...รุกทางการเมืองหนัก


ปี พ.ศ ๒๕๒๗ - ๒๕๔๙ เมื่อประเทศไทย ได้ออกคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ สถานการณ์บ้านเมือง เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประดา ผกค.ทั้งหลาย ได้ยินยอมพร้อมใจวางอาวุธ หันหน้าเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย โจรปัตตานีที่เคยมีบทบาทร่วมกับ ผกค.ได้แยกตัวออกไป แล้วดำรงสภาพของตนไว้ แต่เป็นการดำรงทีฝ่ายรัฐบาลไม่ได้รับรู้ด้วย อีกอย่างหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลไม่เคยมีโจทย์กับตนเองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด ไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาของชนเผ่าใหญ่อีกเผ่าหนึ่ง คือคนไทยเชื้อสายมลายู แล้วก็สรุปเอาเองว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาการเหยียดผิว ไม่มีการแบ่งเชื้อชาติศาสนา แล้วเราก็สรุปเอาเองว่า ประเทศไทยไม่มีปัญหานี้

แท้ที่จริง พี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ถูกปลุกระดมเละตุ้มเป๊ะจนยากที่จะแก้คืน นอกจากยากที่จะแก้คืนดังกล่าวนั้นแล้ว เรายังหมดโอกาสรู้ความจริง มันเนื่องมาจากนักการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใส่ใจในปัญหาของชาติอย่างรอบด้านนักการเมืองในท้องถิ่นปิดบังซ่อนเล้นเรื่องราวให้ลี้ลับอย่างมิดชิด หน่วยข่าวกรองชาติ ก็มุ่งประเด็นโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จนลืมเรื่องอื่นทั้งหมด

นักการเมืองของไทย ส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา เป็นสักแต่พุทธในชื่อ ส่วนความเชื่อ ความรับผิดชอบไม่มีเหลืออยู่ในตัวของนักการเมืองเลย โจรปัตตานี จึงเป็นฝ่ายรุกทางการเมือง แต่พวกเขาจะไม่แสดงออกให้ปรากฏเห็น ไม่มีการกระทำที่ส่อไปถึงความต้องการว่าจะแบ่งแยกดินแดน แต่ถ้าจะสังเกตให้ดี เราจะพบเห็นข้อเรียกร้องและการปฏิบัติที่กระทบต่อพระพุทธศาสนา เช่นเรียกร้องไม่ให้สอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียน ให้ขนย้ายพระพุทธรูปออกไปจากที่ตั้งห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ

โจรปัตตานีรุกทางการเมืองอย่างได้ผล และทวีความเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ ในสภาท้องถิ่นและสภาระดับชาติได้มีตัวแทนของพี่น้องอิสลามชนะการเลือกตั้งเข้ามาจำนวนไม่น้อย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในนโยบายปรับปรุงรูปแบบการต่อสู้ของพวกเขาเอง อิทธิพลทางความคิดที่โจรปัตตานีเดินงาน แล้วส่งออกสู่สังคม บังคับโดยอัตโนมัติ ให้นักการเมืองไทยวางตัวเป็นศัตรูกับพุทธศาสนาของตัวเองอย่างไม่รู่ตัว ดังจะเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ถูกคณะปฏิวัติเชือดทิ้งไปแล้วนั้นไม่ยินยอมให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ คนพุทธมากกว่า ๒ ล้านคนล่าชื่อส่งสภาก็ไม่มีผลอะไรเลย

นักการเมืองเพิกเฉย แถมมีการพูดว่า "ถ้าทำอย่างนั้น ระวังเลือดจะท่วมท้องช้าง" ..!!

นับแต่บัดนั้น สถานการณ์หลายอย่างได้บีบคั้นพระพุทธศาสนาและชาวพุทธรุนแรง แต่ชาวพุทธทั้งปวงก็ยังคงตั้งอยู่ ในความสงบ ไม่ได้มีความโกรธแค้นให้อิสลามอะไรทั้งสิ้น

ด้านอิสลามนั้น เริ่มปรากฏขึ้นในสถาบันการเมืองอย่างโดดเด่น เช่น บางท่านได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี บางท่านเป็นรัฐมนตรี และบางท่านได้เป็นประธานสภา และในสภาก็มีนักการเมืองอิสลามอย่างมีหน้ามีตาหลากหลายมากขึ้นคนไทยพากัน ต้อนรับนักการเมืองสายอิสลามด้วยความเต็มใจเพราะจะได้อวดกับชาวโลกได้ว่า ประเทศไทยไม่มีการกีดกันคนศาสนาอื่นคนไทยพุทธ แอบภูมิใจกับความเจริญก้าวหน้าของพี่น้องอิสลาม ด้วยความรู้สึกจากน้ำใสใจจริงคนพุทธไม่เคยออกปากคัดค้านและไม่ขัดขวางไม่ ว่ากรณีใด เพราะถือว่าทุกคนเป็นเสมือนหนึ่งลูกพ่อเดียวกัน...เอากันง่ายๆ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเป็นอิสลามขนานแท้ ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในประเทศ เมื่อปฏิวัติเสร็จ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" หรือ คมช. โดยท่าน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทำหน้าที่เป็นประธาน คมช. คนไทยก็พากันต้อนรับทั่วประเทศ

ประเทศไทยทั้งประเทศน้อมใจรับโดยไม่ได้นึกถึงความแตกต่างทางศาสนา
แต่ในเวลาเดียวกันที่คนไทยน้อมใจรับ โจรกลับบั่นคอพี่น้องชาวพุทธที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศฆ่า และขับไล่ใสส่ง "คนพุทธ" สถานเดียว

ขณะเขียนต้นฉบับให้กับหนังสือเล่มนี้ (๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙) ผมพักอยู่โรงแรมไดอิชิ หาดใหญ่ พอตื่นขึ้นมาก็ ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่จังหวัดยะลาว่า โจรป่าพวกนั้น โปรยใบปลิวข่มขู่ไทยพุทธ ประกาศปิดร้าน ถ้าไม่เชื่อจะเอาให้ร้องไม่ออก

ผมรับโทรศัพท์ด้วยความตกใจ คิดไม่ถึงว่าตอนที่เข้าไปทำงานที่โรงแยกแก๊สใหม่ๆ ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดนี้...แต่วันนี้มันร้ายเกินกว่าคิดมากมายยิ่งนัก เพื่อนบอกว่าโจรปิดเมือง ปิดหมู่บ้าน ตัดการติดต่อกับราชการ ไม่ให้ชาวพุทธขยับเขยื้อนได้ ทหาร ตำรวจ และข้าราชการ ยังถูกตรึงอยู่กับที่ แต่พวกโจรปัตตานี และชาวบ้านแนวร่วมทั้งหมดมีอิสรภาพไปไหนมาไหนได้อย่างเสรี ประหนึ่งไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่คนพุทธ กลายเป็นคนต้องห้ามในแผ่นดินของตน คนที่หลบไปพึ่งวัดเกือบจะบ้าอยู่แล้ว

ผมตระหนักกับตนเองว่า โจรปัตตานีไม่ใช่รุกหนักแต่ทางการเมืองเท่านั้น ยังรุกหนักทางอาวุธอย่างเข้มข้น รุนแรงในรอง ๑๐๐ ปี สถานการณ์แบบนี้ จะต้องมีการชี้ขาดไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ในโอกาสข้างหน้าในไม่นาน หรือกล่าวให้ชัด เมื่อเหตุการณ์รุนแรงอย่างเป็นระบบมาถึงขั้นนี้ จะให้เรื่องจบลงง่ายๆ เป็นไปไม่ได้เลย โอกาสที่จะแตกหักไปข้างหนึ่ง จะต้องมีขึ้น

การกระทำครั้งนี้ โจรปัตตานีเขาคงจะมี "หัวหน้าใหญ่" บัญชาการอยู่ไม่ไกลแน่ๆ เชียว ไม่เช่นนั้น จะไม่ประสบผลสำเร็จได้ขนาดนี้ แต่ฝ่ายรัฐบาล ก็ยังบอกไม่ได้ว่า ใครคือจอมบงการเคยเห็นฝ่ายรักษาความสงบพูดมาหลายครั้ง จะตะครุบหัวหน้าใหญ่ให้ได้ จนแล้วจนรอด ยังไม่ได้แม้แต่กลิ่น...มันช่างลึกลับอำมืดอย่างไม่น่าเชื่อ ?

ผมตรวจดูระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ถึง ๒๕๔๙ รวม ๒๒ ปี เป็นช่วงที่ โจรปัตตานีได้พัฒนารูปแบบการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ดีกว่าทุกยุค จึงเป็นการยากที่รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ให้สงบเงียบลงได้โดยง่าย และเดาไม่ถูกว่าจะบานปลายร้ายแรงถึงขั้นเป็นสงครามหรือไม่

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 18

บทที่ ๑๘. ๑ ช่วง...โฉมหน้าโจรหดหายไป


ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ - ๒๕๒๕ ในยุคประเทศไทยมีพรรคคอมมิวนิสต์ (พคท.) รบกับรัฐบาล เป็นยุคที่โจรแบ่งแยกดินแดนเลื่อนไหวรุนแรงไม่ได้เพราะรัฐบาลก็ใช้กำลังปราปปรามกับ ผกค. อย่างถึงพริกถึงขิง พวกโจรที่ก๋ากั่นออกมา ก็จะถูกปราบอย่างไม่ไว้หน้าในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย ทำให้พวกโจรต้องหลบฉากรักษาตัวรอดเอาไว้ก่อน แต่พวกโจรปัตตานี และโจรจับตัวเรียกค่าไถ่จำนวนหนึ่ง ได้รับความเสียหายสูญเสียกำลังพลไปไม่น้อย

ทางการสืบทราบมาว่า โจรปัตตานีได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ (ผกค.) เป็นการให้ความ ช่วยเหลือในฐานะหัวอกเดียวกัน แต่อยู่บนเงื่อนไข "มิตรและสหาย" สถานเดียว ไม่ใช่เป็นการร่วมอุดมการณ์

ในขณะพรรคคอมมิวนิสต์ทำสงคราม เพื่อหวังจะเปลื่ยนแปลงระบอบการปกครอง ให้ได้ไม่เกินปี ๒๕๒๕ นั้นโจรปัตตานีตระหนักดีว่า ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์ชนะศึก พรรคคอมมิวนิสต์ก็จะใช้ลัทธิเผด็จการ รวบอำนาจการ ปกครองเป็ดเสร็จ ไม่มีทางที่ปัตตานีจะเรียกร้องอะไรได้ ดีไม่ดีอาจถูกปราบแบบถอนรากถอนโคนอีกด้วย โจรปัตตานีจึงหันไปพัฒนาบุคลากรอย่างขนานใหญ่ เพราะเชื่อว่า ถ้าขบวนการ "พูโล" มีผู้คนที่ทรงภูมิปัญญาเขาเหล่านั้นจะสามารถต่อกรกับพรรคคอมมิวนิสต์ได้ในภายหลัง พวกโจรปัตตานีหรือ "โจรพูโล" จึงทุ่มเงินลงไปเพื่อพัฒนาคน

ในช่วงดังกล่าวนี้ โฉมหน้าของโจรก่อการร้าย " ปรากฏไม่มาก" จะมีอยู่ไม่กี่คน เช่น "เปาะสู"เป็นต้น

ในระยะเวลาดังกล่าวนี้ โจรปัตตานีได้คัดสรรตัวแทนส่งไปศึกษาต่อทั้งในตะวันออกกลาง ประเทศยุโรป-ตะวันตก รวมถึง อเมริกา คณะกรรมการพัฒนาการศึกษา ได้ติดตามดูแลตัวแทนที่เป็นนักศึกษา มีการประเมินผลและวัดผล เก็บข้อมูลอย่างสมบูรณ์ว่า เยาวชนที่คณะกรรมการออกทุนให้นั้น เมื่อกลับมาเมืองไทย จะได้เป็นเพชรเม็ดงามของพวกขบวนการพูโล สืบทอดอุดมการณ์ของอับดุลกาเดร์และหะยีสุหลง นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขาต่อไป

ฝ่ายราชการที่ไม่ประสากับความลึ้ลับของเรื่องนี้เป็นทุนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อข่าวคราวที่น่ากลัวเริ่มจางลง ก็ทึกทักเอาว่าโจรปัตตานีกำลังจะหมดไปจากประเทศไทย รัฐบาลเองก็ได้ใช้จ่ายเงินทุนส่งเสริมพวกโจร ให้พวกเขาได้รับการฝึกที่ต่างประเทศ

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 17

บทที่ ๑๗ การก่อการร้าย...โจรจับตัวเรียกค่าไถ่

ปี พ.ศ. ๒๕๐๕...ก่อนสิ้นยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ โจรปัตตานีเริ่มแผนการใหม่ด้วยการจับตัวเรียกค่าไถ่สร้างความเดือดร้อนให้พ่อค้าประชาชน และก่อให้เกิดความปั่นป่วนแก่รัฐ ยากที่จะระงับเหตุการณ์ให้สงบลงได้

การจับตัวเรียกค่าไถ่แต่ละครั้ง จะมีชื่อหัวหน้าโจรกบฏขึ้นมา เดี๋ยวคนโน้น เดี๋ยวคนนี้ แต่ละคนล้วนแต่ก๋ากั่นน่าสะพรึงกลัว คนที่ถูกโจรจับตัวเรียกค่าไถ่ เมื่อรวดชีวิตกลับมาได้ บางคนต้องเลิกอาชีพ หลบหนีไปอยู่ที่อื่นบางคนต้องรับผิดชอบ "ส่งเสีย" ลูกของโจรป่าให้ได้เข้าเรียนถึงขึ้นมหาวิทยาลัย โจรปัตตานีปล่อยตัวออกมาอย่างมีเงื่อนไข

คำว่า "ส่งเสียลูกของโจรป่า" เป็นเรื่องเล่ากันในหมู่ของคนที่ถูกโจรจับเอาไปรีด บางคนก็เอาเงินสดก้อนใหญ่

บางคน... โจรไม่บีบเอาเงิน แต่ได้บังคับให้ส่งเสียบุตร ทั้งหญิงและชายให้รับผิดชอบแทน ถ้าไม่เช่นนั้นจะเชือดคอให้ตายอยู่กลางป่า

คนที่ถูกโจรจับตัวเรียกค่าไถ่บางราย ต้องส่งเสียลูกของโจร ด้วยความรับผิดชอบและอดทน ลูกโจรเรียนจบมหาวิทยาลัย ได้เข้ารับราชการ บางคนออกไปเป็นนักการเมือง โดยที่ลูกตัวเองต้องหยุดเรียนออกมาทำงานหาเงินส่งเสียลูกของโจร คนที่รู้ความจริงว่าทำไมต้องทำเช่นนี้ คือ คนผู้เป็นพ่อที่ถูกโจรจับเข้าป่า คนอื่นไม่รู้ด้วย

โจรปัตตานี ทำทุกอย่างเพื่อจะหาทางเอาชนะในสงครามกบฏของพวกเขาการก่อการร้าย – โจรจับตัวเรียกค่าไถ่จึงเป็นเรื่องน่าสยดสยองยิ่งนัก

สถานการณ์การก่อการร้าย

ลัทธิก่อการร้าย ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดในประเทศไทยยุคนี้ แท้ที่จริง การก่อการร้ายได้เกิดกับประเทศไทยมานานแล้วโดยที่คนไทยไม่เคยให้ความสำคัญในเรื่องนี้เลย เมือเกิดเหตุร้ายขึ้นมา ก็ไม่บอกได้ว่าเป็นเหตุร้ายแบบไหน

ลัทธิก่อการร้าย (terrorist) เป็นลัทธิของคนป่าเถื่อน ใช้ปฏิบัติการไม่เลือกกาลเวลาและสถานที่ คนที่บงการให้ทำ เป็นพวกไม่มีศาสนา ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ แต่คนพวกนี้ จะอ้างการกระทำว่า เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า แล้วก็มีคนขานรับว่า การก่อการร้าย เป็นแนวทางการต่อสู้ที่ถูกต้อง การก่อการร้ายที่ยิ่งใหญ่ หมายถึง "นักรบ" ของกระบวนการนี้ ได้รับการปลูกฝังล้างสมอง ให้มีความกล้าหาญถึงขั้นยอมตายถวายชีวิต

ลัทธิก่อการร้ายได้กลายเป็น "หอกเล่มใหญ่" ไล่ล่าฆ่าคนปานว่าเล่นบนโลกกลมๆใบนี้ โจรปัตตานีได้ใช้ลัทธิก่อการร้าย ทำสงครามกับรัฐบาลรัฐบาลที่ไม่มีความรู้พื้นฐานในปัญหาของตนเอง ตกเป็นเหยื่อของพวกผู้ก่อการร้ายอย่างขนานใหญ่ 

สิ่งที่ทำให้ตกเป็นเหยื่ออย่างร้ายกาจ ได้แก่ "ยุทธวิธี" ที่แตกต่างกัน โจรก่อการร้ายยิงมาจากมุมมืด...ยิงตายแล้วกระโดดขึ้นคร่อมศพ เยี่ยวรดศพ ประจานให้เสียหาย แล้วคว้าอาวุธของทหารตำรวจติดมือไปด้วย ทหาร ตำรวจ อยู่ในทีสว่าง...เป็นที่โล่งตา มองเป็นเป้านิ่ง จึงถูกถล่มอย่างเมามัน

นอกจากนี้ โจรปัตตานียังใช้วิธีการก่อวินาศกรรม (Sabotage) เช่นวางระเบิดทางรถไฟ ขุดหลุมให้รถตกไปทั้งคัน จุดระเบิดด้วยมือ วิธีแบบนี้ วงการลัทธิก่อการร้ายเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "แซบโบตาจ" ดังที่ผมวงเล็บเอาไว้นั่นแหละครับ

๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ตกอยู่ในสถานการณ์สงครามโจรก่อการร้าย ที่เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีความไม่มั่นคงของดินแดนเป็นเดิมพัน รัฐบาลยังไม่ได้ขยับทิศทางแก้ปัญหาที่
เป็นแฟคเตอร์ที่แท้จริงเลย ถ้ารัฐบาลอยากทราบว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร โปรดดูข้อเสนอแนะ และการแสดงความคิดเห็นแนวทางแก้ปัญหาที่ได้น้อมนำมามอบให้ด้วยความปรารถนาดี ในหนังสือเล่มนี้

ผมนำรูปภาพ ๓ แผ่นมาให้ดู จะเห็นการก่อการร้าย มีความเลวร้ายเพียงใด
ภาพเหล่านี้ ฟ้องให้เห็นสถานการณ์ที่แท้จริงว่า มันเป็นสถานการณ์ก่อการร้าย ที่จะต้องหาทางทำให้สงบ...

ไม่ว่าจะสูญเสียมากมายเพียงใด เพราะว่า ถ้าโจรไม่เลิก ก็อย่าหวังเลยว่า ๓๐ ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะร่มเย็นขึ้นมาได้ ??!!!

ทหารหาญ...ก็ตายเกลื่อน
ตำรวจ ทหาร อยู่ในที่โล่ง
โจรปัตตานี เร้นกายอยู่กับมุมมืดและฝูงชน
ไม่ง่ายเลยที่จะปกป้องตัวเอง
ทหารเองถือปืนเป็นเป้านิ่ง
เขาจะยิงเมื่อใด...จากมุมไหน ใครจะไปรู้
รู้อีกที..ตายเป็นผีไปแล้ว

ฝ่ายรัฐบาล ได้พยายามอย่างใหญ่หลวง ที่จะใช้วิธีการ "สมานฉันท์" ด้วยการส่งทหารไปคุ้มครองประชาชนนั้นเป็นผลพวงทางความคิดที่ถูก "ไส้ศึก" วางแผนให้หลงทางทหารกับตำรวจ จึงกลายเป็นเหยื่อชิ้นแล้วชิ้นเล่า
ประชาชนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

ท่านผู้อ่านที่เคารพ...ท่านรอคอยรับทราบตัวเลขความสูญเสีย ถูกเผา ถูกฆ่าตัดคอถูกถล่มกลางไรสวน และโปรดรอรับทราบตัวเลขความตาย... ทหารหาญก็ตายเกลื่อน

ผมจะรวบรวมทำงานงานประชาชน...ให้ท่านได้รับรู้ ใครกันแน่ที่ถูกฆ่าตาย

บังเกอร์ จุดยั่วการโจมตี
ทหารคิดว่า บังเกอร์จะช่วยให้ปลอดภัยได้
นั้นเป็นความเข้าใจแบบทหาร
พวกโจรปัตตานี ชอบนัก...บังเกอร์
ง่ายและสะดวกในการยิงถล่มดังภาพนี้...


บังเกอร์ไม่สามารถป้องกันได้เลย
การรบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
กลายเป็นนรกของทหาร
เพราะว่า...โจรไม่มีบังเกอร์

โจรมาวูบใหญ่เหมือนโจรนินจา...ถล่มแล้วถอย
บังเกอร์ คือจุดยั่วการโจมตีระเบิดวัด

เมื่อเห็นภาพแล้ว ขอให้ใช้สติปัญญาการอ่าน อย่าเข้าใจว่าเป็นการปลุกระดม แต่ขอให้เข้าใจเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ที่เปิดโปงแผนการ ของโจรปัตตานี พวกโจรปัตตานี อาศัยการสร้างคัมภีร์ปลอม หลอกลวงพี่น้องอิสลามว่า "ฆ่าพุทธ" แล้วได้บุญ โดยเฉพาะการทำลายวัด ฆ่าพระ ยิ่งจะได้บุญมาก คำหลอกลวง พวกนี้ ถ้าหลอกลวงแล้วไม่มีคนเชื่อก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหามีอยู่ว่า มีคนหลงเชื่อ ว่าฆ่าพระ ฆ่าชาวพุทธแล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ทำให้พระและวัดได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ชาวพุทธทั้งหลาย ถูกไล่ล่าฆ่าฟัน ถ้าไม่หนีเอาตัวรอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีรอให้ราชการมาแก้ปัญหา จนป่านนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้ (ธันวาคม - ๒๕๔๙) !!




ยิ่งอำนาจรัฐในห้วงเวลานี้ไม่มีเหลือแล้ว ยิ่งหมดโอกาสแก้ดังนั้น วิธีหนึ่ง ที่จะต้องทำให้เห็น คือชี้ให้ดูว่า พวกโจรปัตตานีเล่นงานวัดอย่างป่าเถื่อน ผมเอาภาพถ่ายหน้าวัดตันหลงมัสที่ถูกวางระเบิด มาให้ดูโดยที่ชาวพุทธไม่เคยไปทำลายมัสยิดตอบโต้เลยคนพุทธไม่กล้าเพราะกลัวบาปผมไม่อยากเอาภาพโจรเผาวัด ฆ่าสับคอพระมาลง เพราะไม่ต้องการปลุกระดม !!



กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 16

บทที่ ๑๖ โจรปัตตานีสร้างหนังสือปลุกระดม ถล่มรัฐบาล

ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ สิ่งหนึ่งที่คนไทยต้องยอมรับความจริงว่า ชาวปัตตานี และจังหวัดอื่น เช่นชาวยะลา นราธิวาส เป็นต้นผู้คนส่วน ใหญ่ร้อยละ ๗๕ ถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ มีเชื้อสายมลายู ซึ่งได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยซึ่งเราได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ชาวไทยเชื้อสายมลายู มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับคนไทยทุกชนเผ่า และเราต้องยอมรับความจริงอีกเช่นกันว่า ชาวไทยเชื้อสายมลายูได้เป็นกบฏด้วยความกล้าหาญมายาวนาน ไม่หวั่นเกรงอาญา ไม่กลัวความตาย พวกเขาได้สืบทอดอุดมการณ์อย่างต่อเนื่อง เกาะติดเป็นพวงเดียวกัน ไม่เคยปล่อยให้ว่างเว้นเลย

พวกเขาได้พัฒนาองค์ความรู้ อันมีทั้งยืนอยู่บนรากฐานที่เป็นจริง และการปั้นแต่งเสแสร้งแกล้งทำตลอดทั้งการ สร้างมุมมองให้เกริกก้องขึ้นในโลกอิสลาม พวกเขาได้รับความสำเร็จ ในการอาศัยร่มเงาของศาสนาอิสลาม เป็นทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการแบ่งแยกดินแดน

หนังสือเล่มสำคัญยิ่งเล่มหนึ่งได้ถูกสร้างขึ้นชื่อว่า "รวมแสงแห่งสันติ" เขียนเป็นภาษามลายู แล้วแปลเป็นภาษาไทยเขียนโดย อามีน โต๊ะมีนาล ตีพิมพ์ในปี พ.ศ.๒๕๐๑

หนังสือเล่มนี้ กล่าวหารัฐบาลร้อยแปดพันประการ พร้อมกับได้ยกย่องสรรเสริญนักรบชั้นแนวหน้าของเขาโดย เฉพาะได้ยกย่อง "หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์" ว่าเป็นยอดวีรบุรุษของชาวมลายูในประเทศไทย

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ อามีน โต๊ะมีนาล ได้พิมพ์หนังสือใหม่อีกเล่มหนึ่ง ชื่อ "ประวัติรัฐมลายูปัตตานี" หนังสือเล่มหลังนี้กล่าวว่าดินแดนแถบนี้ทั้งหมดเป็นของมลายูมาก่อน ดังนั้นทุกคนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในดินแดนนี้ ย่อมมีสิทธิถือสัญชาติมลายู ใครให้พวกเขาถือสัญชาติไทยก็ถือไป แต่ในใจไม่ยอมรับการเป็นคนไทย

หนังสือทั้งสองเล่ม ได้ถูกตีพิมพ์แจกจ่ายไปตามหมู่บ้านครบทุกครัวเรือน บางครัวเรือนมีมากถึง ๓ - ๔ เล่ม หลังจากนั้น ก็ได้จัดตั้งกองกำลังขึ้นในตำบลต่างๆ มีหัวหน้ารับผิดชอบ กระจายกันออกไป สร้างความสับสน อลหม่าน ราชการไทยเข้าไม่ถึงหมู่บ้านมาตั้งแต่บัดนั้น

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ปีเดียวกันกับหนังสือ"ประวัติรัฐมลายูปัตตานี" ถูกตีพิมพ์ขึ้น แล้วแจกจ่ายชาวบ้านไปจนทั่ว เป็นปีที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ส่งคนงานชาวอีสานลงไปช่วยเหลือการกรีดยาง ปลูกต้นยาง พวกโจรปัตตานีจำเป็นต้องยอมรับคนงานจากอีสาน เพราะความที่ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก

แต่ในขณะเดียวกัน โจรปัตตานีเริ่มปลุกระดมไปตามหมู่บ้าน กระทำการแข็งข้อให้รัฐบาลเห็นจะจะ

ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ รัฐบาลสืบทราบมาว่า โจรแบ่งแยกดินแดนจะก่อการร้ายขึ้น โดยจะยึดที่ทำการของรัฐบาลและสถานที่ราชการต่างๆ โดยจะยึดพร้อมกันใน ๔ จังหวัด คือยะลา ปัตตานี นราธิวาส และจังหวัดสตูล รัฐบาลจึงส่งกำลังลงไปจับกุมบุคคลต้องสงสัยได้จำนวนมาก แล้วเอาตัวขึ้นมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ

รัฐบาลสอบสวนอยู่ไม่นานก็ปล่อยตัวทั้งหมด ก่อนปล่อยตัวกลับ ได้อบรมให้ความรู้และความเข้าใจ แล้ว "มอบเงิน" ให้คนละมากๆ ซึ่งก็รู้กันในหมู่โจรว่าเป็นการซื้อใจพี่น้องคนไทยเชื้อสายมลายูมีข่าวว่าพวกโจรปัตตานีพากันหัวเราะงอหาย รับเงินด้วยความสนุกสนานบางคนยังได้รับเงินเป็นเดือนอีกต่างหาทางฝ่ายรัฐบาลสมัยนั้นคงคิดว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว โดยมีคำสั่งให้เก็บและทำลายหนังสือ ๒ เล่มที่ "อามีนโต๊ะมีนาล" เขียนขึ้น

รัฐบาลไม่รู้ดอกว่า หนังสือทั้งสองเล่มนั้น ไม่ต้องถือติดมืออีกแล้ว เพราะถ้อยคำทั้งหลายได้ถูกจานลงในหัวใจและกลายเป็นบทบัญญัติให้ปฏิบัติตาม พวกเขาจึงพากันทำลายตามคำสั่ง และการถูกสั่งให้ทำลายหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าว กลับยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังหนักยิ่งขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า หนังสือปลุกระดมที่แกร่งกล้าที่สุดของโจรปัตตานี คือ หนังสือทั้ง ๒ เล่มนี้

กระเทาะเปลือกไฟใต้ใครบงการ_บทที่ 15

บทที่ ๑๕ คลำหาความ...ผิดพลาดของรัฐบาล

การปกครองประเทศของประเทศไทยในยุคโบราณ ใช้วิธีการพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นใหญ่เด็ดขาดสมบูรณ์ ครอบคลุมทุกระบบ จึงเรียกว่า "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" พระเจ้าแผ่นดินแต่โบราณ ทรงจัดตั้งวิธีการ
บริหารประเทศชาติเอาไว้ บน ๓ สถาบัน

๑. สถาบันชาติ อันหมายถึงประชาชน และแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล

๒. สถาบันศาสนา อันหมายถึงพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศสยามหรือประเทศไทย ล้วนอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

๓. สถาบันพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงระบอบกษัตริย์ หรือพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขสูงสุด สืบต่อสันตติวงศ์โดยระบบรัชทายาท ไม่มีการเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใดๆ พระเจ้าแผ่นดินแต่โบราณ ได้ทำนุบำรุงประเทศชาติด้วยความยิ่งใหญ่ ไม่เกรงกลัวอำนาจใคร เมื่อได้ปกครองประเทศแล้ว ก็ได้ใช้สติปัญญาความสามารถ สร้างบ้านแปงเมือง รับเอางานของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนๆ มาเป็นภาระสืบทอด ทำให้การดูแลประเทศชาติทั้ง ๓ สถาบัน เป็นไปอย่างเข้มแข็ง แต่ก็เป็นการเข้มแข็งแบบไทย ไม่มีความเจริญหวือหวาเหมือนพวกตะวันตก

ภาระของพระเจ้าแผ่นดินแต่โบราณคือการรักษาดินแดนที่ได้มารักษาราษฎร พสกนิกร ให้มีความปลอดภัย รักษาความเป็น "ชนชาติไทย" เอาไว้สุดความสามารถ แล้วจัดการปกครอง ทำนุบำรุงพระศาสนา ทำการก่อสร้างวัด สร้างวิหาร เพื่อความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศชาติ พัฒนาระเบียบแบบแผนให้ทันกับเหตุการณ์ ดูแลเอาใจใส่ไม่เอาแต่เสวยสุขส่วนตัว กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวง ปกครองแผ่นดินด้วยความชอบธรรม และเป็นธรรมมาโดยตลอด

ประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่เคยปรากฏเรื่องราวชั่วร้ายว่าจะมีกษัตริย์พระองค์ใดกดขี่ข่มเหง ประชาชน มหากษัตริย์ไทยมีพระหฤทัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถือทศพิธราชธรรมเป็นหลัก สรุปโดยย่อ ประเทศไทยหรือประเทศสยาม

ในยุคพระเจ้าแผ่นดินในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้บริหารประเทศภายใต้หลักการ ๓ สถาบัน อย่างเข้มแข็งตลอดมา ถ้าจะนับอายุของความเข้มแข็งให้เห็นเป็นรูปธรรม ก็คือนับเอาปี พ.ศ. เป็นตัวแม่บท ซึ่งหมายถึงระบอบ กษัตริย์ไทย ครองความถูกต้อง ด้วยความเข้มแข็งยาวนานถึง ๒,๔๗๕ ปี นับแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา

เมื่อคณะราษฎร์ได้ปฏิวัติยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ...ความไม่ถูกต้องได้ปรากฏขึ้น พร้อมกับความเข้มแข็งเริ่มอ่อนแอลง โดยเฉพาะ คือ ความไม่เข้มแข็ง ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาคณะราษฎร์ ได้อำนาจมาจากพระเจ้าแผ่นดิน โดยเอาพระเจ้าแผ่นดินลงจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ถือเป็นความผิด ตรงกันข้าม จะยกให้เป็นคุณแก่แผ่นดินย่อมได้ เพราะโลกถึงยุคที่จะได้บริหารโดยคนหมู่มากที่มีสติปัญญา ซึ่งคนไทยก็ได้มีสติปัญญาอย่างพอเพียงที่จะรับผิดชอบประเทศของตน

แต่คณะราษฎร์ ที่ว่ามีสติปัญญาอย่างพอเพียงนั้น พากันเอาแต่อำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน โดยไม่ได้รับเอา "ความรับผิดชอบ" มาด้วย พวกคณะราษฎร์ยังมาเสียเวลากับการยื้อแย่งอำนาจกันเองอย่างยาวนาน มีปฏิวัติรัฐประหารมากครั้งหลายหน บางครั้งเอาระเบิดถล่มใส่กัน ไล่ฆ่าซึ้งกันและกัน วางแผนหักหลังกัน ร้ายไปกว่านั้น ได้ลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ใครเป็นคนทำไม่มีใครรู้ความจริง แต่ก็ปล่อยข่าวชั่วร้าย เกินกว่าจะรับฟังได้คนไหนได้รับฟัง ก็วินิจฉัยเอาเองว่า ร. ๘ ถูกลอบฆ่า ไม่ใช่ฝีมือของคณะราษฎร์

ความเลวร้ายได้เกิดขึ้นอย่างฮึกโหม ประเทศไทยแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ พวกหัวหน้าใหญ่ของคณะราษฎร์ ทอดทิ้งความรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง โดยพากันวางตัวเป็นกลางอ้างว่าประเทศไทยมีหลายศาสนา แต่ละศาสนาล้วนแต่สอนให้เป็นคนดี

ความที่พวกคณะราษฎร์ ได้พากันเป็นเช่นนั้น ได้ส่งต่อแนวความคิดไปสู่นักการเมืองรุ่นต่อมา ที่สืบทอดลัทธิประชาธิปไตย พวกนักการเมืองทั้งหลาย กลายเป็นผู้รับเอาภาระทางการเมืองมาปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้ว ได้ทำให้เกิด "การกระทำ" ต่อพระพุทธศาสนาหลายอย่างหลายวิธีการ ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศทั้งสิ้น

ข้อแรกเลย ไม่รับเอาภาระของพระเจ้าแผ่นดินที่สำคัญต่างๆ มาปฏิบัติต่อ นักการเมืองคนสำคัญของชาติขาดการเอาใจใส่ต่อพระพุทธศาสนา นำพาเอาลัทธิประเพณีประเทศอื่นมาปฏิบัติ ตัวเองไม่เข้าวัด ไม่รู้วิธีการฟังธรรม ไม่ให้เวลาแก่วัดอย่างเหมาะสม ถ้าพวกเขาจะพากันไปวัด ก็จัดคนต้อนรับเอิกเกริก ประชาชนแห่ล้อมหน้าล้อมหลัง หลวงพ่อกลายเป็นประหนึ่ง "หัวคะแนน" ทำให้ศาสนาอื่นดูหมิ่นดูแคลนพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นพระศาสนาหลักของชาติผู้บริหารประเทศทุกระดับ ไม่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน

ข้อต่อมา ตัวจักรสำคัญที่เป็นประหนึ่ง "ตัวแทน" ขององค์ พระมหากษัตริย์ ที่สมควรได้แสดงออกว่า เป็นผู้เคร่งในพระพุทธศาสนา เฉกเช่น พระมหากษัตริย์ ไม่ปรากฏว่าจะมีใครรับเอามาทำ มีแต่สนุกสนานสำราญอยู่กับความมั่งคั่งร่ำรวย นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมีหลายคน แต่ละคนมีพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นเนื้อในของหัวใจว่า ไม่ได้มีความหนักแน่นในพระพุทธศาสนา นายกรัฐมนตรีหลายคนแทบว่าไม่เคยสมาทานศีล ไม่เอาใจใส่ในการขยายพุทธจักรให้ยิ่งใหญ่ มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม คนเดียวเท่านั้น ที่สร้างพุทธมณฑล แต่จอมพล ป. ก็ยังคง "ขาดแหว่ง" ในเรื่องความมั่นคงของพุทธศาสนาอยู่ดี

จอมพล ป. พิบูลสงคราม นับว่าขาดแหว่งเรื่องความมั่นคงของพระพุทธศาสนา แต่นายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ยิ่งขาดแหว่งยิ่งกว่า จนแทบกล่าวได้ว่า นายกรัฐมนตรีประเทศไทยนั้น ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้รักษาความมั่นคงให้แก่พระศาสนาของตน นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จึงกลายเป็นผู้ทำลาย ความมั่นคงของประเทศชาติ โดยไม่รู้ตัว แล้วกลายเป็นเชื้อให้นักการเมืองอื่นๆ ในประเทศ พลอยเห็นดีเห็นงาม ทำตัวเยี่ยงนายกฯตามไปด้วย เป็นผลก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ประเทศชาติและสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง

ภาพชนชั้นผู้นำทางการเมืองห่างเหินวัด ห่างเหินพระธรรมปรากฏออกมาชัดมาก ด้วยความผิดพลาดครั้งนี้ ทำให้สถาบันพระพุทธศาสนามีสภาพไม่แตกต่างถูกภาครัฐลอยแพ พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ได้ เพราะประชาชนอุปถัมภ์แต่เพียงฝ่ายเดียว พระภิกษุสามเณรส่วนมากด้อยและขาดการศึกษาสู้คนในศาสนาอื่นไม่ได้

มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒ พระองค์ ทรงพระราชทานให้ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สร้างมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชทานมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหามงกุฎฯ ที่วัดบวรนิเวศน์ กรุงเทพมหานคร ทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ไม่มีการพัฒนา จะขอทุนก่อสร้างแต่ละครั้ง รัฐบาลไม่กล้าให้เกรงคนศาสนาอื่นจะค่อนแคะ

นักการเมืองไทยที่มีสติปัญญาต่ำต้อย ขาดความรู้ความเข้าใจ คิดว่าตัวเองฉลาด ที่สามารถระงับยับยั้งการพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ แทนที่จะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง กลับกลายเป็นการบ่อนทำลาย "รากเหง้า"ของสังคมไทยให้ค่อยๆอับเฉาลง

แต่ยังโชคดีที่ประชาชนชาวไทยที่เป็นพุทธศาสนาร้อยละ ๙๔.๓ พากันอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็งและ อดทน จึงทำให้พระพุทธศาสนาตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง มหาวิทยาลัยสงฆ์เจริญได้ส่วนใหญ่อาศัยเงินบริจาค เงินของรัฐมีให้เล็กน้อย รัฐบาลไม่ได้คิดแม้แต่นิดว่า พระเณรที่จบปริญญาจากหาวิทยาลัยสงฆ์ ก็คือทรัพยากรของชาติ รัฐบาลกลับคิดไปในทางลบว่า ถ้าส่งเสริมพระเณรจะทำให้ศาสนาอื่นไม่พอใจสิ่งที่นักการเมืองพากันทำ โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็นชาวพุทธโดยสายเลือด นักการเมืองเขาไม่รู้ดอกว่า ศาสนาคริสต์มีทุนมหาศาลจากสำนักวาติกันคอยเกื้อ หนุน นักการเมืองไม่รู้ดอกว่า ศาสนาอิสลามมีทุนมหาศาลจากประเทศเศรษฐีน้ำมัน คอยให้การเกื้อหนุน ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้ทุ่มเงินลงไปทุกครั้งที่เขาขอมา

มัสยิดกลางปัตตานี ก็เป็นงบประมาณของรัฐ สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ อาการแบบนี้ นักการเมือง "คิดเอาเอง" ว่าการแสดงออกถึงการปล่อยวาง ไม่เข้าข้างพระพุทธศาสนา มันคือการสร้างความสมานฉันท์

อีกประการหนึ่ง นักการเมืองคิดเอาเองอีกว่า "คิดเพียงแต่ว่า การรักษาฐานเสียงของตน" ย่อมสำคัญกว่า จึงแสดงจุดยืน เชียร์ศาสนาอื่นมากกว่าพระศาสนาของตน โดยลืมไปว่า ถึงเวลารับสมัครเลือกตั้งจริงๆ นักการเมืองของชาวพุทธ ในพื้นที่ศาสนาอื่น

อย่าหวังเลยว่าจะได้รับชัยชนะ แต่ในเวลาเดียวกัน นักการเมืองของศาสนาอื่น กลับได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น จากพื้นที่ของพุทธบริษัท ตัวอย่างเช่น จังหวัดทางภาคอีสานจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชาวพุทธเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าผู้สมัครหญิง ลูกสาวเจ้าพ่อโรงฆ่าสัตว์ชื่อและนามสกุลบอกอย่างโทนว่า นับถือศาสนาอื่น ได้รับชัยชนะเป็น ส.ส. เดินเข้าสภาลอยลำไปเลย ทิ้งห่างผู้สมัครพุทธให้สอบตกไม่เป็นท่า...โดยชาวพุทธไม่ได้ไปลงคะแนนเสียง ให้ ทั้งที่เป็นพุทธด้วยกัน นับแต่ ส.ส.หญิงท่านนั้นเข้าสภา ไม่เคยปรากฏกายในวัดให้เห็น ไม่ไปร่วมงานบุญประเพณี ครั้นชาวบ้านถามว่าเพราะเหตุไร เธอตอบว่า "ไปไม่ได้...มันเป็นบาป" ท่านเจ้าอาวาสที่เป็นฝ่ายหัวคะแนนสนับสนุน เธอบอกว่าไม่เป็นไร คนเรานับถือไม่เหมือนกัน

แต่ในเวลาเดียวกันท่านสมภาร กลับพูดว่านักการเมืองทอดทิ้งวัดไปหมด
นี้คือภาพที่ปรากฏให้เห็นชัดว่า นักการเมืองไทยที่รับอุดมการณ์สืบทอดมาจากคณะราษฎร์ ได้ปฏิบัติตัวเป็นคนทำร้ายประเทศของตนเอง พากันทึกทักเอาเองว่า การวางตัวเป็นกลาง ได้สร้างอนาคตทางการเมือง ได้เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สายสะพายขึ้นบ่าเป็นนะเป็นได้ แต่ในที่สุด แผ่นดินนี้ได้ถูกคนชาติอื่น เข้ามาอยู่ในประเทศไทย แล้วไม่ยอมเป็นคนไทย ได้ใช้วิธีสกปรก เอาศาสนาอื่นขึ้นมาเป็นฐานทึ่ตั้งของกองทัพปฏิวัติ แล้วแจกจ่ายอาวุธสู้กับตำรวจและทหาร ไม่เกรงกลัวความผิดฐานกบฏนักการเมืองพุทธเห็นแล้ว ทำอะไรเขาได้ ห้ามเขาได้ไหม

ตรงกันข้าม ยังพากัน "งมมะหรา" หลงทางอยู่กับการแก้ไข โดยอาศัยความเข้าใจว่า การรักษาความเป็นกลางแบบผิดๆ จะช่วยให้ประเทศไทยแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

ดังนั้น เมื่อคลำหาความผิดพลาดของรัฐบาลให้ตรงประเด็นแล้ว เราได้พบความเข้าใจผิดของนักการเมือง อันเป็นเหตุและปัจจัยหลัก ก่อความเสียหายแก่ประเทศทั้งประเทศยากที่จะแก้ไข วิธีที่จะแก้ไขได้ให้ ๓ จังหวัด กลับคืนสู่ความปกติสุข ยิ่งนานวันยิ่งห่างออกไปทุกที

ถ้าเราต้องจัดการให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปตามความต้องการของโจรปัตตานี คนที่ชื่อว่าเป็นคนขายชาติที่แท้จริง คือ นักการเมืองทั้งหลาย ทั้งนี้เนื่องจากราษฎรทั้งหลาย ไม่เคยมีโอกาสเข้าร่วมแก้ไขปัญหาเลย

อีกประการหนึ่ง นักการเมืองพากันแสดงตนเป็นคนนำทางความคิด นำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ให้หลงทาง ประเทศชาติถูกโจรกล่าวหาอะไรออกมา ก็ไม่มีปัญญากล่าวแก้ เช่น โจรกล่าวหาว่า ประเทศไทย ยึดเอาปัตตานีเป็นเมืองขึ้น ก็ไม่เคยกล่าวแก้ถ้าจะกล่าวแก้ ก็สามารถพูดให้เห็นกันอย่างจะแจ้งได้ โดยยกเอาประวัติศาสตร์ชาติไทย ปัตตานีเป็นดินแดน ของไทยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอินทิรา พ.ศ. ๒๐๒๒ เริ่มเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาอิสลาม

ปัตตานีเป็นดินแดนของไทยยาวนานติดต่อกัน ไม่เคยมีชื่อว่าเป็นดินแดนของมลายูมาก่อนเลย แต่เหตุที่ปัตตานีมี คนไทยเชื้อสายมลายู ล้วนแต่เกิดจากการอพยพเข้ามาของคนเชื้อสายมลายูทั้งสิ้น เมื่ออพยพเข้ามาแล้ว ก็เกาะเป็นกลุ่มเป็นก้อน ภายใต้การนำของผู้นำทางศาสนา ทำให้คนเชื้อสายมลายูเผ่านี้ ได้ครองความเป็น "เจ้าถิ่น" แตกต่างไปจากคนไทยเผ่าอื่น สถานะของคนไทยเชื้อสายมลายู จึงพากันยกเมฆกันเองว่าถูกประเทศไทยปกครอง

ถ้าเราแก้ข้อกล่าวหาแบบนี้ โดยเอาประวัติศาสตร์มาเป็นตัวยืนยันเราจะหลุดจากข้อกล่าวหาแต่ "นักการเมืองไทย" ไม่กล้าทำ เพราะเกรงจะเกิดความเสียหายแก่คะแนนเสียงของตนเอง จึงใช้วิธีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่เอาใจใส่ศาสนาของตน ปล่อยให้เชื้อสายมลายูเล่นงานเอาไม่หยุดหย่อน เขาเล่นงาน ถึงขั้นฆ่า...เผาบ้าน เผาโรงเรียนก็ยังปล่อยให้เขาเล่นงานด้วยความอดกลั้น แล้วก็อ้างว่าเป็นการรักษาสมานฉันท์ คนที่ชักชวนให้สมานฉันท์อย่างผิด ๆ คือ




"นายอานันท์ ปันยารชุน" อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ สมัยของไทย
เมื่อคลำเป้าอย่างนี้แล้วจะเห็นความผิดพลาดชัดเจนยิ่งนัก

Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม