วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ลูกหัวหน้า BRN เรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ลูกหลานฟอตอนนี เรียนปอเนาะ และเป็นขี้ข้า BRN



“นักรบยูแว” คือโจรใต้ที่ BRN หลอกใช้

       “นักรบยูแว” ที่ได้มีการกระทำพิธีซุมเปาะห์ หลายต่อหลายคนไม่รู้ศาสนา ถูกกลุ่มขบวนการหลอกให้เข้าร่วมทำการก่อเหตุ และมีความเชื่อว่าเมื่อมีการซุมเปาะห์ หรือสาบานตนแล้วไม่อาจลบล้างหรือคืนคำได้ เนื่องจากคนที่ซุมเปาะห์ได้ปฏิญาณต่อหน้าคัมภีร์ที่หมายถึงตัวแทนพระเจ้า การละทิ้งหรือถอนคำสาบานถือว่าเป็นบาปใหญ่ยิ่ง

      จากการไม่รู้ศาสนา และมีความเข้าใจที่ผิด ๆ ถูก ๆ กลับกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มขบวนการแสวงประโยชน์ ด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาขึ้นมา โดยใช้อุสตาดที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่เคารพนับถือ ทำการบรรยายชักนำให้มีการเข้าร่วมขบวนการ และนำไปสู่การกระทำพิธีซุมเปาะห์ หลังกระทำพิธีเสร็จสรรพ อุสตาดได้สร้างความฮึกเหิมแก่นักรบยูแวรุ่นใหม่ 'คนมลายูใช่ว่าจะได้ร่วมยูแวกันได้ทุกคน'

      พิธีซุมเปาะห์ โดยอุสตาดให้ผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีสาบานตนทำการกรีดเลือดตนเองหยดลงในขันน้ำ ขณะที่อุสตาดผู้กระทำพิธีกล่าวคาถาด้วยภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ ผู้เข้าร่วมพิธีจับมือขวากันวางไว้บนคัมภีร์กลางวงล้อม และกล่าวตาม หลังจากนั้นให้ทุกคนร่วมกันดื่มน้ำในขันใบนั้น เมื่อดื่มน้ำเสร็จพิธีกรรมอันเป็นเสร็จสิ้นสมบูรณ์

        เป็นอันว่าสมาชิกเหล่านี้ได้เข้าร่วมขบวนการอย่างเต็มตัว หลังจากนั้นมีการฝึกฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีการสร้างกำลังใจต่อผู้ที่ผ่านการซุมเปาะห์แล้วว่าไม่ต้องเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งอาวุธของศัตรูก็ไม่สามารถทำร้ายร่างกายได้

       แต่ในทางกลับกันหากผู้ใดไม่รักษาซุมเปาะห์ กระสุนปืนที่อยู่ก้นขันที่กระทำพิธีจะกลับเข้าหาตัวเอง นักรบยูแวจะได้รับการฝึกด้วยอาวุธตามยุทธวิธีทั้งการรบแบบหน่วยทหารขนาดเล็ก และการรวมกันเป็นกองกำลังขนาดใหญ่เข้าตีเป้าหมายสำคัญ รอออกปฏิบัติการตามสั่งการของระดับแกนนำต่อไป
การซุมเปาะห์ไม่มีในศาสนาอิสลาม จะมีก็แต่การเนี๊ยต หรือการตั้งเจตนาก่อนที่จะกระทำใดๆ ตามที่อัลลอฮ์สั่ง ซึ่งถ้าหากไม่สามารถที่จะทำตามที่ตั้งเจตนานั้นได้ สามารถที่จะชดเชยความบกพร่องเหล่านั้นด้วยการบริจาคซะกาต หรือการถือศีลอด 

      ส่วนการซุมเปาห์ที่มีลักษณะสาบานไม่ว่าต่อหน้าสิ่งใด ๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นลักษณะที่จะให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใดนอกจากอัลลอฮ์บันดาลให้เกิดความเป็นไปต่างๆ นั้นเป็น “ซีริก” ผิดหลักศาสนา เพราะศาสนาอิสลามไม่มีสิ่งอื่นใดที่ยิ่งใหญ่ และบันดาลสิ่งต่างๆ นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และอีกประการหนึ่ง การซุมเปาะห์ หรือสัญญาที่จะร่วมกันทำในสิ่งที่อัลลอฮ์ห้าม มันย่อมโมฆะด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

      การถอนซุมเปะห์ของบรรดาเหล่านักรบยูแวที่มีการกล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระทำเพื่อความสบายใจ ซึ่งขั้นตอนนั้นบาบอได้กล่าวนำวลีเจตนาในการปฏิบัติเพื่อชดเชยความผิดพลาดในสิ่งที่ผ่านมา เมื่อมีการกล่าวจบ บาบอยกมือทั้งสองข้างหงายฝ่ามือเข้าหาใบหน้ากล่าวดุอาร์ด้วยภาษาคัมภีร์ ทั้งผู้ที่เข้าถอนซุมเปาะห์และผู้เข้าร่วมพิธีที่อยู่ ณ ตรงนั้นจะทำตาม จนกระทั่งบาบอเอาฝ่ามือแตะที่ใบหน้า และยื่นมือทั้งสองให้ผู้เข้ารับการถอนซุมเปาะห์จับอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนั้นเข้ารับการถอนซุมเปาะห์จะต้องบริจาคทาน และถือศีลอดเป็นเวลาสามวันเป็นอันสิ้นสุด

      ตำราญิฮาด ที่กลุ่มขบวนการใช้ปลุกระดมสมาชิกแนวร่วม จะกล่าวไว้ว่าในสงครามญิฮาดคนจะถูกแบ่งออกเป็นสามพวก คือ
  • คนฝ่ายเรา “ยูแว” 
  • ส่วนอีกพวกหนึ่งคือ “กาเฟร” หรือ คนต่างศาสนาที่เป็นศรัตรู และ
  • พวก “มูนาฟิก” คือคนมลายูที่เข้าข้างกาเฟร 
     มูนาฟิก และกาเฟร สามารถที่จะทำการเข่นฆ่าได้

     การญิฮาด หรือการต่อสู้เพื่อศาสนาที่แท้จริงนั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้นำฟัตวา หรือประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ อีกทั้งการญิฮาดนั้น มีหลักการและข้อห้ามหลายประการ สิ่งที่สำคัญคือต้องไม่ทำลายชีวิตและสิ่งสาธารณะทั้งหลาย แม้กระทั่งต้นไม้ มิใช่การมุ่งร้ายทำลายชีวิตคนอื่นอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันขัดแย้งและผิดหลักการโดยสิ้นเชิง

Mtoday หรือ โกหก today....มุสลิมโกหกบาปนะมึง !!!





สรุป ข้อเท็จจริงจากกรณีสำนักพิมพ์ Mtoday และเพจ Mtoday ได้ทำการโฟสต์ข้อมูลอันเป็นเท็จมีหัวข้อพาดหัวข่าวว่า “2 สาวกระโดดรถหนีหลังเมาในค่ายสิรินธรแล้วถูกชวนไปหลับนอน”
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 58 ประมาณเวลา 21.00 น.



เพจ Mtoday ได้ทำการโพสต์ภาพและข้อความเนื้อหารายละเอียดว่า มีหญิงสาว 2 คน ได้โทรขอความช่วยเหลือจาก 191 เหตุถูกบังคับไปหลับนอน โดยพวกเธอถูกชวนเข้าไปดื่มในค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี หลังจากนั้นถูกชักชวนแกมบังคับให้ไปหลับนอนด้วย แต่เธอทั้ง 2 คนไม่ยินยอม ระหว่างนั่งรถจึงได้ตัดสินใจกระโดดลงจากรถ วิ่งหนีเข้าป่า และโทรประสาน191 เพื่อขอความช่วยเหลือดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้จัดชุดออกช่วยเหลือจนปลอดภัย



ข้อเท็จจริง

        เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ ประมาณเวลา 21.30 น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสาย 191 ว่ามีเหตุฉุดหญิงสาวจากพื้นที่ อ.ยะรัง แต่ผู้เสียหายได้กระโดดหนีลงจากรถกระบะ ยี้ห้อโตโยต้า วีโก สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน 1440 ไม่ทราบหมวดอักษร ซึ่งได้ขับผ่านค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี จาก อ.ยะรัง เข้ามาในเขตตัวเมือง จ.ยะลา เหตุการณ์เกิดในซอย จารู ตลาดเก่ายะลา (ซอยนี้ไม่ต้องถามว่าพวกไหนอยู่กันเยอะ) หลังหลังสาวทั้ง 2 ได้การกระโดด รถยนต์คันดังกล่าวได้ขับหลบหนีไปทาง อ.ยะรัง

       จากการสอบถามผู้เสียหาย ซึ่งกำลังอยู่ในอาการตกใจกลัว และสอบถามข้อมูลบางส่วน ผู้เสียหายไม่ได้มีอาการเมา สุรา หรือสารเสพติด และเหตุการณ์ไม่ได้เกิดในค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี ตามที่สื่อ Mtoday ได้นำเสนอแต่ประการใด

       จากการนำเสนอของสื่อ Mtoday เพื่อต้องการจะสื่อให้เห็นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ และใส่ร้ายก่อให้เกิดความเสียหาย เกิดการเข้าใจผิดสร้างความเกลียดชัง

       เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเพจที่ทำการโพสต์ เป็นของ สำนักพิมพ์ Mtoday ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการลบข้อมูลการโพสต์เพื่อหนีความผิด

       เหตุการณ์บิดเบือนความจริงเช่นนี้ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก เป็นการคอยหาโอกาส จังหวะความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการนำมาทำการขยายผลในสื่อ ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งที่กลุ่มสื่อแนวร่วมพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐ

...ซึ่งหากผู้บริโภคข่าวสารไม่รู้เท่าทันไม่มีข้อมูลรอบด้านก็จะทำให้เกิดการเอนเอียงและหลงเชื่อได้ง่าย...

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เราคือ โจร ในคราบ นักศึกษา !?...



เมื่อ PerMAS อยากเป็นแกนนำทำการก่อเหตุพร้อมงานการเมือง

       ตัวแทนกลุ่ม PerMAS นำโดย นายอาร์ฟาน วัฒนะ รองประธานกลุ่ม PerMAS เดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย กรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐไทย ต่อกรณีการคุกคามขบวนการนักศึกษา และนักกิจกรรม ด้วยการตรวจค้นสำนักงานกลุ่ม PerMAS และเก็บสารพันธุกรรมของสมาชิกกลุ่ม พร้อมทั้งยึดอุปกรณ์สื่อสาร และเอกสารการทำกิจกรรม นอกจากนี้ได้เรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมตรวจสอบกรณีดังกล่าว รวมถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ จชต. และขอให้มีการคุ้มครองสิทธิของนักศึกษา และนักกิจกรรมที่ทำงาน เพื่อสันติภาพปาตานีในรูปแบบสันติวิธี

        รวมตัวเพื่อประกาศก้องให้โลกรู้เพื่อนกูเป็นโจรเว๊ยเฮ๊ย!! กลัวชาวโลกไม่รู้หรืออย่างไรยังเดินหน้าประกาศความชั่วช้า ประจานองค์กรตัวเอง

  • 16 ศพ บุกฐานนาวิกโยธิน ทหารเรือ หนึ่งในนั้นมีคณะกรรมการ PerMAS ตายคาที่ 
  • เหตุลอบวางระเบิด 3 จุด นราธิวาส 3 ผู้ต้องหาสารภาพเป็นผู้ลงมือวางระเบิด ป่วนเมืองยะลา
  • ล่าสุด 44 จุด 4 ผู้ถูกควบคุมตัวสารภาพสิ้นลงมือกระทำชั่ว 
      นี่ยังไม่ได้นับรายเล็กรายน้อยที่ไม่อยากนำมากล่าว ณ ที่นี้ ที่นักศึกษาโจรใต้เหล่านี้ได้ลงมือก่อเหตุสร้างสถานการณ์

       สร้างสถานการณ์เสร็จสรรพ พรรคพวกรีบลงพื้นที่ทันทีทำทีไปเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบพร้อมเก็บข้อมูล กลับมารีบทำพีอาร์ทันทีด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ก่อเหตุ ทำการเข่นฆ่าพี่น้องมลายูปาตานี

       ถึงคราวเคราะห์เพราะก่อกรรมทำเข็ญไว้เยอะ ทิ้งหลักฐานเชื่อมโยงการก่อเหตุถูกจับกุม มันก็ยังหน้าด้านด้วยการออกแถลงการณ์ให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว พร้อมกับเดินสายหาพรรคพวกหาแนวร่วมให้เล่นด้วยกับพวกมัน 

       นายอาร์ฟาน วัฒนะ ผอ.รณรงค์ PerMAS วันก่อนไปร้อง UN ให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน วันนี้ยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย กรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐไทย 

     ไหน ๆ ก็อุตส่าห์เดินทางไปถึง กทม. ไปยื่นหนังสือที่ UN และสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย น่าจะไปทำเนียบรัฐบาลร้องต่อนายก ประยุทธ์ เลย 

        ทั้งนี้ กลุ่ม PerMAS มีข้อเรียกร้อง ขอให้หน่วยงานต่างๆได้ร่วมตรวจสอบต่อกรณีดังกล่าว รวมถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอื่นๆ ที่เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ และขอให้มีการคุ้มครองสิทธิของนักศึกษาและนักกิจกรรมที่ทำงานเพื่อสันติภาพปาตานีในรูปแบบสันติวิธี

      มันช่างขัดแย้งกับข้อเรียกร้องเสียเหลือเกินเมื่อย้อนกลับไปดูผลงานของนักศึกษาโจรใต้ PerMAS คุณคือโจรก่อการร้าย ใช้ระเบิดแสวงเครื่องในการก่อเหตุ มุ่งหมายเอาชีวิตของผู้คน น่าจะจับไอ้พวกอัปรีย์เหล่านี้ไปผูกมัดกับระเบิดที่มันผลิตขึ้นมาจัง…

     การเคลื่อนไหวของกลุ่ม PerMAS นับว่าผิดพลาดในการเดินเกม แถมลงมือก่อเหตุเสียเอง คงไม่มีหน่วยงานไหนหรอกนะที่ปัญญาอ่อนเล่นด้วยกับนักศึกษาโจรใต้เหล่านี้

    ....ประกาศให้ก้องโลก...เพื่อนเราเป็นโจรลอบวางระเบิด..เข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์...

        BRN เงิบเลยต้องชิดซ้าย..ไม่แน่นะกลุ่ม PerMAS อาจจะเป็นแกนนำแทน BRN ในการพูดคุยกับรัฐบาลไทย เพราะมีทั้งกองกำลังทหาร และทำงานการเมืองควบคู่ไปด้วย 

โปรดคอยติดตามความชั่วกันต่อไป..

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ที่แท้มือวางระเบิดยะลาคือนักศึกษา



        จากกรณี นาย สุไฮมี ดูละสะ ประธาน PerMAS นายฮากิม พงติกอ, นายอาร์ฟาน วัฒนะรองประธาน PerMAS เคลื่อนไหวหลอกนักเรียน นักศึกษาให้ไปกดดันเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมที่หน้า ศชต.โดยกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

        ล่าสุดผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องลอบวางระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา 44 จุด รวม 56 ลูก ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 18 ราย ได้รับยอมรับสารภาพแล้ว จำนวน 4 ราย

  • 1. นายอับดุลฟาริด สะกอ
  • 2. นายไซดี ทากือแน
  • 3. นายซอบรี กาซอ
  • 4. นายแยสฟรี หะยีปูต๊ะ

      จากข้อมูลผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย ยอมรับว่าเป็นมือลอบวางระเบิดเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อ 14-16 พ.ค.58 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญแต่ประการใด
       ข้อมูลที่น่าสนใจ นายอับดุลฟาริด สะกอ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา หลังจากนั้นศึกษาต่อสถาบันพละศึกษาจังหวัดยะลา ปัจจุบันทำงานที่เทศบาลเมืองรามันห์ อ.รามัน จ.ยะลา (มีหมาย ป.วิอาญา 1 หมาย)

        นายไซดี ทากือแน จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ชั้น 10 ปัจจุบันกำลังศึกษา ดีโพมา (อนุปริญญา) วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา 

        นายซอบรี กาซอ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ศึกษาต่อ มอ.ปัตตานี ปัจจุบันพักอาศัยอยู่กับภรรยาที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

        นายแยสฟรี หะยีปูเต๊ะ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ปัจจุบันกำลังศึกษา มอ.ปัตตานี และเป็นครูสอนที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามประสานมิตร 

      จะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดเขตเทศบาลนครยะลา ทั้ง 4 ราย ที่ยอมรับสารภาพนั้น จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา และที่น่าสนใจคือมี 2 ราย ที่กำลังศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา และ มอ.ปัตตานี

       แล้วการที่กลุ่ม PerMAS ออกมากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รังแกควบคุมตัวนักศึกษาเหล่านี้ การตรวจ DNA เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนพร้อมทั้งกดดันให้มีการปล่อยตัว พฤติกรรมของกลุ่ม PerMAS มันบ่งบอกถึงจุดยืนที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และสนับสนุนการกระทำของโจรใต้ฟาตอนี ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง

      นี่หรือแนวทางการต่อสู้ของ PerMAS ที่พยายามสร้างภาพมาโดยตลอดว่าเป็นการขับเคลื่อนงานการเมือง ทำการเคลื่อนไหวตามแนวทางสันติ เป็นปัญญาชนคนมีความรู้ สุดท้ายใช้ความรุนแรงเคลื่อนไหวก่อเหตุเสียเอง...งามไส้มั๊ยล่ะพี่น้อง

      กลุ่ม PerMAS อย่างนายสุไฮมี ดูละสะ รู้มั๊ยว่าสมาชิกนักศึกษาในกลุ่มเป็นผู้ร้าย หากไม่รู้ไม่เห็นคงไม่ดิ้นพล่าน เหงื่อแตกซิกๆ ลงมือด้วยตนเองในการนำมวลสมาชิกนักเรียนที่ไปหลอกเค้ามาเพื่อเป็นเครื่องมือไปกดดันหน้า ศชต.

      อย่างว่าละครับไปหลอกนักศึกษาสถาบันอื่นๆ ไม่ได้ผลอีกแล้ว เลยหันมาหลอกนักเรียนซึ่งง่ายกว่าและน้องๆ โรงเรียนธรรมวิทยาก็หลอกง่ายซะด้วยให้ความร่วมมือทำการเคลื่อนไหว ครั้งก่อนหน้าแตกเย็บไปหลายเข็ม บาดแผลยังไม่หายดีกับการไปหลอกนักศึกษาทั่วประเทศให้ร่วมเคลื่อนไหวปล่อยตัวนักศึกษาที่ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิดเมืองนราธิวาส สุดท้ายเป็นงัยผลคือผู้ที่ถูกจับกุมยอมรับสารภาพว่าเป็นมือลอบวางระเบิดจริง ดั่งเช่นกับครั้งนี้ที่ยอมรับสารภาพถึง 4 ราย แค่เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนตัวแสดง แต่บทยังคงเดิมๆ กลุ่ม PerMAS ก็ยังคงใช้ลูกไม้เดิม ๆ 

นี่คือหน้ากากของนักศึกษาในคราบโจร...น่าเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมเป็นที่สุด

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กระชากหน้ากาก PerMAS...


โดย ลมหายใจที่ปลายด้ามขวาน

         นำแสดงโดย สุไฮมี ดุละสะ ประธาน-ฮากิม พงติกอ รองประธาน -อาร์ฟาน วัฒนะ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการรณรงค์ PerMAS นักแสดงประกอบ นักเรียน นักศึกษา และเยาวชนปาตานี

        สำนักสื่อ Wartani อ้างว่าเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 7 คน และยังเหลืออีก 3 คน ซึ่งการปล่อยตัวดังกล่าวเกิดจากนายสุไฮมี ดูละสะ ประธานกลุ่ม PerMAS ร่วมกับกลุ่มอาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ (IVM) เดินทางไปชุมนุมที่บริเวณด้านหน้า ศชต. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงถึงสาเหตุการควบคุมตัว และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักเรียนที่ถูกควบคุมตัวไว้ ขณะที่นักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ เรียกร้องศิษย์เก่าทุกคนร่วมกันสวดดุอาร์ให้ผู้ถูกควบคุมตัวทุกคน ให้ได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย

      นายสุไฮมี ดูละสะ อ้างว่า การเก็บ DNA ในภาวะปกติ ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิ แต่ในภาวะที่ประกาศกฎอัยการศึก การเก็บ DNA ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ได้รับการตรวจ หากไม่ได้รับการยินยอม ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (MUSTFETH) กล่าวอ้างว่า การปฏิบัติงานของ จนท.รัฐ ในพื้นที่ปาตานี เป็นการสร้างบาดแผลให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก 

        สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14-16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยคนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา 44 จุด รวม 56 ลูก ทำให้ประชาชนผู้บาดเจ็บรวมทั้งหมด 18 ราย
ในส่วนของความคืบหน้าของคดี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงกรณีการจับกุมผู้ต้องหาวางระเบิด 44 จุดในพื้นที่ อ.เมืองยะลา เมื่อวันที่ 14-16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้สามารถควบคุมผู้ต้องหาได้แล้ว 8 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการสืบสวนเพื่อขยายผล โดยตนจะลงพื้นที่ไปสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง และจะมีการแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีดังกล่าวต่อสื่อมวลชนให้ทราบในวันพรุ่งนี้

         จากการสอบสวนปากคำ ผู้เสียหาย – พยาน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 60 ปาก เมื่อ 18 พ.ค.58 ศาลจังหวัดยะลา ได้ออกหมายจับ นายอับดุลฟาริด สะกอ ตามหมายจับที่ 175/2558 ลง 18 พ.ค.2558 และในเวลาต่อมา นายอับดุลฟาริดฯ นายซอบรี กาซอ ให้การยอมรับว่าร่วมก่อเหตุ ลอบวางระเบิดร้านขายของชำบริเวณสามแยกร้านแอม ถนนผังเมือง 4 อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

         สำนักสื่อ Wartani อ้างว่าเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา จำนวน 7 คน และยังเหลืออีก 3 คน ซึ่งการปล่อยตัวดังกล่าวเป็นความดี ความชอบของนายสุไฮมี ดูละสะ ประธานกลุ่ม PerMAS นั้น เป็นการโฆษณาให้ราคาต่อตัว นายสุไฮมีฯ เกินเหตุ

       ในความเป็นจริงกระบวนการขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการสอบสวน และซักถาม มีการปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยทันทีที่บุคคลผู้นั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นความดีความชอบของใคร เป็นไปตามระบบอยู่แล้ว ในส่วนผู้กระทำความผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย

        จะเห็นได้ว่ากลุ่ม PerMAS ได้เดินเกมรุกใส่เจ้าหน้าที่ด้วยการออกแถลงการณ์เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์ มีการรวมตัวยกขวนไปกดดันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้ทำการปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวที่หน้า ศชต.เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.58 โดยมีนายสุไฮมี ดูละสะ ประธานกลุ่ม PerMAS เป็นแกนนำ

        ประชาชนปาตานีต่างคาดหวังต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข หากทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรงต่อกัน ใช้เวทีในการพูดคุยหาทางออกร่วมกันเพื่อเดินหน้าขจัดปัญหาความขัดแย้ง กลุ่ม และองค์กรภาคประชาสังคม โดยเฉพาะนักศึกษา PerMAS หยุดการเคลื่อนไหวในการสร้างความแตกแยก ชี้นำทางความคิด ปลุกกระแสในการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช.

......ทุกอย่างน่าจะเดินไปได้ด้วยดีตามกระบวนการที่ได้มีการขับเคลื่อนจากรัฐบาล เพื่อความปรองดองของคนในชาติ นำพาสันติสุขกลับคืนมาสู่ดินแดนปาตานีอย่างยั่งยืน..ให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรมอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต....

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความคืบหน้าคดีระเบิดจังหวัดยะลา



         ความคืบหน้าคดีระเบิดในเขตนอกเขตเทศบาลนครยะลา จำนวน 45 จุด (62 ลูก) เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2558

       จากการสอบสวนปากคำ ผู้เสียหาย – พยาน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 60 ปาก เมื่อ 18 พ.ค.58 ศาลจังหวัดยะลา ได้ออกหมายจับนายอับดุลฟาริด สะกอ ตามหมายจับที่ 175/2558 ลง 18 พ.ค.2558
เหตุที่ศาลออกหมายจับผู้เสียหายร้านทองดี ขายของชำ จำได้และชื้ยืนยันภาพถ่าย นาย อับดุลฟาริด สะกอ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนสำนวนคดีอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา และขณะนี้นายอับดุลฟาริด สะกอ อยู่ในความควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งมีความผิดในคดีอื่น


         จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 14-16 พฤษภาคมที่ผ่านมา กว่า 40 จุด เจ้าหน้าที่เผยความคืบหน้าล่าสุด คุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วทั้งหมด 22 ราย เผยรับสารภาพแล้ว 3 ราย
วันนี้ (3 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา ในระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคมที่ผ่านมา จำนวน 44 จุด รวม 56 ลูก ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย รวมทั้งมีผู้บาดเจ็บรวม 18 ราย ซึ่งหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานในที่เกิดเหตุ พยานบุคคล รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพของกลุ่มคนร้ายเอาไว้ได้หลายแห่ง จนสามารถออกหมายจับ ป.วิ อาญา ได้จำนวน 1 ราย และหมายจับ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 3 ราย ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น 

        ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา พ.อ.อิศรา จันทะกระยอม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 เปิดเผยว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง กอ.รมน.ภาค 4 และทางศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้ประชุมวางแผนงานร่วมกัน 5-6 ครั้ง เพื่อที่จะติดตามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ โดยพิจารณาจากวัตถุพยาน โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดที่สามารถพิจารณาเป้าหมายกลุ่มคนร้ายเอาไว้ แต่ว่าในช่วงระหว่างดำเนินการนั้นมีเหตุซ้ำซ้อนเกิดขึ้น คือ คนร้ายได้ปล้นรถยนต์กระบะฟอร์ด จากพื้นที่ อ.ยะหา จ.ยะลา โดยเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุม รวมทั้งตรวจยึดรถคืนเอาไว้ได้ในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม

       โดยจากการเปิดแผนตรวจค้นเป้าหมายย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา จำนวน 9 เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหอพักบ้านเช่านักศึกษา โดยได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องต่อกรณีปล้นรถยนต์กระบะที่ อ.ยะหา และเหตุวางระเบิดก่อกวน รวม 22 ราย มาเข้าสู่กระบวนการซักถาม ซึ่งใน 22 ราย ที่ควบคุมตัวเอาไว้นั้น มี 3 ราย ให้การรับสารภาพแล้วว่าร่วมในการก่อเหตุลอบวางระเบิดในวันที่ 14-16 พฤษภาคม จริงแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ 

      “สำหรับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 22 รายนี้ ตนเองต้องขอยืนยันว่า จะรีบทำการซักถาม และถ้าซักถามแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะรีบปล่อยตัวทันที โดยได้แจ้งทางญาติของทุกคนเอาไว้แล้ว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัวเอาไว้ได้นั้น มีผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิ อาญา รวมอยู่ด้วย 1 ราย คือ นาย อับดุลฟาริด สะกอ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/1 ม. 1 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา ตามหมายจับเลขที่ 175/58 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2558 และยังร่วมกันปล้นรถจากพื้นที่ อ.ยะหา ด้วย

       นอกจากนั้น ยังมีผู้ต้องหาตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 ราย คือ นาย สุกรี นิเลาะ อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276 ม.4 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา รวมอยู่ด้วย โดย นายสุกรี นั้นตามวัตถุพยาน และสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอที่พบว่าตรงกับที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งจะต้องนำตัวมาซักถามเพื่อขยายผลอีกครั้ง”

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประเทศไทย..ไม่ใช่ดินแดนดารุลฮัรบีย์



โดย : ‘แบดิง โกตาบารู’


        ชาวมลายูปาตานี เป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งรกรากทำมาหากินตั้งแต่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา รวมไปถึงพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสงขลา มีประชากรราว 3,359,000 คน หรือร้อยละ 3 ของประชากรทั้งประเทศ ชาวมลายูปาตานีส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมาเลเซีย ชาวมลายูปัตตานีเรียกตนเองว่า “ออแรนายู” (Orang Melayu; اورڠ ملايو) ซึ่งมีความหมายว่า “คนมลายู”


        ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายมลายูยังคงแต่งกายแบบมลายูให้เห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ผู้ชายยังคงแต่งกายด้วยการนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะ มีผ้าคลุมศีรษะเหมือนชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันวัฒนธรรมการแต่งกายของมุสลิมในประเทศมาเลเซียได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ชาวมลายูในพื้นที่มีความทันสมัยมากขึ้นด้วยการนำแบบอย่างการแต่งตัวของมาเลเซีย แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นมลายู และอิสลามอยู่อย่างมั่นคง


        ชาวมลายูเป็นมุสลิมที่เคร่งในศาสนา มีการทำนมาซ (ละหมาด) โดยกระทำกันในมัสยิด หรือสุเหร่า อีกทั้งมีการเดินทางไปแสวงบุญยังนครมักกะห์ การถือศีลอด และหลังจากการถือศีลอดก็จะเป็นเทศกาลฮารีรายอ มีพิธีการแต่งงาน (มาแกปูโล๊ะ) การเข้าสุหนัต (มะโซ๊ะยาวี) เพื่อแสดงตนว่าเป็นชาวมุสลิม ชาวมุสลิมทุกคนจะให้ความศรัทธาแก่องค์อัลเลาะห์ พระเจ้าองค์เดียวแห่งศาสนาอิสลามเท่านั้น



        ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมเทคโนโลยี การหลั่งไหลของวัฒนธรรมตะวันตกได้เข้ามาและสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน เช่นเดียวกับวิถีชีวิตชาวมลายู แต่ยังมิวายที่จะมีการกล่าวหาจากบุคคลบางกลุ่มว่าเป็นเพราะรัฐบาลไทยได้พยายามกลืนกินและยัดเยียดซึมซับความเป็นไทย


       การโฆษณาชวนเชื่อจากผู้ที่ไม่หวังดีว่าอัตลักษณ์ วิถีชีวิตของชาวมลายูถูกกลืนกินและถูกแทรกซึมจากรัฐบาลไทยไม่ได้เป็นความจริงแต่ประการใด ความเป็นมลายูไม่ได้ถูกกลืนหายไปจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เลย ยังคงอยู่และรัฐบาลไทยได้ส่งเสริมอนุรักษ์ความเป็นมลายูในพื้นที่สามจังหวัดไม่ให้สูญสลาย รวมทั้งทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญต่ออัตลักษณ์ ภาษา ประเพณีวัฒนธรรมมลายูสืบทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน


        ในสื่อสังคมออนไลน์ได้มีความพยายามของกลุ่มแนวร่วมในการสร้างมวลชนให้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลไทย ซึ่งได้มีการโพสต์ข้อความ “ต้องต่อสู้เพื่อปลดแอก และเพื่อกอบกู้เอกราช” เป็นการปลุกกระแสโดยการบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างแนวคิดให้เกิดการต่อสู้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้




      แท้จริงแล้ว ประเทศไทย ไม่ใช่ดารุลฮัรบีย์ (ไม่ใช่ประเทศที่ต้องทำสงครามเพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม หรือเพื่อปลดแอกดินแดนอิสลาม) เพราะการที่จะญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา) นั้น จะต้องพิจารณาเรื่องหลักๆ ดังนี้ คือ ศาสนาอิสลามได้รับการคุ้มครองหรือไม่, มุสลิมมีสิทธิพลเมืองและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศหรือไม่, ดินแดนอันเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินของมุสลิมยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของมุสลิมโดยสมบูรณ์หรือไม่, การเผยแผ่ศาสนาอิสลามและเสรีภาพในการนับถือศาสนาถูกลิดรอนหรือถูกคุกคามกดขี่หรือไม่ เป็นต้น


       จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้นทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกทรงมีทศพิธราชธรรมในการปกครอง ประชาชนชาวไทยทุกเชื้อชาติ ศาสนา โชคดีมากที่ได้อยู่ในผืนแผ่นดินไทย มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมล้นด้วยทศพิธราชธรรม และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้ความเท่าเทียมกันในการบริหารปกครองทุกเชื้อชาติ ศาสนา โดยไม่แบ่งแยก และว่าด้วยสิทธิมนุษยชนกำหนดให้ความเท่าเทียมกันในการเป็นพลเมืองของประเทศ มุสลิมในประเทศไทยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่มีการญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา) เพราะการที่มุสลิมอยู่ภายใต้ปกครองของรัฐบาลที่ไม่ใช่มุสลิมนั้นมิได้เป็นข้อต้องห้ามตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามแต่ประการใด


        เพราะหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ถ้าการกระทำหรือคำกล่าวใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าศาสนาอิสลามมีความเกลียดชัง รังเกียจศาสนิกในศาสนาและชาติพันธุ์อื่นๆ ก็ต้องคิดแล้วว่ามันถูกต้องหรือไม่ ดังที่สามจังหวัดภาคใต้เป็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนาอย่างแท้จริงก็กระทำได้ ปลดแอกได้ แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของศาสนาเลย แต่มีคนบางส่วนได้รับการปลูกฝังให้เกิดความรู้สึกและเข้าใจเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และเชื้อชาตินิยมเพื่อนำไปสู่การเรียกร้องและต่อสู้ให้มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์และดินแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง


       นบีมุฮัมมัด(ซล.) ถูกส่งมาเพื่อเผยแผ่ความเมตตาแก่ชาวโลก และเชิญชวนมนุษย์สู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว เพราะการบังเกิดมนุษย์ขึ้นมาบนโลกนี้ คือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ดั่งที่พระองค์ตรัสไว้ความว่า “และฉันไม่ได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใดนอกจาการเคารพภักดีต่อฉัน” (51 : 56)ไม่ใช่เกิดเพื่อมาต่อสู้ แย่งชิงอำนาจ ตามที่กลุ่มขบวนการฯ แอบอ้าง....เพราะประเทศไทยให้สิทธิทุกอย่างแล้ว


         เหตุการณ์ในขณะนี้ การกระทำของโจรใต้ฟาตอนียิ่งนานวันยิ่งโหดเหี้ยม สรุปได้ว่า การญิฮาดของพวกเขาในขณะนี้ ไร้หลักการ ไร้ขอบเขตไปแล้ว เพราะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากน้ำมือโจรใต้ฟาตอนี ทำให้ ประชาชนมลายูเดือดร้อน เบื่อหน่ายความรุนแรงเต็มที


       ความจริงแล้ว...การญิฮาดไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงครามต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้หมายถึงการทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่จะนำไปรังแกคนอ่อนแอและผู้ถูกกดขี่ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่การอ้างคำสอนเรื่องญิฮาดเพื่อนำมาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และผู้บริสุทธิ์ของโจรใต้ฟาตอนีนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะเป็นการกระทำ“ฟะสาด”(การก่อความเสียหายบนผืนแผ่นดิน)


       ฉะนั้นขอให้พวกเราชาวมลายูมุสลิมทุกคนจงเข้าใจกับการกระทำของขบวนการโจรใต้ฟาตอนีในขณะนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ที่แท้จริง แต่เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มแต่อ้างเป็นนักรบฟาตอนีต่อสู้เพื่อศาสนา ขอให้พี่น้องมลายูทุกคนร่วมกันละหมาดฮายัตดุอาร์ให้โจรใต้ฟาตอนีหยุดฆ่าและทำลายประชาชนผู้บริสุทธิ์ และขอร้อง...ขอให้โจรใต้ฟาตอนีหยุดก่อเหตุและวางอาวุธด้วยเถิด เพราะความรุนแรงมันไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา และคงไม่มีทางได้รับเอกราชหรอกเพราะยึดเยื้อมาถึง 11 ปี มีแต่ความสูญเสียซึ่งยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย


           จะเห็นได้ว่าจากการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาของกลุ่มขบวนการ ในการบ่มเพาะและให้ข้อมูลที่ผิดด้านประวัติศาสตร์แก่มวลสมาชิกแนวร่วม ให้ดำเนินการต่อสู้เพื่อเป็นการญีฮาด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา) นั้น เป็นการอาศัยศาสนาของกลุ่มขบวนการในการหลอกใช้มวลสมาชิกให้ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ นำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก และมีสมาชิกบางส่วนได้กลับตัวกลับใจ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ได้หันหลังให้กับกลุ่มขบวนการ ด้วยการเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อกลับมาอยู่กับครอบครัว

...เพราะประเทศไทย..ไม่ใช่ดินแดนดารุลฮัรบีย์
--------------------------
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม