วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อินโดฯ จำคุก 3 มุสลิมอุยกูร์ก่อการร้าย



           อินโดฯ จำคุก 3 มุสลิมอุยกูร์ก่อการร้าย หลังลักลอบปลอมพาสปอร์ตเข้าประเทศเพื่อพบหัวโจกกลุ่มรัฐอิสลามในอินโดฯ....

          คณะผู้พิพากษาศาลแขวงจาการ์ตาเหนือได้ออกคำตัดสิน 
  • อาเหม็ด มาห์มูด (Ahmet Mahmud) วัย 20 ปี 
  • อับดุลลาซิส ทูเซอร์ (Abdulbasit Tuzer) วัย 24 ปี และ
  • อับดุลเลาะห์ ( Abdullah) วัย 28 ปี 
        ที่รู้จักในนาม อัลตินซี เบย์ราม (Altinci Bayyram) 3 มุสลิมอุยกูร์ ในข้อหาละเมิดกฎหมายเข้าเมืองอินโดนีเซีย และทำผิดกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย โดยศาลอินโดนีเซียสั่งจำคุกคนทั้ง 3 เป็นเวลา 6 ปี

      เอพีรายงานในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า คนทั้งหมดถูกจับตั้งแต่กันยายนที่ผ่านมา พร้อมกับมุสลิมอุยกูร์อีก 1 คนคือ อาห์เหม็ด โบโซกลาน (Ahmet Bozoglan) และชายชาวอินโดนีเซีย 3 คนในขณะที่คนทั้งคนได้แอบลักลอบพบกับอาบู วาร์ดะห์ ซานโตส (Abu Wardah Santos) ผู้ก่อการร้ายที่ทางการอินโดนีเซียต้องการที่สุด และเป็นผู้นำกลุ่มก่อการร้ายมูจาฮิดีนอินโดนีเซียตะวันออก (East Indonesia Mujahideen) โยงใยกลุ่มก่อการร้าย IS ในซีเรียและอิรัก

        ทั้งนี้ในคำตัดสิน ศาลอิเหนาเห็นว่า จำเลยทั้งหมดร่วมสมรู้ร่วมคิดกับซานโตส หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายในเมืองโปโซ (Poso )ซูลาเวซีกลาง (Sulawesi) และถือหนังสือเดินทางตุรกีปลอม

      นอกจากนี้ มุสลิมอุยกูร์ทั้ง 3 ยังถูกสั่งให้ต้องจ่ายค่าปรับคนละ 7,535 ดอลลาร์ หรือไม่เช่นนั้น ต้องเลือกถูกจำคุกเป็นเวลา 6 เดือนเพิ่มจากคำสั่งจำคุก 3 ปี

      เอพียังรายงานเพิ่มเติมว่า โบโซกลาน และผู้ต้องหาชายชาวอินโดนีเซียอีก 3 รายถูกขึ้นศาลไต่สวนแยกต่างหาก ซึ่งคาดว่าจะมีคำพิพากษาออกมาภายหลัง

       ในขณะที่เจ้าหน้าที่สอบสวนอินโดนีเซียคาดในเบื้องต้นว่า ผู้ต้องหาอูยกูร์ทั้ง 4 เดินทางมาจากตุรกี

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผบ.นย. เยี่ยมอาการผู้ใต้บังคับบัญชา

รูปภาพของ ศูนย์ข่าวชายแดนใต้ South News

       “ผบ.นย.” เข้าเยี่ยมเหยื่อเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดทหารเจ็บ 2 นาย ด้านเจ้าหน้าที่เร่งติดตามเบาะแสกลุ่มก่อเหตุคาดเป็น “กลุ่มฆอและเซ็ง”

        วันนี้ (10 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมา น.อ.นภดล ฐิตวัฒนะสกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ พร้อมด้วย น.ท.ชิดพงษ์ พุ่มแก้ว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 32 พร้อมคณะ เดินทางเข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดขณะออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยเส้นทาง เมื่อช่วงเย็นวานนี้ ในพื้นที่ ม.4 ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารทั้ง 2 นาย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โดยผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยม และเงินช่วยเหลือครอบครัวจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงรักษาตัวที่โรงพยาบาล

       สำหรับอาการบาดเจ็บของ จ.อ.ศุภกฤต ฤกษ์เกษม นั้น มีแผลจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าท้องซ้าย กระดูกขาซ้ายหัก มีแผลเปิด ส่วน พลฯ อนันต์ ปานศิริ กระดูกต้นขาขวาแตก เป็นแผลขนาดใหญ่ขาหักทั้ง 2 ข้าง โดย ร.ต.นพ.โยธิน สุวรรณคีรี หัวหน้าชุดทีมแพทย์เคลื่อนที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ กล่าวว่า ขณะนี้ทหารทั้ง 2 นาย พ้นขีดอันตรายแล้ว โดยทีมแพทย์ของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ผ่าตัดนำสะเก็ดระเบิด และทำการใส่เหล็กบริเวณขาที่หัก โดยหลังจากนี้ต้องพักฟื้น และคอยสังเกตอาการเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และเมื่อแผลหายสนิทก็ต้องเริ่มทำการกายภาพบำบัด ซึ่งทหารทั้ง 2 นาย มีโอกาสที่จะเดินได้ตามปกติ

        ด้าน น.ท.ชิดพงษ์ พุ่มแก้ว ผบ.ฉก.นย.32 กล่าวว่า มาตรการการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ หลังจากนี้ต้องเพิ่มความเข้มงวดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายในช่วงเทศกาลฮารีรายอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ต้องเร่งติดตามความคืบหน้าของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งขณะนี้เองพอจะมีข้อมูลอยู่บ้าง ส่วนกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ของกองทัพภาคที่ 4 ในพื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ รวมแล้ว 129 คน ซึ่งหลังจากเข้าร่วมโครงการเจ้าหน้าที่ได้จัดหน่วยติดตาม ซึ่งไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ทุกคนอยู่กับครอบครัว และทำงานตามปกติ

        ด้าน น.อ.นภดล ฐิตวัฒนะสกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นครั้งนี้เจ้าหน้าที่พอทราบเบาะแสว่าเป็นกลุ่มของ นายฆอและเซ็ง แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบที่มีความพยายามก่อเหตุในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่เตรียมหาข่าวความเคลื่อนไหวในพื้นที่รอยต่อของ ต. ตะโล๊ะมียอ ต.กูยิ และ ต.บลูกาสนอ ซึ่งหากพบความเคลื่อนไหวจะเข้าตรวจค้นอีกครั้งหลังจากเทศกาลฮารีรายอ ส่วนจากการตรวจสอบ และสอบสวนนั้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถยนต์กระบะจอดใกล้กับจุดเกิดเหตุ ซึ่งคาดเป็นกลุ่มคนร้ายที่อาจจะเอาระเบิดมาผูกติดไว้ และดักซุ่มในสวนยางพาราข้างทางก่อนที่จะจุดชนวนระเบิดด้วยวิทยุสื่อสาร ซึ่งจากการเข้าตรวจสอบบริเวณป่ายางพบรอยเท้าของคนร้ายซึ่งคาดมีมากกว่า 4 คน

ศาลสั่งประหารชีวิต โจรใต้


...กระทำผิดซ้ำซากไม่ยอมกลับตัว..สุดท้ายศาลสั่งประหารชีวิต

โดย ‘แบดิง โกตาบารู’

        กลุ่มขบวนการโจรใต้ฟาตอนีที่ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่จับกุมนำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิด หากหลักฐานไม่แน่นหนาพอในเวลาต่อมาจะได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ หรือบางรายเจ้าหน้าที่มีความมั่นใจส่งตัวฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี เมื่อมีการสืบพยานหลักฐานไม่มีความชัดเจน เมื่อศาลพิจารณาแล้วจึงให้หลุดพ้นจากคดีความ
นับได้ว่าสถิติคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากจะมองว่าหน่วยงานภาครัฐประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาก็ถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการชั้นศาล มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่คนร้ายหลุดจากคดีเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

       การได้รับการปล่อยตัวดังกล่าว ยิ่งทำให้โจรใต้ฟาตอนีเหล่านี้เหิมเกริมหนักไม่ย่ำเกรงต่อกฎหมายอาญาแผ่นดิน เพราะกระทำความผิดแล้วไม่ได้รับการลงทัณฑ์ กลับเข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย เดินหน้าทำการเข่นฆ่าผู้คนอย่างไร้ความปราณี ศพแล้วศพเล่าสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนชาวปาตานีกันถ้วนหน้า จนกระทั่งผู้คนส่วนใหญ่ต่างเอือมระอาต่อพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ร้ายของโจรใต้ไร้ศาสนาเหล่านี้

         แต่ผู้ที่กระทำกรรมชั่วผลกรรมย่อมตอบสนองไม่ช้าก็เร็ว...และในที่สุดความยุติธรรมก็บังเกิดผู้ที่กระทำความผิดย่อมไม่สามารถหลีกหนีเงื้อมมือของกฎหมายรอดพ้น เมื่อสันดานไม่ยอมเปลี่ยนคุกตารางย่อมเปิดอ้ารอรับคนเลวเข้าไปชดใช้กรรม..หรือบางรายประตูนรกเปิดรอต้อนรับต้องถูกประหารชีวิตตายตกตามกัน ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่สิบชาติก็ยังไม่สาสมกับความเลวที่โจรชั่วได้กระทำเอาไว้กับผู้บริสุทธิ์

         อย่างรายล่าสุดกับความเหิมเกริมและไม่สำนึก มิใช่เป็นแค่ผู้หลงผิดธรรมดาๆ ที่สื่อมักชอบนำเสนอพาดหัวข่าวกัน แต่เป็นความชั่วช้าที่ได้รับการปลูกฝังจนเข้าสู่กระแสเลือด เป็นความสุดโต่ง สุดขั้ว ที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ทำกันไม่ได้ ซึ่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้พิพากษาตัดสิน“ประหารชีวิต”นายยัฟรี สารอเอง จากคดีลอบยิงพ่อค้ารับซื้อขายปลา เสียชีวิต จำนวน 2 คน และหลังก่อเหตุยังได้แย่งชิง ปืนพกจำนวน 1 กระบอก,เงินสดจำนวน 50,000 บาท พร้อมทั้งเผารถยนต์บรรทุก เหตุเกิดบนถนนสาย 42 ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี



        จากเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ลูกจ้างของผู้ที่เสียชีวิต ได้วิ่งหลบหนีไปได้ ซึ่งต่อมาได้ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าพฤติกรรมของคนร้ายนั้นมีด้วยกัน 5 - 6 คน ได้แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ด้วยการตั้งด่านลอย ซึ่งตนเองสามารถจดจำใบหน้าคนร้ายได้ 2 คน พร้อมทั้งชี้ภาพยืนยันตัวบุคคลเป้าหมาย จึงนำไปสู่การออกหมายจับ ป.วิอาญา นายยัฟรี สารอเอง ในเวลาต่อมา

       สำหรับพฤติกรรมชั่วของ นายยัฟรี สารอเอง เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ โดยรับผิดชอบพื้นที่อำเภอสายบุรี, อำเภอกระพ้อ และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี นายยัฟรีฯ ยังมีขีดความสามารถในการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 นายยัฟรี สารอเอง ซึ่งมีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้เข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 26 จากผลการซักถามได้สารภาพว่าเคยร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิด 4 เหตุการณ์ ด้วยกันในพื้นที่อำเภอสายบุรี



     เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 ลอบซุ่มยิงและระเบิด เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.30211 ในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี



        เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 ลอบวางระเบิดในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี (ระเบิดขึ้นก่อน)



          เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อ เดือนธันวาคม 2550 ลอบวางระเบิด บนถนนสาย 42 บ้านบาโงมูลง ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี (ระเบิดไม่ทำงาน)



       เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อ 18 ตุลาคม 2550 ลอบวางระเบิดรถยนต์ ชุดสันติสุข 112 ม.7 ตำบลเตราะบอนอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

        ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้ส่งตัวดำเนินคดี และหลังจากฝากขังเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานีประมาณ 3 เดือน นายยัฟรีฯ จึงได้รับการประกันตัวออกมา

        หลังจากออกจากเรือนจำสันดานเดิมเริ่มออกลายให้เห็นทั้งๆ ที่อยู่ในระหว่างประกันตัวยังไม่มีความเกรงกลัวต่อความผิด เมื่อได้รับการชักชวนเข้าสู่ขบวนการอีกครั้งจาก นายฮูซัยฟะ หะยีสาเมาะ (ซึ่งเสียชีวิตจากการปะทะ) ได้ร่วมกันก่อเหตุอีกครั้งและหนีประกันในเวลาต่อมา

         จนกระทั่ง ถูกจับกุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2557 ในพื้นที่อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนพก ขนาด 9 ม.ม. จำนวน 1 กระบอก

         และผลจากการถูกจับกุมในครั้งที่ 2 นี่เอง ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวนายยัฟรี สารอเอง ฟ้องศาลดำเนินคดี ตามหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 9 คดีด้วยกัน ซึ่งอัยการได้ สั่งไม่ฟ้องแล้ว 3 คดี แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้พิพากษาตัดสิน“ประหารชีวิต”นายยัฟรี สารอเอง จากคดีลอบยิงพ่อค้ารับซื้อขายปลาเสียชีวิต จำนวน 2 คน แต่ยังคงเหลือคดีรอการพิพากษาของศาลอยู่อีก จำนวน 5 คดี

         ผลจากการก่อกรรมทำชั่ว ศาลได้สั่งประหารนายยัฟรี สารอเอง ผู้ที่ทำลายชีวิตผู้อื่นคงจะสาสมกับการกระทำที่ผ่านมา แต่แค่นี้ยังไม่จบยังมีคดีรอพิจารณาอยู่อีก 5 คดี คอยติดตามข่าวสารกันต่อไป พระเจ้าไม่เคยเข้าข้างคนเลว เพราะทุกการกระทำของคุณอยู่ในสายตาของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญบ้านเมืองมีขื่อมีแป บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ทุกคนต้องจะต้องปฏิบัติตนภายใต้กฎหมายเดียวกัน เมื่อมีผู้กระทำความผิดก็จะต้องว่าไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย
--------------------------

ส่งตัวดำเนินคดี 5 โจรตาขาวมือระเบิดยะลา...


ส่งตัวดำเนินคดี 5 โจรตาขาวมือระเบิดยะลา...

         เหตุระเบิดในเขตเทศบาลเมืองยะลาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14-15-16 พฤษภาคม 2558 ถึงแม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมได้รับบาดเจ็บ จำนวน 18 ราย อาคารร้านค้าบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ภาครัฐต้องนำเงินภาษีประชาชนทั้งประเทศมาจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบ สภาพจิตใจผู้ประสบเหตุต้องอกสั่นขวัญหาย ระบบเศรษฐกิจที่ถดถอยอยู่แล้วกลับทรุดหนักเพราะน้ำมือการกระทำของกลุ่มโจรใต้ที่มุ่งสร้างสถานการณ์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา 

        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 3 วันเต็ม กับการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงถึง 45 จุด ใช้ระเบิดในการก่อเหตุจำนวน 62 ลูก ประชาชนที่เดือดร้อนต่างภาวนาให้มีการจับกุมตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว หน่วยงานความมั่นคงทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ต่างพยายามควานหาหลักฐานเชื่อมโยงในการก่อเหตุ เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษดำเนินคดี อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังจากโจรใต้อาศัยช่องว่างในการตรวจตราลอบเข้ามาก่อเหตุในเขตเมือง เพราะหลังเกิดเหตุระเบิดได้มีกระแสว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ 

       จนในเวลาต่อมาได้มีการติดตามจับกุมตัวบุคคลต้องสงสัยจำนวนหลายราย และในจำนวนนั้นยังมีนักศึกษารวมอยู่ด้วยจนถึงขนาดกลุ่ม PerMAS เป่าหูนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยาให้ทำการเคลื่อนไหวกดดันเจ้าหน้าที่ให้มีการปล่อยตัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ 

      กลุ่ม PerMAS อีกส่วนหนึ่งเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนยังองค์การสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ณ สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย และไปยื่นหนังสือยังสถานเอกอัครทูตมาเลเซีย กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการก้าวล่วงการจัดกิจกรรมของนักศึกษา เจ้าหน้าที่นำผู้ต้องสงสัยทั้งหมดที่ได้จับกุมตัว เข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อทำการแยกแยะผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ส่งกลับภูมิลำเนาอย่างเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่บริสุทธิ์

        ในที่สุดเมื่อมีการแยกน้ำดีออกจากน้ำเสีย ส่งตัวผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกลับบ้าน คงเหลือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งที่ยอมรับสารภาพ และทั้งที่จนด้วยหลักฐานมัดตัวล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามหมาย ป.วิอาญา จำนวน 5 รายด้วยกัน และผู้ที่ถูกส่งตัวดำเนินคดี 5 ราย ประกอบด้วย 
  • นายอับดุลฟาริด สะกอ ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคยะลา
  • นายสุกรี นิเลาะ นักศึกษาดีโพลม่าโรงเรียนธรรมวิทยา
  • นายซอบรี กาซอ อดีตนักศึกษา มอ.ปัตตานี
  • นายอาลียัส สาเตาะ 
  • นายต่วนฮาซัน โต๊ะกูบาฮา มีอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา 

ปัจจุบันทั้งหมดอยู่ระหว่างฝากขังที่ศาลจังหวัดยะลา
       นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน อีกจำนวน 6 คน ประกอบไปด้วย 
  • นายแยสฟรี หะมีปูเต๊ะ
  • นายอับดุลรอเซะ กะดอง
  • นายมัสวาร โลงซา
  • นายหมัดมูดี กาโฮง
  • นายกอเซ็ง โต๊ะปิ 
  • นายแวฮาซัน สาและ 
ทั้ง 6 ราย ถูกควบคุมตัว ณ ศพส.ศปก.ตร.สน. 

        จะเห็นได้ว่าผู้ที่ถูกติดตามจับกุมในครั้งนี้เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยมาก่อน หากจะวิเคราะห์เหตุระเบิดยะลา ทำไม? กลุ่มขบวนการจึงเลือกใช้นักรบรุ่นใหม่ในการก่อเหตุ 

        แล้วทำไม!!..ขบวนการจึงไม่เลือกใช้สมาชิกที่มีประสบการณ์หรือช่ำชองในการก่อเหตุไม่ดีกว่าหรือ?...หากจะเดาใจแกนนำสั่งการคงจะเป็นการทดสอบกำลังใจนักรบรุ่นใหม่ และที่สำคัญหากใช้สมาชิกรุ่นเก่าทำการก่อเหตุจะเป็นการสุ่มเสี่ยงในการติดตามจับกุมตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นมีประวัติในสารระบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้เก็บรวบรวมเหลักฐานไว้

     การส่งตัวคนร้ายฟ้องศาลในครั้งนี้ จะเป็นคำตอบให้กับสังคมเป็นอย่างดี และเป็นการชี้ให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายมีความเสมอภาค และเป็นการตอบโจทย์? 

       กลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่มีความพยายามดิ้นรน เคลื่อนไหวทุกรูปแบบเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิด ด้วยการกดดันเจ้าหน้าที่ให้ทำการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดจังหวัดยะลาในห้วงที่ผ่านมา ในปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มรู้สันดานที่แท้จริงของกลุ่มนักศึกษาโจรใต้ หน้าฉากคือภาพการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการต่อสู้ที่ไม่ใช้กำลัง (Non violent) 

        แต่หลังฉากกลับเป็นโจรใต้ลงมือก่อเหตุสร้างความรุนแรงเสียเอง นับได้ว่าเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะนำคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับการกระทำความผิดแล้วลอยนวลไม่ถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี คอยติดตามชั้นอัยการส่งตัวฟ้องศาลหลักฐานจะแน่นหนาขนาดไหน โจรใต้เหล่านี้จะหลุดหรือจะติดคุก คงจะมีหลายคนภาวนาอย่าให้มีการยกฟ้องเลย ไม่เช่นนั้นสมาชิกแนวร่วมเหล่านี้จะได้ใจหวนกลับมาก่อเหตุอีก

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กระเทาะเปลือกแถลงการณ์ ‘LEMPAR'




โดย : ‘แบดิง โกตาบารู’
http://pulony.blogspot.com/2015/05/lempar.html



        ตูแวดานียา ตูแวแมแง ร้อนอกร้อนใจอดรนทนไม่ไหวเมื่อมีผู้อื่นวิเคราะห์ตัวเองบ้าง ถึงกับรีบออกแถลงการณ์ในนามส่วนตัวครั้งที่ 1: เรื่อง กรณีบล็อกความจริงจากจังหวัดชายแดนภาคใต้นำเสนอข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ ในเว็บไซต์deepsouthwatch.org ปั่นราคาให้กับตนเองปัดความรับผิดชอบทุกกรณี



        อาจจะเป็นกลยุทธ์ของ นายตูแวดานียา ปลุกกระแสเพื่อต้องการขายหนังสือ PATANI MERDEKA บนท้องถนน#2 ดูจะเป็นอีกหนึ่งบทบาทหนึ่งในนามนักเขียนที่มักแฝงอยู่ในอุดมการณ์จอมปลอมนอกเหนือจากการขายเสื้อ ขายสติ๊กเกอร์ ขายธง และอื่นๆ ตามเวทีที่ตระเวนออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ กับวาทะกรรม “เอกราชบนท้องถนน” ซึ่งเป็นการต่อสู้ตามแนวทางวิถีประชาธิปไตยที่ควรยกย่อง แต่สำหรับนายตูแวดานียา องค์กร LEMPAR ตลอดจนทัพหน้าอย่างPerMAS เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เพราะมีการปิดบัง ซ่อนเงื่อน คงจะเป็นได้แค่เพียง“ขอทานบนท้องถนน”กระมัง!! เนื่องจากมีการแอบอ้างพี่น้องประชาชนปาตานีในการทำมาหากิน...มาโดยตลอด



          จั่วหัวแถลงการณ์ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่พอเอาเข้าจริงกลับกลายลงท้ายด้วยคำว่า นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR) เอ๊ะ!! ชักจะยังไงกันแน่ แถลงการณ์ในนามส่วนตัว แต่เอาตำแหน่งผู้อำนวยการ LEMPAR มาการันตีกลัวใครไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใหญ่...


        ตูแวดานียา ตูแวแมแง ได้กล่าวว่าบล็อกความจริงจากจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือThailand South Situation ได้นำเสนอข้อมูลในลักษณะบทความเชิงรายงานและวิเคราะห์ ได้พาดพิงข้าพเจ้าในลักษณะให้ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ

        การรีบออกมาแถลงการณ์ในนามส่วนตัวของ นายตูแวดานียา ย่อมมีนัย และยอมรับความจริงไม่ได้ในการนำเสนอเนื้อหาต่อสาธารณชน คุณดีแต่วิเคราะห์ผู้อื่น อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นไปยังบทบาทการเมืองของไทย ฟาดงวงฟาดหางคนโน้นทีคนนี้ทีจนได้ใจ ใช้สถานะตำแหน่ง ผอ.สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา ที่ใหญ่โตคับฟ้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ  คุณแสดงท่าทีและไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจรัฐ ในการติดตามจับกุมผู้ก่อเกตุรุนแรงหลายครั้ง ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าท่านและบรรดาลิ่วล้อเป็นปีกการเมืองของกลุ่มขบวนการ BRN น่าจะมีมูลความจริง


         เหตุการณ์หลาย ๆ ครั้งที่ขบวนการโจรใต้ได้ทำการก่อเหตุฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป้าหมายอ่อนแอ เด็ก สตรี และคนชรา ขบวนการโจรนักศึกษานำโดยกลุ่มPerMAS ภายใต้การประสานงานโดย LEMPAR ซึ่งส่วนใหญ่สมาชิกภายในกลุ่มแทบเป็นเนื้อเดียวกัน จะมีความคิดที่สุดโต่ง ออกแถลงการณ์แสดงบทเสียใจต่อเหตุการณ์แต่แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง มุ่งให้ร้ายกับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งยังแสดงความเคลือบแคลงสงสัยต่อเหตุการณ์ หากใครได้อ่านแถลงการณ์ LEMPAR: กรณีพลเรือนถูกฆ่าแล้วเผาในพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จะถึงบางอ้อ

         ผู้เขียนขอนำข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ของสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR มาแกะเปลือกเพื่อให้เห็นแก่นแท้ที่แอบแฝงไว้ข้างในที่ฉาบด้วยยาพิษ องค์กรเหล่านี้อาศัยความตายของประชาชนในพื้นที่ด้วยการออกแถลงการณ์ แต่มิวายยังหาประโยชน์ใส่ตน...



  • 1. ขอให้รัฐจัดตั้งกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีความเป็นกลางซึ่งหมายถึงเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและชี้แจงต่อสาธารณะด้วยข้อมูลที่อิงกับพยานหลักฐาน เพื่อลดกระแสและท่าทีการแสดงความรู้สึกกันไปมาของสาธารณะ อย่างน้อยๆ จะได้ลดความตึงเครียดและยับยั้งวงจรการเอาคืนและล้างแค้น
  • 2. ขอเรียกร้องให้สาธารณะจงใช้วิจารณญาณที่มีวุฒิภาวะทางการเมืองในการสรุปว่าใครคือคนร้ายตัวจริงเพราะในสถานการณ์รบแบบมีการใช้การลับลวงพรางสูงนั้น บางทีความจริงอาจจะเป็นความเท็จและความเท็จอาจจะเป็นความจริงก็เป็นได้
  • 3. ขอเรียกร้องให้รัฐเร่งการดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายและต้องมีความรัดกุมรอบคอบเพื่อให้ได้มาซึ่งคนร้ายตัวจริง
  • 4. หากขั้นตอนของการตามหาคนร้ายจำเป็นที่จะต้องใช้ยุทธการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านเป้าหมาย ขอเรียกร้องให้รัฐใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการปฏิบัติการเพื่อไม่ให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบถึงแก่ชีวิตและทรัพย์สินเฉกเช่นกรณีของเหตุการณ์โต๊ะชูดที่ผ่านมา


        ผู้เขียนอ่านทบทวนหลายรอบยังไม่เห็นเลยว่าแถลงการณ์ของ LEMPAR มีการประณามการกระทำของคนร้าย หรือเรียกร้องไม่ให้มีการก่อเหตุที่รุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์แต่ประการใด มีแต่กลัวว่าจะมีการเอาคืน ผู้ที่เสียชีวิตโดนฆ่าตายแล้วเผายังจะมีการเรียกร้องให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ มีการชี้นำว่า “มีการใช้การลับลวงพราง ความจริงอาจจะเป็นความเท็จและความเท็จอาจจะเป็นความจริง” โดยเฉพาะข้อที่ 4 มิวายนำเหตุการณ์โต๊ะชูดมาเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นยุทธวิธีขององค์กรเหล่านี้อยู่แล้วที่คอยแว้งกัดเมื่อประสบโอกาส

          มันช่างแตกต่างกับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุม หรือกรณีมีเหตุปะทะวิสามัญจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ ผกร. เสียเหลือเกิน กลุ่มขบวนการโจรใต้นักศึกษา กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมสนับสนุนโจรใต้จะรีบกุลีกุจอออกมาแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็ง มีการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในแง่ลบ มีการกดดันให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยอย่างไม่มีเงื่อนไข หรือมีการยื่นหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อทำการประท้วง


       สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS), สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR) รวมทั้งนักวิชาการที่มีบทบาทชี้นำทางความคิด และองค์กรภาคประชาสังคมที่สวมหน้ากากกระทำตัวเป็นนักบุญ แต่มีการแอบอ้างบิดเบือนและทำลายความพยายามในการสร้างความเข้าใจของภาครัฐโดยใช้เงื่อนไขความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมจัดกิจกรรมในลักษณะเวทีเสวนา ปลุกเร้าให้ประชาชนเข้าใจว่ากำลังอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหง และต้องการแยกตัวเป็นเอกราช


       จึงขอเรียกร้องไปยังสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)และขบวนการโจรใต้ปาตานี (BRN) หยุดใช้เยาวชนนักเรียน นิสิตนักศึกษาเป็นเครื่องมือ ยุติพฤติกรรมการใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐ และบิดเบือนความจริงในสื่อสังคมออนไลน์ทุกรูปแบบ หากยังมีการแถลงการณ์ซ่อนเร้น แอบแฝง ชี้นำทางความคิดสร้างความสับสนเคลือบแคลงสงสัย ก็อย่าพยายามอีกเลยครับเพราะมีคนรู้เท่าทัน หากยังดื้อดึงมีแต่สร้างความเสื่อมเสียให้กับองค์กรของท่าน และควรมีความจริงใจมากกว่านี้ อย่ากระทำตนสองมาตรฐาน ตรงไปตรงมา ไม่ลับลวงพรางพฤติกรรมเสมือนไม่บริสุทธิ์ใจ และไม่ให้เกียรติกับประชาชนชาวปาตานี

------------------------------------

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทลายท่อน้ำเลี้ยงโจรใต้



เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานสนธิกำลังวางแผนล่อซื้อพร้อมจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดได้พร้อมของกลาง เผยประวัติอยู่เบื้องหลังการค้าสิ่งผิดกฎหมายหลายรายการ

วันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.จิระวัฒน์ ผดุงธรรม รอง ผบก.ตร.ภ.จวสตูล มอบหมายให้ชุด ชปส.ภ.จว.สตูล ร่วมกับร้อย ตชด.43, 436 บกสส.ภ.9 ชป.กกล.เทพสตรื ทรภ.3 ศรภ.บก.ทท. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมกันวางแผน และติดตามพฤติกรรม นางวรณีย์ หรือกะเจ๊ะ ทิ้งน้ำรอบ อายุ 47 ปี 235 ม.5 ต.ควนขัน อ.เมือง จ.สตูล หลังสืบทราบว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสั่งซื้อใบกระท่อมจากมาเลเซีย ส่งเข้ามาให้ลูกค้าคนไทยอย่างต่อเนื่อง ติดต่อประสานงานกับพ่อค้ากัญชาอัดแท่งจากประเทศลาว โดยรับเป็นทีมงานส่งกัญชาในพื้นที่ภาคใต้

และรับเป็นผู้ติดต่อประสานงานส่งยาบ้าจากภาคเหนือเพื่อส่งยาบ้าลงมาในภาคใต้ อีกทั้งยังเป็นนายทุนรับซื้อรถเถื่อนจากมาเลเซีย และรถหลบหนีประกันในไทยส่งไปขายยังประเทศลาว นางวรณีย์ หรือกะเจ๊ะ ทิ้งน้ำรอบ ยังได้ติดต่อกับสายลับว่า มียาบ้าลำเลียงมาจากภาคเหนือมาเก็บไว้ที่จังหวัดสตูล โดยต้องการให้สายลับหาลูกค้าเพื่อปล่อยยาบ้า

จากนั้นได้มีการติดต่อซื้อขายกับสายลับ จำนวน 20 มัด ก่อนจะเข้าจับกุมตัวได้ พร้อมด้วยของกลางคือ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 5,500 เม็ด กล่องผลไม้ จำนวน 1 กล่อง (ใช้ซุกซ่อนยาบ้า) กล่องนมถั่วเหลือง จำนวน 2 กล่อง (ใช้ซุกซ่อนยาบ้า) โทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง สำเนาธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ จำนวน 1 แผ่น โดยกล่าวหาว่า 1.มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และข้อหาพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย โดยเหตุเกิดที่บริเวณลานจอดรถยนต์ด้านหลังห้างบิ๊กซี ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสตูล เพื่อดำเนินการต่อไป

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฝ่ายต่อต้านในซีเรียออกวีดิทัศน์สังหารนักรบไอเอสเลียนแบบไอเอส


http://www.tnamcot.com/content/222250

เบรุต 1 ก.ค.- ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียเผยแพร่วีดิทัศน์สังหารนักรบกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) 18 คน โดยถ่ายทำและผลิตเลียนแบบวีดิทัศน์ของไอเอสที่มักเผยแพร่วีดิทัศน์สังหารตัวประกันให้ประชาคมโลกได้เห็น

วีดิทัศน์ดังกล่าวมีความยาวเกือบ 20 นาที เผยแพร่ในช่วงคืนที่ผ่านมา เป็นภาพกลุ่มกองทัพอิสลาม ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านที่ปฏิบัติการรอบกรุงดามัสกัส สวมชุดสีส้มที่ไอเอสมักให้ตัวประกันสวม ขณะที่นักรบไอเอสสวมชุดสีดำถูกโซ่ล่ามข้อมือและข้อเท้าไว้ด้วยกันโดยมีลูกตุ้มโลหะติดไว้ด้วย วีดิทัศน์นี้ถ่ายทำเลียนแบบมุมภาพในวีดิทัศน์ของไอเอสและยังใช้เสียงประกอบคล้ายกันด้วย

นักรบกลุ่มกองทัพอิสลามกล่าวว่า สังหารสมาชิกไอเอสเพื่อแก้แค้นให้กับนักรบของกลุ่มอย่างน้อย 3 คนที่ถูกไอเอสฆ่าตัดศีรษะ และได้กล่าวหาไอเอสว่าร่วมมือกับรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาดของซีเรียเล่นงานนักรบฝ่ายต่อต้าน อีกทั้งยังทรยศมุสลิมสุหนี่โดยไปเป็นพันธมิตรกับมุสลิมชีอะห์และนิกายอาลาวีที่นายอัสซาดนับถืออยู่ จากนั้นเป็นการสารภาพของนักรบไอเอสว่าไม่ได้สู้กับรัฐบาลซีเรียแต่สู้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน สุดท้ายเป็นภาพนักรบกลุ่มกองทัพอิสลามจ่อยิงศีรษะนักรบไอเอสที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า.-สำนักข่าวไทย
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม