วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วงการค้ายาปักษ์ใต้ ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ออกมาสอยกันเองแล้ว



เมื่อ 22 ก.ค.58 เวลา 19.20 น. สภ.บันนังสตา รับแจ้งเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายอิสมาแอ เฮงดาดา อายุ 28 ปี ที่อยู่ 100 ม.4 ต./อ.บันนังสตา จ.ยะลา กระสุนโดนบริเวณศีรษะ และได้เสียชีวิตที่ในที่เกิดเหตุ เหตุเกิด บริเวณหน้ากุโบร์เจาะปันตัง ถนนเส้นทางสาย 410 บ.เจาะปันตัง ม.9 ต./อ.บันนังสตา จ.ยะลา

ส่วนประวัติของผู้ตาย นายอิสมาแอ เฮงดาดา หมายเลข ปชช.1950300034580 มีหมายจับคดียาเสพติดของศาลจังหวัดยะลา หมายจับที่ 87/2558 ลง 2 มิ.ย.58 ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน มียาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 (แมทเอมเฟตามีน)

การเสียชีวิตของนายอิสมาแอฯ คาดว่าน่าจะมาจากความขัดแย้งปัญหายาเสพติดในพื้นที่ เพราะผู้ตายเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ส่วนในโลกสังคมออนไลน์ นายอิสมาแอฯ เคยได้ทำการโพสต์ภาพส่วนตัวพร้อมอาวุธหลายกระบอก สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ติดตามพอสมควร

ปัญหาภัยแทรกซ้อนนับเป็นปัญหาที่ค่อยเติมเชื้อไฟใต้ ผู้ค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน ต่างมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น และกลุ่มขบวนการชนิดแยกกันไม่ออก หากมีการแยกแยะการฆ่ากันตายรายวันจะพบว่ามีการลอบทำร้ายเนื่องจากเหตุขัดแย้งส่วนตัว เหตุขัดแย้งในเรื่องธุรกิจผิดกฎหมายเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ได้มีการเหมารวมให้เป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งรูปแบบวิธีการตัดตอนของคนร้ายมีการพยายามโยนให้เป็นเรื่องของปัญหาไฟใต้ เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด...นี่คือการอาศัยสถานการณ์ของกลุ่มผลประโยชน์ในการก่อเหตุทำร้ายฝ่ายตรงข้าม หน่วยงานความมั่นคงอย่าหลงประเด็นตามที่กลุ่มเหล่านี้พยายามบิดเบือน...

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อ ผกร.ก่อเหตุเดือนรอมฎอน สวนทางกระแสตอบรับสันติสุขของประชาชน



โดย ‘แบดิง โกตาบารู’
http://pulony.blogspot.com/2015/07/blog-post_40.html


          เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือ ไม่เอาความรุนแรง ประกอบศาสนกิจมุ่งกระทำแต่ความดี กระแส“รอมฎอนสันติสุข”ในปีนี้จากการรณรงค์ของหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่ม ผกร. ทั้งก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน ในห้วงการถือศีลอด และเข้าสู่ 10 วันสุดท้ายของเดือน สถิติการก่อเหตุได้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ๆ

         แต่กลับมีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบางกลุ่มที่ไม่ยอมตอบรับกระแส“แนวทางสันติวิธี” ของรัฐบาล ยังคงเดินหน้าก่อเหตุทำความเปรอะเปื้อนให้กับเดือนรอมฎอนด้วยเสียงระเบิดและกลิ่นควันปืน
เลือด และหยาดน้ำตาของผู้ที่สูญเสียยังคงหลั่งนองละเลงปลายด้ามขวานแห่งนี้มิได้เหือดหาย
สร้างความทุกข์ ความระทมให้กับผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า การกระทำของกลุ่ม ผกร.ไร้ศาสนาที่ทำการก่อเหตุกลับสวนทาง สวนกระแสความต้องการของพี่น้องประชาชนชาวปาตานีที่ต้องการสันติสุขอย่างสิ้นเชิง
เดือนรอมฎอน เดือนแห่งการทำความดี เดือนแห่งสันติทุกคนมีความสุขในการอยู่ร่วมกันภายใต้พหุวัฒนธรรม แต่กลับมีกลุ่ม ผกร. ลงมือก่อเหตุบั่นทอนความรู้สึกและทำลายบรรยากาศของการเปิดพื้นที่การพูดคุย แต่ถึงกระนั้นข่าวดีได้กลบกระแสข่าวร้ายได้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในเดือนรอมฎอน เป็นการจุดประกายความหวังให้กับพี่น้องประชาชนวาดฝันสันติสุข สันติภาพที่กำลังจะเกิดตามมา

          การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนเกือบทุกแขนง ได้มีการปล่อยตัว“นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ” อดีตแกนนำขบวนการพูโล ซึ่งถูกตัดสินจำคุกด้วยข้อหาด้านความมั่นคง ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระหลังถูกคุมขังมาเป็นเวลา 18 ปี โดยมีครอบครัวมารอรับอย่างอบอุ่นพร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้อิสระเป็นของขวัญรับวันฮารีรายอ เมื่อ 17ก.ค.58 เวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา

         นับเป็น “ข่าวดี” อีกข่าวหนึ่งของสถานการณ์ไฟใต้ นอกเหนือจากการเปิด “พื้นที่พูดคุย”ให้กับสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) ได้พบปะพูดคุยกับหน่วยงานของรัฐ ทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงสื่อมวลชน เพื่อให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจระหว่างกัน ลดปัญหาความหวาดระแวงที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน

          ต่อจากนี้ไปคอยจับตากระแส “สันติสุข” ใน จชต. ที่กำลังเกิดขึ้น จากการขับเคลื่อนของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งได้ให้ทุกระดับเปิดพื้นที่ “การพูดคุย”สร้างความเข้าใจกับผู้เห็นต่าง และยังส่งเสริมปัจจัยเกื้อหนุน สร้างบรรยากาศที่เป็นทิศทางบวกมากมายเกิดขึ้นในพื้นที่

          ตัวชี้วัดจากการปฏิบัติเกิดขึ้นทันที ส่งผลให้สถิติการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอนลดลงจากปีก่อนๆ เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสันติสุขอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ก่อนเดือนรอมฎอน มีการร่วมพิธีละหมาดฮายัตของผู้นำศาสนาในพื้นที่ จชต. ณ มัสยิดกลางปัตตานี ถัดมามีการจัดโครงการ “พาสู่อ้อมกอด รอมฎอนการีม” ณ ค่ายกัลยาณิวัฒนา โดยมีราษฎรไทยมุสลิมกว่า 500 คน ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียเดินทางเข้าร่วม นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรม “โครงการพาคนกลับบ้าน” มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก จนเกิดกระแส “รอมฎอนแห่งสันติสุข” ขึ้นอย่างกว้างขวาง จุดเปลี่ยนจุดนี้เอง หาก ผกร. ยังเดินหน้าก่อเหตุรุนแรงอาจทำให้เสียงานมวลชน

         “ข่าวดี” ต้อนรับวันฮารีรายอของพี่น้องมุสลิม คงจะเป็นกระแสตอบรับการปล่อยตัว “นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ” ท่ามกลางความยินดีของครอบครัว เครือญาติ และผู้นำท้องถิ่นที่รอต้อนรับ เจ้าตัวเผยจะรับใช้ชาติด้วยการประสานกลุ่มผู้เห็นต่างให้ร่วมวงพูดคุยสันติสุข พร้อมช่วยดูแลนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเกิดของตน

         นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ กล่าวขอบคุณ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล รวมถึงแม่ทัพภาคที่ 4 เลขาธิการ ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือจนกระทั่งตนเองได้รับการพักโทษ และปล่อยตัวในที่สุด หลังจากนี้ไป ตนเองจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อช่วยแก้ปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

        “ส่วนหนึ่งผมจะรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการพูดคุยสันติสุขระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในข้อเท็จจริงต่างๆ จนนำไปสู่การร่วมกันสร้างความสงบให้เกิดขึ้นให้ได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับงานส่วนตัวจะทำด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เช่น งานพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี”

        อดีตแกนนำขบวนการพูโลที่เพิ่งพ้นโทษ กล่าวว่า ตนจะขอดูแลศูนย์นิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่ ต.น้ำบ่อ อ.ปานาแระ จ.ปัตตานี ซึ่งนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.ได้มอบหมายให้ตนทำหน้าที่นี้ ซึ่งก็จะทำให้ดีที่สุด จะมีการนำผู้ประกอบการจากประเทศมาเลเซียมาร่วมลงทุน เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่

        “เศรษฐกิจในพื้นที่จะดีขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อติดต่อประสานงานกับนักธุรกิจที่จะมาร่วมลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล รวมทั้งเพื่อไปคุยกับกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อร่วมสร้างสันติสุขในพื้นที่”

        ตามที่ นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำพูโล เผยจะรับใช้ชาติด้วยการประสานกลุ่มผู้เห็นต่างมาร่วมวงพูดคุยสันติสุข ใน จชต. ต่อจากนี้เป็นต้นไปคงได้เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ผู้เขียนเชื่อในศักยภาพของนายหะยีสะมะแอฯ ในการประสานกับกลุ่มต่างๆ แต่ขออย่างเดียวทุกฝ่ายจะต้องมีความจริงใจต่อกัน อีกทั้งกลุ่ม ผกร. ที่ได้มีการผลิตเหมือน “ถั่วงอก” ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ตอนนี้ อย่าพยายามปั่นป่วนทำลายบรรยากาศการสร้างสันติสุขอีกเลย เพราะไม่เป็นผลดีมีแต่เสียกับเสียต่อองค์กร เพราะประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับกระแส “แนวทางสันติวิธี” ของรัฐบาล สนับสนุนการพูดคุยแทนการใช้ความรุนแรงที่กลุ่ม ผกร.บางกลุ่มใช้อยู่...

------------------------------

ไอ้วอก ตัวไหน ที่จะออกมาบอกว่าไอ้นี่เป็นคนดี ไอ้นี่ผู้บริสุทธิ์อีกหรือปล่าว


          หมายจับ นาย มูฮำหมัด ซีดีเลาะ จำนวน ๔ หมาย 
  • ๑ หมายจับที่ ๖๖๗/๕๒ ลง ๒๖ ต.ค.๕๒ จากกรณีเหตุยิง นาย บุญเจือ สมมาตร เสียชีวิต เหตุเกิด บ้านเลขที่ ๑๕๐/๓ ม.๓ ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ ฯ เมื่อ ๒๐ ส.ค.๕๒ 
  • ๒ หมายจับที่ ๗๐๔/๕๒ ลง ๖ ธ.ค.๕๒ จากกรณีเหตุยิง นายสุนทร ช่วยมาก และนายอารี ศักดิ์เนียนแก้ว ได้รับบาดเจ็บ ส่วน นางนันทพร ชัยชนะ เสียชีวิต ที่ร้านอาหารอีสานใต้ ม.1 ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ ฯ เมื่อ ๒๖ พ.ย.๕๒ 
  • ๓ หมายจับที่ ๒๔๐/๕๓ ลง ๑๖ ก.ค.๕๓ จากกรณีเหตุยิง พ.ต.หญิงนาราทิพย์ แก้วถาวร พยาบาล ร.พ.ค่ายอิงคยุทธบริหาร เสียชีวิต เหตุเกิด ถ.เพชรเกษม (นาเกตุ-นาประดู่) ม.๑ ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ ฯ เมื่อ ๒๑ พ.ค.๕๓ 
  • ๔ หมายจับที่ ๑๙๘/๕๗ ลง ๑๖ ก.ค.๕๗ กรณีเหตุยิงกราดใส่ร้านขายของชำไม่มีเลขที่ ริมถ.สายนาประดู่-วัดทรายขาว ม.3 ต.ทรายขาว อ.โคกดพธิ์ ฯ กระสุนถูกนางเกศนี เสียชีวิต เมื่อ ๑๕ มิ.ย.๕๗  
       หมายจับ นาย มูฮำหมัด เปาซี สาเมาะ จำนวน ๑ หมาย 
  • ๑ หมายจับที่ ๑๒๓/๕๑ ลง ๓๑ ม.ค.๕๑ จากกรณีเหตุยิง นายสุวิทย์ บุญสนิท ครูโรงเรียนบ้านเกาะตา เหตุเกิดบริเวณถนนสายปัตตานี - ยะลา ที่ ม.๓ ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ฯ เมื่อ ๒๔ ม.ค.๕๑

พบศพชาวนรก ลอยติดอวน 2 ศพ! หลังปะทะกับเจ้าหน้าที่วานนี้


พบศพ ชาวนรก ลอยติดอวน 2 ศพ! หลังปะทะกับเจ้าหน้าที่วานนี้ เผยเป็นทีมล่าสังหารไทยพุทธ....


จากกรณีที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงได้ปะทะกับกลุ่มก่อความไม่สงบขณะเข้าตรวจสอบบ้านไม่มีเลขที่ ม.4 ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ระหว่างตรวจค้นได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงจนเกิดการปะทะกันขึ้น ทำให้คนร้าย 2 คนถูกยิงบาดเจ็บแต่หลบหนีไปได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า 2 คนร้ายที่บาดเจ็บอาจจะกระโดดหนีลงคลองหลังบ้านและอาจจะจมน้ำเสียชีวิต แต่ยังไม่พบศพ นอกจากนี้ยังยึดอาวุธสงครามและระเบิดได้จำนวนหนึ่งด้วย
เหตุการณ์: http://on.fb.me/1RLt2AH


ต่อมาได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ศพ ลอยไปติดอวนดักปลาของชาวบ้านในพื้นที่ บ้านแคนา ต.บางเขา ห่างจากจุดเกิดเหตุปะทะประมาณ 1 กิโลเมตร


สภาพศพทั้งสองพบว่ามีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่ลำตัวทราบชื่อคือ
  • 1. นายมูฮำหมัด ซีตีเลาะ อายุ 30 ปี เป็นคนพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี ตรวจสอบพบว่ามีหมายจับ 5 หมาย 
  • - เมื่อวันที่ 20 ส.ค.52 เวลาประมาณ 13.50 น. ใช้อาวุธปืนพกไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายบุญเจือ สมมาตร เสียชีวิต 
  • - เมื่อวันที่ 26 พ.ย.52 เวลา 19.15 น. ที่ร้านอาหารอีสานใต้ ม.1ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ร่วมกันยิง นายสุนทร ช่วยมาก และ นายอารี ศักดิ์เนียนแก้ว ได้รับบาดเจ็บ ส่วน นางนันทพร ชัยชนะ เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 
  • - ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 
  • - ยิง ส.ต.อัฐพล แซ่ว่อง 25 ปี ทำหน้าที่ยามเสียชีวิตคาที่ภายในป้อมhttp://bit.ly/1IfC6aO
  • 2. นายมูฮำหมัดเปาซี สาเมาะ อายุ 31 ปี เป็นชาว ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มีหมายจับ 1 หมาย 
  • - หมายจับที่ จ.123/2551 ลง 31 ม.ค.51 พฤติกรรม –ร่วมกันก่อการร้าย ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และมีอาวุธครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โจรรุ่นเยาว์ดู้ไว้เป็นตัวอย่าง อนาคตของคุณ .... อยากจบแบบนี้ ..!?..



ปะทะเดือดโจรใต้! โดนสอยร่วงลงแม่น้ำ 2 ประสานชุดประดาน้ำหาศพ จับเป็นเจ้าของบ้านวัย 51 พบอาวุธสงครามอื้อ....

เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ (20 ก.ค.58)เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปะทะกับคนร้ายเป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิต 2 ราย เหตุเกิดที่บ้านตันหยงเปาว์ ม.4 ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก

จนกระทั่งเวลา 03.20 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่วางแนวปิดล้อม คนร้ายจำนวน 2 คน ซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านได้วิ่งหลบหนีลงแม่น้ำ พร้อมกับใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ประมาณ 5 นัด เจ้าหน้าที่จึงทำการยิงตอบโต้ ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสองคนได้จมหายไปในแม่น้ำ จนถึงเช้า เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบนายสะมาแอ สาและ อายุ 51 ปี อยู่ ม.4 ต.ท่ากำชำ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านและยอมออกมาแสดงตัว จึงทำการควบคุมตัวเพื่อสอบถามต่อไป


จากการตรวจสอบในบ้าน พบกระเป๋าเสื้อผ้า และสิ่งของเครื่องใช้ของคนร้าย จำนวนหนึ่ง และภายในเรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งจอดเกยตื้นอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านหลังดังกล่าว พบอาวุธปืนสงคราม M-16 จำนวน 3 กระบอก และลูกระเบิดแสวงเครื่องพร้อมใช้งานจำนวน 2 ลูก ตรวจสอบปืน พบว่า

  • 1.ปืน M-16 A-1 หมายเลข 9294913 เป็นของหน่วยทักษิณพัฒนาที่ 12 ซึ่งถูกแย่งชิงจากการโจมตีฐาน เมื่อวันที่ 28 เม.ย 46

  • 2.ปืน M-16 (ตัดสั้น/พานท้ายสไลด์) หมายเลขถูกขูดลบ คงเหลือสี่ตัวท้าย 4503 ไม่สามารถยืนยันที่มาได้

  • 3.ปืนM-16 (ตัดสั้น/พานท้ายสไลด์) หมายเลขถูกขูดลบทั้งหมด

สำหรับคนร้ายที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย และได้หลบหนีกระโดดลงแม่น้ำ เจ้าหน้าที่ยังคงกระจายกำลังค้นหาตัวอยู่จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบตัว และได้ประสานชุดนักประดาน้ำจากค่ายจุฬาภรณ์เพื่อค้นหาอีก

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เปิดใจ อส.ฮากิม ตัวตนที่แท้จริง กับปริศนาทำไมถูกไล่ล่า

 "เขาถือว่าผมสกปรกแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นก็มาโยนใส่ กล่าวหาว่าผมเป็นคนทำทั้งหมด" นี่คือคำกล่าวของ อส.ฮากิม หรือ นายอับดุลฮากิม ดาราเซะ อดีต อส.บันนังสตา จ.ยะลา ถึงเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดของเขา และถูกโยงมาถึงตัวเขา ในอำเภอซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแดนสนธยาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


hakim3
          ชื่อของ อส.ฮากิม ปรากฏเป็นข่าวหลายครั้งหลังเกิดเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ของ จ.ยะลา ช่วงเดือน มี.ค.ถึง เม.ย.2557 เพราะผู้ก่อเหตุได้ทิ้งใบปลิวเอาไว้ เขียนข้อความคล้ายๆ กันว่า เป็นการแก้แค้นตอบโต้ที่รัฐปล่อยให้ อส.ฮากิม ระรานชาวบ้าน
          ภาพของ อส.ฮากิม ถูกวาดไว้ประหนึ่งเป็นยักษ์มาร เขาถูกระบุว่าเกี่ยวพันกับเหตุคนร้ายบุกยิง นายดอเลาะ ผดุง อายุ 66 ปี และ นางมารีแย ผดุง อายุ 60 ปี สองสามีภรรยาจนเสียชีวิตในบ้านเลขที่ 67/1 หมู่ 4 บ้านบันนังกูแว อ.บันนังสตา ซึ่งหลังก่อเหตุได้มีการจุดไฟเผาบ้านซ้ำ
          บ้านบันนังกูแวเป็นบ้านเกิดของ อส.ฮากิม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสองสามีภรรยามุสลิมวัยชราเป็นเรื่องที่คนในพื้นที่รับไม่ได้ และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็ไปปรากฏในใบปลิวใบแล้วใบเล่า เช่น เหตุขว้างระเบิดเข้าไปในร้านขายก๋วยจั๊บ อ.เมืองยะลา เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มี.ค.แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน, เหตุสังหาร ด.ต.เอกพงษ์ ศักดายุทธ อดีตตำรวจสันติบาลวัย 65 ปี เสียชีวิตคาปั๊มน้ำมันใน อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มี.ค.
          รวมถึงเหตุสังหารหมู่ 3 ศพคณะผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นำโดย นายเอียะ ศรีทอง อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านกาสังใน ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา เมื่อบ่ายวันพุธที่ 2 เม.ย. โดยหนึ่งในสามเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหญิง ถูกคนร้ายตัดคออย่างโหดเหี้ยม
          ทั้งหมดไม่ได้กล่าวหาว่า อส.ฮากิม เป็นคนทำ แต่อ้างว่าเป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์อีกศาสนาหนึ่ง เพื่อแก้แค้นตอบโต้พฤติกรรมของ อส.ฮากิม ที่ถูกอ้างว่ากระทำต่อผู้บริสุทธิ์ในศาสนาอิสลาม...ศาสนาเดียวกับเขา
          อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง อส.ฮากิม เองก็ถูกกระทำเช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง โดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิดหวังสังหารเขากับน้องชายและเพื่อน ขณะขับรถยนต์อยู่ในพื้นที่บ้านบันนังกูแว เมื่อ 16 ก.พ. แต่เขารอดชีวิตมาได้ ถัดจากนั้น 7 วันสองสามีภรรยาตระกูลผดุงก็ถูกสังหาร และมีกระแสข่าวว่าเป็นการกระทำของเขาเพื่อแก้แค้นที่ลูกลอบวางระเบิด
          กระทั่ง 20 เม.ย. ครอบครัวของ อส.ฮากิม คือ นายดอรอแม ดาราเซะ พ่อวัย 54 ปี นางอาอีเสาะ เฮงดาดา แม่วัย 49 ปี และ เด็กหญิงนูรอีมาน ดาราเซะ หลานสาววัยเพียง 2 ขวบ ก็ถูกคนร้ายยิงตายคารถทั้ง 3 คน บนถนนสาย 410 ที่เชื่อมระหว่างบันนังสตากับเมืองยะลา 
          หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งให้ พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งภายในท้องถิ่น และออกมาตรการควบคุมอาวุธปืนทุกประเภท กระทั่งนำมาสู่บทสรุปเบื้องต้นว่า เหตุรุนแรงดังกล่าวเป็นการแก้แค้นกันของ "คนสองตระกูล" ในบันนังสตา
          แต่หลายคนเชื่อว่าน่าจะมีอะไรที่สลับซับซ้อนมากกว่านั้น!
          ที่ผ่านมา "ทีมข่าวอิศรา" ได้พยายามเสาะหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับ อส.ฮากิม ผ่านการบอกเล่าของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวจากปาก อส.ฮากิม เลย
          กระทั่งล่าสุด "ทีมข่าวอิศรา" ได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับ อส.ฮากิม ในสถานที่ปิดลับแห่งหนึ่ง และได้ขอสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ซึ่งอดีต อส.บันนังสตา รายนี้ก็ยอมเปิดเผยทุกเรื่องอย่างหมดเปลือก
          และนี่คือบทสัมภาษณ์ของ อส.ฮากิม ที่ไม่เพียงสะท้อนตัวตนของเขาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดกว่า 10 ปีที่ถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์ความไม่สงบและอิทธิพลของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน!
ถูกชวนเข้าขบวนการ
          ฮากิมเป็นชายหนุ่มวัย 26 ปี รูปร่างสมส่วน สูงราวๆ 170 เซนติเมตร หน้าตาคมเข้ม ผมหยิกฟู  เขาเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองสมัยเรียนศาสนาและถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการเอกราชปัตตานี 
          "ช่วงปี 2546 ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้น 8 ที่โรงเรียนอาลาวียะห์วิทยา (โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน อ.บันนังสตา ) ผมเป็นลูกอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) พ่อผมเป็นอุสตาซสอนอยู่ที่โรงเรียนคัมภีร์วิทยา ตัวผมเองชอบศึกษาศาสนา ชอบฟังบรรยายและชอบฟังธรรม อะไรที่เกี่ยวกับศาสนาชอบฟังหมด หากรู้ว่าที่ไหนมีบรรยายศาสนาจะชอบไปฟัง จนมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเพื่อนต่างโรงเรียนได้ชวนไปที่บ้านกาสัง (หมู่บ้านหนึ่งใน อ.บันนังสตา) บอกว่าที่นั่นมีบรรยายศาสนาผมก็ไปกับเขา ตามไปฟังทุกวัน ชอบมาก เขาเปลี่ยนสถานที่ไปที่อื่น ผมก็ตามไปฟัง"
          "สุดท้ายไปอยู่ที่บาตูกอ (อ.กรงปินัง รอยต่อกับ อ.บันนังสตา) วันนั้นพอไปแล้วกลับไม่ได้ เริ่มมีการปลุกระดมให้เข้าร่วมขบวนการ ตอนนั้นผมคิดว่าเมื่อกลับไม่ได้แล้ว ก็ทำตามที่เขาบอกก็แล้วกัน ก็เลยตัดสินใจอยู่กับเขา เรียนไปเรียนมาตามที่เขาสอนจนครบ ก็ได้เข้าหลักสูตรฝึกปฏิบัติการ รุ่นผมที่ได้ฝึกมีทั้งหมด 12 คน ผมเป็นคนแรกที่ได้ยศฆอรี (ลำดับชั้นหนึ่งในฝ่ายทหารของกลุ่มขบวนการ) จากการฝึกจบหลักสูตรคอมมานโด"
          เมื่อ ฮากิม ฝึกจนจบหลักสูตรคอมมานโดแล้ว ก็ถึงเวลาออกปฏิบัติการจริง งานแรกของเขา คือ บุกโจมตีโรงพักบันนังสตา เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 พ.ย.2548
          "การถล่มโรงพักบันนังสตาคืองานแรกที่ผมได้ออกปฏิบัติการหลังฝึกหลักสูตรคอมมานโด การออกปฏิบัติการของผมกับพวกกว่าสิบคนในครั้งนั้น มี แบมิง (นายหาสือมิง จารง) เป็นหัวหน้ากลุ่ม เขาเป็นแกนนำและสั่งการในการออกมาก่อเหตุ หลังจากแบมิงถูกยิงเสียชีวิต ผมเป็นคนพาปืนของแบมิงหนี ซึ่งก็หลบหนีรอดมาได้"
เปลี่ยนฝ่ายไปอยู่กับรัฐ
          ฮากิม เล่าว่า จากเหตุการณ์โจมตีโรงพักบันนังสตา ทำให้รู้สึกกลัวมาก จนเขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย จึงตัดสินใจหันหลังให้ขบวนการ
          "ผมทิ้งปืนทิ้งอะไรที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด แล้วไปหลบซ่อนอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เป็นบ้านของโต๊ะครูที่สนิทกับพ่อ ผมอยู่บ้านเขา เขาสอนผมทุกอย่าง ทั้งอ่านอัลฮาดิษ (คำสอนของท่านนบี) อ่านอัลกุรอาน เขาจะแปลและสอนอธิบายทุกอย่างที่ถูกต้อง ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ผมเรียนและรับรู้มาในอดีตเป็นสิ่งที่ผิด ผมมุ่งสนใจเรียนศาสนาต่อจนจบชั้น 10 (ในอดีตเป็นชั้นสูงสุดของการเรียนศาสนา)"
          "ต่อมาในช่วงปี 2550 ผมตัดสินใจเข้ามอบตัวกับทางราชการ และได้พูดคุยกับปลัดอำเภอบันนังสตาเพื่อขอสมัครเข้าเป็น อส. (อาสารักษาดินแดน) และได้เป็น อส.ใน อ.บันนังสตา โดยเป็น อส.อยู่บนอำเภอ ทำงานฝ่ายทะเบียนและบัตร สมัยนั้นผู้กำกับสมเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) เป็นผู้กำกับการ สภ.บันนังสตา"
          ฮากิม บอกว่า หลังเข้าเป็น อส.ใหม่ๆ ได้ทำงานบนที่ว่าการอำเภอบันนังสตา ช่วงนั้นการติดต่อระหว่างเขากับขบวนการก็ยังมีอยู่  แต่เป็นลักษณะช่วยบริจาค เพราะเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการอีกแล้ว 
          "ตอนนั้นก็ยังติดต่อกับพวกเขาบ้าง เพราะผมไม่อยากมีปัญหา ผมต้องแบ่งเงินเดือน อส.ที่ได้รับทุกๆ เดือนออกมาส่วนหนึ่งเพื่อซื้อข้าวสารบริจาคให้พวกเขาทุกๆ เดือน ผมออกมาแล้ว ไม่อยากกลับเข้าไปอีก ผมขอแค่ช่วยในแบบนี้ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ว่าอะไรผม และไม่เคยมายุ่งเกี่ยวอะไรกับผมและครอบครัว เป็นอย่างนี้มานานหลายปี"
ความขัดแย้งก่อตัว
          ฮากิม เชื่ออยู่ในใจตลอดมาว่า แม้เขาจะช่วยเหลือบริจาคข้าวสารให้ขบวนการมาตลอด แต่ลึกๆ แล้วคนของขบวนการคงไม่ไว้ใจเขาเหมือนในอดีต เพียงแต่ว่าวันนั้นเขาไม่ได้สร้างปัญหาหรือความไม่พอใจอะไรให้กับคนในขบวนการ    
          กระทั่งวันที่ 26 เม.ย.2556  มีการยิงปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนของขบวนการ ในพื้นที่บ้านเจาะปันตัง หมู่ 9 (ใกล้กับบ้านบันนังกูแว) ทำให้คนของขบวนการเสียชีวิต 3 คน หลังเหตุการณ์ปะทะจบลง  ปัญหาความขัดแย้งกับบคนในขบวนการจากความไม่ไว้ใจในตัวฮากิมก็เกิดขึ้น
          "เหตุการณ์คนของพวกเขายิงปะทะกับเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 ศพ ผมได้ไปในที่เกิดเหตุด้วย แต่ไปในฐานะของ อส.บันนังสตา ที่เป็นชุดเยียวยา หัวหน้าสั่งให้ผมไปถ่ายรูปคนตายเพื่อจะเอารูปไปเดินเรื่องเยียวยาตามหลักเกณฑ์ของอำเภอให้กับครอบครัวผู้ตาย แต่วันนั้นมีนักข่าวทีวีช่องหนึ่งไปทำข่าวในที่เกิดเหตุ นักข่าวเป็นผู้หญิง แล้วมีภาพของผมติดไปในข่าวเหตุการณ์วันนั้นออกไปด้วย ยิ่งหนึ่งในคนที่เสียชีวิตเป็นน้องชายของโต๊ะอิหม่ามคนหนึ่งในบันนังกูแวบ้านเดียวกับผม จึงทำให้คนในขบวนการเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นหนึ่งในกำลังเจ้าหน้าที่ อส.ที่ยิงปะทะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาระหว่างผมกับขบวนการ"
          "หลังจากเหตุปะทะในครั้งนั้น ผมไม่สบาย เข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์ ระหว่างนั้นได้มีโทรศัพท์จากคนที่ผมไม่รู้จักโทรเข้ามาบอกว่า ผมอยู่ร่วมกับพวกเขาไม่ได้แล้ว และบอกให้ผมไปหากุโบร์ (สุสาน) เลือก 2 แห่งที่มีอยู่ในบันนังกูแว ให้ผมไปเลือกว่าจะอยู่กุโบร์ไหน หลังจากนั้นผมก็ปิดเครื่อง ไม่อยากคุยต่อ"
ประกาศแตกหัก
          "จนกระทั่งวันศุกร์ ผมออกจากโรงพยาบาลพอดี ผมได้ไปละหมาดที่มัสยิดบันนังกูแว มีอุสตาซวันรุดี (นายมาวาดี ดอเลาะ ปัจจุบันหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่) ดึงตัวผมไปคุยที่หลังมัสยิดแล้วถามผมว่า หากุโบร์ได้หรือยัง ผมก็บอกไปว่าผมไม่อยากตายนะ ผมมีเมียมีลูกที่ต้องดูแล พวกเขาบอกผมว่าให้เวลา 3 วันนะ ผมพยายามขอร้องพวกเขา แต่พวกเขาไม่ฟังและยืนยันว่าอย่างไรเสียผมกับพวกเขาจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้อีกแล้ว"
          เมื่อเห็นว่าคำร้องขอของตัวเองไม่เป็นผล ฮากิมจึงเดินตามหลังอุสตาซคนนั้นไปถึงร้านน้ำชาในหมู่บ้าน ซึ่งกำลังมีชาวบ้นหลายคนนั่งชมรายการถ่ายทอดชกมวยทางโทรทัศน์ เขาเดินไปปิดทีวี แล้วประกาศแตกหักกับขบวนการต่อหน้าชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งหมด
          "หากต้องการอย่างนั้นก็ได้ ทุกคนไม่ว่าใครก็รักชีวิตของตัวเอง คุณก็รักชีวิตคุณ ผมก็รักชีวิตผม หากใครอยากได้ชีวิตผมก็เข้ามา ถ้าพวกคุณได้พวกคุณก็ชนะ ถ้าผมได้ผมก็ชนะ" เป็นคำประกาศของ อส.ฮากิม ต่อหน้าชาวบ้าน
ถูกตามไล่ล่า
          หลังจากนั้นเป็นต้นมา ฮากิมก็ถูกคนของขบวนการติดตามทำร้ายมาตลอด ทั้งไล่ยิงรถ ซึ่งเกิดขึ้นถึง 4 ครั้ง และลอบวางระเบิดรถยนต์ เกิดขึ้น 2 ครั้ง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวตามที่ปรากฏเป็นข่าว
          "พวกเขาส่งคนติดตามความเคลื่อนไหวและประกบยิงผมขณะขับรถยนต์ถึง 4 ครั้ง โชคดีที่ผมเป็นคนขับรถเร็ว จึงปลอดภัยจากกระสุนปืนของพวกเขา แต่ก็มีร่องรอยกระสุนที่รถ และผมไม่ได้แจ้งความ เพียงแต่นำเรื่องไปบอกตำรวจที่อยู่กับผู้กำกับสมเพียร และปลัดอำเภอที่เป็นหัวหน้าผมว่าผมถูกตามยิง ทางตำรวจและหัวหน้าก็ให้ผมระมัดระวังตัวมากขึ้น"
          เมื่อส่งการส่งคนตามลอบยิงไม่เป็นผล และฮากิมก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น ทำให้ขบวนการหันมาใช้วิธีวางระเบิดรถยนต์ของฮากิมแทน โดยครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะเขาสามารถขับรถหลบไปได้ แต่ครั้งที่สอง (16 ก.พ.2557) รถยนต์เก๋งของฮากิมถูกระเบิดจนเสียหาย และเกิดการยิงปะทะกันระหว่าง ฮากิมกับคนร้ายที่มาซุ่มโจมตีด้วย
          "วันนั้น ผม น้องชาย และเพื่อนกำลังเดินทางกลับเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายก อบต.ผมเป็นคนขับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดอัดเข้าที่หน้าห้องเครื่องของรถ น้องชายและเพื่อนสลบติดอยู่ในตัวรถ ตัวผมกระเด็นออกมานอกรถ แต่ยังพอมีสติ จึงได้เอาปืนยิงสวนออกไปข้างทางริมถนน จนพวกเขาหลบหนีไป ทราบภายหลังว่าจุดที่พวกเขาซ่อนอยู่ระหว่างก่อเหตุระเบิดรถผม มีแกลลอนน้ำมัน 20 ลิตรทิ้งเอาไว้ด้วย หากวันนั้นผมไม่สามารถยิงตอบโต้ได้ คงถูกพวกเขาลงมาเผาซ้ำอย่างแน่นอน"
แจงปมฆ่าสองสามีภรรยา
          นับเป็นโชคดีของฮากิมและพรรคพวกที่เอาชีวิตรอดจากเหตุระเบิดมาได้ แต่ฮากิมบอกว่าฝ่ายขบวนการยังคงตามเล่นงานเขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพยายามปล่อยข่าวใส่ร้ายว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าคนตระกูลผดุง (ฆ่าสองสามีภรรยาวัยชราและเผาบ้านซ้ำ ที่บ้านบันนังกูแว เมื่อ 23 ก.พ.2557)
          "เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นหลังจากผมออกจากโรงพยาบาล เพียง 7 วันนับจากเหตุการณ์ที่ผมโดนระเบิด มีการกล่าวหาว่าเป็นฝีมือผม ซึ่งจริงๆ แล้วผมกับ อาแซ ผดุง (ลูกของสองสามีภรรยาที่ถูกฆ่า) ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน เจอหน้ากันที่ไหนก็ทักทายกันตลอด"
          "กรณีคนร้ายมายิงพ่อกับแม่ของเขาเสียชีวิต แล้วเขามากล่าวหาผมว่าเป็นคนทำ แบบนี้มันก็เหมือนกับว่าพวกเขาร้อนตัวกันขึ้นมาเองว่าการวางระเบิดรถผมเป็นฝีมือของพวก จึงกล่าวหาว่าผมมาแก้แค้นโดยทำกับพ่อแม่เขา"
          ฮากิม บอกว่า จริงๆ แล้วเขารู้เพียงว่าพ่อของอาแซที่ถูกยิงเสียชีวิต เป็นระดับแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ หากมีงานอะไรในหมู่บ้าน พ่อของอาแซจะเป็นคนเก็บเงินจากชาวบ้านในหมู่บ้านให้ทางขบวนการ
          "เมื่อพ่อของอาแซถูกยิง ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร เขาก็ต้องพุ่งเป้าว่าผมทำเป็นธรรมดา เขาถือว่าผมสกปรกแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นก็มาโยนใส่ กล่าวหาว่าผมเป็นคนทำทั้งหมด"
          "คดีนี้หากผมตกเป็นผู้ต้องสงสัยหรือมีหลักฐานว่าผมเกี่ยวข้อง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคงเรียกตัวผมไปสอบสวนแล้ว แต่ไม่มีการเรียกตัวใดๆ เลย ที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยมีประวัติก่อคดีอะไรมาก่อน มันยิ่งทำให้พวกเขาเจ็บแค้นผมมาก"
ครอบครัวถูกคุกคาม
          ฮากิม เชื่อว่าเมื่อไม่สามารถทำร้ายตัวเขาได้ ทางขบวนการจึงเบนเป้าไปคุกคามคนในครอบครัวของเขาแทน กระทั่งครอบครัวของเขาต้องทิ้งบ้านทิ้งสวนยางพาราย้ายออกจากบ้านบันนังกูแว ไปอยู่ที่ อ.เมืองยะลา แทน
          "ครอบครัวผมอยู่ในหมู่บ้านไม่ได้ ตั้งแต่ผมถูกปองร้ายหลายครั้ง ก็เลยย้ายกันเข้าไปอยู่ในตัวเมืองยะลา ทิ้งบ้าน ทิ้งสวนยาง ทิ้งทุกอย่างออกมาจากหมู่บ้านบันนังกูแว หลังออกมาแล้ว สวนยางก็จ้างคนงานให้มาตัดแทน ตัดได้เพียง 3 วันพวกเขาก็ไปขู่โดยทิ้งปลอกกระสุนไว้ในถ้วยน้ำยาง ทำให้ไม่มีคนงานรับจ้างคนใดกล้าเข้าไปกรีดยางให้ ผมประกาศขายสวนยางก็ไม่มีใครกล้าซื้อ เขาสั่งห้ามคนในพื้นที่ไม่ให้ใครยุ่งกับผมและครอบครัว"
          และแล้วการสูญเสียคนในครอบครัวของฮากิมก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อ แม่ รวมถึงหลานสาววัยเพียง 2 ขวบ ถูกคนร้ายที่เขาเชื่อว่าเป็นคนของขบวนการ ใช้อาวุธปืนยิงถล่มรถยนต์จนเสียชีวิตทั้ง 3 คน เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2557
          "ปกติพ่อเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ หลังจากย้ายไปอยู่ยะลาก็ไม่มีอะไรทำ ผมสงสารพ่อ ผมก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ ถ้าอยู่เฉยๆไม่ได้ ผมจะหาเช่าที่ให้พ่อกับแม่เปิดร้านขายข้าวในตัวเมืองยะลา โดยผมไปหาเงินมาลงทุนให้"
          "จนวันเกิดเหตุ พ่อกับแม่ได้พาหลานชายหลานสาวรวม 4 คน ขับรถกระบะกลับไปบ้านที่บันนังกูแว เพื่อไปเอาของใช้ที่บ้าน เสร็จแล้วจึงขับรถกลับ ขณะกำลังขับรถออกจากหมู่บ้านก็ถูกคนร้ายตามประกบยิงจนเสียชีวิต ผมเชื่อว่าพวกเขาเห็นว่าพ่อกลับมา จึงมาตามยิงพ่อ พวกเขาโหดเหี้ยมมาก ไม่ละเว้นแม่กระทั่งคนแก่ ผู้หญิง และเด็ก นี่เป็นวิธีของพวกเขา"
เคยถูกสั่งให้ฆ่าพ่อ
          ฮากิมเล่าย้อนไปถึงวิธีการของขบวนการที่เคยสั่งให้เขาฆ่าพ่อของตัวเอง สมัยยังร่วมอยู่กับขบวนการ  
          "พวกเขาเคยลองใจผมโดยให้ยิงพ่อ คือตอนนั้นสมัยที่ผมยังอยู่กับพวกเขา ก่อนเกิดเหตุยิงถล่มโรงพักบันนังสตาเพียง 1 สัปดาห์ ในหมู่บ้านผมมีพ่อคนเดียวที่เรียนศาสนาสูงสุดและชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจะชอบพ่อและเชื่อพ่อ ทุกๆ วันศุกร์พ่อจะสอนกีตาบ (หนังสือเรียนเกี่ยวกับศาสนา) ที่มัสยิด คนในหมู่บ้านไปฟังกันเยอะ เป้าหมายของพวกเขาอยากจะให้พ่อผมเข้าร่วมกับพวกเขา เพื่อพ่อจะช่วยปลุกระดมชาวบ้านในหมู่บ้านให้พวกเขาได้"
          "พวกเขาให้ผมมาชวนพ่อ แต่พ่อไม่เอาด้วย ทั้งยังด่าผมด้วย ผมจึงได้กลับไปบอกพวกเขาว่าพ่อไม่ยอม พวกเขาก็บอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น คุณมีสิทธิ์ไปยิงพ่อได้เลย ไม่บาปแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้บังคับให้ทำทันที บอกว่าพร้อมจะทำเมื่อไหร่ก็มาบอกเขา"
          ฮากิม เล่าด้วยว่า เหตุที่คนในขบวนการอ้างว่าสามารถยิงพ่อตัวเองได้โดยไม่บาป เพราะพ่อไม่ตามกฎของขบวนการ  
          "ตอนนั้นผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากพวกเขาทั้งหมดมันไม่ใช่แล้ว หลังจากผมออกมาจากขบวนการแล้ว ผมได้เล่าให้พ่อฟังทุกอย่าง ผมเอาอัลฮาดิษที่พวกเขาสอนให้พ่อดู เพื่อให้พ่อแปลให้ฟังว่าตรงกันกับที่พวกเขาสอนหรือไม่ ปรากฏว่ามันไม่ถูกต้องเลยในสิ่งที่พวกเขาสอน อัลฮาดิษเหมือนกัน แต่คำแปลไม่เหมือนกันกับที่พ่อแปลให้ฟัง ของเขาผิดหมดเลย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง"
          หลังเหตุการณ์ฆ่า 3 ศพครอบครัวของฮากิม เรื่องใบปลิวที่ปรากฏชื่อ อส.ฮากิม ก็เงียบหายไป เหมือนกับว่าทุกอย่างจบลงแล้ว แต่ฮากิมเชื่อว่าความอาฆาตแค้นของขบวนการที่มีต่อเขายังคงมีอยู่...และก็ยังมีจริงๆ
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม