วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จับโจรใต้อีกราย!! แต่งกายคล้ายหญิงยิงถล่ม นปพ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง



"Ibrahim"



         จับกุมคนร้ายตามหมายจับ แต่งกายคล้ายหญิงเหตุกราดยิง จนท.ตำรวจ รปภ.สถานีรถไฟ เหตุการณ์วันเดียวกับบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย


          จากเหตุการณ์คนร้ายป่วนนราธิวาส 3 จุด ทำการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ชป.รปภ.สถานีรถไฟ อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 13 มี.ค.59 ซึ่งเป็นคราวเดียวกันที่คนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องจับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แล้วทำการกราดยิงฐานปฏิบัติการร้อย ทพ.4816 กรมทหารพรานที่ 48 ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุใส่ไว้ในถังแก็สปิคนิคหนัก 20 ก.ก.ที่นำไปวางไว้เสาคอสะพานบ้านยานิง


         เมื่อ 16 พ.ย.59 เวลา 04.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินทหารเรือ 33 (ฉก.นย.ทร.33) สนธิกำลังกับ นปข.ฉก.นย.ภต. เข้าทำการตรวจสอบเป้าหมายในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เพื่อบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส



        ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอาดือนันต์ บือราเฮง ตามหมายจับ ป.วิอาญา 189/59 ลง 6 เม.ย.59 ที่อยู่ 18/1 ม.3 ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส


        นายอาดือนันต์ บือราเฮง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยมีคนร้ายจำนวน 4 คน ทำการขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ซึ่งเป็นชุด รปภ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุก็อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป




           ภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้ นายอาดือนันต์ บือราเฮง และสมาชิก ผกร.อีก 3 คน ได้แต่งกายคล้ายหญิง มีผ้าคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางซ่อนเร้นกาย ลงมือทำการก่อเหตุ โดย นายอาดือนันต์ฯ ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่สองใช้อาวุธปืนสงครามทำการกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่
จะเห็นได้ว่ากลุ่ม ผกร.มักแต่งกายคล้ายผู้หญิง หรือแม้กระทั่งแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตบตาให้รอดพ้นจากการตรวจตราตามด่านตรวจ และจุดสกัดต่างๆ การกระทำเช่นนี้มิใช่การหลงผิด แต่เป็นความตั้งใจที่จะลงมือก่อเหตุโดยมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี


         การบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมาย บ่อยครั้งที่การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและมีบรรทัดฐานเดียวกัน ปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ยังมิวายที่ถูกโจมตีจากองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กร บางกลุ่มที่ทำการเคลื่อนไหวสนับสนุนเพื่อทำการช่วยเหลือคนร้าย ช่วยเหลือขบวนการให้พ้นผิด พ้นมลทินจากสังคม
ความจริงคือความจริงมิได้มีการสาดโคลนโยนผิดให้กับผู้ต้องหาตามหมายจับเหล่านี้ ว่าไปตามหลักฐานวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ไม่เหมือนกับสื่อบางสำนัก องค์กรภาคประชาสังคมเถื่อนถ่อยบางองค์กรที่มักชอบบิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งนำเสนอข่าวเชิงลบที่สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม




          ผู้ที่กระทำความผิดไม่ช้าหรือเร็วจะต้องโดนจับดำเนินคดีตามกฎหมาย จะต้องรับสภาพกับผลกรรมที่ตัวเองได้ก่อ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งจากลุ่มขบวนการไร้ซึ่งการเหลียวแล ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อดมื้อกินมื้อ คนที่ฉลาดเท่านั้นที่คิดได้ว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่ออะไร?

          แต่สำหรับคนโง่แล้วจะต้องตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดอยู่ร่ำไปหากยังคิดไม่ได้จงรับกรรมต่อไป...แต่ผลกรรมนั้นไม่ได้ตกอยู่ที่คนๆ เดียว ครอบครัวจะต้องพลอยตกระกำลำบากไปกับผลการกระทำของเราด้วย..อามีน
-------------------------

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เหตุผลที่โจรใต้มอบตัว...คืออะไร?




โดย ‘แบดิง โกตาบารู’


         อุทาหรณ์สอนใจผู้หลงผิดไว้เป็นบทเรียน เมื่อมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้เข้าสู่วังวนความชั่วร้าย กลับถูกหลอกใช้โดยแกนนำกลุ่มขบวนการให้ทำการก่อเหตุเพื่อสร้างความปั่นป่วน ความวุ่นวาย ลอบทำร้ายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องมีบาปติดตัว อีกทั้งจะต้องซ่อนตัว หลบหนีความผิดกลัวถูกเจ้าหน้าที่จับกุมอย่างหัวซุกหัวซุน ต้องอดอยากปากแห้งอยู่อย่างน่าเวทนาอดมื้อกินมื้อ ไม่ต้องพูดถึงคราวเจ็บป่วยไม่สบายหรือบาดเจ็บจากการปะทะไม่กล้าเข้าโรงพยาบาล..แม้กระทั่งหยูกยายังไม่มีจะรักษาตัว


         จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจยะลา รับมอบตัว นายสาการียา แวกาจิ แกนนำระดับสั่งการกลุ่มอาร์เคเค ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย เผาสถานที่ราชการ เผย ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าต้องหนีออกนอกพื้นที่ โอดใช้ชีวิตลำบาก อดมื้อกินมื้อ จนครอบครัววอนให้เข้ามอบตัว...


        เมื่อวันที่ 15 พ.ย.59 พ.ต.อ.กฤษฎา แก้วจันดี รรท.ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผกก.สภ.กาบัง นายวีรยุทธ เหล็มเล๊าะ ปลัดอาวุโสอำเภอกาบัง รรท.นายอำเภอกาบัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันรับมอบตัว นายสาการียา แวกาจิ อายุ 33 ปี ชาวบ้านคลองปุด ต.บาละ อ.กาบัง ซึ่งเป็นแกนนำอาร์เคเค ระดับสั่งการ มีหมายจับ ป.วิอาญา ที่ จส.381/2550 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550 และหมายจับที่ จส. 122/2552 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2552 ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย วางเพลิงสถานที่ราชการ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ทางราชการไม่สามารถออกใบอนุญาต โดยมี นายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ พร้อมพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นผู้นำตัวมามอบ



           นายสาการียา แวกาจิ ได้เปิดเผยว่า หลังจากตนได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ถูกเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกไล่ล่าติดตามจับกุมตัว แต่ตนเองได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนๆ ต้องทนทุกข์ต่อความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา อยู่แบบอดมื้อกินมื้อ เพราะต้องคอยหลบซ่อน หลบหนีการปิดล้อมจับกุมมาโดยตลอดประกอบกับทางครอบครัว ตลอดจนญาติพี่น้องได้อ้อนวอนขอให้เข้ามอบตัว จึงได้ติดต่อนายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ให้ช่วยประสานนำตัวเดินทางมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่


        นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของผู้ที่กระทำความผิดแล้วต้องหลบหนีไป ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเยี่ยงคนทั่วไป ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับครอบครัวอยู่พร้อมหน้า พ่อแม่ลูก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายติดตามตัวมาลงโทษดำเนินคดี มิเช่นนั้นหากปล่อยปละละเลยก็เท่ากับว่ากฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป


       ที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งคือผู้หลงผิดเหล่านี้ถูกทอดทิ้งต้องเผชิญชีวิตความทุกข์ยากตามยถากรรม ไม่ได้รับการดูแลจากแกนนำสั่งการ ซึ่งตัวเองกลับเสวยสุขอยู่เมืองนอก อยู่อย่างสบายอย่างพระราชา แต่นักรบอาร์เคเคเหล่านี้ล่ะ ต้องอยู่อย่างลำบากอดมื้อกินมื้อน่าอนาถใจ


          แล้วอย่างนี้ยังจะเป็นทาสรับใช้กลุ่มขบวนการอยู่อีกหรือ?
         ..บ้านต้องแตกสาแหรกขาด ชีวิตไร้สุขมีแต่ความทุกข์ประดังเข้ามาในชีวิต ต้องตายหรือไม่ก็ติดคุกขาดอิสรภาพลูกเมียใคร? จะดูแล

------------------

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอด มูฮัมหมัด วางระเบิด


“มูฮัมหมัด มูฮิ” รับสารภาพร่วมกับพวกวางบึ้มภูเก็ตและโรงแรมเซาท์เทิร์นวิวปัตตานี

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บินด่วนเดินทางไปยังทัณฑสถานวัยหนุ่มนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ควบคุมตัวนายมูฮัมหมัด มูฮิ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และถูกฝากขังไว้ที่นี่ โดยมีพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเป็นระยะ

สำหรับนายมูฮัมหมัด นั้นร่วมกับนายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ อายุ 30 ปี ก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 โดยนายมูฮัมหมัด ถูกจับกุมและได้ถูกตั้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ร่วมกันวางระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ขณะที่นายยูโซ๊ะ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าขอหมายศาลทหารเพื่อติดตามตัวแล้ว


มีรายงานว่า นายมูฮัมหมัด ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวก 4 คนก่อเหตุวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากปฏิเสธในตอนแรก ทั้งนี้ขณะนี้พนักงานสอบสวน ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดแล้ว 11 ราย จับกุมแล้ว 2 รายคือนายมูฮัมหมัด มูฮิ และนายฮากีม ดอเลาะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาระเบิดคาร์บอมบ์ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา


จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวมายังห้องสอบปากคำ นายมูฮัมหมัดสวมชุดผู้ต้องขัง สวมหมวก และใส่แว่นตาดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ หนึ่งคณะพนักงานสอบสวน จะชี้แจงรายละเอียดคำรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจดูเอกสารสำนวนที่นายมูฮัมหมัดเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายมูฮัมหมัดเริ่มมีภาวะเครียด พยักหน้าให้การสับสน พร้อมเอามือลูบใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา และให้การกับเจ้าหน้าที่ต่อ จากนั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที นายมูฮัมหมัด จึงให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุระเบิด 3 จุดจริง แต่ตนเองลงมือเพียงจุดเดียว คือบริเวณตลาดพาราไดซ์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นายมูฮัมหมัด มูฮิ ให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นคนลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ตจริง โดยร่วมกับพวก ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากทางกรมราชทัณฑ์จึงเข้าไปทำการสอบปากคำนายมูฮัมหมัดเพิ่มเติม ซึ่งหากพาดพิงถึงใครก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดกันต่อไป โดยนายมูฮัมหมัดได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนจะนำตัวนายมูฮัมหมัดมาชี้จุดตามคำให้การหรือใหม่จะต้องรอการพิจารณาจากศาลอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้

โอ้ว บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอด มูฮัมหมัด วางระเบิด




“มูฮัมหมัด มูฮิ” รับสารภาพร่วมกับพวกวางบึ้มภูเก็ตและโรงแรมเซาท์เทิร์นวิวปัตตานี


เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บินด่วนเดินทางไปยังทัณฑสถานวัยหนุ่มนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ควบคุมตัวนายมูฮัมหมัด มูฮิ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และถูกฝากขังไว้ที่นี่ โดยมีพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเป็นระยะ

สำหรับนายมูฮัมหมัด นั้นร่วมกับนายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ อายุ 30 ปี ก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 โดยนายมูฮัมหมัด ถูกจับกุมและได้ถูกตั้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ร่วมกันวางระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ขณะที่นายยูโซ๊ะ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าขอหมายศาลทหารเพื่อติดตามตัวแล้ว


มีรายงานว่า นายมูฮัมหมัด ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวก 4 คนก่อเหตุวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากปฏิเสธในตอนแรก ทั้งนี้ขณะนี้พนักงานสอบสวน ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดแล้ว 11 ราย จับกุมแล้ว 2 รายคือนายมูฮัมหมัด มูฮิ และนายฮากีม ดอเลาะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาระเบิดคาร์บอมบ์ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา


จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวมายังห้องสอบปากคำ นายมูฮัมหมัดสวมชุดผู้ต้องขัง สวมหมวก และใส่แว่นตาดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ หนึ่งคณะพนักงานสอบสวน จะชี้แจงรายละเอียดคำรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจดูเอกสารสำนวนที่นายมูฮัมหมัดเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายมูฮัมหมัดเริ่มมีภาวะเครียด พยักหน้าให้การสับสน พร้อมเอามือลูบใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา และให้การกับเจ้าหน้าที่ต่อ จากนั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที นายมูฮัมหมัด จึงให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุระเบิด 3 จุดจริง แต่ตนเองลงมือเพียงจุดเดียว คือบริเวณตลาดพาราไดซ์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นายมูฮัมหมัด มูฮิ ให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นคนลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ตจริง โดยร่วมกับพวก ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากทางกรมราชทัณฑ์จึงเข้าไปทำการสอบปากคำนายมูฮัมหมัดเพิ่มเติม ซึ่งหากพาดพิงถึงใครก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดกันต่อไป โดยนายมูฮัมหมัดได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนจะนำตัวนายมูฮัมหมัดมาชี้จุดตามคำให้การหรือใหม่จะต้องรอการพิจารณาจากศาลอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กลุ่มขบวนการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานีปลุกกระแสญีฮาดให้เป็นดินแดนฮัรบี






โดย ‘ซอเลาะห์ บินคอลีฟ’

        การปลุกกระแส ชี้นำ บิดเบือนในเรื่องประวัติศาสตร์ปัตตานี หากเราคือผู้หนึ่งที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ตคงผ่านตาเห็นเนื้อหา บทความต่างๆ ที่มีลักษณะกล่าวหาว่าดินแดนปัตตานีถูกรุกรานจากการการล่าอาณานิคม ถูกข่มเหงรังแกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ในการประกอบศาสนกิจ ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทย อีกทั้งพยายามชี้เชื่อมโยงให้เห็นว่าพื้นที่ปัตตานีเป็นดินแดน “ดารุลฮัรบี”

        การปลุกระดมที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อทางเลือกในเรื่อง “ดารุลฮัรบี” เป็นแค่ช่องทางหนึ่งที่สร้างการรับรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายหาสมาชิกแนวร่วมของกลุ่มขบวนการ ซึ่งเราสามารถรับรู้พฤติกรรมบางส่วนของผู้ที่แอบแฝงอยู่ในโลกเสมือนจริง

         การเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หรือสื่อทางเลือก กลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นการสร้างกระแสของกลุ่ม ผกร.อยู่ในวงจำกัดการรับรู้ยังไม่ครอบคลุมไปยังกลุ่มอื่นๆ

      สิ่งที่เป็นประเด็นและเป็นปัญหาต่อความมั่นคง คงจะเป็นการบรรยายธรรมของบาบอในการละหมาดอีซา ตามมัสยิดหรือสถานที่ต่างๆ ที่มีการรับเชิญไปบรรยาย ซึ่งผู้บรรยายธรรมเหล่านี้จะเป็นการจัดตั้งของกลุ่ม ผกร. เป็นฝ่ายอูลามาระดับสูงตั้งแต่ระดับคอมมิสขึ้นไป ลักษณะการบรรยายธรรม มีการกระตุ้น ปลุกระดมให้ผู้รับฟังทำการกอบกู้ปัตตานีคืนมาจากผู้รุกราน (ประเทศไทย)



        รูปแบบวิธีการในการปลุกระดมที่ยังคงใช้ได้ผลคือการชี้นำว่าดินแดนปัตตานีเป็นพื้นที่ถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของสยาม ชาวมลายูปัตตานีต้องอยู่ภายใต้ มีการกดขี่ทางด้านศาสนา ซึ่งมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานีในอดีต ว่าถูกรัฐสยามรุกราน และไม่มีความยุติธรรม ประเด็นในเรื่องความยุติธรรม เป็นเรื่องที่กลุ่มขบวนการ สามารถหยิบไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมได้มาก ที่ผ่านมากลุ่มขบวนการได้นำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปลุกระดม และเชื่อมโยงว่า เจ้าหน้าที่รัฐ กดขี่ข่มเหงรังแกคนมุสลิม เช่น ตัวอย่างกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ, เหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเหตุการณ์ล่าสุดคือกรณีศาลสั่งยึดที่ดินโรงเรียนปอเนาะญิฮาด ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินวากัฟ ทำให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ไม่มีสถานที่ศึกษาด้านศาสนา มีการปลุกระดมให้พี่น้องมุสลิมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม กีดกันในเรื่องศาสนา นำไปสู่การโฆษณา ชวนเชื่อชี้นำในสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดเวทีในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการบรรยายธรรมของฝ่ายอูลามา เนื้อหาจะเป็นในเรื่อง “ดารุลฮารบี”และการญีฮาดเป็นหลัก


      ดินแดนปัตตานีจะเป็น “ดารุลฮารบี” หรือไม่เป็น “ดารุลฮารบี” ผู้รู้ทางด้านศาสนาและนักวิชาการหลายๆ ท่าน ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยอธิบายว่าเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดสภาวะที่เป็นดารุลฮัรบีมี 2 ส่วน ด้วยกัน กล่าวคือ

  • ประการแรก พี่น้องมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามได้อย่างครบถ้วน
  • ประการที่สอง พี่น้องมุสลิมถูกกดขี่ข่มเหง
        ไม่ว่าในประเด็นใดก็แล้วแต่ ซึ่งเขาก็มีความชอบธรรมที่จะต่อสู้ ถ้าหากว่าเขามีกำลัง แต่ถ้าหากว่าไม่มีกำลัง พวกเขาก็มีสิทธิที่จะอพยพไปอยู่ในดินแดนอื่น ที่ให้ความเป็นธรรมต่อพวกเขา หากผู้นำปกครองด้วยความไม่เป็นธรรม ใช้มาตรฐานที่ต่างกันในการปกครองพลเมืองมีนโยบายบางอย่างที่เห็นได้ว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของคนมุสลิม

       การที่จะเป็นดินแดนดารุลฮัรบี ได้อย่างแท้จริง จะต้องได้รับการรับรองจากผู้นำในแต่ละพื้นที่ ว่าในพื้นที่แห่งนั้นมีการถูกกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ จนพี่น้องชาวมุสลิมไม่สามารถที่จะประกอบศาสนกิจตามหลักการของศาสนาอิสลามได้ จึงมีเหตุผลสมควรที่พี่น้องชาวมุสลิมจะต้องลุกขึ้นต่อสู้ 

        นี่คือเหตุผลที่กล่าวได้ว่ากลุ่มขบวนการพยายามที่จะบิดเบือน ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีการกดขี่ข่มเหง รังแก พี่น้องชาวมุสลิม เพื่อต้องการดึงมวลชนให้หันมาร่วมมือกับกลุ่มขบวนการในการที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายรัฐ ด้วยการทำญีฮาด หรือทำสงครามเพื่อศาสนา
        ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลามนั้นได้กล่าวถึงการญีฮาดว่า

      “การญีฮาด” นั้นต้องเป็นไปเพื่อเทิดทูนพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ) ให้สูงส่ง หาใช่อื่น (มินญาฮุ้ลมุสลิม ; อบูบักร อัลญะซาอิรี่ย์ หน้า 392 ; 1996) 

       ดังมีระบุในพระวจนะของท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า

         من قاتل لتكون كلمة الله هي العليافهوفي سبيل الله “ผู้ใดสู้รบเพื่อให้พระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ คือสิ่งสูงสุด ผู้นั้นอยู่ในวิถีทางของพระองค์อัลลอฮฺ”(บุคอรีย์และมุสลิม)




           หากการสู้รบเป็นไปเพื่อจุดประสงค์อื่นใด นั่นไม่เรียกว่าเป็นการญิฮาดที่แท้จริง ผู้ใดสู้รบเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หรือต้องการทรัพย์สงครามหรือแสดงวีรกรรมความกล้าหาญหรือชื่อเสียง ผู้นั้นย่อมไม่ได้รับอานิสงค์แต่อย่างใด (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ ; อัซซัยยิด ซาบิก 3/134-135 ; 1996)

        มิหนำซ้ำ การมีเจตนาเป็นอื่น ย่อมเป็นการนำพาตนเองสู่การลงทัณฑ์ในวันปรโลกอีกด้วย (อ้างแล้ว 3/136) ดังนั้น การญิฮาดจึงมิได้มุ่งหมายถึง การเอาชนะศัตรูแต่อย่างใด หากแต่เป้าหมายหลักของการญีฮาด คือ การพิทักษ์ศาสนาเอาไว้เพียงนั้น (อัลมุนตะกอ ; 3/159, อีฎอฮุ้ลมะซาลิก ; ก็อฟ 95 บาอฺ, มุกอตดิมาต อิบนิ รุชด์ 1/379)

         “การญิฮาด” เป็นเครื่องมืออันกอปรด้วยปัญญาในมือของมุสลิมหาใช่เป็นสิ่งอื่น โหดร้าย ทารุณ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อยึดครองโลกหรือเพื่อสร้างอำนาจอันมั่นคง หรือเพื่อการขยายอำนาจ หรือลบล้างศาสนาอื่นๆ และเปลี่ยนดินแดนคู่สงคราม (دارالحرب) ให้เป็นรัฐอิสลาม (دارالاسلام) โดยไร้เหตุผลรองรับ (คุดูรีย์, อัลฮัรบฺ วัซซลาม หน้า 53)

         ที่สำคัญที่สุดในการประกาศญีฮาด อูลามาจะต้องประชุมร่วมกันและลงมติเอกฉันท์ว่าจะต้องสู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่เพียง “แนวคิด” 
         นอกจากนี้ การญีฮาดไม่ว่าจะอยู่ในดินแดนประเภทใดก็ตาม “นักรบจะไม่สามารถฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้”

          เราจะเห็นได้ว่าจากข้อมูลในหลักศาสนา และข้อมูลจากนักวิชาการ เมื่อนำมาวิเคราะห์การปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐในปัจจุบัน หน่วยงานรัฐได้ให้โอกาส และให้สิทธิกับคนมุสลิมในทุกๆพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สนับสนุนในเรื่องการนับถือศาสนา รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต่างให้การสนับสนุนในการสร้างสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และมีการสนับสนุนการเดินทางไปแสวงบุญในการประกอบพิธีฮัจญ์, อูมเราะห์ และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวมุสลิมในห้วงเทศกาลถือศีลอดในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนประเสริฐ สนับสนุนในเรื่องการศึกษา จากการมาของโอไอซี หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านการศาสนาต่างได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยโชคดีที่สุด ที่รัฐดูแลเอาใจใส่ในทุกด้าน และยืนยันได้ว่าแม้ประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือแม้กระทั่งผู้นำประเทศเองเป็นมุสลิม ก็ไม่สามารถดูแลเอาใจใส่พี่น้องมุสลิมได้ดีเท่า “รัฐบาลไทย”

         ที่กล่าวมาย่อมเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า การปลุกกระแส “ดารุลฮารบี” และมีการปลุกระดมให้พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลไทยด้วยการญีฮาดนั้น เป็นการชี้นำของกลุ่มผู้คิดต่างจากรัฐเพื่อหวังผลในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เป็น “ดารุลฮารบี” และเข้าหลักเกณฑ์ใดๆ เลยที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม เพราะนี่คือเล่ห์กลของกลุ่มขบวนการที่หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการหลอกให้ประชาชนร่วมมือกับฝ่ายตน.

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ขบวนการฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อสันติสุขหรือ? (KILLING FOR PEACE)



โดย : ‘Ibrahim’

          “สันติสุขชายแดนใต้” จะกลายเป็นแค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานฟังในวันข้างหน้าหรือ?..ทุกคนต่างโหยหาให้หวนกลับมาเป็นเช่นวันเก่า..เมื่อครั้งอดีตที่พี่น้องพื้นที่ชายแดนใต้แห่งนี้ ต่างอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ภายใต้พหุวัฒนธรรม ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา แบ่งเค้าแบ่งเราถ้อยทีอาศัยซึ่งกันและกันมาช้านาน ก่อนที่จะเกิดปัญหาไฟใต้ มีการสร้างความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อกันของพี่น้องในพื้นที่โดยกลุ่มขบวนการ

          หลายองค์กรได้เรียกร้อง “สันติสุข” “สันติภาพ” หรือแม้กระทั่งคิดการไกลไปถึง “เอกราช” แยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลไทย แต่ “KILLING FOR PEACE” ขบวนการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง น้ำตาอีกกี่หยด..เลือดจะต้องอาบแผ่นดินอีกเท่าไหร่ กลุ่มขบวนการเหล่านี้ถึงจะหยุด เป็นพวกปากอย่างใจอย่างบนเวทีพูดคุยต้องการสันติสุข ในพื้นที่กลับสั่งฆ่าผู้บริสุทธิ์

          ศาสนาทุกศาสนาได้สั่งสอนให้ศาสนิกชนกระทำแต่ความดี มนุษย์มีศาสนาเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต เป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจ ปฏิบัติตนตามข้อบัญญัติของแต่ละศาสนาซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป

          ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาของกลุ่มที่คิดต่างต้องการแบ่งแยกดินแดน ต้องการเอกราชได้ ใช้กำลังทำการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ บ้างต้องได้รับบาดเจ็บ แขนขาขาดพิกลพิการ ไม่ใช่เป็นเรื่องความขัดแย้งทางด้านศาสนา



           แต่ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มขบวนการกลับใช้ศาสนาอิสลาม ซึ่งคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือ มาบิดเบือน ปลูกฝังแนวคิด ฝังชิปความชั่วร้ายเข้าไปในสมองให้สมาชิกแนวร่วม RKK ทำการเข่นฆ่าผู้คนแล้วได้บุญ อย่างเช่นในห้วงเดือนรอมฎอนที่เหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นถี่ยิบ

           กลุ่มขบวนการ BRN ใช้อิหม่ามที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือ บิดเบือนเสี้ยมสอนให้สมาชิกแนวร่วมมีความเชื่อว่า “การฆ่ากาฟิรฺ” (คนต่างศาสนา) และ “มุนาฟิก” (ผู้กลับกลอก) เป็นสิ่งที่อนุมัติในอิสลาม ผู้ฆ่าจะได้ผลบุญ และหากผู้ที่จะไปฆ่าผู้อื่นกลับถูกฆ่าเสียเอง เขาก็จะได้ขึ้นสวรรค์เป็นการตอบแทนโดยไม่ต้องรอฟังคำพิพากษา

“กาฟิรฺ” มีความหมายโดยรากศัพท์ทางภาษาแปลว่า ผู้ปฏิเสธ ผู้ดื้อดึง ผู้ฝ่าฝืน แต่ในทางศาสนา   “กาฟิรฺ” หมายถึง “ผู้ปฏิเสธต่อศาสนาอิสลาม”
"กาฟิรฺ” จำแนกได้ 3 ประเภท คือ
  • “กาฟิรฺหัรบียฺ” หมายถึง คนต่างศาสนิกที่เป็นคู่สงครามและเป็นศัตรูซึ่งมีความพยายาม ที่จะทำลายล้างศาสนาอิสลาม
  • "กาฟิรฺซิมมียฺ” หมายถึง คนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลาม ซึ่งรัฐจะต้องดูแลพวกเขาด้วยความยุติธรรมและพวกเขาต้องจ่ายภาษีแก่รัฐอิสลาม และ 
  • “กาฟิรฺมุอาฮัด” คือคนต่างศาสนิกที่ได้ทำสัญญา และมีพันธสัญญาที่ไม่รุกรานและไม่ ละเมิดซึ่งกันและกัน


          “มุนาฟิก” คือ “บุคคลที่ยอมรับความเป็นมุสลิมเพียงด้วยวาจาแต่จิตใจปฏิเสธ” ในสมัยท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) มีผู้ที่เป็นมุนาฟิกหลายคน แต่ท่านเราะสูล (ศ็อลฯ) ไม่เคย อนุญาตให้ฆ่ามุนาฟิกแม้แต่คนเดียว ต่อความคิดของผู้ที่ปลุกปั่นยุยงเยาวชนว่าคนที่เห็นต่างจากตน เป็นกาฟิรฺหรือมุนาฟิกและต้องฆ่าเสียให้หมดนั้น จึงเป็นความ คิดที่ผิดหลักศาสนาอิสลาม ไม่มี อายะฮฺใดเลยที่ปรากฏในอัลกุรอานที่ระบุให้ฆ่า “มุนาฟิก”

         หลายต่อหลายครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการ หรือนักรบ RKK ได้หยิบยื่นให้กับพี่น้องมุสลิมที่รับราชการ หรือทำงานให้รัฐ แม้กระทั่งคนต่างศาสนาต้องเสียชีวิตจากเหตุลอบยิง เหตุลอบวางระเบิด กลุ่มขบวนการ BRN หรือ “จูแว” จะมีปฏิกิริยาในทันที แสดงความคิดเห็นและแสดงความดีใจที่เห็นมุสลิมหรือคนต่างศาสนาเสียชีวิต อยากจะรู้ว่าความต้องการที่แท้จริง “ต้องการความสงบสุข” หรือ “ต้องการความรุนแรง” แล้วสันติสุขที่ทุกคนเรียกหาละ...

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฮาขี้แตก รับคนบ้าเข้าอิสลาม









ฮือฮา! เจ้าอาวาสเข้ารับอิสลาม ระบุนอนไม่หลับตื่นเช้าจึงเข้ารับ แต่หลังเป็นข่าวถูกกดันหนัก



วันนี้ (3 ตุลาคม) เจ้าอาวาสวัดวัดตอหลัง วัดตันติการาม " วัดตอหลัง" ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้เข้ารับอิสลามโดยที่ยังสวมผ้าเหลือง โดยได้กล่าวกาลีเมาะห์ชาดะห์ ที่สำนักงานณะกรรมการอิสลสมประจำจังหวัดนราธิวาส (กอจ.นราธิวาส)


เจ้าอาวาสวัดตอหลัง เดิมชื่อ นายหัสดิน ศิริสุวรรณ เป็นศิษย์เก่า วิทยาลัยเกษตรกรรมนราธิวาส รุ่น 2 คืนก่อนเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสนอนไม่หลับทั้งคืน ฝันและคิดว่า ต้องเข้าอิสลามให้ได้ ในตอนเช้า จึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ อ.เจาะไอร้อง ให้มารับตัว..พาไปเข้ารับอิสลามที่ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดนราธิวาส และหลังเข้ารับอิสลาม เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม


ภายหลังมีการเผยแพร่คลิป การเข้ารับอิสลามของเจ้าอาวาสวันตอหลัง ได้เกิดปฏิกริยาอย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีโทรศัพท์สอบถามไปยังเจ้าอาวาสจำนวนมาก และมีการสอบถามคนที่เผยแพร่คลิปการเข้ารับอิสลาม เพราะเจ้าอาวาสไม่อยากให้สังคมโดยทั่วไปรับรู้กว้างขวางนัก เพราะจะกระทบต่อทางวัด ลูกวัด และตัวเจ้าอาวาสเอง
"ท่านต้องการให้เรื่องค่อยเป็นค่อยไปโดยการอธิบายของท่านเอง และไม่อยากให้คลิปนี้เผยแพร่แบบรวดเร็ว จะเป็นการสร้างเขื่อนไขที่ลำบากต่อเจ้าอาวาสมากยิ่งขึ้น" รองประธานกอจ.นราธิวาส ระบุ


ดูคลิป นาทีเจ้าอาวาสเข้ารับอิสลาม https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1449318885084392&id=617227244960231

https://youtu.be/oWxibr6LIHo 

****************************************************************
เมื่อความจริงปรากฏ



พระดังนราฯ อ้างนอนไม่หลับทั้งคืน “ต้องเข้าอิสลามให้ได้”ที่แท้หนีการตรวจสอบพฤติกรรม
‘ลมใต้ สายบุรี’

จากกระแสในโลกโซเซียล และสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเช่น เพจ:คนเข้ารับอิสลาม กระหึ่มได้มีการตีข่าวและโพสต์คลิปวีดีโอพระทั้งจีวรห่มเหลืองเข้ารับอิสลาม ได้มีการแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ www.muslimtoday.in.th ได้มีการขยายผลเพื่อสื่อต่อสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้คนต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกต และแสดงทัศนะข้กันไปต่างๆ นาๆ บางรายถึงกับจ้องจับผิดกล่าวว่าเป็นการจัดฉาก


จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกระแสในเรื่องดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง และพิธีดังกล่าว ได้มีการจัดขึ้นที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ต.ค.59 ซึ่งมีพิธีปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามของพระรูปดังกล่าว 


พิธีปฏิญาณเข้ารับอิสลาม จะมีการยืนยันความศรัทธา 5 ประการด้วยกัน คือ 1.การกล่าวปฏิญาณตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” 2.การละหมาดวันละ 5 เวลา 3.การถือศีลอด 4.การจ่ายซะกาต (จ่ายทาน) และ 5.การทำฮัจญ์

จากนั้น ผู้ทำพิธีก็จะถามผู้ที่เข้ารับอิสลามว่า จะรับหรือไม่รับ ถ้ารับก็จะกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับอิสลาม มีการทำความสะอาดร่างกาย รวมทั้งขลิบอวัยวะเพศชาย


ระแสตีกลับเมื่อเหตุผลิกผันเนื่องจากพระวัดน้ำตอหลังรูปดังกล่าวมีพฤติกรรมเจาะหลังพระประธานนำพระเครื่องนับพันองค์เป็นของส่วนตัว

กรณีพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสที่ จ.นราธิวาส ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา เข้าปฏิญาณตนรับอิสลามทั้งๆ ที่ยังครองผ้าเหลืองส่อเค้าพลิกผัน เมื่อถูกตรวจสอบพบว่าอาจเป็นการพยายามสึกจากพระเพื่อหนีการตรวจสอบพฤติการณ์เจาะด้านหลังองค์พระประธานในศาลาการเปรียญเพื่อนำพระเครื่องที่ประเมินค่ามิได้ออกไป

เมื่อมีการตรวจสอบพระที่เป็นข่าวดังรูปนี้คือ พระครูปัญญาธนากร ศิริสุวรรณ อายุ 60 ปี พรรษา 23 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดตันติการาม หรือ วัดน้ำตอหลัง ตั้งอยู่ที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ชื่อเดิมคือ นายหัสนิล ศิริสุวรรณ ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ตากใบ
จ.นราธิวาส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยในพื้นที่ 

           ข้ออ้างในการเปลี่ยนศาสนาจากพุทธไปรับอิสลามที่มีการระบุในโซเชียลมีเดีย คือ นายหัสนิล ขณะยังเป็นพระ และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้ำตอหลังนั้น นอนไม่หลับทั้งคืน เพราะคิดแต่ว่าต้องเข้าอิสลามให้ได้ พอรุ่งเช้าจึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ให้ไปรับตัว และพาเข้ารับอิสลาม โดยหลังเข้ารับอิสลามแล้ว เจ้าอาวาสได้เปลื้องจีวร และสวมชุดแบบมุสลิม ใช้ชื่อว่า “เป๊าะซู”
น้ำลดตอผุดเปลี่ยนศาสนาหนีการตรวจสอบ


         หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีการประชุมร่วมกันที่วัดน้ำตอหลัง โดยมีปลัดอำเภอระแงะ ในฐานะตัวแทนนายอำเภอ, พระผู้ปกครอง, ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และคณะกรรมการวัดตันติการาม รวมถึงชาวบ้าน ได้มีการเปิดโปงพฤติการณ์ของพระครูปัญญาธนากร อดีตเจ้าอาวาส ที่ได้เจาะด้านหลังองค์พระประธานในศาลาการเปรียญ แล้วนำพระเครื่องออกไปนับพันองค์ โดยชาวบ้านและกรรมการวัดทราบเรื่องมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่พระรูปหนีได้กล่าวอ้างในโลกโซเซียลว่านอนไม่หลับทั้งคืน “เพราะคิดแต่ว่าต้องเข้าอิสลามให้ได้”

          ส่วนข้อมูลล่าสุด ภายหลังการประชุม ร่วมกันที่วัดน้ำตอหลัง ตัวแทนกรรมการวัดได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ระแงะ เพื่อเป็นหลักฐาน และตัวแทนจากทุกฝ่าย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินภายในวัด รวมถึงบัญชีเงินฝากของวัดจำนวน 4 เล่มด้วยเพื่อตอบสังคมให้ได้รับการรับรู้ต่อไป.
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม