วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เลิกใช้เครื่องหมายฮาลาล







ด่วน "เลิกใช้เครื่องหมายฮาลาล"...????

         ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย และสภาความมั่นคงแห่งชาติได้วินิจฉัย แล้ว ฮาลาลยังไม่มีกฎหมายรองรับ และ ทุกมาตรฐานฮาลาลที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่อย่างใดเป็นการแอบอ้างอิงอำนาจรัฐผู้ประกอบการ ที่ได้รับความเสียหายจากเครื่องหมาย"ฮาลาล " สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายดำเนินคดี ได้ทั้งทางแพ่งและอาญาได้ ต่อ....


สำนักจุฬาราชมนตรีและองค์กรอิสลามกลางแห่งประเทศไทย..!!!!!?

ที่ 027/2559

กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน 
63/47 ม. 7 ถ. บรมราชชนนี
แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา
กรุงเทพฯ 10700 โทร 087 673 4999

                      วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559

เรื่อง ขอให้ระงับตราเครื่องหมายฮาลาลในสินค้าทั่วประเทศ

เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อ้างถึงหนัง ซื้อด่วนที่สุดสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่สภ. 19/8 37 ลงวันที่ 5 กันยายน 2559 
                    และสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ดร 0803/7317 ลงวันที่ 20 กันยายน 2559

             ตามที่ในปัจจุบันนี้ ได้มีสินค้าจำนวนมากติดเครื่องหมายฮาลาลไว้คู่กับเครื่องหมาย อย. ของกระทรวงสาธารณสุข เสมือนว่าเป็นเครื่องหมายที่รับรองโดยรัฐบาล และมีกฎหมายบังคับให้สินค้าจำเป็นต้องติดสัญลักษณ์ฮาลาลดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขบางคน และบางหน่วยงานก็แนะนำผู้ที่มาขอเครื่องหมาย อย. ให้ทำการติดเครื่องหมายฮาลาลนั้นไปพร้อม ๆ กันด้วย

            เครื่องหมายฮาลาลนั้น ได้รับรองการวินิจฉัยจากผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ และ องค์กรมาตรฐานฮาลาลที่ดำเนินการเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ได้วินิจฉัยในเรื่องเดียวกันนี้มาแล้วว่า หน่วยงานที่ดำเนินการเรื่อง ฮาลาล นี้นั้น คือ คณะกรรมการกลาง อิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายเรื่องนี้สามารถดำเนินการฟ้องร้องได้ทั้งการปกครองและทางแพ่งได้ด้วย จึงสรุปได้ว่า ทั้งผู้ดำเนินการเรื่องฮาลาลเครื่องหมายฮาลาลเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย

             เนื่องจากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการขอเครื่องหมาย อย. ให้กับผู้ที่มาขอเครื่องหมายมาตรฐานอาหารและยานั้นมีหลายหน่วยงาน ทั้งส่วนที่เป็นเรื่องอาหาร เรื่องเวชภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง นอกจากนี้ ยังมีส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอันเป็นการยากที่จะทำการร้องเรียนไปยังทุกหน่วยงานให้ครบถ้วนได้

จึงเรียนมายังรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ออกคำสั่งกระทรวงลงไปยังหน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบเรื่องนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานยุติการสนับสนุนและยุติการแนะนำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มาของเครื่องหมาย อย. กับเจ้าหน้าที่รัฐให้ติดเครื่องหมายฮาลาลไปพร้อมกันด้วย มิเช่นนั้นแล้วก็จะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการผิดกฎหมายเสียเองและร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำเนินการเรื่องฮาลาลด้วยจึง ร้องเรียนมาเพื่อดำเนินการตามที่ร้องเรียนให้ถูกต้องและยุติธรรมสนับสนุนต่อไปขอแสดงความนับถือ

ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์

ผู้แทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน

=================================

" ฮาลาล " อันตรายต่อประเทศชาติ

           สัญลักษณ์ “ฮาลาล” ที่ติดอยู่ตามสินค้าเกือบทุกยี่ห้อในเวลานี้ คนไทยกว่า90 % มองเป็นเรื่องธรรมดา แต่อยากจะบอกว่ามันซ่อนอันตรายมหาศาลไว้ใต้สัญลักษณ์นี้ถึงกับอาจสิ้นชาติเลยทีเดียว
ก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้ก่อนว่า ฮาลาล เป็นคำของศาสนาอิสลาม แปลว่า สิ่งที่พระเจ้าอนุญาตให้ใช้ หรือให้รับประทานได้ เช่น (1) ทรัพย์ที่ไปฆ่าคนไม่นับถือพระเจ้าได้มาก็ถือว่าเป็นฮาลาล อนุญาตให้ใช้ได้ และ(2) อาหารที่อนุญาตให้รับประทานได้ โดยเว้น เนื้อสุกร, สุนัข, สัตว์ที่ตายเอง, เลือด, และสัตว์ที่ฆ่าโดยไม่ออกนามของอัลเลาะห์ (ซูเราะห์ที่ 2 ข้อ 173 )นอกนั้นถือว่าเป็นฮาลาลทั้งหมด แต่ยังมีข้อยกเว้นว่า กรณีที่ไม่สามารถหาอาหารอื่นรับประทานได้ ก็อนุญาตให้รับประทานได้เป็นบางครั้งคราว


            ด้วยอาศัยหลักการข้อนี้ คณะกรรมการอิสลามบางกลุ่ม ได้ออกตราสัญลักษณ์ฮาลาลนี้ขึ้นมา แล้วนำไปจดลิขสิทธิ์ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2539 ซึ่งตามกฎหมายนั้นจดเพื่อระบุสินค้าตัวเอง เป็นยี่ห้อของตัวเอง ห้ามคนอื่นเลียนแบบเท่านั้น แต่คณะบุคคลดังกล่าวกลับไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง แต่ได้นำสัญลักษณ์ฮาลาลนี้ไปแอบอ้างกับบริษัทต่าง ๆ ว่า ฮาลาลมีกฎหมายรองรับทุกบริษัทต้องติด แล้วเรียกเก็บค่าฮาลาลทั้งเป็นรายปี และรายเดือน รวมแล้วนับแสนบาทต่อบริษัท


              ยกตัวอย่าง การขอฮาลาลใหม่และต่ออายุ 10,000 - 20,000 บ./ปี ค่ารับรอง 10,000-20,000 บ,/ปี ค่าที่ปรึกษา 2,000 บ./ด (12 x ปี = 24,000) ค่าตรวจ 2,500บ./ด. (12 x ปี = 27,500) ค่าที่พักในการไปตรวจ 800บ./ด. (12x ปี = 9,600) ค่าหนังสืออื่นๆ 5,500บ./ปี ค่าสินค้ารายการละ 500บาท (สมมติว่าบริษัทนั้นมีสินค้า 100รายการ x 500 = 50,000บ./ปี สรุปแล้วเกินแสนบาทต่อปี นอกจากนี้ เวลาต่อใหม่ (ซึ่งก็เท่ากับขอใหม่ทุกปี) ต้องต่อก่อนสิ้นปี 60 วันหรือ 2 เดือน เท่ากับว่าโกงบริษัทต่างๆ ไปปีละ 2 เดือนแล้ว
เงินที่ได้จากค่าเรียกเก็บเหล่านี้ คาดว่าน่าจะเป็นหลักหลายหมื่นล้านบาทต่อปี หรือเป็นแสนล้าน แต่ที่สำคัญเงินเหล่านี้ไม่เสียภาษี และไม่นำเข้าเป็นรายได้รัฐหรือกระทรวงการคลังเลย ในขณะเดียวกันกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังได้เสนอร่างพรบ.ฮาลาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เพื่อใช้เป็นกฎหมายบังคับ โดยในมาตรา 70 กำหนดว่า ไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากระทรวงการคลัง
นอกจากนี้ ในมาตรา ๕๔ ยังระบุรายได้ของสำนักงานฮาลาลต่อไป ดังนี้
(๑) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม

  • (๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
  • (๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
  • (๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน ร่วมทุน หรือการใช้ทรัพย์สินของสำนักงาน
  • (๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศหรือบริจาคให้
            ในวรรคท้ายยังระบุซ้ำอีกว่า รายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

           เนื่องจากฮาลาลเป็นที่มาของรายได้มหาศาล คณะบุคคลดังกล่าวจึงได้ขยายความหมายของฮาลาลออกไปให้ครอบคลุมทั้งอาหาร, เวชภัณฑ์ยา, เครื่องสำอาง, และเครื่องใช้ทุกชนิด จนกระทั่งเครื่องบินฮาลาล ท่าเรือฮาลาล ซึ่งจะทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย 

            ฮาลาลมีการทำเป็นขบวนการหนักขึ้นไปอีก โดยส่งกลุ่มบุคคลตะเวนออกไปบังคับกับพ่อค้าแม่ค้าตามท้องตลาดต่างๆ ว่า ถ้าไม่มีเครื่องหมายฮาลาลห้ามจำหน่าย เป็นเหตุนำความเดือดมาให้กับประชาชนจำนวนมาก ยกตัวอย่างที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีชาวบ้านนำสมุนไพรใส่ถุงพลาสติกมาว่างขายในงานวัด คนเหล่านี้ไปถามว่ามีฮาลาลไหม ถ้าไม่มีจับนะ ห้ามขาย ทำให้ชาวบ้านต้องรีบเก็บของหนี
จากเรื่องฮาลาลนี้ ทำให้เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องการเร่งสร้างมัสยิดให้ครบทุกจังหวัดด้วย เพราะในพรบ.บริหารกิจการศาสนาอิสลาม 2540 กำหนดว่า ถ้าจังหวัดใดมีมัสยิด 3 แห่งขึ้นไป ให้มีคณะกรรมการประจำจังหวัดนั้น ๆ โดยมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 9 -30 คน และมีหน้าที่เก็บเงินฮาลาลในจังหวัดนั้นๆ ถ้ายังไม่มีให้ส่วนกลางเป็นผู้เก็บ ต่อจากนั้น มัสยิดจะนำปัญหาหลายอย่างตามมาแก่ชุมชมอีกด้วย เช่น ส่งเสียงรบกวนวันละ 5 ครั้ง และอาจเป็นที่ซ่องสุมของผู้ก่อการร้าย หรือพวกลักรอบเข้าเมืองผิดกฎหมายก็ได้


           ขณะนี้ในภาคอีสาน ได้มีกลุ่มบุคคลนำเงินไปปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรภาคอีสานกว่าครอบครัวละล้านบาท โดยอ้างว่าเงินต่างชาติให้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเงินจากฮาลาลน่าจะมีส่วนในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น เงินจากฮาลาลจึงอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศและประชาชนทุกคน

           อีกอย่างหนึ่ง การบังคับให้สินค้าทุกอย่างต้องติดเครื่องหมายฮาลาลนั้น เป็นการละเมิดสิทธิของคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธ คริสต์ พราหมณ์ฮินดู เต๋า ซิก และอื่นๆ แบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และต้องจำยอมใช้สินค้านั้นๆ แม้จะไม่เต็มใจใช้ก็ตาม ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 


         ถ้าหากพรบ.ฮาลาลผ่านสภาได้ อันตรายจากฮาลาลอาจถึงกาลสิ้นชาติเลยทีเดียว โดยพอสรุปได้ดังนี้
          อันตรายต่อคนไทยทุกคน ต่อไปสินค้าทุกอย่างต้องติดฮาลาล เป็นการเรียกเก็บเงินจากคนไทยทุกคน เท่ากับมีรัฐซ้อนอยู่กับประเทศไทยอีกรัฐหนึ่ง ที่สำคัญเงินที่เก็บได้ทั้งหมดเข้าองค์กรอิสลามอย่างเดียว รัฐไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย แถมยังต้องเสียเงินอุดหนุนให้เขาเป็นรายปีอีกต่างหาก 

           อันตรายต่อคนมุสลิมระดับล่าง คือ กรรมการฮาลาลนี้เป็นหน่วยงานรัฐหนึ่งที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรืออื่นๆ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานใดๆ เลย ซึ่งคนงานมุสลิมที่ทำงานในโรงงานฮาลาลจะไม่มีสิทธิ์รับสวัสดิการใดๆ และจะฟ้องร้องใดๆ ไม่ได้ด้วย

            อันตรายต่อประเทศ คือ เงินรายได้มหาศาลมากกว่าปีละแสนล้านบาท อาจนำมาซื้อประเทศไทยทั้งหมดเลยก็ได้ หรือ นำมาเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศได้อย่างไร้ขอบเขต ข้อนี้แหละจะเป็นอันตรายถึงกับสิ้นชาติกันเลยทีเดียว 

           เพราะเห็นอันตรายเช่นนี้ ได้มีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ออกมาร้องเรียนหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ 16 มิถุนายน 2559 เป็นต้นมา และได้รับการวินิจฉับจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผผ 19/ 837 วันที่ 5 ก.ย.59 ว่า กองทุนพัฒนามาตรฐานฮาลาลที่ดำเนินการเรื่องฮาลาลนี้ทั้งหมด ยังมิได้มีสถานะเป็นกฎหมาย จึงมิได้มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ถือว่าเป็นแอบอ้างกฎหมายดำเนินการแบบผิดกฎหมายนั่นเอง และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ได้วินิจฉัยเรื่องเดียวกันนี้มา ที่นร0803/7317วันที่ 20 ก.ย.59 โดยระบุว่า คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ควรที่ผู้เสียหายจะได้ใช้ช่องทางตามกฎหมายที่มีทั้งทางปกครองและทางแพ่ง รวมถึงแจ้งให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงรับไปพิจารณาตามอำนาจหน้าที่

            จาก 2 หน่วยงานของรัฐที่วินิจฉัยมาแล้วนี้ ก็ถือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฮาลาลนี้ ได้ดำเนินการผิดกฎหมายและอาจเป็นอันตรายต่อประเทศชาติแน่นอน นอกจากนี้ยังเหลือหน่วยงานของรัฐที่ร้องเรียนไป คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการกระทำของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ปปง. ปปช. สตง. อย. และกรมสรรพากร เป็นต้น ซึ่งขณะนี้รอแต่ละหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่

           จากเหตุผลทั้งหมดที่แสดงมา ทำให้ทราบได้ว่า สัญลักษณ์ฮาลาลที่ข้างผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคนั้น มันซ่อนอันตรายที่คนทั่วไปมองไม่เห็นเอาไว้ ควรที่หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยจะร่วมกันตรวจสอบและหาทางป้องกัน ก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยต่อไป และก่อนที่จะสายเกินแก้ เพื่อความเจริญมั่นคง และเพื่อความสงบสุขของคนในชาติต่อไป

28 ตุลาคม 2559

<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>

Big c ยกเลิกฮาลาลแล้ว ไม่ต่อสัญญา เพราะรู้เท่านั้น ฮาลาล..??? 
อ่านเลยตามนี้แล้วท่านจะหายสงสัย..???

หมวด ๖

สำนักงานมาตรฐานฮาลาลแห่งชาติ

_______________________________


มาตรา ๕๑ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น
กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๕๒ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงาน

มาตรา ๕๓ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๔๙ สำนักงานอาจกระทำการดังต่อไปนี้ได้ด้วย
  • (๑) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพยสิทธิต่างๆ
  • (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือกระทำนิติกรรมใดๆทั้งในและนอกราชอาณาจักร
  • (๓) ลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงานโดยไม่ขัดต่อบัญญัติศาสนาอิสลาม
  • (๔) จัดให้มีกองทุนเพื่อการศึกษา การค้นคว้า และการวิจัยเพื่อพัฒนา ตลอดจนการฝึกอบรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ฮาลาลและมาตรฐานฮาลาล
  • (๕) กระทำการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

มาตรา ๕๔ รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้
  • (๑) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
  • (๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
  • (๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
  • (๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน ร่วมทุน หรือการใช้ทรัพย์สินของสำนักงาน
  • (๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศหรือบริจาคให้
  • รายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๕๕ ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับสำนักงานในเรื่องทรัพย์สินของสำนักงานมิได้

มาตรา ๕๖ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการและคณะทำงานได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๕๗ ให้สำนักงานจัดทำงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และทำรายงานแสดงผลการดำเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการ พร้อมทั้งให้ส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วให้กระทรวงการคลังทราบด้วย
ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงานแล้วรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อรัฐมนตรี
            ให้สำนักงานโฆษณารายงานประจำปีที่สิ้นไป โดยแสดงงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องแล้ว

หมวด ๘
กองทุนพัฒนามาตรฐานฮาลาล
_______________________________

มาตรา ๖๗ ให้มีกองทุนพัฒนามาตรฐานฮาลาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายในการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน การส่งเสริมการส่งออกและการจัดการตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาองค์กร ระบบงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกิจการฮาลาลตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๖๘ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินดังต่อไปนี้
  • (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม
  • (๒) เงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการเป็นคณะที่ปรึกษาระบบงานฮาลาล ผู้ตรวจรับรองฮาลาล ที่ปรึกษาฮาลาลประจำโรงงานหรือสถานประกอบการ ผู้ตรวจการฮาลาล และผู้เชือดสัตว์
  • (๓) เงินสมทบตามมาตรา ๖๙ 
  • (๔) ค่าปรับทางปกครองหรือเงินเพิ่มที่จัดเก็บตามพระราชบัญญัตินี้
  • (๕) เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับอันเนื่องมาจากการลงทุนหรือการประกอบกิจการตามที่รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ทั้งนี้โดยต้องไม่ขัดต่อบัญญัติศาสนาอิสลาม
  • (๖) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ 
  • (๗) เงินส่วนแบ่งจากกำไรที่ผู้ประกอบการได้รับจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด 
มาตรา ๖๙ ให้คณะที่ปรึกษาระบบงานฮาลาล ผู้ตรวจรับรองฮาลาลและผู้ตรวจการฮาลาล มีหน้าที่นำเงินสมทบส่งเข้ากองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
บุคคลตามวรรคหนึ่งผู้ใดไม่จ่ายเงินสมทบภายในเวลาที่กำหนดหรือจ่ายไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นค่าปรับในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือของเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ

มาตรา ๗๐ รายได้ของกองทุนให้นำส่งเข้ากองทุนเพื่อใช้ในกิจการตามที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๗๑ เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้
  • (๑) จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดตามสัดส่วนที่คณะกรรมการกำหนด
  • (๒) เป็นเงินช่วยเหลือและอุดหนุนกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบงานหรือมาตรฐานฮาลาลตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุน
  • (๓) เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน

มาตรา ๗๒ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนมีจำนวนไม่เกินห้าเจ็ดคนเพื่อทำหน้าที่บริหารและจัดการกองทุนเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ มาใช้บังคับกับการดำเนินการของกองทุนโดยอนุโลม

มาตรา ๗๓ ในกรณีที่มีการยุบเลิกกองทุนให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีและเสนอรายงานการชำระบัญชีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรับรองแล้วต่อคณะรัฐมนตรี หากมีเงินหรือทรัพย์สินคงเหลือให้โอนแก่กองทุนที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียง ทั้งนี้ โดยต้องทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

อัตราค่าธรรมเนียม
______________

  • (๑) ใบรับรองฮาลาล ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท
  • (๒) ค่ารับรองผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ละ ๕๐๐ บาท
  • (๓) ใบอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท
  • (๔) ใบรับรองฮาลาล และใบอนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย
  • รับรองฮาลาล ฉบับภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ฉบับละ ๕๐๐ บาท
  • (๕) ใบแทนใบรับรองฮาลาลและใบอนุญาตให้ใช้
  • เครื่องหมายรับรองฮาลาล ฉบับละ ๑๐๐ บาท
  • (๖) การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแต่ละประเภท

           ในแต่ละปี ให้คิดคำนวณจำนวนค่าธรรมเนียมแต่ละรายการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคของปีที่ล่วงมาตามที่กระทรวงพาณิชย์คำนวณเพื่อใช้ในราชการ โดยหากมีเศษสตางค์ให้ปัดทิ้ง

บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ
ประกอบร่างพระราชบัญญัติบริหารกิจการฮาลาล (ฉบับที่ ..)
พ.ศ. ....
_____________________________

(ร่างพระราชบัญญัติบริหารกิจการฮาลาล - สภาผู ...)
======================================
เตือนพี่น้องมุสลิม!! ซื้อไก่ใน Big C ดูตราฮาลาลให้ดี อาจมีไก่ฮารอมปลอมปน

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์


            หลังที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้มีเอกสารยกเลิกการหนังสือสำคัญให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล ฉบับที่ 9/2558 ให้แก่บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (มหาชน) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อวัว แบบบรรจุ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ประสงค์ที่จะขอต่อายุฮาลาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พี่น้องมุสลิมที่ไปใช้บริการ บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ หรือบิ๊กซี มินิ ควรตรวจสอบให้ดีว่าผลิตภัณฑ์จำพวกเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือเนื้อเป็ดในห้างหรือร้านสะดวกซื้อดังกล่าวมีตราฮาลาลหรือไม่ และให้หลีกเลี่ยงที่จะซื้อสินค้าจำพวกเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือเนื้อเป็ดของบิ๊กซี เพราะทางห้างหรือผู้ผลิตดังกล่าวจะไม่เข้าสู่กระบวนหรือขั้นตอนที่ฮาลาลแล้ว จึงเรียนแจ้งมาให้ทราบโดยทั่วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จับกุมโจรฟาตอนี แต่งตัวเป็นผู้หญิง คลุมฮิญาบ ก่อความระยำ




          จับกุมคนร้ายตามหมายจับ แต่งกายคล้ายหญิงเหตุกราดยิง จนท.ตำรวจ รปภ.สถานีรถไฟ เหตุการณ์วันเดียวกับบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง



          เมื่อ 16 พ.ย.59 เวลา 04.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินทหารเรือ 33 (ฉก.นย.ทร.33) สนธิกำลังกับ นปข.ฉก.นย.ภต. ตามนโยบาย กฎหมายนำ การทหารตาม การเมืองขยาย ของพล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เข้าทำการตรวจสอบเป้าหมายในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เพื่อบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส

            ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอาดือนันต์ บือราเฮง ตามหมายจับ ป.วิอาญา 189/59 ลง 6 เม.ย.59 ที่อยู่ 18/1 ม.3 ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ กรณีเหตุการณ์คนร้ายป่วนนราธิวาส 3 จุด ทำการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ชป.รปภ.สถานีรถไฟ อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 13 มี.ค.59 ซึ่งเป็นคราวเดียวกันที่คนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องจับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แล้วทำการกราดยิงฐานปฏิบัติการร้อย ทพ.4816 กรมทหารพรานที่ 48 ที่อยู่ กับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง


การก่อเหตุของคนร้ายในครั้งนั้น ได้มีคนร้ายจำนวน 4 คน ทำการขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ซึ่งเป็นชุด รปภ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุก็อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป







พฤติกรรมของ นายอาดือนันต์ บือราเฮง ที่ทำการก่อเหตุในครั้งนั้นได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่สองใช้อาวุธปืนสงครามทำการกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ จากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้นายอาดือนันต์ บือราเฮง ได้แต่งกายเลียนแบบผู้หญิง มีผ้าคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางซ่อนเร้นกาย เพื่อทำการหลบหลีกการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่หลังทำการก่อเหตุ




เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอาดือนันต์ บือราเฮง ไปทำการซักถามขยายผล และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จับโจรใต้อีกราย!! แต่งกายคล้ายหญิงยิงถล่ม นปพ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง



"Ibrahim"



         จับกุมคนร้ายตามหมายจับ แต่งกายคล้ายหญิงเหตุกราดยิง จนท.ตำรวจ รปภ.สถานีรถไฟ เหตุการณ์วันเดียวกับบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย


          จากเหตุการณ์คนร้ายป่วนนราธิวาส 3 จุด ทำการยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ชป.รปภ.สถานีรถไฟ อ.เจาะไอร้อง เมื่อ 13 มี.ค.59 ซึ่งเป็นคราวเดียวกันที่คนร้ายบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้องจับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แล้วทำการกราดยิงฐานปฏิบัติการร้อย ทพ.4816 กรมทหารพรานที่ 48 ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลเจาะไอร้อง และทำการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุใส่ไว้ในถังแก็สปิคนิคหนัก 20 ก.ก.ที่นำไปวางไว้เสาคอสะพานบ้านยานิง


         เมื่อ 16 พ.ย.59 เวลา 04.00 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินทหารเรือ 33 (ฉก.นย.ทร.33) สนธิกำลังกับ นปข.ฉก.นย.ภต. เข้าทำการตรวจสอบเป้าหมายในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เพื่อบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส



        ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอาดือนันต์ บือราเฮง ตามหมายจับ ป.วิอาญา 189/59 ลง 6 เม.ย.59 ที่อยู่ 18/1 ม.3 ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.บางปอ อ.เมืองนราธิวาส


        นายอาดือนันต์ บือราเฮง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยมีคนร้ายจำนวน 4 คน ทำการขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ.นราธิวาสที่ 31 ซึ่งเป็นชุด รปภ.สถานีรถไฟเจาะไอร้อง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุก็อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป




           ภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้ นายอาดือนันต์ บือราเฮง และสมาชิก ผกร.อีก 3 คน ได้แต่งกายคล้ายหญิง มีผ้าคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางซ่อนเร้นกาย ลงมือทำการก่อเหตุ โดย นายอาดือนันต์ฯ ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่สองใช้อาวุธปืนสงครามทำการกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่
จะเห็นได้ว่ากลุ่ม ผกร.มักแต่งกายคล้ายผู้หญิง หรือแม้กระทั่งแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตบตาให้รอดพ้นจากการตรวจตราตามด่านตรวจ และจุดสกัดต่างๆ การกระทำเช่นนี้มิใช่การหลงผิด แต่เป็นความตั้งใจที่จะลงมือก่อเหตุโดยมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี


         การบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมาย บ่อยครั้งที่การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและมีบรรทัดฐานเดียวกัน ปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ยังมิวายที่ถูกโจมตีจากองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กร บางกลุ่มที่ทำการเคลื่อนไหวสนับสนุนเพื่อทำการช่วยเหลือคนร้าย ช่วยเหลือขบวนการให้พ้นผิด พ้นมลทินจากสังคม
ความจริงคือความจริงมิได้มีการสาดโคลนโยนผิดให้กับผู้ต้องหาตามหมายจับเหล่านี้ ว่าไปตามหลักฐานวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ไม่เหมือนกับสื่อบางสำนัก องค์กรภาคประชาสังคมเถื่อนถ่อยบางองค์กรที่มักชอบบิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งนำเสนอข่าวเชิงลบที่สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคม




          ผู้ที่กระทำความผิดไม่ช้าหรือเร็วจะต้องโดนจับดำเนินคดีตามกฎหมาย จะต้องรับสภาพกับผลกรรมที่ตัวเองได้ก่อ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งจากลุ่มขบวนการไร้ซึ่งการเหลียวแล ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อดมื้อกินมื้อ คนที่ฉลาดเท่านั้นที่คิดได้ว่าที่ผ่านมาทำไปเพื่ออะไร?

          แต่สำหรับคนโง่แล้วจะต้องตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดอยู่ร่ำไปหากยังคิดไม่ได้จงรับกรรมต่อไป...แต่ผลกรรมนั้นไม่ได้ตกอยู่ที่คนๆ เดียว ครอบครัวจะต้องพลอยตกระกำลำบากไปกับผลการกระทำของเราด้วย..อามีน
-------------------------

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เหตุผลที่โจรใต้มอบตัว...คืออะไร?




โดย ‘แบดิง โกตาบารู’


         อุทาหรณ์สอนใจผู้หลงผิดไว้เป็นบทเรียน เมื่อมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้เข้าสู่วังวนความชั่วร้าย กลับถูกหลอกใช้โดยแกนนำกลุ่มขบวนการให้ทำการก่อเหตุเพื่อสร้างความปั่นป่วน ความวุ่นวาย ลอบทำร้ายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องมีบาปติดตัว อีกทั้งจะต้องซ่อนตัว หลบหนีความผิดกลัวถูกเจ้าหน้าที่จับกุมอย่างหัวซุกหัวซุน ต้องอดอยากปากแห้งอยู่อย่างน่าเวทนาอดมื้อกินมื้อ ไม่ต้องพูดถึงคราวเจ็บป่วยไม่สบายหรือบาดเจ็บจากการปะทะไม่กล้าเข้าโรงพยาบาล..แม้กระทั่งหยูกยายังไม่มีจะรักษาตัว


         จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจยะลา รับมอบตัว นายสาการียา แวกาจิ แกนนำระดับสั่งการกลุ่มอาร์เคเค ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย เผาสถานที่ราชการ เผย ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าต้องหนีออกนอกพื้นที่ โอดใช้ชีวิตลำบาก อดมื้อกินมื้อ จนครอบครัววอนให้เข้ามอบตัว...


        เมื่อวันที่ 15 พ.ย.59 พ.ต.อ.กฤษฎา แก้วจันดี รรท.ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผกก.สภ.กาบัง นายวีรยุทธ เหล็มเล๊าะ ปลัดอาวุโสอำเภอกาบัง รรท.นายอำเภอกาบัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันรับมอบตัว นายสาการียา แวกาจิ อายุ 33 ปี ชาวบ้านคลองปุด ต.บาละ อ.กาบัง ซึ่งเป็นแกนนำอาร์เคเค ระดับสั่งการ มีหมายจับ ป.วิอาญา ที่ จส.381/2550 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550 และหมายจับที่ จส. 122/2552 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2552 ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย วางเพลิงสถานที่ราชการ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ทางราชการไม่สามารถออกใบอนุญาต โดยมี นายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ พร้อมพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นผู้นำตัวมามอบ



           นายสาการียา แวกาจิ ได้เปิดเผยว่า หลังจากตนได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ถูกเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายออกไล่ล่าติดตามจับกุมตัว แต่ตนเองได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนๆ ต้องทนทุกข์ต่อความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา อยู่แบบอดมื้อกินมื้อ เพราะต้องคอยหลบซ่อน หลบหนีการปิดล้อมจับกุมมาโดยตลอดประกอบกับทางครอบครัว ตลอดจนญาติพี่น้องได้อ้อนวอนขอให้เข้ามอบตัว จึงได้ติดต่อนายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ให้ช่วยประสานนำตัวเดินทางมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่


        นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของผู้ที่กระทำความผิดแล้วต้องหลบหนีไป ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเยี่ยงคนทั่วไป ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับครอบครัวอยู่พร้อมหน้า พ่อแม่ลูก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายติดตามตัวมาลงโทษดำเนินคดี มิเช่นนั้นหากปล่อยปละละเลยก็เท่ากับว่ากฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป


       ที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งคือผู้หลงผิดเหล่านี้ถูกทอดทิ้งต้องเผชิญชีวิตความทุกข์ยากตามยถากรรม ไม่ได้รับการดูแลจากแกนนำสั่งการ ซึ่งตัวเองกลับเสวยสุขอยู่เมืองนอก อยู่อย่างสบายอย่างพระราชา แต่นักรบอาร์เคเคเหล่านี้ล่ะ ต้องอยู่อย่างลำบากอดมื้อกินมื้อน่าอนาถใจ


          แล้วอย่างนี้ยังจะเป็นทาสรับใช้กลุ่มขบวนการอยู่อีกหรือ?
         ..บ้านต้องแตกสาแหรกขาด ชีวิตไร้สุขมีแต่ความทุกข์ประดังเข้ามาในชีวิต ต้องตายหรือไม่ก็ติดคุกขาดอิสรภาพลูกเมียใคร? จะดูแล

------------------

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอด มูฮัมหมัด วางระเบิด


“มูฮัมหมัด มูฮิ” รับสารภาพร่วมกับพวกวางบึ้มภูเก็ตและโรงแรมเซาท์เทิร์นวิวปัตตานี

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บินด่วนเดินทางไปยังทัณฑสถานวัยหนุ่มนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ควบคุมตัวนายมูฮัมหมัด มูฮิ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และถูกฝากขังไว้ที่นี่ โดยมีพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเป็นระยะ

สำหรับนายมูฮัมหมัด นั้นร่วมกับนายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ อายุ 30 ปี ก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 โดยนายมูฮัมหมัด ถูกจับกุมและได้ถูกตั้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ร่วมกันวางระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ขณะที่นายยูโซ๊ะ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าขอหมายศาลทหารเพื่อติดตามตัวแล้ว


มีรายงานว่า นายมูฮัมหมัด ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวก 4 คนก่อเหตุวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากปฏิเสธในตอนแรก ทั้งนี้ขณะนี้พนักงานสอบสวน ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดแล้ว 11 ราย จับกุมแล้ว 2 รายคือนายมูฮัมหมัด มูฮิ และนายฮากีม ดอเลาะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาระเบิดคาร์บอมบ์ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา


จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวมายังห้องสอบปากคำ นายมูฮัมหมัดสวมชุดผู้ต้องขัง สวมหมวก และใส่แว่นตาดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ หนึ่งคณะพนักงานสอบสวน จะชี้แจงรายละเอียดคำรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจดูเอกสารสำนวนที่นายมูฮัมหมัดเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายมูฮัมหมัดเริ่มมีภาวะเครียด พยักหน้าให้การสับสน พร้อมเอามือลูบใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา และให้การกับเจ้าหน้าที่ต่อ จากนั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที นายมูฮัมหมัด จึงให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุระเบิด 3 จุดจริง แต่ตนเองลงมือเพียงจุดเดียว คือบริเวณตลาดพาราไดซ์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นายมูฮัมหมัด มูฮิ ให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นคนลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ตจริง โดยร่วมกับพวก ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากทางกรมราชทัณฑ์จึงเข้าไปทำการสอบปากคำนายมูฮัมหมัดเพิ่มเติม ซึ่งหากพาดพิงถึงใครก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดกันต่อไป โดยนายมูฮัมหมัดได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนจะนำตัวนายมูฮัมหมัดมาชี้จุดตามคำให้การหรือใหม่จะต้องรอการพิจารณาจากศาลอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้

โอ้ว บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอด มูฮัมหมัด วางระเบิด




“มูฮัมหมัด มูฮิ” รับสารภาพร่วมกับพวกวางบึ้มภูเก็ตและโรงแรมเซาท์เทิร์นวิวปัตตานี


เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ บินด่วนเดินทางไปยังทัณฑสถานวัยหนุ่มนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ควบคุมตัวนายมูฮัมหมัด มูฮิ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกจับกุมเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และถูกฝากขังไว้ที่นี่ โดยมีพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำเป็นระยะ

สำหรับนายมูฮัมหมัด นั้นร่วมกับนายยูโซ๊ะ แมะตีเมาะ อายุ 30 ปี ก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภูเก็ตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 โดยนายมูฮัมหมัด ถูกจับกุมและได้ถูกตั้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ร่วมกันวางระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ขณะที่นายยูโซ๊ะ ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งทางรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าขอหมายศาลทหารเพื่อติดตามตัวแล้ว


มีรายงานว่า นายมูฮัมหมัด ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวก 4 คนก่อเหตุวางระเบิดที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากปฏิเสธในตอนแรก ทั้งนี้ขณะนี้พนักงานสอบสวน ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเบิดแล้ว 11 ราย จับกุมแล้ว 2 รายคือนายมูฮัมหมัด มูฮิ และนายฮากีม ดอเลาะ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ผู้ต้องหาระเบิดคาร์บอมบ์ โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา


จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวมายังห้องสอบปากคำ นายมูฮัมหมัดสวมชุดผู้ต้องขัง สวมหมวก และใส่แว่นตาดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ หนึ่งคณะพนักงานสอบสวน จะชี้แจงรายละเอียดคำรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจดูเอกสารสำนวนที่นายมูฮัมหมัดเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง นายมูฮัมหมัดเริ่มมีภาวะเครียด พยักหน้าให้การสับสน พร้อมเอามือลูบใบหน้าหลายครั้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา และให้การกับเจ้าหน้าที่ต่อ จากนั้นเวลาผ่านไปอีกประมาณ 5 นาที นายมูฮัมหมัด จึงให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุระเบิด 3 จุดจริง แต่ตนเองลงมือเพียงจุดเดียว คือบริเวณตลาดพาราไดซ์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า นายมูฮัมหมัด มูฮิ ให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นคนลอบวางระเบิดในจังหวัดภูเก็ตจริง โดยร่วมกับพวก ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากทางกรมราชทัณฑ์จึงเข้าไปทำการสอบปากคำนายมูฮัมหมัดเพิ่มเติม ซึ่งหากพาดพิงถึงใครก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดกันต่อไป โดยนายมูฮัมหมัดได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนจะนำตัวนายมูฮัมหมัดมาชี้จุดตามคำให้การหรือใหม่จะต้องรอการพิจารณาจากศาลอีกครั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กลุ่มขบวนการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานีปลุกกระแสญีฮาดให้เป็นดินแดนฮัรบี






โดย ‘ซอเลาะห์ บินคอลีฟ’

        การปลุกกระแส ชี้นำ บิดเบือนในเรื่องประวัติศาสตร์ปัตตานี หากเราคือผู้หนึ่งที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ตคงผ่านตาเห็นเนื้อหา บทความต่างๆ ที่มีลักษณะกล่าวหาว่าดินแดนปัตตานีถูกรุกรานจากการการล่าอาณานิคม ถูกข่มเหงรังแกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ในการประกอบศาสนกิจ ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทย อีกทั้งพยายามชี้เชื่อมโยงให้เห็นว่าพื้นที่ปัตตานีเป็นดินแดน “ดารุลฮัรบี”

        การปลุกระดมที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อทางเลือกในเรื่อง “ดารุลฮัรบี” เป็นแค่ช่องทางหนึ่งที่สร้างการรับรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายหาสมาชิกแนวร่วมของกลุ่มขบวนการ ซึ่งเราสามารถรับรู้พฤติกรรมบางส่วนของผู้ที่แอบแฝงอยู่ในโลกเสมือนจริง

         การเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หรือสื่อทางเลือก กลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นการสร้างกระแสของกลุ่ม ผกร.อยู่ในวงจำกัดการรับรู้ยังไม่ครอบคลุมไปยังกลุ่มอื่นๆ

      สิ่งที่เป็นประเด็นและเป็นปัญหาต่อความมั่นคง คงจะเป็นการบรรยายธรรมของบาบอในการละหมาดอีซา ตามมัสยิดหรือสถานที่ต่างๆ ที่มีการรับเชิญไปบรรยาย ซึ่งผู้บรรยายธรรมเหล่านี้จะเป็นการจัดตั้งของกลุ่ม ผกร. เป็นฝ่ายอูลามาระดับสูงตั้งแต่ระดับคอมมิสขึ้นไป ลักษณะการบรรยายธรรม มีการกระตุ้น ปลุกระดมให้ผู้รับฟังทำการกอบกู้ปัตตานีคืนมาจากผู้รุกราน (ประเทศไทย)



        รูปแบบวิธีการในการปลุกระดมที่ยังคงใช้ได้ผลคือการชี้นำว่าดินแดนปัตตานีเป็นพื้นที่ถูกยึดครองจากการล่าอาณานิคมของสยาม ชาวมลายูปัตตานีต้องอยู่ภายใต้ มีการกดขี่ทางด้านศาสนา ซึ่งมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานีในอดีต ว่าถูกรัฐสยามรุกราน และไม่มีความยุติธรรม ประเด็นในเรื่องความยุติธรรม เป็นเรื่องที่กลุ่มขบวนการ สามารถหยิบไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมได้มาก ที่ผ่านมากลุ่มขบวนการได้นำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปลุกระดม และเชื่อมโยงว่า เจ้าหน้าที่รัฐ กดขี่ข่มเหงรังแกคนมุสลิม เช่น ตัวอย่างกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ, เหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และเหตุการณ์ล่าสุดคือกรณีศาลสั่งยึดที่ดินโรงเรียนปอเนาะญิฮาด ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินวากัฟ ทำให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ไม่มีสถานที่ศึกษาด้านศาสนา มีการปลุกระดมให้พี่น้องมุสลิมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม กีดกันในเรื่องศาสนา นำไปสู่การโฆษณา ชวนเชื่อชี้นำในสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดเวทีในพื้นที่ หรือแม้กระทั่งการบรรยายธรรมของฝ่ายอูลามา เนื้อหาจะเป็นในเรื่อง “ดารุลฮารบี”และการญีฮาดเป็นหลัก


      ดินแดนปัตตานีจะเป็น “ดารุลฮารบี” หรือไม่เป็น “ดารุลฮารบี” ผู้รู้ทางด้านศาสนาและนักวิชาการหลายๆ ท่าน ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยอธิบายว่าเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดสภาวะที่เป็นดารุลฮัรบีมี 2 ส่วน ด้วยกัน กล่าวคือ

  • ประการแรก พี่น้องมุสลิมไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลามได้อย่างครบถ้วน
  • ประการที่สอง พี่น้องมุสลิมถูกกดขี่ข่มเหง
        ไม่ว่าในประเด็นใดก็แล้วแต่ ซึ่งเขาก็มีความชอบธรรมที่จะต่อสู้ ถ้าหากว่าเขามีกำลัง แต่ถ้าหากว่าไม่มีกำลัง พวกเขาก็มีสิทธิที่จะอพยพไปอยู่ในดินแดนอื่น ที่ให้ความเป็นธรรมต่อพวกเขา หากผู้นำปกครองด้วยความไม่เป็นธรรม ใช้มาตรฐานที่ต่างกันในการปกครองพลเมืองมีนโยบายบางอย่างที่เห็นได้ว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของคนมุสลิม

       การที่จะเป็นดินแดนดารุลฮัรบี ได้อย่างแท้จริง จะต้องได้รับการรับรองจากผู้นำในแต่ละพื้นที่ ว่าในพื้นที่แห่งนั้นมีการถูกกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ จนพี่น้องชาวมุสลิมไม่สามารถที่จะประกอบศาสนกิจตามหลักการของศาสนาอิสลามได้ จึงมีเหตุผลสมควรที่พี่น้องชาวมุสลิมจะต้องลุกขึ้นต่อสู้ 

        นี่คือเหตุผลที่กล่าวได้ว่ากลุ่มขบวนการพยายามที่จะบิดเบือน ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีการกดขี่ข่มเหง รังแก พี่น้องชาวมุสลิม เพื่อต้องการดึงมวลชนให้หันมาร่วมมือกับกลุ่มขบวนการในการที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายรัฐ ด้วยการทำญีฮาด หรือทำสงครามเพื่อศาสนา
        ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลามนั้นได้กล่าวถึงการญีฮาดว่า

      “การญีฮาด” นั้นต้องเป็นไปเพื่อเทิดทูนพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ) ให้สูงส่ง หาใช่อื่น (มินญาฮุ้ลมุสลิม ; อบูบักร อัลญะซาอิรี่ย์ หน้า 392 ; 1996) 

       ดังมีระบุในพระวจนะของท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า

         من قاتل لتكون كلمة الله هي العليافهوفي سبيل الله “ผู้ใดสู้รบเพื่อให้พระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ คือสิ่งสูงสุด ผู้นั้นอยู่ในวิถีทางของพระองค์อัลลอฮฺ”(บุคอรีย์และมุสลิม)




           หากการสู้รบเป็นไปเพื่อจุดประสงค์อื่นใด นั่นไม่เรียกว่าเป็นการญิฮาดที่แท้จริง ผู้ใดสู้รบเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หรือต้องการทรัพย์สงครามหรือแสดงวีรกรรมความกล้าหาญหรือชื่อเสียง ผู้นั้นย่อมไม่ได้รับอานิสงค์แต่อย่างใด (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ ; อัซซัยยิด ซาบิก 3/134-135 ; 1996)

        มิหนำซ้ำ การมีเจตนาเป็นอื่น ย่อมเป็นการนำพาตนเองสู่การลงทัณฑ์ในวันปรโลกอีกด้วย (อ้างแล้ว 3/136) ดังนั้น การญิฮาดจึงมิได้มุ่งหมายถึง การเอาชนะศัตรูแต่อย่างใด หากแต่เป้าหมายหลักของการญีฮาด คือ การพิทักษ์ศาสนาเอาไว้เพียงนั้น (อัลมุนตะกอ ; 3/159, อีฎอฮุ้ลมะซาลิก ; ก็อฟ 95 บาอฺ, มุกอตดิมาต อิบนิ รุชด์ 1/379)

         “การญิฮาด” เป็นเครื่องมืออันกอปรด้วยปัญญาในมือของมุสลิมหาใช่เป็นสิ่งอื่น โหดร้าย ทารุณ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อยึดครองโลกหรือเพื่อสร้างอำนาจอันมั่นคง หรือเพื่อการขยายอำนาจ หรือลบล้างศาสนาอื่นๆ และเปลี่ยนดินแดนคู่สงคราม (دارالحرب) ให้เป็นรัฐอิสลาม (دارالاسلام) โดยไร้เหตุผลรองรับ (คุดูรีย์, อัลฮัรบฺ วัซซลาม หน้า 53)

         ที่สำคัญที่สุดในการประกาศญีฮาด อูลามาจะต้องประชุมร่วมกันและลงมติเอกฉันท์ว่าจะต้องสู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่เพียง “แนวคิด” 
         นอกจากนี้ การญีฮาดไม่ว่าจะอยู่ในดินแดนประเภทใดก็ตาม “นักรบจะไม่สามารถฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้”

          เราจะเห็นได้ว่าจากข้อมูลในหลักศาสนา และข้อมูลจากนักวิชาการ เมื่อนำมาวิเคราะห์การปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐในปัจจุบัน หน่วยงานรัฐได้ให้โอกาส และให้สิทธิกับคนมุสลิมในทุกๆพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สนับสนุนในเรื่องการนับถือศาสนา รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต่างให้การสนับสนุนในการสร้างสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และมีการสนับสนุนการเดินทางไปแสวงบุญในการประกอบพิธีฮัจญ์, อูมเราะห์ และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวมุสลิมในห้วงเทศกาลถือศีลอดในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนประเสริฐ สนับสนุนในเรื่องการศึกษา จากการมาของโอไอซี หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านการศาสนาต่างได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยโชคดีที่สุด ที่รัฐดูแลเอาใจใส่ในทุกด้าน และยืนยันได้ว่าแม้ประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือแม้กระทั่งผู้นำประเทศเองเป็นมุสลิม ก็ไม่สามารถดูแลเอาใจใส่พี่น้องมุสลิมได้ดีเท่า “รัฐบาลไทย”

         ที่กล่าวมาย่อมเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า การปลุกกระแส “ดารุลฮารบี” และมีการปลุกระดมให้พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลไทยด้วยการญีฮาดนั้น เป็นการชี้นำของกลุ่มผู้คิดต่างจากรัฐเพื่อหวังผลในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงดินแดนแห่งนี้ไม่ได้เป็น “ดารุลฮารบี” และเข้าหลักเกณฑ์ใดๆ เลยที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม เพราะนี่คือเล่ห์กลของกลุ่มขบวนการที่หวังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการหลอกให้ประชาชนร่วมมือกับฝ่ายตน.
Powered By Blogger

หน้าเว็บ

ผู้ติดตาม